WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, May 24, 2008

เปิดใจ! “สมัคร” ร่อนหนังสือถึง กกต. แจง 4 ข้อชัดเจน

“นายกฯ” เคลียร์ตัวเองนั่งพิธีกร “ชิมไปบ่นไป” ระบุรับงานด้วยปากเปล่า ตั้งแต่ปี 43 ยืนยันไม่มีเซ็นสัญญาว่าจ้างหรือไม่เคยมีตำแหน่งใด ๆ ในบริษัทของผู้ผลิตรายการ รับแค่ไม่เหมาะสม พร้อมยินดีเข้าให้ปากคำต่อ กกต. เปรยให้หาพรีเซนเตอร์คนใหม่แทน

วันนี้ (23 พ.ค.) นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ได้ทำหนังสือลงวันที่ 20 พฤษภาคม 2551 ถึงนายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อชี้แจงถึงกรณีที่มีผู้ร้องเรียนว่าเป็นพิธีกรรายการโทรทัศน์ “ชิมไปบ่นไป” ทำให้ขาดคุณสมบัติการเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งนายอภิชาตได้นำมาแจกกับกกต.ทั้ง 4 คนด้วยระหว่างการประชุม ซึ่งที่ประชุม กกต. ยังไม่ได้มีการพิจารณาเรื่องดังกล่าว

สำหรับเนื้อหาที่นายสมัครได้ชี้แจงถึง กกต. ระบุว่า “ตามที่ผู้กล่าวหาว่ากระผมเป็นผู้จัดรายการเป็นการขัดต่อข้อกำหนดของการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรี โดยกล่าวหาว่ากระผมเป็นลูกจ้างบริษัทผู้ผลิตรายการนั้น กระผมจึงขอเรียนให้ท่านทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวเป็นข้อๆ ดังต่อไปนี้

1. ผมได้รับการเชิญจากผู้เป็นเจ้าของรายการให้เป็นผู้แสดงการทำอาหารไทยให้กับผู้ที่สนใจได้ศึกษากับทางโทรทัศน์ตั้งแต่เมื่อกลางปี พ.ศ. 2543 ที่กระผมลาออกจากการเป็น ส.ส. มาลงสมัครผู้ว่ากรุงเทพมหานคร

2. นับตั้งแต่การได้รับเชิญเป็นพิธีกรดังกล่าวเป็นการออกปากเชิญกันด้วยปากเปล่าและได้ทำรายการติดต่อกันมาเป็นเวลา 7 ปี โดยบางครั้งเมื่อเป็นผู้ว่าฯ กทม.แล้วมีหนังสือพิมพ์ลงตำหนิว่ากล่าว ผมก็ไม่รับเป็นพิธีกรอยู่จนพ้นจากตำแหน่งหน้าที่ แล้วจึงได้กลับมารับเชิญใหม่ ซึ่งก็เป็นการเชิญปากเปล่าเหมือนเดิม ไม่เคยมีการเซ็นสัญญาว่าจ้างหรือไม่เคยมีตำแหน่งใดๆ ในบริษัท ของผู้ผลิตรายการไม่ว่าตำแหน่งใดๆ ทั้งสิ้น

3. การรับเป็นพิธีกร ผู้เชิญก็ได้ให้ค่าน้ำมันรถในการไปถ่ายทำ ทำนองเดียวกันกับที่ผมไปเป็นผู้บรรยายทางหน่วยงานอื่นที่เชิญให้ไปพูด โดยได้รับค่าน้ำมันทุกคราที่ไปถ่ายทำ

4. เมื่อก่อนหน้าที่ผมจะได้รับเลือกเป็น ส.ส.ในวันที่ 23 ธันวาคม 2550 ประมาณ 2 - 3 วัน ผมได้รับจดหมายสอบถามจากเจ้าของรายการว่า ถ้าหากผมเป็น ส.ส. แล้วยังเป็นพิธีกร ให้เขาเหมือนเดิมหรือไม่ ซึ่งผมก็ตอบไปว่าเป็น ส.ส.ไม่เป็นไร แต่หากวันข้างหน้าไปทำหน้าที่รัฐมนตรีทางฝ่ายบริหารจะมีกฎระเบียบ ซึ่งแม้จะไม่เข้าเกณฑ์ต้องห้าม แต่อาจไม่เหมาะสม จึงมีหนังสือกลับไปว่าตอนที่ยังเป็นส.ส.อยู่นี้ รับดำเนินรายการเหมือนเดิมได้ แต่หากเป็นผู้บริหารระดับรัฐมนตรีแล้วก็คงจะต้องพิจารณากันอีกที โดยสรุปต่อจากนั้นจะทำรายการให้เปล่าๆ ไม่รับค่าน้ำมันรถ และขอให้เริ่มมองหาพรีเซนเตอร์คนใหม่เอาไว้ด้วย

โดยผมขอยืนยันว่าผมไม่เคยมีหรือเซ็นต์สัญญากับทางบริษัทและได้แจ้งไปแล้วว่าตั้งแต่รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว ผมไม่ขอรับค่าตอบแทนแต่อย่างใด และยินดีที่จะนำหลักฐานและมาให้ปากคำกับกกต.เองหากต้องการทราบข้อเท็จจริง

พปช.แฉเล่ห์ “ส.ว.สรรหา” ล็อบบี้ถอนแก้ รธน.

“นิสิต สินธุไพร” แฉเล่ห์เหลี่ยม “ส.ว.สรรหา” วิ่งล็อบบี้ฝุ่นตลบ กดดัน ส.ส.-ส.ว. ในสภาถอดชื่อยื่นญัตติหนุนร่าง รธน. ฉบับ คปพร. เข้าสภา เผยใช้วิธีการขู่แจกใบเหลือง – แดง ขณะที่ “ผู้ใหญ่” บางคนสั่งบีบให้ถอย ยันล่ารายชื่อตามขั้นตอนถูกกฎหมาย ระบุ 164 คนได้อ่านญัตติครบถ้วน

วันนี้ (23 พ.ค.) นายนิสิต สินธุไพร ส.ส.ร้อยเอ็ด พรรคพลังประชาชน ในฐานะแกนนำในการรวบรวมรายชื่อ ส.ส. และส.ว. เพื่อยื่นญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญ กล่าวถึงกรณีที่มี ส.ส. และ ส.ว.จำนวนหนึ่งถอนชื่อออกจากญัตติ ว่า เป็นเอกสิทธิ์ของ ส.ส. และ ส.ว. การดำเนินการรวบรวมรายชื่อนั้นตนได้ทำตามกระบวนการทุกขั้นตอน โดยแนบร่างรัฐธรรมนูญฉบับ คปพร.ไปด้วย ซึ่ง ส.ส. และ ส.ว.ทุกคนก็ได้เห็นร่างนั้นอย่างชัดเจนแล้วก่อนลงชื่อด้วยกัน 2 ชุด คือทั้งตัวจริงและตัวสำรอง ทั้งนี้ตนเห็นว่าทุกคนที่ร่วมลงชื่อต่างมีวุฒิภาวะด้วยกันทั้งสิ้น ดังนั้นควรที่จะรับผิดชอบต่อการกระทำดังกล่าวด้วย

ส่วนสาเหตุที่มีผู้ถอดชื่อหลายคนนั้น ตนทราบว่ามีเหตุมาจากการถูกกดดันอย่างหนัก โดยมีการหยิบยกเรื่องร้องเรียนใบเหลือง - ใบแดง ในขั้นตอนการพิจารณาของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ขึ้นมาข่มขู่ รวมถึงการให้ผู้ใหญ่ที่เป็นที่ “อำนาจมืดในระบอบเผด็จการยังมีอยู่จริง และแทรกแซงการถอนชื่อของ ส.ส. ส.ว. ครั้งนี้ มีส.ว.เลือกตั้งโทรศัพท์มาขอโทษผม ที่ต้องถอนชื่อ และเล่าให้ผมฟังว่า มีส.ว.สรรหาบางคน มาขอให้ถอนชื่อออกไป แต่ขอยืนยันว่าการเข้าชื่อทำตามกระบวนการ ทุกคนที่ร่วมลงชื่อได้อ่านญัตติและยินดีที่จะเซ็นให้ ไม่ได้เซ็นลงบนกระดาษเปล่า แต่พอปรากฎเป็นข่าวก็บอกว่าเป็นเรื่องเข้าใจผิด ถูกหลอกลวง ซึ่งผมก็เห็นว่าเป็นเหตุผลของคนที่ต้องการถอนชื่อเท่านั้น” นายนิสิตกล่าว

พร้อมยืนยันว่า แม้จะมี ส.ส. และ ส.ว.บางส่วน ถอนชื่อออกจากญัตติก็ไม่ส่งผลให้ญัตติตกไป เพราะกฎหมายกำหนดจำนวนไว้เพียง 96 คนเท่านั้น อย่างไรก็ตามยอมรับว่าขณะนี้พบปัญหารายชื่อส.ส. ซ้ำอยู่จำนวนหนึ่ง ในส่วนของพรรคพลังประชาชนหากจะนัดประชุม ส.ส. ของพรรคเพื่อหารือถึงความชัดเจน ในกรณีนี้อีกครั้งตนก็ยินดี และยืนยันว่าในพรรคไม่ได้เกิดความขัดแย้งขึ้น

นอกจากนี้ ตนสนับสนุนการทำประชามติ เพราะเป็นทางออกที่ดีจะสามารถคลี่คลายปัญหาความขัดแย้งในสังคมได้ และพวกตนพร้อมที่จะรอให้มีการจัดการออกเสียงประชามติก่อนที่สภาจะพิจารณาญัตติเรื่องการแก้ไข รธน. แต่ยืนยันว่ากลุ่มตนไม่ได้ถอย แต่รอฟังเหตุผลของสังคม

โดยในวันที่ 5 - 8 มิถุนายนนี้ คณะกรรมการประสานงานภาคอีสาน พรรคพลังประชาชนจะจัดสัมมนาที่ จ.เชียงใหม่ เพื่อหารือกันเรื่องการแก้ไข รธน. ปัญหาเศรษฐกิจ การทำงานในสภา และการพัฒนาพรรคพลังประชาชน โดยจะเชิญนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีไปร่วมงานด้วย

“หมอเหวง” แฉซ้ำ! พวก ส.ส.-ส.ว.พันธมาร ล็อบบี้ขวางแก้ รธน.

อัดซ้ำ ส.ส.ฟากพันธมิตร ใช้อำนาจเถื่อน – ร้อยเล่ห์เพทุบายทุกวิถีทาง ขวางยื่นญัตติร่าง รธน. ฉบับ คปพร. ชี้เป็นคนไร้ศักดิ์ศรี เชื่อมีเจตนาแอบแฝงชัดเจน เย้ยไม่มีวันทำสำเร็จแน่นอน เผยยังมั่นใจรายชื่อ ส.ส. – ส.ว. ทำถูกต้อง จวกกลับ “สาธิต” พ่นคำตอแหลล้ม รธน.

หลังจากที่ กระบวนการอำนาจมืดยังคอยจ้องล้างจองผลาญขัดขวางการแก้ รธน.50 ล่าสุดได้ใช้วิธีการล็อบบี้ ส.ส. และ สว. ที่เข้าชื่อยื่นญัตติแก้ไข รธน.50 โดยหยิบยกเรื่องร้องเรียนใบเหลือง - ใบแดง ในขั้นตอนการพิจารณาของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ขึ้นมาข่มขู่ รวมถึงให้ผู้ใหญ่ที่เป็นที่เคารพนับถือมาขอให้ถอนชื่อออก

ในเรื่องนี้ นพ.เหวง โตจิราการ คณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 (คปพร.) ให้สัมภาษณ์ว่า พวกที่ออกมาล็อบบี้ ส.ส. และ ส.ว.ที่ลงชื่อเห็นด้วยกับการแก้ รธน.50 เป็นพวกที่สนับสนุนกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งส่งผลให้หมดสง่าราศีและไร้ศักดิ์ศรีในตัวเอง ทั้งที่เป็น ส.ส.-ส.ว. แต่กลับสนับสนุนกลุ่มพันธมิตรฯ ที่เป็นพวกเดียวกับเผด็จการ

ทั้งนี้ ไม่แน่ใจว่าการกระทำเช่นนี้จะมีเจตนาแอบแฝงหรือไม่ แต่ถึงอย่างไรก็ตามเชื่อว่าการกระทำเช่นนี้จะไม่มีวันประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน เพราะเชื่อมั่นในตัว ส.ส. และ ส.ว. ที่ร่วมลงชื่อสนับสนุน แต่ถึงกระทั้น แม้จะมีบางท่านถอดชื่อออกไปแล้วก็ไม่เป็นไร เนื่องจากตามกฎหมายใช้เพียง 150 ชื่อก็เพียงพอแล้ว

“ผมยังมองว่า ต่อไปจะมีการใช้ทั้งอำนาจมืด อำนาจเถื่อน ทำทุกวิธีทางที่จะขัดขวางการแก้ไข รธน. เพราะคนพวกนี้ไม่สนหรอกว่าจะขัดขวางเราด้วยวิธีใด ไม่ได้ด้วยเล่ห์ก็เอาด้วยกล ไม่ได้ด้วยมนต์ก็เอาด้วยคาถา” นพ.เหวง กล่าว

พร้อมระบุถึง นายสาธิต วงศ์หนองเตย ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ที่ออกมาระบุถึงการแก้ไข รธน.เป็นการล้มรัฐธรรมนูญนั้น ตนอยากเรียนให้ทุกท่านได้เข้าใจตรงกันว่า การแก้ไข รธน.ในครั้งนี้ไม่ได้มีเจตนาที่จะล้มรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด แต่เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมในบางส่วนเท่านั้น

เนื่องจากที่มาของ รธน.ฉบับนี้เป็นเผด็จการ ซึ่งตามหลักกฏหมายแล้วแล้วไม่สามารถบังคับให้ย้อนกลับไปเอาความผิดได้ ซึ่งคำพูดของนายสาธิตเป็นคำพูดที่โกหก ตอแหล และพยายามสร้างความแตกแยกทางความคิดของภาคประชาชน




แฉ!พันธมิตรฯอ้างค้านแก้รธน.ปลุกปั่นจ้องล้มรัฐบาล

สมาพันธ์ประชาธิปไตย แถลงการณ์ดักคอพันธมิตรฯชุมนุม หวังโค่นล้มรัฐบาล ปลุกปั่นให้เกิดปฏิวัติ

แถลงการณ์สมาพันธ์ประชาธิปไตย

พันธมิตรฯกำลังสร้างเงื่อนไขโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง และปลุกปั่นให้เกิดรัฐประหาร

รัฐธรรมนูญ2550มาตรา291 ได้ระบุไว้ชัดเจนในวรรคแรกว่า “การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญให้กระทำได้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการดังต่อไปนี้(1)ญัตติแก้ไขเพิ่มเติมต้องมาจากคณะรัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฏรมีจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของจำนวนสมาชิกทังหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฏร หรือจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎและสมาชิกวุฒิสภามีจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา หรือจากประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยกว่าห้าหมื่นคนตามกฎหมายว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย”

ดังนั้น การเสนอ”ร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ2550”โดย คณะกรรมการประชาชนเพื่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ2550(คปพร.)เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2551พร้อมรายชื่อหนึ่งแสนห้าหมื่นชื่อก็ดี หรือการเสนอญัตติโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฏรและสมาชิกวุฒิสภารวมกัน164คน(ขณะนี้เหลือ150คน)ก็ดี ล้วนแต่เป็นการปฏิบัติไปตามรัฐธรรมนูญ2550มาตรา291ทั้งสิ้น และเนื้อหารายละเอียด ก็ไม่ได้ “เป็นการฉีกหรือล้มรัฐธรรมนูญ2550ดังที่พันธมิตรฯกล่าวอ้าง” “ไม่ได้เป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐดังที่พันธมิตรฯโจมตีแต่อย่างใด”การเสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ2550จึงเป็นสิ่งที่ชอบธรรมทางการเมืองและตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญทุกประการ

การอ้างว่า “ ฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารได้ดำเนินการเป็นอันตรายต่อสถาบันชาติ ศาสนาและพระมหากษัตริย์ตามรัฐธรรมนูญตลอดจนประชาชนอย่างชัดเจน” จึงเป็นการจงใจใส่ร้ายป้ายสี ที่จะสร้างสถานการณ์ให้เกิดความเลวร้ายอันจะนำไปสู่การโค่นล้มรัฐบาล และรัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550 เพราะเหตุผลที่นำมาอ้างถึงนั้นล้วนไม่เป็นความจริงทั้งสิ้น ไม่ว่า จะเห็น “การล้มรัฐธรรมนูญครั้งนี้” “การลบล้างความผิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรและพวกพ้องไม่ให้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมและช่วยเหลือพรรคการเมืองให้หลบหนีคดียุบพรรคการเมืองจากกรณีกรรมการบริพรรคได้กระทำผิดต่อกฎหมายเลือกตั้ง”ก็ดี ล้วนเป็นเรื่องโป้ปดมดเท็จ ทั้งสิ้น เพราะคดีความของ ทักษิณ ชินวัตร และพรรคการเมืองต่างๆรวมไปถึงการยุบพรรคการเมืองได้ถึงมือของศาลที่ไม่อาจจะมีใครเข้าไปแทรกแซงได้ทั้งสิ้น

การกล่าวหาในเรื่อง “ทำให้เกิดความแตกแยกของศาสนิกชนของคนในชาติอย่างกว้างขวาง”ก็เป็นเรื่องที่จงใจปลุกปั่นให้คนในชาติแตกแยกกัน เพราะใน ร่างแก้ไขได้ระบุไว้ชัดเจนว่า ประชาชนย่อมมีสิทธิเสรีภาพในการนับถือศาสนาอย่างเท่าเทียมกัน

การที่พันธมิตรฯปลุกปั่นให้ประชาชนมาชุมนุมกันในวันอาทิตย์ที่ 25 พฤษภาคม 2551นี้แม้จะเป็นสิทธิที่ทำได้ แต่จุดมุ่งหมายที่แท้จริงก็คือต้องการสร้างความแตกแยกในสังคม เพื่อเป็นเงื่อนไขในการรัฐประหารล้มล้างรัฐบาล ดังที่ได้เคยกระทำมาแล้วจนก่อให้เกิดรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ที่สร้างความเสียหายอย่างมหาศาลแก่ภาวะเศรษฐกิจสังคมการเมืองและภาพพจน์ของประเทศ

นอกจากนี้รัฐบาลกำลังจะพิจารณาให้มีการทำประชามติว่าควรแก้ไขรัฐธรรมนูญ2550หรือไม่ในวันอังคาร27พฤษภาคมนี้ ซึ่งเป็นเจตนารมณ์เดิมของพันธมิตรฯเองเว้นเสียแต่ว่าจะทรยศต่อสิ่งที่ตนได้ประกาศไปหลายครั้ง รวมทั้งองค์กรจำนวนมากในพันธมิตรฯก็ได้เคยประกาศไว้ก่อน การทำประชามติ19สิงหาคม2550 ว่าให้รับไปก่อนแต่ต้องไปแก้กันในภายหลังซึ่งหลายประเด็นก็คล้ายคลึงกับที่ คปพร.หรือสมาชิกรัฐสภาได้เสนอไปในคราวนี้

สมาพันธ์ประชาธิปไตยขอเรียกร้องให้พันธมิตรฯยุติ การกระทำทุกอย่างที่จะปลุกปั่นประชาชนให้เกิดความแตกแยก และใช้สถาบันต่างๆมาเป็นเครื่องมือเพื่อโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนและสร้างความเสียหายแก่ประเทศ เพิ่มเติมจากที่ได้เคยทำไว้ครั้งก่อน

ประชาชนไทยไม่ยอมให้มีการรัฐประหารอีกต่อไปแล้ว การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองต้องเป็นไปตามครรลองของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขเท่านั้นและรัฐบาลจักต้องรับผิดชอบไม่ให้เกิดการทำรัฐประหารขึ้นอีก

สมาพันธ์ประชาธิปไตย

23 พฤษภาคม 2551
เรียนกองบก.การเมืองที่นับถือ

ผมขอส่งแถลงการณ์มาให้พิจารณาตีพิมพ์เผยแพร่ต่อสาธารณะอย่างเหมาะสมครับ ขอแสดงความนับถือ นพ.เหวง โตจิราการ กรรมการสมาพันธ์ประชาธิปไตย

DSI ลุยสอบ สตง.โยง “สามีหญิงเป็ด”ส่อผลประโยชน์ทับซ้อน

ดีเอสไอเดินหน้าสอบ สตง. เอื้อประโยชน์เอกชนจัดฝึกอบรม หลังพบมีความสัมพันธ์เชื่อมโยง “บิ๊ก สตง.”จริง เล็งเสนอเป็นคดีพิเศษหลังถกครั้งสุดท้าย 2 มิ.ย. พ่วงกับคดีฮั้วพิมพ์บัตรเลือกตั้ง ปิดข้อโต้แย้ง กกต. งัดข้อเรื่องอำนาจสอบสวน

วันนี้ (23 พ.ค.) นายธาริต เพ็งดิษฐ์ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผยภายหลังประชุมคณะพนักงานสอบสวนกรณีมีผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษให้ตรวจสอบผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ซึ่งมีพฤติกรรมช่วยเหลือบริษัทเอกชนให้ได้รับโครงการฝึกอบรมใน สตง.แบบผูกขาด ว่า พนักงานสอบสวนได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเป็นเวลากว่า 1 เดือน พบความคืบหน้าการสอบปากคำพยานบุคคล และตรวจเอกสารทางบัญชีของบริษัท ที่ได้รับว่าจ้างให้จัดการฝึกอบรมให้เจ้าหน้าที่ สตง.

นอกจากนี้ ยังตรวจสอบความเกี่ยวข้องของพยานบุคคล พบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้บริหาร สตง.ตามที่ถูกกล่าวหา การสอบสวนยังพบพิรุธ และมีข้อเชื่อมโยงหลายส่วน ที่ส่อไปในทางที่ไม่ถูกต้อง ตามที่มีการกล่าวหาร้องทุกข์ ดังนั้น ตนจึงสั่งให้พนักงานสอบสวนเร่งรวบรวมหลักฐาน ทั้งเอกสารและพยานบุคคล ให้ครบถ้วนสมบูรณ์ เนื่องจากมีบางข้อกล่าวหา อาจต้องนำเข้าสู่การพิจารณาเพื่อรับเป็นคดีพิเศษของคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) โดยจะประชุมติดตามความคืบหน้าอีกครั้งในวันที่ 2 มิถุนายนนี้

นายธาริต กล่าวอีกว่า หากมีการสอบสวนในคดีเจ้าหน้าที่รัฐปฏิบัติหน้าที่ไม่ถูกต้อง เอื้อประโยชน์ให้เอกชน ดีเอสไอจะต้องรวบรวมข้อมูลและหลักฐานเบื้องต้น ก่อนนำสำนวนส่งต่อให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) รับไปดำเนินการ และเมื่อมีหลักฐานชัดเจนเพียงพอ พนักงานสอบสวนจะมีหมายเรียกหรือเชิญผู้บริหารระดับสูงของ สตง.ที่ถูกกล่าวหามาให้ปากคำ

ส่วนความคืบหน้าการสอบสวนคดีฮั้วประมูลการพิมพ์บัตรเลือกตั้ง ว่า ดีเอสไอคงไม่จำเป็นต้องไปชี้แจงเรื่องอำนาจการสอบสวนคดีฮั้วประมูลกับนายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)อีกแล้ว เพราะกกต.ทำหนังสือแย้งมาชัดเจนว่า ดีเอสไอไม่มีอำนาจสอบสวน เพราะการประมูลดังกล่าวมีวงเงินไม่ถึง 100 ล้านบาท ดังนั้น ดีเอสไอจะนำคดีดังกล่าวเสนอให้คณะกรรมการคดีพิเศษ ลงมติรับเป็นคดีพิเศษ เพื่อยุติข้อโต้แย้งเรื่องอำนาจสอบสวน

ก่อนหน้านี้ นายวันชัย จงจรูญหิรัณย์ กลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ ได้เข้าร้องทุกข์กล่าวโทษต่อดีเอสไอ ถึงความไม่ชอบมาพากลใน สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) จากการที่บริษัท ออดิต แอนด์ แมเนจเม้นท์ คอนซัลแตนท์ จำกัด ผูกขาดการจับอบรมให้กับบุคลากรของ สตง. มูลค่านับสิบล้านบาท และบริษัทดังกล่าวยังเช่าอาคารพาณิชย์ของ นายทรงเกียรติ เมณฑกา สามีคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่า สตง. ที่ส่อเข้าข่ายผลประโยชน์ทับซ้อน






ปชป.โดดขวางสุดตัว! ใช้เหตุผลเดิมๆ ออกแถลงการณ์ต้านแก้ รธน.50

ปชป.เมินเสียงปชช. ฉายหนังซ้ำ ออกแถลงการณ์กลืนน้ำลายตัวเอง ประกาศจุดยืน 6 ข้อ หักกม.พุ่งเป้าถอนร่าง รธน.ที่กำลังเดินหน้าสู่กระบวนการรัฐสภา หน้าด้านอ้างทำเพื่อปากท้องประชาชน ประโยชน์ของชาติบ้านเมือง ที่แท้หวังกลับคืนสู่อำนาจเก่า

ความพยายามคัดค้านแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 จากฝ่ายปฎิปักษ์ยังไม่หยุด เมื่อขั้วอำนาจในระบอบเผด็จการยังไม่ได้ถูกถอนรากถอนโคนอย่างหมดสิ้น ในที่สุดนอกจากความเคลื่อนไหวจากกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่กำลังขับเคลื่อนนัดชุมนุมใหญ่แล้ว ในฟากฝั่งของพรรคประชาธิปปัตย์ยังกำหนดท่าทีค้านในเรื่องนี้อย่างชัดเจน โดยไม่ฟังเสียงเรียกร้องของประชาชนที่เห็นด้วยกับการผลักดันให้มีการแก้ไขรธน.โดยเร็ว

วันนี้ (23 พ.ค.) นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย กรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงพรรคประชาธิปัตย์ได้ออกแถลงการณ์แสดงจุดยืนเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ2550 ฉบับที่ 1 เรื่อง “ถอนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ หยุดทำร้ายประเทศ!” โดยมีใจความว่า ในสถานการณ์ที่ประชาชนมีความเดือดร้อนจากวิกฤตปากท้องโดยขาดการเอาใจใส่ดูแลจากรัฐบาล กลับมี กลุ่ม ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาล และส.ว.บางส่วนเข้าชื่อกันเสนอร่างแก้ไข รธน. เพื่อหวังสร้างหลักประกันในการเอื้อประโยชน์ต่อพวกของตัวเองอย่างชัดเจน พรรคประชาธิปัตย์ขอประกาศจุดยืนของพรรค ดังนี้

1.ยังไม่จำเป็นที่ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญในขณะนี้ เพราะบทบัญญัติ รธน.50 ไม่มีมาตราใดที่เป็นอุปสรรคขัดขวางการทำหน้าที่ของรัฐบาลในการขจัดความเดือดร้อนจากภาวะข้าวยากหมากแพง เศรษฐกิจตกต่ำ หรือการหยุดยั้งเหตุการณ์ไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่เป็นเพราะความไร้ประสิทธิภาพของรัฐบาลที่ทำให้ปัญหาเหล่านั้นไม่ได้รับการแก้ไข

2.เนื้อหาสาระของร่างแก้ไข รธน. ฉบับที่เสนอต่อสภาฯ มีเจตนาที่จะลบล้างกฎหมายที่มีบทลงโทษในคดีที่พวกพ้องของตนได้ทำผิดไปแล้ว ทั้งคดีทุจริตการเลือกตั้งและคดีที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตหัวหน้าพรรคไทยรักไทยถูกฟ้องร้องในข้อหาโกงชาติในขณะนี้ คือการตัดเนื้อหามาตรา 237 และมาตรา 309 ออกจาก รธน. และเพิ่มเติมบทบัญญัติที่จะเปลี่ยนแปลงองค์กรอิสระ เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ ป.ป.ช. กกต. ที่กำลังทำหน้าที่กีดมือขวางเท้าคนของพรรคพลังประชาชน

3.เจตนาที่ไม่บริสุทธิ์ของกลุ่มผู้ยื่นเสนอญัตตินี้ยังสะท้อนให้เห็นจากการที่มีการฉ้อฉลลายมือชื่อของผู้เสนอชื่อ ส.ส. และ ส.ว.ในญัตตินี้ จนมีการถอนชื่อออกในภายหลัง

4.การแสดงความคิดเห็นของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ที่จะจัดให้มีการลงประชามติ ในขณะที่กระบวนการทางรัฐสภายังเดินหน้าต่อไป จึงไม่มีประโยชน์ใดๆ และเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณ

5.ถ้าปล่อยให้ร่างแก้ไข รธน.ดังกล่าวเดินไปตามกระบวนการของรัฐสภา จะก่อให้เกิดความขัดแย้งอย่างกว้างขวางและอาจนำประเทศไปสู่สถานการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ เกิดผลร้ายต่อชาติและประชาชน พรรคจึงต้องต่อสู้คัดค้านการฉ้อฉลและการช่วยคนปล้นชาติในรูปแบบการแก้ไข รธน.จนถึงที่สุด

6.ถ้าคนกลุ่มนี้สามารถแก้ไขกฎหมายสูงสุดของประเทศตามอำเภอใจเพื่อเอื้อประโยชน์ของตัวเอง ความเหิมเกริมของคนกลุ่มนี้จะทำร้ายประเทศต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

จึงขอเรียกร้องให้กลุ่มผู้ยื่นแก้ไข รธน.ถอนร่างฯ ฉบับนี้ออกจากกระบวนการพิจารณาของรัฐสภาทันที และให้นายสมัครในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชาชน พิสูจน์ความจริงใจในการกล่าวอ้างว่ารัฐบาลไม่มีส่วนรู้เห็นในการกำหนดท่าทีของพรรค โดยให้ลูกพรรคทำตามข้อเรียกร้องนี้ เพื่อให้รัฐบาลได้หันมาทุ่มเทเวลาในการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน

จากนี้ไปพรรคประชาธิปัตย์จะเดินหน้าคัดค้านการแก้ไข รธน.ครั้งนี้อย่างเต็มที่ภายใต้กรอบของกฎหมาย โดยจะร่วมมือกับทุกภาคส่วนที่ยึดประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน ในการนำเสนอทางออกที่เหมาะสมและเป็นประโยชน์ต่อชาติบ้านเมืองอย่างแท้จริง

“ทักษิณ” คิดดี! เล็งตั้ง “คลับออฟลีดเดอร์” พัฒนาเศรษฐกิจไทย

ดึง “อดีตผู้นำ-นักธุรกิจ” ทั่วโลกร่วมแจม เชื่อ “คลับอดีตผู้นำประเทศ” (Club of ex-leader) จะสร้างกระบวนการคิดใหม่ๆ ได้ เตรียมเปิดบ้านต้อนรับ เหล่านักธุรกิจ – ผู้นำนานาประเทศ ตลอดสัปดาห์นี้ แจงไม่มีเอี่ยวในโครงการ “แลนด์บริดจ์” - ปัดสั่งทุบ “เขาพนมรุ้ง”

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการมูลนิธิ
ไทยคม กล่าวตอนหนึ่งในการเปิดงานปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “Evolutionary reform : the Dubai experience” ของนายสุลต่าน อาห์เหม็ต บิน สุลาเยม ประธานกลุ่มบริษัท ดูไบ เวิลด์ จากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ว่า ได้ไปดูงานดูความเติบโตของประเทศต่างๆ รู้สึกเป็นห่วงคนและประเทศจึงอยากสร้างกระบวนการคิดใหม่ๆ

โดยเฉพาะในนักธุรกิจ ซึ่งตนได้ไปที่ดูไบหลายครั้งเห็นการสร้างเมืองที่ดี และตอนนี้ดูไบกำลังสนใจสร้างแลนด์บริดจ์เชื่อมช่องแคบมะละกากับอ่าวไทย ซึ่งตนเห็นด้วยแต่ไม่เกี่ยวข้องกัน ตนอยากเห็นความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจไทย ชีวิตตนนั้นพอแล้ว แต่อยากเห็นประเทศเจริญ คนรุ่นหลังพัฒนา พร้อมกับระบุหลังจากนี้ จะเลี้ยงต้อนรับนักวิทยาศาสตร์ 2 คน ที่คิดค้นการทำจีโนมมนุษย์ และนักวิทยาศาสตร์ที่คิดค้นการทำแบคทีเรียให้เป็นพลังงานเชื้อเพลิงมาพบ จึงได้เชิญ รมว.พลังงาน มาร่วมด้วย

ขณะเดียวกันในรอบสัปดาห์นี้ยังได้เชิญนักลงทุนที่มีฐานจากประเทศอังกฤษ รวมทั้ง เจ้าหญิงคอรีน่า ที่เป็นผู้ดำเนินการกองทุนระหว่างสเปนกับซาอุดีอาระเบีย โดยเชื่อว่าจะเป็นส่วนหนึ่งในการฟื้นความสัมพันธ์ในอนาคต และในวันอาทิตย์นี้ (25 พ.ค.) จะต้อนรับ นายฌอง เครเตียง นายกรัฐมนตรีแคนาดา รวมทั้งอดีตผู้นำปากีสถาน อดีตผู้นำเปรู (ฟูจิโมริ) ซึ่งตนคิดว่าในอนาคตอาจจะมีการจัดตั้ง “คลับอดีตผู้นำ” หรือ “คลับออฟลีดเดอร์” (Club of ex-leader) ซึ่งอาจจะเป็นประโยชน์ต่อสังคมไทย ทั้งนี้ ขอยืนยันว่าไม่เกี่ยวกับการเข้ามาดำเนินการลงนามบันทึกความเข้าใจการให้ความช่วยเหลือแบบให้เปล่าจากบริษัท ดูไบ เวิลด์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพื่อศึกษาความเหมาะสมแนวทางการพัฒนาท่าเรือฝั่งทะเลอันดามัน และสะพานเศรษฐกิจเชื่อมโยงท่าเรือฝั่งอ่าวไทย (โครงการแลนด์บริดจ์)

“รายการนี้ผมไม่มีเอี่ยว มีคนนำเรื่องทุบเขาพนมรุ้งมากล่าวหาว่าผมไปเกี่ยวข้อง โดยไปทุบเพื่อแก้เคล็ด มันบ้าไปกันใหญ่แล้ว ผมไม่เกี่ยว ผมเพียงอยากเห็นเม็ดเงินเข้ามาในประเทศ เรื่องนี้พอได้ดู ไม่รู้จะทำอะไร อยากเห็นคนรุ่นหลังได้พัฒนา ผมจึงไปพบสุลต่าน ดูไบ เวิล์ด และบอกว่าจะขอให้มาพูดในหัวข้อที่ผมเป็นคนตั้งขึ้นมา อยากให้เล่าว่าเติบโตอย่างไร อัศจรรย์อย่างไร เพราะผมเห็นเรื่องชาติสำคัญกว่า เรื่องส่วนตัวเป็นเรื่องเล็ก” พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าว

ก่อนหน้านี้ พ.ต.ท.ทักษิณ เปิดเเผยว่า อยากนำประสบการณ์ที่พบเห็นในต่างประเทศมาแลกเปลี่ยนให้กับนักธุรกิจไทยได้ทราบ แต่ที่ผ่านมาไม่ได้ดูทั้งต้นทั้งดอกในประเทศ เพราะเขาไม่ไห้ดู จึงต้องไปต่างประเทศ โดยเฉพาะไปประเทศดูไบ และยอมรับว่า โครงการแลนบริดส์ที่ทางดูไบ เวิลด์ สนใจนั้นไม่ใช่โครงการขุดคอคอดกระ เนื่องจากดูไบ เวิลด์เป็นรัฐวิสาหกิจที่เป็นธุรกิจ เขาจึงสนที่จะเชื่อมโยงการขนส่งสินค้าระหว่างอ่าวกัลฟ์ (อาหรับ) กับทะเลอันดามัน โดยใช้ท่าเรือน้ำลึกระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน เพราะจะใช้ระยะเวลาในการเดินทางเพียง 7-8 วันเท่านั้น

มท.1 ซัด กลุ่มต่อต้านแก้รธน.ตีรวนลงประชามติ/อัดนสพ.ผู้จัดการบิดเบือนข่าว

“เฉลิม” ย้ำ พปช.ขอประชามติแก้ไข รธน.ในการหาเสียงมาแล้ว จนได้รับเลือกตั้งท้วมท้น แต่นายกฯต้องการลดการลดความขัดแย้ง เพื่อภาพพจน์ประเทศ ถึงเวลาขอแจงทุกวรรคตอนการแก้ไข

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงการที่นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เสนอทำประชามติ แก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่า ความเป็นจริงพรรคพลังประชาชนได้ทำประชามติมาตั้งแต่ต้นแล้ว เมื่อครั้งใช้การหาเสียงเลือกตั้งที่ผ่านมา โดยได้บอกตลอดว่า หากเลือกพรรคพลังประชาชนจนเป็นเสียงข้างมาก พรรคจะแก้ไขบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ 2550 ซึ่งหากประชาชนเห็นด้วยก็ให้เลือกพรรคพลังประชาชน ซึ่งประชาชนได้เลือกมา 233 ที่นั่ง

“เห็นด้วยกับการทำประชามติ ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี จะได้ลดความขัดแย้ง จะได้ไม่ต้องมาทะเลาะกัน จะได้ไม่ต้องมาชุมนุมเรียกร้องให้เกิดภาพลบต่อประเทศ ซึ่งการแก้ไขรัฐธรรมนูญหากเสร็จแล้ว จะไปย้อนหลังไปแก้ไขคดีความของอดีตนายกรัฐมนตรีคงไม่ได้ คดีขึ้นศาลต้องอยู่ที่ศาล คดีอยู่ คตส.ขึ้นอยู่กับ คตส.“ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว

ร.ต.อ.เฉลิม ยังกล่าวถึง หนังสือพิมพ์ผู้จัดการด้วยว่า ที่ไปเสนอข่าวบอกการแก้ไขรัฐธรรมนูญนเป็นการฟอกตัวนั้น เป็นไปไม่ได้ เพราะคดีมีอยู่แล้ว โดยหากสมมุติว่า วันนี้ คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) เกิดกลั้นใจตายกันทั้งหมด คดีจะต้องไปอยู่ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) คดีที่มีอยู่จึงไปเลิกได้อย่างไร ขณะที่การจะยกเลิกองค์กรอิสระก็ไม่ใช่ เพราะอย่างไรองค์กรอิสระต้องมี แต่คนที่ทำหน้าที่ในองค์กรอิสระนั้นต้องมาจากการสรรหา โดยผ่านสภา ผ่านวุฒิสภา ไม่ใช่มาจากการแต่งตั้งของกลุ่มคนเพียงบางกลุ่มที่ไม่ได้มีฐานรากมาจากประชาชน

ส่วนที่กล่าวอ้างว่า การทำประชามติเป็นการเปลืองงบประมาณ รมว.มหาดไทย กล่าวว่า หากไม่ทำประชามติ ก็ด่าว่ารวบหัวรวบหาง แต่พอจะทำประชามติ ก็บอกว่าเปลืองงบประมาณ สรุปแล้วจะเอาอย่างไร บ้านเมืองจะได้สงบ

“ผมไม่เห็นด้วยจะตั้ง ส.ส.ร.3 เพราะรู้กันอยู่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างไร รัฐธรรมนูญปี 40 ดีให้เอามาเป็นตัวตั้ง แล้วเอารัฐธรรมนูญปี 50 ใส่เข้าไปบ้าง ส่วนองค์กรอิสระให้มีเหมือนเดิม แก้ไขรัฐธรรมนูญที่ให้ยุบพรรค ที่บ้านไหนเมืองไหน เขาไม่มี มีอยู่เมืองไทย” รมว.มหาดไทย กล่าว

ขณะที่ การเสนอทำประชามติจะระยะเวลาเท่าใดนั้น รมว.มหาดไทย กล่าวว่า ต้องรอวันอังคารหน้า เพราะตอนนี้ยังไม่ทราบในรายละเอียด แต่ก็ไม่เห็นด้วย เพราะได้ขอประชามติมานานแล้วตั้งแต่สมัยเลือกตั้ง หากพรรคประชาธิปัตย์ไม่แก้ก็ไม่เป็นไร พรรคพลังประชาชนจะแก้ แต่หากว่า แก้ไขในรัฐธรรมนูญแล้วไม่ดีเลือกตั้งรอบหน้าประชาชนก็ไม่เลือก

“ให้ถึงเวลาก่อน ผมจะอภิปรายเรื่องนี้โดยละเอียดว่า ทำไมถึงต้องแก้วรรคนี้ ทำไมถึงไม่แก้วรรคนี้ ตรงนี้ทำไมถึงเอาปี 40 มา ทำไมถึงไม่เอาปี 50 หรือทำไมต้องเอาปี 50 ไว้ คิดว่าไม่มีปัญหาเลย” ร.ต.อ.เฉลิมกล่าว

ฟื้นหวยบนดินเป็นจริง “หมอเลี๊ยบ” ดีเดย์ออนไลน์งวดแรก ก.ย.นี้

คอหวยบนดิน ได้เฮ รมว.คลัง เผย ใช้สลากออนไลน์งวดแรกได้เดือนกันยายนนี้ หลังไม่พบขัดข้อกฎหมาย
นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวภายหลังตรวจเยี่ยมสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล วันนี้ (22 พ.ค.) ว่า สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลจะสามารถเริ่มจำหน่ายสลากพิเศษ เลขท้าย 3 ตัว 2 ตัว หรือ หวยบนดิน ผ่านระบบออนไลน์ได้ในงวดวันที่ 1 ก.ย. 2551 หรือ งวดวันที่ 16 ก.ย. 2551

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวต่อว่า ภายหลังพิจารณาข้อกฎหมายในพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.)สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล พ.ศ.2517 พบว่า ไม่มีข้อจำกัดในการดำเนินการดังกล่าว ดังนั้น ทางราชการจะให้เวลากับบริษัทผู้รับจ้างติดตั้งเครื่องจำหน่ายสลากออนไลน์ในการปรับปรุงระบบซอฟต์แวร์ประมาณ 3 เดือน

ทั้งนี้ นโยบายในการจำหน่ายสลากพิเศษ เลขท้าย 3 ตัว 2 ตัว จะมีการกำหนดยอดขั้นสูงของการซื้อในแต่ละตัวเลข และเงินรางวัลจะผันแปรไปในแต่ละงวด ขึ้นกับจำนวนผู้ซื้อในแต่ละเลขนั้น


“สดศรี”หนุนทำประชามติ แนะทันใจนายกฯใช้ของง่ายพ.ร.บ.ออกเสียง 41

กกต.สดศรี เห็นด้วยข้อเสนอ”สมัคร”ทำประชามติแก้ไข รธน. ชี้ ธง เอา พ.ร.บ.ออกเสียงปี 41 มาขัดเกายกร่างส่งสภา 3 วาระรวด มีสิทธิ์ทันใจนายกฯเดือน ก.ค.

นางสดศรี สัตยธรรม กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านกิจการพรรคการเมือง กล่าวถึงกรณีที่นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี จะจัดให้มีการลงประชามติ เพื่อฟังความเห็นประชาชนว่าควรแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี 2550 หรือไม่ ว่า เมื่อนายกรัฐมนตรีออกมาบอกว่าจะทำประชามติ อาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้สถานการณ์การเมืองคลี่คลายลง ไม่เกิดความขัดแย้งรุนแรง รวมทั้งลดภาวะความร้อนแรงทางการเมืองให้เบาลงได้

“เชื่อว่าการลงประชามติครั้งนี้ น่าจะมีประชาชนมาออกเสียงมากกว่าการครั้งก่อน เพราะครั้งนี้ ส.ส.คงจะพูดให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิลงประชามติมากขึ้น คาดว่าน่าจะมีผู้ออกมาใช้สิทธิไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 หากจะให้ง่ายขึ้น ควรถามให้ชัดไปเลยว่า จะแก้ไขโดยยึดรัฐธรรมนูญ ปี 2540 ทั้งฉบับหรือใช้รัฐธรรมนูญ ปี 2550 มากกว่าการถามประชาชนเรียงตามมาตรา” นางสดศรี กล่าว

นางสดศรี ยังกล่าวถึง การยกร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ว่า เพื่อให้ง่าย ควรใช้ พ.ร.บ.ออกเสียงประชามติของปี 2541 เป็นหลัก ซึ่งหากใช้วิธีนี้คาดว่า การยกร่างในส่วนของ กกต.จะแล้วเสร็จไม่เกินปลายเดือนมิ.ย. ซึ่งรัฐสภาก็ควรพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประชามติ แบบ 3 วาระรวด เพื่อให้ประกาศใช้ทันในเดือน ก.ค.ตามที่นายกรัฐมนตรีเสนอ สำหรับงบประมาณที่รัฐบาลจะจัดสรรให้ กกต.จำนวน 2,000 ล้านบาท เพื่อใช้ในการจัดทำประชามติครั้งนี้คิดว่าเพียงพอ