WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, May 25, 2008

มท.1 ได้รับรายงาน มีแก๊งตระเวนจ่ายเงินขนคนเข้ากทม.ร่วมม็อบพันธมิตร

“เฉลิม” แฉ ผู้ว่าฯหลายจังหวัดแจ้ง พบมีการเคลื่อนไหวจ่ายเงินจ้างชาวบ้านเดินทางเข้ากรุงร่วมม็อบพันธมิตร 25 พ.ค. แต่จะไม่สกัด เพียงอยากข้อร้องประชาชนรอไปใช้ประชามติดีกว่า

ทั้งนี้ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า ตนได้รับรายงานจากผู้ว่าราชการจังหวัดในเขตปริมณฑล และจังหวัดทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือระบุว่า มีกลุ่มบุคคลออกตระเวนให้เงินว่าจ้างประชาชนเดินทางมาเข้าร่วมชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในวันที่ 25 พ.ค.นี้ รวมถึงมีการบิดเบือนข้อเท็จจริงด้วยว่า การที่รัฐบาลเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นการกระทำเพื่อผลประโยชน์ของพวกพ้อง และเป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ

"ผมขอยืนยันว่า เรื่องเหล่านี้ไม่เป็นความจริง ไม่มีรัฐบาลที่ไหนจะทำให้ประเทศชาติเกิดความวุ่นวายหรือไม่มั่นคง ขอให้ประชาชนรอฟังข่าวอยู่ที่บ้าน นายกรัฐมนตรี พูดชัดเจนแล้วว่า จะมีการทำประชามติ แต่หากประชาชนไม่เห็นด้วยก็จบ แต่ถ้าเห็นด้วยก็เดินหน้า" ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลไม่มีนโยบายที่จะให้ผู้ว่าราชการไปสกัดกั้นการเคลื่อนไหวของประชาชน โดยขอให้เป็นไปตามความสมัครใจ ทั้งนี้ เชื่อว่าเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบจะสามารถควบคุมสถานการณ์ได้อย่างแน่นอน



ที่แท้ไม่ได้มาขอทำนา /นักลงทุนดูไป พบนายกฯ เสนอศึกษาทำแลนด์บริจให้ฟรีๆ

“พงษ์เทพ” เผย ภายหลังเข้าหารือนายกฯ”สมัคร”นานกว่า 40 นาที ที่แท้เสนอศึกษาสร้างสะพานเชื่อมทำเลอันดามันมาอ่าวไทยให้ฟรีๆ ไม่ใช่มาขอทำนา ตามข่าวที่ออกมาอย่างสะเปะสะปะ

ทั้งนี้ มีรายงานข่าว เปิดเผยว่า นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ให้การต้อนรับและหารือเป็นการส่วนตัวประมาณ 40 นาที กับสุลต่านอะห์เหม็ด บิน สุลาเย็ม ประธานกรรมการบริหารกลุ่มบริษัท ดูไบ เวิล์ด จากประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยมีนายพงษ์เทพ เทพกาญจนา และนางสาวศันสนีย์ นาคพงศ์ โฆษกส่วนตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เข้าร่วมหารือด้วย

โดยภายหลังการหารือดังกล่าว นายพงษ์เทพ เปิดเผยว่า สุลต่านอะห์เหม็ด บิน สุลาเย็ม ได้ขอบคุณรัฐบาลไทยที่ให้บริษัทดูไบ เวิล์ด มาศึกษาความเป็นไปได้โครงการพัฒนาท่าเรือฝั่งทะเลอันดามัน และสะพานเศรษฐกิจเชื่อมโยงท่าเรือฝั่งอ่าวไทย หรือ แลนด์บริจ ซึ่งการศึกษาจะเป็นในลักษณะให้เปล่า นอกจากนี้ สุลต่านอะห์เหม็ด ยังเห็นด้วยว่า ประเทศไทยมีการพัฒนาในเชิงโครงสร้างทางพื้นฐานไปมากแล้ว จึงสนใจที่จะเข้ามาลงทุนในประเทศไทยด้านอสังหาริมทรัพย์ด้วย รวมทั้งสุลต่านอะห์เหม็ด ยังรับปากนายกรัฐมนตรีสหรัฐอาหรับอิเมเรตส์ มาแจ้งความประสงค์กับนายกรัฐมนตรีไทยด้วยว่า ต้องการเดินทางมาเยือนประเทศไทย

นายพงษ์เทพ ยังกล่าวยืนยันอีกว่า การที่ พ.ต.ท.ทักษิณ พากลุ่มนักลงทุนต่างชาติมาดูการปลูกข้าวของไทยนั้น ไม่ใช่ให้มาทำนาในเมืองไทย แต่เพื่อเชิญชวนให้มาซื้อข้าวและพืชผลทางการเกษตรของไทยเท่านั้น ซึ่งข่าวที่ออกมาเป็นการเข้าใจผิดอย่างมาก และการเชิญชาวต่างชาติให้มาลงทุนในประเทศไทย ก็ไม่ใช่เป็นการวางฐานทางการเมือง แต่เห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อประเทศและทำในฐานะคนไทยคนหนึ่งเท่านั้น


”พล.อ.สมเจตน์” พลิกลิ้น หลังโดนแจ้งความอาญา“ยุยงให้ปฏิวัติ” โบ้ยสื่อเข้าใจผิด

พล.ต.ต.มณเฑียร สุดทน ลูกน้อง คมช.หลุดปาก“ยุยงให้ปฏิวัติ” บุกแจ้งความกองปราบเอาผิดอาญา ม.116 หลังเจ้าตัวรู้ข่าว พลิกลิ้น โบ้ย สื่อ เข้าใจผิด

ทั้งนี้ พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม ประธานที่ปรึกษากระทรวงกลาโหม และอดีตหัวหน้าสำนักงานเลขาธิการคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ออกมากล่าวภายหลัง พล.ต.ต.มณเฑียร ประทีปวณิช ผบก.ประจำสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เข้าแจ้งความต่อกองปราบปราม ให้ดำเนินคดีอาญา มาตรา 116 ข้อหายุยงให้ทหารออกมาปฏิวัติ ว่า คงเป็นเรื่องเข้าใจผิด หรือความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เนื่องจากที่ผ่านมามีนักข่าวมาถามเรื่องทหาร ตนก็ตอบไปว่า เป็นไปไม่ได้ที่ทหารจะทำปฏิวัติ

“เรื่องที่เกิดขึ้นน่าจะมาจากความเข้าใจผิด หรือความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เพราะไม่ได้มีความต้องการให้เกิดการปฏิวัติแต่อย่างใด แต่ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรกับการถูกแจ้งความดำเนินคดี และคงต้องทำไปตามกระบวนการทางกฎหมายต่อไป พล.อสมเจตน์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม กรณีที่ พล.ต.ต.มณเฑียร เข้าแจ้งความต่อกองปราบปรามนั้น ได้ให้การว่า

เมื่อวันที่ 21 พ.ค. ได้อ่านหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง พบคำสัมภาษณ์ของ พล.อ.สมเจตน์ โดยมีใจความว่า ต้องการให้ทหารปฏิวัติ ซึ่งจากคำสัมภาษณ์ดังกล่าวเป็นการแสดงความเห็นที่ก่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง เข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 ที่ระบุว่า

ผู้ใดกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือ หรือวิธีอื่นใดอันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต

(1) เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกฎหมายแผ่นดินหรือรัฐบาล โดยใช้กำลังข่มขืนใจหรือใช้กำลังประทุษร้าย

(2) เพื่อให้เกิดความปั่นป่วน หรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน ถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร หรือ
(3) เพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี

ทั้งนี้ เบื้องต้นพนักงานสอบสวนได้สอบปากคำไว้เป็นหลักฐาน พร้อมรับสำเนาหนังสือพิมพ์ที่ลงคำสัมภาษณ์ พล.อ. สมเจตน์ไว้ตรวจสอบ จากนั้นจะได้เสนอเรื่องถึงผู้บังคับบัญชาพิจารณาดำเนินการต่อไป



โปรดเกล้าฯ “เสรีพิศุทธ์” พ้นเก้าอี้ผบ.ตร.แล้ว พร้อมตั้ง “ลิขิต” สอบหมิ่นเบื้องสูง

“สมัคร” ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ ในหลวงโปรดเกล้าฯให้ พ.ต.อ.เสรีพิศุทธ์”พ้นตำแหน่งแล้ว ขณะที่ ผบ.ชน.รับช่วงตั้งคณะทำงานสอบสวนดำเนินคดีอาญา ม.112 ทันที

ทั้งนี้ พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.)เปิดเผยว่า ได้ตั้งคณะพนักงานสืบสวนสอบสวน กรณี พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ถูกกล่าวหาหมิ่นเบื้องสูงแล้ว พร้อมเซ็นคำสั่ง บช.น.ที่ 191/2551 แต่งตั้งให้ พล.ต.ต.ลิขิต กลิ่นอวล รอง ผบช.น.เป็นหัวหน้า และมีพนักงานสืบสวนสอบสวนร่วมทำคดีด้วย 18 นาย แต่ไม่ได้กำหนดระยะเวลาสอบสวน เพียงจะต้องสอบผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดให้เร็วที่สุด

โดย พล.ต.ท.อัศวิน กล่าวว่า ไม่หนักใจอะไรที่จะต้องทำคดีนี้ เพราะทำไปตามข้อเท็จจริง ตามพยานหลักฐานที่ปรากฏ ซึ่งอะไรเป็นสิ่งถูกต้องต้องว่าไปตามนั้น ไม่มีการบิดพลิ้ว ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา112 ซึ่งมีหลายอย่างที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติสั่งรวมกันมา อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้าคำสั่งข้างต้น เป็นผลจากหนังสือจากสำนักราชเลขาธิการ พระบรมมหาราชวัง ที่ รล 0001.1/9773 ลงวันที่ 22 พฤษภาคม เรื่องให้ข้าราชการตำรวจพ้นตำแหน่ง เรียนเลขาธิการคณะรัฐมนตรี โดยอ้างถึง หนังสือสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ลับมากที่ นร.0508/2126 วันที่ 9 เมษายน 2551โดยมีเนื้อหาระบุว่า

ตามที่แจ้งรายงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อขอให้นำความกราบบังคับทูลพระกรุณา เรื่องสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้มีคำสั่งให้ พลตำรวจเอก เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ข้าราชการตำรวจ ตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ออกจากราชการไว้ก่อน ตั้งแต่วันที่ 8 เมษายน 2551 เนื่องจากถูกกล่าวหากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง และถูกตั้งกรรมการสอบสวน ตามพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 และกฎคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.)ว่าด้วยการสั่งพักราชการและการสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน พ.ศ.2547 ข้อ 11ซึ่งนายกรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ ความแจ้งอยู่แล้วนั้น ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ข้าราชการตำรวจดังกล่าวพ้นจากตำแหน่งตามที่เสนอไป ลงชื่อ โดย นายอาสา สารสิน ราชเลขาธิการ

นอกจากนี้ นายสมัคร สนุทรเวช นายกรัฐมนตรีได้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแล้วด้วย พร้อมออกประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี วันที่ 23 พฤษภาคม เรื่องให้ข้าราชการตำรวจพ้นจากตำแหน่ง โดยสาระสำคัญระบุว่า ด้วยสำนักนายกรัฐมนตรีมีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 73/2551 ลงวันที่ 8 เมษายน พ.ศ.2551 ให้ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ข้าราชการตำรวจตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ออกจากราชการไว้ก่อนตั้งแต่วันที่ 8 เมษายน พ.ศ.2551 เนื่องจากถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวน และนายกรัฐมนตรีได้เห็นชอบนำความขึ้นกราบบังคมทูลโปรดเกล้าฯให้พ้นจากตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 8 เมษายน พ.ศ.2551 ซึ่งเป็นวันที่มีคำสั่งให้ออกจากตำแหน่ง และได้นำความขึ้นกราบบังคมทูลโปรดเกล้าฯ ให้พ้นจากตำแหน่งต่อไป บัดนี้ ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส พ้นจากตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ตั้งแต่วันที่ 8 เมษายน พ.ศ.2551 ประกาศ ณ วันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ.2551

สำหรับ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ได้ถูกนายสมัครมีคำสั่งตั้งคณะกรรมการสอบวินัยร้ายแรง โดยให้นายชัยเกษม นิติสิริ อัยการสูงสุด เป็นประธานสอบสวน กรณีถูกกล่าวหากรณีเช่ารถบรรทุกและรถตู้โดยสาร ซึ่งใช้งบประมาณรวมทั้งสิ้น 9.8 พันล้านบาท ส่อไปในทางมิชอบ 2.กรณีถูกกล่าวหาใช้ถ้อยคำมิบังควร "ควายหรือเปล่า" ในการขอให้งดแข่งขันกีฬาภายใน ตร.และกรณีออกคำสั่งแต่งตั้งนายตำรวจระดับ พ.ต.อ.ตำแหน่ง ผกก.ฝ่ายปฏิบัติการที่ 1-10 ในสังกัดกองบัญชาการการตำรวจสอบสวนกลาง โดยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย และล่าสุดกรณีถูกกล่าวหามีการกระทำที่แสดงให้เห็นถึงความรู้สึกอันไม่เหมาะสมและมิบังควรต่อสถาบันพระมหากษัตริย์หลายเรื่อง

นอกจากนี้ คำสั่งดังกล่าวยังให้สำนักนายกรัฐมนตรีส่งเรื่องให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติสอบสวนดำเนินการกล่าวหากรณีมีพยานหลักฐานยืนยันได้ว่ามีพฤติการณ์และการกระทำอันอาจเข้าข่ายการกระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติมอบหมายให้ บช.น.กำลังดำเนินการสอบสวนอยู่ในขณะนี้ โดยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ระบุว่า "ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่นหรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี"



Saturday, May 24, 2008

นักธุรกิจ ดูไบ เวิลด์ เข้าพบ สมัคร สนใจลงทุนอสังหาริมทรัพย์ในไทย

ทำเนียบฯ 24 พ.ค.- โฆษกส่วนตัว “ทักษิณ ชินวัตร” นำ ประธานกรรมการบริหารกลุ่มบริษัท ดูไบ เวิลด์ เข้าหารือ “สมัคร สุนทรเวช” แสงเจตนารมณ์เข้ามาลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยเพิ่มขึ้น พร้อมระบุ นายกรัฐมนตรีสหรัฐอาหรับเอมิเรต์สนใจมาเยือนไทย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 10.0 น. วันนี้ (24 พ.ค.) นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ให้การต้อนรับ และหารือเป็นการส่วนตัวกับ สุลต่าน อะห์เหม็ด บิน สุลาเย็ม ประธานกรรมการบริหารกลุ่มบริษัท ดูไบ เวิลด์ (Dubai World) เป็นเวลาประมาณ 40 นาที โดยมีนายธีรพล นพรัมภา เลขาธิการนายกรัฐมนตรี นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา และน.ส.ศันสนีย์ นาคพงศ์ โฆษกส่วนตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เข้าร่วมหารือด้วย

ทั้งนี้ นายพงศ์เทพ เปิดเผยภายหลังการหารือว่า สุลต่าน อะห์เหม็ด บิน สุลาเย็ม แจ้งให้นายกรัฐมนตรีทราบว่า นายกรัฐมนตรีสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ มีความประสงค์จะเดินทางมาเยือนประเทศไทย ซึ่งนายสมัครยินดีต้อนรับ และยังได้ขอบคุณรัฐบาลไทย ที่ให้กลุ่มบริษัทดูไบ เวิลด์ ศึกษาความเป็นไปได้ในโครงการพัฒนาท่าเรือฝั่งทะเลอันดามัน และสะพาน เศรษฐกิจเชื่อมโยงท่าเรือฝั่งอ่าวไทย (แลนด์บริดจ์) ซึ่งเป็นการศึกษาในลักษณะให้เปล่า

“ดูไบยังได้แสดงเจตนารมณ์ ที่จะเข้ามาลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยเพิ่มขึ้น เพราะเห็นว่าการพัฒนาของประเทศไทยในช่วง 10 ปี ที่ผ่านมา เมื่อเปรียบเทียบกับหลายประเทศแล้ว ประเทศไทยมีการพัฒนามาตลอด โดยเฉพาะด้านโครงสร้างพื้นฐาน” นายพงศ์เทพ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า การที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้นำนักธุรกิจมาดูงาน และพบนายสมัคร จะทำให้ถูกโยงเป็นเรื่องทางการเมืองหรือไม่ นายพงศ์เทพ กล่าว ที่ผ่านมา พ.ต.ท.ทักษิณ ได้พยายามชักชวนนักลงทุนให้มาลงทุน โดยเฉพาะการลงทุนระยะยาว ที่จะเป็นประโยชน์กับประเทศไทย ถึงแม้ว่า พ.ต.ท.ทักษิณจะไม่มีหน้าที่อะไร แต่ถือเป็นคนไทยคนหนึ่ง ที่อะไรทำเพื่อประเทศชาติได้ก็จะทำ จึงได้ชักชวนนักลงทุนให้มาลงทุนในประเทศไทย เพราะเห็นว่าเป็นประโยชน์กับประเทศไทย

ส่วนที่มีข่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เปิดทางให้นักธุรกิจต่างชาติเข้ามาปลูกข้าว และมีการวิจารณ์ว่าเป็นการขายชาตินั้น นายพงศ์เทพ กล่าวว่า เรื่องข้าวคงจะเป็นการเข้าใจผิด นักธุรกิจต่างชาติที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เชิญมา เพื่อให้ซื้อผลผลิตทางการเกษตรจากประเทศไทย เมื่อถามว่า ยืนยันได้หรือไม่ว่า การอยู่เบื้องหลังของ พ.ต.ท.ทักษิณ ครั้งนี้ ไม่ได้เป็นการปูทางกลับเข้าสู่การเมือง นายพงศ์เทพ ย้ำว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ยืนยันหลายครั้งแล้วว่า จะไม่ยุ่งเกี่ยวทางการเมือง.

ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-24 11:16:16


ทัศนคติของจักรภพ อันตรายอย่างยิ่ง อันตรายต่อระบบอุปถัมป์ ต่ออำมาตยาธิปไตย


บทความโดย ...ลูกชาวนาไทย
คือ ผมได้ฟังคำบรรยายของจักรภพ ที่บรรยายต่อสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศในปีที่แล้ว ผมฟังภาคภาษาอังกฤษ ผมไม่เห็นว่าจะมีส่วนไหนที่ไปกระทบต่อสถาบันแต่อย่างใด อย่างที่มีคนพยายามแปลแบบหาเรื่อง ว่า Patronage System คือ "ระบบเจ้า" คือ ผมฟังภาคภาษาอังกฤษ ในฐานะที่ผมก็เป็นักเรียนเก่าอังกฤษหลายปีเหมือนกัน ผมไม่เคยคิดว่า คำว่า Patronage System คือระบบเจ้า แต่มันแปลว่าระบบอุปถัมป์ ตั้งแต่ไหนแต่ไรมา แน่นอนระบบอุปถัมป์นั้น มีอยู่ในทุกประเทศ ไม่ใช่เฉพาะประเทศที่มีกษัตริย์เท่านั้น แต่หนักบ้างเบาบ้างแตกต่างกันไป

คำบรรยายส่วนใหญ่ของจักรภพ คือ การอธิบายความเป็นมาของระบบอุปถัมปฺในประเทศไทย ที่พัฒนาการมาตั้งแต่ยุคสุโขทัย อยุธยา และรัตนโกสินทร์ ก็เหมือนกับที่พูดๆ กันในเมืองไทยมาตั้งนานแล้วเรื่องระบบอุปถัมป์ ว่ามันขัดขวางต่อการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยของประเทศไทยอย่างไร

จักรภพสรุปว่า ทักษิณเป็นคนทำให้ระบบอุปถัมป์มีปัญหา ทักษิณทำให้ชาวบ้านเริ่มรู้สึกว่าพวกเขามีพลังอำนาจ มีสิทธิมีเสียงในสังคมนี้ นั้นคือสาระคำบรรยายของจักรภพ

สิ่งที่จักรภพสรุปคือ ระบบอุปถัมป์ในปัจจุบันมันขัดแย้งกับระบอบประชาธิปไตย

ผมได้ยิน คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แสดงทัศนคติต่อความเห็นของคุณจักรภพว่าเป็นทัศนะคติที่อันตราย ซึ่งผมก็เห็นด้วยอย่างยิ่งว่า ทัศนะคติของจักรภพนั้นเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อระบอบอุปถัมป์จริง คุณอภิสิทธิ์ เป็นคนที่เกิดและเติบโตทางการเมืองขึ้นมาได้ด้วยระบบอุปถัมป์ล้วนๆ เข้าเรียนอ็อกฟอร์ดได้ก็ด้วยระบบการแนะนำ (คือมหาวิทยาลัยอังกฤษไม่มีการสอบเข้าอยู่แล้ว ต้องมีคน Recommend จึงจะเข้าได้) เมื่อจบออกมาทำงานที่โรงเรียนนายร้อย จปร. ก็ด้วยระบบอุปถัมป์เช่นกัน เพื่อให้พ้นจากการต้องถูกเกณฑ์ทหาร เมื่อเข้ามาทำงานการเมืองก็อยู่ภายใต้การอุปถัมป์ค้ำชูของนายชวน หลีกภัย ได้ตำแหน่งหัวหน้าพรรค ก็จากการอุปถัมป์ของนายชวน ชีวิตทั้งชีวิตของคุณอภิสิทธิ จึงอยู่ใต้ระบบอุปถัมป์อย่างเต็มที่ ทัศนะคติของคุณจักรภพ เพิญแข จึงเป็นอันตรายอย่างยิ่งในมุมมองของคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งพรรคนี้ก็อยู่ใต้อุปถัมป์ค้ำชูของ พล.อ.ป. สี่เสาเหมือนกัน

นั้นคือมุมมองของอภิสิทธิ์

แต่อย่างไรก็ตามหากนั้นเป็นแค่มุมมองหรือทัศนะคติของคุณอภิสิทธิ์ มันก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร เพราะคนเราย่อมมีความเห็นที่แตกต่างกันได้ ขึ้นอยู่กับกำเนิด รากฐานที่มี การเลี้ยงดู และประสบการณ์ชีวิตของแต่ละคน

เรื่องนี้มันจะไม่เป็นปัญหาหากเป็นแค่การวิจารณ์ทางวิชาการธรรมดาที่ไม่ได้มีวัตถุประสงค์แอบแฝงทางการเมือง ตอนนี้เราก็รู้ว่าพรรคประชาธิปัตย์และนายอภิสิทธิ์ ต้องการนำเอาการบรรยายของจักรภพ เป็นการ หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ให้ได้ โดยที่มีคนบางคนพยายามที่จะแปลคำว่า Patronage System เป็น ระบบเจ้าให้ได้

คือตอนนี้คนบางกลุ่มในบ้านเมืองนี้ ไม่รู้ว่าจะต่อสู้ทางการเมืองให้ชนะพรรคพลังประชาชนได้อย่างไร คนพวกนี้จึงพยายามลากพรรคพลังประชาชนไปชนกับสถาบันให้ได้ โดยใช้สถาบันเป็นเครื่องมือเพื่อทำลายฝ่ายตรงข้ามให้ได้ เรียกว่า ใช้ความจงรักภักดี เป็นเครื่องมือประหัตประหารคู่ต่อสู้ทางการเมือง

ตอนนี้ประเทศไทยจึงแตกแยกความสามัคคีกันอย่างรุนแรง เพราะคนบางหมู่บางเหล่าใช้ "ความจงรักภักดี" เป็นเครื่องมือในการประหัตประหารศัตรูทางการเมืองของตน

ความจงรักภักดี แทนที่จะเป็นสิ่งที่ดี เป็นสิ่งที่ปวงประชาชามอบให้องค์ราชันย์ด้วยใจบริสุทธิ์ มันก็ได้กลายเป็นหอก หรือเป็นอาวุธ กลับมาทิ่มแทงประชาชนเสียเอง

ผมไม่เคยคิดว่าคนไทยส่วนใหญ่จะไม่มีความจงรักภักดี หรือต้องการเปลี่ยนแปลงระบอบไปเป็นแบบอื่นแต่อย่างใด เพราะการเปลี่ยนแปลงระบอบนำมาซึ่งความวุ่นวายทางการเมือง การขาดเสถียรภาพทางการเมืองเป็นเวลานาน และสังคมไทยก็ชินกับระบอบกษัตริย์มาเป็นเวลานานแล้ว และระบอบกษัตริย์กับ "ระบอบประชาธิปไตย" นั้นไม่ได้ขัดแย้งกัน ตัวอย่างมีให้เห็นทั่วโลก เช่น ประเทศในยุโรปทั้งหลาย ที่ถือว่าเป็นชาติที่เจริญแล้ว เช่น อังกฤษ เนเธอแลนด์ เบลเยี่ยม หรือแม้แต่ประเทศที่ สแกนดิเนเวียทั้งหลายที่มีสำนึกของ "สังคมนิยม" และความเท่าเทียมกันอย่างมาก ทั้งนอร์เวย์ และสวีเดน ระบอบกษัติย์ก็ยังคงไปได้ด้วยดี

ส่วนที่เนปาลระบอบกษัตริย์ล่มสลาย เพราะกษัตริย์พิเรนทรา เข้ามาแทรกแซงทางการเมือง ซึ่งก็ส่งผลทันตาเห็น เนปาลที่เคยปกครองด้วยระบอบกษัติริย์แบบ "เทวะราชา" ก็ล่มสลายโดยพลัน

เมืองไทย ผู้คนยังคงให้ความจงรักภักดีในระบอบกษัตริย์อย่างเต็มที่

แต่สองปีที่ผ่านมา เกิดความแตกแยกทางการเมืองอย่างรุนแรง เพราะมีคนบางหมู่บ้างจำพวก "ดึงเอาสถาบันกษัตริย์" ลงมาสัมผัสทางการเมือง แม้ไม่ใช่เบื้องสูงเอง แต่คนใกล้ชิดทั้งหลายก็ไม่มีทางที่จะพ้นข้อกล่าวหาไปได้ การปฎิเสธ นั้น ในยุคข้อมูลข่าวสาร ทีมีทั้งคลิปเสียง คลิปวิดิโอ แพร่กระจายผ่านเว็บอย่างรวดเร็ว การปฎิเสธอย่างหน้าตาย ก็ไม่ช่วยให้คนเชื่อถือขึ้นมาได้

ตอนนี้ คนบางหมู่บางจำพวก ได้เอา "ความจงรักภักดี" มาใช้เป็นอาวุธ เพื่อทำลายคนอื่น ผู้คนเหล่านี้หากได้สนใจผลร้ายที่จะกระทบขึ้นไปยังสถาบันเองไม่ กลับใช้สถาบันเป็นเครื่องมือทางการเมือง เพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางการเมืองของตน

การใช้อาวุธนี้ รังแต่จะสร้างความเจ็บแค้น คับข้องใจให้กับประชาชน

การละเลย เพิกเฉย ปล่อยให้ กลุ่มหรือฝ่ายทางการเมืองหาประโยชน์จากการใช้ความจงรักภักดี ทำลายผู้อื่นย่อมนำความเสื่อมเสียมาสู่สถาบันอย่างเลี่ยงไม่ได้

ก็น่าแปลกใจที่ไม่มีใครคิดที่จะยับยั้ง การกระทำเช่นนี้เลย

จาก thaifreenews

ยังระแวงยี่ห้อ 'ทักษิณ'

ก็ของคนมันชอบ ห้ามกันลำบาก

ล่าสุดสำนักข่าวเอพีรายงานข่าวและภาพ “ลุงหมัก” นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เล่นบท “พระยาน้อย” เดินชมตลาดสดในกรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ ระหว่างภารกิจการเดินทางเยือนประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่มอาเซียนอย่างเป็นทางการ

ตามข่าวระบุด้วยว่า นายกฯไทย ลงทุนซื้อเนื้อหมูและผักสดหลายชนิดด้วยตัวเอง เพื่อจะนำมาประกอบอาหารเลี้ยงคณะเจ้าหน้าที่ของสถานเอกอัครราชทูตไทย ประจำกรุงมะนิลา

จิตฝักใฝ่อยู่กับเรื่องกับข้าวกับปลา

และถ้าได้ยินแล้วเจ้าตัวก็คงยิ้มกับข่าวดี “เจ๊สด” นางสดศรี สัตยธรรม กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกมาแพลมไต๋ ขณะนี้นายกรัฐมนตรีได้ส่งเอกสารชี้แจงการจัดรายการ “ชิมไปบ่นไป” แล้ว และไม่พบว่ามีการทำสัญญาผูกมัดกับบริษัท เฟรสมีเดีย

“ส่วนตัวดูแล้วไม่น่ามีปัญหาใดๆ คาดว่าน่าจะตรวจสอบเสร็จภายในสิ้นเดือนนี้”

แนวโน้มรอดตายน้ำตื้น

“ลุงหมัก” ไม่ต้องตกเก้าอี้เพราะข้อหาควงตะหลิวทำกับข้าวโชว์ชาวบ้าน

แต่โดยวิบากกรรมที่ต้องเจออีกหลายด่าน อ่านจากคำทำนายสดๆร้อนๆของ “โหร คมช.” นายวารินทร์ บัววิรัตน์เลิศ เจ้าสำนักสุขิโต ดวงของ “ลุงหมัก” ที่จะเป็นนายกฯอยู่ครบเทอมเป็นเรื่องยาก

แค่เอาให้รอดปีนี้ก็ถือว่าลำบากแล้ว

จากคดีหมิ่นประมาท ต่อด้วยคดีรถดับเพลิง ตามด้วยคดีที่ดินทิ้งขยะ กทม. แล้วก็คดีนอมินี พรรคไทยรักไทย จนถึงคดีควงตะหลิวทำกับข้าวโชว์ออกทีวี

“ลุงหมัก” เจอวางเรือใบตลอดทาง

แล้วไหนจะต้องระแวงเกมเจาะยางกันเองในพรรคพลังประชาชน ที่รอยปริแยกเด่นชัด จากการที่ “ลุงหมัก” พลิกเกมขอทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ หักลำ ส.ส.ในสังกัด “เพื่อนเนวิน” ที่ชิงยื่นญัตติรื้อรัฐธรรมนูญกับ “ปู่ชัย” นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

โทษฐานขวางทางสายฮาร์ดคอร์

“แก๊งไอ้ห้อยไอ้โหน” ตั้งแท่นตีหัว “ลุงหมัก” แน่

และไม่แน่ใจว่าจะได้อานิสงส์จากการเดินสายแก้บน ไหว้พระสะเดาะเคราะห์ 99 วัดหรือไม่ เพราะเที่ยวนี้ “โหรวารินทร์” ได้ทำนายดวงชะตาของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะดีขึ้นในปี 2552

“ทักษิณ” จะตั้งหลักได้ในปีหน้า

ประกอบกับความเคลื่อนไหวของอดีตนายกฯที่เริ่มกลับมาเป็นข่าวรายวันบนหน้าหนังสือพิมพ์ นับตั้งแต่วันที่ไปนั่งชมสโมสรเรือใบสีฟ้า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ โม่แข้งโชว์กับรวมดาราไทยแลนด์ลีก

เสียงเชียร์ “ทักษิณ” กลับมาเป็นนายกฯ กระหึ่มสนาม

แต่ดูเหมือนจะมองไปไกลกว่านั้นแล้ว

ประเมินจากแนวคิดชวนอดีตประธานาธิบดี อดีตนายกรัฐมนตรีประเทศต่างๆตั้งชมรมอดีตผู้นำ เพื่อนำประสบการณ์และความรู้ที่มีมาเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม

“ทักษิณ” มุ่งเอาดีเวทีโลก

และก็เป็นอะไรที่การันตีเครดิตระดับอินเตอร์ พิสูจน์จากบิ๊กโปรเจกต์ เช่าเกาะกงจากรัฐบาลกัมพูชาเพื่อเนรมิตเป็นกาสิโนคอมเพล็กซ์ การดึงเพื่อนสุลต่านมหาเศรษฐีกลุ่มบริษัท ดูไบ เวิลด์ มานำร่องโครงการสะพานเศรษฐกิจ (แลนด์ บริจด์) ภาคใต้ วางท่อน้ำมันระหว่างฝั่งอันดามันกับอ่าวไทย

ชื่อ “ทักษิณ” ขายได้ในหมู่นักลงทุนระดับโลก

แต่ในหมู่คนไทยด้วยกัน ชื่อ “ทักษิณ” ก็ยังเป็นที่หวาดระแวง หนีไม่พ้นคำถาม “คิดอะไรอยู่ในใจ”

กับแนวคิดดึงเศรษฐีน้ำมันซาอุดีอาระเบียลงทุนทำนาในเมืองไทย ที่ปรากฏในภาพข่าวอดีตนายกฯทักษิณพาเพื่อนชาวอาหรับไปดูงานที่หมู่บ้านอนุรักษ์ควายไทย จังหวัดสุพรรณบุรี โดยมีนายประภัตร โพธสุธน เลขาธิการพรรคชาติไทย เป็นแม่งานต้อนรับ

ปรากฏ โดนถล่มเละ

ที่แน่ๆได้จังหวะลูกไหลเข้าทาง ซัดเต็มเหนี่ยวเลย นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รมว.เกษตรและสหกรณ์ เด็กในคาถาของ “บิ๊กเติ้ง” นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย ออกมาประกาศชัด

ไม่เห็นด้วย และจะต่อต้านให้ถึงที่สุด

ด่าแรงถึงขั้น เป็นแนวคิดของนายทุนขายชาติที่มุ่งทำลายวิถีชาวนาไทย กระทรวงเกษตรฯเตรียมใช้กฎหมายคุ้มครองอาชีพคนไทยมาคัดค้าน

“บรรหาร” ขย่ม “ทักษิณ” สนุกเลย.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

“จักรภพ” นัดแถลงข่าวใหญ่ 26 พ.ค.

ส่วนกรณีที่นายจักรภพ เพ็ญแข รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ถูกกล่าวหาว่ามีทัศนคติที่เป็นอันตรายต่อสถาบัน จนมีข่าวว่าถูกกดดันจากผู้ใหญ่ในพรรคพลังประ-ชาชนให้ลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯนั้น วันเดียวกัน นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า ได้รับการติดต่อจากนายจักรภพ เพ็ญแข รมต.ประจำสำนักนายกฯ ที่ฝากให้แจ้งต่อสื่อมวลชนว่า นายจักรภพจะแถลงแสดงความบริสุทธิ์ใจ พร้อม นำเสนอคำแปลบทบรรยายที่ไปพูดตามสถานที่ต่างๆ ที่มีการกล่าวหาว่ากระทบกระเทือนต่อสถาบัน ในวันที่ 26 พ.ค. เวลา 14.00 น. ที่ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล โดยในช่วงเวลานี้นายจักรภพจะขอรวบรวมความถูกต้องของเอกสาร เพราะเป็นประเด็นละเอียดอ่อน จึงต้องตรวจสอบความหมายถ้อยคำ ให้ตรงกับเจตนารมณ์ของผู้บรรยายทุกตัวอักษร และจะขอชี้แจงทุกประเด็นทุกกรณี โดยได้ ขอถอนตัวจากการร่วมเดินทางไปประเทศฟิลิปปินส์กับนายกฯ เพื่อเตรียมการเรื่องนี้

แกนนำ นปก.ขอยืนเคียงข้าง “จักรภพ”

นายณัฐวุฒิกล่าวว่า ส่วนกระแสข่าวที่นายจักรภพจะขอลาออกจากตำแหน่งนั้น นายจักรภพได้ยืนยันว่ายังไม่มีการตัดสินใจเรื่องดังกล่าว รวมถึงไม่มีผู้ใหญ่ในพรรค พลังประชาชนหรือรัฐบาลมาเคลื่อนไหวกดดันให้ตัดสินใจทางการเมือง ดังนั้น จึงอยากให้นายจักรภพได้แสดงความบริสุทธิ์ใจต่อสังคมก่อน หากพบว่าทำผิดจริง ก็ไม่มีคนไทยคนใดยอมรับได้ จะต้องได้รับโทษสูงสุด โดยไม่มีข้อยกเว้น แต่ต้องให้กระบวนการยุติธรรมเป็นผู้ตัดสิน ไม่ใช่ ข้อกล่าวหาของฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง ส่วนกรณีที่สมา-ชิกพรรคพลังประชาชนบางส่วนต้องการให้นายจักรภพพิจารณาตัวเองนั้น นายจักรภพก็พิจารณาตัวเองมาตลอด โดยเห็นว่าจำเป็นต้องแถลงความบริสุทธิ์ใจด้วยตัวเอง เพราะข้อกล่าวหานี้ไม่ใช่ส่งผลให้พ้นจากตำแหน่งเท่านั้น แต่ยังส่งผลถึงทั้งชีวิต ครอบครัว วงศ์ตระกูลของผู้ถูกกล่าวหา จึงต้องให้โอกาส เวลา สำหรับเรื่องนี้ ทั้งนี้ ใน ส่วนแกนนำ นปก.ยืนยันว่าจะยืนเคียงข้างนายจักรภพตลอด จนกว่าจะได้ข้อสรุปเรื่องนี้ เพราะมั่นใจในความ บริสุทธิ์ของนายจักรภพว่าไม่มีเจตนากล่าวกระทบสถาบัน

สตช.แปลปาฐกถา “จักรภพ” เสร็จแล้ว

พล.ต.ต.สุรพล ทวนทอง รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) กล่าวถึงคดีหมิ่นสถาบันของนายจักรภพ เพ็ญแข รมต.ประจำสำนักนายกฯว่า ขณะนี้เรื่องเข้าสู่ กระบวนการยุติธรรมของ สตช. ขอให้ปล่อยไปตามกระบวน การยุติธรรมต่อไป โดยขณะนี้การแปลเอกสารทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว กองการต่างประเทศจะได้ส่งคณะพนักงานสอบสวนต่อไปส่วนจะเข้าข่ายการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพหรือไม่ เป็นเรื่องของพนักงานสอบสวนต้องรวบรวมพยานหลักฐานต่อไป การดำเนินคดีต้องเป็นขั้นตอน ไม่มีการใช้สถาบันมาเป็นเครื่องมือโจมตีฝ่ายใด เมื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ไม่ว่าจะเป็นชั้นตำรวจ อัยการและศาลจะดำเนินการโดยหลักนิติธรรมทุกประการ ทั้งนี้ การแปลเอกสารจะใช้กองการต่างประเทศเป็นหลัก ส่วนเอกสารการแปลของผู้กล่าวหา ผู้ถูกกล่าวหาหรือแหล่งข้อมูลอื่น พนักงานสอบสวนจะรวบรวมคำแปลเหล่านั้น เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของพยานหลักฐานในคดี ผู้สื่อข่าวถามว่าจะใช้บรรทัดฐานใดว่าคำแปลใดถูกต้องหรือบิดเบือน รองโฆษก ตร.ตอบว่า คงไม่ใช่คำแปลอย่างเดียว ต้องดูองค์ประกอบอื่นด้วยคำแปลเป็นส่วนหนึ่งของหลักฐาน

ผบช.ส.ปิดปากผลสอบคดี “จักรภพ”

พล.ต.ท.ระพีพัฒน์ ปาลกะวงศ์ ผบช.ส. กล่าวถึงกรณีผลสอบสวนคดีหมิ่นสถาบันของนายจักรภพ เพ็ญแข รมต.ประจำสำนักนายกฯว่า สันติบาลได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณาข้อความคำปราศรัยของนาย จักรภพ หากพบความผิดกระทบคดีหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ ตำรวจสันติบาลจะรวบรวมข้อมูลร่วมกับ บช.ก. เพื่อเสนอให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติรับทราบ ในการสอบสวนคดีนี้ไม่ได้หนักใจอะไร

พล.ต.ท.ระพีพัฒน์กล่าวถึงกรณีการดำเนินคดีเว็บไซต์ที่เข้าข่ายหมิ่นสถาบันว่า ที่ผ่านมาได้ตั้งชุดเฉพาะกิจตำรวจสันติบาล ขึ้นมาตรวจสอบเว็บไซต์ต่างๆตลอด 24 ชั่วโมง คดีที่เกี่ยวข้องสถาบันดำเนินการไปแล้ว 28 เรื่อง โดยเว็บไซต์ที่เฝ้าดูแล้วมีเจตนาเข้าข่ายหมิ่นสถาบัน ทั้งในและต่างประเทศ มีจำนวน 20 เว็บไซต์ ได้แก่ ยูทูบ์ ประชาไท ฟ้าเดียวกัน พลเมืองวิวัฒน์ เปิดให้ คนเข้ากระทู้แสดงความคิดเห็น บางเว็บไซต์ยังเปิดดำเนินการอยู่ ส่วนเว็บไซต์ไฮทักษิณที่ปิดไปตั้งแต่วันที่ 20 เม.ย. เจตนาเผยแพร่ข้อมูลที่มีผลกระทบทั้งปกติ และสถาบันพระมหากษัตริย์ การสืบสวนพบข้อมูลเชื่อมโยงเป็นขบวนการที่มีเสนอข้อความในรูปแบบเว็บไซต์ สิ่งพิมพ์ ตำรวจสันติบาลมีข้อมูลผู้ที่อยู่เบื้องหลังทั้งหมดได้ประสานกระทรวงไอซีที เพื่อปิดเว็บไซต์เหล่านี้

“ทักษิณ” ปัดยังไม่ได้คุย “จักรภพ”

เย็นวันที่ 22 พ.ค. ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ กล่าวถึงกรณีที่ระบุให้นายจักรภพ เพ็ญแข รมต.ประจำสำนักนายกฯ พิจารณาตัวเองหากไม่สามารถชี้แจงกรณีการหมิ่นสถาบันได้ว่า “ไม่ทราบ ยังไม่ได้คุยกับนายจักรภพเลย คิดว่านายจักรภพคงจะพูดกับสังคมเร็วๆนี้ แต่การเมืองอย่าเพิ่งเลย พอแล้ว การเมืองอย่าเพิ่ง” เมื่อถามว่าการเดินทางไปบ้านนายประภัตร โพธสุธน เลขาธิการพรรคชาติไทย ที่จ.สุพรรณบุรี เพื่อไปเคลียร์ปัญหาความขัดแย้งในอดีต ระหว่างนายเนวิน ชิดชอบ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย กับนายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยใช่หรือไม่ พ.ต.ท.ทักษิณตอบว่า ไม่หรอก ไปดูเรื่องเกษตรกร เรื่องชาวนา ส่วนแนวคิดการตั้งชมรมอดีตผู้นำประเทศต่างๆนั้น ตอนนี้กำลังอยู่ระหว่างการพูดคุยกับอดีตประธานาธิบดีและอดีตนายกฯหลายประเทศ ว่าเราจะมารวมกันตั้งชมรมอดีตผู้นำ เพื่อนำประสบการณ์และความรู้ที่มีมาเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมของโลก กำลังคุยกันอยู่ 4-5 คนแล้ว จะค่อยๆขยายวงออกไป เมื่อมีมากในระดับหนึ่งแล้วค่อยดำเนินการ ผู้สื่อข่าวถามว่าเกรงหรือไม่ว่าการจัดตั้งชมรมลักษณะดังกล่าวจะถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าตั้งขึ้นมาเพื่อกลับเข้าสู่การเมืองอีกครั้ง พ.ต.ท.ทักษิณตอบว่า “อดีตคือไม่ยุ่งแล้วไง อดีตนี่คือเลิกแล้ว ถ้ายังจะกลับเข้ามาการเมืองอยู่ ก็ไม่เข้าไปในชมรมอดีต อดีตคือจบแล้ว”

จี้รัฐบาลจัดการเช็กบิล “จักรภพ”

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านฯ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่นายสมัคร สุนทรเวช นายกฯและ รมว.กลาโหม ระบุว่าจะยังไม่มีการปลดนาย จักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯว่า เรื่องคดีอาจจะเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลา และมีความซับซ้อนอยู่พอสมควร เพราะอาจจะไม่ใช่ข้อหาเดียว บางคนอ่านแล้วคิดว่า มีปัญหาว่าเป็นกบฏด้วยหรือไม่ เป็นต้น แต่ ประเด็นที่อยากยืนยันผ่านไปถึงนายกฯ คือในระยะหลังเมื่อไหร่ก็ตาม ที่คนที่อยู่ในตำแหน่งแล้วมีอำนาจถูกกล่าวหา คดีจะคืบหน้าช้ามาก แม้กระทั่งกรณีนี้หลับตานึกภาพว่า ถ้าไม่ใช่เป็นรัฐมนตรีป่านนี้คดีอาจจะสรุปแล้วก็ได้ และสิ่งที่เรียกร้องไป เพราะเห็นว่าเรื่องนี้ต้องแก้ด้วยทางบริหารจะไปโยนให้เป็นภาระของกระบวนการยุติธรรมคนเดียวไม่ได้ และคดีที่เกี่ยวข้องกับสถาบันซึ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ตำรวจก็มีหลายปัจจัยที่ต้องคำนึงถึงในการตัดสินใจ อยากเห็นรัฐบาลมีความจริงจังในการแก้ปัญหา ที่เป็นเรื่องละเอียดอ่อนของประเทศ ไม่ใช่ปล่อยจนเกิดกระบวนการต่างๆ และมีความเหิมเกริมโดยเอาเรื่องต่างๆมาปะปนกัน

เชื่อ “จักรภพ” ไม่กล้าคิดไขก๊อก

“ผมยืนยันว่าเรื่องนี้ต้องการที่จะปลดชนวนความ ขัดแย้งของบ้านเมือง และเห็นว่าคนที่อยู่ในฐานะที่จะทำได้ก็คือหัวหน้ารัฐบาลให้ใช้การเมือง การบริหารแก้ปัญหา ถ้าผมคิดว่าคุณจักรภพมีความเป็นไปได้ที่จะพิจารณาตัวเอง ผมก็เรียกร้องคุณจักรภพ บังเอิญดูแล้วผมคิดว่าคุณจักรภพไม่ทำ และไม่มีความรู้สึกรู้สาเลย ยังกล้าปฏิเสธในสิ่งที่ตัวเองพูด ผมถึงต้องเรียกร้องหัวหน้ารัฐบาลให้ทำ แต่ถ้าเขาจะกลับใจก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง นอกจากนี้มีผู้ใหญ่ในวงการเมืองที่ไม่ได้อยู่ฝ่ายประชาธิปัตย์ ได้พูดส่งสัญญาณค่อนข้างชัดว่า คุณจักรภพกำลังเป็นปัญหา คำถามก็คือว่าเราจะให้บุคคลที่เป็นปัญหามาสร้างปัญหาให้กับส่วนรวมเพื่ออะไร คุณจักรภพไม่ได้มีความสำคัญ ในฐานะคู่แข่งทางการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์ แต่ พฤติกรรมเป็นอย่างนี้เราเห็นว่าไม่เหมาะสม เราก็เสนอแนะ และเรื่องนี้ไม่ได้เป็นอย่างที่คุณจักรภพพยายามวาดภาพว่า ถ้าเล่นงานคุณจักรภพแล้วต้องไปเล่นงานคนอื่นนั้นไม่มี เพราะถ้ามีคนที่มีพฤติกรรมอย่างคุณจักรภพ ก็ต้องถูกตรวจสอบอย่างนี้ แต่ถ้าไม่มีก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไปดำเนินการ” นายอภิสิทธิ์กล่าว

อดีตแกนนำ นปก.จัดงานวันเกิดครบ 60 ปีให้ วีระ


เมืองทองธานี 23 พ.ค. - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายวีระ มุสิกพงศ์ ได้จัดงานวันคล้ายวันเกิดปีที่ 60 ที่ห้องแกรนด์ ไดมอนด์ อาคารคอนเวนชั่น เมืองทองธานี โดยใช้ชื่องานว่า “คือเรื่องราว ชาวระโนด มีไผ่ นา โหนด มีไข่มุกดำ” ภายในงานเลี้ยงเป็นการเลี้ยงแบบบุฟเฟ่ต์ จัดโต๊ะไว้ 200 โต๊ะ และมีการจำหน่ายหนังสือเรื่อง “ชีวิตเพื่อประชาธิปไตย คน 4 คุก ไข่มุกดำ” ราคา 300 บาท

นายวีระ เปิดเผยว่า การจัดงานครั้งนี้ นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชน เป็นเจ้าภาพจัดงานให้ ซึ่งทั้งหมดเป็นอดีตแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) อย่างไรก็ตาม ไม่ได้เชิญใครมาร่วมงานเป็นพิเศษ เพียงแต่ออกเป็นข่าวไปเท่านั้น

นายวีระ กล่าวว่า จะทำงานการเมืองต่อไป ไม่ว่าจะเป็น ส.ส.หรือไม่ เพราะได้ยกชีวิตให้กับประชาชนที่สนามหลวงแล้ว ก็จะเคลื่อนไหวเพื่อรักษาประชาธิปไตยต่อไป อยากฝากบอกนักการเมืองว่า ประชาธิปไตยคือสิ่งที่ทุกคนต้องการ ระบบรัฐสภาเป็นการทำงานตามระบอบ ดังนั้น หากเดินตามระบบก็ไม่มีปัญหา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศภายในงานเป็นไปอย่างคึกคัก นอกจากแกนนำกลุ่ม นปก. อาทิ นายณัฐวุฒิ นายจตุพร จะมาร่วมงานแล้ว ยังมี พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา โฆษกส่วนตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และพ่อค้า ประชาชน มาร่วมงานจำนวนมาก

นายพงศ์เทพ เปิดเผยว่า ที่มาร่วมงานเพราะรู้จักกับนายวีระ มาในนามส่วนตัว ไม่ใช่ตัวแทน พ.ต.ท.ทักษิณ และไม่ทราบว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จะเดินทางมาหรือไม่. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-23 20:14:35

สมัคร แย้มอาจออกพระราชกำหนดทำประชามติแก้ไข รธน.

สุวรรณภูมิ 23 พ.ค.-นายกรัฐมนตรีประกาศเดินหน้าทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ ยอมรับไม่รู้มาก่อนว่าไม่มีกฎหมายรองรับ เตรียมเสนอให้ออกเป็นพระราชกำหนดแทน ขณะเดียวกัน ไม่ห่วงการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ภายหลังเดินทางกลับจากการเยือนประเทศฟิลิปปินส์ ถึงกรณีที่นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา ยังคงเดินหน้าญัตติการแก้ไขรัฐธรรมนูญของ ส.ส.พรรคพลังประชาชนว่า ไม่เป็นไร ให้ประธานรัฐสภาทำไป แต่เรื่องการทำประชามติ ตนจะไม่ถอย ซึ่งก่อนหน้านี้ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) บอกว่า ต้องรอกฎหมายเกี่ยวกับการทำประชามติ ตนจึงคิดว่าจะทำอย่างไร จึงได้ปรึกษาฝ่ายกฎหมาย

“ว่ากันตามจริง ก่อนหน้านี้ตนก็พูดไปตามสัญชาติญาณ ซึ่งคิดว่ามีกฎหมายประชามติอยู่ แต่ถ้าไม่มีก็ไม่เป็นไร อาจจะออกเป็นพระราชกำหนดแทน เพราะยังมีเวลาที่จะให้มีการหยั่งเสียงดูว่า ใครเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ” นายสมัคร กล่าว

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในวันพรุ่งนี้ (24 พ.ค.) จะหารือคณะกรรมการกฤษฎีกาว่า จะทำได้หรือไม่ ถ้าไม่เป็นปัญหา คิดว่าการประชุมคณะรัฐมนตรีในวันที่ 27 พฤษภาคม จะนำเสนอเข้าที่ประชุมได้

นายสมัคร กล่าวว่า ใครที่ไปใช้คำว่ารัฐบาลก้าวล่วงสภา ยืนยันว่าไม่ได้เป็นเช่นนั้น นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา เป็นฝ่ายนิติบัญญัติ ก็ดูแลในเรื่องการดำเนินการตามกฎหมาย การที่จะเปิดประชุมคงเพราะมีกฎหมายคั่งค้าง ไม่เกี่ยวกับรัฐบาล

ส่วนกรณีที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจะชุมนุมคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญในวันที่ 25 พฤษภาคมนั้น นายสมัคร กล่าวว่า ตนไม่ห่วงสถานการณ์บ้านเมือง เพราะการที่ตนให้ลงประชามติก็เพื่อให้บ้านเมืองเดินหน้าไปได้ ใครมีความคิดเห็นว่าควรแก้ไขหรือไม่ควรแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ให้ออกมาลงประชามติ เมื่อทำประชามติแล้วยังมีการก่อกวนสร้างความวุ่นวายก็ปล่อยเขาไป แต่เมื่อทำประชามติแล้ว ประชาชนเห็นอย่างไร คนที่ก่อความวุ่นวายจะรู้สึกละอายเอง และประชาชนจะคิดได้ว่า ใครที่หวังดีต่อบ้านเมือง ตนกำลังบริหารบ้านเมือง แล้วมีการมาก่อกวนอีก เรื่องนี้ไม่รู้จะว่าอย่างไร ต้องถามประชาชน.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-23 19:09:30