WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, May 25, 2008

เช่นนั้นเอง


เดินทางมาถึงสุดสัปดาห์ของการทำงานได้อย่างสะบักสะบอม ทั้งจากอวัยวะในร่างกายที่พร้อมใจกันประท้วง และทั้งจากฝนฟ้าที่โหมกระหน่ำให้เปียกปอนมาทั้งอาทิตย์

บางท่านอาจต้องการให้เพิ่มเติม “ข่าวการเมือง” ไปด้วยอีกหนึ่งประเด็น เพราะมันทั้งร้อน ทั้งแรง ทั้งขัดแย้ง ทั้งเหม็นเน่าฉาวโฉ่กันจนมองไม่เห็นความหวัง

อ่านข่าวการเมืองมากๆ ก็พานจะทำให้ป่วยได้มากกว่าสาเหตุอื่นๆ เสียอีก

อาการแบบนี้ คนที่ติดตามข่าวเพียงผ่านๆ อ่านพอให้รู้ผ่านหูผ่านตา อาจไม่ค่อยเข้าใจคนที่มี “อารมณ์ร่วม”

ว่าจะโกรธทำไม จะโมโหทำไม และจะเกลียดชังคนที่มีความคิดตรงข้ามกันไปทำไม

อาการอารมณ์ร่วมการเมือง สิงสู่อยู่ในปอด ตับ ไต หัวใจ เชื่อว่า “แฟนประชาทรรศน์” ทั้งหลาย ย่อมต้องเคยเป็นหรือกำลังเป็น

มันดีในแง่ที่ว่า คนประเภทนี้จะใส่ใจเหตุบ้านการเมือง ไม่ปล่อยปละละเลยให้นักการเมืองหรือผู้ปกครองทำอะไรได้ตามชอบใจ แต่จะมีการติดตามตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง และเต็มไปด้วยข้อสงสัย

มีแนวโน้มเป็นคนที่รู้หน้าที่ของตัวเอง และพร้อมจะปกป้องรักษาสิทธิของพลเมืองไปด้วยพร้อมกัน

เป็นพลเมืองแบบที่ปกครองยาก แต่ส่วนมากเป็นพลเมืองคุณภาพ

หากมองอีกแง่หนึ่ง คนประเภทนี้ก็มีแนวโน้มทำร้ายตัวเองโดยไม่ตั้งใจ

คือ ทำร้ายด้วยความเครียด ส่งผลเสียต่อระบบประสาทและการทำงานของอวัยวะภายในต่างๆ ซึ่งไม่เป็นผลดีเลยในระยะยาว

ในทางธรรม การต่อสู้เอาชนะคะคานกันด้วยอารมณ์ที่คุกรุ่นด้วยความเกลียดเป็นที่ตั้ง ก็มีแต่จะยิ่งทำให้แพ้

แพ้ตัวเองเป็นเบื้องแรก แล้วจะหวังให้ชนะผู้อื่นก็ยิ่งยาก

จึงมีคำกล่าวที่สอนให้เราทำใจเป็นกลาง พิจารณามันไปตามสภาพ ว่ามันเป็นเช่นนั้นเอง ใครจะขึ้น ใครจะลง ก็เป็นไปตามสัจธรรม

เช่นเดียวกับใครก็ตามที่เสนอความคิดที่เรารังเกียจหรือไม่เห็นด้วย ก็ให้เรามั่นคงกับความคิดที่ถูกต้องของเรา สู้กันด้วยเหตุผล อย่าไปต่อว่าด่าทอคนที่เราไม่เห็นด้วย เพราะในที่สุด ถ้าที่เราเลือกคือความถูกต้อง ก็จะลงเอยด้วยความถูกต้องวันยังค่ำ เช่นเดียวกันกับถ้าเราคิดผิด สักวันเราก็จะต้องตาสว่าง

ที่ว่ามานี้ ไม่ได้คิดจะสั่งสอนท่านผู้อ่าน แต่ตั้งใจจะบอกกับตัวเองเสียมากกว่า

เพราะระยะหลังมานี้ บางทีอ่านข่าวคนออกมาสนับสนุนให้มีการรัฐประหารแล้ว มันก็รู้สึกเจ็บใจ โมโหโกรธเคืองเสียเหลือเกิน

สุดท้ายเลยต้องเอาทางธรรมเข้าข่ม ทำใจเป็นกลางบ้าง พระเจ้ายังทำให้มนุษย์เท่ากันไม่ได้ แล้วนับประสาอะไรกับเราที่จะทำให้ทุกคนมาคิดเหมือนกัน

ส่วนพวกที่ถึงขั้นเห็นผิดเป็นชอบนั้น ก็ยิ่งไม่ใช่เรื่องของเรา

บางทีก็ต้องปล่อยวางให้บาปกรรมตามธรรมชาติลงโทษกันเอาเองก็แล้วกัน

ปฏิญา ยอดเมฆ

ขอข้อหา กบฏ ของมาร์ค ม.7

การกล่าวของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ระบุอยู่หลายเรื่องที่นำมาลดความน่าเชื่อของรัฐบาลภายใต้การนำของ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมตรี ซึ่งก็คงเป็นสิทธิ หากนำหน้าที่ของพรรรคฝ่ายค้านมากล่าวอ้าง

แต่กระนั้นก็ยังมีพฤติกรรมปกติ ที่พรรคประชาธิปัตย์ปฏิบัติมาอย่างต่อเนื่องแฝงให้เห็นอยู่ทุกครั้งเช่นเดียวกัน

นั่นก็คือ ค้านมันลูกเดียว...ทุกเรื่อง...ทุกประเด็น...เหน็บแนม...กล่าวหา...ตะแบง

สร้างความสับสน แม้กระทั่งเคยนำเรื่องส่วนตัวมาป้ายสีโจมตีพรรคการเมือง หรือแม้กระทั่งบุคคลที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามในสภา ที่ปราศจากความจริงใดๆ ทั้งสิ้น มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน อย่างหน้าตาเฉย

ซึ่งหากไม่ไล่เลียงบางเรื่องให้สังคมได้รับรู้แล้ว ผลเสียทั้งมวลจะตกอยู่กับประชาชนและสังคมไทยเป็นผู้รับกรรม ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ เป็นผู้ได้รับประโยชน์จากการเข้าไปเป็นรัฐบาล

เรื่องแรกที่ นายอภิสิทธิ์ หรือที่ได้ฉายา ว่า นายมาร์ค ม.7 บิดคำพูด จีบปากจีบคอ ตีรวน ก็เรื่อง ข้อเสนอของนายกรัฐมนตรีที่ประสงค์จะจัดให้ประชาชนลงประชามติ เห็นด้วยต่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 หรือไม่

โดยนัยของนายกรัฐมนตรีก็เพื่อเพื่อลดความขัดแย้ง ลดปัญหาการโจมตีใส่กันของฝั่งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย จนเป็นการสร้างความสับสนให้กับสังคมอย่างไม่รู้จบ ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ และกลุ่มพันธมิตรฯ เป็นผู้จุดประเด็นขึ้นมาเองทั้งสิ้น

แต่พอนายกรัฐมตรี ถอยมาหนึ่งก้าว พรรคประชาธิปัตย์ กลับลากโยงไปอีกเรื่อง กลับเป็นว่า การจัดลงประชามติ ให้ประชาชนทั้งประเทศตัดสินจะแก้หรือไม่แก้ ไม่สมควรขึ้นมาอีก แล้วหันไปสู่ประเด็นหาเรื่องหาราวขึ้นมาใหม่คือ ให้ถอนญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ยื่นไปแล้วก่อนหน้านี้

แต่ก็ดูจะบังเอิญเสียเหลือเกินที่ประเด็นให้ถอดถอนญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญ ดันทะลึ่งไปตรงกับการออกมากล่าวอ้างในถ้อยแถลงของกลุ่มพันธมิตรฯยังกับถอดมาจากแม่แบบพิมพ์เดียวกัน...

นายอภิสิทธิ์ คงลืมไปว่า รัฐธรรมนูญโจร 2550 บัญญัติให้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือ ส.ส. มีเอกสิทธิ์ ไม่ต้องฟังมติของพรรคต้นสังกัดก็ได้...

ดังนั้น การยื่นญัตติขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ ดังกล่าว โดย ส.ส. ส่วนหนึ่ง และ ส.ว. หรือสมาชิกวุฒิสภาอีกส่วนหนึ่ง รวมกว่า 100 คน ที่ผ่านมานั้น จึงเป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับพรรคต้นสังกัดแต่อย่างใด หรือไม่ใช่เป็นไปในนามของพรรคใดพรรคหนึ่ง หรือเป็นเรื่องของพรรคร่วมรัฐบาล

ซึ่งก่อนหน้านี้ นายกรัฐมนตรี ก็ระบุชัดว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ขอให้เป็นเรื่องของสภาดำเนินการ นั่นก็หมายถึง เป็นเอกสิทธิ์ของ ส.ส. ที่จะเข้าชื่อกันเอง โดยรัฐบาลจะไม่เข้าไปเป็นตัวตั้งตัวตี

หรือแม้แต่นายกรัฐมนตรี จะเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชาชน เป็นหัวหน้ารัฐบาล ก็ไม่มีสิทธิ์ยับยั้ง จะได้เพียงก็แค่ขอร้องเท่านั้น

ยิ่งประธานสภาฯ ที่ต้องวางตัวเป็นกลางตามประสงค์ของพรรคประชาธิปัตย์ และทำหน้าที่เป็นประมุขของฝ่ายนิติบัญญัติด้วยแล้ว ก็ไม่มีสิทธิ์ถอนร่างฯ ออกมาแต่อย่างใด

โดยจะต้องดำเนินการให้เป็นตามข้อบังคับอย่างเคร่งครัด นั่นก็คือ เตรียมบรรจุเข้าสู่วาระการประชุมต่อไป

แต่ที่นายอภิสิทธิ์ ฮึกเหิม จนกล้าป้ายสีด้วยจิตใจอุบาทว์ มากขึ้น ก็คือ หยิบฉวยการกล่าวหา ปาฐกถาของ นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี หมิ่นเหม่ต่อสถาบัน ที่กำลังรอการพิสูจน์จากหลายฝ่ายอย่างเข้มข้นมาฉุดลากกระหน่ำซ้ำเติมเข้าไปอีก ด้วยข้อหาใหม่ เป็น “กบฏ”

นายอภิสิทธิ์ โมเมว่า คดีของนายจักรภพอาจเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลาและมีความซับซ้อนพอสมควร เพราะอาจจะไม่ใช่ข้อหาเดียว แต่อาจมีข้อหาเป็นกบฏด้วยหรือไม่

พร้อมลื่นไถลไปอีกว่า สิ่งที่ตนอยากยืนยันผ่านไปถึงนายกรัฐมนตรี คือ ในระยะหลัง เมื่อคนที่อยู่ในตำแหน่งและมีอำนาจ ถูกกล่าวหา คดีจะมีความคืบหน้าช้ามาก แต่ถ้าไม่ใช่เป็นรัฐมนตรี ตอนนี้คดีอาจจะสรุปแล้วก็ได้

อ่านแล้วก็ได้แต่ร้อง โอ้โห...อะไรจะบ้าบอคอแตก คิดการกล่าวหาผู้คนได้อุบาทว์ถึงเพียงนี้...???

เพียงเพราะนายจักรภพออกมายืนแถวหน้า ต่อต้านเผด็จการทหารที่ใช้กำลังอาวุธยุทโธปกรณ์ที่เป็นภาษีของประชาชน เข้าทำการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตย นี่นะหรือคือ กบฏ

คงเป็นแบบที่สังคมเขาตราหน้านายอภิสิทธิ์ว่า เด็กชาย มาร์ค ม.7 ที่เสนอขอพระราชทานนายกรัฐมนตรี ที่ในหลวงทรงตรัสแล้วว่า ไม่ใช่ประชาธิปไตย

มาถึงวันนี้ เด็กชาย มาร์ค ม.7 เลยยังไม่รู้ว่า การใช้กำลังเข้าล้มล้างการปกครองประเทศ นั่นละคือ กบฏ ตัวจริง...

พร ภัทร(แทน)



มหาประชาชนฯตั้งวอร์รูมจับผิดพันธมิตร เล็งแป๊ะลิ้มเบอร์ 1 หลุดปาก ยื่นศาลถอนประกันเอาตัวเข้าคุกทันที

กลุ่มมหาประชาชนฯ เตรียมงัดกฎหมายเล่นงานพันธมิตร ตั้งวอร์รูมติดตามการปราศรัยทุกระยะ โดยเฉพาะ“สนธิ ลิ้ม” หลุดปากเข้าข่าย ยื่นศาลถอดถอนประกันเอาตัวเข้าคุกทันที

นาย ประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ พรรคพลังประชาชนในฐานะโฆษกกลุ่มมหาประชาชน เพื่อพิทักษ์ประชาธิปไตย กล่าวยืนยันว่า กลุ่มมหาประชาชนฯมีมติไม่เคลื่อนพลภาคประชาชนไปปะทะอย่างแน่นอน ซึ่งจะสร้างความชอบธรรมและอาจทำให้สถานการณ์รุนแรงบานปลาย แต่จะหันไปจัดตั้งวอร์รูมเฝ้าติดตามการชุมนุมดังกล่าวอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินสถานการณ์และดูพฤติกรรมในการเคลื่อนไหว ทั้งนี้ เชื่อว่ามั่นว่า นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม กับ รมว.มหาดไทยจะสามารถดูแลและควบคุมสถานการณ์ได้

“เพราะเราฟันธงว่า เป็นฟางเส้นสุดท้าย หรือเป็นการดิ้นเฮือกสุดท้ายของพันธมิตรฯในการปกป้องรัฐธรรมนูญ 50 ฉบับเผด็จการ ที่เขามีส่วนร่วมในการฉีกรัฐธรรมนูญปี 40 ดังนั้น เมื่อจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ทำให้พันธมิตรฯรับไม่ได้ ซึ่งเราหวังว่า เมื่อมีการเลือกตั้ง มีรัฐบาล มีนายกรัฐมนตรี เพื่อไปแก้รัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย แต่พันธมิตรฯกลับหยิบยก อ้างความไม่จงรักภักดีต่อสถานบัน พอนายกรัฐมนตรีจะให้จัดทำประชามติก็บอกว่าสายเกินไป ซึ่งไร้เหตุผล”นายประชา ย้ำ

แกนนำกลุ่มมหาประชาชนฯ กล่าวด้วยว่า ถ้าชุมนุมมีการปิดถนน และปราศรัยโยงสถาบันสร้างความเสียหาย หรือละเมิดสิทธิคนอื่นเมื่อใด จะให้ประชาชนไปแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษทันทีเพื่อให้ดำเนินการตามกฎหมายแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ โดยเฉพาะหากนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯมีการปลุกระดมเมื่อใด จะทำหนังสือถึงศาลเพื่อขอให้งดการขอปล่อยตัวชั่วคราว หลังจากที่ศาลชั้นต้นสั่งจำคุก 4 ปี ในคดีกล่าวใส่ร้ายหมิ่นประมาท พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เพราะเชื่อว่าการชุมนุม คงไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจทั้งน้ำมันแพง ผลผลิตทางการเกษตรและคนตกงานได้

“ถ้ารัฐบาลยังเพิกเฉย จะนัดประชุมเพื่อให้ประชาชนลงประชามติ ผ่านไปรษณียบัตรจากภาคประชาชนทั่วประเทศแต่ละภาคส่งเข้ามารวมจะรวบรวมสรุปไปผลแจ้งให้รัฐบาลและพันธมิตร และหากวิธีการนี้ไม่ได้ผล ทางกลุ่มจะใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดนัดชุมนุมใหญ่ทันทีโดยจะเอาผลประชามติภาคประชาชน กดดันเนรเทศแกนนำพันธมิตรฯออกพ้นจากประเทศเพื่อไม่ให้สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนอีกต่อไป”นายประชา กล่าว

นอกจากนี้ โฆษกกลุ่มมหาประชาชนฯยังเรียกร้องฝากไปถึงบุคคลที่หวังไม่ดีที่ต้องการจะสร้างสถานการณ์ความรุนแรงให้มีเงื่อนไขนำไปสู่การแก้ปัญหาเหมือนการยึดอำนาจเมื่อวันที่ 19 ก.ย.2549 อย่าได้คิดทำอีกเลย ควรปล่อยให้มีการแก้ไขด้วยวิธีการเมืองและอย่าได้คิดสร้างสถานการณ์ป้ายความผิดให้กลุ่มมหาประชาชนฯให้เกิดเหตุวุ่นวายด้วย



"สมศักดิ์" ขอโทษ "พ.ต.ท.ทักษิณ" ระบุสื่อมั่ว จับโยงขายนาขายชาติหวังทำลาย ยืนยันไม่ได้เห็นแตกต่าง


"สมศักดิ์" ร้อน ประเด็นขายนาขายชาติ เห็นข่าวแล้วตกใจ ระบุ สื่อมั่ว โยงสะเปะสะปะ พร้อมเอ่ยปากขอโทษ "พ.ต.ท.ทักษิณ" ที่ทำให้เสียหาย เผย รู้อดีตนายกฯมีเจตนาดีที่น่าชื่นชื่น

นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รมว.เกษตรและสหกรณ์ ให้สัมภาษณ์กรณีมีข้าวต่างชาติจะเข้ามาลงทุนปลูกข้าวในประเทศไทยว่า กรณีนี้สื่อพยายามโยงให้เห็นเป็นประเด็นความเห็นต่าง ระหว่างตนเอง กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชิณวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งในข้อเท็จจริงต้องแยกเป็น 2 ประเด็น

ประเด็นแรกคือ ความเห็นและเจตนาของ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งต้องขอขอบคุณและชื่นชมที่มีเจตนาที่ดีในการเชิญนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะจากซาอุอารเบีย มาดูกิจการทำนา เพื่อให้เห็นว่า การทำนาแบบวิถีของไทยเป็นอย่างไรและบนความเปลี่ยนแปลงของโลกใหม่ การนำวิทยาการใหม่ๆ มาใช้เป็นอย่างไร ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ มีเจตนาจะให้ทางซาอุฯ มาเห็นว่าเป็นอย่างไร แล้วจะช่วยกันพัฒนา ปรับปรุงประสิทธิภาพซึ่งในส่วนนี้เป็นส่วนที่ดี ทางกระทรวงเกษตรฯ ก็ต้องขอชื่นชม

ส่วนประเด็นที่สอง เป็นประเด็นที่ผู้สื่อข่าวได้สอบถามถึงกรณีที่นายประภัตร โพธสุธน เลขาธิการพรรคชาติไทย มีความเห็นที่จะเชิญนักลงทุนจากซาอุฯ มาร่วมทุนในการทำนา ตนได้บอกกับสื่อไปอย่างชัดเจนว่า การมีความเห็นในลักษณะเช่นนี้จะส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อวัฒนธรรม วิถีชีวิตของเกษตรกรและต่อชาติอย่างไร แล้วยังมองลึกลงไปว่า การทำลายวัฒนธรรม การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของชาวนาซึ่งเป็นบุคคลสำคัญ เพราะยามที่บ้านเมืองเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ก็มีแต่กลุ่มชาวนาและเกษตรกรที่สร้างผลผลิตทำให้ประเทศไทยยืนอยู่ได้จนถึงวันนี้ จึงอยากให้เห็นความสำคัญตรงจุดนี้

"แต่หากมีความคิดในการที่จะทำลายวิถีชีวิตและวัฒนธรรมการเกษตร มันเหมือนกับเป็นการขายชาติ ผมก็ให้ความเห็นไปด้วยความซื่อ ที่สำคัญไม่ได้มองในเรื่องของตัว พ.ต.ท.ทักษิณ เลย เพราะผู้สื่อข่าวได้โยงประเด็นมาถึงตัวเลขาธิการพรรค และพอเห็นข่าวก็ยังแปลกใจว่ากลายเป็นข่าวที่โยงให้เห็นถึงความเห็นต่างระหว่างผมกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งตรงนี้ผมต้องขอโทษท่านด้วย ถ้าหากว่าถูกโยงไปแล้วทำให้ท่านได้รับความเสียหาย เพราะจริงๆ แล้วไม่ได้เกี่ยวกับท่านเลย"นายสมศักดิ์ กล่าว

รมว.เกษตรฯ กล่าวว่า การชักชวนนักลงทุนจากซาอุอารเบีย มาดูการทำนาในประเทศไทย พ.ต.ท.ทักษิณ มีแต่ความปราถนาที่ดี อยากจะพัฒนาการปรับปรุงประสิทธิภาพในเรื่องของเกษตรแผนใหม่ จึงได้นำชาวซาอุดิอารเบีย มาให้เห็นถึงวิถีชีวิตและความยากลำบาก เพื่อที่จะได้ช่วยกันคิด ช่วยกันพัฒนาการทำนาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ตรงนี้ขอยืนยันว่าไม่ได้เกี่ยวพันกับความห็นต่างกับ พ.ต.ท.ทักษิณ แต่เป็นความเห็นที่ชื่นชมต่างหาก

อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรฯ ยืนยันไม่เห็นด้วยกับการลงทุนตามที่นายประภัตร เปิดประเด็น เพราะอาชีพการเกษตรเป็นอาชีพสงวนไว้สำหรับคนไทย ซึ่งทรัพยากรธรรมชาติที่เกิดในประเทศไทย ควรเอื้อประโยชน์ให้กับคนไทยเท่านั้น

“การเชิญชาวต่างชาติเข้ามาไม่ว่าจะชาติใด ไม่ว่าจะมีวิวัฒนาการทางการเกษตรที่ดีแค่ไหน หากมาลงทุนในประเทศไทยแล้ว จะเอาชาวนาและเกษตรกรของเราไปไว้ที่ไหน จะเอาทรัพยากรของเราไปแบ่งครี่งกับชาวต่างชาติ ผมรับไม่ได้”

นายสมศักดิ์ กล่าวด้วยว่า พื้นที่ภาคกลางเป็นพื้นที่ที่ล่อแหลมมาก เพราะชาวนาต้องเช่าพื้นที่ปลูกข้าวถึงร้อยละ 60 เมื่อราคาผลผลิตเป็นอย่างนี้ หากกลุ่มเจ้าของที่ดินยกเลิกไม่ให้ชาวนาเช่า หันไปลงทุนจ้างทำนาไร่ละ 5,000 บาท แล้วชาวนาจะไปอยู่ที่ไหน ส่วนแนวโน้มกลุ่มทุนต่างชาติแข้ามาลงทุนปลูกข้าว โดยมีนอมินีเป็นคนไทย คงเป็นไปไม่ได้ เพราะประเทศไทยมีพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.)การลงทุน และการคุ้มครองอาชีพ ที่สำคัญกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะคัดค้านอย่างถึงที่สุด เพราะเรื่องแบบนี้เป็นเรื่องที่รับไม่ได้


มท.1 ได้รับรายงาน มีแก๊งตระเวนจ่ายเงินขนคนเข้ากทม.ร่วมม็อบพันธมิตร

“เฉลิม” แฉ ผู้ว่าฯหลายจังหวัดแจ้ง พบมีการเคลื่อนไหวจ่ายเงินจ้างชาวบ้านเดินทางเข้ากรุงร่วมม็อบพันธมิตร 25 พ.ค. แต่จะไม่สกัด เพียงอยากข้อร้องประชาชนรอไปใช้ประชามติดีกว่า

ทั้งนี้ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า ตนได้รับรายงานจากผู้ว่าราชการจังหวัดในเขตปริมณฑล และจังหวัดทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือระบุว่า มีกลุ่มบุคคลออกตระเวนให้เงินว่าจ้างประชาชนเดินทางมาเข้าร่วมชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในวันที่ 25 พ.ค.นี้ รวมถึงมีการบิดเบือนข้อเท็จจริงด้วยว่า การที่รัฐบาลเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นการกระทำเพื่อผลประโยชน์ของพวกพ้อง และเป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ

"ผมขอยืนยันว่า เรื่องเหล่านี้ไม่เป็นความจริง ไม่มีรัฐบาลที่ไหนจะทำให้ประเทศชาติเกิดความวุ่นวายหรือไม่มั่นคง ขอให้ประชาชนรอฟังข่าวอยู่ที่บ้าน นายกรัฐมนตรี พูดชัดเจนแล้วว่า จะมีการทำประชามติ แต่หากประชาชนไม่เห็นด้วยก็จบ แต่ถ้าเห็นด้วยก็เดินหน้า" ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลไม่มีนโยบายที่จะให้ผู้ว่าราชการไปสกัดกั้นการเคลื่อนไหวของประชาชน โดยขอให้เป็นไปตามความสมัครใจ ทั้งนี้ เชื่อว่าเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบจะสามารถควบคุมสถานการณ์ได้อย่างแน่นอน



ที่แท้ไม่ได้มาขอทำนา /นักลงทุนดูไป พบนายกฯ เสนอศึกษาทำแลนด์บริจให้ฟรีๆ

“พงษ์เทพ” เผย ภายหลังเข้าหารือนายกฯ”สมัคร”นานกว่า 40 นาที ที่แท้เสนอศึกษาสร้างสะพานเชื่อมทำเลอันดามันมาอ่าวไทยให้ฟรีๆ ไม่ใช่มาขอทำนา ตามข่าวที่ออกมาอย่างสะเปะสะปะ

ทั้งนี้ มีรายงานข่าว เปิดเผยว่า นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ให้การต้อนรับและหารือเป็นการส่วนตัวประมาณ 40 นาที กับสุลต่านอะห์เหม็ด บิน สุลาเย็ม ประธานกรรมการบริหารกลุ่มบริษัท ดูไบ เวิล์ด จากประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยมีนายพงษ์เทพ เทพกาญจนา และนางสาวศันสนีย์ นาคพงศ์ โฆษกส่วนตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เข้าร่วมหารือด้วย

โดยภายหลังการหารือดังกล่าว นายพงษ์เทพ เปิดเผยว่า สุลต่านอะห์เหม็ด บิน สุลาเย็ม ได้ขอบคุณรัฐบาลไทยที่ให้บริษัทดูไบ เวิล์ด มาศึกษาความเป็นไปได้โครงการพัฒนาท่าเรือฝั่งทะเลอันดามัน และสะพานเศรษฐกิจเชื่อมโยงท่าเรือฝั่งอ่าวไทย หรือ แลนด์บริจ ซึ่งการศึกษาจะเป็นในลักษณะให้เปล่า นอกจากนี้ สุลต่านอะห์เหม็ด ยังเห็นด้วยว่า ประเทศไทยมีการพัฒนาในเชิงโครงสร้างทางพื้นฐานไปมากแล้ว จึงสนใจที่จะเข้ามาลงทุนในประเทศไทยด้านอสังหาริมทรัพย์ด้วย รวมทั้งสุลต่านอะห์เหม็ด ยังรับปากนายกรัฐมนตรีสหรัฐอาหรับอิเมเรตส์ มาแจ้งความประสงค์กับนายกรัฐมนตรีไทยด้วยว่า ต้องการเดินทางมาเยือนประเทศไทย

นายพงษ์เทพ ยังกล่าวยืนยันอีกว่า การที่ พ.ต.ท.ทักษิณ พากลุ่มนักลงทุนต่างชาติมาดูการปลูกข้าวของไทยนั้น ไม่ใช่ให้มาทำนาในเมืองไทย แต่เพื่อเชิญชวนให้มาซื้อข้าวและพืชผลทางการเกษตรของไทยเท่านั้น ซึ่งข่าวที่ออกมาเป็นการเข้าใจผิดอย่างมาก และการเชิญชาวต่างชาติให้มาลงทุนในประเทศไทย ก็ไม่ใช่เป็นการวางฐานทางการเมือง แต่เห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อประเทศและทำในฐานะคนไทยคนหนึ่งเท่านั้น


”พล.อ.สมเจตน์” พลิกลิ้น หลังโดนแจ้งความอาญา“ยุยงให้ปฏิวัติ” โบ้ยสื่อเข้าใจผิด

พล.ต.ต.มณเฑียร สุดทน ลูกน้อง คมช.หลุดปาก“ยุยงให้ปฏิวัติ” บุกแจ้งความกองปราบเอาผิดอาญา ม.116 หลังเจ้าตัวรู้ข่าว พลิกลิ้น โบ้ย สื่อ เข้าใจผิด

ทั้งนี้ พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม ประธานที่ปรึกษากระทรวงกลาโหม และอดีตหัวหน้าสำนักงานเลขาธิการคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ออกมากล่าวภายหลัง พล.ต.ต.มณเฑียร ประทีปวณิช ผบก.ประจำสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เข้าแจ้งความต่อกองปราบปราม ให้ดำเนินคดีอาญา มาตรา 116 ข้อหายุยงให้ทหารออกมาปฏิวัติ ว่า คงเป็นเรื่องเข้าใจผิด หรือความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เนื่องจากที่ผ่านมามีนักข่าวมาถามเรื่องทหาร ตนก็ตอบไปว่า เป็นไปไม่ได้ที่ทหารจะทำปฏิวัติ

“เรื่องที่เกิดขึ้นน่าจะมาจากความเข้าใจผิด หรือความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เพราะไม่ได้มีความต้องการให้เกิดการปฏิวัติแต่อย่างใด แต่ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรกับการถูกแจ้งความดำเนินคดี และคงต้องทำไปตามกระบวนการทางกฎหมายต่อไป พล.อสมเจตน์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม กรณีที่ พล.ต.ต.มณเฑียร เข้าแจ้งความต่อกองปราบปรามนั้น ได้ให้การว่า

เมื่อวันที่ 21 พ.ค. ได้อ่านหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง พบคำสัมภาษณ์ของ พล.อ.สมเจตน์ โดยมีใจความว่า ต้องการให้ทหารปฏิวัติ ซึ่งจากคำสัมภาษณ์ดังกล่าวเป็นการแสดงความเห็นที่ก่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง เข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 ที่ระบุว่า

ผู้ใดกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือ หรือวิธีอื่นใดอันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต

(1) เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกฎหมายแผ่นดินหรือรัฐบาล โดยใช้กำลังข่มขืนใจหรือใช้กำลังประทุษร้าย

(2) เพื่อให้เกิดความปั่นป่วน หรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน ถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร หรือ
(3) เพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี

ทั้งนี้ เบื้องต้นพนักงานสอบสวนได้สอบปากคำไว้เป็นหลักฐาน พร้อมรับสำเนาหนังสือพิมพ์ที่ลงคำสัมภาษณ์ พล.อ. สมเจตน์ไว้ตรวจสอบ จากนั้นจะได้เสนอเรื่องถึงผู้บังคับบัญชาพิจารณาดำเนินการต่อไป



โปรดเกล้าฯ “เสรีพิศุทธ์” พ้นเก้าอี้ผบ.ตร.แล้ว พร้อมตั้ง “ลิขิต” สอบหมิ่นเบื้องสูง

“สมัคร” ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ ในหลวงโปรดเกล้าฯให้ พ.ต.อ.เสรีพิศุทธ์”พ้นตำแหน่งแล้ว ขณะที่ ผบ.ชน.รับช่วงตั้งคณะทำงานสอบสวนดำเนินคดีอาญา ม.112 ทันที

ทั้งนี้ พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.)เปิดเผยว่า ได้ตั้งคณะพนักงานสืบสวนสอบสวน กรณี พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ถูกกล่าวหาหมิ่นเบื้องสูงแล้ว พร้อมเซ็นคำสั่ง บช.น.ที่ 191/2551 แต่งตั้งให้ พล.ต.ต.ลิขิต กลิ่นอวล รอง ผบช.น.เป็นหัวหน้า และมีพนักงานสืบสวนสอบสวนร่วมทำคดีด้วย 18 นาย แต่ไม่ได้กำหนดระยะเวลาสอบสวน เพียงจะต้องสอบผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดให้เร็วที่สุด

โดย พล.ต.ท.อัศวิน กล่าวว่า ไม่หนักใจอะไรที่จะต้องทำคดีนี้ เพราะทำไปตามข้อเท็จจริง ตามพยานหลักฐานที่ปรากฏ ซึ่งอะไรเป็นสิ่งถูกต้องต้องว่าไปตามนั้น ไม่มีการบิดพลิ้ว ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา112 ซึ่งมีหลายอย่างที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติสั่งรวมกันมา อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้าคำสั่งข้างต้น เป็นผลจากหนังสือจากสำนักราชเลขาธิการ พระบรมมหาราชวัง ที่ รล 0001.1/9773 ลงวันที่ 22 พฤษภาคม เรื่องให้ข้าราชการตำรวจพ้นตำแหน่ง เรียนเลขาธิการคณะรัฐมนตรี โดยอ้างถึง หนังสือสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ลับมากที่ นร.0508/2126 วันที่ 9 เมษายน 2551โดยมีเนื้อหาระบุว่า

ตามที่แจ้งรายงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อขอให้นำความกราบบังคับทูลพระกรุณา เรื่องสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้มีคำสั่งให้ พลตำรวจเอก เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ข้าราชการตำรวจ ตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ออกจากราชการไว้ก่อน ตั้งแต่วันที่ 8 เมษายน 2551 เนื่องจากถูกกล่าวหากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง และถูกตั้งกรรมการสอบสวน ตามพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 และกฎคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.)ว่าด้วยการสั่งพักราชการและการสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน พ.ศ.2547 ข้อ 11ซึ่งนายกรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ ความแจ้งอยู่แล้วนั้น ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ข้าราชการตำรวจดังกล่าวพ้นจากตำแหน่งตามที่เสนอไป ลงชื่อ โดย นายอาสา สารสิน ราชเลขาธิการ

นอกจากนี้ นายสมัคร สนุทรเวช นายกรัฐมนตรีได้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแล้วด้วย พร้อมออกประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี วันที่ 23 พฤษภาคม เรื่องให้ข้าราชการตำรวจพ้นจากตำแหน่ง โดยสาระสำคัญระบุว่า ด้วยสำนักนายกรัฐมนตรีมีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 73/2551 ลงวันที่ 8 เมษายน พ.ศ.2551 ให้ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ข้าราชการตำรวจตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ออกจากราชการไว้ก่อนตั้งแต่วันที่ 8 เมษายน พ.ศ.2551 เนื่องจากถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวน และนายกรัฐมนตรีได้เห็นชอบนำความขึ้นกราบบังคมทูลโปรดเกล้าฯให้พ้นจากตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 8 เมษายน พ.ศ.2551 ซึ่งเป็นวันที่มีคำสั่งให้ออกจากตำแหน่ง และได้นำความขึ้นกราบบังคมทูลโปรดเกล้าฯ ให้พ้นจากตำแหน่งต่อไป บัดนี้ ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส พ้นจากตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ตั้งแต่วันที่ 8 เมษายน พ.ศ.2551 ประกาศ ณ วันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ.2551

สำหรับ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ได้ถูกนายสมัครมีคำสั่งตั้งคณะกรรมการสอบวินัยร้ายแรง โดยให้นายชัยเกษม นิติสิริ อัยการสูงสุด เป็นประธานสอบสวน กรณีถูกกล่าวหากรณีเช่ารถบรรทุกและรถตู้โดยสาร ซึ่งใช้งบประมาณรวมทั้งสิ้น 9.8 พันล้านบาท ส่อไปในทางมิชอบ 2.กรณีถูกกล่าวหาใช้ถ้อยคำมิบังควร "ควายหรือเปล่า" ในการขอให้งดแข่งขันกีฬาภายใน ตร.และกรณีออกคำสั่งแต่งตั้งนายตำรวจระดับ พ.ต.อ.ตำแหน่ง ผกก.ฝ่ายปฏิบัติการที่ 1-10 ในสังกัดกองบัญชาการการตำรวจสอบสวนกลาง โดยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย และล่าสุดกรณีถูกกล่าวหามีการกระทำที่แสดงให้เห็นถึงความรู้สึกอันไม่เหมาะสมและมิบังควรต่อสถาบันพระมหากษัตริย์หลายเรื่อง

นอกจากนี้ คำสั่งดังกล่าวยังให้สำนักนายกรัฐมนตรีส่งเรื่องให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติสอบสวนดำเนินการกล่าวหากรณีมีพยานหลักฐานยืนยันได้ว่ามีพฤติการณ์และการกระทำอันอาจเข้าข่ายการกระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติมอบหมายให้ บช.น.กำลังดำเนินการสอบสวนอยู่ในขณะนี้ โดยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ระบุว่า "ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่นหรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี"



Saturday, May 24, 2008

นักธุรกิจ ดูไบ เวิลด์ เข้าพบ สมัคร สนใจลงทุนอสังหาริมทรัพย์ในไทย

ทำเนียบฯ 24 พ.ค.- โฆษกส่วนตัว “ทักษิณ ชินวัตร” นำ ประธานกรรมการบริหารกลุ่มบริษัท ดูไบ เวิลด์ เข้าหารือ “สมัคร สุนทรเวช” แสงเจตนารมณ์เข้ามาลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยเพิ่มขึ้น พร้อมระบุ นายกรัฐมนตรีสหรัฐอาหรับเอมิเรต์สนใจมาเยือนไทย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 10.0 น. วันนี้ (24 พ.ค.) นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ให้การต้อนรับ และหารือเป็นการส่วนตัวกับ สุลต่าน อะห์เหม็ด บิน สุลาเย็ม ประธานกรรมการบริหารกลุ่มบริษัท ดูไบ เวิลด์ (Dubai World) เป็นเวลาประมาณ 40 นาที โดยมีนายธีรพล นพรัมภา เลขาธิการนายกรัฐมนตรี นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา และน.ส.ศันสนีย์ นาคพงศ์ โฆษกส่วนตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เข้าร่วมหารือด้วย

ทั้งนี้ นายพงศ์เทพ เปิดเผยภายหลังการหารือว่า สุลต่าน อะห์เหม็ด บิน สุลาเย็ม แจ้งให้นายกรัฐมนตรีทราบว่า นายกรัฐมนตรีสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ มีความประสงค์จะเดินทางมาเยือนประเทศไทย ซึ่งนายสมัครยินดีต้อนรับ และยังได้ขอบคุณรัฐบาลไทย ที่ให้กลุ่มบริษัทดูไบ เวิลด์ ศึกษาความเป็นไปได้ในโครงการพัฒนาท่าเรือฝั่งทะเลอันดามัน และสะพาน เศรษฐกิจเชื่อมโยงท่าเรือฝั่งอ่าวไทย (แลนด์บริดจ์) ซึ่งเป็นการศึกษาในลักษณะให้เปล่า

“ดูไบยังได้แสดงเจตนารมณ์ ที่จะเข้ามาลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยเพิ่มขึ้น เพราะเห็นว่าการพัฒนาของประเทศไทยในช่วง 10 ปี ที่ผ่านมา เมื่อเปรียบเทียบกับหลายประเทศแล้ว ประเทศไทยมีการพัฒนามาตลอด โดยเฉพาะด้านโครงสร้างพื้นฐาน” นายพงศ์เทพ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า การที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้นำนักธุรกิจมาดูงาน และพบนายสมัคร จะทำให้ถูกโยงเป็นเรื่องทางการเมืองหรือไม่ นายพงศ์เทพ กล่าว ที่ผ่านมา พ.ต.ท.ทักษิณ ได้พยายามชักชวนนักลงทุนให้มาลงทุน โดยเฉพาะการลงทุนระยะยาว ที่จะเป็นประโยชน์กับประเทศไทย ถึงแม้ว่า พ.ต.ท.ทักษิณจะไม่มีหน้าที่อะไร แต่ถือเป็นคนไทยคนหนึ่ง ที่อะไรทำเพื่อประเทศชาติได้ก็จะทำ จึงได้ชักชวนนักลงทุนให้มาลงทุนในประเทศไทย เพราะเห็นว่าเป็นประโยชน์กับประเทศไทย

ส่วนที่มีข่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เปิดทางให้นักธุรกิจต่างชาติเข้ามาปลูกข้าว และมีการวิจารณ์ว่าเป็นการขายชาตินั้น นายพงศ์เทพ กล่าวว่า เรื่องข้าวคงจะเป็นการเข้าใจผิด นักธุรกิจต่างชาติที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เชิญมา เพื่อให้ซื้อผลผลิตทางการเกษตรจากประเทศไทย เมื่อถามว่า ยืนยันได้หรือไม่ว่า การอยู่เบื้องหลังของ พ.ต.ท.ทักษิณ ครั้งนี้ ไม่ได้เป็นการปูทางกลับเข้าสู่การเมือง นายพงศ์เทพ ย้ำว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ยืนยันหลายครั้งแล้วว่า จะไม่ยุ่งเกี่ยวทางการเมือง.

ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-24 11:16:16


ทัศนคติของจักรภพ อันตรายอย่างยิ่ง อันตรายต่อระบบอุปถัมป์ ต่ออำมาตยาธิปไตย


บทความโดย ...ลูกชาวนาไทย
คือ ผมได้ฟังคำบรรยายของจักรภพ ที่บรรยายต่อสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศในปีที่แล้ว ผมฟังภาคภาษาอังกฤษ ผมไม่เห็นว่าจะมีส่วนไหนที่ไปกระทบต่อสถาบันแต่อย่างใด อย่างที่มีคนพยายามแปลแบบหาเรื่อง ว่า Patronage System คือ "ระบบเจ้า" คือ ผมฟังภาคภาษาอังกฤษ ในฐานะที่ผมก็เป็นักเรียนเก่าอังกฤษหลายปีเหมือนกัน ผมไม่เคยคิดว่า คำว่า Patronage System คือระบบเจ้า แต่มันแปลว่าระบบอุปถัมป์ ตั้งแต่ไหนแต่ไรมา แน่นอนระบบอุปถัมป์นั้น มีอยู่ในทุกประเทศ ไม่ใช่เฉพาะประเทศที่มีกษัตริย์เท่านั้น แต่หนักบ้างเบาบ้างแตกต่างกันไป

คำบรรยายส่วนใหญ่ของจักรภพ คือ การอธิบายความเป็นมาของระบบอุปถัมปฺในประเทศไทย ที่พัฒนาการมาตั้งแต่ยุคสุโขทัย อยุธยา และรัตนโกสินทร์ ก็เหมือนกับที่พูดๆ กันในเมืองไทยมาตั้งนานแล้วเรื่องระบบอุปถัมป์ ว่ามันขัดขวางต่อการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยของประเทศไทยอย่างไร

จักรภพสรุปว่า ทักษิณเป็นคนทำให้ระบบอุปถัมป์มีปัญหา ทักษิณทำให้ชาวบ้านเริ่มรู้สึกว่าพวกเขามีพลังอำนาจ มีสิทธิมีเสียงในสังคมนี้ นั้นคือสาระคำบรรยายของจักรภพ

สิ่งที่จักรภพสรุปคือ ระบบอุปถัมป์ในปัจจุบันมันขัดแย้งกับระบอบประชาธิปไตย

ผมได้ยิน คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แสดงทัศนคติต่อความเห็นของคุณจักรภพว่าเป็นทัศนะคติที่อันตราย ซึ่งผมก็เห็นด้วยอย่างยิ่งว่า ทัศนะคติของจักรภพนั้นเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อระบอบอุปถัมป์จริง คุณอภิสิทธิ์ เป็นคนที่เกิดและเติบโตทางการเมืองขึ้นมาได้ด้วยระบบอุปถัมป์ล้วนๆ เข้าเรียนอ็อกฟอร์ดได้ก็ด้วยระบบการแนะนำ (คือมหาวิทยาลัยอังกฤษไม่มีการสอบเข้าอยู่แล้ว ต้องมีคน Recommend จึงจะเข้าได้) เมื่อจบออกมาทำงานที่โรงเรียนนายร้อย จปร. ก็ด้วยระบบอุปถัมป์เช่นกัน เพื่อให้พ้นจากการต้องถูกเกณฑ์ทหาร เมื่อเข้ามาทำงานการเมืองก็อยู่ภายใต้การอุปถัมป์ค้ำชูของนายชวน หลีกภัย ได้ตำแหน่งหัวหน้าพรรค ก็จากการอุปถัมป์ของนายชวน ชีวิตทั้งชีวิตของคุณอภิสิทธิ จึงอยู่ใต้ระบบอุปถัมป์อย่างเต็มที่ ทัศนะคติของคุณจักรภพ เพิญแข จึงเป็นอันตรายอย่างยิ่งในมุมมองของคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งพรรคนี้ก็อยู่ใต้อุปถัมป์ค้ำชูของ พล.อ.ป. สี่เสาเหมือนกัน

นั้นคือมุมมองของอภิสิทธิ์

แต่อย่างไรก็ตามหากนั้นเป็นแค่มุมมองหรือทัศนะคติของคุณอภิสิทธิ์ มันก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร เพราะคนเราย่อมมีความเห็นที่แตกต่างกันได้ ขึ้นอยู่กับกำเนิด รากฐานที่มี การเลี้ยงดู และประสบการณ์ชีวิตของแต่ละคน

เรื่องนี้มันจะไม่เป็นปัญหาหากเป็นแค่การวิจารณ์ทางวิชาการธรรมดาที่ไม่ได้มีวัตถุประสงค์แอบแฝงทางการเมือง ตอนนี้เราก็รู้ว่าพรรคประชาธิปัตย์และนายอภิสิทธิ์ ต้องการนำเอาการบรรยายของจักรภพ เป็นการ หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ให้ได้ โดยที่มีคนบางคนพยายามที่จะแปลคำว่า Patronage System เป็น ระบบเจ้าให้ได้

คือตอนนี้คนบางกลุ่มในบ้านเมืองนี้ ไม่รู้ว่าจะต่อสู้ทางการเมืองให้ชนะพรรคพลังประชาชนได้อย่างไร คนพวกนี้จึงพยายามลากพรรคพลังประชาชนไปชนกับสถาบันให้ได้ โดยใช้สถาบันเป็นเครื่องมือเพื่อทำลายฝ่ายตรงข้ามให้ได้ เรียกว่า ใช้ความจงรักภักดี เป็นเครื่องมือประหัตประหารคู่ต่อสู้ทางการเมือง

ตอนนี้ประเทศไทยจึงแตกแยกความสามัคคีกันอย่างรุนแรง เพราะคนบางหมู่บางเหล่าใช้ "ความจงรักภักดี" เป็นเครื่องมือในการประหัตประหารศัตรูทางการเมืองของตน

ความจงรักภักดี แทนที่จะเป็นสิ่งที่ดี เป็นสิ่งที่ปวงประชาชามอบให้องค์ราชันย์ด้วยใจบริสุทธิ์ มันก็ได้กลายเป็นหอก หรือเป็นอาวุธ กลับมาทิ่มแทงประชาชนเสียเอง

ผมไม่เคยคิดว่าคนไทยส่วนใหญ่จะไม่มีความจงรักภักดี หรือต้องการเปลี่ยนแปลงระบอบไปเป็นแบบอื่นแต่อย่างใด เพราะการเปลี่ยนแปลงระบอบนำมาซึ่งความวุ่นวายทางการเมือง การขาดเสถียรภาพทางการเมืองเป็นเวลานาน และสังคมไทยก็ชินกับระบอบกษัตริย์มาเป็นเวลานานแล้ว และระบอบกษัตริย์กับ "ระบอบประชาธิปไตย" นั้นไม่ได้ขัดแย้งกัน ตัวอย่างมีให้เห็นทั่วโลก เช่น ประเทศในยุโรปทั้งหลาย ที่ถือว่าเป็นชาติที่เจริญแล้ว เช่น อังกฤษ เนเธอแลนด์ เบลเยี่ยม หรือแม้แต่ประเทศที่ สแกนดิเนเวียทั้งหลายที่มีสำนึกของ "สังคมนิยม" และความเท่าเทียมกันอย่างมาก ทั้งนอร์เวย์ และสวีเดน ระบอบกษัติย์ก็ยังคงไปได้ด้วยดี

ส่วนที่เนปาลระบอบกษัตริย์ล่มสลาย เพราะกษัตริย์พิเรนทรา เข้ามาแทรกแซงทางการเมือง ซึ่งก็ส่งผลทันตาเห็น เนปาลที่เคยปกครองด้วยระบอบกษัติริย์แบบ "เทวะราชา" ก็ล่มสลายโดยพลัน

เมืองไทย ผู้คนยังคงให้ความจงรักภักดีในระบอบกษัตริย์อย่างเต็มที่

แต่สองปีที่ผ่านมา เกิดความแตกแยกทางการเมืองอย่างรุนแรง เพราะมีคนบางหมู่บ้างจำพวก "ดึงเอาสถาบันกษัตริย์" ลงมาสัมผัสทางการเมือง แม้ไม่ใช่เบื้องสูงเอง แต่คนใกล้ชิดทั้งหลายก็ไม่มีทางที่จะพ้นข้อกล่าวหาไปได้ การปฎิเสธ นั้น ในยุคข้อมูลข่าวสาร ทีมีทั้งคลิปเสียง คลิปวิดิโอ แพร่กระจายผ่านเว็บอย่างรวดเร็ว การปฎิเสธอย่างหน้าตาย ก็ไม่ช่วยให้คนเชื่อถือขึ้นมาได้

ตอนนี้ คนบางหมู่บางจำพวก ได้เอา "ความจงรักภักดี" มาใช้เป็นอาวุธ เพื่อทำลายคนอื่น ผู้คนเหล่านี้หากได้สนใจผลร้ายที่จะกระทบขึ้นไปยังสถาบันเองไม่ กลับใช้สถาบันเป็นเครื่องมือทางการเมือง เพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางการเมืองของตน

การใช้อาวุธนี้ รังแต่จะสร้างความเจ็บแค้น คับข้องใจให้กับประชาชน

การละเลย เพิกเฉย ปล่อยให้ กลุ่มหรือฝ่ายทางการเมืองหาประโยชน์จากการใช้ความจงรักภักดี ทำลายผู้อื่นย่อมนำความเสื่อมเสียมาสู่สถาบันอย่างเลี่ยงไม่ได้

ก็น่าแปลกใจที่ไม่มีใครคิดที่จะยับยั้ง การกระทำเช่นนี้เลย

จาก thaifreenews