WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, May 23, 2008

ลดความร้อนแรง

มรสุมการเมืองกำลังโหมกระหน่ำใส่รัฐบาลจนเอียงไปเอียงมา

ทั้งๆ ที่เพิ่งผ่านไปแค่ 3 เดือน แต่เหมือนกรำศึกมาแล้ว 3 ปี

สงสัยจะต้องเก็บฉากในอีกไม่ช้าไม่นาน??

แต่...นายกฯสมัคร สุนทรเวช ยังไม่ ถอดใจ!!

ยังพร้อมเดินหน้าฝ่ากระแสต้านพร้อมแอ็กชั่นท้าความตายโดยไม่หวั่นเกรง

ยังมั่นใจว่ารัฐบาลผสม 6 พรรค มีความแข็งแกร่งรับแรงเขย่าทางการเมืองถึงระดับ 6.5 ริกเตอร์ได้สบายๆ

แม้จะรู้ว่ากระแสคัดค้านการแก้ รัฐธรรมนูญจะรุนแรง แต่รัฐบาลก็ยังเข้า เกียร์เดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญสุดลิ่มทิ่ม ประตู

เพราะรัฐบาลไม่มั่นใจว่าจะอยู่ได้ อีกกี่วัน??

“แม่ลูกจันทร์” ห่วงว่าการแก้รัฐธรรมนูญจะทำให้บ้านเมืองย้อนกลับไปจุดวิกฤติเดิมเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา

และจะกลายเป็นเงื่อนไขให้คนไทย ต้องเผชิญหน้ากันเอง

แต่ถ้าดูจากการวางหมากแก้รัฐธรรมนูญของรัฐบาลแล้ว ก็มีความยืดหยุ่นมากกว่าเดิม

คือ “แผนแรก” รัฐบาลโดยคณะรัฐมนตรีจะเป็นเจ้าภาพแก้รัฐธรรมนูญ

แต่ก็กลัวถูกข้อกล่าวหาว่าแก้รัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์ตัวเอง

ก็เลยเปลี่ยนเป็น “แผนสอง” โยนให้เป็นเรื่องของสภาฯ

โดยให้ ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลทุกคนเข้าชื่อยื่นญัตติขอแก้รัฐธรรมนูญ

แต่มีพรรคร่วมรัฐบาลบางพรรคเห็นว่า แบบนี้รวบรัดเกินไป

สุดท้ายจึงเปลี่ยนไปใช้ “แผนสาม” คือให้ ส.ส.บวก ส.ว.เข้าชื่อเสนอญัตติแก้รัฐธรรมนูญกันเอง

ทำให้การแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้มี ส.ส. จาก 4 พรรคร่วมรัฐบาล 134 คน บวกกับ ส.ว.อีก 30 คน รวมเป็น 164 คน เป็นผู้ยื่น ขอแก้รัฐธรรมนูญต่อประธานสภาฯ

ที่น่าแปลกใจคือไม่มี ส.ส.พรรคชาติไทย และพรรคประชาราชร่วมลงชื่อในญัตตินี้แม้แต่คนเดียว

แต่ปัญหาใหญ่ที่ต้องจับตาคือ ปัญหาขัดแย้งในพรรคพลังประชาชน

เพราะ “กลุ่มสายเหยี่ยว” ต้องการเปิดเกมลุย

ยื่นญัตติปุ๊บแก้รัฐธรรมนูญปั๊บให้รู้แล้วรู้แร่ดกันไปเลย

ปรากฏว่า งานนี้สายเหยี่ยวถูกเบรก อย่างจัง!!

นายกฯสมัคร ใช้อำนาจหัวหน้าพรรค ให้จัดออกเสียงประชามติ ถามความเห็นประชาชนทั่วประเทศ “ก่อน” จะเดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญ

ถ้าเสียงส่วนใหญ่เห็นด้วยก็เดินหน้าเต็มเกียร์

แต่ถ้าเสียงส่วนใหญ่ไม่ให้แก้ รัฐธรรมนูญก็จะไม่ดันทุรัง

“แม่ลูกจันทร์” เห็นว่าการเปิดให้ ประชาชนทั่วประเทศลงประชามติ “ก่อน” แก้รัฐธรรมนูญเป็นทางออกที่ดี

เพราะถ้าใช้วิธีหักดิบ ยื่นปุ๊บแก้ ปั๊บ ก็เท่ากับปล่อยให้ความขัดแย้งยืดเยื้อ ต่อไป

พูดชัดๆคือ ให้ประชาชนตัดสินใจเอง ไม่ใช่รัฐบาลรวบรัดตัดสินใจแทนประชาชน

ไม่ว่าผลประชามติจะ “สีเขียว” หรือ “สีแดง” ก็จะเป็นข้อยุติตามกติกาประชาธิปไตย

“แม่ลูกจันทร์” มองข้ามช็อตว่าผลการออกเสียงประชามติครั้งนี้ขึ้นอยู่ที่ประเด็น แก้ไขรัฐธรรมนูญ

และขึ้นอยู่ว่าฝ่ายไหนจะมีเหตุผลโดนใจประชาชนมากกว่ากัน??

เอาเถอะ ถ้าจะต้องเสียเวลาไปอีก 2-3 เดือน ก็ยังไม่สายเกินเพล

แม้ต้องจ่ายเงินให้ กกต.จัดออกเสียง ประชามติอีกสองพันล้านบาท ก็ไม่น่าเสียดาย

ถ้าทำให้คนไทยไม่ต้องฆ่ากันเอง!!

แม่ลูกจันทร์


หวยบนดิน ออนไลน์1กย. ซื้อได้ทันที

รัฐบาลเตรียมเดินหน้าหวยบนดินผ่านระบบออนไลน์ แล้ว โดยผู้สื่อข่าวรายงานจากสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลว่า เมื่อวันที่ 22 พ.ค. นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ได้เข้าร่วมประชุมกับคณะกรรมการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ที่มีนายปิยพันธุ์ นิมมานเหมินท์ อธิบดีกรมบัญชีกลาง เป็นประธานกรรมการ ตั้งแต่เวลา 14.00 น. จนถึงเวลา 16.00 น. หลังจากประชุมเสร็จสิ้น นพ.สุรพงษ์ กล่าวว่า เห็นด้วยกับแนวทางของบอร์ดสำนักงานสลากฯที่จะมีการจำหน่ายสลากพิเศษแบบเลขท้าย 3 ตัวและ 2 ตัว หรือหวยบนดินอีกครั้ง ภายหลังจากรัฐบาลชุดที่แล้วได้ยกเลิกการจำหน่ายหวยบนดิน ตั้งแต่วันที่ 20 พ.ย. 49 รวมระยะเวลา 18 เดือน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหาการจำหน่ายสลากเกินราคา

นพ.สุรพงษ์กล่าวว่า นับจากนี้ไปสำนักงานสลากฯ ต้องไปหารือเพิ่มเติมกับบริษัทล็อกซเล่ย์ จี เทค เพื่อดำเนินการปรับปรุงซอฟต์แวร์เดิมให้มีความทันสมัย สอดคล้องกับการจำหน่ายหวยบนดินที่จะกลับมาดำเนินงานอีก ครั้ง โดยคาดว่าบริษัทล็อกซเล่ย์ จี เทค จะใช้เวลาในการปรับปรุงประมาณ 90 วัน เพื่อให้ระบบเสถียร โดยมีข้อผิดพลาดน้อยที่สุดหรือไม่มีเลย ดังนั้น หวยบนดินงวดแรกที่จำหน่ายคือ งวดวันที่ 1 ก.ย. หรือไม่เกิน 16 ก.ย.ปีนี้

“สำหรับหวยบนดินที่จะนำมาจำหน่ายในครั้งนี้ ตนได้อนุมัติในฐานะที่กำกับดูแลสำนักงานสลากฯ และจะเสนอ ให้ ครม.รับทราบต่อไป โดยยึดหลักของการเป็นสลากกินแบ่ง ไม่ใช่สลากกินรวบเหมือนกับหวยบนดินในอดีต โดยอาศัย พ.ร.บ.สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล 2517 มาตรา 22 ที่มีการกำหนดสัดส่วนของรายได้ กล่าวคือ 60% นำไปจัดสรรเป็นเงินรางวัล 28% เป็นรายได้นำส่งคลัง และอีก 12% เป็นค่าจัดการและส่วนลด หรือกำไรของตัวแทนจำหน่าย ทำให้หวยบนดินใหม่นี้มีลักษณะเป็นหวยออนไลน์ ซึ่งปัจจุบันมีจุดจำหน่าย 6,000 เครื่อง สามารถเดินไปซื้อหวยได้ทันที ส่วนคนเดินโพยอีก 200,000 ราย ก็สามารถจำหน่ายหวยบนดินได้ ด้วยวิธีการเขียนลักษณะคล้ายหวยบนดินเดิม แต่คนเดินโพยจะต้องรีบนำโพยหวย มาบันทึกลงเครื่องออนไลน์” รมว.คลังกล่าว

นพ.สุรพงษ์กล่าวอีกว่า ส่วนการจ่ายเงินรางวัลที่ชัดเจนนั้น สำนักงานสลากฯจะสรุปเงินรางวัลให้ได้ภายใน 1 เดือนนับจากวันนี้ โดยในเบื้องต้น เงินรางวัลจะเหมือนเดิม กล่าวคือ เลขท้าย 3 ตัวบนตรง บาทละ 500 บาท 3 ตัวบนโต๊ด บาทละ 100 บาท 2 ตัวบน และ 2 ตัวล่าง บาทละ 65 บาท แต่เนื่องจากมีการกำหนดการจ่ายเงินรางวัลไม่ให้เกิน 60% ของรายได้ ทำให้ยอดเงินรางวัลที่จะต้องจ่ายผันแปรตามเปอร์เซ็นต์ที่ขึ้นลงตามยอดการจำหน่าย ซึ่งทำให้เลขดัง หรือเลขที่คนนิยมแทงจำนวนมาก หากออกรางวัลมาตรงกับที่แทง ก็มีโอกาสได้รับเงินรางวัลน้อยลง ขณะเดียวกันหากรางวัลออกมาเป็นเลขที่คนไม่นิยม คนที่ถูกก็จะได้รับเงินรางวัลในสัดส่วนที่สูงขึ้น นอกจากนี้หากในช่วงระยะเวลาของการจำหน่าย ปรากฏว่าเงินรางวัลที่มีโอกาสถูกเกินกว่า 60% ระบบออนไลน์จะจำกัดการซื้อชั่วคราว จนกว่าสัดส่วนที่เป็นเปอร์เซ็นต์ของเงินรางวัลจะลดลง เนื่องจากมีคนแทงหรือซื้อหมายเลขอื่นเข้ามาเพิ่มเติม

ผู้สื่อข่าวถามว่า พ.ร.บ.สำนักงานสลากมี 2 ฉบับคือ พ.ร.บ.ปี 2517 กับ พ.ร.บ.ปี 2550 ที่กำลังอยู่ระหว่างการตีความของศาลรัฐธรรมนูญ ที่มีลักษณะการจ่ายเงินรางวัลยืดหยุ่นมากกว่า เพราะไม่ได้มีการกำหนดสัดส่วนการจ่ายเงินรางวัลที่ตายตัว เหมือนกับ พ.ร.บ.ปี 2517 นพ.สุรพงษ์กล่าวว่า ในขั้นตอนของการจำหน่ายหวยบนดินจะจำหน่ายตามข้อกฎหมายของ พ.ร.บ.สำนักงานสลากปี 17 ตามมาตรา 22 เพื่อไม่ให้ขัดต่อกฎหมาย และหาก พ.ร.บ.ปี 50 มีผลบังคับใช้เมื่อใด การกำหนดการจ่ายเงินรางวัลก็จะปรับปรุงให้สอดคล้องกับ พ.ร.บ.ฉบับใหม่ที่มีความยืดหยุ่นมากกว่า ส่วนกรณีที่มีคนเป็นห่วงว่าคนเดินโพยจะส่งโพยหวยให้กับเจ้ามือหวยใต้ดินแทนที่จะนำมาส่งให้จุดจำหน่าย ไม่น่าเป็นห่วง เพราะจะมีระบบป้องกันและปราบปรามเจ้ามือหวยบนดินออกมารองรับ ที่สำคัญคนเดินโพยเมื่อจำหน่ายหวยบนดินแล้ว ต้องรีบนำป้อนลงเครื่องออนไลน์ เพื่อป้องกันการถูกจำกัดซื้อชั่วคราว ในกรณีที่เป็นเลขดัง หรือเลขเด็ด

รมว.คลังกล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ กระทรวงการคลังจะรับเรื่องร้องทุกข์จากบรรดาเอเย่นต์เดิมที่ต้องหยุดการจำหน่ายหวยบนดินนาน 18 เดือน จนมีปัญหาเรื่องฐานะ การเงิน อาจจะมีเข้าไปดูแล แต่การช่วยเหลือก็ต้องเป็น ธรรมกับทุกฝ่าย ทั้งนี้ ตนขอยืนยันว่าการจำหน่ายหวยบนดิน เป็นอีกหนทางหนึ่งในการแก้ไขปัญหาการจำหน่าย สลากเกินราคาได้ เพราะในช่วงที่มีหวยบนดินนั้น ราคาสลากกินแบ่งรัฐบาลอยู่ในระดับที่ไม่แพงมาก บางงวดถึงขั้นขาดทุนด้วยซ้ำไป ที่สำคัญเงินจากหวยใต้ดินที่ตกอยู่ในมือของผู้มีอิทธิพลได้ถูกนำมาอยู่บนดิน รัฐบาลจะนำไปใช้ประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงาน ก่อนหน้าที่ นพ.สุรพงษ์จะเดินทาง มาที่สำนักงานสลากฯ ในช่วงเช้าของวันที่ 22 พ.ค. สำนักงานสลากฯ จัดงานสัมมนา เรื่องการปรับปรุงการออกรางวัลที่ 1 สลากกินแบ่งรัฐบาล เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาการรวมชุดสลากฯ และปัญหาสลากเกินราคา โดยแนวทางในการปรับปรุงการออกรางวัลที่ 1 แบบใหม่ โดยใช้เครื่องออกรางวัลอัตโนมัติ Multipick แบ่งออกเป็น 2 แนวทาง ประกอบด้วย แนวทางที่ 1 การออกรางวัลที่ 1 จำนวน 46 รางวัล เงินรางวัล รางวัลละ 3,000,000 บาท และแนวทางที่ 2 การออกรางวัลที่ 1 เป็น 5 กลุ่ม จะได้รับเงินรางวัลทั้งเงินรางวัล รางวัลละ 3,000,000 บาท ได้แก่ชุดที่ 01-30 และชุดที่ 51-66 โดยกลุ่ม 1-4 มีจำนวนสลากกลุ่มละ 9 ล้านฉบับ ได้รับเงินรางวัลทั้งสิ้นกลุ่มละ 27 ล้านบาท และกลุ่มที่ 5 มีจำนวนสลาก 10 ล้านฉบับ จะได้เงินรางวัล 30 ล้านบาท โดยจะคัดเลือกชุดโดยใช้เครื่องออกรางวัลอัตโนมัติ Saturn อย่างไรก็ตาม ในการสัมมนายังไม่มีข้อสรุปว่าจะเลือกดำเนินการในแนวทางใด เนื่องจากทั้ง 2 แนว ทางก็มีทั้งข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกัน เช่น หากดำเนินการตามแนวทางที่ 1 คือการกระจายรางวัล ข้อดีคือ เป็นการเพิ่มจำนวนผู้ถูกรางวัลที่ 1 ให้มากขึ้น และลดปัญหาสลากเกินราคาเฉพาะประชาชนผู้บริโภคสลากชุดได้อย่างชัดเจน ส่วนข้อเสีย คือ อาจเกิดข้อสงสัยผลการออกรางวัล เพราะเป็นอุปกรณ์ทำจากอิเล็กทรอนิกส์ และอุปกรณ์หากใช้เป็นจำนวนมากอาจเกิดความเสียหายได้ เป็นต้น ส่วนแนวทางที่ 2 ข้อดี คือ จะมีผู้ถูกรางวัลที่ 1 อย่างน้อย 5 คน ใช้เวลาในการออกรางวัลน้อย เพียง 3 นาที ส่วนข้อเสีย คือ ประชาชนจะเกิดความสับสนและอาจไม่สามารถลดปัญหาการรวมชุดของสลากได้

นายสังศิต พิริยะรังสรรค์ นักวิชาการ กล่าวว่า การออกรางวัลที่ 1 แบบใหม่ทั้งแนวทางที่ 1 และแนวทางที่ 2 น่าจะสามารถแก้ไขปัญหาการรวมชุดสลากฯ เพื่อจำหน่ายและแก้ไขปัญหาสลากราคาแพงได้ แต่ก็เป็นเพียงการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น อีกทั้ง หากจะมีการปรับเปลี่ยนในการออกรางวัล จะต้องดำเนินการอยู่บนหลัก 3 ประการ คือ 1. จะต้องอธิบายให้ประชาชนเข้าใจได้ง่าย 2. เมื่อดำเนินการแล้วจะต้องไม่ทำให้ประชาชนรู้สึกว่าเสียเปรียบ 3. หากมีการปรับเปลี่ยนแล้วจะต้องทำให้ประชาชนมีความเชื่อมั่นในเรื่องของอุปกรณ์และเครื่องมือต่างๆ ทั้งนี้เห็นว่าการจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นกับสำนักงานสลากฯ ในระยะยาว คือจะต้องดำเนินการแก้ไข พ.ร.บ.สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล พ.ศ.2517 และปรับปรุงองค์กรให้มีการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ


พ.ต.ท.ทักษิณ ปฏิเสธยังไม่ได้พูดคุยกับ จักรภพ


กรุงเทพฯ 22 พ.ค. - พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ปฏิเสธว่า นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ไม่ได้เดินทางมาพบ เพื่อหารือถึงกรณีที่ถูกกล่าวหาว่าหมิ่นสถาบันเบื้องสูง และส่วนตัวก็ไม่ได้พูดคุยกับนายจักรภพ แต่คิดว่านายจักรภพคงจะพูดกับสังคมในเร็ว ๆ นี้

เมื่อถามถึงการเดินทางไปพบนายประภัตร โพธสุธน พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า ไม่ได้ไปพูดคุยเพื่อขอให้นายประภัตรเป็นกาวใจระหว่างนายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย กับนายเนวิน ชิดชอบ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย แต่อย่างใด.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-22 19:35:05

พรรคประชาธิปัตย์ประกาศจุดยืนค้านแก้ไขรัฐธรรมนูญ

กรุงเทพฯ 22 พ.ค.-พรรคประชาธิปัตย์มีมติคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญของ ส.ส.พรรคพลังประชาชนจนถึงที่สุด หวั่นสร้างเงื่อนไขขัดแย้งให้บานปลาย เรียกร้องให้ ส.ส.ถอนชื่อ

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย แกนนำพรรคประชาธิปัตย์ และประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) แถลงภายหลังการประชุม ส.ส.ประชาธิปัตย์ว่า ที่ประชุมได้พิจารณาถึงกรณีที่ ส.ส.พรรคพลังประชาชน ได้ยื่นญัตติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ และเห็นว่าเนื้อหาของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องที่มีเจตนาช่วยเหลือพวกพ้อง เพราะการเสนอร่างแก้ไขเจาะจงให้เฉพาะ ส.ส.ที่ไม่ใช่กรรมการบริหารพรรคร่วมลงชื่อ ซึ่งอาจหลีกเลี่ยงการถูกยื่นถอดถอนตามรัฐธรรมนูญมาตรา 122

นายสาทิตย์ กล่าวว่า นอกจากนี้ ยังเห็นว่าหากยื่นร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญจะยิ่งสร้างเงื่อนไขขัดแย้งให้บานปลายและจะซ้ำเติมวิกฤติเศรษฐกิจ พรรคจึงมีมติคัดค้านการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญจนถึงที่สุด และมีข้อเรียกร้องไปยัง ส.ส.ที่ร่วมลงชื่อขอให้ถอนญัตติและถอนชื่อตัวเองออกจากการเสนอญัตติ ซึ่งพรรคจะรอให้ผู้ที่ยื่นญัตติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญถอนชื่อภายในเดือนนี้ จากนั้นจะกำหนดท่าทีต่อไป และเพื่อเป็นการย้ำจุดยืนของพรรค จะมีการจัดทำคำแถลงของพรรคในวันพรุ่งนี้เวลา 09.30 น. และพรรคจะจับตาดูการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างใกล้ชิด

“เราจะเรียกร้องให้ประธานรัฐสภาตรวจสอบรายชื่อ คนที่ร่วมลงชื่อแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ เพราะทราบว่า บางคนมีชื่อโดยที่เจ้าตัวไม่รู้เรื่อง และข้อเรียกร้องของเราก็ขอให้คนที่เห็นแก่ประเทศชาติบ้านเมืองถอนรายชื่อ” นายสาทิตย์ กล่าว

นายสาทิตย์ กล่าวด้วยว่า พรรคยังมีการตั้งคณะทำงานยุทธศาสตร์วิเคราะห์และติดตามการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ จุดยืนของพรรคชัดเจนว่ารัฐธรรมนูญปี 2550 มีปัญหาก็จริง แต่เป็นปัญหาการเมือง ซึ่งรอการแก้ไขได้

ส่วนพรรคจะไปร่วมเคลื่อนไหวกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยหรือไม่นั้น นายสาทิตย์ กล่าวว่า พรรคมีทิศทางการทำงานในส่วนของพรรค ส่วนพันธมิตรฯ ก็มีทิศทางในส่วนของพันธมิตรฯ เป้าหมายอาจจะตรงกันในบางเรื่อง แต่ก็ไม่ได้ร่วมกัน ส่วนที่นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคพลังประชาชน เสนอให้มีการทำประชามติเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ประชุมพรรคได้มีการหารือถึงเรื่องนี้เช่นกัน.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-22 19:27:46


ครม.-อดีต 111 ทรท.ร่วมรับฟังนักธุรกิจดูไบแสดงวิสัยทัศน์

กรุงเทพฯ 22 พ.ค. - “พ.ต.ท.ทักษิณ” เชิญนักธุรกิจใหญ่เมืองดูไบแสดงวิสัยทัศน์การทำธุรกิจและการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ โดยมีรัฐมนตรีและอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย รวมทั้งนักธุรกิจ เข้าร่วมรับฟังจำนวนมาก

ผู้สื่อข่าวรายงานจากศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ว่า ในช่วงเย็นวันนี้ (22 พ.ค.) พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และประธานมูลนิธิไทยคม ได้เชิญ สุลต่าน อะห์เหม็ด บิน สุลาเย็ม ประธานกรรมการบริหารกลุ่มบริษัท ดูไบเวิลด์ มาแสดงปาฐกาถาพิเศษในหัวข้อเรื่อง “Evolutionary Reform The Dubai Experience” เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ความสำเร็จของรัฐดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ รวมถึงการส่งเสริมวิสัยทัศน์ในการทำธุรกิจและพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทย

สำหรับการแสดงปาฐกถาครั้งนี้ มีนักธุรกิจเข้าร่วมรับฟังเป็นจำนวนมาก รวมถึงคณะรัฐมนตรี อาทิ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พล.ท.หญิง พูนภิรมย์ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม นายไชยา สะสมทรัพย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย อาทิ นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ นายเนวิน ชิดชอบ นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช นายพงษ์เทพ เทพกาญจนา เข้าร่วมฟังปาฐกถาครั้งนี้ด้วย

ทั้งนี้ สุลต่าน อะห์เหม็ด บิน สุลาเย็ม วัย 53 ปี เป็นนักธุรกิจที่มีบทบาทโดดเด่นในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของดูไบ มีอาณาจักรธุรกิจครอบคลุมกิจการแทบทุกสาขา และบริษัทในเครือเกือบ 100 แห่ง ที่มีการลงทุนทั้งในดูไบและต่างประเทศ รวมถึงประเทศไทยด้วย

พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวเปิดงานว่า หลังจากที่ต้องหลบอยู่ต่างประเทศ ตนเดินทางไปในหลายประเทศ เห็นนานาประเทศมีความเจริญ และได้มีโอกาสพบปะกับนักธุรกิจชั้นนำ จึงคิดว่าจะนำแนวความคิดและธุรกิจชั้นนำประเทศต่างมาแสดงวิสัยทัศน์และทำความรู้จักกับธุรกิจไทย ตอนที่ไปดูไบ ก็ได้เจอกับสุลต่าน อะห์เหม็ด บิน สุลาเย็ม จึงได้เชิญมาแสดงปาฐกถา

“ผมต้องระหกระเหินไปดูไบตอนนั้น เพราะในประเทศไทย เขาไม่ให้ดูดอก ไม่ให้ดูต้น เลยต้องไปดูไบ ซึ่งก็เห็นดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ สามารถพัฒนาประเทศด้วยขีดความสามารถที่ดี โดยเฉพาะดูไบเป็นพื้นที่ทะเลทราย แต่เขาก็ทำให้ประเทศเจริญได้ภายใต้คำที่ว่า ไม่มีอะไรที่มนุษย์ทำไม่ได้ ผมมีความปรารถนาดีต่อประเทศชาติ หลังจากกลับมาก็คิดว่า จะทำงานทางด้านมูลนิธิ สังคม ช่วยประเทศชาติ เพราะถือว่าเรื่องประเทศชาติบ้านเมืองเป็นเรื่องใหญ่ เรื่องส่วนตัวเป็นเรื่องเล็ก” พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าว.- สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-22 19:15:37


แฉ!นายทุนหนุน ‘พันธมิตร’ชุมนุม

* ‘เหวง’ฉะกลืนน้ำลายขวางประชามติ
คปพร.หนุนทำประชามติแก้ รธน. ร้องขอ “ลุงชัย” เปิดช่องให้ประชาชนมีส่วนร่วมในกรรมาธิการวิสามัญ พร้อมผลักดันร่าง รธน.40 ก. ขณะที่กลุ่มพันธมิตรฯ เล่นแรง ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 9 อ้างสถาบันชาติ-ศาสนา-พระมหากษัตริย์ ปลุกคนร่วมชุมนุมบนถนนราชดำเนิน “เหวง” อัดพวกดื้อด้าน ดันทุรังสร้างเงื่อนไขให้เกิดความรุนแรง กลืนน้ำลายตัวเองที่เคยขอให้ทำประชามติ เชื่อเจตนาที่แท้จริงต้องการโค่นล้มรัฐบาล แฉมีนายทุนหนุนหลังการเคลื่อนไหว ขณะที่ สตช. ปรับแผน “กรกฎ” พร้อมรับมือม็อบป่วนเมือง

การแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว หลังจากกลุ่ม ส.ส.-ส.ว. ได้ร่วมกันลง
ชื่อเสนอร่างรัฐธรรมนูญเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของสภา รวมไปถึงการที่ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ได้ออกมาประกาศว่า จะให้มีการทำประชามติเลือกรับร่างรัฐธรรมนูญ

ล่าสุดในวันที่ 22 พฤษภาคมที่ผ่านมา ที่รัฐสภา นายจรัล ดิษฐาอภิชัย ประธานคณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 (คปพร.) และ นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำคปพร. ได้เข้าแสดงความยินดีโดยมอบกระเช้าดอกไม้ให้กับ นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ในโอกาสรับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ เป็นประธานสภาฯ โดย นายจรัล และ นพ.เหวง ได้แสดงความเป็นห่วงสถานการณ์การเมืองการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550

พร้อมกันนี้ยังได้ยื่นจดหมายเปิดผนึกเสนอข้อเรียกร้อง 5 ประการ คือ ประการแรกเรียกร้องให้นำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ พร้อมรายชื่อจำนวน 1 แสนห้าหมื่นรายชื่อนำเสนอต่อ ส.ส.และส.ว. เพื่อนำร่างดังกล่าวเป็นญัตติแก้ไขเพิ่มเติมของสมาชิกทั้งสองส่วนตามรัฐธรรมนูญ 291 (1)

คปพร.ขอประชาชนมีส่วนร่วม
ประการต่อมาให้รัฐสภาพิจารณาแก้ไขข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พ.ศ.2544 ในหมวดที่ 6 ข้อที่ 91 โดยขอให้พิจารณาแต่งตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ ที่จากเดิมมีเฉพาะส.ส.-ส.ว. ให้เพิ่มประชาชนผู้ที่มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 เพื่อประชาชนจะได้มีส่วนร่วมทุกภาคส่วน และขออนุญาตใช้ห้องประชุมของสองตึกรัฐสภาเพื่อดำเนินการทำประชาพิจารณ์ ในเรื่องแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ โดยคปพร.จะเป็นกองประสานงานและอำนวยความสะดวก เพื่อนำเสนอต่อที่ประชุมของสภาประกอบการพิจารณาแก้ไข

รวมไปถึงเรียกร้องให้มีการถ่ายทอดสดการทำประชาพิจารณ์ผ่านทางสถานีวิทยุของรัฐสภา และประการสุดท้าย หลังจากที่มีการบรรจุญัตติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ 2550 แล้ว ขอให้ประธานรัฐสภาเรียนไปยังนายกรัฐมนตรีเพื่อให้ทำประชามติ เพื่อให้ประชาชนเลือกระหว่าง รัฐธรรมนูญฉบับ 2540 และ 2550 เพื่อป้องกันการเผชิญหน้าอันจะนำไปสู่ความรุนแรง

นอกจากนี้กลุ่ม คปพร. ยังขอสนับสนุนกลุ่ม ส.ว. และ ส.ส. พรรคร่วมรัฐบาลจำนวน 164 คนที่ร่วมลงชื่อยื่นญัตติขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม ที่ผ่านมาด้วย

“ลุงชัย”รับปากเร่งบรรจุวาระแก้รธน.
ทั้งนี้ นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา กล่าวภายหลังได้รับจดหมายเปิดผนึกว่า จะเร่งทำการพิจารณาเรื่องดังกล่าว โดยจะดำเนินการตามครรลองโดยขอเวลาในการตรวจสอบรายชื่อกว่าหนึ่งแสนห้าหมื่นคนให้เสร็จสิ้น ส่วนการยื่นญัตติให้แก้ไขรัฐธรรมนูญภายหลังมี ส.ส.-ส.ว. ลงชื่อ จำนวน 164 คนนั้น ขณะนี้ต้องรอการประชุมก่อนแล้วจึงจะสามารถบรรจุเป็นวาระ ซึ่งเป็นเมื่อใดยังไม่สามารถกำหนดได้

สำหรับการทำประชามตินั้นเป็นหน้าที่ของรัฐบาล ที่สามารถทำได้ตามมาตรา 165 ในรัฐธรรมนูญแต่ความเห็นส่วนตัวก็คือต้องเป็นกลาง หากมองตามกฎหมายแล้วรัฐบาลก็มีช่องทางในการทำประชามติ

นายชัย กล่าวด้วยว่าไม่ต้องเป็นห่วงสถานการณ์ เชื่อว่าคงไม่มีการทำรัฐประหารแน่นอน เพราะทหารคงไม่ออกมาปฏิวัติอีกแล้ว ทหารส่วนใหญ่ไม่ได้ต้องการแสวงหาอำนาจ และเชื่อว่าผู้บัญชาการทหารบกคนปัจจุบันคงไม่ยอมให้มีการปฏิวัติ

ยันทำประชามติไม่ต้อถอนญัตติ
ส่วนกรณีที่นายกรัฐมนตรีเสนอให้ทำประชามติเพื่อขอความเห็นประชาชนในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในส่วนของภาคประชาชน และส.ส.ที่ยื่นญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญไว้ จะต้องถอนญัตติก่อนหรือไม่ นายชัย กล่าวว่า การดำเนินการจะเป็นไปตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2544 โดยจะต้องบรรจุเข้าสู่วาระการประชุมภายใน 15 วัน การทำประชามติเป็นเรื่องของฝ่ายรัฐบาลที่ต้องการให้บ้านเมืองมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และต้องการฟังเสียงประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ เพราะการทำประชามติที่ผ่านมามีทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย

“ส.ส.และภาคประชาชนไม่จำเป็นต้องถอนญัตติ ขณะนี้มีความเข้าใจไขว้เขวกัน หากดูข้อบังคับการประชุมรัฐสภาปี 44 จะเห็นว่าต้องบรรจุญัตติเข้าสู่วาระการประชุมภายใน 15 วันเมื่อมีการเปิดสมัยประชุมสภา ไม่ใช่นับจากวันยื่นญัตติ ดังนั้นไม่จำเป็นต้องถอนญัตติ” นายชัย กล่าว

เมื่อถามว่าหากมีการทำประชามติก่อนการเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญจะไม่มีปัญหากับญัตติใช่หรือไม่ นายชัย กล่าวว่า ญัตติยังคงอยู่เพราะยังไม่ได้บรรจุเข้าสู่ระเบียบวาระ ถึงบรรจุแล้วก็ยังอยู่ ต้องเป็นไปตามกฎหมาย ไม่มีการเสนอญัตติซ้อนญัตติ

ข้อเสนอนายกฯ เป็นไปตาม ม.165
ส่วนจำเป็นต้องเร่งรีบบรรจุวาระหรือไม่ นายชัย กล่าวว่า ไม่จำเป็นต้องเร่งรีบ เพราะขณะนี้ยังไม่ได้เปิดสมัยประชุม และยังไม่รู้ว่าจะเปิดประชุมสมัยวิสามัญเมื่อใด ตราบใดที่ยังไม่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้เปิดประชุมเราบอกไม่ได้ เมื่อเปิดแล้วก็ต้องเป็นไปตามกระบวนการ ไม่จำเป็นต้องรอให้ทำประชามติก่อน การแก้ไขกฎหมายต้องใช้เวลา ส่วนหากประชาชนไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ส.ส.ก็ต้องฟังเสียงประชาชน และคงไม่ยกมือผ่านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญแน่

เมื่อถามว่า การไม่ชะลอนำญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญบรรจุเข้าสู่วาระการประชุม แสดงให้เห็นว่าฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายบริหารมีความเห็นขัดกันหรือไม่ นายชัย กล่าวว่า ไม่มีนายกรัฐมนตรีเคยบอกว่าสถาบันทั้ง 3 แยกกันทำหน้าที่ ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎหมาย นายชัย กล่าวอีกว่า การเสนอให้ทำประชามติของนายกรัฐมนตรีไม่ใช่การคิดนอกลู่นอกทางแต่เป็นการเสนอตามรัฐธรรมนูญมาตรา 165 ถือเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ ส่วนตัวเป็นคนกลางคงให้ความเห็นในเรื่องนี้ไม่ได้

“เหวง”ฉะพันธมิตรกลืนน้ำลายตัวเอง
ด้าน นพ.เหวง กล่าวถึงการที่กลุ่มพันธมิตรฯ จะออกมาเคลื่อนไหวชุมนุมครั้งใหญ่เพื่อต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แม้ว่ารัฐบาลประกาศจะทำประชามติแล้วก็ตาม ว่าตนอยากขอทวงถามสัจจะของกลุ่มพันธมิตรฯ หลังที่ประกาศจะจัดการชุมนุมครั้งใหญ่ เนื่องจากขณะนี้รัฐบาลบอกแล้วว่าจะทำประชามติ ซึ่งเป็นสิ่งที่กลุ่มพันธมิตรฯเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการมาโดยตลอด และเหตุใดจึงทรยศกับสัจวาจาของตนเอง

เมื่อขณะนี้มีการทำตามเสียงเรียกร้องทุกประการ แล้วทำไมจึงยังคงสร้างเงื่อนไขเพื่อให้เกิดความรุนแรงขึ้นอีก ส่วนที่จะมีการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรนั้น โดยหลักประชาธิปไตยก็มีสิทธิ แต่ทั้งนี้ควรเป็นไปตามครรลองรัฐธรรมนูญและกฎหมาย

“การที่พันธมิตรฯ จะเคลื่อนไหวชุมนุมครั้งใหญ่ ทั้งๆ ที่รัฐบาลจะทำประชามตินั้น สะท้อนถึงจิตวิญาณที่ไม่เคารพครรลองประชาธิปไตย เมื่อรัฐบาลยอมทำตามข้อเรียกร้อง ยังดื้อด้าน ดันทุรังในการสร้างเงื่อนไขให้เกิดความรุนแรง แสดงว่าไม่มีความจริงใจในระบอบประชาธิปไตย ท้ายที่สุดแล้วคุณต้องการปั่นสถานการณ์เพื่อโค่นล้มรัฐบาล และระบอบประชาธิปไตยเท่านั้นเอง ทำไมไม่ไปเคลื่อนไหวในกลุ่มของตนเองล่ะว่ารัฐธรรมนูญฉบับ 50 ดีเลิศ มาสร้างกระแสทำไม” นพ.เหวง กล่าว

พร้อมหยุดหาก ปชช.ไม่แก้ รธน.
พร้อมกันนี้ยังสนับสนุนการทำประชามติ โดยระบุว่าจะทำให้ยุติความรุนแรง ทั้งนี้ หากมีการทำประชามติ กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยควรยุติการเคลื่อนไหว หยุดความรุนแรง หยุดดึงฟ้าต่ำ หยุดเอาสถาบันมาเป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรมในการเคลื่อนไหว และหากความเห็นของประชาชนส่วนใหญ่เห็นว่าไม่ควรแก้ไขรัฐธรรมนูญกลุ่มตนก็พร้อมจะหยุดการเคลื่อนไหวต่างๆเช่นกันเพราะกลุ่มเคารพการตัดสินใจของคนส่วนใหญ่

ด้าน พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2 กล่าวว่า การทำประชามติว่าจะแก้ไขหรือไม่ถือว่าเป็นเรื่องดี และพันธมิตรฯ ก็เรียกร้องให้ทำประชามติ แต่พอรัฐบาลจะทำกลับไม่เห็นด้วย อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่รู้จะมีการเปิดประชุมสมัยวิสามัญหรือไม่ ถ้าจะเปิดเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2552 อาจจะเปิดเพียง 3 วันเพื่อตั้งคณะกรรมาธิการ ก็ได้ ซึ่งตนก็ยังไม่ทราบ เพราะขึ้นอยู่กับรัฐบาล

มท.1โต้แก้รธน.ฟอกผิดไม่ได้
“การทำประชามติผมไม่ทราบรัฐบาลจะทำลักษณะไหน จะตั้งหัวข้อว่าแก้หรือไม่แก้ ผมคิดว่าควรจะตั้งเป็นหัวข้อมันจะได้ชัดเจน เช่น ส.ว.ควรจะมาจากการเลือกตั้งทั้งหมดหรือเปล่า ยกมาเป็นประเด็นเลย และถามประชาชนว่าเห็นด้วยกับการแก้ไขหรือไม่ ผมคิดว่าน่าจะเป็นอย่างนั้น ไม่เช่นนั้นจะเหมือนกับมัดมือชก ผมยังไม่รู้ว่ารัฐบาลจะทำอย่างไร” พ.อ.อภิวันท์ กล่าว

ทางด้าน ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แสดงความเห็นด้วยกับแนวคิดในการทำประชามติ ก่อนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อจะลดปัญหาความขัดแย้ง ส่วนการทำประชามติแล้ว กลุ่มพันธมิตรฯ จะยังคงชุมนุมอยู่ คงไม่สามารถจะไปห้ามได้

ร.ต.อ.เฉลิม ยังยืนยันอีกครั้งว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่สามารถช่วยฟอกความผิดหรือยกเลิกคดีที่เกี่ยวข้องกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้

กกต.เร่งยกร่าง พ.ร.บ.ประชามติ
ทางด้าน กกต.นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. เปิดเผยว่า ที่ประชุม กกต. เห็นควรให้เร่งยกร่างพระราชบัญญัติการออกเสียงประชามติให้เร็วขึ้น จากเดิมจะแล้วเสร็จในเดือนสิงหาคม เพื่อส่งให้ทางรัฐสภาพิจารณา หลังจากนายกรัฐมนตรีระบุว่าต้องการให้มีการทำประชามติในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม ซึ่งตนคิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร และคงต้องขึ้นอยู่กับทางสภาด้วย

ขณะที่ นางสดศรี สัตยธรรม กกต.ระบุว่า หากมีการนำพระราชบัญญัติการออกเสียงประชามติปี 2547 มาเป็นหลักในการพิจารณาและแก้ไขเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย ก็คาดว่าจะเสร็จภายในช่วงสิ้นเดือนมิถุนายนนี้ พร้อมเชื่อว่า หากมีการออกเสียงประชามติก็จะเห็นชอบจากประชาชนเกิน 70%

นายโสภณ เพชรสว่าง อดีต ส.ส. จ.บุรีรัมย์ และอดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีรัฐบาลประกาศจะทำประชามติการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น นายโสภณกล่าวว่า โดยส่วนตัวไม่เห็นด้วยเพราะการทำประชามติมีค่าใช้จ่ายที่สูงเกินไป ทางที่ดีรัฐบาลควรประกาศยุบสภา และให้ทั้งสองฝ่ายคือฝ่ายที่เห็นด้วยกับฝ่ายที่คดค้านทำการชี้แจงถึงสาเหตุที่แต่ละฝ่ายเสนอ และให้ประชาชนตัดสิน เพื่อลดอุณหภูมิทางการเมือง เพื่อไม่ให้เป็นไปอย่างที่ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ กล่าวว่าจะเกิดการรัฐประหาร เพราะตนเองก็ไม่ชอบการรัฐประหารและไม่อยากเห็นการนองเลือด

ค้านเพราะกลัวไม่มีที่ซุกหัวนอน
อย่างไรก็ดี ขณะที่กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญกำลังเดินหน้าท่ามกลางความยินดีของหลายฝ่าย ขณะเดียวกันกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่นำโดย พล.ต.จำลอง ศรีเมือง นายสนธิ ลิ้มทองกุล นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ นายสมศักดิ์ โกศัยสุข นายพิภพ ธงไชย และ นายสุริยะใส กตะศิลา กลับไม่สนกระแสเรียกร้องความสงบสุข ออกแถลงการณ์ปลุกปั่นฉบับที่ 9 นัดชุมนุมใหญ่ในวันที่ 25 พฤษภาคม โดยหยิบยกเอาทั้งสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ มาเป็นข้ออ้าง ในขณะที่เรื่องราวต่างๆ ล้วนเป็นเรื่องเก่าและจับต้องไม่ได้ สอดรับกับข่าวที่ออกมาก่อนหน้านี้ว่าในบรรดาแกนนำเสียงแตก เนื่องจากบางคนเห็นว่ายังไม่มีมูลเหตุเพียงพอที่จะอ้างการออกมาชุมนุม

ต่อกรณีดังกล่าว นายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ พรรคพลังประชาชน แกนนำกลุ่มมหาประชาชนร่วมพิทักษ์ประชาธิปไตย กล่าวว่า เป็นพฤติกรรมที่ใช้ข้ออ้างเหมือนเช่นเคย ตนรู้สึกเวทนากลุ่มพันธมิตรฯ แต่ก็เป็นเรื่องปกติที่จะต้องออกมาปกป้อง รธน.50 ที่มาจากเผด็จการ เพราะถ้าไม่เคลื่อนไหวก็จะไม่มีที่ซุกหัวนอน เนื่องจาก รธน.50 และรัฐประหารครั้งที่ผ่านทำให้คนกลุ่มนี้มีอำนาจและบทบาทในสังคม

เชื่อมีกลุ่มนายทุนอยู่เบื้องหลัง
“มีกลุ่มนายทุนอยู่เบื้องหลัง เป็นกลุ่มที่ไม่ต้องการจะเสียผลประโยชน์ และมักใหญ่ใฝ่สูง การกล่าวหาพาดพิงถึงบุคคลอื่นโดยอ้างว่าเป็นการหมิ่นสถาบันเบื้องสูง คนกลุ่มนี้ต่างหากที่เป็นเอง นายสนธิก็เคยมีคดีเกี่ยวกับการกล่าวอ้างเบื้องสูง ตอนนี้คดีอยู่ในศาล หรือการแสดงออกของกลุ่มพันธมิตรฯ ไม่ว่าจะเป็นผูกผ้าสีเหลือง หรืออะไรก็แล้วแต่ มองว่าได้กระทำการหมิ่นและลบหลู่เบื้องสูงทั้งนั้น” นายป

พร้อมระบุถึงเหตุผลที่พันธมิตรฯ ใช้อ้างออกมาเคลื่อนไหวไม่มีเรื่องอะไรใหม่ การออกมาพูดหรือปลุกระดมไม่มีความชอบธรรม ไม่มีข้ออ้างที่ฟังแล้วมีน้ำหนัก มีเหตุผล มันเป็นสันดานของคนกลุ่มนี้ไปแล้ว ดีแต่ออกมาสร้างความวุ่นวายในสังคม ส่วนประชาชนที่คิดจะออกมาร่วมชุมนุมในครั้งนี้ หากคิดว่าออกมาแล้วจะช่วยให้เรื่องปากท้องหรือความเป็นอยู่ของตนดีขึ้น ก็ไม่ว่ากัน แต่ถ้าคิดว่าออกมาแล้วไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาใดๆ ก็หยุดเถอะ อย่าได้ออกมาสร้างความวุ่นวายเลย

นายประชา กล่าวต่อว่า สถานการณ์ในตอนนี้สังคมก็ไม่มีความน่าเชื่อถือแล้ว หยุดเคลื่อนไหวได้แล้ว อย่าให้คนภายนอกมองว่าคนกลุ่มนี้อยู่เหนือประชาธิปไตย มีอภิสิทธิ์เหนือคนอื่นมากมาย เลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาก็ไม่ไปใช้สิทธิ ส่วนที่ออกมากล่าวหาว่าการแก้ไข รธน. เป็นการฟอกความผิดให้กับคนในกลุ่มของตัวเองนั้น อยากจะย้อนถามกลับแล้วที่พันธมิตรฯ ออกมาคัดค้านการแก้ รธน. ปกป้องผลประโยชน์ให้กับใครหรือเปล่า

เข้าชื่อประณามพวกทำลายชาติ
“หยุดอ้างประชามติ 14 ล้านเสียงเสียที หน้าไม่อาย การเลือกตั้งที่ผ่านมาได้แสดงเจตจำนงอยู่แล้วว่าต้องการให้มีการแก้ไข รธน.50 พูดไปก็เท่านั้นเหมือนสีซอให้ควายฟัง เพราะคนกลุ่มนี้ไม่รับฟังอะไรทั้งสิ้น รู้อย่างเดียวว่าจะต้องออกมาสร้างความวุ่นวายให้กับสังคม หวังให้ทหารเข้ามายึดอำนาจ เปิดทางให้กลุ่มอำนาจเก่า พฤติกรรมที่พยายามปกป้องทายาทเผด็จการ คือ รธน.50 เพราะถ้ามีการแก้ไขสำเร็จจริง ตัวเองจะไม่มีแผ่นดินอยู่” แกนนำกลุ่มมหาประชาชนฯ กล่าว

พร้อมระบุถึง พฤติกรรมก่อนหน้านี้ก็ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลต้องทำประชามติ มาถึงตอนนี้ก็ออกมากล่าวหาต่างๆ นานา ไม่มีสัจจะ ไม่มีเครดิตที่จะไว้ใจได้ คนไม่กี่คนพยายามทำตัวเองว่ามีอำนาจเรียกร้องให้รัฐบาลทำตาม ฉะนั้น จึงอย่าได้ไปให้ความสำคัญอะไรกับคนกลุ่มนี้ ทั้งนี้ กลุ่มริบบิ้นเขียวจะเฝ้าติดตามพฤติกรรมและใช้มาตรการทางสังคม เปิดเวทีระดมความคิดเห็นสาธารณะ และเปิดช่องทางให้ประชาชนแสดงความคิดทางไปรษณีย์เพื่อประณามและเนรเทศคนกลุ่มนี้ให้พ้นจากความเป็นคนไทย อีกทั้งจะรณรงค์ให้คนไทยร่วมกันอธิษฐานให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ปกป้องสังคม

พันธมิตรทำไมไม่รอประชามติ
ด้าน นายภิรมย์ พลวิเศษ ส.ส.พรรคพลังประชาชน ย้อนถามว่าจะออกมาชุมนุมทำไม ทั้งที่ควรจะรักษากติกา ทางที่ดีควรรอฟังเสียงประชามติเสียก่อน และควรต่อสู้กันในระบบของสังคม ทั้งนี้ หากไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลก็ควรที่จะรณรงค์เฉพาะกลุ่มของตนเองเพื่อชี้แจงต่อประชาชนว่ารัฐบาลไม่ควรแก้ไข รธน. นี้เพราะเหตุใด มันไม่มีเหตุผลที่ดีพอ เป็นการฉุดให้เศรษฐกิจที่กำลังจะเดินหน้าของรัฐบาลต้องสะดุด

ทั้งที่มีเหตุผลที่แท้จริงคือ ต้องการเรียกร้องผลประโยชน์และอำนาจที่ตนเองกับพวกพ้องได้รับหลังการรัฐประหารกลับคืนมาเท่านั้น เกือบ 2 ปีที่ผ่านมาหลังรัฐประหาร องค์กรต่างๆ ที่เป็นผลผลิตของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.)ไม่ว่าสมาชิกสภาสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) หรือแม้แต่ คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ก็ล้วนไม่มีผลงานที่โดดเด่นและเป็นประโยชน์เลย

“สสร. หรือ แม้แต่ สนช. ทำอะไรได้บ้าง ร่าง พ.ร.บ. ที่ออกไปก็ถูกยกเลิก กฎหมายเป็นโมฆะ เพราะองค์ประชุมไม่ครบ ผลงานของ คตส. ก็เช่นกันมีแต่เรื่องทุจริตที่ดินรัชดาฯ ที่ตะแบงกันทำ ชี้ให้เห็นว่ามาเพื่อทวงอำนาจ เงินทอง ที่ตัวเองเสพสุขคืน ไม่ใช่เพื่อประชาธิปไตย แต่เพื่อเผด็จการ” ส.ส. พรรคพลังประชาชนกล่าว

พันธมิตรอ้างสถาบันลูกไม้เก่า
พร้อมระบุทางตนและ ส.ส. ในพรรคจะช่วยกันรณรงค์ให้ความรู้กับพี่น้องประชาชนว่า ควรแก้ รธน.50 เพราะเหตุใด เป็นการต่อสู้ตามกติกาและให้ประชาชนตัดสินโดยการลงประชามติ

เช่นเดียวกับ นายอภิศักดิ์ สุขเกษม กรรมการบริหารภาคกลางสมาพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) ปี 2551 กล่าวในประเด็นเดียวกันว่า ก่อนหน้าที่จะมีการทำประชามติรับร่าง รธน.50 นายสุริยะใสและพรรคพวกก็เคยออกมากล่าวถึงที่มาของ รธน. นี้ไม่ชอบ เพราะมาจากการรัฐประหารและให้ประชาชนรับไปก่อนเพื่อให้มีการเลือกตั้งแล้วค่อยกลับมาแก้ไข

“ขณะนี้ พันธมิตรฯ กำลังส่อเจตนาปกป้อง รธน. ที่มาจากเผด็จการ และกลัวระบอบทักษิณจะกลับมาอีกมากเกินไป และสุดท้ายการกล่าวอ้างเรื่องหมิ่นสถาบันเบื้องสูง ก็เนื่องจากว่ามีน้ำหนักพอที่จะให้ทหารเข้ามายึดอำนาจและทำการปฏิวัติได้ เป็นลูกไม้เดิม ที่แม้แต่ พ.ต.ท.ทักษิณ (ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี) เคยโดนมาเช่นกัน” กรรมการ สนนท. กล่าว

งัดแผน “กรกฎ”สยบม็อบพันธมิตร
ทั้งนี้ มองว่าการเคลื่อนไหวครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจอย่างแน่นอน เหมือนกับการที่พันธมิตรฯ ออกมาเคลื่อนไหวให้เกิดรัฐประหารครั้งที่ผ่านมา ส่งผลให้เศรษฐกิจตกต่ำมาก เพราะต่างชาติไม่ไว้วางใจในการลงทุน ส่วนการเสนอให้มีการทำประชามตินั้น เป็นเรื่องที่ดีที่จะได้แสดงออกในความคิดเห็นของประชาชน และอย่าไปเชื่อคำพูดของนักกิจกรรมทางการเมืองบางท่านที่มีจุดยืนไม่ชัดเจน คนกลุ่มนี้ก็เป็นคนที่มาร่วมร่าง รธน.50

อย่างไรก็ดี ทาง สนนท. จะแสดงจุดยืนที่ชัดเจนว่าไม่เห็นด้วยกับการทำรัฐประหาร และไม่เอา รธน.50 และนำ รธน.40 กลับคืนมา และหวังว่าการออกมาเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตร จะไม่นำไปสู่ชนวนให้เกิดรัฐประหารอีกครั้ง วันนี้ระบอบประชาธิปไตยบอบช้ำเหลือเกิน

ในอีกด้านหนึ่ง พล.ต.ต.สุรพล ทวนทอง รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เตรียมความพร้อมรับมือกับการชุมนุมใหญ่ของกลุ่มพันธมิตรฯ โดยทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เตรียมมาตรการ “แผนกรกฎ” ดูแลกลุ่มผู้ชุมนุม เพื่อไม่ให้เกิดความรุนแรงขึ้น และมั่นใจจะเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย



‘จักรภพ’นัดเปิดใจ26พ.ค.ยันไม่มีแรงกดดันลาออก

“จักรภพ” พร้อมชี้แจงความบริสุทธิ์ในข้อกล่าวหาจาบจ้วงสถาบัน และเปิดเอกสารคำแปลปาฐกถาเจ้าปัญหา ที่ถอดความด้วยตัวเอง 26 พฤษภาคมนี้ ยืนยันไม่มีแรงกดดันจากผู้ใหญ่ใน พปช. และยังไม่ได้คิดลาออกอย่างที่มีข่าวลือ นปก. ประกาศยืนเคียงข้างจนนาทีสุดท้าย หากกระบวนการยุติธรรมชี้มีความผิดจริง ก็ต้องรับโทษสูงสุดตามกฎหมาย

จากกรณีที่มีความพยายามเล่นงานรัฐบาล รวมไปถึง นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ด้วยการเปิดประเด็นการบรรยายภาคภาษาอังกฤษของ นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าจาบจ้วงสถาบันเบื้องสูง และพยายามกดดันให้มีการปรับนายจักรภพออกจากการเป็นรัฐมนตรีมาอย่างต่อเนื่องนั้น

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายจักรภพได้เตรียมแถลงข่าวแสดงความบริสุทธิ์ใจ และนำเสนอเอกสารคำแปลบทบรรยายที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ หลังถูกกล่าวหาว่ากระทบต่อสถาบันเบื้องสูง ในวันจันทร์ที่ 26 พฤษภาคมนี้ เวลา 14.00 น. ณ ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล

ซี่งนายจักรภพขอใช้เวลาในการรวบรวมความถูกต้องของคำแปลให้สมบูรณ์ที่สุด เพราะกรณีดังกล่าวเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อน และอยู่ในความสนใจของประชาชน

พร้อมกันนี้ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยืนยันว่า ไม่มีผู้ใหญ่ในพรรคพลังประชาชนออกมาเคลื่อนไหวและกดดันให้รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีลาออกจากตำแหน่ง และยังไม่ได้ตัดสินใจลาออกแน่นอน

เรื่องนี้นายจักรภพยืนยันว่า ไม่มีการไปคุยกับผู้ใหญ่คนไหนที่จะกดดันให้ตัดสินใจทางการเมือง ขอเรียนว่าเมื่อนายจักรภพเป็นคนไทยใต้ร่มพระบารมี ที่ต้องการแสดงความบริสุทธิ์ใจในเรื่องนี้ ก็น่าจะมีพื้นที่และเวลา และโอกาสให้นายจักรภพชี้แจง

อย่างไรก็ตาม หากกระบวนการยุติธรรมตัดสินว่ารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มีความผิดจริง ก็ต้องยอมรับและรับโทษสูงสุดตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่ากลุ่ม นปก. ยังคงเชื่อมั่นความบริสุทธิ์ใจและจะยืนเคียงข้างโดยไม่ทอดทิ้ง

“เรื่องนี้เป็นความเห็นของแต่ละบุคคล ผมแน่ใจว่านายจักรภพพิจารณาตัวเองมาตลอดจนวินาทีนี้ และเห็นว่าจำเป็นยิ่งที่ต้องแถลงข่าวทุกแง่มุมด้วยตัวเอง หากเรื่องนี้ชี้แจงแล้ว กฎหมายบอกว่าผิด นายจักรภพจะปฏิเสธความรับผิดชอบมิได้ ผมขอเรียนว่าขอโอกาสให้นายจักรภพในฐานะคนไทย ใช้พื้นที่ยืนยันความบริสุทธิ์ใจของตัวเอง ข้อกล่าวหานี้ไม่ได้ส่งผลเพียงว่ารัฐมนตรีต้องพ้นจากตำแหน่งเท่านั้น แต่ส่งผลถึงทั้งชีวิตและวงศ์ตระกูลของผู้ถูกกล่าวหา ฉะนั้นควรให้เวลาและเปิดกว้างในเรื่องนี้ด้วย” นายณัฐวุฒิกล่าว

ด้าน นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส. สัดส่วนพรรคพลังประชาชน อดีตแกนนำ นปก. กล่าวว่า พร้อมจะร่วมทุกข์ร่วมสุข และยืนอยู่เคียงข้างนายจักรภพจนวาระสุดท้าย เพราะคดีความยังไม่ได้เริ่มต้นกระบวนการ อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าแม้นายจักรภพจะพ้นตำแหน่งไปแล้ว แต่เรื่องที่ถูกกล่าวหาไม่น่าจะจบลง

ทางด้าน นายธีรพล นพรัมภา เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เปิดเผยก่อนร่วมกับคณะนายกรัฐมนตรีเดินทางไปยังประเทศฟิลิปปินส์ ถึงกรณีกระแสข่าวการลาออกจากตำแหน่งของ นายจักรภพ เพ็ญแข โดยปฏิเสธว่าไม่ได้กดดันหรือแนะนำให้นายจักรภพลาออก และให้ไปสอบถามกับนายจักรภพเอง อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าได้พบและพูดคุยกันเป็นประจำอยู่แล้ว แต่พูดคุยถึงเรื่องอื่น

ด้านการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในวันเดียวกันนี้ พล.ต.ท.วันชัย ศรีนวลนัด ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยภายหลังเรียก พ.ต.อ.สมยศ พรหมนิ่ม รองผู้บังคับการกองปราบปราม มาสอบถามความคืบหน้าคดีดังกล่าวว่า กองการต่างประเทศจะส่งคำแปลภาษาไทยคำบรรยายของนายจักรภพให้กับคณะพนักงานสอบสวนได้ในวันที่ 23 พฤษภาคม โดยจะให้ผู้เชี่ยวชาญด้านรัฐศาสตร์ และราชบัณฑิตยสถาน ตรวจสอบความถูกต้องอีกครั้ง ซึ่งขณะนี้ถือว่าการสอบสวนคืบหน้าไปมากแล้ว แต่คงไม่สามารถกำหนดระยะเวลาได้ เนื่องจากเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และต้องใช้เวลาในการรวบรวมพยานหลักฐาน ซึ่งเบื้องต้นมีดีวีดีบันทึกเหตุการณ์วันดังกล่าวเป็นหลักฐานสำคัญ

อย่างไรก็ตาม ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ยังไม่ระบุว่า จะมีการเรียกตัวนายจักรภพมาให้ปากคำเมื่อใด เพราะขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการรวบรวมพยานหลักฐานเท่านั้น



ตะลึง! BRT ยิ่งสาวยิ่งลึก ดีเอสไอจ่อสอบ‘อภิรักษ์’

“ดีเอสไอ” สาวลึกจัดซื้อรถบีอาร์ที ระบุข้อร้องเรียนประมูลซื้อตัวรถโดยสารแค่เรื่องจิ๊บจ๊อย จ่อรื้อตรวจสอบทั้งโครงการ ตั้งแต่ “อภิรักษ์ โกษะโยธิน” เข้ามารับตำแหน่งใหม่ๆ หลังพบพิรุธเบิกจ่ายหลายครั้ง และปรับสเป็กตลอดเวลา รวมไปถึงการจ้างบริษัทที่ปรึกษา เชื่อรวมแล้วเป็นเงินงบประมาณไม่น้อยกว่า 2 พันล้าน คาดเรียกสอบได้เร็วๆ นี้ ไม่เว้นผู้ว่าฯ กทม.

จากกรณีความไม่ชอบมาพากลในการจัดซื้อรถเมล์ด่วนพิเศษชิดเกาะกลาง(BRT) ของกรุงเทพมหานคร (กทม.) ที่ คุณหญิงณฐนนท ทวีสิน อดีตปลัด กทม. ได้ร้องเรียนต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ว่ามีความน่าสงสัยในราคาจัดซื้อที่เกินจริง และมีการลดสเป็ก รวมทั้ง 2 บริษัทที่เข้าร่วมการประมูล ยังพบว่ามีความสัมพันธ์กันโดยกรรมการทั้ง 2 บริษัทไปถือหุ้นร่วมกันในบริษัทอื่น

อีกทั้งที่ผ่านมาทาง กทม. ยังได้ชิงตั้งกรรมการสอบสวนเรื่องดังกล่าวเอง และสรุปผลออกมาว่ากรณีที่เกิดขึ้นไม่เข้าข่ายฮั้ว และทุกอย่างเป็นไปด้วยความโปร่งใส จนเกิดความกังวลสงสัยว่าเป็นการชิงตัดตอนเพื่อจะกันบางคนออกไปจากคดีดังกล่าวหรือไม่ นั้น

ล่าสุด พ.ต.อ.ประเวศน์ มูลประมุข ผอ.ส่วนคดีทรัพย์สินทางปัญญา 3 สำนักคดีทรัพย์สินทางปัญญา กรมสอบสวนคดีพิเศษ ในฐานะหัวหน้าพนังงานสอบสวนในคดีฮั้วการจัดซื้อรถเมล์ด่วนพิเศษชิดเกาะกลาง กล่าวถึงความคืบหน้าในกรณีดังกล่าวว่า ในขั้นต้นทางดีเอสไอเพิ่งจะได้รับเอกสารหลักฐานจากทาง กทม. มาบางส่วน หลังจากที่มีการร้องขอให้ส่งมาให้ทางเจ้าหน้าที่สอบสวนเพื่อที่จะทำการตรวจสอบก่อนนี้ซึ่งใช้เวลานานพอสมควร

โดยในขณะนี้ดีเอสไอกำลังดำเนินการตรวจสอบหลักฐานเอกสารที่ได้มาเพื่อที่ดำเนินการตรวจสอบหาข้อเท็จจริง และก้าวต่อไปสู่ขั้นตอนการเรียกสอบตัวบุคคลต่อไป ซึ่งยังคงบอกรายละเอียดอะไรไม่ได้มากในตอนนี้เพราะยังได้เอกสารมายังไม่ครบถ้วนทั้งหมด

ซึ่งในการตรวจสอบเรื่องดังกล่าวนั้น ไม่ได้ตรวจสอบเพียงแค่การซื้อรถ แต่จะมีการไล่ย้อนตรวจสอบไปทั้งโครงการโดยมีการเริ่มไว้ตั้งแต่ ปี พ.ศ.2547 สมัย นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน เข้ามาดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. ใหม่ ๆ ซึ่งมีการขอเบิกงบมาเป็นระยะ ๆ มีการเพิ่มวงเงินกันอยู่อย่างเรื่อย ๆ เช่น ในการขอปรับระยะทางหรือปรับเส้นทาง

ดังนั้นจึงต้องใช้เวลาในการขอหลักฐานมาประกอบ เนื่องจากมีการขอปรับโครงการเป็นครั้งคราว จึงทำให้หลักฐานถูกแบ่งช่วงๆ เป็นระยะด้วยเช่นกัน ซึ่งยังไม่การสรุปมูลค่าโครงการว่าอยู่ที่ประมาณเท่าไร ต้องรอให้ทาง กทม. สรุปงบที่ตั้งไว้และมีการอนุมัติจริงๆ ว่ามีมูลค่าโครงการทั้งหมดเท่าไรกันแน่ กทม. เองก็ยังตอบให้ถูกต้องชัดเจนยังไม่ได้เช่นกัน โดยเรื่องรถเป็นเพียงแค่ส่วนเดียวของโครงการนี้ที่ต้องมีการตรวจสอบ โดยทางดีเอสไอได้มีการประเมินคร่าวๆ ว่างบประมาณโครงการอยู่ที่ประมาณกว่าสองพันล้านบาท

พ.ต.อ.ประเวศ กล่าวต่ออีกว่า ตอนนี้กำลังตรวจสอบว่าจะต้องขอหลักฐานอะไรมาประกอบเพิ่ม ซึ่งเอกสารที่ กทม. ส่งมาให้มีทั้งหมด 16 รายการ มีจำนวนร่วมพันกว่าหน้า ทั้งเอกสารทีโออาร์ เอกสารประกอบสัญญา อีกทั้งต้องตรวจสอบในเรื่องของการว่าจ้างที่ปรึกษา และเอกสารในการออกแบบ รวมไปถึงการจัดซื้อจัดจ้าง การเบิกจ่ายเงินงบประมาณตามขั้นตอน ซึ่งถ้ามีการตรวจสอบหลักฐานพบว่ามีใครที่ไปเกี่ยวข้องก็ต้องดำเนินการตามขั้นตอนคือเรียกเข้ามาสอบสวนถึงจะพบว่าเป็นผู้ว่าฯ กทม. เองเข้ามาพัวพันด้วยก็ตาม ซึ่งต้องว่าไปตามพยานหลักฐาน เพราะเปิดโอกาสให้มีการแถลงข้อเท็จจริง



ยกฟ้องรองอสส.ต่อว่า‘สัก’เฮงซวย ไม่ใช่การใส่ความ

ศาลอาญายกฟ้องคดี “สัก กอแสงเรือง” ฟ้องรองอัยการสูงสุด “วัยวุฒิ หล่อตระกูล” หมิ่นประมาท จากคำให้สัมภาษณ์ที่ระบุ “เฮงซวย” ศาลพิเคราะห์ เป็นการชี้แจงและแสดงความคิดเห็น ไม่ใช่เป็นการใส่ความ ถึงแม้จะมีคำพูดไม่เหมาะสม ก็ต้องเป็นการพิจารณาความผิดทางวินัย

จากกรณีที่ นายสัก กอแสงเรือง โฆษกคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายวัยวุฒิ หล่อตระกูล รองอัยการสูงสุด เป็นจำเลย ในความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงาน หมิ่นประมาทโดยการโฆษณาด้วยเอกสาร

โดยอ้างถึงการที่นายวัยวุฒิ ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน กรณีที่ คตส. ฟ้องคดีหวยบนดินเอง หลังจากอัยการสูงสุดมีความเห็นให้มีการพิจารณาเพิ่มเติม มีใจความตอนหนึ่งว่า “...นายสักมาจากทนายเอกชน ไม่รู้เรื่องการบริหารราชการแผ่นดิน ผมได้รับแต่งตั้งจาก อสส. ตามหนังสือเลขที่ 590/2550 ให้เป็นประธานคณะทำงานอัยการพิจารณาสำนวนคดีของ คตส. ตามระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 อยากถามว่ามีสิทธิ์อะไรมาตรวจสอบ อยากให้มองตัวเองเสียก่อน เฮงซวย ผมชักอยากเจอแล้วสิ และที่ออกมาพูดว่าอัยการไม่ได้เปิดสำนวนต้นฉบับ ยังผนึกเหมือนตอนที่ส่งไป ให้สัมภาษณ์ทุเรศอย่างนี้ได้อย่างไร...”

กรณีดังกล่าวในวันที่ 22 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ศาลอาญา รัชดาฯ นัดฟังคำสั่งในคดีที่ นายสัก กอแสงเรือง เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายวัยวุฒิ หล่อตระกูล ในความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงาน และหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา กรณีให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อมวลชนต่อว่านายสักด้วยถ้อยคำไม่สุภาพ โดยศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ถ้อยคำให้สัมภาษณ์ของจำเลยเป็นการชี้แจงและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่เท่านั้น แม้จะมีคำพูดไม่เหมาะสม ก็ไม่ใช่เป็นการใส่ความ

ส่วนความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงาน เป็นอำนาจของศาลแขวง ไม่มีเหตุที่ศาลอาญาจะรับไว้พิจารณา ส่วนความผิดการใช้วาจาไม่เหมาะสม เป็นความผิดทางวินัยของข้าราชการอัยการ ไม่ใช่ความผิดทางอาญา ดังนั้น ศาลอาญาจึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัย พิพากษาให้ยกฟ้อง และให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ



“ชัช ชลวร”นั่งว่าที่ ปธ.ศาล รธน.คนใหม่ใช้เหตุผล-โปร่งใส-อิสระสร้างสมานฉันท์

ที่ประชุมตุลาการศาล รธน.ลงมติเลือก “ชัช ชลวร” นั่งว่าที่ ปธ.ศาล รธน.เจ้าตัวยันใช้หลักโปร่งใส อิสระ นำพาประเทศให้มีความสมานฉันท์

โดยในวันนี้ (22 พ.ค.) นายไพบูลย์ วราหะไพฑูรย์ เลขาธิการศาลรัฐธรรมนูญ แถลงถึงผลการเลือกประธานศาลรัฐธรรมนูญ หลังใช้เวลาประชุมกว่า 2 ชั่วโมง ว่า เมื่อผู้ที่ได้รับเลือกเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้ง 9 คน เดินทางมาที่สำนักงานพร้อมกันแล้ว ที่ประชุมว่าที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้เชิญว่าที่ ตุลาการที่อาวุโสสูงสุด คือ นายจรูญ อินทจาร ทำหน้าที่เป็นประธานที่ประชุมชั่วคราว

จากนั้นทั้งหมดได้หารือ และตกลงกันถึงแนวทางที่จะทำการคัดเลือกประธานตุลาการศาลรัฐธรรมนูญว่าจะใช้วิธีการใด ซึ่งที่ประชุมเห็นตรงกันให้เป็นการสมัครใจของแต่ละคน โดยมีตุลาการฯ 3 คนสมัครเข้ารับการคัดเลือกประกอบด้วย นายชัช ชลวร นายนุรักษ์ มาประณีต และ นายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ โดยไม่มีการแสดงวิสัยทัศน์ เพราะแต่ละคนก็ล้วนรู้จักกันอยู่แล้ว

จากนั้นจึงได้ลงคะแนนลับ ซึ่งผู้ที่จะได้รับการคัดเลือกต้องได้คะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่ง คือ 5 คะแนน ขึ้นไป ปรากฏว่า มีการลงคะแนนถึง 2 รอบ และที่สุด นายชัช ได้รับเลือกเป็นประธาน แต่ขอไม่เปิดเผยถึงผลคะแนนว่าเกินกึ่งหนึ่งมาเท่าใด ทั้งนี้ ผลการคัดเลือกดังกล่าว ทางสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญจะได้แจ้งผลไปยังสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา เพื่อนำรายชื่อตุลาการฯพร้อมประธาน ขึ้นทูลเกล้าฯ และภายหลังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯลงมาแล้ว จะได้นำตุลาการทั้งหมดเข้าถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนปฏิบัติหน้าที่ต่อไป

ด้าน นายชัช กล่าวหลังได้รับตำแหน่งว่าที่ประธานตุลาการศาลรัฐธรรมนูญว่า ไม่กังวล เรื่องการทำหน้าที่และจะทำหน้าที่อย่างดีที่สุด ตรงไปตรงมา และตุลาการฯทุกคนมีความเป็นอิสระ เป็นกลาง และแนวทางการทำงานวินิจฉัยคดี ก็จะเน้นเหตุผล หลักความโปร่งใส และความยุติธรรม ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้การแก้ไขปัญหาผ่านพ้นไปได้ และทำให้ประเทศมีความสมานฉันท์

สำหรับประวัติของนายชัช ชลวร ประธานศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่ เกิดเมื่อวันที่ 7 ก.ย. 2491 ปัจจุบันอายุ 60 ปี สมรสกับนางธิดา มาร์ติน สำเร็จการศึกษาคณะนิติศาสตร์บัณฑิต มธ. รุ่น 2511 และเนติบัณฑิตยไทย สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา มีประวัติรับราชการดำรงตำแหน่ง ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดเบตง ศาลจังหวัดสงขลา ศาลจังหวัดนครปฐม ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอาญา รองปลัดกระทรวงยุติธรรม อธิบดีกรมคุมประพฤติ อธิบดีผู้พิพากษาภาค 5 ผู้พิพากษาศาลฎีกา เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา และประธานแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวในศาลฎีกา

ก่อนหน้านี้ เคยได้รับเสนอชื่อเป็นประธานศาฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง แต่ท้านสุดให้มีการสลับตำแหน่งกับนายเกรียงชัย จึงจตุรพิธ ประธานแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งเมืองคนปัจจุบัน

ต่อมานายชัช เสนอตัวเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นหนึ่งใน 3 คนที่ถูกวุฒิสภาตรวจสอบความถูกต้องเกี่ยวกับวันเวลาในการลาออกจากศาลฎีกา แต่ที่สุดแล้วก็สามารถผ่านความเห็นชอบของวุฒิสภาจนมาได้คะสนับสนุน 6:3 ให้เป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญ ในที่สุด