WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, May 25, 2008

ซัด 18 อรหันต์สื่อจ้องโค่น ยันออกพ.ร.ก.ประชามติ

วันนี้ (25 พ.ค.) นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ได้ตอบคำถามประชาชนในรายการ "สนทนาประสาสมัครที่แนะนำให้มีบทลงโทษนักข่าวที่ให้ร้ายคนอื่น ว่า คงโทษนักข่าวอย่างเดียวไม่ได้ เพราะมีองค์ประกอบหลายอย่าง ทั้งรีไรท์เตอร์ หัวหน้าข่าว คอลัมน์นิตส์ เจ้าของหนังสือพิมพ์ นอกจากนี้ยังมีขบวนการ 18 อรหันต์ โดยใครไม่ชอบรัฐบาล สื่อมวลชนที่เป็น 18 อรหันต์ จะช่วยจัดการได้

"ที่ผมโดนเกี่ยวกับรายการชิมไป บ่นไป ก็แบบนี้ มีคนพยายามหาเหตุโน่นหาเหตุนี่ คือจะเอาออกให้ได้ ถือเป็นเจตนา และ 18 อรหันต์นี่แหละครับเป็นคนช่วยจัดการ ขบวนการนี้ยังอยู่นายสมัคร กล่าว

นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวถึงแนวคิดการทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า หากยังไม่มีกฎหมายรองรับก็จะต้องออกเป็นพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เพื่อให้ลงประชามติ ว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่ หากเห็นว่าควรแก้ไข ก็จะดำเนินการรณรงค์ให้ข้อมูลในเวลา 45 วัน และไม่ใช่รัฐบาลก้าวก่ายหน้าที่รัฐสภา และทุกขั้นตอนเป็นไปตามกรอบของกฎหมาย





ป้อง 'ทักษิณ' ขายชาติ นายกฯโทษสื่อมั่วข่าว

วันนี้ (25 พ.ค.) นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ "สนทนาประสาสมัคร" ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย NBT ถึงกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พานักธุรกิจชาวซาอุดีอาระเบียเดินทางไปดูการทำนาที่ จ.สุพรรณบุรี ว่า เจตนาที่พาไปเยี่ยมชมโรงเรียนสอนการทำนาที่สุพรรณบุรีนั้น เพราะชาวต่างชาติต้องการจะเปิดรายการขายข้าวทางตะวันออกกลาง แต่ข่าวกลับออกมาว่าอดีตนายกรัฐมนตรีจะขายชาติ ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ได้มีอะไรอย่างสื่อนำเสนอ ขอให้ทุกคนระมัดระวังเรื่องการเสพสื่อด้วย

ส่วนกรณีที่ถูกมองว่าปกป้องนายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องการกล่าวปาฐกถาที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศนั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เมื่ออ่านเอกสารแล้ว ตนไม่สามารถที่จะตัดสินใจหรือวินิจฉัยได้ เห็นว่าควรจะให้ตำรวจ อัยการ และศาล เป็นผู้วินิจฉัย ซึ่งทั้งหมดต้องเป็นไปตามกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม




“สมัคร”สับเละ ปชป.ทำตัวเยี่ยงคณะปฎิวัติ! ค้านแก้รธน.ยันเดินหน้าทำประชามติ

"สมัคร" เย้ย ปชป.ออกแถลงการณ์ค้านแก้รธน.เยี่ยงคณะปฎิวัติ! ไปมุดหัวอยู่ที่ไหนตอนทหารฉีกรัฐธรรมนูญเมื่อ 19 กันยายน 2551 ยันเดินหน้าออก พ.ร.ก.ทำประชามติแก้ รธน. ย้ำอีกกรณี "จักรภพ" ให้ศาลชี้ขาด

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม กล่าวในรายการ "สนทนาประสาสมัคร" กรณีนายจักรภพ เพ็ญแข รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ถูกกล่าวหาหมิ่นสถาบันเบื้องสูง ว่า ต้องปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม พร้อมตอบโต้หลักฐานพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) จี้ให้เอาผิดไม่ใช่ศาล

"จะให้ผมทำยังไง บ้านเมืองเรามีหลักเกณฑ์ เรียกว่ามีขื่อมีแป...ผมทำหน้าที่ในฐานะหัวหน้ารัฐบาล ผมต้องให้ความเป็นธรรม และผมเห็นว่าพรรคการเมืองฝ่ายค้านไม่ใช่ศาล ถ้ามายื่นวันนี้แล้วผมปลด มายื่น 35 วันคณะรัฐมนตรีก็หมดเลย เอาหลักเกณฑ์หลักการอะไรมา" นายสมัคร กล่าวในรายการสนทนาประสาสมัครทางสถานีโทรทัศน์ NBT เช้านี้

นายสมัคร กล่าวว่า ตนเองไม่เข้าใจบทบาทของพรรค ปชป.ที่ออกมาเคลื่อนไหวในเรื่องนี้ รวมถึงการออกแถลงการณ์คัดค้านการแก้รัฐธรรมนูญของสมาชิกรัฐสภา

"ทำไมครับก็เขาฉีกรัฐธรรมนูญทั้งฉบับแล้วไปมุดหัวอยู่ที่ไหน ไม่มีใครมาพูดจาว่ากล่าวเลย เห็นแต่ไปยืนกุมมือ แล้วคราวนี้จะปรับปรุงแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นสิทธิของเขา ยังไม่ทันจะอะไรออกแถลงการณ์ฉบับที่ 1 ยังกับคณะปฏิวัติ" นายสมัคร กล่าว

นายสมัคร กล่าวว่า รัฐบาลไม่ได้ก้าวก่ายการทำงานของรัฐสภาเกี่ยวกับการแก้รัฐธรรมนูญ แต่เป็นการทำตามหน้าที่ โดยขณะนี้กำลังให้กฤษฎีกาตรวจสอบว่ามีกฎหมายเกี่ยวกับการทำประชามติหรือไม่ หากไม่มีก็จะออกเป็นพระราชกำหนด(พ.ร.ก.) เพื่อให้เกิดความชัดเจนและถูกต้องตามกฎหมายว่าสังคมต้องการให้มีการแก้รัฐธรรมนูญหรือไม่

"จะได้แบ่งฝ่ายกันเลย ถ้าบอกว่าไม่แก้ก็ไม่ต้องไปแตะต้อง ทิ้งไว้อย่างนี้ ผมให้เวลา 45 วันรณรงค์กันเลยว่าดีเลวยังไง ต่างคนต่างหันมาสู้กันเลย สู้กันทางความคิด แล้วชวนประชาชนไปโหวต" นายสมัคร กล่าว



ดัชนีความสงบสุขไทยวูบ บัวแก้วกังขาการจัดอันดับ


หลังจากที่สื่อมวลชนได้รายงานข่าวสถาบันจัดดัชนีความสงบสุขโลก (Global Peace Index) ที่ได้เปิดเผยรายงานเมื่อ 20 พฤษภาคม 2551 ว่า ในปี ค.ศ. 2008 ไทยอยู่ในอันดับที่ 118 จาก 140 ประเทศ ที่ได้รับการจัดดัชนีความสงบสุข (ลดจากอันดับที่ 105 ในรายงานปี 2007) ขณะที่ประเทศสหภาพพม่า อยู่ในลำดับที่ 126 นั้น วานนี้ (23 พ.ค.) นายธฤต จรุงวัฒน์ อธิบดีกรมสารนิเทศ และโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ได้ตอบคำถามผู้สื่อข่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยได้ตั้งข้อสังเกตต่อความน่าเชื่อถือของจีพีไอ และวิธีการที่จีพีไอใช้ในการจัดอันดับ

นายธฤต กล่าวว่า การจัดอับดับประเทศที่สงบสุขของจีพีไอ เป็นการจัดอันดับโดยอาศัยข้อมูล/สถิติ เป็นตัวชี้วัด ซึ่งไม่แน่ใจว่าใช้ข้อมูลใดและมีความถูกต้องของข้อมูลเพียงใด อีกทั้งมีความเป็นไปได้น้อยที่จะเป็นข้อมูลล่าสุดจากทั้ง 140 ประเทศ นอกจากนั้น จีพีไอ ไม่มีการหาข้อมูลในพื้นที่ เช่น ไม่มีการสอบถามข้อคิดเห็น หรือเก็บข้อมูล หรือสำรวจสภาพหรือสถานการณ์ในประเทศนั้นๆ ในพื้นที่ การจัดอันดับฯ ไม่ได้แยกแยะข้อแตกต่างของสถานการณ์ในแต่ละพื้นที่/ท้องถิ่น ของประเทศ เช่น การนำตัวเลขความเสียหายจากจำนวนการเกิดเหตุการณ์รุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ไปเป็นฐานในการวัดความรุนแรงทั้งประเทศ ขณะที่ข้อเท็จจริงคือประชาชนในส่วนอื่นๆ ทั่วประเทศ 73 จาก 76 จังหวัด ใช้ชีวิตอย่างปกติสุข

สถาบันอื่นๆ ที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากลได้จัดอันดับประเทศไทยแตกต่างจาก GPI เช่น สถาบัน Institute of Management Development (IMD) ของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ได้จัดอันดับใน The World Competitiveness Yearbook 2008 ให้ไทยอยู่ในอันดับ 27 ของประเทศที่มีอัตราการแข่งขันสูง ดีขึ้นถึง 6 ตำแหน่ง (ไทยอยู่อันดับที่ 33 ในปี 2007) นอกจากนี้ ไทยยังได้รับการจัดอันดับให้เป็นประเทศที่เป็นสถานที่น่าท่องเที่ยวที่สุดประเทศหนึ่ง จากสถาบันต่างๆ ในยุโรป เช่น ได้รับรางวัล Grand Travel Award 2007 ลำดับที่ 1 World’s Best Tourist Country ติดต่อกันเป็น ปีที่ 5 จาก Travel News Magazine ประเทศสวีเดน และกรุงเทพฯ ได้รับรางวัลลำดับที่ 1 World’s Best Awards 2007 จาก Travel and Leisure Magazine สหรัฐฯ า ซึ่งการเพิ่มขึ้นของจำนวนนักท่องเที่ยวเป็นดัชนีที่บ่งบอกถึงความเชื่อมั่นในระดับความปลอดภัยและความสงบสุขที่แท้จริงโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าว

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า จากรายชื่อประเทศที่จีพีไอ จัดอันดับ พบว่าประชาชนของประเทศที่มีอันดับความสงบสุขมากกว่าไทยต่างได้เดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น ตัวเลขจาก ททท. ระบุว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก เข้าประเทศไทยเพิ่มขึ้น 4.65% ในปี 2007 และชาวต่างชาติในหลายประเทศก็เริ่มมาเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์เพื่ออยู่อาศัยระยะยาว ตัวอย่างที่เห็นได้ประการหนึ่ง คือ การมีหมู่บ้าน และโรงเรียนสำหรับชาวสแกนดิเนเวียและญี่ปุ่นและอีกหลายประเทศ ในประเทศไทยแล้วในหลายจังหวัด เพื่อคนชาติเหล่านี้ ทั้งที่อยู่ในวัยเกษียณ วัยทำงาน และวัยเด็ก ได้เข้ามาใช้ชีวิตระยะยาว ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศได้แจ้งข้อสังเกตข้างต้นแก่สถาบันจีพีไอด้วยแล้ว



เลขาธิการยูเอ็นหารือนายกรัฐมนตรี วางแนวทางช่วยพม่า

ทำเนียบรัฐบาล 24 พ.ค.-เลขาธิการสหประชาชาติเข้าหารือนายกรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อวางแนวทางในการเข้าไปช่วยเหลือชาวพม่าที่ประสบภัยพายุไซโคลนนาร์กีส

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ให้การต้อนรับนายบัน คี มูน เลขาธิการสหประชาชาติ ที่ทำเนียบรัฐบาล และได้หารือข้อราชการ คาดว่าจะเป็นเรื่องการเตรียมประชุมร่วมระหว่างอาเซียนกับสหประชาชาติ ที่กรุงย่างกุ้ง ประเทศพม่า ในวันพรุ่งนี้ เพื่อพิจารณาให้ความช่วยเหลือพม่าที่ประสบภัยพายุไซโคลนนาร์กีส นอกจากนี้ นายบัน คี มูน จะขอบคุณนายกรัฐมนตรี ที่เป็นผู้ประสานระหว่างสหประชาชาติกับทางรัฐบาลพม่า เพื่อส่งเจ้าหน้าที่และสิ่งของเข้าไปช่วยเหลือพม่าจนประสบความสำเร็จ.-

ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-24 19:26:36




ประชา ประสพดี ยันไม่เคลื่อนประชาชนปะทะกลุ่มพันธมิตรฯ


กรุงเทพฯ 24 พ.ค. - นายประชา ประสพดี ในฐานะโฆษกกลุ่มมหาประชาชนเพื่อพิทักษ์ประชาธิปไตย ยืนยันว่า กลุ่มมหาประชาชนฯ มีมติไม่เคลื่อนพลภาคประชาชน ไปปะทะกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยอย่างแน่นอน เพราะจะเป็นการสร้างความชอบธรรม และอาจทำให้สถานการณ์รุนแรงบานปลาย ดังนั้น จะตั้งวอร์รูมเพื่อเฝ้าติดตามการชุมนุมดังกล่าวอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินสถานการณ์ และดูพฤติกรรมในการเคลื่อนไหว เชื่อมั่นว่า นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สามารถดูแลและควบคุมสถานการณ์ได้

นายประชา กล่าวว่า หากการชุมนุมของพันธมิตรฯ มีการปิดถนน และปราศรัยโยงสถาบันสร้างความเสียหาย หรือละเมิดสิทธิคนอื่นเมื่อใด จะให้ประชาชนไปแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษทันที เพื่อให้ดำเนินการตามกฎหมายกับแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ โดยเฉพาะหากนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯ ปลุกระดมเมื่อใด จะทำหนังสือถึงศาล เพื่อขอให้งดการขอปล่อยตัวชั่วคราว หลังจากที่ศาลชั้นต้นสั่งจำคุก 4 ปี ในคดีกล่าวใส่ร้ายหมิ่นประมาท พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เพราะเชื่อว่าการชุมนุมคงไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ทั้งน้ำมันแพง ผลผลิตทางการเกษตรและคนตกงานได้.- สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-24 19:11:59



เช่นนั้นเอง


เดินทางมาถึงสุดสัปดาห์ของการทำงานได้อย่างสะบักสะบอม ทั้งจากอวัยวะในร่างกายที่พร้อมใจกันประท้วง และทั้งจากฝนฟ้าที่โหมกระหน่ำให้เปียกปอนมาทั้งอาทิตย์

บางท่านอาจต้องการให้เพิ่มเติม “ข่าวการเมือง” ไปด้วยอีกหนึ่งประเด็น เพราะมันทั้งร้อน ทั้งแรง ทั้งขัดแย้ง ทั้งเหม็นเน่าฉาวโฉ่กันจนมองไม่เห็นความหวัง

อ่านข่าวการเมืองมากๆ ก็พานจะทำให้ป่วยได้มากกว่าสาเหตุอื่นๆ เสียอีก

อาการแบบนี้ คนที่ติดตามข่าวเพียงผ่านๆ อ่านพอให้รู้ผ่านหูผ่านตา อาจไม่ค่อยเข้าใจคนที่มี “อารมณ์ร่วม”

ว่าจะโกรธทำไม จะโมโหทำไม และจะเกลียดชังคนที่มีความคิดตรงข้ามกันไปทำไม

อาการอารมณ์ร่วมการเมือง สิงสู่อยู่ในปอด ตับ ไต หัวใจ เชื่อว่า “แฟนประชาทรรศน์” ทั้งหลาย ย่อมต้องเคยเป็นหรือกำลังเป็น

มันดีในแง่ที่ว่า คนประเภทนี้จะใส่ใจเหตุบ้านการเมือง ไม่ปล่อยปละละเลยให้นักการเมืองหรือผู้ปกครองทำอะไรได้ตามชอบใจ แต่จะมีการติดตามตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง และเต็มไปด้วยข้อสงสัย

มีแนวโน้มเป็นคนที่รู้หน้าที่ของตัวเอง และพร้อมจะปกป้องรักษาสิทธิของพลเมืองไปด้วยพร้อมกัน

เป็นพลเมืองแบบที่ปกครองยาก แต่ส่วนมากเป็นพลเมืองคุณภาพ

หากมองอีกแง่หนึ่ง คนประเภทนี้ก็มีแนวโน้มทำร้ายตัวเองโดยไม่ตั้งใจ

คือ ทำร้ายด้วยความเครียด ส่งผลเสียต่อระบบประสาทและการทำงานของอวัยวะภายในต่างๆ ซึ่งไม่เป็นผลดีเลยในระยะยาว

ในทางธรรม การต่อสู้เอาชนะคะคานกันด้วยอารมณ์ที่คุกรุ่นด้วยความเกลียดเป็นที่ตั้ง ก็มีแต่จะยิ่งทำให้แพ้

แพ้ตัวเองเป็นเบื้องแรก แล้วจะหวังให้ชนะผู้อื่นก็ยิ่งยาก

จึงมีคำกล่าวที่สอนให้เราทำใจเป็นกลาง พิจารณามันไปตามสภาพ ว่ามันเป็นเช่นนั้นเอง ใครจะขึ้น ใครจะลง ก็เป็นไปตามสัจธรรม

เช่นเดียวกับใครก็ตามที่เสนอความคิดที่เรารังเกียจหรือไม่เห็นด้วย ก็ให้เรามั่นคงกับความคิดที่ถูกต้องของเรา สู้กันด้วยเหตุผล อย่าไปต่อว่าด่าทอคนที่เราไม่เห็นด้วย เพราะในที่สุด ถ้าที่เราเลือกคือความถูกต้อง ก็จะลงเอยด้วยความถูกต้องวันยังค่ำ เช่นเดียวกันกับถ้าเราคิดผิด สักวันเราก็จะต้องตาสว่าง

ที่ว่ามานี้ ไม่ได้คิดจะสั่งสอนท่านผู้อ่าน แต่ตั้งใจจะบอกกับตัวเองเสียมากกว่า

เพราะระยะหลังมานี้ บางทีอ่านข่าวคนออกมาสนับสนุนให้มีการรัฐประหารแล้ว มันก็รู้สึกเจ็บใจ โมโหโกรธเคืองเสียเหลือเกิน

สุดท้ายเลยต้องเอาทางธรรมเข้าข่ม ทำใจเป็นกลางบ้าง พระเจ้ายังทำให้มนุษย์เท่ากันไม่ได้ แล้วนับประสาอะไรกับเราที่จะทำให้ทุกคนมาคิดเหมือนกัน

ส่วนพวกที่ถึงขั้นเห็นผิดเป็นชอบนั้น ก็ยิ่งไม่ใช่เรื่องของเรา

บางทีก็ต้องปล่อยวางให้บาปกรรมตามธรรมชาติลงโทษกันเอาเองก็แล้วกัน

ปฏิญา ยอดเมฆ

ขอข้อหา กบฏ ของมาร์ค ม.7

การกล่าวของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ระบุอยู่หลายเรื่องที่นำมาลดความน่าเชื่อของรัฐบาลภายใต้การนำของ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมตรี ซึ่งก็คงเป็นสิทธิ หากนำหน้าที่ของพรรรคฝ่ายค้านมากล่าวอ้าง

แต่กระนั้นก็ยังมีพฤติกรรมปกติ ที่พรรคประชาธิปัตย์ปฏิบัติมาอย่างต่อเนื่องแฝงให้เห็นอยู่ทุกครั้งเช่นเดียวกัน

นั่นก็คือ ค้านมันลูกเดียว...ทุกเรื่อง...ทุกประเด็น...เหน็บแนม...กล่าวหา...ตะแบง

สร้างความสับสน แม้กระทั่งเคยนำเรื่องส่วนตัวมาป้ายสีโจมตีพรรคการเมือง หรือแม้กระทั่งบุคคลที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามในสภา ที่ปราศจากความจริงใดๆ ทั้งสิ้น มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน อย่างหน้าตาเฉย

ซึ่งหากไม่ไล่เลียงบางเรื่องให้สังคมได้รับรู้แล้ว ผลเสียทั้งมวลจะตกอยู่กับประชาชนและสังคมไทยเป็นผู้รับกรรม ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ เป็นผู้ได้รับประโยชน์จากการเข้าไปเป็นรัฐบาล

เรื่องแรกที่ นายอภิสิทธิ์ หรือที่ได้ฉายา ว่า นายมาร์ค ม.7 บิดคำพูด จีบปากจีบคอ ตีรวน ก็เรื่อง ข้อเสนอของนายกรัฐมนตรีที่ประสงค์จะจัดให้ประชาชนลงประชามติ เห็นด้วยต่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 หรือไม่

โดยนัยของนายกรัฐมนตรีก็เพื่อเพื่อลดความขัดแย้ง ลดปัญหาการโจมตีใส่กันของฝั่งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย จนเป็นการสร้างความสับสนให้กับสังคมอย่างไม่รู้จบ ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ และกลุ่มพันธมิตรฯ เป็นผู้จุดประเด็นขึ้นมาเองทั้งสิ้น

แต่พอนายกรัฐมตรี ถอยมาหนึ่งก้าว พรรคประชาธิปัตย์ กลับลากโยงไปอีกเรื่อง กลับเป็นว่า การจัดลงประชามติ ให้ประชาชนทั้งประเทศตัดสินจะแก้หรือไม่แก้ ไม่สมควรขึ้นมาอีก แล้วหันไปสู่ประเด็นหาเรื่องหาราวขึ้นมาใหม่คือ ให้ถอนญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ยื่นไปแล้วก่อนหน้านี้

แต่ก็ดูจะบังเอิญเสียเหลือเกินที่ประเด็นให้ถอดถอนญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญ ดันทะลึ่งไปตรงกับการออกมากล่าวอ้างในถ้อยแถลงของกลุ่มพันธมิตรฯยังกับถอดมาจากแม่แบบพิมพ์เดียวกัน...

นายอภิสิทธิ์ คงลืมไปว่า รัฐธรรมนูญโจร 2550 บัญญัติให้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือ ส.ส. มีเอกสิทธิ์ ไม่ต้องฟังมติของพรรคต้นสังกัดก็ได้...

ดังนั้น การยื่นญัตติขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ ดังกล่าว โดย ส.ส. ส่วนหนึ่ง และ ส.ว. หรือสมาชิกวุฒิสภาอีกส่วนหนึ่ง รวมกว่า 100 คน ที่ผ่านมานั้น จึงเป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับพรรคต้นสังกัดแต่อย่างใด หรือไม่ใช่เป็นไปในนามของพรรคใดพรรคหนึ่ง หรือเป็นเรื่องของพรรคร่วมรัฐบาล

ซึ่งก่อนหน้านี้ นายกรัฐมนตรี ก็ระบุชัดว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ขอให้เป็นเรื่องของสภาดำเนินการ นั่นก็หมายถึง เป็นเอกสิทธิ์ของ ส.ส. ที่จะเข้าชื่อกันเอง โดยรัฐบาลจะไม่เข้าไปเป็นตัวตั้งตัวตี

หรือแม้แต่นายกรัฐมนตรี จะเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชาชน เป็นหัวหน้ารัฐบาล ก็ไม่มีสิทธิ์ยับยั้ง จะได้เพียงก็แค่ขอร้องเท่านั้น

ยิ่งประธานสภาฯ ที่ต้องวางตัวเป็นกลางตามประสงค์ของพรรคประชาธิปัตย์ และทำหน้าที่เป็นประมุขของฝ่ายนิติบัญญัติด้วยแล้ว ก็ไม่มีสิทธิ์ถอนร่างฯ ออกมาแต่อย่างใด

โดยจะต้องดำเนินการให้เป็นตามข้อบังคับอย่างเคร่งครัด นั่นก็คือ เตรียมบรรจุเข้าสู่วาระการประชุมต่อไป

แต่ที่นายอภิสิทธิ์ ฮึกเหิม จนกล้าป้ายสีด้วยจิตใจอุบาทว์ มากขึ้น ก็คือ หยิบฉวยการกล่าวหา ปาฐกถาของ นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี หมิ่นเหม่ต่อสถาบัน ที่กำลังรอการพิสูจน์จากหลายฝ่ายอย่างเข้มข้นมาฉุดลากกระหน่ำซ้ำเติมเข้าไปอีก ด้วยข้อหาใหม่ เป็น “กบฏ”

นายอภิสิทธิ์ โมเมว่า คดีของนายจักรภพอาจเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลาและมีความซับซ้อนพอสมควร เพราะอาจจะไม่ใช่ข้อหาเดียว แต่อาจมีข้อหาเป็นกบฏด้วยหรือไม่

พร้อมลื่นไถลไปอีกว่า สิ่งที่ตนอยากยืนยันผ่านไปถึงนายกรัฐมนตรี คือ ในระยะหลัง เมื่อคนที่อยู่ในตำแหน่งและมีอำนาจ ถูกกล่าวหา คดีจะมีความคืบหน้าช้ามาก แต่ถ้าไม่ใช่เป็นรัฐมนตรี ตอนนี้คดีอาจจะสรุปแล้วก็ได้

อ่านแล้วก็ได้แต่ร้อง โอ้โห...อะไรจะบ้าบอคอแตก คิดการกล่าวหาผู้คนได้อุบาทว์ถึงเพียงนี้...???

เพียงเพราะนายจักรภพออกมายืนแถวหน้า ต่อต้านเผด็จการทหารที่ใช้กำลังอาวุธยุทโธปกรณ์ที่เป็นภาษีของประชาชน เข้าทำการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตย นี่นะหรือคือ กบฏ

คงเป็นแบบที่สังคมเขาตราหน้านายอภิสิทธิ์ว่า เด็กชาย มาร์ค ม.7 ที่เสนอขอพระราชทานนายกรัฐมนตรี ที่ในหลวงทรงตรัสแล้วว่า ไม่ใช่ประชาธิปไตย

มาถึงวันนี้ เด็กชาย มาร์ค ม.7 เลยยังไม่รู้ว่า การใช้กำลังเข้าล้มล้างการปกครองประเทศ นั่นละคือ กบฏ ตัวจริง...

พร ภัทร(แทน)



มหาประชาชนฯตั้งวอร์รูมจับผิดพันธมิตร เล็งแป๊ะลิ้มเบอร์ 1 หลุดปาก ยื่นศาลถอนประกันเอาตัวเข้าคุกทันที

กลุ่มมหาประชาชนฯ เตรียมงัดกฎหมายเล่นงานพันธมิตร ตั้งวอร์รูมติดตามการปราศรัยทุกระยะ โดยเฉพาะ“สนธิ ลิ้ม” หลุดปากเข้าข่าย ยื่นศาลถอดถอนประกันเอาตัวเข้าคุกทันที

นาย ประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ พรรคพลังประชาชนในฐานะโฆษกกลุ่มมหาประชาชน เพื่อพิทักษ์ประชาธิปไตย กล่าวยืนยันว่า กลุ่มมหาประชาชนฯมีมติไม่เคลื่อนพลภาคประชาชนไปปะทะอย่างแน่นอน ซึ่งจะสร้างความชอบธรรมและอาจทำให้สถานการณ์รุนแรงบานปลาย แต่จะหันไปจัดตั้งวอร์รูมเฝ้าติดตามการชุมนุมดังกล่าวอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินสถานการณ์และดูพฤติกรรมในการเคลื่อนไหว ทั้งนี้ เชื่อว่ามั่นว่า นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม กับ รมว.มหาดไทยจะสามารถดูแลและควบคุมสถานการณ์ได้

“เพราะเราฟันธงว่า เป็นฟางเส้นสุดท้าย หรือเป็นการดิ้นเฮือกสุดท้ายของพันธมิตรฯในการปกป้องรัฐธรรมนูญ 50 ฉบับเผด็จการ ที่เขามีส่วนร่วมในการฉีกรัฐธรรมนูญปี 40 ดังนั้น เมื่อจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ทำให้พันธมิตรฯรับไม่ได้ ซึ่งเราหวังว่า เมื่อมีการเลือกตั้ง มีรัฐบาล มีนายกรัฐมนตรี เพื่อไปแก้รัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย แต่พันธมิตรฯกลับหยิบยก อ้างความไม่จงรักภักดีต่อสถานบัน พอนายกรัฐมนตรีจะให้จัดทำประชามติก็บอกว่าสายเกินไป ซึ่งไร้เหตุผล”นายประชา ย้ำ

แกนนำกลุ่มมหาประชาชนฯ กล่าวด้วยว่า ถ้าชุมนุมมีการปิดถนน และปราศรัยโยงสถาบันสร้างความเสียหาย หรือละเมิดสิทธิคนอื่นเมื่อใด จะให้ประชาชนไปแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษทันทีเพื่อให้ดำเนินการตามกฎหมายแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ โดยเฉพาะหากนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯมีการปลุกระดมเมื่อใด จะทำหนังสือถึงศาลเพื่อขอให้งดการขอปล่อยตัวชั่วคราว หลังจากที่ศาลชั้นต้นสั่งจำคุก 4 ปี ในคดีกล่าวใส่ร้ายหมิ่นประมาท พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เพราะเชื่อว่าการชุมนุม คงไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจทั้งน้ำมันแพง ผลผลิตทางการเกษตรและคนตกงานได้

“ถ้ารัฐบาลยังเพิกเฉย จะนัดประชุมเพื่อให้ประชาชนลงประชามติ ผ่านไปรษณียบัตรจากภาคประชาชนทั่วประเทศแต่ละภาคส่งเข้ามารวมจะรวบรวมสรุปไปผลแจ้งให้รัฐบาลและพันธมิตร และหากวิธีการนี้ไม่ได้ผล ทางกลุ่มจะใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดนัดชุมนุมใหญ่ทันทีโดยจะเอาผลประชามติภาคประชาชน กดดันเนรเทศแกนนำพันธมิตรฯออกพ้นจากประเทศเพื่อไม่ให้สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนอีกต่อไป”นายประชา กล่าว

นอกจากนี้ โฆษกกลุ่มมหาประชาชนฯยังเรียกร้องฝากไปถึงบุคคลที่หวังไม่ดีที่ต้องการจะสร้างสถานการณ์ความรุนแรงให้มีเงื่อนไขนำไปสู่การแก้ปัญหาเหมือนการยึดอำนาจเมื่อวันที่ 19 ก.ย.2549 อย่าได้คิดทำอีกเลย ควรปล่อยให้มีการแก้ไขด้วยวิธีการเมืองและอย่าได้คิดสร้างสถานการณ์ป้ายความผิดให้กลุ่มมหาประชาชนฯให้เกิดเหตุวุ่นวายด้วย



"สมศักดิ์" ขอโทษ "พ.ต.ท.ทักษิณ" ระบุสื่อมั่ว จับโยงขายนาขายชาติหวังทำลาย ยืนยันไม่ได้เห็นแตกต่าง


"สมศักดิ์" ร้อน ประเด็นขายนาขายชาติ เห็นข่าวแล้วตกใจ ระบุ สื่อมั่ว โยงสะเปะสะปะ พร้อมเอ่ยปากขอโทษ "พ.ต.ท.ทักษิณ" ที่ทำให้เสียหาย เผย รู้อดีตนายกฯมีเจตนาดีที่น่าชื่นชื่น

นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รมว.เกษตรและสหกรณ์ ให้สัมภาษณ์กรณีมีข้าวต่างชาติจะเข้ามาลงทุนปลูกข้าวในประเทศไทยว่า กรณีนี้สื่อพยายามโยงให้เห็นเป็นประเด็นความเห็นต่าง ระหว่างตนเอง กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชิณวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งในข้อเท็จจริงต้องแยกเป็น 2 ประเด็น

ประเด็นแรกคือ ความเห็นและเจตนาของ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งต้องขอขอบคุณและชื่นชมที่มีเจตนาที่ดีในการเชิญนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะจากซาอุอารเบีย มาดูกิจการทำนา เพื่อให้เห็นว่า การทำนาแบบวิถีของไทยเป็นอย่างไรและบนความเปลี่ยนแปลงของโลกใหม่ การนำวิทยาการใหม่ๆ มาใช้เป็นอย่างไร ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ มีเจตนาจะให้ทางซาอุฯ มาเห็นว่าเป็นอย่างไร แล้วจะช่วยกันพัฒนา ปรับปรุงประสิทธิภาพซึ่งในส่วนนี้เป็นส่วนที่ดี ทางกระทรวงเกษตรฯ ก็ต้องขอชื่นชม

ส่วนประเด็นที่สอง เป็นประเด็นที่ผู้สื่อข่าวได้สอบถามถึงกรณีที่นายประภัตร โพธสุธน เลขาธิการพรรคชาติไทย มีความเห็นที่จะเชิญนักลงทุนจากซาอุฯ มาร่วมทุนในการทำนา ตนได้บอกกับสื่อไปอย่างชัดเจนว่า การมีความเห็นในลักษณะเช่นนี้จะส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อวัฒนธรรม วิถีชีวิตของเกษตรกรและต่อชาติอย่างไร แล้วยังมองลึกลงไปว่า การทำลายวัฒนธรรม การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของชาวนาซึ่งเป็นบุคคลสำคัญ เพราะยามที่บ้านเมืองเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ก็มีแต่กลุ่มชาวนาและเกษตรกรที่สร้างผลผลิตทำให้ประเทศไทยยืนอยู่ได้จนถึงวันนี้ จึงอยากให้เห็นความสำคัญตรงจุดนี้

"แต่หากมีความคิดในการที่จะทำลายวิถีชีวิตและวัฒนธรรมการเกษตร มันเหมือนกับเป็นการขายชาติ ผมก็ให้ความเห็นไปด้วยความซื่อ ที่สำคัญไม่ได้มองในเรื่องของตัว พ.ต.ท.ทักษิณ เลย เพราะผู้สื่อข่าวได้โยงประเด็นมาถึงตัวเลขาธิการพรรค และพอเห็นข่าวก็ยังแปลกใจว่ากลายเป็นข่าวที่โยงให้เห็นถึงความเห็นต่างระหว่างผมกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งตรงนี้ผมต้องขอโทษท่านด้วย ถ้าหากว่าถูกโยงไปแล้วทำให้ท่านได้รับความเสียหาย เพราะจริงๆ แล้วไม่ได้เกี่ยวกับท่านเลย"นายสมศักดิ์ กล่าว

รมว.เกษตรฯ กล่าวว่า การชักชวนนักลงทุนจากซาอุอารเบีย มาดูการทำนาในประเทศไทย พ.ต.ท.ทักษิณ มีแต่ความปราถนาที่ดี อยากจะพัฒนาการปรับปรุงประสิทธิภาพในเรื่องของเกษตรแผนใหม่ จึงได้นำชาวซาอุดิอารเบีย มาให้เห็นถึงวิถีชีวิตและความยากลำบาก เพื่อที่จะได้ช่วยกันคิด ช่วยกันพัฒนาการทำนาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ตรงนี้ขอยืนยันว่าไม่ได้เกี่ยวพันกับความห็นต่างกับ พ.ต.ท.ทักษิณ แต่เป็นความเห็นที่ชื่นชมต่างหาก

อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรฯ ยืนยันไม่เห็นด้วยกับการลงทุนตามที่นายประภัตร เปิดประเด็น เพราะอาชีพการเกษตรเป็นอาชีพสงวนไว้สำหรับคนไทย ซึ่งทรัพยากรธรรมชาติที่เกิดในประเทศไทย ควรเอื้อประโยชน์ให้กับคนไทยเท่านั้น

“การเชิญชาวต่างชาติเข้ามาไม่ว่าจะชาติใด ไม่ว่าจะมีวิวัฒนาการทางการเกษตรที่ดีแค่ไหน หากมาลงทุนในประเทศไทยแล้ว จะเอาชาวนาและเกษตรกรของเราไปไว้ที่ไหน จะเอาทรัพยากรของเราไปแบ่งครี่งกับชาวต่างชาติ ผมรับไม่ได้”

นายสมศักดิ์ กล่าวด้วยว่า พื้นที่ภาคกลางเป็นพื้นที่ที่ล่อแหลมมาก เพราะชาวนาต้องเช่าพื้นที่ปลูกข้าวถึงร้อยละ 60 เมื่อราคาผลผลิตเป็นอย่างนี้ หากกลุ่มเจ้าของที่ดินยกเลิกไม่ให้ชาวนาเช่า หันไปลงทุนจ้างทำนาไร่ละ 5,000 บาท แล้วชาวนาจะไปอยู่ที่ไหน ส่วนแนวโน้มกลุ่มทุนต่างชาติแข้ามาลงทุนปลูกข้าว โดยมีนอมินีเป็นคนไทย คงเป็นไปไม่ได้ เพราะประเทศไทยมีพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.)การลงทุน และการคุ้มครองอาชีพ ที่สำคัญกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะคัดค้านอย่างถึงที่สุด เพราะเรื่องแบบนี้เป็นเรื่องที่รับไม่ได้