WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, May 26, 2008

‘ดร.โกร่ง’สุดทนพฤติกรรมปชป. ซัด!ทิ้งอุดมการณ์ประชาธิปไตย

“ดร.โกร่ง” ทนพฤติกรรมพรรคเก่าแก่ไม่ไหว เขียนบทความชำแหละ อัดเป็นพรรคการเมืองที่ละทิ้งอุดมการณ์ประชาธิปไตย เปรียบเหมือนทาร์ซานอุ้มเจนโหนกระแส โหนทหารออกมายึดอำนาจ ถึงเวลาแพ้เลือกตั้งเลยต้องโห่ร้องอย่างโหยหวน พร้อมชี้แนะ หัดส่องกระจกดูตัวเอง หัดหานโยบายใหม่ๆ เอาใจประชาชน

เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ดร.วีรพงษ์ รามางกูร นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดัง อดีตรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง หรือที่เรียกขานกันว่า ดร.โกร่ง ได้เขียนบทความลงในคอลัมน์ คนเดินตรอก ของหนังสือพิมพ์ธุรกิจชื่อดังฉบับหนึ่ง ในหัวข้อบทความว่า “ประชาธิปัตย์ต้องการปฏิรูป” ซึ่งไม่บ่อยครั้งที่นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดังคนนี้จะออกมาวิพากษ์วิจารณ์การเมือง โดยเฉพาะมีนัยต่อพรรคการเมืองที่ได้ชื่อว่าเป็นพรรคการเมืองเก่าแก่ของประเทศไทย นั่นก็คือ พรรคประชาธิปัตย์

ดร.วีรพงษ์ เริ่มบทความชำแหละพรรคประชาธิปัตย์ด้วยการกล่าวถึงการเลือกตั้งทั่วไปหลังจากมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญปี 2550 เป็นเครื่องชี้อย่างดีว่า พรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเป็นพรรคที่เก่าแก่ที่สุดของบ้านเมือง “ต้องการการปฏิรูปอย่างรุนแรงและขนานใหญ่” มิฉะนั้น ประเทศไทยจะกลายเป็นประเทศที่มีระบอบการปกครองโดยพรรคใหญ่ พรรคเดียว ซึ่งไม่เหมาะกับประเทศไทยและเขาก็ไม่ต้องการอย่างนั้น

“พรรคประชาธิปัตย์ก็เหมือนกับพรรคการเมืองอื่นที่ต้องถือว่าเป็นของประชาชน มิใช่พรรคของกรรมการบริหารพรรค หรือสมาชิกพรรคเท่านั้น เพราะได้รับเงินจากภาษีอากรที่เก็บจากประชาชนทั่วประเทศไปทำกิจกรรมของพรรค พรรคต้องฟังความคิดเห็นของประชาชนผู้เสียภาษีด้วย ถ้าการวิพากษ์วิจารณ์มีเหตุผล ควรฟังว่า เขาวิพากษ์วิจารณ์อะไร อย่ามัวแต่ค้นหาว่าทำไมเขาจึงวิพากษ์วิจารณ์” บทความระบุไว้ตอนหนึ่ง

ดร.วีรพงษ์ เสนอแนะต่อพรรคประชาธิปัตย์ไว้ถึง 6 เรื่อง โดยเรื่องแรก พรรคต้องเปลี่ยนทัศนคติ เสียใหม่ว่า การเอาแต่คิดโค่นล้มคู่ต่อสู้ทุกวิถีทางนั้น ต้องเปลี่ยนใหม่ แม้ตอนที่ก่อตั้งพรรคเมื่อปี 2489 พรรคประสบความสำเร็จในการโค่นล้มพรรคแนวรัฐธรรมนูญและพรรคสหชีพ โดยการร่วมมือกับทหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ จอมพลผิน ชุณหะวัณ และ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ลงเลือกตั้ง โดยการช่วยเหลือของทหารในเดือนมกราคม 2491 เป็นรัฐบาลอยู่ได้ 4 เดือน ก็ถูกทหารหักหลังจี้ให้ลาออก หลังจากนั้นก็ไม่ได้อะไร จนเกิดกรณี 14 ตุลาคม 2516 เพราะทหารแตกคอกันเองไม่ใช่ฝีมือของพรรค

ทั้งนี้ ทรรศนะที่ถูกต้องก็คือ ต้องสร้างผลงานในทางสร้างสรรค์ทั้งในด้านเศรษฐกิจ การเมือง สังคม และการต่างประเทศ ในด้านการต่างประเทศ เพราะประเทศไทยใหญ่พอที่ผู้นำของไทยสามารถจะเป็นผู้นำของภูมิภาคได้อย่าง ดร.มหาเธร์ โมฮัมหมัด

“น่าเห็นใจผู้นำพรรคประชาธิปัตย์ ส่วนมากเป็นทนายความ เป็นครู เป็นข้าราชการที่เกษียณอายุแล้ว มีนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จน้อย หัวหน้าพรรคแม้ว่าจะมีอายุพอสมควรแล้ว มีการศึกษาจากสถาบันชั้นนำของโลก แต่ไม่เคยทำงานรับผิดชอบจริงๆ ข้อสำคัญอยู่ไปๆ ถูกพรรคล้างสมองลืมหลักการทางปรัชญากฎหมาย รัฐศาสตร์ และเศรษฐศาสตร์ เสียสิ้น ค้านทุกเรื่องที่ฝ่ายตรงกันข้ามทำ หรือฝ่ายตรงกันข้ามคิด ผลจึงออกมาในสายตาประชาชนว่าที่คิดที่พูดนั้น ตนเองก็ไม่ได้เชื่ออย่างนั้นเลย แต่พูดไปตามมติพรรคซึ่งล้าสมัยแล้ว” ดร.วีรพงษ์ ระบุ

เรื่องที่สอง เหตุที่พรรคมีทัศนคติในทางลบและไม่สร้างสรรค์อยู่ตลอดเวลา ก็เพราะพรรคถูกครอบงำด้วยผู้นำรุ่นเก่าที่เคยประสบความสำเร็จโดยการทำลายล้างฝ่ายตรงกันข้ามที่เป็นรัฐบาลทหาร ขณะนั้นโอกาสที่พรรคประชาธิปัตย์จะเป็นรัฐบาลไม่มี เพราะทหารกุมอำนาจเบ็ดเสร็จเอาไว้

พรรคประชาธิปัตย์จึงได้รับการยกย่องว่าเป็นพรรคฝ่ายค้านที่ดีที่สุด ผู้นำพรรค ซึ่งบัดนี้อายุอยู่ระหว่าง 65-75 ปี จึงติดยึดอยู่กับยุทธวิธีแบบนั้นไม่เปลี่ยนแปลง

เมื่อมีพรรคใหม่ที่ผู้นำพรรคเกือบ 100 คน มาจากคนที่มีประสบการณ์ทั้งทางธุรกิจและทางราชการ มีวิสัยทัศน์ยาวไกล ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก ในยุคโลกาภิวัตน์ ทำการบ้านว่าคนชั้นล่างซึ่งมีสัดส่วนที่สูงต้องการอะไร และสามารถทำอย่างที่ตนสัญญาไว้ตอนหาเสียงเลือกตั้งได้ พรรคประชาธิปัตย์จึงพ่ายแพ้อย่างยับเยินครั้งแล้วครั้งเล่า

ดร.วีรพงษ์ ระบุในบทความว่า นอกจากผู้นำพรรคไม่ยอมรับความบกพร่องของตนแล้ว ยัง หลอกตนเองว่า พ่ายแพ้การเลือกตั้งเพราะฝ่ายตรงกันข้ามซื้อเสียง แต่ในกรณีที่ทหารและข้าราชการถูกสั่งให้มาช่วยอย่างเต็มที่ทั้งกำลังคน กำลังอำนาจ และกำลังเงินซื้อเสียงให้ แล้วยังแพ้อย่าง ยับเยิน ตนกลับไม่คำนึงถึง หลายคนบอกว่าแม้ฝ่ายตรงกันข้ามไม่ซื้อเสียงเลยก็ยังชนะพรรคประชาธิปัตย์ โดยสิ่งที่พิสูจน์ได้ก็คือ ผู้ที่ออกจากพรรคไทยรักไทยไปอยู่พรรคอื่น กลับสอบตกเป็นจำนวนมาก ทั้งๆ ที่มีกระสุนจากทหารมาช่วยจำนวนมาก

นักเศรษฐศาสตร์ผู้นี้ชี้ในเรื่องที่สามให้เห็นว่า ผู้นำพรรคประชาธิปัตย์ อาจแบ่งเป็น 2 พวก คือนักกฎหมายกับพวกครู ซึ่งไม่ค่อยยอมรับการเปลี่ยนแปลง โดยเมื่อกฎหมายระเบียบแบบแผนเป็นอย่างไรก็ถือเป็นคัมภีร์ ให้ข้าราชการเป็นผู้แนะนำและชี้นำนโยบายในการทำงาน อีกพวกหนึ่ง เป็นพวกที่มีผลประโยชน์ จึงไม่ยอมให้คนรุ่นใหม่เข้าไปรับผิดชอบพรรคจริงๆ ยังกุมอำนาจพรรคไว้ด้วยผลประโยชน์

ขณะที่ ดร.วีรพงษ์ ชี้ให้เห็นว่า พรรคการเมืองฝั่งตรงข้ามพรรคประชาธิปัตย์พูดเสมอว่า กฎหมายระเบียบแบบแผนเป็นเครื่องมือที่จะทำให้งานสำเร็จ ประชาชนได้ประโยชน์ ถ้ากฎหมายข้อบังคับเป็นอุปสรรคก็ต้องแก้ไข เพราะกฎหมายข้อบังคับระเบียบแบบแผนสร้างมาโดยมนุษย์ มนุษย์ย่อมสามารถแก้ไขได้ มนุษย์ต้องเป็นนายกฎหมาย ไม่ใช่ให้กฎหมายมาเป็นนายมนุษย์

ข้าราชการไม่ใช่ผู้กำหนดนโยบายแต่เป็นผู้นำนโยบายของฝ่ายการเมืองไปปฏิบัติ กลับกันกับวิธีคิดของประชาธิปัตย์ ดังนั้น ผลงานของประชาธิปัตย์ในฐานะเป็นรัฐบาล ไม่ใช่ในฐานะของฝ่ายค้านจึงไม่ค่อยมีเป็นรูปธรรม ทั้งๆ ที่เคยร่วมรัฐบาลมาหลายยุคหลายสมัยเป็นเวลากว่า 15 ปี

ดร.วีรพงษ์ ระบุในบทความถึงการมาซึ่งเสียงสนับสนุนของคนภาคใต้ของพรรคประชาธิปัตย์ ด้วยการกล่าวว่า เขาเคยถามเพื่อนฝูงชาวปักษ์ใต้ที่ภูเก็ต กระบี่ พังงา สุราษฎร์ธานี ชอบผลงานของรัฐบาลพรรคไหน ซึ่งก็ไม่มีใครบอกว่า ผลงานของประชาธิปัตย์ดีกว่าคู่ต่อสู้ ขณะที่ทุกคนกลับบอกว่าผลงานของรัฐบาลคู่ต่อสู้ดีกว่า แต่ที่เลือกประชาธิปัตย์เพราะพ่อแม่ปู่ย่าตายายเลือกประชาธิปัตย์ หรือที่เลือกก็เพราะผู้นำพรรค โดยเฉพาะอย่างยิ่งนายหัวเป็นคนใต้เคยถามต่อว่าถ้านายหัวไม่อยู่แล้วจะเลือกอย่างไร ผู้ตอบก็ตอบไม่ถูกเหมือนกันเอาไว้ถึงเวลานั้นแล้วค่อยคิด

“พฤติกรรมการเลือก ส.ส. ของคนใต้ จึงต่างกับคนอีสานและคนเหนือ ที่เน้นว่า ส.ส. คนนั้นเคยทำประโยชน์ให้กับตนหรือชุมชนของตนแค่ไหน ส่วนในกรุงเทพฯ เลือกไปตามกระแสที่สื่อมวลชนยัดเยียดให้ เพราะตนก็ไม่เคยได้ประโยชน์อะไรเป็นชิ้นเป็นอันจาก ส.ส. ของตนอยู่แล้ว เพราะตนเองก็มีเส้นสายโยงใยเองอยู่แล้ว ไม่เดือดร้อนเหมือนคนในต่างจังหวัด”

ดร.วีรพงษ์ ยังเชื่อมจากเรื่องที่สามมายังเรื่องที่สี่ ที่เปรียบพรรคประชาธิปัตย์เป็นทาร์ซานด้วยว่า เมื่อพรรคประชาธิปัตย์ไม่สามารถเข้าถึงหรือไม่พยายามเข้าถึงคนระดับล่าง ไม่ว่าจะเป็นภาคอีสาน ภาคเหนือ ภาคกลาง และแม้แต่ในกรุงเทพฯ พรรคจึงไม่เน้นที่จะสร้างผลงาน แต่เน้นในการทำลายล้างฝ่ายตรงข้ามทุกวิถีทาง พรรคประชาธิปัตย์จึงกลายเป็นทาร์ซาน ที่พยายามจะช่วยเจนโดยการโหนเถาวัลย์ โหนกระแส และโหนทหาร แล้วให้เจนคอยกอดเอว พอเจนจับพลาดในที่สุดทาร์ซานก็ต้องป้องปากโห่อย่างโหยหวนลั่นป่า

“การทำตัวเป็นทาร์ซานจะไปถึงที่หมายโดยวิธีโหน จึงต้องละทิ้งอุดมการณ์ประชาธิปไตย อุดมการณ์ทางกฎหมาย ความถูกต้อง จารีต ประเพณี ในการปกครองระบอบประชาธิปไตย ร่วมมือกับทหารสร้างทางตันเพื่อเชื้อเชิญให้ทหารปฏิวัติ ทำลายรัฐธรรมนูญ เพื่อให้พรรคฝ่ายตรงกันข้ามถูกยุบ ให้นักการเมือง ฝ่ายตรงกันข้ามถูกตัดสิทธิทางการเมือง และสนับสนุนรัฐธรรมนูญที่มีบทบัญญัติ จะตอนพรรคการเมืองไม่ให้โต สร้างองค์กรอิสระที่ไม่มีใครตรวจสอบได้ ซึ่งเป็นผลเสียกับตัวเองด้วยในระยะยาวแต่ก็ยอมทำ ทำให้พรรคเสียคะแนนจากผู้คนที่หัวก้าวหน้าและคนรุ่นใหม่อย่างน่าเสียดาย”

ทั้งนี้ การที่พรรคประณามนโยบายและโครงการที่เป็นประโยชน์กับคนระดับล่าง ทั้งๆ ที่อยู่ในกรอบที่การเงินการคลังของประเทศรับได้ เพราะมีทุนสำรองระหว่างประเทศเหลือเฟือจนธนาคารแห่งประเทศไทยไม่อยากจะได้ว่าเป็นโครงการ “ประชานิยม” เท่ากับการทำลายเสียงของตนเองกับคนระดับล่างทั่วประเทศและจำกัดตัวเอง เพราะถ้าตนเองเป็นรัฐบาล ก็คงต้องทำ หรืออาจจะทำมากกว่า เพราะที่ใช้หาเสียงสัญญาว่าจะทำมากกว่า

ส่วนเรื่องที่ห้า พรรคประชาธิปัตย์เป็น พรรคปิด มีระบบอาวุโสที่เหนียวแน่น สมาชิกใหม่ให้อยู่ระดับล่าง หรือในสภาก็อยู่แถวหลังหรือที่อังกฤษเรียกว่า “Back Benchers” แต่อังกฤษผู้นำพรรคที่นำ พรรคไปแพ้เลือกตั้งจะลาออกเกือบหมด เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่มาแทน แต่ของเราไม่มีประเพณีอย่างนั้น สมาชิกรุ่นใหม่จึงไม่มีโอกาสมานำพรรค ผู้นำพรรค ไม่มุ่งจะทำพรรคให้ชนะการเลือกตั้ง เพียงแต่ได้ ส.ส. มากเพิ่มขึ้น ก็พอใจจะอยู่ในตำแหน่งต่อไปแล้ว

ขณะที่เปรียบว่าฝ่ายตรงกันข้ามพรรคประชาธิปัตย์ เน้นในเรื่องผลงานทางเศรษฐกิจของผู้ออกเสียง เน้นคะแนนนิยมในตัว ส.ส. เน้นการเมืองที่มีผลสำเร็จของการเลือกตั้ง เน้นทางด้านการหาเงินช่วยพรรค ซึ่งไม่ต้องบอกก็คงเข้าใจ ดังนั้น จึงมีการสับเปลี่ยนตัวผู้นำพรรคระดับรองๆ ลงไปอยู่ตลอดเวลา พรรคฝ่ายตรงกันข้ามจึงสามารถ “ดูด” นักการเมืองให้เข้าพรรคได้มากขึ้นเสมอ เพราะมาอยู่แล้วโอกาสชนะการเลือกตั้งมีสูง ไม่ใช่เพราะเงินอย่างเดียวอย่างที่พรรคประชาธิปัตย์เข้าใจ

ดร.วีรพงษ์ ระบุเรื่องที่หก เพราะพรรคประชาธิปัตย์ไม่เคยหวังว่าจะชนะการเลือกตั้งและสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้พรรคเดียว หวังแต่เพียงเป็นแกนนำของรัฐบาลผสม เมื่อหวังเพียงเท่านี้ก็ทำให้มีทัศนคติว่า ถ้าสามารถทำลายพรรคคู่แข่งไม่ให้ลงมาแข่งในการเลือกตั้งก็พอแล้ว

พร้อมชี้ว่า หากพรรคประชาธิปัตย์รู้จุดอ่อนความสามารถในการสร้างนโยบายใหม่ๆ ไว้ขายกับประชาชน หรือถ้าคิดไม่ออกก็ขวนขวายหาบริษัทที่ปรึกษาที่ชำนาญการ แต่ก็ไม่มีความพยายามแต่ใช้วิธีสะกดจิตตนเองว่า ตนเองเป็นฝ่ายเทพ ฝ่ายตรงกันข้ามเป็นฝ่ายมาร แท้จริงในงานการเมืองไม่มีใครเป็นเทพ ไม่มีใครเป็นมาร มีแต่ผู้ชนะกับผู้แพ้การเลือกตั้งเท่านั้น

“ทั้งหมดนี้เป็นจุดอ่อนของพรรคประชาธิปัตย์ ผู้เสียภาษีอย่างพวกเราน่าจะมีสิทธิ์วิพากษ์วิจารณ์และเสนอแนะให้แก้ไขปฏิรูปตนเอง เพราะผลการดำเนินงานของพรรคไม่คุ้มกับเงินภาษีที่รับไป จะโกรธจะเคืองอย่างไรก็ไม่ว่า เพราะไม่อยากเห็นเมืองไทยเป็นระบบการเมืองแบบพรรคเดียว ถ้าเมืองไทยเป็นการเมืองพรรคเดียวก็ต้องโทษประชาธิปัตย์ อย่าไปโทษใคร คิดแล้วอ่อนใจ” ดร.วีรพงษ์ ระบุในท้ายสุดของบทความ


นักวิชาการการันตี ขึ้นเวทีกับ‘จักรภพ’ ไม่มีคำพูดจาบจ้วง

นักวิชาการระบุตลอด 105 นาที ที่ฟัง “จักรภพ” บรรยายอยู่บนเวทีเดียวกัน ไม่เห็นมีข้อความไหนที่เข้าข่ายจาบจ้วงเบื้องสูง แถมการกล่าวถึง พล.อ.เปรม ก็เป็นการพูดต่อเนื่องจากเหตุการชุมนุมหน้าบ้านพักสี่เสา ไม่ได้พูดถึงในฐานะองคมนตรี และยังระบุถึงความไม่เหมาะสมที่มีคนพยายามอ้างสถาบันเพื่อชักชวนให้รับร่างรัฐะรรมนูญ 2550 ด้วยซ้ำไป

เรื่องคำบรรยายของ นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยังเป็นประเด็นที่ฝ่ายจ้องทำลายรัฐบาลหยิบมาเป็นประเด็นหาเรื่องไม่เลิกรา

ล่าสุดในงานกองทุนพัฒนาวิทยุชุมชนคนแท็กซี่เพื่อการต่อสู้กับมารประชาธิปไตย ซึ่งจัดขึ้นที่ อาคารกีฬาเวสน์ 2 สนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง ในช่วงหนึ่งได้มีการบรรยายของ รศ.ดร.วรพล พรหมิกบุตร อาจารย์คณะสังคมศาสตร์และมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นผู้หนึ่งที่อยู่ร่วมเวทีกับนายจักรภพ ที่สโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศ ได้นำสำเนาวีซีดี ที่บันทึกการบรรยายเมื่อช่วงเดือน สิงหาคม ปีที่แล้วนำมาประกอบการบรรยาย โดยมีการอธิบายแปลความหมายคำปาฐกาความยาว 36 นาที ของนายจักรภพ อย่างละเอียด

รศ.ดร.วรพล กล่าวว่า จากการที่ตนในฐานะนักวิชาการได้มีโอกาสเข้าบรรยายร่วมกับนายจักรภพ เพ็ญแข ฐานะแกนนำนปก.ในขณะนั้น ในหัวข้อ “ประชาธิปไตย และระบบอุปถัมภ์ในประเทศไทย” โดยตลอดระยะเวลาที่นั่งบรรยาย 105 นาที ตนไม่เห็นว่าจะมีถ้อยคำใดที่นายจักรภพจะกล่าวจาบจ้วงต่อสถาบันเบื้องสูง นอกจากคำวิจารณ์นักการเมือง กลุ่มคน และประชาชน ที่มักอ้างสถาบันเบื้องสุงในการเคลื่อนไวทางการเมือง ในทางกลับกันนายจักรภพได้กล่าวถ้อยคำที่ยกย่องต่อระบอบการปกครองของไทยตั้งแต่สมัยสุโขทัยถึงปัจจุบันเสียด้วยซ้ำ

ผศ.ดร.วรพล เล่าเหตุการณ์และแปลความหมายคำปาฐกถาของนายจักรภพอย่างละเอียดว่า

ในช่วง 1-4 นาทีแรกของการบรรยาย พิธีกรรายการได้กล่าวเกริ่นถึงหัวข้อและเชิญนายจักรภพพูดก่อนเป็นคนแรกในช่วง นาทีที่ 4เป็นต้นไป ใช้เวลารวมทั้งหมด 36 นาที ซึ่งเนื้อหาเป็นการกล่าวถึงกรณีบ้านสีเสาเทเวศร์ จนเป็นเหตุให้ต้องถูกคุมขังว่า นปก.ถูกขังในคุกที่ไม่ใช่คุกทั่วไปแต่เป็นคุกของคุณเปรม และเหตุการณที่ผ่านมาน่าสะท้อนถึงสภาพการปะทะกัรระหว่างประชิปไตยกับระบบอุปถัมภ์ในประเทศไทย

จากนั้นนายจักรภพกล่าวถึงระบบอุปถัมภ์ทางประวัติศาสตร์ของไทย ตั้งแต่สมัยสุโขทัย อยุธยา และรัตนโกสินทร์ โดยได้กล่าวยกย่องระบบอุปถัมภ์ในสมัยพ่อขุมรามคำแหงมหาราชว่าเป็นช่วงที่ดีที่สุดคือเป็นพ่อที่ยิ่งใหญ่ ใช้การปกครองแบบพ่อปกครองลูก จากนั้นก็มีการผสมผสานการปกครองขึ้นแบบสุโขทัยและแบบผู้นำ โดยในสมัยอยุธยามีการยกพระมหากษัตริย์เป็นสมมุติเทพ จากนั้นสมัยรัตนโกสินทร์ ก็มีการรับอิทธิพลจากอยุธยา พร้อมกับมีการยกตัวอย่างการปกครองรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่มีการผสมผสานระหว่างการปกครองสมัยใหม่ และสมัยอดีตรวมกัน จนเป็นประมหากษัตริย์ที่ว่าได้รับยกย่องจากต่างชาติว่าทรงเป็นพระมหากษัตริย์นักวิทยาศาสตร์

จนต่อเนื่องมาสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชการที่ 9 เป็นการรวบรวมการปกครองทั้งหมดตั้งอดีตจนถึงปัจจุบัน เนื่องจากมีการปกครองที่ยาวนานจนได้รับการยกย่องในฐานะที่เป็นพระมหากษัตริย์ตามจารีตประเพณีของไทย นักพัฒนา และเป็นพระเจ้าแผ่นดินที่ทรงงานหนัก ตนเห็นว่าจากการกล่าวมาทั้งหมดนี้ของนายจักรภพเป็นไปในลักษณะการชื่นชมยกย่อง หากใครนำมาตีความในทางหมิ่นเบื้องสูงแล้ว คงเป็นคนมีจิตใจที่สกปรกแน่นอน

นอกจากนี้รศ.ดร.วรพล กล่าวเสริมตรงคำวิจารณ์ของนายจักรภพต่อประชาชนว่า พวกเราถุกโน้มน้าวชักจูงให้เชื่อว่าคนไทย ไม่ต้องการปราธิปไตย เพราะมีรัชสมัยที่ทรงพระเมตตายิ่ง นอกจากนี้ พวกเรายังอ้างและทำให้พระองค์ท่านเชื่อว่าปะชาธิปไตยที่มีรัฐบาลชี้นำ หรือ พระองค์ท่านต้องชี้นำ นั้นตนเชื่อว่านายจักรภพคงจะวิจารณ์เหตุการณ์ยื่นขอนายกรัฐมนตรีพระราชทานมาตรา 7 ที่มีนักการเมืองและนักวิชาการรวมกลุ่มกันเรียกร้อง แต่ในหลวงทรงปฏิเสธและย้ำว่าท่านเป็นประชาธิปไตย

รวมถึงการโฆษณาเมื่อครั้งรณรงค์ให้รับร่างรัฐะรรมนูญ 2550 โดยมีการกำกับว่า Yellow Shirt People ซึ่งมักมีการแอบอ้างเอาการสถาบันกษัตริย์มาใช้ในการเมือง ซึ่งน่าจะเป็นการวิจาณ์นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯที่ถูกดำเนินคดีอยู่ในขณะนี้ จากนันนายจักรภพกล่าวโดยสรุปว่า การสร้างปัญหาแบบนี้มันล้าสมัย ขณะนี้ประชาชนทราบแล้วว่าต้องการประชาธิปไตย

อาจารย์คณะสังคมศาสตร์และมานุษยวิทยา กล่าวทิ้งท้ายว่า หากจะมีการพาดพิงจริงคงจะเป็นดารที่นายจักรภพแสดงความคิดเห็นต่อแนวคิดการตั้งรัฐบาลผลัดถิ่น ที่มีการกล่าวถึงพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และ กรณีที่ 1 ในคณะตุลาการเป้ฯคนสนิทที่มีความสัมพันธ์กับอำนาจที่หนุนให้เกิดการรัฐประหารในเชิง โฮโมเซ็กส์ชวล และการตอบคำถามผู้สื่อข่าวว่าจะมีการเช็คบิลบุคคลที่ก่อให้เกิดการรัฐประหาร แต่ทั้งนี้นายจักรภพไม่ได้กล่าวถึงพล.อ.เปรมในฐานะที่เป็นประธานองคืมนตรีและรัฐบุรุษ แต่กล่าวเพียงคุณเปรมเท่านั้น




บทสรุปสิบชั่วโมงบนถนนราชดำเนินเมื่อคืนที่ผ่านมา

บทความโดย คุณ Bugbunny

ภาพโดย คุณ sky, redearth, ฮินดูบราซิล จากเวบบอร์ดฟ้าใหม่ และพันทิปราชดำเนิน
26 พฤษภาคม 2551

ผมใช้เวลาสิบชั่วโมงที่ทั้งตื่่นเต้น เหน็ดเหนื่อย ร้อน แค้น โกรธ มีความสุข มีความทุกข์ สลับกันไปมาจนบางทีก็แทบปรับความรู้สึกไม่ทัน มันมีหลายช่วงจังหวะเหลือเกินตั้งแต่บ่ายสามโมงถึงสองยามครึ่ง บนถนนราชดำเนินในคืนวันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๕๑

ไปถึงอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยราวบ่ายสามกว่า ผู้คนจำนวนสามสี่ร้อยคนในผ้าคาดหัวพันธมิตร ยืนอยู่บนบันไดอนุสาวรีย์ และด้านหน้าของคนพวกนี้คือตำรวจจำนวนมากที่ยืนเป็นกันชนไว้ และที่หน้าร้านศรแดง ประชาชนผู้โกรธแค้นการทำร้ายชาติบ้านเมืองมากว่าสองปีทีี่ผ่านมา จำนวนน้อยกว่า กำลังปราศรัยด้วยคำพูดซื่อ ๆ ด่าทอพวกทำลายชาติอย่างโกรธแค้น ความเคียดแค้นเหล่านั้นแสดงออกอย่างชัดเจน เครื่องเสียงกระจิบกระจอกและเครื่องปั่นไฟขนาดเล็ก ปะทะกับรถปั่นไฟและระบบเสียงซูเปอร์ซาวด์ของพันธมิตรอย่างไม่หวาดเกรง แม้ระดับความดังจะแสนแตกต่าง แต่ระดับความกล้าหาญกลับเหนือกว่าจนเทียบกันไม่ได้ แม้รายรอบกลุ่มพันธมิตรคือ การ์ดหน้าเห้ม ของพิธาน พืชมงคล หลายสิบคน แต่ชายหญิงต่างวัยที่กำลังปะทะทางความคิดกับคนพวกนั้น ก็ไม่ได้ย่นระย่อ ยืนหยัดท้าทายพวกหน้าเห้มที่ แป๊ะลิ้ม ไอ้ส่วยชั่วใส ทุ่มทุนจ้างมา โดยไม่หวาดหวั่น

ชั่วโมงเศษผ่านไป ผู้คนเพิ่มจำนวนขึ้นทั้งสองฝ่าย ผู้คนในสำเนียงทองแดงเดินกันมาเป็นกลุ่ม ผิวคล้ำผมหยิกกันทั้งชายหญิง เข้าร่วมการชุมนุมของพันธมิตร และผู้คนรากหญ้าจำนวนมาก ก็เข้าสมทบกับประชาชนฝ่ายต่อต้าน ความเครียดเคร่งเพิ่มมากขึ้นอีก เมื่อกลุ่มเด็กหนุ่มสาวห้าหกคน แบกป้ายและแขวนป้ายหน้าหลังแบบแซนด์วิชแมน เดินมาตามแนวด้านข้างของพันธมิตร เสียงโห่ขับไล่กระหึ่มก้อง เสียงด่าสังวาสบรรพสตรีของสนธิลิ้ม และบักใส ตามมาเป็นระลอก เสียงโห่และบริภาษดังไปทั่ว

ฉับพลัน ขวดน้ำจำนวนหนึ่ง ก็ถูกโยนมาจากบนอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย มันไม่เกิดบาดแผล แต่เร่งดีกรีแห่งความแค้น แล้วขวดน้ำจำนวนมาก ก็ถูกโยนข้ามกลับไปบนอนุสาวรีย์

สงครามขวดน้ำ คือสงครามแรก ที่ประกาศขึ้นบนถนนราชดำเนิน มันดำเนินไปครู่ใหญ่ ก่อนที่ตำรวจจะตัดสินปล่อยให้รถแล่นผ่านถนน มันบังสายตาทั้งสองฝ่ายจากกัน และลดการปะทะลงไปหลังจากผ่านไปครู่หนึ่ง

ค่ำลงแล้ว ถนนราชดำเนินจากอนุสาวรีย์ไปผ่านฟ้า ฝั่งหนึ่งถูกยึดไปโดยกลุ่มพันธมิตร ผู้คนไม่เต็มถนนนัก แต่อีกฝั่งหนึ่ง ก็ไม่ได้ลดการท้าทายต่อสู้ลงแต่ประการใด เวทีพันธมิตรประกาศการเดินขบวนตอนสามทุ่ม ผู้คนยังที่ล้วนคุกรุ่นไปด้วยอารมณ์แค้น ก็ไม่ได้ถดถอยออกจากกลุ่มนักสู้หน้าศรแดง กลับเตรียมการไล่ล่า กดดันขบวนพันธมิตรกันอย่างเป็นงานเป็นการ สงครามขวดน้ำ กระป๋องโค้ก ขวดลิโพ ดำเนินไปอีกหลายระลอก แต่ก็ยังไม่รุนแรง



ขบวนพันธมิตรเริ่มออกเดิน รถบรรทุกหลายคันแล่นไปเป็นระลอก คันสุดท้ายที่มี อัญชลี ไพรีรักษ์ เป็นโฆษก เริ่มออกแล่น ฉับพลัน นักต่อต้านเริ่มออกตาม กดดันรถยนต์และมอเตอร์ไซค์พันธมิตร การปะทะเริ่มขึ้นอีกครั้ง และผลก็คือรถเหล่านั้นหันกลับ ขับหนีไป พวกพันธมิตรขว้างก้อนหินและไม้กลับมา นักต่อต้่านโต้กลับ ด้วยบล็อกตัวหนอนปูถนน ขวดน้ำ ข่าวลือที่น่ายินดีก็คืออัญชลี ไพรีรักษ์ โดนหินตัวหนอนได้เลือดไปด้วย ท่ามกลางความสะใจ ของผู้ชมที่เห็นสภาพของนาง


จากสนามหลวง ขบวนประชาชนชาวสนามหลวง ออกเดินขบวนติดตามทันที พวกเขาประกาศมาว่า “ไอ้ลิ้มเดินเมื่อไหร่ เราเดินตามทันที” เสียงกระหึ่มก้องตามมา “ไอ้ลิ้ม ออกไปๆๆๆๆ” ผู้คนที่ระอุไปด้วยเคียดแค้นเหล่านั้น ตามมาเป็นแถวยาว



ขบวนพันธมิตรหยุดที่ผ่านฟ้า กลุ่ม รปภ พันธมิตร จำนวนมาก วิ่งมาป้องกันด้านหลัง ท่อนไม้ มีด และบางคนเลวถึงขนาดถือปืนฉมวกยิงปลาในทะเลมาด้วย นี่มันมนุษย์หรือเปล่า จะเอากันให้ตายเลยหรือ กับแค่ความเห็นที่ไม่ตรงกันเรื่องรัฐธรรมนูญ ประชาชนโห่ฮา เสียงท้าทายดังก้อง “แน่จริงมาเดี่ยว ๆ กับกรู ไอ้พวกชาติหมา คนจริงไม่เล่นของโว้ย” เสียงโห่ฮา และประชาชนกลุ่มหนึ่งวิ่งไล่ตามไอ้โพกหัวตัวหนึ่ง ที่หนีหัวซุกหัวซุน เผ่นพรวดเดียวหายไปกลางกลุ่มพวกมัน ไหนบอกว่ากล้า



มืดแล้ว หน้า สน.นางเลิ้ง หน่วยปราบจลาจลถอนตัวไป เว้นช่องว่างเหลือเพียงตำรวจท้องที่สิบกว่าคน ช่องว่างนั้นกลายเป็นสาเหตุแห่งการนองเลือดของประชาชน เมื่อกลุ่ม รปภ ในอาณัติของไอ้หน่อง รวมกำลังกรูกันเข้าหากลุ่มต่อต้าน ทุกคนอาวุธครบมือ ไม้พลองกระบองสั้น ที่ชักออกมา คือมีดคมแบบเสือฃ่อนเล็บ ที่ชักออกมาไล่ตีไบ่แทงประชาชน ตีตะลุยประชาชนที่มีทั้งผู้หญิง คนแก่ รถเข็นแม่ค้า ตะลุยตีไม่เลือก ทั้งคนแก่ คนสาว เด็กเล็ก สลบไปหนึ่งคน บาดเจ็บอีกนับสิบ ประชาชนโต้กลับด้วยท่อนไม้ บล็อกตัวหนอน จบลงด้วยคนหนึ่งเข้าโรงพยาบาล และยังไม่ฟื้นจากสลบ ในตอนที่ผมกำลังเขียนอยู่



แล้วพวกมันก็วิ่งอ้าวหนีไปทั้งแก๊งค์ เมื่อชาวสนามหลวงรวมพลังพุ่งเข้าใส่ด้วยความเคียดแค้น หายกลับไปหลังแนวตำรวจที่เข้ามาระงับเหตุ



เมื่อครึ่งคืนมาถึง บนเวทีพันธมิตรนั้น พวกอมนุษย์หายหัวไปหมด หายไปจากขบวนทั้งแก๊งค์ ไอ้ลิ้ม ไอ้ใส ไอ้สมเกียรติ ไอ้สมศักดิ์ ไอ้พิภพ เหลือแต่เถรเฒ่าทุศีล จำลอง เพียงคนเดียวเห่าหอนอยู่บนเวที

เรากลับมานั่งที่รัตนโกสินทร์ ทันได้เห็นภาพพวกโพกผ้าโพกหัวกรู้ชาติและเสื้อเหลือง ถือไม้ไล่กรุ้มรุมทำร้ายประชาชน ผู้หญิงและเด็ก ออกแพร่ภาพประจานโจรปล้นชาติไปทั่ว ทางช่องเจ็ดสี ตามมาด้วยภาพแป๊ะลิ้มหน้าเครียด อัดบุหรี่อย่างแรง ใบหน้านั้นดูสิ้นหวังกังวล เหมือนคนที่พอเข้าใจว่า วาระสุดท้ายกำลังใกล้เข้ามาทุกวินาที

สะพานมัฆวาฬ ตำรวจหลายร้อยคนรออยู่ที่นั่น รถบรรทุกสำหรับขังผู้ต้องหาเตรียมพร้อมนับสิบคัน กำลังปราบจลาจลประจันหน้ากับพันธมิตรที่เหลือจำนวนหนาตา อยู่แค่หน้าตึกยูเอ็น ที่เหลือถนนว่างโล่ง เหลืออีกราวสองร้อยคน ถือไม้คนละท่อนเตรียมปะทะอยู่ที่แยกกระทรวงคมนาคม โดยถนนที่เหลือระหว่างสองกลุ่มยาวหลายร้อยเมตร ไม่มีคนเหลือ พอจะเรียกได้ว่าเป็นม็อบ

จำลองพยายามต่อรองขอผ่านทางจากตำรวจ แต่ไม่มีใครยอมและจำลองเองก็คงสิ้นปัญญา เพราะเวลาผ่านไปแล้วหลายชั่วโมง

เรายังไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อจากนี้ แต่ที่แน่นอน “เรายอมพวกอัปรีย์เหล่านี้ต่อไปไม่ได้แล้ว” มันต้องได้รับโทษกันบ้าง

(๐๒.๐๐ น. ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๕๑)
จาก Thai E-News

เหลือ 300-500 คน เมื่อตอนตีสี่

โดย คุณมังกรดำ
ที่มา เวบบอร์ด พันทิปราชดำเนิน
26 พฤษภาคม 2551

ดูเอาตามรูป นักข่าวท่าทางจะเป็นสายโจร บอกว่า มี 3 ถึง 4 พันคน
ตำรวจ หลายคน คุยด้วย บอกว่า ราวๆเกือบพัน
แต่จากการตระเวณดูด้านหน้า ด้านหลัง ทั้งหมด ตอนตีสี่ เหลืออยู่ 300 ไม่เกิน 500 คน (นับรวมทั้งหมด)
เจ๊งเป็นเจ๊ง ตายเป็นตาย







จาก Thai E-News

รายงาน "บทสรุปสิบชั่วโมงบนถนนราชดำเนินเมื่อคืนที่ผ่านมา"

โดย Bugbunny
ถ่ายภาพและบรรยายโดย
Wasabi
ที่มา เว็บบอร์ดชมรมฟ้าใหม่
26 พฤษภาคม 2551

ผมใช้เวลาสิบชั่วโมงที่ทั้งตื่่นเต้น เหน็ดเหนื่อย ร้อน แค้น โกรธ มีความสุข มีความทุกข์ สลับกันไปมาจนบางทีก็แทบปรับความรู้สึกไม่ทัน มันมีหลายช่วงจังหวะเหลือเกินตั้งแต่บ่ายสามโมงถึงสองยามครึ่งบนถนนราชดำเนินในคืนวันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๕๑

ไปถึงอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยราวบ่ายสามกว่า ผู้คนจำนวนสามสี่ร้อยคนในผ้าคาดหัวพันธมิตรยืนอยู่บนบันไดอนุสาวรีย์ และด้านหน้าของคนพวกนี้คือตำรวจจำนวนมากที่ยืนเป็นกันชนไว้ และที่หน้าร้านศรแดง ประชาชนผู้โกรธแค้นการทำร้ายชาติบ้านเมืองมากว่าสองปีทีี่ผ่านมาจำนวนน้อยกว่ากำลังปราศรัยด้วยคำพูดซื่อ ๆ ด่าทอพวกทำลายชาติอย่างโกรธแค้น ความเคียดแค้นเหล่านั้นแสดงออกอย่างชัดเจน เครื่องเสียงกระจิบกระจอกและเครื่องปั่นไฟขนาดเล็กปะทะกับรถปั่นไฟและระบบเสียงซูเปอร์ซาวด์ของพันธมิตรอย่างไม่หวาดเกรง แม้ระดับความดังจะแสนแตกต่าง แต่ระดับความกล้าหาญกลับเหนือกว่าจนเทียบกันไม่ได้ แม้รายรอบกลุ่มพันธมิตรคือ การ์ดหน้าเห้ม ของพิธาน พืชมงคล หลายสิบคน แต่ชายหญิงต่างวัยที่กำลังปะทะทางความคิดกับคนพวกนั้นก็ไม่ได้ย่นระย่อ ยืนหยัดท้าทายพวกหน้าเห้มที่แป๊ะลิ้ม ไอ้ส่วยชั่วใส ทุ่มทุนจ้างมาโดยไม่หวาดหวั่น

ชั่วโมงเศษผ่านไป ผู้คนเพิ่มจำนวนขึ้นทั้งสองฝ่าย ผู้คนในสำเนียงทองแดงเดินกันมาเป็นกลุ่ม ผิวคล้ำผมหยิกกันทั้งชายหญิง เข้าร่วมการชุมนุมของพันธมิตร และผู้คนรากหญ้าจำนวนมากก็เข้าสมทบกับประชาชนฝ่ายต่อต้าน ความเครียดเคร่งเพิ่มมากขึ้นอีก เมื่อกลุ่มเด็กหนุ่มสาวห้าหกคนแบกป้ายและแขวนป้ายหน้าหลังแบบแซนด์วิชแมนเดินมาตามแนวด้านข้างของพันธมิตร เสียงโห่ขับไล่กระหึ่มก้อง เสียงด่าสังวาสบรรพสตรีของสนธิลิ้มและบักใสตามมาเป็นระลอก เสียงโห่และบริภาษดังไปทั่ว

ฉับพลัน ขวดน้ำจำนวนหนึ่งก็ถูกโยนมาจากบนอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย มันไม่เกิดบาดแผล แต่เร่งดีกรีแห่งความแค้น แล้วขวดน้ำจำนวนมากก็ถูกโยนข้ามกลับไปบนอนุสาวรีย์

สงครามขวดน้ำคือสงครามแรกที่ประกาศขึ้นบนถนนราชดำเนิน มันดำเนินไปครู่ใหญ่ก่อนที่ตำรวจจะตัดสินปล่อยให้รถแล่นผ่านถนน มันบังสายตาทั้งสองฝ่ายจากกัน และลดการปะทะลงไปหลังจากผ่านไปครู่หนึ่ง

ค่ำลงแล้ว ถนนราชดำเนินจากอนุสาวรีย์ไปผ่านฟ้าฝั่งหนึ่งถูกยึดไปโดยกลุ่มพันธมิตร ผู้คนไม่เต็มถนนนัก แต่อีกฝั่งหนึ่งก็ไม่ได้ลดการท้าทายต่อสู้ลงแต่ประการใด เวทีพันธมิตรประกาศการเดินขบวนตอนสามทุ่ม ผู้คนยังที่ล้วนคุกรุ่นไปด้วยอารมณ์แค้น ก็ไม่ได้ถดถอยออกจากกลุ่มนักสู้หน้าศรแดง กลับเตรียมการไล่ล่ากดดันขบวนพันธมิตรกันอย่างเป็นงานเป็นการ สงครามขวดน้ำ กระป๋องโค้ก ขวดลิโพ ดำเนินไปอีกหลายระลอก แต่ก็ยังไม่รุนแรง

ขบวนพันธมิตรเริ่มออกเดิน รถบรรทุกหลายคันแล่นไปเป็นระลอก คันสุดท้ายที่มี อัญชลี ไพรีรักษ์ เป็นโฆษก เริ่มออกแล่น ฉับพลัน นักต่อต้านเริ่มออกตาม กดดันรถยนต์และมอเตอร์ไซค์พันธมิตร การปะทะเริ่มขึ้นอีกครั้ง และผลก็คือรถเหล่านั้นหันกลับ ขับหนีไป พวกพันธมิตรขว้างก้อนหินและไม้กลับมา นักต่อต้่านโต้กลับด้วยบล็อกตัวหนอนปูถนน ขวดน้ำ ข่าวลือที่น่ายินดีก็คืออัญชลี ไพรีรักษ์ โดนหินตัวหนอนได้เลือดไปด้วยท่ามกลางความสะใจของผู้ชมที่เห็นสภาพของนาง

จากสนามหลวง ขบวนประชาชนชาวสนามหลวงออกเดินขบวนติดตามทันที พวกเขาประกาศมาว่า “ไอ้ลิ้มเดินเมื่อไหร่ เราเดินตามทันที” เสียงกระหึ่มก้องตามมา “ไอ้ลิ้ม ออกไปๆๆๆๆ” ผู้คนที่ระอุไปด้วยเคียดแค้นเหล่านั้นตามมาเป็นแถวยาว

ขบวนพันธมิตรหยุดที่ผ่านฟ้า กลุ่ม รปภ พันธมิตร จำนวนมากวิ่งมาป้องกันด้านหลัง ท่อนไม้ มีด และบางคนเลวถึงขนาดถือปืนฉมวกยิงปลาในทะเลมาด้วย นี่มันมนุษย์หรือเปล่า จะเอากันให้ตายเลยหรือกับแค่ความเห็นที่ไม่ตรงกันเรื่องรัฐธรรมนูญ ประชาชนโห่ฮา เสียงท้าทายดังก้อง “แน่จริงมาเดี่ยว ๆ กับกรู ไอ้พวกชาติหมา คนจริงไม่เล่นของโว้ย” เสียงโห่ฮาและประชาชนกลุ่มหนึ่งวิ่งไล่ตามไอ้โพกหัวตัวหนึ่งที่หนีหัวซุกหัวซุน เผ่นพรวดเดียวหายไปกลางกลุ่มพวกมัน ไหนบอกว่ากล้า

มืดแล้ว หน้า สน.นางเลิ้ง หน่วยปราบจลาจลถอนตัวไป เว้นช่องว่างเหลือเพียงตำรวจท้องที่สิบกว่าคน ช่องว่างนั้นกลายเป็นสาเหตุแห่งการนองเลือดของประชาชน เมื่อกลุ่ม รปภ ในอาณัติของไอ้หน่อง รวมกำลังกรูกันเข้าหากลุ่มต่อต้าน ทุกคนอาวุธครบมือ ไม้พลองกระบองสั้น ที่ชักออกมาคือมืดคมแบบเสือฃ่อนเล็บที่ชักออกมาไล่ตีไบ่แทงประชาชน ตีตะลุยประชาชนที่มีทั้งผู้หญิง คนแก่ รถเข็นแม่ค้า ตะลุยตีไม่เลือกทั้งคนแก่ คนสาว เด็กเล็ก สลบไปหนึ่งคน บาดเจ็บอีกนับสิบ ประชาชนโต้กลับด้วยท่อนไม้ บล็อกตัวหนอน จบลงด้วยคนหนึ่งเข้าโรงพยาบาล และยังไม่ฟื้นจากสลบในตอนที่ผมกำลังเขียนอยู่

แล้วพวกมันก็วิ่งอ้าวหนีไปทั้งแก๊งค์ เมื่อชาวสนามหลวงรวมพลังพุ่งเข้าใส่ด้วยความเคียดแค้น หายกลับไปหลังแนวตำรวจที่เข้ามาระงับเหตุ

เมื่อครึ่งคืนมาถึง บนเวทีพันธมิตรนั้ พวกอมนุษย์หายหัวไปหมด หายไปจากขบวนทั้งแก๊งค์ ไอ้ลิ้ม ไอ้ใส ไอ้สมเกียรติ ไอ้สมศักดิ์ ไอ้พิภพ เหลือแต่เถรเฒ่าทุศีล จำลอง เพียงคนเดียวเห่าหอนอยู่บนเวที

เรากลับมานั่งที่รัตนโกสินทร์ ทันได้เห็นภาพพวกโพกผ้าโพกหัวกรู้ชาติและเสื้อเหลืองถือไม้ไล่กรุ้มรุมทำร้ายประชาชน ผู้หญิงและเด็กออกแพร่ภาพประจานโจรปล้นชาติไปทั่วทางช่องเจ็ดสี ตามมาด้วยภาพแป๊ะลิ้มหน้าเครียด อัดบุหรี่อย่างแรง ใบหน้านั้นดูสิ้นหวังกังวล เหมือนคนที่พอเข้าใจว่า วาระสุดท้ายกำลังใกล้เข้ามาทุกวินาที

สะพานมัฆวาฬ ตำรวจหลายร้อยคนรออยู่ที่นั่น รถบรรทุกสำหรับขังผู้ต้องหาเตรียมพร้อมนับสิบคัน กำลังปราบจลาจลนระจันหน้ากับพันธมิตรที่เหลือจำนวนหนาตาอยู่แค่หน้าตึกยูเอ็น ที่เหลือถนนว่างโล่ง เหลืออีกราวสองร้อยคนถือไม้คนละท่อนเตรียมปะทะอยู่ที่แยกกระทรวงคมนาคม โดยถนนที่เหลือระหว่างสองกลุ่มยาวหลายร้อยเมตรไม่มีคนเหลือพอจะเรียกได้ว่าเป็นม็อบ

จำลองพยายามต่อรองขอผ่านทางจากตำรวจ แต่ไม่มีใครยอมและจำลองเองก็คงสิ้นปัญญา เพราะเวลาผ่าไปแล้วหลายชั่วโมง

เรายังไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อจากนี้ แต่ที่แน่นอน “เรายอมพวกอัปรีย์เหล่านี้ต่อไปไม่ได้แล้ว” มันต้องได้รับโทษกันบ้าง

(๐๒.๐๐ น. ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๕๑)

จาก Thai E-News

ทางออกคือทำประชามติ

น่าจะคิดได้ตั้งนานแล้ว แต่ก็ยังไม่สาย ที่นายกรัฐมนตรี นายสมัคร สุนทรเวช และ รมว.กลาโหม ตัดสินใจ จะให้มีการทำประชามติแก้รัฐธรรมนูญแล้ว

แม้จะ “ปากเสีย” บอกว่าเพราะรำคาญ แต่ก็ยังถือว่าเขี้ยว และเป็นการตัดสินใจทางการเมืองครั้งสำคัญ นับแต่เข้ามานั่งเก้าอี้ผู้นำรัฐบาล

เป็นการผ่าทางตันวิกฤติรัฐธรรมนูญ ที่เป็นตัวถ่วงความเจริญประเทศชาติสุด-สุด และเป็นการดับไฟปฏิวัติรัฐประหารอีกทางหนึ่งด้วย

ก็เอาสิ มติออกมาอย่างไร ใครไม่ยอมรับ จะได้รู้เช่นเห็นชาติพวก “ป่วนเมือง” เสียที

เงิน 2,000 ล้าน ที่ต้องควัก เพื่อทำประชามติเที่ยวนี้เล็กน้อยมาก เมื่อเทียบกับการสูญเสียโอกาสของชาติในแทบทุกด้าน เพราะติดกับดักรัฐธรรมนูญปิศาจ

วัน ๆ ไม่ต้องไปไหน จมปลักกับเรื่องรัฐธรรมนูญที่ไร้ทางออกนี่แหละ !!!

ถูกต้องแล้วที่คืนอำนาจให้ประชาชนในฐานะเจ้าของประเทศเป็นผู้ตัดสินใจ จะเอารัฐธรรมนูญฉบับไหน ฉบับหน้าแหลม ฟันดำ ใต้ท็อปบู๊ต หรือฉบับประชาชนปี 2540

เอากันตรง ๆ แบบนี้แหละ ผลออกมายังไง ก็ต้องเป็นอย่างนั้น

พวกที่ค้านหัวชนฝา ไม่ว่าจะเหล่า พาน-ทะ-มิด ส.ส.ร. 50 ที่ประกาศลั่น แก้เมื่อไหร่ จะรวมพลประท้วงเมื่อนั้น เมื่อรัฐบาลตัดสินใจให้ทำประชามติ

อยากรู้นักจะตะแบงกันยังไงอีก !!!

อย่างที่รู้ ก่อนหน้านี้ ส.ส.พรรครัฐบาลกว่า 164 คน มีการยื่นญัตติขอแก้ไขไปแล้ว

แต่เมื่อนายกรัฐมนตรีพลิกเกมจะขอทำประชามติก่อน ก็ต้อง (แอบ) กระซิบ ส.ส.ของพลังประชาชน ไปขอถอนญัตติออกมาซะ ซึ่งสามารถทำได้ ไม่ผิดกฎหมายแต่อย่างไรเลย

ทั้งนี้นายสมัครบอกว่าจะใช้เวลา 45 วัน หรือต้นเดือนกรกฎาคม น่าจะทำประชามติได้ แม้ “กกต.” จะบอกว่า กฎหมายทำประชามติยังอยู่ระหว่างการยกร่าง

แต่หากทุกฝ่ายเห็นแก่ความสงบสุขของบ้านเมืองจริง ก็น่าจะมา “รวมหัว” แก้วิกฤติกัน

ประชาชนจะได้ลืมตาอ้าปาก มีใจไปทำมาหากินกันบ้าง แค่เจอวิกฤติน้ำมันแพงก็บ้าแล้ว ยังต้องมาเครียดกับปัญหาการเมืองที่ไร้เสถียรภาพเป็นอนาธิปไตยอีก

ส่วนรัฐบาลจะได้เอาเวลาไปบริหารประเทศกันเต็มที่ ไม่ต้องติดกับดักรัฐธรรมนูญที่ร่างด้วยอคติสุดขั้วเห็นพรรคการเมือง นักการเมืองที่ประชาชนเลือกมา เป็นพวกชั่วช้าเลวทรามไปหมด

คน 40-50 ล้านจึงเลือก ส.ว.ได้ 76 คน แต่คนแค่ 7 คน ลากตั้ง ส.ว.ทีเดียวได้ 74 คนไง !!!

การคืนอำนาจอธิปไตยให้ประชาชนตัดสิน จึงเป็นการถูกต้องที่สุดแล้ว นายกรัฐมนตรี ทำดีอย่างนี้ ก็ต้องชื่นชมด้วยความจริงใจ.

ดาวประกายพรึก

เกิดการกระทบกระทั่งกันระหว่างกลุ่มพันธมิตรกับกลุ่มต่อต้าน

กรุงเทพฯ 25 พ.ค. - เกิดการกระทบกระทั่งกันระหว่างกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กับกลุ่มต่อต้านเป็นระยะ เนื่องจากกลุ่มต่อต้านต้องการเข้ายึดพื้นที่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

เป็นเหตุการณ์ขณะเกิดการกระทบกระทั่งกันระหว่างกลุ่มพันธมิตรกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กับกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า กลุ่มต่อต้านพันธมิตร ซึ่งชุมนุมอยู่ด้านหน้าบริษัทธนบุรีประกอบรถยนต์ และพยายามเคลื่อนเข้ายึดพื้นที่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ทำให้กลุ่มพันธมิตรเข้ามาขวางและขับไล่ออกไป เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องนำกำลังยืนขวางกั้นระหว่างทั้งสองกลุ่ม เพื่อไม่ให้เกิดการปะทะ แต่ในที่สุดเหตุการณ์ก็ผ่านไปพ้นไปได้ โดยไม่มีเหตุการณ์รุนแรง

นอกจากนั้นขณะที่รถบรรทุกของกลุ่มพันธมิตร ขับไปที่หลังเวที กลุ่มต่อต้านได้ไปฉีกป้ายผ้าข้างรถ ทำให้เกิดการกระทบกระทั่งปาขวดน้ำและสิ่งของใส่กัน และยังเกิดเหตุกระทบกระทั่งกันระหว่างกลุ่มสนับสนุนและกลุ่มต่อต้านกันเป็นระยะแต่ยังอยู่ในภาวะที่ตำรวจสามารถควบคุมสถานการณ์ได้.

ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-25 17:08:06





กลุ่มพันธมิตรฯ เตรียมเคลื่อนขบวนไปหน้ารัฐสภา เช้าวันนี้

สะพานมัฆวานฯ 26 พ.ค.-กลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเตรียมเคลื่อนขบวนไปหน้ารัฐสภา เพื่อยื่นถอดถอน ส.ว.ที่ลงชื่อสนับสนุนแก้ไขรัฐธรรมนูญ

หลังจากกลุ่มผู้ชุมนุมเคลื่อนขบวนจากอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย มาชุมนุมต่อที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ แกนนำกลุ่มพันธมิตรทั้ง 5 คนได้ประชุมหารือกัน โดยนายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานพันธมิตร แจ้งว่า กลุ่มผู้ชุมนุมจะชุมนุมถึงเวลา 07.00 น. จากนั้นจะเคลื่อนขบวนไปที่หน้ารัฐสภา เพื่อรอยื่นถอดถอนสมาชิกวุฒิสภาที่ลงชื่อสนับสนุนญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญ กับประธานวุฒิสภา

เบื้องต้นจากการเจรจากับ พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ยืนยันจะเปิดทางให้กลุ่มผู้ชุมนุมเคลื่อนผ่านถนนราชดำเนินนอกเพื่อไปสู่รัฐสภาได้ อย่างไรก็ตาม เช้าวันนี้จะเจรจากับตำรวจอีกครั้ง

ขณะที่ ตลอดทั้งคืนแกนนำผลัดเปลี่ยนกันขึ้นเวทีกล่าวโจมตีการทำงานของรัฐบาล โดย พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ประกาศบนเวทีให้กลุ่มผู้ชุมนุมเตรียมพร้อม เนื่องจากเกรงว่าตำรวจจะเข้าสลายชุมนุม อย่างไรก็ตาม พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 ยืนยันว่าจะไม่มีการสลายการชุมนุมตามที่มีแกระแสข่าวก่อนหน้านี้.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-26 05:08:40




ชาวนากับโอกาส

เสาร์ที่ผ่านมา ผมชวนคุยเรื่องของ การเปลี่ยนแปลงมุมมอง ซึ่งหัวใจสำคัญของการ เปลี่ยนแปลง ก็คือการเปิดใจยอมรับในความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นให้ได้เสียก่อน ถ้ายังทำใจ ไม่ได้หรือมีทัศนคติที่ไม่ดีต่อต้านการเปลี่ยนแปลง ก็ไม่สามารถที่จะก้าวข้าม ไปสู่มุมมองใหม่ๆ ได้

ก็พอดี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร พาเพื่อนชาวต่างชาติไปหมู่บ้านควาย ของ คุณประภัตร โพธสุธน ที่ จ.สุพรรณบุรี เพื่อดูสาธิตการทำนา แล้วปรากฏข่าวตามมาว่าจะมีการชักชวนเพื่อน ชาวซาอุดีอาระเบียมาลงทุนทำนา เท่านั้นแหละ กลายเป็นเรื่องทอล์กออฟเดอะทาวน์ทันที

ฟังไม่ได้ศัพท์จับมากระเดียด

คนที่ออกมาด่าไล่ไปตั้งแต่สมาคมชาวนา เอ็นจีโอ ยันไปจนถึง รมว.เกษตรฯ ด้วยประเด็น เดียวก็คือกลัวจะสูญเสียความเป็นคนไทยกลัวจะถูกฮุบอาชีพดั่งเดิม ก็สุดแล้วแต่จะคิดกันไป

ผมเลยนึกย้อนไปถึงชีวิตชาวนาตัวจริงที่หลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดินอยู่ทุกวันนี้ เอาขั้นพื้นฐานก่อน เป็นไทจริงหรือไม่ แม้แต่จะคิดจะพูด ก็มีคนช่วยพูดแทนหมด ความเป็นอิสระในอาชีพก็ไม่มี ทุกอย่างอยู่ในกำมือของนายทุนทุกกระเบียดนิ้ว ตั้งแต่ที่ดินทำนา เมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง กลไกการกำหนดราคาตั้งแต่ต้นจนจบ

ไม่มีโอกาสแม้แต่จะต่อรอง

ยกตัวอย่าง เรื่องของปุ๋ย ทุกยุคทุกสมัยไม่ว่าข้าวจะแพงหรือถูก แต่

คนขายปุ๋ยไม่เคยขาดทุน มีแต่กำไรน้อยกับกำไรมาก จากปุ๋ยตันละไม่กี่พันบาท ปัจจุบันราคา ข้าวดีก็จริง แต่ปุ๋ยราคาพุ่งไปถึงตันละ 2 หมื่นบาทแล้ว ถามว่าต้นทุนจริงๆที่สั่งเข้ามาจากต่าง ประเทศเท่าไหร่ ไม่ถึงหมื่นบาทด้วยซ้ำ

ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น ผมว่าเป็นโจทย์ง่ายๆที่รัฐบาลหรือกระทรวงเกษตรฯและกระทรวง พาณิชย์ต้องคิดออก สมมติถ้ารัฐบาลรักชาวนา

จริงอย่างที่ปากพูด ก็ทำไมไม่สั่งปุ๋ยจากต่างประเทศตันละ 9 พัน

กว่าบาทมาขายตรงให้ชาวนาเลย จะบวกค่าขนส่งอีกตันละ 2-3 พันบาทก็ไม่น่าเกลียด

หรือมีอะไรค้ำคออยู่

ผมเฉลยก็ได้ เพราะบ้านเรา มี 4-5 บริษัทการเกษตรยักษ์ใหญ่ คอยกุมความเป็นความ ตายของพี่น้องเกษตรกรอยู่ ผมถึงได้ตั้งคำถามไว้ว่า ชาวนาไทยเป็นไทจริงหรือ ถ้าเป็นไทจริง อาชีพชาวนาที่ตกทอดกันมารุ่นสู่รุ่น เหตุใดจึงไม่มีการพัฒนาในทางที่ดีขึ้น หลังยังสู้ฟ้าหน้า ยังสู้ดินทั้งปีทั้งชาติ

พูดไปแล้วเดี๋ยวจะเจอข้อหาว่าไม่รักชาติไปกับเขาด้วย แต่

วันนี้ผมอยากให้ชาวนาได้ลุกขึ้นมาประกาศความเป็นอิสระเลือกอนาคตของตัวเอง นำไปสู่สิ่ง ที่ดีขึ้นที่เรียกว่า การพัฒนา คิดเอง ทำเอง

ไม่ใช่ยอมถูกจูงจมูกอยู่ร่ำไป.

หมัดเหล็ก


จุดหักเห

มองกันว่าหากจะแก้ไขรัฐธรรมนูญตามแนวทางของนายกฯสมัคร นั่นคือการทำ ประชามติ ฟังความเห็นของชาวบ้านว่าต้องการให้มีการแก้ไขหรือไม่ หากไม่เห็น ด้วยก็จบ หากเห็นด้วยก็เดินหน้าต่อไป

น่าจะทำให้สถานการณ์การเมืองคลี่คลายไปในทางที่ดีได้

แม้ยังมีความเห็นว่าเป็นการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำมากกว่า เพราะไม่มีประโยชน์อันใด เนื่องจาก ผลออกมาอย่างไร รัฐบาลก็ต้องแก้อยู่แล้ว เสียเงินเปล่าๆ ยิ่งภาวะข้าวยากหมากแพง ค่าครองชีพ สูง ปัญหาปากท้องสำคัญกว่า ยิ่งเม็ดเงิน 2,000 ล้านนั้นไม่ใช่น้อย

หรือบางความเห็นก็บอกว่ายังไม่ควรจะแก้ เพราะเพิ่งใช้มาไม่ทันไร รอใช้ไปสัก 1 ปี แล้วค่อยมา ว่ากัน หรือเสนอว่าหากจะทำประชามติสู้ทำประชาพิจารณ์ดีกว่า

แม้กระทั่งในพรรคพลังประชาชนเองก็ยังหาจุดลงตัวไม่ได้ แม้จะมีลีลาทำนองว่าเป็นเรื่อง ของสภาไม่เกี่ยวกับรัฐบาล

และที่บอกว่าเป็นเรื่องของสภา ไม่เกี่ยวกับรัฐบาล มันกำลังหันกลับมาย้อนศรเข้าแล้ว หลังจาก มีการยื่นญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญไปเรียบร้อย กลับปรากฏนายกฯได้เสนอไอเดียใหม่และบรรเจิด หลังจากที่เคยปฏิเสธหัวชนฝามาก่อน

แต่วันนี้กลืนน้ำลายแล้วด้วยการเสนอว่าจะให้ ครม.มีมติให้จัดทำประชามติก่อนแก้ไข รัฐธรรมนูญ ให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จ

ใน 45 วัน ทั้งนี้ ได้ขอให้ประธานรัฐสภาอย่าเพิ่งบรรจุญัตติเข้าวาระรอให้การทำประชามต ิเรียบร้อยรู้ผลเสียก่อน

ขอเงิน ครม. 2,000 ล้านเพื่อการนี้

และกฎหมายว่าด้วยเรื่องประชามตินั้น ก็จะให้ กกต.ดำเนินการหรือหากล่าช้าก็ออก พ.ร.ก.ไม่มี ปัญหาแน่ ซึ่งแนวคิดได้ยอมรับว่าเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาขัดแย้ง เมื่อประชาชนว่ายังไงก็เอา อย่างนั้น

ที่ว่าย้อนเกล็ดก็เพราะว่า แม้นายกฯจะขอให้นายชัยอย่าเพิ่งบรรจุญัตติ แต่ปรากฏเสียง ตอบกลับว่าเป็นเรื่องของสภา ไม่เกี่ยวกับรัฐบาล อยากทำประชามติก็ทำไป

อย่างไรก็ดี หากทำคู่ขนานกันไปเชื่อว่ามีเสียงคัดค้านแน่ เนื่องจากจะทำให้เสียเงินเปล่าๆ และไม่มีประโยชน์อันใด เพราะแม้จะเป็นเรื่องของสภา แต่มันก็เป็นเรื่องของรัฐบาลด้วย เพราะรัฐบาลกับสภาเสียงส่วนใหญ่ก็คือพวกเดียวกัน

ต้องการที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อเป้าหมายเดียวกัน

เมื่อภาพที่ออกมาไม่ชัด ไม่ตรงไปตรงมา ซึ่งก็คือความไม่ชัดเจนของพลังประชาชนต่อเรื่องนี้ว่า จะเอายังไงแน่ ขนาดหัวหน้าพรรคให้เดินไปทางนี้ แต่ลูกพรรคกลับเดินไปอีกทาง มันย่อมเกิด ความสับสนและข้อสำคัญ

ความไม่เชื่อใจว่า รัฐบาลและพลังประชาชนจะมาไม้ไหน จะเล่นอะไรกันแน่ และนั่นยิ่งทำให้เกิด ความรู้สึกไม่ไว้วางใจ ต่างๆเหล่านี้ย่อมไม่เป็นผลดีต่อรัฐบาล และพลังประชาชนอย่างไม่ต้อง สงสัย

ซึ่งนั่นยิ่งจะทำให้สถานภาพของนายกฯในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชาชนดำดิ่งลงไปอีก เพราะฐานะทุกวันนี้ก็รู้กันดีว่าแค่นายกฯนอมินี ไม่มีอำนาจสิทธิ์ขาดในพรรค ไม่ได้รับการยอม รับอย่างที่ควรจะเป็น ที่สำคัญก็คือไม่มีอำนาจการตัดสินใจ

เชื่อว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่จะเกิดขึ้นนั้น แรกๆนายกฯคงคิดว่าไม่น่ามีปัญหา ปล่อยให้เดิน หน้าท้าทาย เพราะเชื่อมั่นในอำนาจที่เต็มมือ

แต่พอเจอกระแสคัดค้าน เจอกระบวนท่าเหิมเกริมของทีมแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือแม้แต่การ หักเหลี่ยมในเรื่องประธานสภาผู้แทนฯหรืออะไรอีกหลายเรื่องที่นายกฯและ หัวหน้าพรรค รู้ทีหลังลูกพรรค ต่างๆเหล่านี้คงทำให้คนชื่อ “สมัคร” ชักรับไม่ไหว

หากไม่ยอมให้ทำประชามติ...ก็ต้องคิดถึงเรื่อง “ยุบสภา” ได้เหมือนกัน.

"สายล่อฟ้า"