WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, May 26, 2008

พันธมิตร “เอาสีข้างเข้าถู” อ้างมั่ว 3 มาตรา ยื่นถอดถอน ส.ส.-ส.ว.

แกนนำพันธมิตร ยื่น 4 ข้อ ปธ.วุฒิสภา หวังถอดถอน ส.ส.-ส.ว. เข้าชื่อแก้ไข รธน. อ้างมั่ว 3 มาตรา 68, 122, 291 แจงความผิด ท้ายสุด 20,000 รายชื่อยังไม่โผล่

เมื่อเวลา 10.00 น. ( 26 พ.ค.) ที่อาคารรัฐสภา แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นำโดยนาย สมศักดิ์ โกศัยสุข นายพิภพ ธงไชย นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ นายสุริยะใส กตะศิลา ได้เดินทางมาเข้ายื่นหนังสือต่อประธานวุฒิสภา นาย ประสพสุข บุญเดช เรื่องขอใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่ง กรณีที่ ส.ส. และ ส.ว. บางส่วน เข้าชื่อยื่นเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เนื่องจากส่อจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ

โดยแกนนำพันธมิตรฯ ได้แจงความผิดซึ่งเป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญระบุว่า การจะยื่นถอดถอนสมาชิกรัฐสภา จะต้องมีการแจงความผิดอย่างชัดเจน โดยเบื้องต้นได้แจงความผิดทั้งหมด 4 ข้อ ดังนี้

1. ความผิดของ ส.ส.ตาม มาตรา 122 การปฎิบัติหน้าที่อันเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชนน์เนื่องจากมี ส.ส. บางส่วนสังกัดพรรคการเมืองที่กำลังถูกดำเนินคดียุบพรรค ในขณะที่ร่าง รธน. มีจุดมุ่งหมายอย่างชัดเจน เพื่อให้พรรคการเมืองของตนพ้นจากควมผิดยุบพรรค แม้ ส.ส. จะอ้างเอกสิทธิคุ้มครอง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ส.ส. จะไม่ได้ใช้เอกสิทธิในทางที่ขัดต่อบทบัญญัติ รธน.

2. ความผิดของ ส.ว. ตาม มาตรา122 การปฎิบัติหน้าที่อันเป็นการขัดกันแห่งประโยชน์เนื่องจากร่างแก้ไขเพิมเติม รธน. ได้มุ่งหมายเปลี่ยนโครงสร้างของวุฒิสภา ทั้งที่มาและอำนาจหน้าที่ หวังเพิ่มอำนาจหน้าที่ให้ ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้ง โดยให้ยุบเลิก ส.ว.ที่มาจากการสรรหาทิ้ง ฉะนั้น การที่ ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้งบางส่วน ร่วมลงชื่อแก้ไขเพิ่มเติมร่าง รธน. ฉบันนี้จึงถือเป็นการกระทำที่มีส่วนได้เสีย

3. ความผิดตาม มาตรา 291 เนื่องจากร่างแก้ไขเพิ่มเติม รธน.ฉบับบนี้ ทั้งเนื้อหาและรูปแบบที่เสนอมานั้นไม่ชอบด้วย รธน. 2550 มาตรา 291 และข้อบังคับการประชุมรัฐสภา กล่าวคือให้นำบทบัญญัติของ รธน. 2540 มาใช้บังคับแทนบทบัญญัติ รธน.2550 โดยการยกเลิกเชื่อหมวด ตั้งแต่หมวด 3 สิทธิและเสรีภาพของชาวไทยจนถึงบทเฉพาะกาล และให้นำชื่อหมวดและบทบัญญัติ รธน.2540 มาใช้บังคับแทนทั้งหมด โดยเริ่มตั้งแต่หมวด 3 ดังนั้น รูปแบบดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นการให้นำบทบัญญัติ รธน. 2540 มาใช้บังคับแทน 2550 และ

4. ความผิดตาม มาตรา 68 พบว่า บทญัตติการแก้ไขเพิ่มเติม รธน. ทั้งรูปแบบวิธีการและสารสำคัญในร่างแก้ไข ที่เสนอต่อรัฐสภาครั้งนี้เป็นการโละ และล้มล้าง รธน. ทั้งฉบับ จึงเป็นวิธีการเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจใจการปกครองประเทศ ซึ่งมิได้เป็นไปตามวิธีทางที่บัญญัติไว้ใน รธน.ฉบับปัจจุบัน

ภายหลังรับหนังสือดังกล่าว นายประสพสุข กล่าวว่า หลังจากนี้ต้องรอรายชื่อที่จะมาถอดถอน ส.ว.จากแกนนำพันธมิตรจำนวน 20,000 รายชื่อก่อน ถ้าได้ครบแล้ว จะส่งรายชื่อไปให้สำนักทะเบียนของกระทรวงมหาดไทย และส่งไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้งต่อไป



นปก.จี้ ปชป.รับผิดชอบไฟเขียวสมาชิกร่วมม็อบพันธมิตรฯ

นปก.ออกแถลงการณ์ ชี้แจงแก้รธน.ไม่ใช่การสร้างระบอบสาธารณรัฐ ย้ำนปก.ไม่สนับสนุนความรุนแรง ซัดพันธมิตรเป็นผู้ยั่วยุ จี้ต้อมสำนึกปชป.รับผิดชอบต่อการกระทำของสมาชิกพรรคที่เข้าร่วมม็อบพันธมิตร

คำแถลงแนวร่วมประชาชนต่อต้านเผด็จการ(นปก.)

การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญไม่ใช่การสร้างระบอบสาธารณรัฐ

นปก.ไม่สนับสนุนความรุนแรง สิ่งที่เกิดขึ้นในวันที่ 25 พฤษภาคม 2551นั้นพันธมิตรเป็นผู้ยั่วยุ

พรรคประชาธิปัตย์ต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ด้วย

รัฐธรรมนูญ2550ระบุชัดเจนในมาตรา291 ให้ประชาชนจำนวนห้าหมื่นชื่อขึ้นไป หรือส.ส.และส.ว.รวมกันจำนวนเกินกว่า126คนขึ้นไปสามารถเสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาได้ เนื้อหาสำคัญของร่างแก้ไขฉบับคปพร.ก็ดี หรือของสส.และสว.ก็ดี ล้วนยืนยันชัดเจนว่า

1.ให้คงหมวดหนึ่งหมวดสองของรัฐธรรมนูญ2550ไว้ซึ่งเป็นหมวดที่ระบุชัดเจนในมาตรา2 ว่า “ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” และในหมวดสองก็เป็นหมวดพระมหากษัตริย์ยังคงเดิมทุกประการ ดังนั้นที่สื่อบางฉบับว่าต้องการปฏิเสธสถาบันองคมนตรีจึงเป็นเรื่องโกหกมดเท็จสิ้นเชิง

2.ได้เสนอให้มีการแก้ไขในส่วนที่เป็นข้อบกพร่องบางอย่างของรัฐธรรมนูญ2540ที่ อภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลหรือรัฐมนตรียากให้ง่ายขึ้นรวมทั้งให้เสนอพ.ร.บ.โดยประชาชนหรือถอดถอนนักการเมืองโดยประชาชนให้ง่ายขึ้น และอาจจะมีการแปรญัตติได้ในวาระ2

นายสนธิ ลิ้มทองกุลและพันธมิตรฯโจมตีว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 เป็น “ขบวนการโค่นล้มสถาบันพระมหากษัตริย์และสร้างระบอบสาธารณรัฐ” “เป็นการล้มเป็นการฉีกรัฐธรรมนูญ2550”จึงเป็นเรื่องเท็จโดยสิ้นเชิง และแก่นแท้ของการเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯเมื่อเย็นวันที่ 25 พฤษภาคม 2551 จึงเป็นเรื่องที่พวกเขาประกาศอย่างไม่ปิดบัง คือ “ไล่รัฐบาล หรือโค่นล้มรัฐบาล”นั่นเอง นอกจากนี้ยังกล่าวเท็จต่อสาธารณชนอีกว่า “รัฐนี้เป็นรัฐโจร” เพราะความจริงแล้วรัฐหรือรัฐบาลปัจจุบันมาจากการเลือกตั้งของประชาชนทั่วทั้งประเทศตามรัฐธรรมนูญ2550นี่เอง นั่นเท่ากับนายสนธิลิ้มกับพวกกำลังโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนด้วยวิถีอื่นอันไม่ได้กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ2550 ซึ่งอาจจะทำให้เข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญมาตรา68ซึ่งประชาชนทุกคนมีสิทธิต่อต้านตามมาตรา69และ70 นอกจากนี้ยังอาจจะเข้าข่ายมีความผิดตามประมวลกฏหมายอาญามาตรา113,116อีกด้วย

การที่พรรคประชาธิปัตย์ประกาศให้สมาชิกพรรคปชป.สามารถเข้าร่วมกับนายสนธิลิ้มทองกุลกับพันธมิตรฯได้นั้นย่อมเป็นการยืนยันแล้ว่าพรรคปชป.มีนโยบายและแนวทางเดียวกับนายสนธิลิ้มทองกุลกับพันธมิตรฯดังนั้น พรรคปชป.เองก็น่าจะเข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญมาตรา68และประชาชนสามารถต่อต้านพรรคปชป.ตามมาตรา69,และ70ของรัฐธรรมนูญ2550 รวมไปถึงน่าจะเข้าข่ายผิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา 113,116ด้วยเช่นกัน

เมื่อเป็นเช่นนี้เท่ากับเป็นการ สร้างความแค้นเคืองให้กับประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยของประเทศโดยตรง และเป็นเจ้าของรัฐบาลโดยตรง ดังนั้นประชาชนที่รักประชาธิปไตยทุกคนจึงมีสิทธิที่จะไปติดตามการชุมนุมของพันธมิตรฯและมีสิทธิที่จะแสดงความไม่เห็นด้วยกับพันธมิตรฯในสิ่งที่พันธมิตรฯและนายสนธิ ลิ้มทองกุลกล่าวเท็จโดยสิ้นเชิงดังกล่าว และก็ปรากฏชัดเจนจากสื่อทีวี ว่าทางฝ่ายพันธมิตรฯไม่มีจิตวิญญาณประชาธิปไตย ไม่สามารถรับฟังความคิดเห็นของประชาชนที่ตอบโต้ความเท็จของพวกเขาได้ พวกเขาจึง เป็นฝ่ายเริ่มการโจมตีประชาชนด้วยการขว้างปาสิ่งของต่างๆ และปรากฏชัดว่าพวกเขาได้ นำเอาอาวุธที่พวกเขาตระเตรียมมาอันได้แก่ ไม้หน้าสาม มีด และของมีคมอื่นมาทำร้ายประชาชนที่รักประชาธิปไตยจนได้รับบาดเจ็บไปหลายคน

แนวร่วมประชาชนขับไล่เผด็จการ(นปก.) หรือแนวร่วมประชาชนต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.)เดินแนวทางสันติวิธีมาโดยตลอด ยืนยันได้จากการจัดตั้ง “หน่วยสันติวิธี”และมีการฝึกฝนวิธีที่จะเผชิญหน้าเผด็จการด้วยความอดทน ไม่ใช้ความรุนแรงโดยตลอด นปก. นปช.ไม่มีนโยบายใช้ความรุนแรงใดๆแม้แต่น้อย และเป็นฝ่ายแนะนำประชาชนเสมอว่า “จุดแข็งของเราก็คือสันติวิธี

ประชาธิปไตยฝ่ายเราต้องชนะอย่างแน่นอน การใช้ความรุนแรงจะทำให้เราพ่ายแพ้ เราต้องใช้สันติวิธีอย่างเดียว”
ดังนั้นเหตุการณ์รุนแรงไม่ได้เกิดจาก นปก.หรือ นปช. ขอความกรุณาสื่อทุกชนิดได้โปรดอย่าใช้ความมักง่ายในการทำข้อสรุปว่า นปก.หรือ นปช.เป็นผู้ก่อความรุนแรง

26 พฤษภาคม 2551




น.พ.สุรพษ์ ชี้ม็อบพันธมิตรไม่ปานปลาย เย้ยปราศรัยโจมตีรัฐ แค่วิวาทะทางการเมือง

รมว.คลัง เผยครม.นัดพิเศษ ถกเรื่องปากท้องประชาชน-แก้ปัญหาน้ำมันแพง เชื่อการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ไม่กระทบ ศก.-ไม่บานปลาย ชี้นักลงทุนต่างชาติเข้าใจ แค่วิวาทะทางการเมือง

น.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง กล่าวว่า กรณีที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ชุมนุมคัดค้านการแก้รัฐธรรมนูญนั้นคาดว่าจะไม่รุนแรงบานปลาย เพราะสถานการณ์ไม่ได้ซับซ้อนเหมือนในอดีต อีกทั้งเชื่อว่าการชุมนุมขณะนี้ยังไม่ส่งผลกระทบต่อการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ เพราะเคยทำความเข้าใจกับนักลงทุนต่างประเทศแล้วว่าเป็นเรื่องวิวาทะทางการเมืองเท่านั้น ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติของระบบประชาธิปไตย

สำหรับการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจเพื่อพิจารณาแนวทางแก้ปัญหาเศรษฐกิจในช่วงเย็นวันนี้จะมีมาตรการใหม่ออกมา โดยเฉพาะมาตรการส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน การประหยัดพลังงาน และมาตรการเพิ่มรายได้ให้กับประชาชน ซึ่งบางมาตรการหากมีข้อสรุปโดยเร็วก็สามารถมีผลบังคับได้ทันที โดยส่วนหนึ่งจะนำแนวคิดของมงฟอร์ตโมเดล ซึ่งเคยใช้ในอดีตนำมาพิจารณาปรับใช้ด้วย

น.พ.สุรพงษ์ ในฐานะเลขาธิการพรรคพลังประชาชน ยังกล่าวถึงข้อเรียกร้องของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่คัดค้านการแก้รัฐธรรมนูญว่า ก่อนหน้านี้ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ได้เสนอให้มีการทำประชามติรับฟังความเห็นจากประชาชนก่อนว่า เห็นด้วยกับการแก้รัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งส่วนตัวสนับสนุนแนวคิดของนายกรัฐมนตรีและคงจะได้หารือกับ ส.ส.ในพรรค เพราะมี ส.ส.ไปเข้าชื่อเพื่อยื่นญัตติขอแก้รัฐธรรมนูญโดยไม่ได้เป็นมติของพรรค




ผบ.ทบ.ห่วงชุมนุมบานปลาย “ปริญญา” ระบุแก้รธน. ไม่ใช่เริ่มที่แก้หรือไม่แก้

ผบ.ทบ.ห่วงการชุมนุมบานปลาย ทำบ้านเมืองเสียหาย – “ปริญญา” ระบุต้องเริ่มต้นคุยกันว่าจะแก้รธน.อย่างไร ไม่ใช่มานั่งพูดว่าจะแก้หรือไม่แก้

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ยอมรับว่า เป็นห่วงสถานการณ์การชุมนุมในขณะนี้ เพราะเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเกิดขึ้น ต้องระวังอย่าให้เหตุบานปลาย เพราะจะทำให้บ้านเมืองเสียหาย อย่างไรก็ตามเชื่อว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจ จะสามารถรับมือสถานการณ์ได้ ไม่มีเหตุรุนแรงเกิดขึ้น และยังไม่มีการประสานขอกำลังทหารเพื่อเข้าไปช่วยดูแลสถานการณ์ ซึ่งทางทหารเองก็ยังไม่มีการจัดทำแผนรับมือ และไม่มีการจัดส่งกำลังไปติดตามสถานการณ์ เพราะติดตามข่าวสารจากตำรวจ และข่าวสารที่มีอยู่แล้ว

ด้านนายปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่าการชุมนุมคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญหากชุมนุมด้วยความสงบ ขณะเดียวกัน การเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2550 ก็ถูกต้องด้วยกันทุกฝ่าย

เนื่องจากเป็นรัฐธรรมนูญที่มีประเด็นควรแก้ รวมถึงประเด็นที่มาของรัฐธรรมนูญ แต่การที่พันธมิตรฯ ปกป้องรัฐธรรมนูญก็อาจเพราะเป็นการแก้ในนาม ส.ส. ไม่ใช่รัฐบาล อาจเกิดความไม่ไว้วางใจว่าจะทำเพื่อตัวเอง ซึ่ง 2 ฝ่ายน่าจะคุยกันได้ถ้าตั้งต้นว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างไร ไม่ใช่เริ่มที่แก้หรือไม่แก้ไข



แฉ!ม็อบหากิน ไถTPI30ล้าน

* ส่อพิรุธบิ๊ก ปชป.ขนคนหนุนพันธมิตร

แฉ! ม็อบป่วนเมืองที่แท้พวกหาเงินเข้ากระเป๋า ไถเงิน “ประชัย เลี่ยวไพรัตน์” 30 ล้านบาท ชุมนุมยืดเยื้อ 3 วัน แต่ถูกปฏิเสธหน้าหงาย แถมยังถูกถอนโฆษณา ยกเลิกเช่าเวลา ASTV หมดเกลี้ยง เผยวิธีหาเงินแสนง่าย อ้างเป็นค่าโฆษณาทางสื่อโทรทัศน์ในเครือ ด้าน NBT แฉซ้ำหัวคะแนนขนคน 500 จาก จ.เพชรบุรี ร่วมหนุนม็อบ ส่อบิ๊ก ปชป. มีเอี่ยว ระบุวางแผนป่วน เคลื่อนคนไปหน้าสภาวันนี้ หวังให้เกิดการประจันหน้า ไม่สำนึกยังใส่เสื้อเหลืองอ้าง “กู้ชาติ” ไม่เลิก

ท่ามกลางความคิดเห็นที่แตกต่างในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ที่ล่าสุดรัฐบาลได้ตกลงใจให้มีการจัดทำประชามติ เพื่อเพิ่มความสบายใจและการรับฟังเสียงจากประชาชนในการแก้ไข รธน. อีกทั้งยังสอดคล้องกับข้อเรียกร้องของกลุ่มที่ออกมาคัดค้านการทำงานของรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง ทั้งกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และพรรคประชาธิปัตย์ด้วยนั้น

แต่กลับปรากฏว่ากลุ่มคนเหล่านี้ก็ยังคงดึงดันคัดค้าน โดยอ้างเหตุผลใหม่ขึ้นมาอีก ซึ่งสอดรับกับกระแสข่าวที่อ้างว่าการชุมนุมของคนเหล่านี้เป็นเพียงเหตุผลบังหน้า แต่แท้ที่จริงแล้ว การเคลื่อนไหวเกิดขึ้นเพราะฝีมือของสื่อชั่ว และธุรกิจเลวบางค่ายที่เสียผลประโยชน์

ไถเงิน 30 ล้านหนุนม็อบชุมนุม
ในช่วงสายของวันที่ 25 พฤษภาคม ที่ผ่านมา กลุ่มพันธมิตรฯ ได้มีการนัดหมายชุมนุมกันที่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย แม้ว่าผู้คนจะบางตากว่าราคาคุย แต่กลุ่มผู้ชุมนุมก็พยายามที่จะปิดถนนบางส่วน เพื่อปักหลักการชุมนุมยืดเยื้อที่มีการกำหนดเอาไว้อย่างน้อย 3 วัน 3 คืน พร้อมทั้งตั้งรถเวที 2 คันขวางถนนด้านขาเข้าจนต้องปิดการจราจรโดยปริยาย

มีการกำหนดกิจกรรมที่จะปักหลัก ในบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยจนถึงเช้า แล้วจะเคลื่อนขบวนไปยังรัฐสภาเพื่อคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จากนั้นจะเคลื่อนมายังทำเนียบรัฐบาล กดดันการทำงานของรัฐบาล และปักหลักปิดถนนที่แยกมิสกวัน ดังที่เคยทำมาแล้วเมื่อการชุมนุมยื้ดเยื้อก่อนการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549

นอกจากนี้ยังมีข่าวอ้างว่าก่อนมีการชุมนุม ได้มีการประสานงานไปยัง นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ แห่งค่ายทีพีไอ เพื่อขอการสนับสนุนเป็นเงิน 30 ล้านบาท สำหรับการชุมนุม 3 วัน แต่ได้รับการปฏิเสธ

สนับสนุนม็อบผ่านโฆษณา ASTV
ขณะเดียวกันแหล่งข่าวจากทีพีไอ ยังระบุด้วยว่า ที่ผ่านมาทีพีไอ เคยช่วยเหลือพันธมิตรฯ ผ่านการให้โฆษณาทาง ASTV แต่ในตอนนี้ได้ถอนโฆษณาทั้งหมดแล้ว รวมทั้งยกเลิกการเช่าช่องสัญญาณดาวเทียมทาง ASTV ด้วย

ทั้งนี้ รายงานข่าวยังระบุว่าเป็นที่รู้กันดีว่าในการเคลื่อนขบวนของพันธมิตรฯ ทุกครั้ง จะมีผู้สนับสนุนการชุมนุม ผ่านทางการโฆษณาทาง ASTV ซึ่งเป็นธุรกิจในเครือผู้จัดการ และมีการคิดค่าใช้จ่ายในราคาเต็ม ทั้งที่ในความเป็นจริงแม้ไม่มีการถ่ายทอดการชุมนุม ทาง ASTV ก็ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายต่างๆ ดังกล่าวอยู่แล้ว

ทำให้มีการตั้งข้อสังเกตว่า การชุมนุมที่เกิดขึ้นทำให้สื่อค่ายผู้จัดการได้รับผลประโยชน์จำนวนมาก เช่นเดียวกับการจัดจำหน่ายเสื้อ หนังสือ และซีดี ในการชุมนุมครั้งที่ผ่านๆ มา ที่ทำเงินได้จำนวนมหาศาล

ม็อบกร่อยไม่สมราคาคุย
ขณะเดียวกันมีราคาคุยจากแกนนำพันธมิตรฯ อย่าง นายสมศักดิ์ โกศัยสุข ว่าจะมีคนร่วมชุมนุมไม่น้อยกว่า 3 หมื่นคน และ นายสนธิ ลิ้มทองกุล เองก็ประกาศว่าจะเป็นการต่อสู้ครั้งสุดท้าย นัยว่าจะต้องต้อสู้กันให้ถึงขั้นแตกหัก แต่ก็กลับปรากฏว่าแม้จะมีข่าวการระดมคนจากทุกสารทิศ กลับมีผู้ร่วมการชุมนุมเพียงไม่กี่พันคน

วันเดียวกันนี้ในช่วงข่าวภาคเที่ยง และข่าวภาคค่ำ สถานีโทรทัศน์ NBT รายงานด้วยว่าได้มีการขนคนเข้าร่วมการชุมนุมจาก จ.เพชรบุรี ประมาณ 500 คน เดินทางโดยรถบัส 5 คัน โดยอ้างว่าเป็นหัวคะแนนพรรคการเมืองเก่าแก่พรรคหนึ่ง

โดยมีการออกไปตระเวนหาผู้ที่จะมาร่วมการชุมนุมตั้งแต่วันที่ผ่านมา และมีการนัดหมายเดินทางในเวลา 08.00 น. ที่ลานโพธิ์ ประตูเมือง จ.เพชรบุรี ซึ่งเปนที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์เดิม

ในขบวนมีรถเบนซ์สีดำ หมายเลขทะเบียน 2ฮ-3141 กทม. ขับตามมา ในรถมีผู้ชายคนหนึ่งอายุประมาณ 50 ปี นั่งมาด้วย ว่ากันว่าเป็นหัวคะแนนของนักการเมืองดัง และยังมีรถอีซูซุ สีบรอนซ์ทอง ทะเบียน กง-43 ราชบุรี ขับนำหน้าด้วย

ลือบิ๊ก ปชป.ขนคนช่วยหนุน 500
โดยที่รถบัสดังกล่าวได้มาจอดส่งคนลงที่หน้าสภาทนายความบนถนนราชดำเนิน และรถบางคันได้ไปจอดรออยู่ในท้องสนามหลวง

ขณะเดียวกันก่อนหน้านี้มีรายงานข่าวระบุว่าจะมีแกนนำพรรคการเมืองระดับรองหัวหน้าพรรค เป็นธุระจัดหาคนมาร่วมการชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรฯ ในครั้งนี้ด้วย

ทั้งนี้รายงานข่าวยังระบุว่าการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ มีเป้าหมายที่จะชุมนุมยืดเยื้อให้ถึงเช้าและจะเคลื่อนคนไปยังหน้ารัฐสภา เพื่อกดดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และจะเคลื่อนมายังทำเนียบรัฐบาลกดดันการทำงานของรัฐบาล และจะยึดพื้นที่แยกมิสกวันเพื่อปักหลักชุมนุมยืดเยื้อ ซึ่งเป็นสถานที่เดียวกับที่ใช้ชุมนุมขับไล่รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก่อนการปฏิวัติ

ระดมตำรวจคุมเข้มกว่าพันนาย
ด้านการดูแลความสงบเรียบร้อย พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล(ผบช.น.) กล่าวถึงมาตรการดูแลการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ว่า เชื่อมั่นว่าจะดูแลสถานการณ์ได้ โดยเตรียมกำลังตำรวจไว้กว่าพันนาย ทาง บก.น.6 ซึ่งดูแลพื้นที่รอบอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย จะตั้งกองอำนวยการส่วนหน้าไว้ที่บริเวณหลังร้านอาหารเมธาวลัยศรแดง ส่วน บก.น.1 ซึ่งรับผิดชอบพื้นที่ด้านทิศเหนือ ได้ตั้งกองอำนวยการไว้ที่วัดบวรนิเวศวิหาร นอกจากนี้ ได้จัดเตรียมห้องสังเกตการณ์ของผู้บังคับบัญชาระดับสูง ที่จะเดินทางไปตรวจดูความเรียบร้อย โดยได้จัดเตรียมห้องเรียนของโรงเรียนสตรีวิทยาไว้ 1 ห้องด้วย

สำหรับกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจที่จะใช้ในการดูแลความสงบเรียบร้อย ประกอบด้วย กำลังตำรวจ บก.น.1 จำนวน 1 กองร้อย ตำรวจ บก.น.6 จำนวน 1 กองร้อย ตำรวจหน่วยปฏิบัติการพิเศษ หรือ 191 จำนวน 1 กองร้อย ตำรวจคอมมานโดกองปราบปราม จำนวน 1 กองร้อย นอกจากนี้ ก็จะขอกำลังหน่วยสนับสนุนทางอากาศมาประจำอยู่ที่ ตชด. อีก 1 กองร้อย รวมทั้งได้ประสานด้านการข่าวกับหน่วยข่าว ของกองทัพภาคที่ 1 ซึ่งได้มีการประชุมร่วมกันแล้ว เหตุการณ์โดยทั่วไป เชื่อว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร

ห่วงเคลื่อนม็อบส่อประจันหน้า
"ตำรวจต้องพยายามป้องกันอย่างเต็มที่ ในการรักษาความปลอดภัย ทั้งกลุ่มพันธมิตรฯ และกลุ่มต่อต้านที่ชุมนุมบริเวณท้องสนามหลวง โดยจะพยายามที่จะไม่ให้เผชิญหน้ากัน"

ส่วนที่มีข่าวระบุว่ากลุ่มพันธมิตรฯ จะเคลื่อนขบวน พล.ต.ท.อัศวิน กล่าวว่า ที่ผ่านมาก็ได้พูดคุยกับตัวเทนของกลุ่มพันธมิตรฯ ว่าหากมีความจำเป็นจะเคลื่อนขบวน ก็ไม่อยากให้ทำความเดือดร้อน เพราะวันจันทร์ที่ 26 พฤษภาคม ก็จะเป็นวันเปิดทำการ เด็กนักเรียนก็จะเปิดเทอม อย่างไรก็ตามในเรื่องการตัดสินใจต่างๆ ได้มอบหมายให้ พล.ต.ต.วิบูลย์ บางท่าไม้ รอง ผบช.น. เป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ ซึ่งจะรับผิดชอบสั่งการต่างๆ แทนตน

ตรวจเข้มหวั่นพันธมิตรปาขี้
"ตำรวจได้พยายาม ขอความร่วมมือ จากทุกฝ่าย ทั้งพันธมิตรฯ และฝ่านต่อต้าน ว่าหากยังเป็นห่วงชาติบ้านเมือง ก็ขอให้ชุมนุมอยู่ในกรอบของกฎหมาย การขัดแย้งทางความคิดก็ว่ากันไป แต่การใช้กำลังเป็นเครื่องตัดสิน ไม่ใช่สิ่งที่ดี จะทำให้ชาติบ้านเมือง แย่ลงไปอีก ซึ่งเชื่อว่าทุกคนคงเข้าใจ และอยากฝากไปถึงกลุ่มผู้ชุมนุม อย่าซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มาดื่ม จะครองสติไม่อยู่ ปัญหาต่างๆ ก็จะตามมา”

ผู้สื่อข่าวถามว่า ได้มีการประสานขอกำลังจากทหารหรือไม่ พล.ต.ท.อัศวิน กล่าวว่า ส่วนหนึ่งตำรวจจะขอกำลังสนับสนุนเรื่องการข่าวเท่านั้น ส่วนเหตุการณ์ต่างๆ ตำรวจสามารถรับมือได้ อย่างไรก็ตาม ได้ประสาน กทม.ได้ส่งเจ้าหน้าที่มาดูแลตัวหนอนตามทางเท้า เพื่อป้องกันไม่ได้ให้กลุ่มผู้ชุมนุมไปงัดนำมาขว้างปาใส่กัน ขณะเดียวกันก็เพิ่มความเข้มในการตรวจสอบหนังสติ๊ก หรือ สิ่งปฏิกูล เพื่อป้องกันไม่ให้นำมายิงหรือขว้างปาใส่กันอีกด้วย

ตำรวจห่วงพันธมิตรเคลื่อนไปสภา
ทางด้าน พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้เตรียมเจรจากับแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ เพื่อไม่ให้ปักหลักยืดเยื้อหรือเคลื่อนขบวน หลังที่ประชุมมีการประเมินสถานการณ์มีความเป็นไปได้ว่ากลุ่มพันธมิตรฯ มีท่าทีที่จะเคลื่อนขบวนไปกดดันที่หน้ารัฐสภา

อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้ยังไม่มีรายงานการปิดล้อมทำเนียบรัฐบาลหรือมือที่ 3 เข้ามาป่วน พร้อมกันนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจยังได้มีการปรับแผนให้มีความรัดกุมมากกว่าคราวที่แล้ว โดยจะมีการคุมเข้มตรวจสกัดอาวุธหรืออุจจาระที่แอบเตรียมนำเข้ามาขว้างปาในกลุ่มผู้ชุมนุม

ขณะเดียวกันทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ได้เจรจากับกลุ่ม นปก.ที่ชุมนุมต่อต้านกลุ่มพันธมิตรอยู่ที่ท้องสนามหลวง เพื่อไม่ให้เคลื่อนขบวนเข้ามาเผชิญหน้าป้องกันเหตุบานปลาย

ม็อบต้านชุมนุมแยกคอกวัว
ขณะเดียวกันก็มีกลุ่มคนจำนวนไม่น้อยที่มีความเห็นที่แตกต่าง และไม่เห็นด้วยกับการออกมาเคลื่อนไหวชุมนุมอย่างไร้เหตุผลของกลุ่มพันธมิตรฯ ซึ่งได้ออกมารวมตัวกันคัดค้านการกระทำที่จะส่งผลเสียหายต่อชาติบ้านเมืองดังกล่าว
อย่างเช่น กลุ่มพลังประชาธิปัตย์ต่อต้านพันธมิตรและกลุ่มธรรมาธิปไตยประมาณ 20 คน รวมตัวชุมนุมต่อต้านการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่บริเวณหน้าอนุสรณ์สถาน 14 ตุลา

โดยมีการติดตั้งเครื่องขยายเสียงขนาดเล็กปราศรัยโจมตีกลุ่มพันธมิตรฯ พร้อมนำหุ่นจำลองแกนนำพันธมิตรมาตั้งไว้โดยประกาศจะเผาหุ่นจำลองดังกล่าว

เช่นเดียวกับที่ท้องสนามหลวง มีการจัดตั้งเวทีในนามของสภาสนามหลวงต่อต้านพันธมิตร เผด็จการ และความไม่เป็นธรรม ได้มีประชาชนที่ให้ความสนใจร่วมชุมนุมจำนวนมาก

แฉจ้างทหาร 200 นายคุ้มกัน
ทางด้าน นายสุชาติ นาคบางไทร กลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ กล่าวว่าได้ทราบข้อมูลว่ากลุ่มพันธมิตรฯ มีการจ้างทหารมาจำนวน 200 นาย โดยให้ค่าจ่ายหัวละ 2 พันบาท นอกจากนี้ยังกล่าวต่อไปว่า ในช่วงเย็นจะมีการเคลื่อนพลไปรวมตัวกันที่ สี่แยกคอกวัว เพื่อจะไปรวมกับกลุ่มของนายวรัญชัย โชคชนะ ที่ได้มีการเปิดเวทีอยู่ตรงบริเวณ อนุสาวรีย์ 14 ตุลาคม

นอกจาก 2 เวทีนี้ ก็ยังได้มีอีก 1 เวทีอยู่กลางสนามหลวง เป็นเวทีของกลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ ที่ได้การปราศรัยในช่วงเย็น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า อย่างไรก็ดี กลุ่มต่อต้านพันธมิตรฯ หลายกลุ่ม ได้เคลื่อนไปรวมตัวกันบริเวณสี่แยกคอกวัว และในช่วงเย็นยังเกิดการกระทบกระทั่งกับกลุ่มพันธมิตรฯ จนมีการบาดเจ็บเล็กน้อย เนื่องจากมีการขว้างปาสิ่งของใส่กัน

อย่างไรก็ดี พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน ผบก.น.1 ได้ประเมินสถานการณ์ว่า น่าจะไม่รุนแรงอย่างที่คิด หลังจากพบว่ามีคนร่วมการชุมนุมเพียงประมาณ 3 พันคนเศษ และเชื่อว่าจะไม่มีการชุมนุมยืดเยื้ออย่างที่พยายามจะให้เป็น โดยในส่วนของเจ้าหน้าที่ตำรวจจะมีการสับเปลี่ยนกำลังตลอดเวลา และหากมีเหตุการณ์รุนแรงก็จะมีการเสริมกำลังตำรวจ ตชด. เข้ามาด้วย

ยังใส่เสื้อเหลือง-อ้างกู้ชาติไม่เลิก
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่าผู้ชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ยังคงสวมผ้าพันคอสีเหลือง ระบุข้อความกู้ชาติ และพากันใส่เสื้อเหลือง ทั้งยังมีป้ายผ้าข้อความเกี่ยวโยงไปถึงพระพี่นางฯ ทั้งที่ไม่เกี่ยวข้องกับการชุมนุม ซึ่งทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์กันว่า เป็นความพยายามที่จะแอบอิงสถาบันเบื้องสูง ทำให้ผู้คนรู้สึกว่ายืนอยู่ข้างสถาบันหรือปกป้องสถาบัน

ซึ่งเป็นประเด็นที่ นายสนธิ ลิ้มทองกุล หนึ่งในแกนนำพันธมิตรฯ ได้เคยถูกเตือนไว้ท้ายคำพิพากษาคดีหมิ่นประมาท พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

ขณะเดียวกันการชุมนุมของกลุ้มพันธมิตรฯ มีการล่ารายชื่อเพื่อขอให้วุฒิสภาถอดถอนประธานสภาผู้แทนราษฎร ส.ส. และ ส.ว. ที่ร่วมลงนามเสนอญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วย

ส่วนทางด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ได้นำแผงเหล็กมากั้นเตรียมไว้บริเวณสี่แยกคอกวัวเพื่อป้องกันเกิดการปะทะกันระหว่างกลุ่มพันธมิตรและฝ่ายต่อต้านแล้ว




‘สมัคร’ฉะ18อรหันต์-ปชป. ปลุกระดมจ้องคว่ำรัฐบาล

“สมัคร” แฉอีก พวกจ้องล้มรัฐบาลยังร่วมมือกันเป็นขบวนการ ระบุ 18 อรหันต์ จับมือสื่อ-ปชป. อ้างเงื่อนไขค้านแก้ รธน. บังหน้า ระบุเป็นพวกเดียวกับที่ยื่น กกต. ชี้ขาดจัดรายการ “ชิมไปบ่นไป” ฝากถามตั้งแต่ยึดอำนาจ 19 ก.ย. 2549 จนกระทั่งฉีกรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนมัวไปมุดหัวอยู่ที่ไหน ติงอย่าทำตัวเป็นศาลตัดสิน “จักรภพ” ถ้าผิดจริงต้องปล่อยเป็นหน้าที่กระบวนการยุติธรรม

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการสนทนาประสาสมัคร เมื่อเช้าวันที่ 25 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ถึงกรณีมีขบวนการจ้องล้มรัฐบาลโดยใช้เงื่อนไขการผลักดันแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญมาเป็นเครื่องมือ ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องย้ำว่าเป็นหน้าที่ของสภาไม่เกี่ยวกับรัฐบาลและเรื่องนี้ต้องดำเนินต่อไป เพราะเป็นไปตามขั้นตอน เมื่อ ส.ส. เข้าชื่อเสนอญัตติถือเป็นเอกสิทธิ์ และจะต้องทำประชามติตามบัญญัติรัฐธรรมนูญ แต่วันนี้มีขบวนการ 18 อรหันต์ ร่วมมือกับสื่อมวลชนและพรรคประชาธิปัตย์ออกแถลงการณ์มาคัดค้าน ทำให้นึกถึงการอ่านประกาศคณะปฏิวัติ

“ขณะนี้มีขบวนการจ้องล้มรัฐบาล โดยเฉพาะขบวนการ 18 อรหันต์ จับมือกับสื่อมวลชนและพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาคัดค้านการแก้ไข รธน. และเป็นกลุ่มเดียวกับที่ยื่นเรื่องให้ กกต. ชี้ขาดคุณสมบัตินายกรัฐมนตรีเข้าไปจัดรายการชิมไปบ่นไป ขอถามหน่อยวันนี้จะออกมาปลุกระดมกันอีกแล้ว ไม่ทราบว่าเมื่อวันที่ 19 กันยายน วันที่ทหารเขายึดอำนาจและฉีก รธน. ทั้งฉบับมัวไปมุดหัวอยู่ที่ไหน

พร้อมกับกล่าวถึงกรณีมีข่าว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ชักชวนนักธุรกิจชาวต่างชาติมาลงทุนการทำกิจการข้าวในประเทศไทย โดยตำหนิว่าสื่อมวลชนไปลงข่าวว่าเป็นคนขายชาติฆ่าชาวนาไทยได้อย่างไร และยังกล่าวถึงนายจักรภพ เพ็ญแข รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กรณีถูกกล่าวหาบรรยายจาบจ้วงเบื้องสูงว่า ขั้นตอนยังอีกยาวนานอย่าทำตัวเป็นศาลสถิตยุติธรรม พิพากษาว่าเขาผิด

วันนี้ได้รับหนังสือชี้แจงกำลังพิจารณาอยู่หากผิดจริงก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย พร้อมตำหนิสื่อมวลชน กรณีวันต้อนรับนายบัน คี มุน เลขาธิการองค์การสหประชาชาติและนายสุรินทร์ พิศสุวรรณ เลขาธิการอาเซียน วันที่ไปตรวจเครื่องใช้อุปโภค บริโภค ที่จะเตรียมส่งไปช่วยเหลือพม่าว่าไม่มีมารยาทตั้งแถวดักหน้าตั้งท่าจะถ่ายภาพกันอุตลุต

ทั้งนี้กรณีของนายจักรภพ จะทำการชี้แจงพร้อมเอกสารที่แปลด้วยตนเอง ต่อสื่อมวลชนอย่างละเอียดในวันที่ 26 พฤษภาคมนี้




‘ดร.โกร่ง’สุดทนพฤติกรรมปชป. ซัด!ทิ้งอุดมการณ์ประชาธิปไตย

“ดร.โกร่ง” ทนพฤติกรรมพรรคเก่าแก่ไม่ไหว เขียนบทความชำแหละ อัดเป็นพรรคการเมืองที่ละทิ้งอุดมการณ์ประชาธิปไตย เปรียบเหมือนทาร์ซานอุ้มเจนโหนกระแส โหนทหารออกมายึดอำนาจ ถึงเวลาแพ้เลือกตั้งเลยต้องโห่ร้องอย่างโหยหวน พร้อมชี้แนะ หัดส่องกระจกดูตัวเอง หัดหานโยบายใหม่ๆ เอาใจประชาชน

เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ดร.วีรพงษ์ รามางกูร นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดัง อดีตรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง หรือที่เรียกขานกันว่า ดร.โกร่ง ได้เขียนบทความลงในคอลัมน์ คนเดินตรอก ของหนังสือพิมพ์ธุรกิจชื่อดังฉบับหนึ่ง ในหัวข้อบทความว่า “ประชาธิปัตย์ต้องการปฏิรูป” ซึ่งไม่บ่อยครั้งที่นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดังคนนี้จะออกมาวิพากษ์วิจารณ์การเมือง โดยเฉพาะมีนัยต่อพรรคการเมืองที่ได้ชื่อว่าเป็นพรรคการเมืองเก่าแก่ของประเทศไทย นั่นก็คือ พรรคประชาธิปัตย์

ดร.วีรพงษ์ เริ่มบทความชำแหละพรรคประชาธิปัตย์ด้วยการกล่าวถึงการเลือกตั้งทั่วไปหลังจากมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญปี 2550 เป็นเครื่องชี้อย่างดีว่า พรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเป็นพรรคที่เก่าแก่ที่สุดของบ้านเมือง “ต้องการการปฏิรูปอย่างรุนแรงและขนานใหญ่” มิฉะนั้น ประเทศไทยจะกลายเป็นประเทศที่มีระบอบการปกครองโดยพรรคใหญ่ พรรคเดียว ซึ่งไม่เหมาะกับประเทศไทยและเขาก็ไม่ต้องการอย่างนั้น

“พรรคประชาธิปัตย์ก็เหมือนกับพรรคการเมืองอื่นที่ต้องถือว่าเป็นของประชาชน มิใช่พรรคของกรรมการบริหารพรรค หรือสมาชิกพรรคเท่านั้น เพราะได้รับเงินจากภาษีอากรที่เก็บจากประชาชนทั่วประเทศไปทำกิจกรรมของพรรค พรรคต้องฟังความคิดเห็นของประชาชนผู้เสียภาษีด้วย ถ้าการวิพากษ์วิจารณ์มีเหตุผล ควรฟังว่า เขาวิพากษ์วิจารณ์อะไร อย่ามัวแต่ค้นหาว่าทำไมเขาจึงวิพากษ์วิจารณ์” บทความระบุไว้ตอนหนึ่ง

ดร.วีรพงษ์ เสนอแนะต่อพรรคประชาธิปัตย์ไว้ถึง 6 เรื่อง โดยเรื่องแรก พรรคต้องเปลี่ยนทัศนคติ เสียใหม่ว่า การเอาแต่คิดโค่นล้มคู่ต่อสู้ทุกวิถีทางนั้น ต้องเปลี่ยนใหม่ แม้ตอนที่ก่อตั้งพรรคเมื่อปี 2489 พรรคประสบความสำเร็จในการโค่นล้มพรรคแนวรัฐธรรมนูญและพรรคสหชีพ โดยการร่วมมือกับทหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ จอมพลผิน ชุณหะวัณ และ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ลงเลือกตั้ง โดยการช่วยเหลือของทหารในเดือนมกราคม 2491 เป็นรัฐบาลอยู่ได้ 4 เดือน ก็ถูกทหารหักหลังจี้ให้ลาออก หลังจากนั้นก็ไม่ได้อะไร จนเกิดกรณี 14 ตุลาคม 2516 เพราะทหารแตกคอกันเองไม่ใช่ฝีมือของพรรค

ทั้งนี้ ทรรศนะที่ถูกต้องก็คือ ต้องสร้างผลงานในทางสร้างสรรค์ทั้งในด้านเศรษฐกิจ การเมือง สังคม และการต่างประเทศ ในด้านการต่างประเทศ เพราะประเทศไทยใหญ่พอที่ผู้นำของไทยสามารถจะเป็นผู้นำของภูมิภาคได้อย่าง ดร.มหาเธร์ โมฮัมหมัด

“น่าเห็นใจผู้นำพรรคประชาธิปัตย์ ส่วนมากเป็นทนายความ เป็นครู เป็นข้าราชการที่เกษียณอายุแล้ว มีนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จน้อย หัวหน้าพรรคแม้ว่าจะมีอายุพอสมควรแล้ว มีการศึกษาจากสถาบันชั้นนำของโลก แต่ไม่เคยทำงานรับผิดชอบจริงๆ ข้อสำคัญอยู่ไปๆ ถูกพรรคล้างสมองลืมหลักการทางปรัชญากฎหมาย รัฐศาสตร์ และเศรษฐศาสตร์ เสียสิ้น ค้านทุกเรื่องที่ฝ่ายตรงกันข้ามทำ หรือฝ่ายตรงกันข้ามคิด ผลจึงออกมาในสายตาประชาชนว่าที่คิดที่พูดนั้น ตนเองก็ไม่ได้เชื่ออย่างนั้นเลย แต่พูดไปตามมติพรรคซึ่งล้าสมัยแล้ว” ดร.วีรพงษ์ ระบุ

เรื่องที่สอง เหตุที่พรรคมีทัศนคติในทางลบและไม่สร้างสรรค์อยู่ตลอดเวลา ก็เพราะพรรคถูกครอบงำด้วยผู้นำรุ่นเก่าที่เคยประสบความสำเร็จโดยการทำลายล้างฝ่ายตรงกันข้ามที่เป็นรัฐบาลทหาร ขณะนั้นโอกาสที่พรรคประชาธิปัตย์จะเป็นรัฐบาลไม่มี เพราะทหารกุมอำนาจเบ็ดเสร็จเอาไว้

พรรคประชาธิปัตย์จึงได้รับการยกย่องว่าเป็นพรรคฝ่ายค้านที่ดีที่สุด ผู้นำพรรค ซึ่งบัดนี้อายุอยู่ระหว่าง 65-75 ปี จึงติดยึดอยู่กับยุทธวิธีแบบนั้นไม่เปลี่ยนแปลง

เมื่อมีพรรคใหม่ที่ผู้นำพรรคเกือบ 100 คน มาจากคนที่มีประสบการณ์ทั้งทางธุรกิจและทางราชการ มีวิสัยทัศน์ยาวไกล ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก ในยุคโลกาภิวัตน์ ทำการบ้านว่าคนชั้นล่างซึ่งมีสัดส่วนที่สูงต้องการอะไร และสามารถทำอย่างที่ตนสัญญาไว้ตอนหาเสียงเลือกตั้งได้ พรรคประชาธิปัตย์จึงพ่ายแพ้อย่างยับเยินครั้งแล้วครั้งเล่า

ดร.วีรพงษ์ ระบุในบทความว่า นอกจากผู้นำพรรคไม่ยอมรับความบกพร่องของตนแล้ว ยัง หลอกตนเองว่า พ่ายแพ้การเลือกตั้งเพราะฝ่ายตรงกันข้ามซื้อเสียง แต่ในกรณีที่ทหารและข้าราชการถูกสั่งให้มาช่วยอย่างเต็มที่ทั้งกำลังคน กำลังอำนาจ และกำลังเงินซื้อเสียงให้ แล้วยังแพ้อย่าง ยับเยิน ตนกลับไม่คำนึงถึง หลายคนบอกว่าแม้ฝ่ายตรงกันข้ามไม่ซื้อเสียงเลยก็ยังชนะพรรคประชาธิปัตย์ โดยสิ่งที่พิสูจน์ได้ก็คือ ผู้ที่ออกจากพรรคไทยรักไทยไปอยู่พรรคอื่น กลับสอบตกเป็นจำนวนมาก ทั้งๆ ที่มีกระสุนจากทหารมาช่วยจำนวนมาก

นักเศรษฐศาสตร์ผู้นี้ชี้ในเรื่องที่สามให้เห็นว่า ผู้นำพรรคประชาธิปัตย์ อาจแบ่งเป็น 2 พวก คือนักกฎหมายกับพวกครู ซึ่งไม่ค่อยยอมรับการเปลี่ยนแปลง โดยเมื่อกฎหมายระเบียบแบบแผนเป็นอย่างไรก็ถือเป็นคัมภีร์ ให้ข้าราชการเป็นผู้แนะนำและชี้นำนโยบายในการทำงาน อีกพวกหนึ่ง เป็นพวกที่มีผลประโยชน์ จึงไม่ยอมให้คนรุ่นใหม่เข้าไปรับผิดชอบพรรคจริงๆ ยังกุมอำนาจพรรคไว้ด้วยผลประโยชน์

ขณะที่ ดร.วีรพงษ์ ชี้ให้เห็นว่า พรรคการเมืองฝั่งตรงข้ามพรรคประชาธิปัตย์พูดเสมอว่า กฎหมายระเบียบแบบแผนเป็นเครื่องมือที่จะทำให้งานสำเร็จ ประชาชนได้ประโยชน์ ถ้ากฎหมายข้อบังคับเป็นอุปสรรคก็ต้องแก้ไข เพราะกฎหมายข้อบังคับระเบียบแบบแผนสร้างมาโดยมนุษย์ มนุษย์ย่อมสามารถแก้ไขได้ มนุษย์ต้องเป็นนายกฎหมาย ไม่ใช่ให้กฎหมายมาเป็นนายมนุษย์

ข้าราชการไม่ใช่ผู้กำหนดนโยบายแต่เป็นผู้นำนโยบายของฝ่ายการเมืองไปปฏิบัติ กลับกันกับวิธีคิดของประชาธิปัตย์ ดังนั้น ผลงานของประชาธิปัตย์ในฐานะเป็นรัฐบาล ไม่ใช่ในฐานะของฝ่ายค้านจึงไม่ค่อยมีเป็นรูปธรรม ทั้งๆ ที่เคยร่วมรัฐบาลมาหลายยุคหลายสมัยเป็นเวลากว่า 15 ปี

ดร.วีรพงษ์ ระบุในบทความถึงการมาซึ่งเสียงสนับสนุนของคนภาคใต้ของพรรคประชาธิปัตย์ ด้วยการกล่าวว่า เขาเคยถามเพื่อนฝูงชาวปักษ์ใต้ที่ภูเก็ต กระบี่ พังงา สุราษฎร์ธานี ชอบผลงานของรัฐบาลพรรคไหน ซึ่งก็ไม่มีใครบอกว่า ผลงานของประชาธิปัตย์ดีกว่าคู่ต่อสู้ ขณะที่ทุกคนกลับบอกว่าผลงานของรัฐบาลคู่ต่อสู้ดีกว่า แต่ที่เลือกประชาธิปัตย์เพราะพ่อแม่ปู่ย่าตายายเลือกประชาธิปัตย์ หรือที่เลือกก็เพราะผู้นำพรรค โดยเฉพาะอย่างยิ่งนายหัวเป็นคนใต้เคยถามต่อว่าถ้านายหัวไม่อยู่แล้วจะเลือกอย่างไร ผู้ตอบก็ตอบไม่ถูกเหมือนกันเอาไว้ถึงเวลานั้นแล้วค่อยคิด

“พฤติกรรมการเลือก ส.ส. ของคนใต้ จึงต่างกับคนอีสานและคนเหนือ ที่เน้นว่า ส.ส. คนนั้นเคยทำประโยชน์ให้กับตนหรือชุมชนของตนแค่ไหน ส่วนในกรุงเทพฯ เลือกไปตามกระแสที่สื่อมวลชนยัดเยียดให้ เพราะตนก็ไม่เคยได้ประโยชน์อะไรเป็นชิ้นเป็นอันจาก ส.ส. ของตนอยู่แล้ว เพราะตนเองก็มีเส้นสายโยงใยเองอยู่แล้ว ไม่เดือดร้อนเหมือนคนในต่างจังหวัด”

ดร.วีรพงษ์ ยังเชื่อมจากเรื่องที่สามมายังเรื่องที่สี่ ที่เปรียบพรรคประชาธิปัตย์เป็นทาร์ซานด้วยว่า เมื่อพรรคประชาธิปัตย์ไม่สามารถเข้าถึงหรือไม่พยายามเข้าถึงคนระดับล่าง ไม่ว่าจะเป็นภาคอีสาน ภาคเหนือ ภาคกลาง และแม้แต่ในกรุงเทพฯ พรรคจึงไม่เน้นที่จะสร้างผลงาน แต่เน้นในการทำลายล้างฝ่ายตรงข้ามทุกวิถีทาง พรรคประชาธิปัตย์จึงกลายเป็นทาร์ซาน ที่พยายามจะช่วยเจนโดยการโหนเถาวัลย์ โหนกระแส และโหนทหาร แล้วให้เจนคอยกอดเอว พอเจนจับพลาดในที่สุดทาร์ซานก็ต้องป้องปากโห่อย่างโหยหวนลั่นป่า

“การทำตัวเป็นทาร์ซานจะไปถึงที่หมายโดยวิธีโหน จึงต้องละทิ้งอุดมการณ์ประชาธิปไตย อุดมการณ์ทางกฎหมาย ความถูกต้อง จารีต ประเพณี ในการปกครองระบอบประชาธิปไตย ร่วมมือกับทหารสร้างทางตันเพื่อเชื้อเชิญให้ทหารปฏิวัติ ทำลายรัฐธรรมนูญ เพื่อให้พรรคฝ่ายตรงกันข้ามถูกยุบ ให้นักการเมือง ฝ่ายตรงกันข้ามถูกตัดสิทธิทางการเมือง และสนับสนุนรัฐธรรมนูญที่มีบทบัญญัติ จะตอนพรรคการเมืองไม่ให้โต สร้างองค์กรอิสระที่ไม่มีใครตรวจสอบได้ ซึ่งเป็นผลเสียกับตัวเองด้วยในระยะยาวแต่ก็ยอมทำ ทำให้พรรคเสียคะแนนจากผู้คนที่หัวก้าวหน้าและคนรุ่นใหม่อย่างน่าเสียดาย”

ทั้งนี้ การที่พรรคประณามนโยบายและโครงการที่เป็นประโยชน์กับคนระดับล่าง ทั้งๆ ที่อยู่ในกรอบที่การเงินการคลังของประเทศรับได้ เพราะมีทุนสำรองระหว่างประเทศเหลือเฟือจนธนาคารแห่งประเทศไทยไม่อยากจะได้ว่าเป็นโครงการ “ประชานิยม” เท่ากับการทำลายเสียงของตนเองกับคนระดับล่างทั่วประเทศและจำกัดตัวเอง เพราะถ้าตนเองเป็นรัฐบาล ก็คงต้องทำ หรืออาจจะทำมากกว่า เพราะที่ใช้หาเสียงสัญญาว่าจะทำมากกว่า

ส่วนเรื่องที่ห้า พรรคประชาธิปัตย์เป็น พรรคปิด มีระบบอาวุโสที่เหนียวแน่น สมาชิกใหม่ให้อยู่ระดับล่าง หรือในสภาก็อยู่แถวหลังหรือที่อังกฤษเรียกว่า “Back Benchers” แต่อังกฤษผู้นำพรรคที่นำ พรรคไปแพ้เลือกตั้งจะลาออกเกือบหมด เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่มาแทน แต่ของเราไม่มีประเพณีอย่างนั้น สมาชิกรุ่นใหม่จึงไม่มีโอกาสมานำพรรค ผู้นำพรรค ไม่มุ่งจะทำพรรคให้ชนะการเลือกตั้ง เพียงแต่ได้ ส.ส. มากเพิ่มขึ้น ก็พอใจจะอยู่ในตำแหน่งต่อไปแล้ว

ขณะที่เปรียบว่าฝ่ายตรงกันข้ามพรรคประชาธิปัตย์ เน้นในเรื่องผลงานทางเศรษฐกิจของผู้ออกเสียง เน้นคะแนนนิยมในตัว ส.ส. เน้นการเมืองที่มีผลสำเร็จของการเลือกตั้ง เน้นทางด้านการหาเงินช่วยพรรค ซึ่งไม่ต้องบอกก็คงเข้าใจ ดังนั้น จึงมีการสับเปลี่ยนตัวผู้นำพรรคระดับรองๆ ลงไปอยู่ตลอดเวลา พรรคฝ่ายตรงกันข้ามจึงสามารถ “ดูด” นักการเมืองให้เข้าพรรคได้มากขึ้นเสมอ เพราะมาอยู่แล้วโอกาสชนะการเลือกตั้งมีสูง ไม่ใช่เพราะเงินอย่างเดียวอย่างที่พรรคประชาธิปัตย์เข้าใจ

ดร.วีรพงษ์ ระบุเรื่องที่หก เพราะพรรคประชาธิปัตย์ไม่เคยหวังว่าจะชนะการเลือกตั้งและสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้พรรคเดียว หวังแต่เพียงเป็นแกนนำของรัฐบาลผสม เมื่อหวังเพียงเท่านี้ก็ทำให้มีทัศนคติว่า ถ้าสามารถทำลายพรรคคู่แข่งไม่ให้ลงมาแข่งในการเลือกตั้งก็พอแล้ว

พร้อมชี้ว่า หากพรรคประชาธิปัตย์รู้จุดอ่อนความสามารถในการสร้างนโยบายใหม่ๆ ไว้ขายกับประชาชน หรือถ้าคิดไม่ออกก็ขวนขวายหาบริษัทที่ปรึกษาที่ชำนาญการ แต่ก็ไม่มีความพยายามแต่ใช้วิธีสะกดจิตตนเองว่า ตนเองเป็นฝ่ายเทพ ฝ่ายตรงกันข้ามเป็นฝ่ายมาร แท้จริงในงานการเมืองไม่มีใครเป็นเทพ ไม่มีใครเป็นมาร มีแต่ผู้ชนะกับผู้แพ้การเลือกตั้งเท่านั้น

“ทั้งหมดนี้เป็นจุดอ่อนของพรรคประชาธิปัตย์ ผู้เสียภาษีอย่างพวกเราน่าจะมีสิทธิ์วิพากษ์วิจารณ์และเสนอแนะให้แก้ไขปฏิรูปตนเอง เพราะผลการดำเนินงานของพรรคไม่คุ้มกับเงินภาษีที่รับไป จะโกรธจะเคืองอย่างไรก็ไม่ว่า เพราะไม่อยากเห็นเมืองไทยเป็นระบบการเมืองแบบพรรคเดียว ถ้าเมืองไทยเป็นการเมืองพรรคเดียวก็ต้องโทษประชาธิปัตย์ อย่าไปโทษใคร คิดแล้วอ่อนใจ” ดร.วีรพงษ์ ระบุในท้ายสุดของบทความ


นักวิชาการการันตี ขึ้นเวทีกับ‘จักรภพ’ ไม่มีคำพูดจาบจ้วง

นักวิชาการระบุตลอด 105 นาที ที่ฟัง “จักรภพ” บรรยายอยู่บนเวทีเดียวกัน ไม่เห็นมีข้อความไหนที่เข้าข่ายจาบจ้วงเบื้องสูง แถมการกล่าวถึง พล.อ.เปรม ก็เป็นการพูดต่อเนื่องจากเหตุการชุมนุมหน้าบ้านพักสี่เสา ไม่ได้พูดถึงในฐานะองคมนตรี และยังระบุถึงความไม่เหมาะสมที่มีคนพยายามอ้างสถาบันเพื่อชักชวนให้รับร่างรัฐะรรมนูญ 2550 ด้วยซ้ำไป

เรื่องคำบรรยายของ นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยังเป็นประเด็นที่ฝ่ายจ้องทำลายรัฐบาลหยิบมาเป็นประเด็นหาเรื่องไม่เลิกรา

ล่าสุดในงานกองทุนพัฒนาวิทยุชุมชนคนแท็กซี่เพื่อการต่อสู้กับมารประชาธิปไตย ซึ่งจัดขึ้นที่ อาคารกีฬาเวสน์ 2 สนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง ในช่วงหนึ่งได้มีการบรรยายของ รศ.ดร.วรพล พรหมิกบุตร อาจารย์คณะสังคมศาสตร์และมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นผู้หนึ่งที่อยู่ร่วมเวทีกับนายจักรภพ ที่สโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศ ได้นำสำเนาวีซีดี ที่บันทึกการบรรยายเมื่อช่วงเดือน สิงหาคม ปีที่แล้วนำมาประกอบการบรรยาย โดยมีการอธิบายแปลความหมายคำปาฐกาความยาว 36 นาที ของนายจักรภพ อย่างละเอียด

รศ.ดร.วรพล กล่าวว่า จากการที่ตนในฐานะนักวิชาการได้มีโอกาสเข้าบรรยายร่วมกับนายจักรภพ เพ็ญแข ฐานะแกนนำนปก.ในขณะนั้น ในหัวข้อ “ประชาธิปไตย และระบบอุปถัมภ์ในประเทศไทย” โดยตลอดระยะเวลาที่นั่งบรรยาย 105 นาที ตนไม่เห็นว่าจะมีถ้อยคำใดที่นายจักรภพจะกล่าวจาบจ้วงต่อสถาบันเบื้องสูง นอกจากคำวิจารณ์นักการเมือง กลุ่มคน และประชาชน ที่มักอ้างสถาบันเบื้องสุงในการเคลื่อนไวทางการเมือง ในทางกลับกันนายจักรภพได้กล่าวถ้อยคำที่ยกย่องต่อระบอบการปกครองของไทยตั้งแต่สมัยสุโขทัยถึงปัจจุบันเสียด้วยซ้ำ

ผศ.ดร.วรพล เล่าเหตุการณ์และแปลความหมายคำปาฐกถาของนายจักรภพอย่างละเอียดว่า

ในช่วง 1-4 นาทีแรกของการบรรยาย พิธีกรรายการได้กล่าวเกริ่นถึงหัวข้อและเชิญนายจักรภพพูดก่อนเป็นคนแรกในช่วง นาทีที่ 4เป็นต้นไป ใช้เวลารวมทั้งหมด 36 นาที ซึ่งเนื้อหาเป็นการกล่าวถึงกรณีบ้านสีเสาเทเวศร์ จนเป็นเหตุให้ต้องถูกคุมขังว่า นปก.ถูกขังในคุกที่ไม่ใช่คุกทั่วไปแต่เป็นคุกของคุณเปรม และเหตุการณที่ผ่านมาน่าสะท้อนถึงสภาพการปะทะกัรระหว่างประชิปไตยกับระบบอุปถัมภ์ในประเทศไทย

จากนั้นนายจักรภพกล่าวถึงระบบอุปถัมภ์ทางประวัติศาสตร์ของไทย ตั้งแต่สมัยสุโขทัย อยุธยา และรัตนโกสินทร์ โดยได้กล่าวยกย่องระบบอุปถัมภ์ในสมัยพ่อขุมรามคำแหงมหาราชว่าเป็นช่วงที่ดีที่สุดคือเป็นพ่อที่ยิ่งใหญ่ ใช้การปกครองแบบพ่อปกครองลูก จากนั้นก็มีการผสมผสานการปกครองขึ้นแบบสุโขทัยและแบบผู้นำ โดยในสมัยอยุธยามีการยกพระมหากษัตริย์เป็นสมมุติเทพ จากนั้นสมัยรัตนโกสินทร์ ก็มีการรับอิทธิพลจากอยุธยา พร้อมกับมีการยกตัวอย่างการปกครองรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่มีการผสมผสานระหว่างการปกครองสมัยใหม่ และสมัยอดีตรวมกัน จนเป็นประมหากษัตริย์ที่ว่าได้รับยกย่องจากต่างชาติว่าทรงเป็นพระมหากษัตริย์นักวิทยาศาสตร์

จนต่อเนื่องมาสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชการที่ 9 เป็นการรวบรวมการปกครองทั้งหมดตั้งอดีตจนถึงปัจจุบัน เนื่องจากมีการปกครองที่ยาวนานจนได้รับการยกย่องในฐานะที่เป็นพระมหากษัตริย์ตามจารีตประเพณีของไทย นักพัฒนา และเป็นพระเจ้าแผ่นดินที่ทรงงานหนัก ตนเห็นว่าจากการกล่าวมาทั้งหมดนี้ของนายจักรภพเป็นไปในลักษณะการชื่นชมยกย่อง หากใครนำมาตีความในทางหมิ่นเบื้องสูงแล้ว คงเป็นคนมีจิตใจที่สกปรกแน่นอน

นอกจากนี้รศ.ดร.วรพล กล่าวเสริมตรงคำวิจารณ์ของนายจักรภพต่อประชาชนว่า พวกเราถุกโน้มน้าวชักจูงให้เชื่อว่าคนไทย ไม่ต้องการปราธิปไตย เพราะมีรัชสมัยที่ทรงพระเมตตายิ่ง นอกจากนี้ พวกเรายังอ้างและทำให้พระองค์ท่านเชื่อว่าปะชาธิปไตยที่มีรัฐบาลชี้นำ หรือ พระองค์ท่านต้องชี้นำ นั้นตนเชื่อว่านายจักรภพคงจะวิจารณ์เหตุการณ์ยื่นขอนายกรัฐมนตรีพระราชทานมาตรา 7 ที่มีนักการเมืองและนักวิชาการรวมกลุ่มกันเรียกร้อง แต่ในหลวงทรงปฏิเสธและย้ำว่าท่านเป็นประชาธิปไตย

รวมถึงการโฆษณาเมื่อครั้งรณรงค์ให้รับร่างรัฐะรรมนูญ 2550 โดยมีการกำกับว่า Yellow Shirt People ซึ่งมักมีการแอบอ้างเอาการสถาบันกษัตริย์มาใช้ในการเมือง ซึ่งน่าจะเป็นการวิจาณ์นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯที่ถูกดำเนินคดีอยู่ในขณะนี้ จากนันนายจักรภพกล่าวโดยสรุปว่า การสร้างปัญหาแบบนี้มันล้าสมัย ขณะนี้ประชาชนทราบแล้วว่าต้องการประชาธิปไตย

อาจารย์คณะสังคมศาสตร์และมานุษยวิทยา กล่าวทิ้งท้ายว่า หากจะมีการพาดพิงจริงคงจะเป็นดารที่นายจักรภพแสดงความคิดเห็นต่อแนวคิดการตั้งรัฐบาลผลัดถิ่น ที่มีการกล่าวถึงพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และ กรณีที่ 1 ในคณะตุลาการเป้ฯคนสนิทที่มีความสัมพันธ์กับอำนาจที่หนุนให้เกิดการรัฐประหารในเชิง โฮโมเซ็กส์ชวล และการตอบคำถามผู้สื่อข่าวว่าจะมีการเช็คบิลบุคคลที่ก่อให้เกิดการรัฐประหาร แต่ทั้งนี้นายจักรภพไม่ได้กล่าวถึงพล.อ.เปรมในฐานะที่เป็นประธานองคืมนตรีและรัฐบุรุษ แต่กล่าวเพียงคุณเปรมเท่านั้น




บทสรุปสิบชั่วโมงบนถนนราชดำเนินเมื่อคืนที่ผ่านมา

บทความโดย คุณ Bugbunny

ภาพโดย คุณ sky, redearth, ฮินดูบราซิล จากเวบบอร์ดฟ้าใหม่ และพันทิปราชดำเนิน
26 พฤษภาคม 2551

ผมใช้เวลาสิบชั่วโมงที่ทั้งตื่่นเต้น เหน็ดเหนื่อย ร้อน แค้น โกรธ มีความสุข มีความทุกข์ สลับกันไปมาจนบางทีก็แทบปรับความรู้สึกไม่ทัน มันมีหลายช่วงจังหวะเหลือเกินตั้งแต่บ่ายสามโมงถึงสองยามครึ่ง บนถนนราชดำเนินในคืนวันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๕๑

ไปถึงอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยราวบ่ายสามกว่า ผู้คนจำนวนสามสี่ร้อยคนในผ้าคาดหัวพันธมิตร ยืนอยู่บนบันไดอนุสาวรีย์ และด้านหน้าของคนพวกนี้คือตำรวจจำนวนมากที่ยืนเป็นกันชนไว้ และที่หน้าร้านศรแดง ประชาชนผู้โกรธแค้นการทำร้ายชาติบ้านเมืองมากว่าสองปีทีี่ผ่านมา จำนวนน้อยกว่า กำลังปราศรัยด้วยคำพูดซื่อ ๆ ด่าทอพวกทำลายชาติอย่างโกรธแค้น ความเคียดแค้นเหล่านั้นแสดงออกอย่างชัดเจน เครื่องเสียงกระจิบกระจอกและเครื่องปั่นไฟขนาดเล็ก ปะทะกับรถปั่นไฟและระบบเสียงซูเปอร์ซาวด์ของพันธมิตรอย่างไม่หวาดเกรง แม้ระดับความดังจะแสนแตกต่าง แต่ระดับความกล้าหาญกลับเหนือกว่าจนเทียบกันไม่ได้ แม้รายรอบกลุ่มพันธมิตรคือ การ์ดหน้าเห้ม ของพิธาน พืชมงคล หลายสิบคน แต่ชายหญิงต่างวัยที่กำลังปะทะทางความคิดกับคนพวกนั้น ก็ไม่ได้ย่นระย่อ ยืนหยัดท้าทายพวกหน้าเห้มที่ แป๊ะลิ้ม ไอ้ส่วยชั่วใส ทุ่มทุนจ้างมา โดยไม่หวาดหวั่น

ชั่วโมงเศษผ่านไป ผู้คนเพิ่มจำนวนขึ้นทั้งสองฝ่าย ผู้คนในสำเนียงทองแดงเดินกันมาเป็นกลุ่ม ผิวคล้ำผมหยิกกันทั้งชายหญิง เข้าร่วมการชุมนุมของพันธมิตร และผู้คนรากหญ้าจำนวนมาก ก็เข้าสมทบกับประชาชนฝ่ายต่อต้าน ความเครียดเคร่งเพิ่มมากขึ้นอีก เมื่อกลุ่มเด็กหนุ่มสาวห้าหกคน แบกป้ายและแขวนป้ายหน้าหลังแบบแซนด์วิชแมน เดินมาตามแนวด้านข้างของพันธมิตร เสียงโห่ขับไล่กระหึ่มก้อง เสียงด่าสังวาสบรรพสตรีของสนธิลิ้ม และบักใส ตามมาเป็นระลอก เสียงโห่และบริภาษดังไปทั่ว

ฉับพลัน ขวดน้ำจำนวนหนึ่ง ก็ถูกโยนมาจากบนอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย มันไม่เกิดบาดแผล แต่เร่งดีกรีแห่งความแค้น แล้วขวดน้ำจำนวนมาก ก็ถูกโยนข้ามกลับไปบนอนุสาวรีย์

สงครามขวดน้ำ คือสงครามแรก ที่ประกาศขึ้นบนถนนราชดำเนิน มันดำเนินไปครู่ใหญ่ ก่อนที่ตำรวจจะตัดสินปล่อยให้รถแล่นผ่านถนน มันบังสายตาทั้งสองฝ่ายจากกัน และลดการปะทะลงไปหลังจากผ่านไปครู่หนึ่ง

ค่ำลงแล้ว ถนนราชดำเนินจากอนุสาวรีย์ไปผ่านฟ้า ฝั่งหนึ่งถูกยึดไปโดยกลุ่มพันธมิตร ผู้คนไม่เต็มถนนนัก แต่อีกฝั่งหนึ่ง ก็ไม่ได้ลดการท้าทายต่อสู้ลงแต่ประการใด เวทีพันธมิตรประกาศการเดินขบวนตอนสามทุ่ม ผู้คนยังที่ล้วนคุกรุ่นไปด้วยอารมณ์แค้น ก็ไม่ได้ถดถอยออกจากกลุ่มนักสู้หน้าศรแดง กลับเตรียมการไล่ล่า กดดันขบวนพันธมิตรกันอย่างเป็นงานเป็นการ สงครามขวดน้ำ กระป๋องโค้ก ขวดลิโพ ดำเนินไปอีกหลายระลอก แต่ก็ยังไม่รุนแรง



ขบวนพันธมิตรเริ่มออกเดิน รถบรรทุกหลายคันแล่นไปเป็นระลอก คันสุดท้ายที่มี อัญชลี ไพรีรักษ์ เป็นโฆษก เริ่มออกแล่น ฉับพลัน นักต่อต้านเริ่มออกตาม กดดันรถยนต์และมอเตอร์ไซค์พันธมิตร การปะทะเริ่มขึ้นอีกครั้ง และผลก็คือรถเหล่านั้นหันกลับ ขับหนีไป พวกพันธมิตรขว้างก้อนหินและไม้กลับมา นักต่อต้่านโต้กลับ ด้วยบล็อกตัวหนอนปูถนน ขวดน้ำ ข่าวลือที่น่ายินดีก็คืออัญชลี ไพรีรักษ์ โดนหินตัวหนอนได้เลือดไปด้วย ท่ามกลางความสะใจ ของผู้ชมที่เห็นสภาพของนาง


จากสนามหลวง ขบวนประชาชนชาวสนามหลวง ออกเดินขบวนติดตามทันที พวกเขาประกาศมาว่า “ไอ้ลิ้มเดินเมื่อไหร่ เราเดินตามทันที” เสียงกระหึ่มก้องตามมา “ไอ้ลิ้ม ออกไปๆๆๆๆ” ผู้คนที่ระอุไปด้วยเคียดแค้นเหล่านั้น ตามมาเป็นแถวยาว



ขบวนพันธมิตรหยุดที่ผ่านฟ้า กลุ่ม รปภ พันธมิตร จำนวนมาก วิ่งมาป้องกันด้านหลัง ท่อนไม้ มีด และบางคนเลวถึงขนาดถือปืนฉมวกยิงปลาในทะเลมาด้วย นี่มันมนุษย์หรือเปล่า จะเอากันให้ตายเลยหรือ กับแค่ความเห็นที่ไม่ตรงกันเรื่องรัฐธรรมนูญ ประชาชนโห่ฮา เสียงท้าทายดังก้อง “แน่จริงมาเดี่ยว ๆ กับกรู ไอ้พวกชาติหมา คนจริงไม่เล่นของโว้ย” เสียงโห่ฮา และประชาชนกลุ่มหนึ่งวิ่งไล่ตามไอ้โพกหัวตัวหนึ่ง ที่หนีหัวซุกหัวซุน เผ่นพรวดเดียวหายไปกลางกลุ่มพวกมัน ไหนบอกว่ากล้า



มืดแล้ว หน้า สน.นางเลิ้ง หน่วยปราบจลาจลถอนตัวไป เว้นช่องว่างเหลือเพียงตำรวจท้องที่สิบกว่าคน ช่องว่างนั้นกลายเป็นสาเหตุแห่งการนองเลือดของประชาชน เมื่อกลุ่ม รปภ ในอาณัติของไอ้หน่อง รวมกำลังกรูกันเข้าหากลุ่มต่อต้าน ทุกคนอาวุธครบมือ ไม้พลองกระบองสั้น ที่ชักออกมา คือมีดคมแบบเสือฃ่อนเล็บ ที่ชักออกมาไล่ตีไบ่แทงประชาชน ตีตะลุยประชาชนที่มีทั้งผู้หญิง คนแก่ รถเข็นแม่ค้า ตะลุยตีไม่เลือก ทั้งคนแก่ คนสาว เด็กเล็ก สลบไปหนึ่งคน บาดเจ็บอีกนับสิบ ประชาชนโต้กลับด้วยท่อนไม้ บล็อกตัวหนอน จบลงด้วยคนหนึ่งเข้าโรงพยาบาล และยังไม่ฟื้นจากสลบ ในตอนที่ผมกำลังเขียนอยู่



แล้วพวกมันก็วิ่งอ้าวหนีไปทั้งแก๊งค์ เมื่อชาวสนามหลวงรวมพลังพุ่งเข้าใส่ด้วยความเคียดแค้น หายกลับไปหลังแนวตำรวจที่เข้ามาระงับเหตุ



เมื่อครึ่งคืนมาถึง บนเวทีพันธมิตรนั้น พวกอมนุษย์หายหัวไปหมด หายไปจากขบวนทั้งแก๊งค์ ไอ้ลิ้ม ไอ้ใส ไอ้สมเกียรติ ไอ้สมศักดิ์ ไอ้พิภพ เหลือแต่เถรเฒ่าทุศีล จำลอง เพียงคนเดียวเห่าหอนอยู่บนเวที

เรากลับมานั่งที่รัตนโกสินทร์ ทันได้เห็นภาพพวกโพกผ้าโพกหัวกรู้ชาติและเสื้อเหลือง ถือไม้ไล่กรุ้มรุมทำร้ายประชาชน ผู้หญิงและเด็ก ออกแพร่ภาพประจานโจรปล้นชาติไปทั่ว ทางช่องเจ็ดสี ตามมาด้วยภาพแป๊ะลิ้มหน้าเครียด อัดบุหรี่อย่างแรง ใบหน้านั้นดูสิ้นหวังกังวล เหมือนคนที่พอเข้าใจว่า วาระสุดท้ายกำลังใกล้เข้ามาทุกวินาที

สะพานมัฆวาฬ ตำรวจหลายร้อยคนรออยู่ที่นั่น รถบรรทุกสำหรับขังผู้ต้องหาเตรียมพร้อมนับสิบคัน กำลังปราบจลาจลประจันหน้ากับพันธมิตรที่เหลือจำนวนหนาตา อยู่แค่หน้าตึกยูเอ็น ที่เหลือถนนว่างโล่ง เหลืออีกราวสองร้อยคน ถือไม้คนละท่อนเตรียมปะทะอยู่ที่แยกกระทรวงคมนาคม โดยถนนที่เหลือระหว่างสองกลุ่มยาวหลายร้อยเมตร ไม่มีคนเหลือ พอจะเรียกได้ว่าเป็นม็อบ

จำลองพยายามต่อรองขอผ่านทางจากตำรวจ แต่ไม่มีใครยอมและจำลองเองก็คงสิ้นปัญญา เพราะเวลาผ่านไปแล้วหลายชั่วโมง

เรายังไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อจากนี้ แต่ที่แน่นอน “เรายอมพวกอัปรีย์เหล่านี้ต่อไปไม่ได้แล้ว” มันต้องได้รับโทษกันบ้าง

(๐๒.๐๐ น. ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๕๑)
จาก Thai E-News

เหลือ 300-500 คน เมื่อตอนตีสี่

โดย คุณมังกรดำ
ที่มา เวบบอร์ด พันทิปราชดำเนิน
26 พฤษภาคม 2551

ดูเอาตามรูป นักข่าวท่าทางจะเป็นสายโจร บอกว่า มี 3 ถึง 4 พันคน
ตำรวจ หลายคน คุยด้วย บอกว่า ราวๆเกือบพัน
แต่จากการตระเวณดูด้านหน้า ด้านหลัง ทั้งหมด ตอนตีสี่ เหลืออยู่ 300 ไม่เกิน 500 คน (นับรวมทั้งหมด)
เจ๊งเป็นเจ๊ง ตายเป็นตาย







จาก Thai E-News