ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า ได้เชิญรองผู้บังคับการศูนย์ตรวจสอบและวิเคราะห์การกระทำผิดเทคโนโลยี เพื่อมาหารือแนวทางการสอบสวนผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับเว็บไซต์ที่มีข้อความมิบังควร พร้อมประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ให้มีการดำเนินการอย่างเข้มงวด “กรณีนี้มีกฎหมายที่สามารถเอาผิดได้ จึงต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ไม่ควรปล่อยปละละเลย” ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว.-สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2008-05-22 14:30:39
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Thursday, May 22, 2008
ร.ต.อ.เฉลิม กำชับจัดการเว็บไซต์มิบังควร
ชัช ชลวร นั่งประธานศาล รธน.คนใหม่
ว่าที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้ง 9 คน ใช้เวลากว่า 2 ชั่วโมง ในการเลือกประธานศาลรัฐธรรมนูญ เบื้องต้นได้ให้นายจรูญ อินทจาร ผู้ที่มีอาวุโสสูงสุด ทำหน้าที่เป็นประธานในที่ประชุม ซึ่งทั้งหมดได้ตกลงใช้วิธีเลือกกันเอง โดยให้ผู้ที่สมัครใจเสนอชื่อเข้าชิงตำแหน่ง ประกอบด้วย นายชัช ชลวร นายนุรักษ์ มาประณีต และนายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ เมื่อที่ประชุมลงคะแนนลับ ผลปรากฏว่า นายชัช ชลวร ได้รับเลือกให้เป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่ ขั้นตอนหลังจากนี้ สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ จะนำรายชื่อส่งไปยังวุฒิสภา เพื่อพิจารณาดำเนินการตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญต่อไป รวมทั้งรอโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้ง 9 คน. ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย
สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ 22 พ.ค. - นายชัช ชลวร อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา ได้รับเลือกให้เป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่
อัพเดตเมื่อ 2008-05-22 14:08:49

สมชาย หนุนลงประชามติแก้ รธน.อ้างทุกคนเรียกร้อง
นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวถึงกรณีนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี จะอนุมัติงบประมาณ จำนวน 2,000 ล้านบาท เพื่อทำประชามติเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า ถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะเป็นสิ่งที่หลายคนกำลังเรียกร้องอยู่ ทั้งนี้ รัฐบาลไม่ได้มีจุดยืนที่กลับไปกลับมาเกี่ยวกับการทำประชามติ แต่เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้เขียนอยู่ในรัฐธรรมนูญว่า สามารถทำได้ จึงต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของ ส.ส. ในสภาฯ จะพิจารณาความเหมาะสม ทำเนียบฯ 22 พ.ค.- รมว.ศึกษาฯ เห็นด้วยที่จะทำประชามติเรื่องแก้ไข รธน. เพราะทุกคนเรียกร้อง แต่ผลออกมาอย่างไรทุกคนต้องยอมรับ ระบุการปล่อยให้สภาฯ ดำเนินการเรื่องนี้ เพื่อยืนยันให้เห็นว่ารัฐบาลเข้ามาแก้ปัญหาให้ประชาชน ไม่ใช่หมกมุ่นแต่เรื่องแก้ รธน.
“การปล่อยให้เป็นหน้าที่ของสภาฯ เพื่อยืนยันว่า รัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศ ไม่ได้หมกมุ่นกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการทำงานให้ประชาชน” นายสมชาย กล่าว
ส่วนกรณีที่พรรคพลังประชาชนไม่สนใจรับฟังเสียงประชาชน โดยเฉพาะข้อเสนอให้ตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญชุด 3 นั้น นายสมชาย กล่าวว่า รัฐบาลไม่ได้เป็นเจ้าภาพ หรือเป็นตัวตั้งตัวตีในการแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งการแสดงความคิดเห็นสามารถทำได้ แต่ขึ้นอยู่กับสภาฯ จะพิจารณาหรือไม่ และหากมีการทำประชามติแล้วผลออกมาเป็นอย่างไร ทุกคนต้องยอมรับ
นายสมชาย ยังกล่าวถึงกรณีที่นายกรัฐมนตรีตั้งเป้าจะลงประชามติในเดือนกรกฎาคมนี้ แต่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) คาดว่า ไม่น่าจะทันว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องทางเทคนิค ซึ่งหลักการความเป็นจริงคงเป็นเรื่องของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่มาตัดสินกันตอนนี้ว่า จะทำกันเวลาใด.-สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2008-05-22 13:54:38
รอง หน.พปช. มั่นใจคนไทยยังคงศรัทธาในระบอบประชาธิปไตย
ขณะที่ นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ รมว.พาณิชย์ เป็นประธานในการประชุมเพื่อหามาตรการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนเรื่องอาหาร และพลังงาน ส่วนบรรยากาศที่ทำเนียบรัฐบาลวันนี้ ค่อนข้างเงียบเหงา มีสื่อมวลชนมารอ นายจักรภพ เพ็ญแข รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ระบุจะนำเอกสารคำแปลของคำบรรยายมาแจกจ่าย ซึ่งขณะนี้ นายจักรภพ ก็ยังไม่ได้เข้ามาทำงานในทำเนียบฯ . ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย
ทำเนียบฯ 22 พ.ค. - นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ในฐานะ รอง หน.พรรคพลังประชาชน ระบุไม่กังวลกรณีผลสำรวจของประชาชนออกมา พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่เชื่อจะมีการปฏิวัติ โดยมั่นใจคนไทยส่วนใหญ่ยังคงศรัทธาในระบอบประชาธิปไตย
อัพเดตเมื่อ 2008-05-22 12:54:19

กกต.แนะควรนำกฎหมายประชามติของปี 41 มาเป็นหลัก
กรุงเทพฯ 22 พ.ค. - กกต.แนะควรนำกฎหมายประชามติของปี 41 มาเป็นหลัก เพื่อให้ทันการลงประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ
หลังนายกรัฐมนตรีเสนอของบประมาณ 2,000 ล้านบาท เพื่อจัดทำประชามติสอบถามความเห็นประชาชน ว่า ควรแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่ วันนี้ กกต. นัดหารือหาทางออกในประเด็นที่กฎหมายว่าด้วยการออกเสียงประชามติอยู่ระหว่างการยกร่าง ขณะเดียวกันมีความเห็นจาก นางสดศรี สัตยธรรม 1 ใน กกต. ที่ระบุ หากให้ทันเดือนกรกฎาคม ควรนำกฎหมายประชามติของปี 41 มาเป็นหลัก และหากต้องการให้การทำประชามติง่ายขึ้น ควรสอบถามประชาชนในลักษณะต้องการให้ยึดรัฐธรรมนูญปี 40 หรือ 50 ทั้งนี้ เชื่อว่าการทำประชามติครั้งนี้ จะสามารถคลี่คลายสถานการณ์ทางการเมืองได้
ด้านคดียุบพรรคชาติไทย และมัชฌิมาธิปไตย ที่อัยการสูงสุดไม่ยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญ นายประพันธ์ นัยโกวิท กกต. มองว่า ไม่ได้เกิดจากความขัดแย้งระหว่างอัยการสูงสุด และ กกต. เนื่องจากอัยการสูงสุดมีอำนาจให้ยื่นทบทวนได้ ซึ่งหลังจากนี้จะต้องตั้งคณะทำงานร่วมเพื่อพิจารณาหลักฐาน ทั้งนี้ ปฏิเสธไม่ทราบเรื่องกรณีอัยการสูงสุดอ้างหลักฐานไม่เพียงพอ.
ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2008-05-22 12:45:03

ประธานสภาระบุไม่จำเป็นต้องชะลอการบรรจุญัตติแก้ไข รธน.
เมื่อเวลา 09.30 น. นายจรัล ดิษฐาอภิชัย อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และ นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำคณะกรรมการประชาชนเพื่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ (คปพร.) เข้าเยี่ยมคารวะ นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ในโอกาสรับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ เป็นประธานสภาฯ โดยนายจรัล และ นพ.เหวง ได้แสดงความเป็นห่วงสถานการณ์การเมืองการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 โดยประธานรัฐสภา กล่าวว่า ไม่ต้องเป็นห่วงสถานการณ์ เชื่อว่าคงไม่มีการทำรัฐประหาร เพราะทหารคงไม่ออกมาปฏิวัติอีก ทหารส่วนใหญ่ไม่ได้ต้องการแสวงหาอำนาจ และเชื่อว่าผู้บัญชาการทหารบกคนปัจจุบันคงไม่ยอมให้มีการปฏิวัติ "ถ้าเกิดเหตุเช่นวันที่ 19 กันยา อีก บ้านเมืองจะไปไม่รอด ผมเชื่อว่าพระสยามเทวาธิราช จะคุ้มครองปัญหาต่าง ๆ แก้ด้วยสนามการเมืองคือรัฐสภา สภาจะเป็นสนามระหว่างฝ่ายค้าน และฝ่ายสนับสนุน พันธมิตรก็ต้องมาเล่นตรงนี้ คปพร.ก็ต้องมาเล่นตรงนี้ เอาสนามนี้เป็นหลัก" นายชัย กล่าว เมื่อถามถึงกรณีที่นายกรัฐมนตรีเสนอให้ทำประชามติเพื่อขอความเห็นประชาชนในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ภาคประชาชน และ ส.ส.ที่ยื่นญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญไว้ จะต้องถอนญัตติก่อนหรือไม่ ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า การดำเนินการจะเป็นไปตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฏร พ.ศ. 2544 โดยจะต้องบรรจุเข้าสู่วาระการประชุมภายใน 15 วัน เมื่อมีการเปิดสมัยประชุมสภา ไม่ใช่นับจากวันยื่นญัตติ ดังนั้น ไม่จำเป็นต้องถอนญัตติ การทำประชามติเป็นเรื่องของฝ่ายรัฐบาลที่ต้องการให้บ้านเมืองมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และต้องการฟังเสียงประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ เพราะการทำประชามติที่ผ่านมามีทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย เมื่อถามว่าจำเป็นต้องเร่งรีบบรรจุวาระหรือไม่ นายชัย กล่าวว่า ไม่จำเป็นต้องเร่งรีบ เพราะขณะนี้ยังไม่เปิดสมัยประชุม และยังไม่รู้ว่าจะเปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญเมื่อใด ตราบใดที่ยังไม่มีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ ให้เปิดประชุม ก็บอกไม่ได้ เมื่อเปิดแล้วก็ต้องเป็นไปตามกระบวนการ ไม่จำเป็นต้องรอให้ทำประชามติก่อน การแก้ไขกฎหมายต้องใช้เวลา หากประชาชนไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ส.ส.ก็ต้องฟังเสียงประชาชน และคงไม่ยกมือผ่านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญแน่ ต่อข้อถามว่าการไม่ชะลอนำญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญบรรจุเข้าสู่วาระการประชุมแสดงให้เห็นว่าฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารมีความเห็นขัดกันหรือไม่ ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า ไม่มี นายกรัฐมนตรีเคยบอกว่าสถาบันทั้ง 3 แยกกันทำหน้าที่ ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎหมาย รัฐสภา 22 พ.ค. – “ชัย ชิดชอบ” เผยไม่จำเป็นต้องชะลอการบรรจุญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญลงในระเบียบวาระการประชุม เพราะการทำประชามติ เป็นเรื่องของฝ่ายบริหาร มั่นใจหากประชาชนไม่เห็นด้วยกับการแก้ไข ส.ส.คงไม่เอาด้วย
นายชัย กล่าวว่า การเสนอให้ทำประชามติของนายกรัฐมนตรีไม่ใช่การคิดนอกลู่นอกทางแต่เป็นการเสนอตามรัฐธรรมนูญมาตรา 165 ถือเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ ส่วนตัวเป็นคนกลางคงให้ความเห็นในเรื่องนี้ไม่ได้. -สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2008-05-22 11:50:10

ปรับ ครม.ลงตัว สมัครเผยรอฟังผลได้ค่ำนี้
นายกรัฐมนตรีเผยได้มีการปรับ ครม.เรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ขอให้ติดตามรอความชัดเจนอีกครั้งในช่วงข่าวภาคค่ำจากทางสำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์
เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา นายสมัคร สุนทรเวช ได้ไปเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตร์ด้านต่างประเทศ ระดับภาคครั้งที่ 1 ที่กระทรวงต่างประเทศ โดยมี นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และนายนพดาล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ เข้าร่วมด้วย
หลังจากนั้นนายกรัฐมนตรีได้เปิดเผยถึงความคืบหน้าเกี่ยวกับการปรับคณะรัฐมนตรีว่าได้ดำเนินการแล้วไม่มีปัญหาอะไร ทั้งนี้ให้รอความชัดเจนอีกครั้ง สามารถติดตามได้จากข่าวภาคค่ำทางสำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์ อย่างไรก็ตามนายกฯยืนยันจะยังไม่มีการปรับในส่วนของ นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ออกจากตำแหน่ง เนื่องจากต้องรอความชัดเจนจากกระบวนการสอบสวนตามกฎหมาย ดังนั้นนายจักรภพ ก็ยังมีสิทธิ์ที่จะสามารถทำงานต่อไป
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การปรับครม.ครั้งนี้ ให้นายเชาวรัตน์ ชาญวีระกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ไปดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคม แทนนายสุธา ชันแสง และให้นายวิชาญ มีชัยนันท์ มาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข แทน

ก่อนจะสายเกินแก้
ผมได้มีโอกาสสนทนาทางโทรศัพท์กับ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี ถึงความเป็นไปของเหตุการณ์บ้านเมือง ในขณะนี้ ต่างก็แสดงความวิตกกังวลว่า เรากำลังจะสูญเสียอะไรบางอย่างไป โดยเฉพาะความสันติสุข ที่เคยมีมาอย่างช้านาน ไม่ใช่ในบทบาทของนักการเมืองที่มองอยู่บนผลประโยชน์ทางการเมือง แต่มองถึงอนาคตของลูกหลานในฐานะผู้อาวุโสมากกว่า ที่ผมฟังจากน้ำเสียงของ บิ๊กจิ๋ว บ่งบอกถึงความเป็นห่วงว่าจะกลายเป็น ปัญหาน้ำผึ้งหยดเดียวก็คือ เรื่องของสถาบัน จะเป็นการตอกรอยแยกให้เกิดขึ้นในแผ่นดิน พล.อ.ชวลิตอธิบายสั้นๆว่า มีบางคนบางกลุ่มที่ยังมีแนวความคิด สาธารณรัฐ แต่ไม่ว่าจะด้วยปัจจัยและเงื่อนไขใดๆก็ตาม ไม่มีทาง ที่จะเป็นไปได้อย่างเด็ดขาด สำหรับประเทศไทย เป็นเพียงความฝันเฟื่องของคนบางกลุ่มเท่านั้น ฝันกันมานานและก็เป็นแค่ความฝันต่อไป แต่ต้องไม่ใช้เป็นเครื่องมือหรือนำมาซึ่งการแสดงออกต่อการละเมิดสถาบัน เป็นการแสดงถึงความไม่จงรักภักดี ส่วนที่เพิ่งจะมีข่าวว่า คุณจักรภพ เพ็ญแข รมต.สำนักนายกฯไปพบที่งานบุญ จ.นครพนม และขอให้เข้าไปช่วยเจรจาเคลียร์ปัญหากับทหารให้นั้น บิ๊กจิ๋ว ปฏิเสธข่าวดังกล่าวบอกว่า ได้พูดคุยกับคุณจักรภพอยู่ไม่กี่คำ ก็เป็นการทักทายกันธรรมดามากกว่า หรือข่าวที่อดีตผู้นำ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไปพบที่บ้าน เพื่อขอให้กลับมารับตำแหน่งนายกฯ ในกรณีที่ คุณสมัคร สุนทรเวช มีปัญหาก็เช่นกัน บิ๊กจิ๋ว หัวเราะชอบใจบอกว่าคงไม่ถึงขั้นนั้น ถ้าจะถามสารทุกข์ สุกดิบ พูดเรื่องเหตุการณ์ทั่วไปกว้างๆ ในฐานะคนรู้จักกันก็เป็นอีกเรื่อง แต่จะขอให้กลับมาเป็นนายกฯ ไม่มี ผมได้ยิน พล.อ.ชวลิตเปรยๆด้วยว่า เรามันแก่แล้ว มีสติปัญญาจะช่วยบ้านเมืองได้แค่ไหนก็ทำไปแค่นั้น แม้จะไม่ได้อยู่ในเวทีการเมือง แต่ก็หนีไม่พ้นชาวบ้าน ยิ่งเวลานี้ ที่ชาวบ้านกำลังเดือดร้อนด้วยแล้ว ก็จะได้ยินเรื่องปัญหาของชาวบ้านเยอะไปหมด โดยเฉพาะในช่วงเวลาเปิดเทอมอย่างนี้ บางคนโทร.มาว่าสามีหายจากบ้านไปหลายวัน เพราะหาค่าเทอมให้ลูกไม่ได้ ไม่เคยมียุคไหนที่ความเป็นอยู่ตกต่ำขนาดนี้ เรื่องการเมืองยังเป็นรอง อยากให้สังคมช่วยกันหาทางออกปัญหาความเดือดร้อนชาวบ้านมากกว่า ผมฟัง พล.อ.ชวลิตปรารภเป็นคำสุดท้ายก่อนที่จะวางสาย กรณีของคุณสมัครกับรายการชิมไปบ่นไป จะมาตายน้ำตื้นหรือไม่ ยังคาบลูกคาบดอก ไม่เฉพาะอนาคตของคุณสมัคร แต่หมายถึงปัญหาของชาติในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ แล้วใครจะขึ้นมาเป็นนายกฯ. หมัดเหล็ก

เสียวโดนเช็กบิลเร็ว
ไม่ใช่วาระปกติแน่ๆ กับคิวที่อดีตผู้นำพลเรือนอย่างนายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ขยับเรียกประชุมระดับแกนนำพรรค
กำชับให้ออกมาแสดงจุดยืนกรณีการหมิ่นสถาบัน ไล่บี้ผู้ใหญ่ของพรรคให้แสดงท่าที
“ต้องชี้แจงให้สังคมเข้าใจและต้องทำความเข้าใจ เพราะวันนี้มีคนโจมตีสถาบัน เราเป็น ส.ส.เป็นคนไทย ต้องสำนึกเสมอว่ามีหน้าที่ในการปกป้องประเทศและสถาบันพระมหากษัตริย์ อยากให้ทุกคนเป็นปากเป็นเสียง อย่านิ่งเฉยกับเรื่องนี้”
“ชวน” ออกแอ็กชั่นเต็มที่
และก็คงไม่ใช่วาระธรรมดาเหมือนกันที่อดีตผู้นำทหารอย่าง “บิ๊กจิ๋ว” พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ผู้ที่ได้เครื่องราชฯชั้นรามาธิบดีชั้น 2 มหาโยธิน จากการผ่านตำแหน่งสำคัญๆ ทั้งอดีตนายกรัฐมนตรี อดีต รมว.กลาโหม อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด อดีตผู้บัญชาการทหารบก
กลับมาเคลื่อนไหวอย่างร้อนแรงต่อเนื่องรายวัน
เริ่มจากคิวแฉขบวนการล้มปืน ทุน เจ้า ถึงคิวล่าสุด “บิ๊กจิ๋ว” เปิดเผยเบื้องหลังจากการที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี รุดเข้าพบถึงบ้านในซอยปิ่นประภาคม มีการพูดถึงปมของนายจักรภพ เพ็ญแข รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
“พ.ต.ท.ทักษิณมีความห่วงใยมากที่คุณจักรภพพูดจาไป ท่านบอกว่าคุณจักรภพต้องรับผิดชอบเรื่องนี้ และคงพิจารณาตัวเองได้ว่าต้องทำอย่างไร”
พร้อมตีธงเป็นนัย เราต้องเข้าใจว่าคนไทยคงยอมในเรื่องนี้ไม่ได้ ทุกคนควรตระหนักให้ดี หากเป็นจริงดังกล่าว ผู้ที่ประพฤติสิ่งที่ไม่ถูกต้อง หรือพูดจาในสิ่งที่ไม่ดี ไม่ว่าเป็นใครต้องรับผิดชอบตัวเอง
“บิ๊กจิ๋ว” ออกแรงแข็งขันไม่แพ้กัน
ต่างฝ่ายต่างทนนิ่งเฉยไม่ได้กับประเด็นกระทบสถาบัน
แต่ที่โดนสั่งวิดพื้นกันไปหมาดๆ ก็บรรดาเหล่าขุนทัพนายกองที่ยังทำหน้าที่ได้ไม่แข็งขัน แค่ส่งเสียงคำรามฮึ่มฮั่มๆประปราย
ไม่พรึบพรับเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน
ล่าสุดแว่วๆมีการเรียกติวเข้มรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 หมวด 2 พระมหากษัตริย์ มาตรา 8 องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใดๆมิได้
สัญญาณไฟแยกสี่เสาเทเวศร์ไฟเขียวผ่านตลอดเลย
เป่านกหวีดขุนทหาร เรียงแถวตบเท้าออกมาปกป้องสถาบัน
โดยอาการขยับของแต่ละฝ่าย สะท้อนปมกระทบเบื้องสูง ประเด็น “ทัศนคติที่อันตราย” ของ “จักรภพ” เป็นหัวเชื้อไวไฟระดับเบนซิน 95 ที่ลามทุ่งแค่ชั่วข้ามคืน
ต้องรีบ “ตัดตอน” กันไวๆ
และก็เป็นอะไรที่ไม่อยากเสี่ยงดับไฟหลายทาง ล่าสุด “ลุงหมัก” นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ออกมาระบุ รัฐบาลพร้อมจัดสรรงบกลางจำนวน 2,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการจัดทำประชามติสอบถามความเห็นจากประชาชนทั่วประเทศว่า เห็นด้วยกับการแก้รัฐธรรมนูญปี 50 หรือไม่
พร้อมกับขอให้นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาฯ ระงับการบรรจุญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญของ ส.ส.พรรคพลังประชาชนไว้ก่อน จนกว่าจะทำประชามติเสร็จ
โดยจะเสนอเรื่องดังกล่าวให้ที่ประชุม ครม.พิจารณาในสัปดาห์หน้า และน่าจะจัดลงคะแนนเสียงประชามติได้ในช่วงราวต้นเดือนกรกฎาคม
นายกฯแตะเบรก ลดคันเร่งเกมรื้อรัฐธรรมนูญ
ยังไม่พูดถึงแรงเสียดทานภายนอก แต่โฟกัสจากอาการเครื่องรวนภายใน
จากคิวขวางลำของนายสุวิทย์ คุณกิตติ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.อุตสาหกรรม ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน ที่ทักท้วงกลางวงประชุม ครม. ตามประเพณีปฏิบัติเมื่อเปิดประชุมสภาฯสมัยวิสามัญเพื่อพิจารณางบประมาณแล้วก็จะปิด ไม่ควรมีกฎหมายอื่นเข้ามาพิจารณาด้วย
“ถ้าเปิดยาวอย่างนั้นอาจจะวุ่นวาย มันจะเสียหายได้”
ไหนจะอาการดึงเกมหยั่งเชิงของ “บิ๊กเติ้ง” นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย ส่งซิกลูกแถวไม่ให้ร่วมลงชื่อในญัตติขอแก้ไขรัฐธรรมนูญร่วมกับคนของพรรคพลังประชาชน
อ้างไม่ได้รับการประสานขอเสียง
โดยรูปการณ์ที่พรรคร่วมรัฐบาลยังคุมเกมกันเองไม่ได้ ถ้าขืนลุยถั่วรื้อรัฐธรรมนูญกันในห้วงที่แรงเสียดทานถาโถมเข้าใส่แทบตั้งตัวไม่ติด
มีสิทธิโดนเช็กบิลเร็ว.
ทีมข่าวการเมือง รายงาน

สื่อในสังคมอัมพฤกษ์
วิพากษ์คนอื่นมามากแล้ว คราวนี้ สื่อจึงกลายเป็นเป้าของการวิพากษ์บ้าง ในเวทีการเสวนาของสมาคมนักข่าวฯ ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ กล่าวว่า ความขัดแย้งในสังคมไทย ไม่ได้ขัดแย้งกันในเรื่องประเด็น แต่ขัดแย้งเรื่องพวกส่วนตัว สื่อถูกบังคับโดยปริยายให้ เลือกพวก แม้ใครจะพยายามวางตัวอยู่ตรงกลาง ก็ไม่มีใครฟัง สังคมไทยจึงเป็น “สังคมอัมพฤกษ์” เคลื่อนไหวไม่ได้ท่ามกลางความขัดแย้ง ในเวทีเดียวกัน นักวิชาการอีกท่านหนึ่ง คือ ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ พูดถึงสื่อกับความรุนแรงใน 3 ประเด็น คือ สื่อเป็นอาวุธผลิตความเกลียดชังและความกลัว สื่อเป็นศูนย์บัญชาการให้เกิดสถานการณ์รุนแรง และสื่อทำให้สังคมรู้สึกว่าไม่มีทางออก ต้องใช้ความรุนแรงเพียงอย่างเดียว พร้อมทั้งเสนอทางออก ให้สื่อยึดความเป็นมืออาชีพ และเรียกร้องอยากเห็นสื่ออารยะ คือสื่อที่มีมารยาท นักวิชาการอีกท่านหนึ่ง ซึ่งร่วม ในวงเสวนา คือ รศ.ดร.อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์ กล่าวว่า ในปัจจุบันสื่อเลือกข้างสูงกว่าการทำหน้าที่ เพราะความยัดแย้งทางการเมือง มีความเป็นสื่อการเมืองสูง และกำลังย้ายตัวเองมาสู่รูปแบบการทำงานสื่อโฆษณาชวนเชื่อมากขึ้น จากที่เคยทำหน้าที่เป็นนายทวาร เพื่อให้หลายๆฝ่ายมาเสวนาและอภิปราย สื่อที่เป็นอิสระจากอำนาจรัฐ ก็มาทำหน้าที่ตรงนี้ด้วย น่าเสียดาย ที่ส่วนใหญ่เป็นการพูดถึง “สื่อ” โดยรวม ไม่ได้แยกว่าเป็นสื่อวิทยุ โทรทัศน์ หรือสื่อหนังสือพิมพ์ ในอดีตสื่อที่เคยมีอิทธิพลมากที่สุดในการปลุกระดมความรุนแรง คือ วิทยุและโทรทัศน์ แต่หนังสือพิมพ์ก็อาจมีส่วนอยู่บ้าง ทั้งในอดีตและปัจจุบัน วิทยุและโทรทัศน์เป็นของรัฐ หรืออยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐ มีรัฐบาลและรัฐมนตรีบางคนพยายามทำให้เป็นกระบอกเสียงรัฐบาล เคยเกิดเหตุการณ์รุนแรงทางการเมืองถึงขึ้นนองเลือด ในประวัติศาสตร์การเมืองไทยหลายหน เช่น เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 และเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535 เป็นต้น ที่เห็นได้ชัดเจนว่ามีอิทธิพลของสื่อมวลชน ก่อให้เกิดความรุนแรง คือเหตุการณ์ 6 ตุลาคม โดยใช้ทั้งวิทยุกระจายเสียงและหนังสือพิมพ์ สร้างความเกลียดชัง ความ เคียดแค้น และการฆ่า สื่อมักจะชอบอ้างว่า ตนเป็น “กระจก” ของสังคม คราวนี้ จะต้องหันหน้าไปส่อง “กระจก” ของคนอื่นบ้าง เป็นกระจกจากนักวิชาการ ที่ยื่นมาให้สื่อส่องดูตัวเอง และสะท้อนภาพสื่ออย่างเป็นระบบ สื่อในฐานะที่อาจจะมีบทบาทหรืออิทธิพลต่อความรุนแรงทางการเมืองได้ ก็ต้องถูกตรวจสอบเช่นเดียวกับองค์กรอื่นๆ ผู้ตรวจสอบคือประชาชน ผู้อ่าน ผู้ฟัง ผู้ชม รวมทั้งตรวจสอบกันเองและโดยกฎหมาย ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมือง สื่อจะต้องยึดหลักวิชาชีพให้มั่นคง ทำหน้าที่เป็นตลาดเสรีของความคิดเห็นของฝ่ายต่างๆ เสนอข่าวทุกฝ่ายอย่างสมดุลและเป็นธรรม ส่วนการแสดงความคิดเห็น จะต้องกระทำโดยปราศจากอคติ ไม่ว่าจะเป็นฉันทาคติ ลำเอียง เพราะชอบพอ โทสาคติ ลำเอียงเพราะโกรธหรือเกลียด โมหาคติ ลำเอียงเพราะหลง และภยาคติ ลำเอียงเพราะความกลัว.
