WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, May 26, 2008

ใครถ่อย! เวบไซต์พันทิป แฉภาพแก๊งพันธมิตรอาวุธครบมือ ไล่ทำร้ายประชาชน

เวปไซต์ดังโพสต์ภาพประจานม็อบพันธมิตรฯ ถ่อย แฉชายฉกรรจ์ผ้าพันคอเหลืองอาวุธครบมือรุมทำร้ายคนไม่มีทางสู้อาการสาหัส ทั้งที่ชอบอ้าง “สันติวิธี”

ท่ามกลางความพยายามเสนอข่าวของสื่อค่ายผู้จัดการ ที่ระบุว่ากลุ่มผู้ชุมนุมต่อต้านพันธมิตรฯ เป็นม็อบถ่อยและใช้กำลังเข้าทำร้ายผู้ชุมนุม ทั้งยังระบุว่าการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ เป็นการชุมนุมโดยสันติวิธีและปราศจากอาวุธ นั้น
ในวันนี้ (26 พ.ค.) เวบไซต์ชื่อดัง
www.pantip.com ได้มีการโพสต์ข้อความและรูปภาพเผยแพร่อย่างกว้างขวาง แฉพฤติกรรมของกลุ่มพันธมิตรฯ โดยปรากฎเป็นภาพชายรูปร่างล่ำสันจำนวนมาก ทุกคนมีผ้าพันคอและโพกหัวสีเหลืองมีข้อความ “กู้ชาติ” ที่เป็นสัญญลักษณ์ของกลุ่มผู้ชุมนุมในฝ่ายพันธมิตรฯ อย่างชัดแจ้ง

ทุกคนมีอาวุธครบมือกำลังรุมทำร้ายคนไม่มีทางสู้ และไม่มีอาวุธจนได้รับบาดเจ็บสาหัส

ซึ่งกรณีดังกล่าวผู้เสียหายกำลังพิจารณาว่าจะดำเนินการทางกฎหมายอย่างไรต่อไป

แหล่งข่าวระบุด้วยว่าการอ้างการชุมนุมโดยสันติวิธี เป็นเพียงการหลอกลวงสร้างภาพ เพราะในความเป็นจริงมีการยั่ยุอยู่ตลอดเวลา และยังมีการซุกซ่อนอาวุธไว้เป็นจำนวนมาก ซึ่งสอดคล้องกับกระแสข่าวว่ามีการจ้างทหารถึง 200 นาย ทำหน้าที่การ์ดด้วย


มท.1 ระบุพันธมิตรฯ ผิดเงื่อนไขเคลื่อนม็อบ ตร.คุมไม่อยู่

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยระบุ กลุ่มพันธมิตรฯ ทำผิดเงื่อนไขเคลื่อนขบวนออกนอกอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยทำให้เกิดปัญหากระทบกับฝ่ายต่อต้าน พร้อมเรียกทนายความ
คดีนายสนธิ หมิ่นฯที่ จ.เชียงรายนำข้อมูลปราศัยยื่นศาลระงับปล่อยตัวชั่วคราว

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ระบุว่าได้ติดตามความเคลื่อนไหวการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยอย่างใกล้ชิดตลอดที่มีการปราศรัยเมื่อคืนที่ผ่านมา เห็นว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำงานอย่างเรียบร้อยดีในการควบคุมผู้ชุมนุม โดยมีการแยกกลุ่มกลุ่มพันธมิตร ออกจากกลุ่มที่มาต่อต้าน แต่กลุ่มพันธมิตรฯทำผิดเงื่อนไขที่ได้ประกาศว่าจะปักหลักชุมนุมที่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

โดยพยายามเคลื่อนขบวนไปที่ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งถือเป็นทำผิดเงื่อนไข จนทำให้เจ้าหน้าที่ไม่สามารถควบคุมได้จึงเกิดปัญหาการกระทบกระทั่งกันกบังฝ่ายต่อต้าน ขณะเดียวกัน เท่าที่ดูเนื้อหาการปราศรัยของกลุ่มพันธมิตรฯ ส่วนใหญ่ที่อ้างคัดค้านแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่เนื้อหากลับมีนัยแอบแฝงเพราะมีการโจมตี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อย่างต่อเนื่อง

โดยมีการใช้ถ้อยคำที่หยาบคาย ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ารังเกียจ โดยเฉพาะอดีต ผู้สมัคร สส.ประชาธิปัตย์ มัชฌิมาธิปไตย และเพื่อแผ่นดินที่เป็นพิธีกรบนเวที ดังนั้นจึงเชื่อมั่นว่า มีวาระซ้อนเร้นในการชุมนุมครั้งนี้อย่างแนjนอน เพราะการปราศรัยบางครั้งเผลอร้องให้ทักษิณออกไปแสดงว่ากลุ่มพันธมิตรฯมีจุดประสงค์ต้องการล้มรัฐบาล มากกว่าต่อต้านการแก้รัฐธรรมนูญ

ร.ต.อ.เฉลิม ยังตั้งข้อสังเกตุว่าการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯไปที่ทำเนียบรัฐบาลมีวัตถุประสงค์อะไร ถึงทำเช่นนั้น ที่สำคัญยังมีการปิดถนนทำให้ประชาชนที่สัญจรไปมาได้รับความเดือดร้อน แต่กลับอ้างว่าจะชุมนุมโดยสงบตามกฏหมาย ซึ่งขัดกับคำพูดตนเอง เพราะการปิดถนนก็ถือว่ากระทำการผิดกฏหมายแล้ว ดังนั้นในบ่ายวันนี้ตนได้เรียกทนายความที่เป็นคู่กรณีกับนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯที่ชนะคดีหมิ่นประมาทเพื่อนำหลักฐานข้อมูลการปราศรัยของนายสนธิไปยื่นต่อศาลจังหวัดเชียงรายให้ถอนการปล่อยตัวนายสนธิชั่วคราว

ร.ต.อ.เฉลิม ยังบอกอีกว่า จำนวนผู้ชุมนุมที่ดูมากนั้น เพราะส่วนหนึ่งมาจากพรรคการเมืองบางพรรคที่อยู่เบื้องหลังซึ่งตนไม่อยากบอกว่าเป็นพรรคอะไร ส่วนที่กลุ่มพันธมิตรฯจะชุมนุมยืดเยื้อนั้น ร.ต.อ.เฉลิม ระบุว่า ตนไม่ได้รับมอบหมายให้ดูแลเรื่องนี้ แต่เชื่อมั่นว่าตำรวจจะมีวิธีในการควบคุมการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯได้ และมั่นใจว่าจะส่งผลให้เกิดการปฏิวัติแน่นอน เพราะไม่มีประเด็นอะไรให้เกิดเรื่องดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม ร.ต.อ.เฉลิมได้เรียกร้องให้ประชาชนช่วยกันจับตาดูการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตร โดยเฉพาะการอ้างว่า แก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อช่วย พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่ข้อเท็จจริง ตนอยากถามว่ามีมาตราไหนที่จะช่วย พ.ต.ท.ทักษิณได้บ้าง มีแต่กรณีที่ศาลฏีกาส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสถานะของ คตส.เท่านั้นที่หากศาลรัฐธรรมนูญตัดสินว่าผิด พ.ต.ท.ทักษิณก็จะได้อานิสงค์เท่านั้น



นพดล ระบุนายกฯ เชื่อม็อบพันธมิตรฯ ไม่ยืดเยื้อ

กระทรวงการต่างประเทศ 26 พ.ค.- “นพดล ปัทมะ” ระบุทูตไทยแสดงความเป็นห่วงสถานการณ์การชุมนุม ชี้นายกรัฐมนตรีเชื่อการชุมนุมไม่ยืดเยื้อ พร้อมเดินหน้าทำประชามติ

นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวภายหลังการประชุมเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ไทยทั่วโลก ประจำปี 2551 ว่า มีเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ รวม 92 แห่งทั่วโลกเข้าร่วม เพื่อรับทราบนโยบายของรัฐบาล โดยเฉพาะนโยบายด้านการต่างประเทศ และเศรษฐกิจระหว่างประเทศ เพื่อประยุกต์เป็นแผนการทำงานในต่างประเทศให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น สิ่งสำคัญที่เน้นเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติ และทำให้เห็นว่าไทยเป็นประเทศประชาธิปไตยแล้ว ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้มอบนโยบายการเสริมสร้างและกระชับความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงการแก้ไขปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่จะคลี่คลายปัญหา ด้วยการนำกระแสพระราชดำรัส เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา โดยเฉพาะสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศมาเลเซีย และอินโดนีเซีย

ส่วนกรณีที่ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ระบุว่ามีเอกอัครราชทูต 3 ประเทศ แสดงความเป็นห่วงสถานการณ์ในประเทศ เพราะเกรงว่าจะกระทบกับการลงทุน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า มีนายสุวิทย์ สิมะสกุล เอกอัคราชทูตไทย ประจำกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ที่แสดงความเห็นว่าช่วงนี้เป็นช่วงนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นเดินทางมา หากมีการชุมนุมยืดเยื้อเกรงว่าจะส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยว ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ให้ความมั่นใจไปแล้วว่าการชุมนุมจะไม่ยืดเยื้อเจ้าหน้าที่ตำรวจดูแลได้ นอกจากนี้ มีนายบัณฑิต โสตถิพลาฤทธิ์ เอกอัครราชทูตไทย ประจำกรุง แคนเบอร์รา ประเทศออสเตรเลีย ที่แสดงความเป็นห่วงถึงขั้นนอนไม่หลับ อย่างไรก็ตาม เรื่องดังกล่าวเป็นการแสดงความเห็นทั่วไป จึงไม่อยากให้เป็นเรื่องใหญ่

นายนพดล กล่าวว่า ในที่ประชุมนายกรัฐมนตรีได้ย้ำว่า จะเดินหน้าการทำประชามติเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อไป ซึ่งฝ่ายคัดค้านหรือฝ่ายสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็ต้องไปรณรงค์ เพื่อให้ประชาชนได้ตัดสินใจตามหลักการของประชาธิปไตย

มีรายงานว่า นายสรยุตม์ พรหมพจน์ เอกอัครราชทูตไทย ประจำกรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี เป็นอีกคนหนึ่งที่แสดงความห่วงสถานการณ์ เนื่องจากจะนำคณะนักลงทุนด้านพลังงานแสดงอาทิตย์ และพลังงานลมเดินทางมาประเทศไทย ซึ่งการชุมนุมอาจจะมีผลต่อการตัดสินใจการลงทุนของต่างประเทศ.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-26 15:29:33

จักรภพ ยืนยันไม่ลาออก ขอลากิจ 7 วัน

ทำเนียบฯ 26 พ.ค. - "จักรภพ เพ็ญแข" รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยืนยันไม่ลาออกจากตำแหน่ง แต่ขอลากิจ 7 วัน โดยขอพิสูจน์ตัวเองตามกระบวนการศาลยุติธรรม พร้อมเรียกร้องหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้ออกมารับผิดชอบการแปลเอกสารที่ผ่านมา

ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย



อัพเดตเมื่อ 2008-05-26 15:14:52



พี่ชายประภัตร โต้ รมว.เกษตรฯ ค้านต่างชาติทำนา

รัฐสภา 26 พ.ค. - พี่ชาย “ประภัตร โพธสุธน” โต้ รมว.เกษตรฯ เล่นเกมการเมือง ยืนยันการชวนนักธุรกิจต่างชาติเข้ามาดูการทำนาทำให้ประเทศได้ประโยชน์

นายประสิทธิ์ โพธสุธน ส.ว.สุพรรณบุรี พี่ชายนายประภัตร โพธสุธน เลขาธิการพรรคชาติไทย ตอบโต้ นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แทนนายประภัตร กรณีคัดค้านการชักชวนนักธุรกิจต่างชาติมาลงทุนทำนาในประเทศไทย ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า เรื่องดังกล่าวเป็นเกมการเมือง เพื่อต้องการทำลาย และใส่ร้ายป้ายสี รวมทั้งเกรงว่า นายประภัตร จะแย่งตำแหน่งรัฐมนตรี จึงเชื่อว่าการออกมาพูดของนายสมศักดิ์ไม่ใช่เป็นการเข้าใจผิด

นายประสิทธิ์ ยืนยันว่าการชักชวนนักธุรกิจต่างชาติ เข้ามาดูการทำนาของชาวนาไทย จะทำให้ประเทศไทยได้ประโยชน์มากกว่า โดยเฉพาะด้านการส่งออกข้าว และสถานที่เก็บรักษาข้าวที่อาจไม่เพียงพอ แม้จะได้ราคาน้อยกว่าเดิมเล็กน้อย แต่โครงการดังกล่าวเป็นเพียงข้อเสนอเท่านั้น หากรัฐบาลไม่เห็นด้วยก็จะไม่มีการดำเนินการแต่อย่างใด

นายประสิทธิ์ ยังกล่าวถึงกรณีที่เป็น 1 ในผู้ร่วมลงชื่อยื่นญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยยืนยันว่าไม่ได้ห่วงสถานภาพการเป็น ส.ว. และไม่รู้สึกกังวลต่อการถูกยื่นถอดถอน เนื่องจากเป็นการทำตามหน้าที่ ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ แต่การดำเนินการทุกอย่างจะต้องมีเหตุผลที่สมควร ซึ่งจนถึงขณะนี้ยังไม่มีใครติดต่อ เพื่อให้ถอนชื่อออกจากการเสนอญัตติ พร้อมย้ำว่า ยังเห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ต้องรอดูผลการทำประชามติของประชาชนก่อน.- สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-26 14:21:36

นายกฯ ชี้พันธมิตรฯ ชุมนุมไม่มีเหตุผล

ก.ต่างประเทศ 26 พ.ค.- นายกรัฐมนตรี ระบุกลุ่มพันธมิตรฯ ชุมนุมไม่มีเหตุผล ทั้งที่รัฐบาลบอกจะจัดให้มีการทำประชามติ ยังไม่ใช้ พ.ร.บ.มั่นคง ให้ตำรวจดูแลการชุมนุม เผยทูตเป็นห่วง เพราะกระทบการลงทุน

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานการประชุมเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ ที่ประจำอยู่ทั่วโลกว่า ได้เล่าถึงสถานการณ์ทางการเมืองทั้งในอดีตและปัจจุบันให้กับเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ทราบ เอกอัครราชทูตหลายประเทศ แสดงความวิตกกังวลกับปัญหาทางการเมืองโดยเฉพาะการชุมนุมประท้วงของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ว่าสิ่งที่เอกอัครราชทูตได้ทำงานมากำลังย่อยยับลงในพริบตา มีอย่างน้อย 3 ประเทศที่บอกว่านักลงทุนที่นัดหมายว่าจะมาลงทุนในไทยอาจเปลี่ยนใจ

“ทูตอย่างน้อย 3 ประเทศ บอกว่าเมื่อคืนนอนไม่หลับ บอกดูข่าวแล้วไม่สบายใจทำไมบ้านเมืองเราเป็นอย่างนี้ ก็ถามผมว่าเมื่อไหร่สถานการณ์อย่างนี้จะยุติ ผมก็บอกว่าขอให้ผมได้ฟังรายละเอียดจากเจ้าหน้าที่ก่อน เพราะเรื่องนี้ ผมก็เห็นว่ากลุ่มพันธมิตรฯ ไม่มีเหตุผล เรื่องนี้ผมก็เสียดายและเสียใจแทนท่านทูต ที่อุตส่าห์ทำงานเพื่อต้องการให้บ้านเมืองกลับสู่สถานะเดิม แต่ก็กลับมีเรื่องการชุมนุมประท้วง” นายกรัฐมนตรี กล่าว

เมื่อถามว่า พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ อ้างว่ารัฐบาลจะใช้พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร จัดการกับแกนนำผู้ชุมนุม นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนยังไม่ได้คิด ต่อข้อถามว่าจะรับมือกับผู้ชุมนุมอย่างไร นายสมัคร กล่าวว่า ตำรวจจะดูแลเรื่องนี้ ยอมรับว่ามีผลกระทบต่อประเทศ ตนไม่คาดคิด อยู่ดี ๆ พันธมิตรฯ ก็โผล่ออกมา ก็หวังว่าประชาชนจะเห็นว่าใครเป็นคนทำให้บ้านเมืองเสียหาย เพราะการชุมนุมไม่มีเหตุผล

“ก็บอกแล้วจะให้ลงคะแนนว่าใครจะแก้รัฐธรรมนูญหรือไม่แก้อย่างไร รอให้มีการลงคะแนนก่อนสิว่าแก้หรือไม่แก้ รอไม่ได้หรืออย่างไร 45 วัน ก็มีเหตุผลอยู่แล้ว จะลงประชามติ เสียงส่วนใหญ่บอกไม่แก้ ก็ไม่แก้ ถ้าเสียงส่วนใหญ่เขาให้แก้ไข พันธมิตรฯ จะว่าอย่างไร ผมก็ไม่อยากให้ใครมาชี้หน้าด่าผมว่าเป็นเผด็จการ เพราะฉะนั้นตำรวจก็ต้องจัดการกันต่อไป” นายกรัฐมนตรี กล่าว.

ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-26 14:17:55




พันธมิตร “เอาสีข้างเข้าถู” อ้างมั่ว 3 มาตรา ยื่นถอดถอน ส.ส.-ส.ว.

แกนนำพันธมิตร ยื่น 4 ข้อ ปธ.วุฒิสภา หวังถอดถอน ส.ส.-ส.ว. เข้าชื่อแก้ไข รธน. อ้างมั่ว 3 มาตรา 68, 122, 291 แจงความผิด ท้ายสุด 20,000 รายชื่อยังไม่โผล่

เมื่อเวลา 10.00 น. ( 26 พ.ค.) ที่อาคารรัฐสภา แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นำโดยนาย สมศักดิ์ โกศัยสุข นายพิภพ ธงไชย นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ นายสุริยะใส กตะศิลา ได้เดินทางมาเข้ายื่นหนังสือต่อประธานวุฒิสภา นาย ประสพสุข บุญเดช เรื่องขอใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่ง กรณีที่ ส.ส. และ ส.ว. บางส่วน เข้าชื่อยื่นเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เนื่องจากส่อจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ

โดยแกนนำพันธมิตรฯ ได้แจงความผิดซึ่งเป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญระบุว่า การจะยื่นถอดถอนสมาชิกรัฐสภา จะต้องมีการแจงความผิดอย่างชัดเจน โดยเบื้องต้นได้แจงความผิดทั้งหมด 4 ข้อ ดังนี้

1. ความผิดของ ส.ส.ตาม มาตรา 122 การปฎิบัติหน้าที่อันเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชนน์เนื่องจากมี ส.ส. บางส่วนสังกัดพรรคการเมืองที่กำลังถูกดำเนินคดียุบพรรค ในขณะที่ร่าง รธน. มีจุดมุ่งหมายอย่างชัดเจน เพื่อให้พรรคการเมืองของตนพ้นจากควมผิดยุบพรรค แม้ ส.ส. จะอ้างเอกสิทธิคุ้มครอง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ส.ส. จะไม่ได้ใช้เอกสิทธิในทางที่ขัดต่อบทบัญญัติ รธน.

2. ความผิดของ ส.ว. ตาม มาตรา122 การปฎิบัติหน้าที่อันเป็นการขัดกันแห่งประโยชน์เนื่องจากร่างแก้ไขเพิมเติม รธน. ได้มุ่งหมายเปลี่ยนโครงสร้างของวุฒิสภา ทั้งที่มาและอำนาจหน้าที่ หวังเพิ่มอำนาจหน้าที่ให้ ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้ง โดยให้ยุบเลิก ส.ว.ที่มาจากการสรรหาทิ้ง ฉะนั้น การที่ ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้งบางส่วน ร่วมลงชื่อแก้ไขเพิ่มเติมร่าง รธน. ฉบันนี้จึงถือเป็นการกระทำที่มีส่วนได้เสีย

3. ความผิดตาม มาตรา 291 เนื่องจากร่างแก้ไขเพิ่มเติม รธน.ฉบับบนี้ ทั้งเนื้อหาและรูปแบบที่เสนอมานั้นไม่ชอบด้วย รธน. 2550 มาตรา 291 และข้อบังคับการประชุมรัฐสภา กล่าวคือให้นำบทบัญญัติของ รธน. 2540 มาใช้บังคับแทนบทบัญญัติ รธน.2550 โดยการยกเลิกเชื่อหมวด ตั้งแต่หมวด 3 สิทธิและเสรีภาพของชาวไทยจนถึงบทเฉพาะกาล และให้นำชื่อหมวดและบทบัญญัติ รธน.2540 มาใช้บังคับแทนทั้งหมด โดยเริ่มตั้งแต่หมวด 3 ดังนั้น รูปแบบดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นการให้นำบทบัญญัติ รธน. 2540 มาใช้บังคับแทน 2550 และ

4. ความผิดตาม มาตรา 68 พบว่า บทญัตติการแก้ไขเพิ่มเติม รธน. ทั้งรูปแบบวิธีการและสารสำคัญในร่างแก้ไข ที่เสนอต่อรัฐสภาครั้งนี้เป็นการโละ และล้มล้าง รธน. ทั้งฉบับ จึงเป็นวิธีการเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจใจการปกครองประเทศ ซึ่งมิได้เป็นไปตามวิธีทางที่บัญญัติไว้ใน รธน.ฉบับปัจจุบัน

ภายหลังรับหนังสือดังกล่าว นายประสพสุข กล่าวว่า หลังจากนี้ต้องรอรายชื่อที่จะมาถอดถอน ส.ว.จากแกนนำพันธมิตรจำนวน 20,000 รายชื่อก่อน ถ้าได้ครบแล้ว จะส่งรายชื่อไปให้สำนักทะเบียนของกระทรวงมหาดไทย และส่งไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้งต่อไป



นปก.จี้ ปชป.รับผิดชอบไฟเขียวสมาชิกร่วมม็อบพันธมิตรฯ

นปก.ออกแถลงการณ์ ชี้แจงแก้รธน.ไม่ใช่การสร้างระบอบสาธารณรัฐ ย้ำนปก.ไม่สนับสนุนความรุนแรง ซัดพันธมิตรเป็นผู้ยั่วยุ จี้ต้อมสำนึกปชป.รับผิดชอบต่อการกระทำของสมาชิกพรรคที่เข้าร่วมม็อบพันธมิตร

คำแถลงแนวร่วมประชาชนต่อต้านเผด็จการ(นปก.)

การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญไม่ใช่การสร้างระบอบสาธารณรัฐ

นปก.ไม่สนับสนุนความรุนแรง สิ่งที่เกิดขึ้นในวันที่ 25 พฤษภาคม 2551นั้นพันธมิตรเป็นผู้ยั่วยุ

พรรคประชาธิปัตย์ต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ด้วย

รัฐธรรมนูญ2550ระบุชัดเจนในมาตรา291 ให้ประชาชนจำนวนห้าหมื่นชื่อขึ้นไป หรือส.ส.และส.ว.รวมกันจำนวนเกินกว่า126คนขึ้นไปสามารถเสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาได้ เนื้อหาสำคัญของร่างแก้ไขฉบับคปพร.ก็ดี หรือของสส.และสว.ก็ดี ล้วนยืนยันชัดเจนว่า

1.ให้คงหมวดหนึ่งหมวดสองของรัฐธรรมนูญ2550ไว้ซึ่งเป็นหมวดที่ระบุชัดเจนในมาตรา2 ว่า “ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” และในหมวดสองก็เป็นหมวดพระมหากษัตริย์ยังคงเดิมทุกประการ ดังนั้นที่สื่อบางฉบับว่าต้องการปฏิเสธสถาบันองคมนตรีจึงเป็นเรื่องโกหกมดเท็จสิ้นเชิง

2.ได้เสนอให้มีการแก้ไขในส่วนที่เป็นข้อบกพร่องบางอย่างของรัฐธรรมนูญ2540ที่ อภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลหรือรัฐมนตรียากให้ง่ายขึ้นรวมทั้งให้เสนอพ.ร.บ.โดยประชาชนหรือถอดถอนนักการเมืองโดยประชาชนให้ง่ายขึ้น และอาจจะมีการแปรญัตติได้ในวาระ2

นายสนธิ ลิ้มทองกุลและพันธมิตรฯโจมตีว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 เป็น “ขบวนการโค่นล้มสถาบันพระมหากษัตริย์และสร้างระบอบสาธารณรัฐ” “เป็นการล้มเป็นการฉีกรัฐธรรมนูญ2550”จึงเป็นเรื่องเท็จโดยสิ้นเชิง และแก่นแท้ของการเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯเมื่อเย็นวันที่ 25 พฤษภาคม 2551 จึงเป็นเรื่องที่พวกเขาประกาศอย่างไม่ปิดบัง คือ “ไล่รัฐบาล หรือโค่นล้มรัฐบาล”นั่นเอง นอกจากนี้ยังกล่าวเท็จต่อสาธารณชนอีกว่า “รัฐนี้เป็นรัฐโจร” เพราะความจริงแล้วรัฐหรือรัฐบาลปัจจุบันมาจากการเลือกตั้งของประชาชนทั่วทั้งประเทศตามรัฐธรรมนูญ2550นี่เอง นั่นเท่ากับนายสนธิลิ้มกับพวกกำลังโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนด้วยวิถีอื่นอันไม่ได้กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ2550 ซึ่งอาจจะทำให้เข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญมาตรา68ซึ่งประชาชนทุกคนมีสิทธิต่อต้านตามมาตรา69และ70 นอกจากนี้ยังอาจจะเข้าข่ายมีความผิดตามประมวลกฏหมายอาญามาตรา113,116อีกด้วย

การที่พรรคประชาธิปัตย์ประกาศให้สมาชิกพรรคปชป.สามารถเข้าร่วมกับนายสนธิลิ้มทองกุลกับพันธมิตรฯได้นั้นย่อมเป็นการยืนยันแล้ว่าพรรคปชป.มีนโยบายและแนวทางเดียวกับนายสนธิลิ้มทองกุลกับพันธมิตรฯดังนั้น พรรคปชป.เองก็น่าจะเข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญมาตรา68และประชาชนสามารถต่อต้านพรรคปชป.ตามมาตรา69,และ70ของรัฐธรรมนูญ2550 รวมไปถึงน่าจะเข้าข่ายผิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา 113,116ด้วยเช่นกัน

เมื่อเป็นเช่นนี้เท่ากับเป็นการ สร้างความแค้นเคืองให้กับประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยของประเทศโดยตรง และเป็นเจ้าของรัฐบาลโดยตรง ดังนั้นประชาชนที่รักประชาธิปไตยทุกคนจึงมีสิทธิที่จะไปติดตามการชุมนุมของพันธมิตรฯและมีสิทธิที่จะแสดงความไม่เห็นด้วยกับพันธมิตรฯในสิ่งที่พันธมิตรฯและนายสนธิ ลิ้มทองกุลกล่าวเท็จโดยสิ้นเชิงดังกล่าว และก็ปรากฏชัดเจนจากสื่อทีวี ว่าทางฝ่ายพันธมิตรฯไม่มีจิตวิญญาณประชาธิปไตย ไม่สามารถรับฟังความคิดเห็นของประชาชนที่ตอบโต้ความเท็จของพวกเขาได้ พวกเขาจึง เป็นฝ่ายเริ่มการโจมตีประชาชนด้วยการขว้างปาสิ่งของต่างๆ และปรากฏชัดว่าพวกเขาได้ นำเอาอาวุธที่พวกเขาตระเตรียมมาอันได้แก่ ไม้หน้าสาม มีด และของมีคมอื่นมาทำร้ายประชาชนที่รักประชาธิปไตยจนได้รับบาดเจ็บไปหลายคน

แนวร่วมประชาชนขับไล่เผด็จการ(นปก.) หรือแนวร่วมประชาชนต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.)เดินแนวทางสันติวิธีมาโดยตลอด ยืนยันได้จากการจัดตั้ง “หน่วยสันติวิธี”และมีการฝึกฝนวิธีที่จะเผชิญหน้าเผด็จการด้วยความอดทน ไม่ใช้ความรุนแรงโดยตลอด นปก. นปช.ไม่มีนโยบายใช้ความรุนแรงใดๆแม้แต่น้อย และเป็นฝ่ายแนะนำประชาชนเสมอว่า “จุดแข็งของเราก็คือสันติวิธี

ประชาธิปไตยฝ่ายเราต้องชนะอย่างแน่นอน การใช้ความรุนแรงจะทำให้เราพ่ายแพ้ เราต้องใช้สันติวิธีอย่างเดียว”
ดังนั้นเหตุการณ์รุนแรงไม่ได้เกิดจาก นปก.หรือ นปช. ขอความกรุณาสื่อทุกชนิดได้โปรดอย่าใช้ความมักง่ายในการทำข้อสรุปว่า นปก.หรือ นปช.เป็นผู้ก่อความรุนแรง

26 พฤษภาคม 2551




น.พ.สุรพษ์ ชี้ม็อบพันธมิตรไม่ปานปลาย เย้ยปราศรัยโจมตีรัฐ แค่วิวาทะทางการเมือง

รมว.คลัง เผยครม.นัดพิเศษ ถกเรื่องปากท้องประชาชน-แก้ปัญหาน้ำมันแพง เชื่อการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ไม่กระทบ ศก.-ไม่บานปลาย ชี้นักลงทุนต่างชาติเข้าใจ แค่วิวาทะทางการเมือง

น.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง กล่าวว่า กรณีที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ชุมนุมคัดค้านการแก้รัฐธรรมนูญนั้นคาดว่าจะไม่รุนแรงบานปลาย เพราะสถานการณ์ไม่ได้ซับซ้อนเหมือนในอดีต อีกทั้งเชื่อว่าการชุมนุมขณะนี้ยังไม่ส่งผลกระทบต่อการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ เพราะเคยทำความเข้าใจกับนักลงทุนต่างประเทศแล้วว่าเป็นเรื่องวิวาทะทางการเมืองเท่านั้น ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติของระบบประชาธิปไตย

สำหรับการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจเพื่อพิจารณาแนวทางแก้ปัญหาเศรษฐกิจในช่วงเย็นวันนี้จะมีมาตรการใหม่ออกมา โดยเฉพาะมาตรการส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน การประหยัดพลังงาน และมาตรการเพิ่มรายได้ให้กับประชาชน ซึ่งบางมาตรการหากมีข้อสรุปโดยเร็วก็สามารถมีผลบังคับได้ทันที โดยส่วนหนึ่งจะนำแนวคิดของมงฟอร์ตโมเดล ซึ่งเคยใช้ในอดีตนำมาพิจารณาปรับใช้ด้วย

น.พ.สุรพงษ์ ในฐานะเลขาธิการพรรคพลังประชาชน ยังกล่าวถึงข้อเรียกร้องของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่คัดค้านการแก้รัฐธรรมนูญว่า ก่อนหน้านี้ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ได้เสนอให้มีการทำประชามติรับฟังความเห็นจากประชาชนก่อนว่า เห็นด้วยกับการแก้รัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งส่วนตัวสนับสนุนแนวคิดของนายกรัฐมนตรีและคงจะได้หารือกับ ส.ส.ในพรรค เพราะมี ส.ส.ไปเข้าชื่อเพื่อยื่นญัตติขอแก้รัฐธรรมนูญโดยไม่ได้เป็นมติของพรรค




ผบ.ทบ.ห่วงชุมนุมบานปลาย “ปริญญา” ระบุแก้รธน. ไม่ใช่เริ่มที่แก้หรือไม่แก้

ผบ.ทบ.ห่วงการชุมนุมบานปลาย ทำบ้านเมืองเสียหาย – “ปริญญา” ระบุต้องเริ่มต้นคุยกันว่าจะแก้รธน.อย่างไร ไม่ใช่มานั่งพูดว่าจะแก้หรือไม่แก้

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ยอมรับว่า เป็นห่วงสถานการณ์การชุมนุมในขณะนี้ เพราะเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเกิดขึ้น ต้องระวังอย่าให้เหตุบานปลาย เพราะจะทำให้บ้านเมืองเสียหาย อย่างไรก็ตามเชื่อว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจ จะสามารถรับมือสถานการณ์ได้ ไม่มีเหตุรุนแรงเกิดขึ้น และยังไม่มีการประสานขอกำลังทหารเพื่อเข้าไปช่วยดูแลสถานการณ์ ซึ่งทางทหารเองก็ยังไม่มีการจัดทำแผนรับมือ และไม่มีการจัดส่งกำลังไปติดตามสถานการณ์ เพราะติดตามข่าวสารจากตำรวจ และข่าวสารที่มีอยู่แล้ว

ด้านนายปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่าการชุมนุมคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญหากชุมนุมด้วยความสงบ ขณะเดียวกัน การเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2550 ก็ถูกต้องด้วยกันทุกฝ่าย

เนื่องจากเป็นรัฐธรรมนูญที่มีประเด็นควรแก้ รวมถึงประเด็นที่มาของรัฐธรรมนูญ แต่การที่พันธมิตรฯ ปกป้องรัฐธรรมนูญก็อาจเพราะเป็นการแก้ในนาม ส.ส. ไม่ใช่รัฐบาล อาจเกิดความไม่ไว้วางใจว่าจะทำเพื่อตัวเอง ซึ่ง 2 ฝ่ายน่าจะคุยกันได้ถ้าตั้งต้นว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างไร ไม่ใช่เริ่มที่แก้หรือไม่แก้ไข