WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, May 24, 2008

ยังระแวงยี่ห้อ 'ทักษิณ'

ก็ของคนมันชอบ ห้ามกันลำบาก

ล่าสุดสำนักข่าวเอพีรายงานข่าวและภาพ “ลุงหมัก” นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เล่นบท “พระยาน้อย” เดินชมตลาดสดในกรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ ระหว่างภารกิจการเดินทางเยือนประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่มอาเซียนอย่างเป็นทางการ

ตามข่าวระบุด้วยว่า นายกฯไทย ลงทุนซื้อเนื้อหมูและผักสดหลายชนิดด้วยตัวเอง เพื่อจะนำมาประกอบอาหารเลี้ยงคณะเจ้าหน้าที่ของสถานเอกอัครราชทูตไทย ประจำกรุงมะนิลา

จิตฝักใฝ่อยู่กับเรื่องกับข้าวกับปลา

และถ้าได้ยินแล้วเจ้าตัวก็คงยิ้มกับข่าวดี “เจ๊สด” นางสดศรี สัตยธรรม กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกมาแพลมไต๋ ขณะนี้นายกรัฐมนตรีได้ส่งเอกสารชี้แจงการจัดรายการ “ชิมไปบ่นไป” แล้ว และไม่พบว่ามีการทำสัญญาผูกมัดกับบริษัท เฟรสมีเดีย

“ส่วนตัวดูแล้วไม่น่ามีปัญหาใดๆ คาดว่าน่าจะตรวจสอบเสร็จภายในสิ้นเดือนนี้”

แนวโน้มรอดตายน้ำตื้น

“ลุงหมัก” ไม่ต้องตกเก้าอี้เพราะข้อหาควงตะหลิวทำกับข้าวโชว์ชาวบ้าน

แต่โดยวิบากกรรมที่ต้องเจออีกหลายด่าน อ่านจากคำทำนายสดๆร้อนๆของ “โหร คมช.” นายวารินทร์ บัววิรัตน์เลิศ เจ้าสำนักสุขิโต ดวงของ “ลุงหมัก” ที่จะเป็นนายกฯอยู่ครบเทอมเป็นเรื่องยาก

แค่เอาให้รอดปีนี้ก็ถือว่าลำบากแล้ว

จากคดีหมิ่นประมาท ต่อด้วยคดีรถดับเพลิง ตามด้วยคดีที่ดินทิ้งขยะ กทม. แล้วก็คดีนอมินี พรรคไทยรักไทย จนถึงคดีควงตะหลิวทำกับข้าวโชว์ออกทีวี

“ลุงหมัก” เจอวางเรือใบตลอดทาง

แล้วไหนจะต้องระแวงเกมเจาะยางกันเองในพรรคพลังประชาชน ที่รอยปริแยกเด่นชัด จากการที่ “ลุงหมัก” พลิกเกมขอทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ หักลำ ส.ส.ในสังกัด “เพื่อนเนวิน” ที่ชิงยื่นญัตติรื้อรัฐธรรมนูญกับ “ปู่ชัย” นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

โทษฐานขวางทางสายฮาร์ดคอร์

“แก๊งไอ้ห้อยไอ้โหน” ตั้งแท่นตีหัว “ลุงหมัก” แน่

และไม่แน่ใจว่าจะได้อานิสงส์จากการเดินสายแก้บน ไหว้พระสะเดาะเคราะห์ 99 วัดหรือไม่ เพราะเที่ยวนี้ “โหรวารินทร์” ได้ทำนายดวงชะตาของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะดีขึ้นในปี 2552

“ทักษิณ” จะตั้งหลักได้ในปีหน้า

ประกอบกับความเคลื่อนไหวของอดีตนายกฯที่เริ่มกลับมาเป็นข่าวรายวันบนหน้าหนังสือพิมพ์ นับตั้งแต่วันที่ไปนั่งชมสโมสรเรือใบสีฟ้า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ โม่แข้งโชว์กับรวมดาราไทยแลนด์ลีก

เสียงเชียร์ “ทักษิณ” กลับมาเป็นนายกฯ กระหึ่มสนาม

แต่ดูเหมือนจะมองไปไกลกว่านั้นแล้ว

ประเมินจากแนวคิดชวนอดีตประธานาธิบดี อดีตนายกรัฐมนตรีประเทศต่างๆตั้งชมรมอดีตผู้นำ เพื่อนำประสบการณ์และความรู้ที่มีมาเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม

“ทักษิณ” มุ่งเอาดีเวทีโลก

และก็เป็นอะไรที่การันตีเครดิตระดับอินเตอร์ พิสูจน์จากบิ๊กโปรเจกต์ เช่าเกาะกงจากรัฐบาลกัมพูชาเพื่อเนรมิตเป็นกาสิโนคอมเพล็กซ์ การดึงเพื่อนสุลต่านมหาเศรษฐีกลุ่มบริษัท ดูไบ เวิลด์ มานำร่องโครงการสะพานเศรษฐกิจ (แลนด์ บริจด์) ภาคใต้ วางท่อน้ำมันระหว่างฝั่งอันดามันกับอ่าวไทย

ชื่อ “ทักษิณ” ขายได้ในหมู่นักลงทุนระดับโลก

แต่ในหมู่คนไทยด้วยกัน ชื่อ “ทักษิณ” ก็ยังเป็นที่หวาดระแวง หนีไม่พ้นคำถาม “คิดอะไรอยู่ในใจ”

กับแนวคิดดึงเศรษฐีน้ำมันซาอุดีอาระเบียลงทุนทำนาในเมืองไทย ที่ปรากฏในภาพข่าวอดีตนายกฯทักษิณพาเพื่อนชาวอาหรับไปดูงานที่หมู่บ้านอนุรักษ์ควายไทย จังหวัดสุพรรณบุรี โดยมีนายประภัตร โพธสุธน เลขาธิการพรรคชาติไทย เป็นแม่งานต้อนรับ

ปรากฏ โดนถล่มเละ

ที่แน่ๆได้จังหวะลูกไหลเข้าทาง ซัดเต็มเหนี่ยวเลย นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รมว.เกษตรและสหกรณ์ เด็กในคาถาของ “บิ๊กเติ้ง” นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย ออกมาประกาศชัด

ไม่เห็นด้วย และจะต่อต้านให้ถึงที่สุด

ด่าแรงถึงขั้น เป็นแนวคิดของนายทุนขายชาติที่มุ่งทำลายวิถีชาวนาไทย กระทรวงเกษตรฯเตรียมใช้กฎหมายคุ้มครองอาชีพคนไทยมาคัดค้าน

“บรรหาร” ขย่ม “ทักษิณ” สนุกเลย.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

“จักรภพ” นัดแถลงข่าวใหญ่ 26 พ.ค.

ส่วนกรณีที่นายจักรภพ เพ็ญแข รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ถูกกล่าวหาว่ามีทัศนคติที่เป็นอันตรายต่อสถาบัน จนมีข่าวว่าถูกกดดันจากผู้ใหญ่ในพรรคพลังประ-ชาชนให้ลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯนั้น วันเดียวกัน นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า ได้รับการติดต่อจากนายจักรภพ เพ็ญแข รมต.ประจำสำนักนายกฯ ที่ฝากให้แจ้งต่อสื่อมวลชนว่า นายจักรภพจะแถลงแสดงความบริสุทธิ์ใจ พร้อม นำเสนอคำแปลบทบรรยายที่ไปพูดตามสถานที่ต่างๆ ที่มีการกล่าวหาว่ากระทบกระเทือนต่อสถาบัน ในวันที่ 26 พ.ค. เวลา 14.00 น. ที่ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล โดยในช่วงเวลานี้นายจักรภพจะขอรวบรวมความถูกต้องของเอกสาร เพราะเป็นประเด็นละเอียดอ่อน จึงต้องตรวจสอบความหมายถ้อยคำ ให้ตรงกับเจตนารมณ์ของผู้บรรยายทุกตัวอักษร และจะขอชี้แจงทุกประเด็นทุกกรณี โดยได้ ขอถอนตัวจากการร่วมเดินทางไปประเทศฟิลิปปินส์กับนายกฯ เพื่อเตรียมการเรื่องนี้

แกนนำ นปก.ขอยืนเคียงข้าง “จักรภพ”

นายณัฐวุฒิกล่าวว่า ส่วนกระแสข่าวที่นายจักรภพจะขอลาออกจากตำแหน่งนั้น นายจักรภพได้ยืนยันว่ายังไม่มีการตัดสินใจเรื่องดังกล่าว รวมถึงไม่มีผู้ใหญ่ในพรรค พลังประชาชนหรือรัฐบาลมาเคลื่อนไหวกดดันให้ตัดสินใจทางการเมือง ดังนั้น จึงอยากให้นายจักรภพได้แสดงความบริสุทธิ์ใจต่อสังคมก่อน หากพบว่าทำผิดจริง ก็ไม่มีคนไทยคนใดยอมรับได้ จะต้องได้รับโทษสูงสุด โดยไม่มีข้อยกเว้น แต่ต้องให้กระบวนการยุติธรรมเป็นผู้ตัดสิน ไม่ใช่ ข้อกล่าวหาของฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง ส่วนกรณีที่สมา-ชิกพรรคพลังประชาชนบางส่วนต้องการให้นายจักรภพพิจารณาตัวเองนั้น นายจักรภพก็พิจารณาตัวเองมาตลอด โดยเห็นว่าจำเป็นต้องแถลงความบริสุทธิ์ใจด้วยตัวเอง เพราะข้อกล่าวหานี้ไม่ใช่ส่งผลให้พ้นจากตำแหน่งเท่านั้น แต่ยังส่งผลถึงทั้งชีวิต ครอบครัว วงศ์ตระกูลของผู้ถูกกล่าวหา จึงต้องให้โอกาส เวลา สำหรับเรื่องนี้ ทั้งนี้ ใน ส่วนแกนนำ นปก.ยืนยันว่าจะยืนเคียงข้างนายจักรภพตลอด จนกว่าจะได้ข้อสรุปเรื่องนี้ เพราะมั่นใจในความ บริสุทธิ์ของนายจักรภพว่าไม่มีเจตนากล่าวกระทบสถาบัน

สตช.แปลปาฐกถา “จักรภพ” เสร็จแล้ว

พล.ต.ต.สุรพล ทวนทอง รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) กล่าวถึงคดีหมิ่นสถาบันของนายจักรภพ เพ็ญแข รมต.ประจำสำนักนายกฯว่า ขณะนี้เรื่องเข้าสู่ กระบวนการยุติธรรมของ สตช. ขอให้ปล่อยไปตามกระบวน การยุติธรรมต่อไป โดยขณะนี้การแปลเอกสารทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว กองการต่างประเทศจะได้ส่งคณะพนักงานสอบสวนต่อไปส่วนจะเข้าข่ายการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพหรือไม่ เป็นเรื่องของพนักงานสอบสวนต้องรวบรวมพยานหลักฐานต่อไป การดำเนินคดีต้องเป็นขั้นตอน ไม่มีการใช้สถาบันมาเป็นเครื่องมือโจมตีฝ่ายใด เมื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ไม่ว่าจะเป็นชั้นตำรวจ อัยการและศาลจะดำเนินการโดยหลักนิติธรรมทุกประการ ทั้งนี้ การแปลเอกสารจะใช้กองการต่างประเทศเป็นหลัก ส่วนเอกสารการแปลของผู้กล่าวหา ผู้ถูกกล่าวหาหรือแหล่งข้อมูลอื่น พนักงานสอบสวนจะรวบรวมคำแปลเหล่านั้น เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของพยานหลักฐานในคดี ผู้สื่อข่าวถามว่าจะใช้บรรทัดฐานใดว่าคำแปลใดถูกต้องหรือบิดเบือน รองโฆษก ตร.ตอบว่า คงไม่ใช่คำแปลอย่างเดียว ต้องดูองค์ประกอบอื่นด้วยคำแปลเป็นส่วนหนึ่งของหลักฐาน

ผบช.ส.ปิดปากผลสอบคดี “จักรภพ”

พล.ต.ท.ระพีพัฒน์ ปาลกะวงศ์ ผบช.ส. กล่าวถึงกรณีผลสอบสวนคดีหมิ่นสถาบันของนายจักรภพ เพ็ญแข รมต.ประจำสำนักนายกฯว่า สันติบาลได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณาข้อความคำปราศรัยของนาย จักรภพ หากพบความผิดกระทบคดีหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ ตำรวจสันติบาลจะรวบรวมข้อมูลร่วมกับ บช.ก. เพื่อเสนอให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติรับทราบ ในการสอบสวนคดีนี้ไม่ได้หนักใจอะไร

พล.ต.ท.ระพีพัฒน์กล่าวถึงกรณีการดำเนินคดีเว็บไซต์ที่เข้าข่ายหมิ่นสถาบันว่า ที่ผ่านมาได้ตั้งชุดเฉพาะกิจตำรวจสันติบาล ขึ้นมาตรวจสอบเว็บไซต์ต่างๆตลอด 24 ชั่วโมง คดีที่เกี่ยวข้องสถาบันดำเนินการไปแล้ว 28 เรื่อง โดยเว็บไซต์ที่เฝ้าดูแล้วมีเจตนาเข้าข่ายหมิ่นสถาบัน ทั้งในและต่างประเทศ มีจำนวน 20 เว็บไซต์ ได้แก่ ยูทูบ์ ประชาไท ฟ้าเดียวกัน พลเมืองวิวัฒน์ เปิดให้ คนเข้ากระทู้แสดงความคิดเห็น บางเว็บไซต์ยังเปิดดำเนินการอยู่ ส่วนเว็บไซต์ไฮทักษิณที่ปิดไปตั้งแต่วันที่ 20 เม.ย. เจตนาเผยแพร่ข้อมูลที่มีผลกระทบทั้งปกติ และสถาบันพระมหากษัตริย์ การสืบสวนพบข้อมูลเชื่อมโยงเป็นขบวนการที่มีเสนอข้อความในรูปแบบเว็บไซต์ สิ่งพิมพ์ ตำรวจสันติบาลมีข้อมูลผู้ที่อยู่เบื้องหลังทั้งหมดได้ประสานกระทรวงไอซีที เพื่อปิดเว็บไซต์เหล่านี้

“ทักษิณ” ปัดยังไม่ได้คุย “จักรภพ”

เย็นวันที่ 22 พ.ค. ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ กล่าวถึงกรณีที่ระบุให้นายจักรภพ เพ็ญแข รมต.ประจำสำนักนายกฯ พิจารณาตัวเองหากไม่สามารถชี้แจงกรณีการหมิ่นสถาบันได้ว่า “ไม่ทราบ ยังไม่ได้คุยกับนายจักรภพเลย คิดว่านายจักรภพคงจะพูดกับสังคมเร็วๆนี้ แต่การเมืองอย่าเพิ่งเลย พอแล้ว การเมืองอย่าเพิ่ง” เมื่อถามว่าการเดินทางไปบ้านนายประภัตร โพธสุธน เลขาธิการพรรคชาติไทย ที่จ.สุพรรณบุรี เพื่อไปเคลียร์ปัญหาความขัดแย้งในอดีต ระหว่างนายเนวิน ชิดชอบ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย กับนายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยใช่หรือไม่ พ.ต.ท.ทักษิณตอบว่า ไม่หรอก ไปดูเรื่องเกษตรกร เรื่องชาวนา ส่วนแนวคิดการตั้งชมรมอดีตผู้นำประเทศต่างๆนั้น ตอนนี้กำลังอยู่ระหว่างการพูดคุยกับอดีตประธานาธิบดีและอดีตนายกฯหลายประเทศ ว่าเราจะมารวมกันตั้งชมรมอดีตผู้นำ เพื่อนำประสบการณ์และความรู้ที่มีมาเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมของโลก กำลังคุยกันอยู่ 4-5 คนแล้ว จะค่อยๆขยายวงออกไป เมื่อมีมากในระดับหนึ่งแล้วค่อยดำเนินการ ผู้สื่อข่าวถามว่าเกรงหรือไม่ว่าการจัดตั้งชมรมลักษณะดังกล่าวจะถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าตั้งขึ้นมาเพื่อกลับเข้าสู่การเมืองอีกครั้ง พ.ต.ท.ทักษิณตอบว่า “อดีตคือไม่ยุ่งแล้วไง อดีตนี่คือเลิกแล้ว ถ้ายังจะกลับเข้ามาการเมืองอยู่ ก็ไม่เข้าไปในชมรมอดีต อดีตคือจบแล้ว”

จี้รัฐบาลจัดการเช็กบิล “จักรภพ”

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านฯ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่นายสมัคร สุนทรเวช นายกฯและ รมว.กลาโหม ระบุว่าจะยังไม่มีการปลดนาย จักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯว่า เรื่องคดีอาจจะเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลา และมีความซับซ้อนอยู่พอสมควร เพราะอาจจะไม่ใช่ข้อหาเดียว บางคนอ่านแล้วคิดว่า มีปัญหาว่าเป็นกบฏด้วยหรือไม่ เป็นต้น แต่ ประเด็นที่อยากยืนยันผ่านไปถึงนายกฯ คือในระยะหลังเมื่อไหร่ก็ตาม ที่คนที่อยู่ในตำแหน่งแล้วมีอำนาจถูกกล่าวหา คดีจะคืบหน้าช้ามาก แม้กระทั่งกรณีนี้หลับตานึกภาพว่า ถ้าไม่ใช่เป็นรัฐมนตรีป่านนี้คดีอาจจะสรุปแล้วก็ได้ และสิ่งที่เรียกร้องไป เพราะเห็นว่าเรื่องนี้ต้องแก้ด้วยทางบริหารจะไปโยนให้เป็นภาระของกระบวนการยุติธรรมคนเดียวไม่ได้ และคดีที่เกี่ยวข้องกับสถาบันซึ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ตำรวจก็มีหลายปัจจัยที่ต้องคำนึงถึงในการตัดสินใจ อยากเห็นรัฐบาลมีความจริงจังในการแก้ปัญหา ที่เป็นเรื่องละเอียดอ่อนของประเทศ ไม่ใช่ปล่อยจนเกิดกระบวนการต่างๆ และมีความเหิมเกริมโดยเอาเรื่องต่างๆมาปะปนกัน

เชื่อ “จักรภพ” ไม่กล้าคิดไขก๊อก

“ผมยืนยันว่าเรื่องนี้ต้องการที่จะปลดชนวนความ ขัดแย้งของบ้านเมือง และเห็นว่าคนที่อยู่ในฐานะที่จะทำได้ก็คือหัวหน้ารัฐบาลให้ใช้การเมือง การบริหารแก้ปัญหา ถ้าผมคิดว่าคุณจักรภพมีความเป็นไปได้ที่จะพิจารณาตัวเอง ผมก็เรียกร้องคุณจักรภพ บังเอิญดูแล้วผมคิดว่าคุณจักรภพไม่ทำ และไม่มีความรู้สึกรู้สาเลย ยังกล้าปฏิเสธในสิ่งที่ตัวเองพูด ผมถึงต้องเรียกร้องหัวหน้ารัฐบาลให้ทำ แต่ถ้าเขาจะกลับใจก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง นอกจากนี้มีผู้ใหญ่ในวงการเมืองที่ไม่ได้อยู่ฝ่ายประชาธิปัตย์ ได้พูดส่งสัญญาณค่อนข้างชัดว่า คุณจักรภพกำลังเป็นปัญหา คำถามก็คือว่าเราจะให้บุคคลที่เป็นปัญหามาสร้างปัญหาให้กับส่วนรวมเพื่ออะไร คุณจักรภพไม่ได้มีความสำคัญ ในฐานะคู่แข่งทางการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์ แต่ พฤติกรรมเป็นอย่างนี้เราเห็นว่าไม่เหมาะสม เราก็เสนอแนะ และเรื่องนี้ไม่ได้เป็นอย่างที่คุณจักรภพพยายามวาดภาพว่า ถ้าเล่นงานคุณจักรภพแล้วต้องไปเล่นงานคนอื่นนั้นไม่มี เพราะถ้ามีคนที่มีพฤติกรรมอย่างคุณจักรภพ ก็ต้องถูกตรวจสอบอย่างนี้ แต่ถ้าไม่มีก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไปดำเนินการ” นายอภิสิทธิ์กล่าว

อดีตแกนนำ นปก.จัดงานวันเกิดครบ 60 ปีให้ วีระ


เมืองทองธานี 23 พ.ค. - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายวีระ มุสิกพงศ์ ได้จัดงานวันคล้ายวันเกิดปีที่ 60 ที่ห้องแกรนด์ ไดมอนด์ อาคารคอนเวนชั่น เมืองทองธานี โดยใช้ชื่องานว่า “คือเรื่องราว ชาวระโนด มีไผ่ นา โหนด มีไข่มุกดำ” ภายในงานเลี้ยงเป็นการเลี้ยงแบบบุฟเฟ่ต์ จัดโต๊ะไว้ 200 โต๊ะ และมีการจำหน่ายหนังสือเรื่อง “ชีวิตเพื่อประชาธิปไตย คน 4 คุก ไข่มุกดำ” ราคา 300 บาท

นายวีระ เปิดเผยว่า การจัดงานครั้งนี้ นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชน เป็นเจ้าภาพจัดงานให้ ซึ่งทั้งหมดเป็นอดีตแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) อย่างไรก็ตาม ไม่ได้เชิญใครมาร่วมงานเป็นพิเศษ เพียงแต่ออกเป็นข่าวไปเท่านั้น

นายวีระ กล่าวว่า จะทำงานการเมืองต่อไป ไม่ว่าจะเป็น ส.ส.หรือไม่ เพราะได้ยกชีวิตให้กับประชาชนที่สนามหลวงแล้ว ก็จะเคลื่อนไหวเพื่อรักษาประชาธิปไตยต่อไป อยากฝากบอกนักการเมืองว่า ประชาธิปไตยคือสิ่งที่ทุกคนต้องการ ระบบรัฐสภาเป็นการทำงานตามระบอบ ดังนั้น หากเดินตามระบบก็ไม่มีปัญหา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศภายในงานเป็นไปอย่างคึกคัก นอกจากแกนนำกลุ่ม นปก. อาทิ นายณัฐวุฒิ นายจตุพร จะมาร่วมงานแล้ว ยังมี พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา โฆษกส่วนตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และพ่อค้า ประชาชน มาร่วมงานจำนวนมาก

นายพงศ์เทพ เปิดเผยว่า ที่มาร่วมงานเพราะรู้จักกับนายวีระ มาในนามส่วนตัว ไม่ใช่ตัวแทน พ.ต.ท.ทักษิณ และไม่ทราบว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จะเดินทางมาหรือไม่. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-23 20:14:35

สมัคร แย้มอาจออกพระราชกำหนดทำประชามติแก้ไข รธน.

สุวรรณภูมิ 23 พ.ค.-นายกรัฐมนตรีประกาศเดินหน้าทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ ยอมรับไม่รู้มาก่อนว่าไม่มีกฎหมายรองรับ เตรียมเสนอให้ออกเป็นพระราชกำหนดแทน ขณะเดียวกัน ไม่ห่วงการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ภายหลังเดินทางกลับจากการเยือนประเทศฟิลิปปินส์ ถึงกรณีที่นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา ยังคงเดินหน้าญัตติการแก้ไขรัฐธรรมนูญของ ส.ส.พรรคพลังประชาชนว่า ไม่เป็นไร ให้ประธานรัฐสภาทำไป แต่เรื่องการทำประชามติ ตนจะไม่ถอย ซึ่งก่อนหน้านี้ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) บอกว่า ต้องรอกฎหมายเกี่ยวกับการทำประชามติ ตนจึงคิดว่าจะทำอย่างไร จึงได้ปรึกษาฝ่ายกฎหมาย

“ว่ากันตามจริง ก่อนหน้านี้ตนก็พูดไปตามสัญชาติญาณ ซึ่งคิดว่ามีกฎหมายประชามติอยู่ แต่ถ้าไม่มีก็ไม่เป็นไร อาจจะออกเป็นพระราชกำหนดแทน เพราะยังมีเวลาที่จะให้มีการหยั่งเสียงดูว่า ใครเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ” นายสมัคร กล่าว

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในวันพรุ่งนี้ (24 พ.ค.) จะหารือคณะกรรมการกฤษฎีกาว่า จะทำได้หรือไม่ ถ้าไม่เป็นปัญหา คิดว่าการประชุมคณะรัฐมนตรีในวันที่ 27 พฤษภาคม จะนำเสนอเข้าที่ประชุมได้

นายสมัคร กล่าวว่า ใครที่ไปใช้คำว่ารัฐบาลก้าวล่วงสภา ยืนยันว่าไม่ได้เป็นเช่นนั้น นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา เป็นฝ่ายนิติบัญญัติ ก็ดูแลในเรื่องการดำเนินการตามกฎหมาย การที่จะเปิดประชุมคงเพราะมีกฎหมายคั่งค้าง ไม่เกี่ยวกับรัฐบาล

ส่วนกรณีที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจะชุมนุมคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญในวันที่ 25 พฤษภาคมนั้น นายสมัคร กล่าวว่า ตนไม่ห่วงสถานการณ์บ้านเมือง เพราะการที่ตนให้ลงประชามติก็เพื่อให้บ้านเมืองเดินหน้าไปได้ ใครมีความคิดเห็นว่าควรแก้ไขหรือไม่ควรแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ให้ออกมาลงประชามติ เมื่อทำประชามติแล้วยังมีการก่อกวนสร้างความวุ่นวายก็ปล่อยเขาไป แต่เมื่อทำประชามติแล้ว ประชาชนเห็นอย่างไร คนที่ก่อความวุ่นวายจะรู้สึกละอายเอง และประชาชนจะคิดได้ว่า ใครที่หวังดีต่อบ้านเมือง ตนกำลังบริหารบ้านเมือง แล้วมีการมาก่อกวนอีก เรื่องนี้ไม่รู้จะว่าอย่างไร ต้องถามประชาชน.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-23 19:09:30


เปิดใจ! “สมัคร” ร่อนหนังสือถึง กกต. แจง 4 ข้อชัดเจน

“นายกฯ” เคลียร์ตัวเองนั่งพิธีกร “ชิมไปบ่นไป” ระบุรับงานด้วยปากเปล่า ตั้งแต่ปี 43 ยืนยันไม่มีเซ็นสัญญาว่าจ้างหรือไม่เคยมีตำแหน่งใด ๆ ในบริษัทของผู้ผลิตรายการ รับแค่ไม่เหมาะสม พร้อมยินดีเข้าให้ปากคำต่อ กกต. เปรยให้หาพรีเซนเตอร์คนใหม่แทน

วันนี้ (23 พ.ค.) นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ได้ทำหนังสือลงวันที่ 20 พฤษภาคม 2551 ถึงนายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อชี้แจงถึงกรณีที่มีผู้ร้องเรียนว่าเป็นพิธีกรรายการโทรทัศน์ “ชิมไปบ่นไป” ทำให้ขาดคุณสมบัติการเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งนายอภิชาตได้นำมาแจกกับกกต.ทั้ง 4 คนด้วยระหว่างการประชุม ซึ่งที่ประชุม กกต. ยังไม่ได้มีการพิจารณาเรื่องดังกล่าว

สำหรับเนื้อหาที่นายสมัครได้ชี้แจงถึง กกต. ระบุว่า “ตามที่ผู้กล่าวหาว่ากระผมเป็นผู้จัดรายการเป็นการขัดต่อข้อกำหนดของการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรี โดยกล่าวหาว่ากระผมเป็นลูกจ้างบริษัทผู้ผลิตรายการนั้น กระผมจึงขอเรียนให้ท่านทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวเป็นข้อๆ ดังต่อไปนี้

1. ผมได้รับการเชิญจากผู้เป็นเจ้าของรายการให้เป็นผู้แสดงการทำอาหารไทยให้กับผู้ที่สนใจได้ศึกษากับทางโทรทัศน์ตั้งแต่เมื่อกลางปี พ.ศ. 2543 ที่กระผมลาออกจากการเป็น ส.ส. มาลงสมัครผู้ว่ากรุงเทพมหานคร

2. นับตั้งแต่การได้รับเชิญเป็นพิธีกรดังกล่าวเป็นการออกปากเชิญกันด้วยปากเปล่าและได้ทำรายการติดต่อกันมาเป็นเวลา 7 ปี โดยบางครั้งเมื่อเป็นผู้ว่าฯ กทม.แล้วมีหนังสือพิมพ์ลงตำหนิว่ากล่าว ผมก็ไม่รับเป็นพิธีกรอยู่จนพ้นจากตำแหน่งหน้าที่ แล้วจึงได้กลับมารับเชิญใหม่ ซึ่งก็เป็นการเชิญปากเปล่าเหมือนเดิม ไม่เคยมีการเซ็นสัญญาว่าจ้างหรือไม่เคยมีตำแหน่งใดๆ ในบริษัท ของผู้ผลิตรายการไม่ว่าตำแหน่งใดๆ ทั้งสิ้น

3. การรับเป็นพิธีกร ผู้เชิญก็ได้ให้ค่าน้ำมันรถในการไปถ่ายทำ ทำนองเดียวกันกับที่ผมไปเป็นผู้บรรยายทางหน่วยงานอื่นที่เชิญให้ไปพูด โดยได้รับค่าน้ำมันทุกคราที่ไปถ่ายทำ

4. เมื่อก่อนหน้าที่ผมจะได้รับเลือกเป็น ส.ส.ในวันที่ 23 ธันวาคม 2550 ประมาณ 2 - 3 วัน ผมได้รับจดหมายสอบถามจากเจ้าของรายการว่า ถ้าหากผมเป็น ส.ส. แล้วยังเป็นพิธีกร ให้เขาเหมือนเดิมหรือไม่ ซึ่งผมก็ตอบไปว่าเป็น ส.ส.ไม่เป็นไร แต่หากวันข้างหน้าไปทำหน้าที่รัฐมนตรีทางฝ่ายบริหารจะมีกฎระเบียบ ซึ่งแม้จะไม่เข้าเกณฑ์ต้องห้าม แต่อาจไม่เหมาะสม จึงมีหนังสือกลับไปว่าตอนที่ยังเป็นส.ส.อยู่นี้ รับดำเนินรายการเหมือนเดิมได้ แต่หากเป็นผู้บริหารระดับรัฐมนตรีแล้วก็คงจะต้องพิจารณากันอีกที โดยสรุปต่อจากนั้นจะทำรายการให้เปล่าๆ ไม่รับค่าน้ำมันรถ และขอให้เริ่มมองหาพรีเซนเตอร์คนใหม่เอาไว้ด้วย

โดยผมขอยืนยันว่าผมไม่เคยมีหรือเซ็นต์สัญญากับทางบริษัทและได้แจ้งไปแล้วว่าตั้งแต่รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว ผมไม่ขอรับค่าตอบแทนแต่อย่างใด และยินดีที่จะนำหลักฐานและมาให้ปากคำกับกกต.เองหากต้องการทราบข้อเท็จจริง

พปช.แฉเล่ห์ “ส.ว.สรรหา” ล็อบบี้ถอนแก้ รธน.

“นิสิต สินธุไพร” แฉเล่ห์เหลี่ยม “ส.ว.สรรหา” วิ่งล็อบบี้ฝุ่นตลบ กดดัน ส.ส.-ส.ว. ในสภาถอดชื่อยื่นญัตติหนุนร่าง รธน. ฉบับ คปพร. เข้าสภา เผยใช้วิธีการขู่แจกใบเหลือง – แดง ขณะที่ “ผู้ใหญ่” บางคนสั่งบีบให้ถอย ยันล่ารายชื่อตามขั้นตอนถูกกฎหมาย ระบุ 164 คนได้อ่านญัตติครบถ้วน

วันนี้ (23 พ.ค.) นายนิสิต สินธุไพร ส.ส.ร้อยเอ็ด พรรคพลังประชาชน ในฐานะแกนนำในการรวบรวมรายชื่อ ส.ส. และส.ว. เพื่อยื่นญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญ กล่าวถึงกรณีที่มี ส.ส. และ ส.ว.จำนวนหนึ่งถอนชื่อออกจากญัตติ ว่า เป็นเอกสิทธิ์ของ ส.ส. และ ส.ว. การดำเนินการรวบรวมรายชื่อนั้นตนได้ทำตามกระบวนการทุกขั้นตอน โดยแนบร่างรัฐธรรมนูญฉบับ คปพร.ไปด้วย ซึ่ง ส.ส. และ ส.ว.ทุกคนก็ได้เห็นร่างนั้นอย่างชัดเจนแล้วก่อนลงชื่อด้วยกัน 2 ชุด คือทั้งตัวจริงและตัวสำรอง ทั้งนี้ตนเห็นว่าทุกคนที่ร่วมลงชื่อต่างมีวุฒิภาวะด้วยกันทั้งสิ้น ดังนั้นควรที่จะรับผิดชอบต่อการกระทำดังกล่าวด้วย

ส่วนสาเหตุที่มีผู้ถอดชื่อหลายคนนั้น ตนทราบว่ามีเหตุมาจากการถูกกดดันอย่างหนัก โดยมีการหยิบยกเรื่องร้องเรียนใบเหลือง - ใบแดง ในขั้นตอนการพิจารณาของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ขึ้นมาข่มขู่ รวมถึงการให้ผู้ใหญ่ที่เป็นที่ “อำนาจมืดในระบอบเผด็จการยังมีอยู่จริง และแทรกแซงการถอนชื่อของ ส.ส. ส.ว. ครั้งนี้ มีส.ว.เลือกตั้งโทรศัพท์มาขอโทษผม ที่ต้องถอนชื่อ และเล่าให้ผมฟังว่า มีส.ว.สรรหาบางคน มาขอให้ถอนชื่อออกไป แต่ขอยืนยันว่าการเข้าชื่อทำตามกระบวนการ ทุกคนที่ร่วมลงชื่อได้อ่านญัตติและยินดีที่จะเซ็นให้ ไม่ได้เซ็นลงบนกระดาษเปล่า แต่พอปรากฎเป็นข่าวก็บอกว่าเป็นเรื่องเข้าใจผิด ถูกหลอกลวง ซึ่งผมก็เห็นว่าเป็นเหตุผลของคนที่ต้องการถอนชื่อเท่านั้น” นายนิสิตกล่าว

พร้อมยืนยันว่า แม้จะมี ส.ส. และ ส.ว.บางส่วน ถอนชื่อออกจากญัตติก็ไม่ส่งผลให้ญัตติตกไป เพราะกฎหมายกำหนดจำนวนไว้เพียง 96 คนเท่านั้น อย่างไรก็ตามยอมรับว่าขณะนี้พบปัญหารายชื่อส.ส. ซ้ำอยู่จำนวนหนึ่ง ในส่วนของพรรคพลังประชาชนหากจะนัดประชุม ส.ส. ของพรรคเพื่อหารือถึงความชัดเจน ในกรณีนี้อีกครั้งตนก็ยินดี และยืนยันว่าในพรรคไม่ได้เกิดความขัดแย้งขึ้น

นอกจากนี้ ตนสนับสนุนการทำประชามติ เพราะเป็นทางออกที่ดีจะสามารถคลี่คลายปัญหาความขัดแย้งในสังคมได้ และพวกตนพร้อมที่จะรอให้มีการจัดการออกเสียงประชามติก่อนที่สภาจะพิจารณาญัตติเรื่องการแก้ไข รธน. แต่ยืนยันว่ากลุ่มตนไม่ได้ถอย แต่รอฟังเหตุผลของสังคม

โดยในวันที่ 5 - 8 มิถุนายนนี้ คณะกรรมการประสานงานภาคอีสาน พรรคพลังประชาชนจะจัดสัมมนาที่ จ.เชียงใหม่ เพื่อหารือกันเรื่องการแก้ไข รธน. ปัญหาเศรษฐกิจ การทำงานในสภา และการพัฒนาพรรคพลังประชาชน โดยจะเชิญนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีไปร่วมงานด้วย

“หมอเหวง” แฉซ้ำ! พวก ส.ส.-ส.ว.พันธมาร ล็อบบี้ขวางแก้ รธน.

อัดซ้ำ ส.ส.ฟากพันธมิตร ใช้อำนาจเถื่อน – ร้อยเล่ห์เพทุบายทุกวิถีทาง ขวางยื่นญัตติร่าง รธน. ฉบับ คปพร. ชี้เป็นคนไร้ศักดิ์ศรี เชื่อมีเจตนาแอบแฝงชัดเจน เย้ยไม่มีวันทำสำเร็จแน่นอน เผยยังมั่นใจรายชื่อ ส.ส. – ส.ว. ทำถูกต้อง จวกกลับ “สาธิต” พ่นคำตอแหลล้ม รธน.

หลังจากที่ กระบวนการอำนาจมืดยังคอยจ้องล้างจองผลาญขัดขวางการแก้ รธน.50 ล่าสุดได้ใช้วิธีการล็อบบี้ ส.ส. และ สว. ที่เข้าชื่อยื่นญัตติแก้ไข รธน.50 โดยหยิบยกเรื่องร้องเรียนใบเหลือง - ใบแดง ในขั้นตอนการพิจารณาของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ขึ้นมาข่มขู่ รวมถึงให้ผู้ใหญ่ที่เป็นที่เคารพนับถือมาขอให้ถอนชื่อออก

ในเรื่องนี้ นพ.เหวง โตจิราการ คณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 (คปพร.) ให้สัมภาษณ์ว่า พวกที่ออกมาล็อบบี้ ส.ส. และ ส.ว.ที่ลงชื่อเห็นด้วยกับการแก้ รธน.50 เป็นพวกที่สนับสนุนกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งส่งผลให้หมดสง่าราศีและไร้ศักดิ์ศรีในตัวเอง ทั้งที่เป็น ส.ส.-ส.ว. แต่กลับสนับสนุนกลุ่มพันธมิตรฯ ที่เป็นพวกเดียวกับเผด็จการ

ทั้งนี้ ไม่แน่ใจว่าการกระทำเช่นนี้จะมีเจตนาแอบแฝงหรือไม่ แต่ถึงอย่างไรก็ตามเชื่อว่าการกระทำเช่นนี้จะไม่มีวันประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน เพราะเชื่อมั่นในตัว ส.ส. และ ส.ว. ที่ร่วมลงชื่อสนับสนุน แต่ถึงกระทั้น แม้จะมีบางท่านถอดชื่อออกไปแล้วก็ไม่เป็นไร เนื่องจากตามกฎหมายใช้เพียง 150 ชื่อก็เพียงพอแล้ว

“ผมยังมองว่า ต่อไปจะมีการใช้ทั้งอำนาจมืด อำนาจเถื่อน ทำทุกวิธีทางที่จะขัดขวางการแก้ไข รธน. เพราะคนพวกนี้ไม่สนหรอกว่าจะขัดขวางเราด้วยวิธีใด ไม่ได้ด้วยเล่ห์ก็เอาด้วยกล ไม่ได้ด้วยมนต์ก็เอาด้วยคาถา” นพ.เหวง กล่าว

พร้อมระบุถึง นายสาธิต วงศ์หนองเตย ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ที่ออกมาระบุถึงการแก้ไข รธน.เป็นการล้มรัฐธรรมนูญนั้น ตนอยากเรียนให้ทุกท่านได้เข้าใจตรงกันว่า การแก้ไข รธน.ในครั้งนี้ไม่ได้มีเจตนาที่จะล้มรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด แต่เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมในบางส่วนเท่านั้น

เนื่องจากที่มาของ รธน.ฉบับนี้เป็นเผด็จการ ซึ่งตามหลักกฏหมายแล้วแล้วไม่สามารถบังคับให้ย้อนกลับไปเอาความผิดได้ ซึ่งคำพูดของนายสาธิตเป็นคำพูดที่โกหก ตอแหล และพยายามสร้างความแตกแยกทางความคิดของภาคประชาชน




แฉ!พันธมิตรฯอ้างค้านแก้รธน.ปลุกปั่นจ้องล้มรัฐบาล

สมาพันธ์ประชาธิปไตย แถลงการณ์ดักคอพันธมิตรฯชุมนุม หวังโค่นล้มรัฐบาล ปลุกปั่นให้เกิดปฏิวัติ

แถลงการณ์สมาพันธ์ประชาธิปไตย

พันธมิตรฯกำลังสร้างเงื่อนไขโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง และปลุกปั่นให้เกิดรัฐประหาร

รัฐธรรมนูญ2550มาตรา291 ได้ระบุไว้ชัดเจนในวรรคแรกว่า “การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญให้กระทำได้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการดังต่อไปนี้(1)ญัตติแก้ไขเพิ่มเติมต้องมาจากคณะรัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฏรมีจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของจำนวนสมาชิกทังหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฏร หรือจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎและสมาชิกวุฒิสภามีจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา หรือจากประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยกว่าห้าหมื่นคนตามกฎหมายว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย”

ดังนั้น การเสนอ”ร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ2550”โดย คณะกรรมการประชาชนเพื่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ2550(คปพร.)เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2551พร้อมรายชื่อหนึ่งแสนห้าหมื่นชื่อก็ดี หรือการเสนอญัตติโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฏรและสมาชิกวุฒิสภารวมกัน164คน(ขณะนี้เหลือ150คน)ก็ดี ล้วนแต่เป็นการปฏิบัติไปตามรัฐธรรมนูญ2550มาตรา291ทั้งสิ้น และเนื้อหารายละเอียด ก็ไม่ได้ “เป็นการฉีกหรือล้มรัฐธรรมนูญ2550ดังที่พันธมิตรฯกล่าวอ้าง” “ไม่ได้เป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐดังที่พันธมิตรฯโจมตีแต่อย่างใด”การเสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ2550จึงเป็นสิ่งที่ชอบธรรมทางการเมืองและตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญทุกประการ

การอ้างว่า “ ฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารได้ดำเนินการเป็นอันตรายต่อสถาบันชาติ ศาสนาและพระมหากษัตริย์ตามรัฐธรรมนูญตลอดจนประชาชนอย่างชัดเจน” จึงเป็นการจงใจใส่ร้ายป้ายสี ที่จะสร้างสถานการณ์ให้เกิดความเลวร้ายอันจะนำไปสู่การโค่นล้มรัฐบาล และรัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550 เพราะเหตุผลที่นำมาอ้างถึงนั้นล้วนไม่เป็นความจริงทั้งสิ้น ไม่ว่า จะเห็น “การล้มรัฐธรรมนูญครั้งนี้” “การลบล้างความผิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรและพวกพ้องไม่ให้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมและช่วยเหลือพรรคการเมืองให้หลบหนีคดียุบพรรคการเมืองจากกรณีกรรมการบริพรรคได้กระทำผิดต่อกฎหมายเลือกตั้ง”ก็ดี ล้วนเป็นเรื่องโป้ปดมดเท็จ ทั้งสิ้น เพราะคดีความของ ทักษิณ ชินวัตร และพรรคการเมืองต่างๆรวมไปถึงการยุบพรรคการเมืองได้ถึงมือของศาลที่ไม่อาจจะมีใครเข้าไปแทรกแซงได้ทั้งสิ้น

การกล่าวหาในเรื่อง “ทำให้เกิดความแตกแยกของศาสนิกชนของคนในชาติอย่างกว้างขวาง”ก็เป็นเรื่องที่จงใจปลุกปั่นให้คนในชาติแตกแยกกัน เพราะใน ร่างแก้ไขได้ระบุไว้ชัดเจนว่า ประชาชนย่อมมีสิทธิเสรีภาพในการนับถือศาสนาอย่างเท่าเทียมกัน

การที่พันธมิตรฯปลุกปั่นให้ประชาชนมาชุมนุมกันในวันอาทิตย์ที่ 25 พฤษภาคม 2551นี้แม้จะเป็นสิทธิที่ทำได้ แต่จุดมุ่งหมายที่แท้จริงก็คือต้องการสร้างความแตกแยกในสังคม เพื่อเป็นเงื่อนไขในการรัฐประหารล้มล้างรัฐบาล ดังที่ได้เคยกระทำมาแล้วจนก่อให้เกิดรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ที่สร้างความเสียหายอย่างมหาศาลแก่ภาวะเศรษฐกิจสังคมการเมืองและภาพพจน์ของประเทศ

นอกจากนี้รัฐบาลกำลังจะพิจารณาให้มีการทำประชามติว่าควรแก้ไขรัฐธรรมนูญ2550หรือไม่ในวันอังคาร27พฤษภาคมนี้ ซึ่งเป็นเจตนารมณ์เดิมของพันธมิตรฯเองเว้นเสียแต่ว่าจะทรยศต่อสิ่งที่ตนได้ประกาศไปหลายครั้ง รวมทั้งองค์กรจำนวนมากในพันธมิตรฯก็ได้เคยประกาศไว้ก่อน การทำประชามติ19สิงหาคม2550 ว่าให้รับไปก่อนแต่ต้องไปแก้กันในภายหลังซึ่งหลายประเด็นก็คล้ายคลึงกับที่ คปพร.หรือสมาชิกรัฐสภาได้เสนอไปในคราวนี้

สมาพันธ์ประชาธิปไตยขอเรียกร้องให้พันธมิตรฯยุติ การกระทำทุกอย่างที่จะปลุกปั่นประชาชนให้เกิดความแตกแยก และใช้สถาบันต่างๆมาเป็นเครื่องมือเพื่อโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนและสร้างความเสียหายแก่ประเทศ เพิ่มเติมจากที่ได้เคยทำไว้ครั้งก่อน

ประชาชนไทยไม่ยอมให้มีการรัฐประหารอีกต่อไปแล้ว การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองต้องเป็นไปตามครรลองของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขเท่านั้นและรัฐบาลจักต้องรับผิดชอบไม่ให้เกิดการทำรัฐประหารขึ้นอีก

สมาพันธ์ประชาธิปไตย

23 พฤษภาคม 2551
เรียนกองบก.การเมืองที่นับถือ

ผมขอส่งแถลงการณ์มาให้พิจารณาตีพิมพ์เผยแพร่ต่อสาธารณะอย่างเหมาะสมครับ ขอแสดงความนับถือ นพ.เหวง โตจิราการ กรรมการสมาพันธ์ประชาธิปไตย

DSI ลุยสอบ สตง.โยง “สามีหญิงเป็ด”ส่อผลประโยชน์ทับซ้อน

ดีเอสไอเดินหน้าสอบ สตง. เอื้อประโยชน์เอกชนจัดฝึกอบรม หลังพบมีความสัมพันธ์เชื่อมโยง “บิ๊ก สตง.”จริง เล็งเสนอเป็นคดีพิเศษหลังถกครั้งสุดท้าย 2 มิ.ย. พ่วงกับคดีฮั้วพิมพ์บัตรเลือกตั้ง ปิดข้อโต้แย้ง กกต. งัดข้อเรื่องอำนาจสอบสวน

วันนี้ (23 พ.ค.) นายธาริต เพ็งดิษฐ์ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผยภายหลังประชุมคณะพนักงานสอบสวนกรณีมีผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษให้ตรวจสอบผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ซึ่งมีพฤติกรรมช่วยเหลือบริษัทเอกชนให้ได้รับโครงการฝึกอบรมใน สตง.แบบผูกขาด ว่า พนักงานสอบสวนได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเป็นเวลากว่า 1 เดือน พบความคืบหน้าการสอบปากคำพยานบุคคล และตรวจเอกสารทางบัญชีของบริษัท ที่ได้รับว่าจ้างให้จัดการฝึกอบรมให้เจ้าหน้าที่ สตง.

นอกจากนี้ ยังตรวจสอบความเกี่ยวข้องของพยานบุคคล พบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้บริหาร สตง.ตามที่ถูกกล่าวหา การสอบสวนยังพบพิรุธ และมีข้อเชื่อมโยงหลายส่วน ที่ส่อไปในทางที่ไม่ถูกต้อง ตามที่มีการกล่าวหาร้องทุกข์ ดังนั้น ตนจึงสั่งให้พนักงานสอบสวนเร่งรวบรวมหลักฐาน ทั้งเอกสารและพยานบุคคล ให้ครบถ้วนสมบูรณ์ เนื่องจากมีบางข้อกล่าวหา อาจต้องนำเข้าสู่การพิจารณาเพื่อรับเป็นคดีพิเศษของคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) โดยจะประชุมติดตามความคืบหน้าอีกครั้งในวันที่ 2 มิถุนายนนี้

นายธาริต กล่าวอีกว่า หากมีการสอบสวนในคดีเจ้าหน้าที่รัฐปฏิบัติหน้าที่ไม่ถูกต้อง เอื้อประโยชน์ให้เอกชน ดีเอสไอจะต้องรวบรวมข้อมูลและหลักฐานเบื้องต้น ก่อนนำสำนวนส่งต่อให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) รับไปดำเนินการ และเมื่อมีหลักฐานชัดเจนเพียงพอ พนักงานสอบสวนจะมีหมายเรียกหรือเชิญผู้บริหารระดับสูงของ สตง.ที่ถูกกล่าวหามาให้ปากคำ

ส่วนความคืบหน้าการสอบสวนคดีฮั้วประมูลการพิมพ์บัตรเลือกตั้ง ว่า ดีเอสไอคงไม่จำเป็นต้องไปชี้แจงเรื่องอำนาจการสอบสวนคดีฮั้วประมูลกับนายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)อีกแล้ว เพราะกกต.ทำหนังสือแย้งมาชัดเจนว่า ดีเอสไอไม่มีอำนาจสอบสวน เพราะการประมูลดังกล่าวมีวงเงินไม่ถึง 100 ล้านบาท ดังนั้น ดีเอสไอจะนำคดีดังกล่าวเสนอให้คณะกรรมการคดีพิเศษ ลงมติรับเป็นคดีพิเศษ เพื่อยุติข้อโต้แย้งเรื่องอำนาจสอบสวน

ก่อนหน้านี้ นายวันชัย จงจรูญหิรัณย์ กลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ ได้เข้าร้องทุกข์กล่าวโทษต่อดีเอสไอ ถึงความไม่ชอบมาพากลใน สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) จากการที่บริษัท ออดิต แอนด์ แมเนจเม้นท์ คอนซัลแตนท์ จำกัด ผูกขาดการจับอบรมให้กับบุคลากรของ สตง. มูลค่านับสิบล้านบาท และบริษัทดังกล่าวยังเช่าอาคารพาณิชย์ของ นายทรงเกียรติ เมณฑกา สามีคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่า สตง. ที่ส่อเข้าข่ายผลประโยชน์ทับซ้อน






ปชป.โดดขวางสุดตัว! ใช้เหตุผลเดิมๆ ออกแถลงการณ์ต้านแก้ รธน.50

ปชป.เมินเสียงปชช. ฉายหนังซ้ำ ออกแถลงการณ์กลืนน้ำลายตัวเอง ประกาศจุดยืน 6 ข้อ หักกม.พุ่งเป้าถอนร่าง รธน.ที่กำลังเดินหน้าสู่กระบวนการรัฐสภา หน้าด้านอ้างทำเพื่อปากท้องประชาชน ประโยชน์ของชาติบ้านเมือง ที่แท้หวังกลับคืนสู่อำนาจเก่า

ความพยายามคัดค้านแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 จากฝ่ายปฎิปักษ์ยังไม่หยุด เมื่อขั้วอำนาจในระบอบเผด็จการยังไม่ได้ถูกถอนรากถอนโคนอย่างหมดสิ้น ในที่สุดนอกจากความเคลื่อนไหวจากกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่กำลังขับเคลื่อนนัดชุมนุมใหญ่แล้ว ในฟากฝั่งของพรรคประชาธิปปัตย์ยังกำหนดท่าทีค้านในเรื่องนี้อย่างชัดเจน โดยไม่ฟังเสียงเรียกร้องของประชาชนที่เห็นด้วยกับการผลักดันให้มีการแก้ไขรธน.โดยเร็ว

วันนี้ (23 พ.ค.) นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย กรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงพรรคประชาธิปัตย์ได้ออกแถลงการณ์แสดงจุดยืนเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ2550 ฉบับที่ 1 เรื่อง “ถอนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ หยุดทำร้ายประเทศ!” โดยมีใจความว่า ในสถานการณ์ที่ประชาชนมีความเดือดร้อนจากวิกฤตปากท้องโดยขาดการเอาใจใส่ดูแลจากรัฐบาล กลับมี กลุ่ม ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาล และส.ว.บางส่วนเข้าชื่อกันเสนอร่างแก้ไข รธน. เพื่อหวังสร้างหลักประกันในการเอื้อประโยชน์ต่อพวกของตัวเองอย่างชัดเจน พรรคประชาธิปัตย์ขอประกาศจุดยืนของพรรค ดังนี้

1.ยังไม่จำเป็นที่ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญในขณะนี้ เพราะบทบัญญัติ รธน.50 ไม่มีมาตราใดที่เป็นอุปสรรคขัดขวางการทำหน้าที่ของรัฐบาลในการขจัดความเดือดร้อนจากภาวะข้าวยากหมากแพง เศรษฐกิจตกต่ำ หรือการหยุดยั้งเหตุการณ์ไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่เป็นเพราะความไร้ประสิทธิภาพของรัฐบาลที่ทำให้ปัญหาเหล่านั้นไม่ได้รับการแก้ไข

2.เนื้อหาสาระของร่างแก้ไข รธน. ฉบับที่เสนอต่อสภาฯ มีเจตนาที่จะลบล้างกฎหมายที่มีบทลงโทษในคดีที่พวกพ้องของตนได้ทำผิดไปแล้ว ทั้งคดีทุจริตการเลือกตั้งและคดีที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตหัวหน้าพรรคไทยรักไทยถูกฟ้องร้องในข้อหาโกงชาติในขณะนี้ คือการตัดเนื้อหามาตรา 237 และมาตรา 309 ออกจาก รธน. และเพิ่มเติมบทบัญญัติที่จะเปลี่ยนแปลงองค์กรอิสระ เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ ป.ป.ช. กกต. ที่กำลังทำหน้าที่กีดมือขวางเท้าคนของพรรคพลังประชาชน

3.เจตนาที่ไม่บริสุทธิ์ของกลุ่มผู้ยื่นเสนอญัตตินี้ยังสะท้อนให้เห็นจากการที่มีการฉ้อฉลลายมือชื่อของผู้เสนอชื่อ ส.ส. และ ส.ว.ในญัตตินี้ จนมีการถอนชื่อออกในภายหลัง

4.การแสดงความคิดเห็นของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ที่จะจัดให้มีการลงประชามติ ในขณะที่กระบวนการทางรัฐสภายังเดินหน้าต่อไป จึงไม่มีประโยชน์ใดๆ และเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณ

5.ถ้าปล่อยให้ร่างแก้ไข รธน.ดังกล่าวเดินไปตามกระบวนการของรัฐสภา จะก่อให้เกิดความขัดแย้งอย่างกว้างขวางและอาจนำประเทศไปสู่สถานการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ เกิดผลร้ายต่อชาติและประชาชน พรรคจึงต้องต่อสู้คัดค้านการฉ้อฉลและการช่วยคนปล้นชาติในรูปแบบการแก้ไข รธน.จนถึงที่สุด

6.ถ้าคนกลุ่มนี้สามารถแก้ไขกฎหมายสูงสุดของประเทศตามอำเภอใจเพื่อเอื้อประโยชน์ของตัวเอง ความเหิมเกริมของคนกลุ่มนี้จะทำร้ายประเทศต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

จึงขอเรียกร้องให้กลุ่มผู้ยื่นแก้ไข รธน.ถอนร่างฯ ฉบับนี้ออกจากกระบวนการพิจารณาของรัฐสภาทันที และให้นายสมัครในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชาชน พิสูจน์ความจริงใจในการกล่าวอ้างว่ารัฐบาลไม่มีส่วนรู้เห็นในการกำหนดท่าทีของพรรค โดยให้ลูกพรรคทำตามข้อเรียกร้องนี้ เพื่อให้รัฐบาลได้หันมาทุ่มเทเวลาในการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน

จากนี้ไปพรรคประชาธิปัตย์จะเดินหน้าคัดค้านการแก้ไข รธน.ครั้งนี้อย่างเต็มที่ภายใต้กรอบของกฎหมาย โดยจะร่วมมือกับทุกภาคส่วนที่ยึดประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน ในการนำเสนอทางออกที่เหมาะสมและเป็นประโยชน์ต่อชาติบ้านเมืองอย่างแท้จริง