WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, May 27, 2008

นปก. ไม่สนับสนุนความรุนแรง!

บรรดาสื่อมวลชนกระแสหลักพากันรายงานข่าวของพันธมิตรประชาชนเพื่อการรัฐประหาร ไปในทำนองเดียวกันว่า การเผชิญหน้ากันของกลุ่มต่อต้านพันธมิตรฯ กับกลุ่มพันธมิตรฯ กลุ่มต่อต้านพันธมิตรฯ เป็นฝ่ายที่ก่อให้เกิดสถานการณ์ความรุนแรง และนำเสนอข่าวไปในทำนองเดียวกันว่า กลุ่มที่ใช้ความรุนแรงคือกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับ นปก. หรือ นปช. ในปัจจุบัน

ทิศทางของข่าวสาร ข้อมูลที่ถูกเสนอในสื่อกระแสหลัก ตั้งแต่ก่อนและหลังการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 จนถึงปัจจุบัน “สื่อมวลชน” หลายค่าย หลายสำนักบิดเบือน เสนอข้อเท็จ เสนอความจริงเพียงครึ่งหนึ่ง เพราะเป้าหมายของสื่อเหล่านี้คือเห็นด้วยกับการเคลื่อนไหว และกลายเป็นแนวร่วมของพันธมิตรเพื่อการรัฐประหารไป โดยอ้างว่าทำหน้าที่สื่อมวลชนอย่างเป็นกลาง ใช่หรือไม่

ดังนั้น ฮอตสกู๊ปจึงขอนำเสนอข้อเท็จจริง ซึ่งเป็นความจริงอีกด้าน คือ “คำแถลงแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.)” ที่ชี้แจงข้อเท็จจริงต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และโต้ตอบข้อกล่าวหาของพันธมิตรฯ ที่คงหาอ่านรายละเอียดทั้งหมดไม่ได้ในสื่อกระแสหลัก ความดังนี้

คำแถลงแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.)

การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญไม่ใช่การสร้างระบอบสาธารณรัฐ

นปก. ไม่สนับสนุนความรุนแรง

สิ่งที่เกิดขึ้นในวันที่ 25 พฤษภาคม 2551 นั้น พันธมิตรฯ เป็นผู้ยั่วยุ

พรรคประชาธิปัตย์ต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ด้วย

รัฐธรรมนูญ 2550 ระบุชัดเจนในมาตรา 291 ให้ประชาชนจำนวนห้าหมื่นชื่อขึ้นไป หรือ ส.ส. และ ส.ว. รวมกันจำนวนเกินกว่า 126 คนขึ้นไป สามารถเสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาได้ เนื้อหาสำคัญของร่างแก้ไขฉบับ คปพร. ก็ดี หรือของ ส.ส. และ ส.ว. ก็ดี ล้วนยืนยันชัดเจนว่า

1.ให้คงหมวดหนึ่ง หมวดสอง ของรัฐธรรมนูญ 2550 ไว้ ซึ่งเป็นหมวดที่ระบุชัดเจนในมาตรา 2 ว่า “ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” และในหมวดสองก็เป็นหมวดพระมหากษัตริย์ ยังคงเดิมทุกประการ ดังนั้นที่สื่อบางฉบับว่าต้องการปฏิเสธสถาบันองคมนตรี จึงเป็นเรื่องโกหกมดเท็จสิ้นเชิง

2.ได้เสนอให้มีการแก้ไขในส่วนที่เป็นข้อบกพร่องบางอย่างของรัฐธรรมนูญ 2540 ที่ อภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลหรือรัฐมนตรียาก ให้ง่ายขึ้น รวมทั้งให้เสนอ พ.ร.บ. โดยประชาชนหรือถอดถอนนักการเมืองโดยประชาชนให้ง่ายขึ้น และอาจจะมีการแปรญัตติได้ในวาระ 2

นายสนธิ ลิ้มทองกุล และพันธมิตรฯ โจมตีว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 เป็น “ขบวนการโค่นล้มสถาบันพระมหากษัตริย์และสร้างระบอบสาธารณรัฐ” “เป็นการล้ม เป็นการฉีกรัฐธรรมนูญ2550” จึงเป็นเรื่องเท็จโดยสิ้นเชิง และแก่นแท้ของการเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ เมื่อเย็นวันที่ 25 พฤษภาคม 2551 จึงเป็นเรื่องที่พวกเขาประกาศอย่างไม่ปิดบัง คือ “ไล่รัฐบาล หรือโค่นล้มรัฐบาล” นั่นเอง นอกจากนี้ยังกล่าวเท็จต่อสาธารณชนอีกว่า “รัฐนี้เป็นรัฐโจร”

เพราะความจริงแล้ว รัฐหรือรัฐบาลปัจจุบันมาจากการเลือกตั้งของประชาชนทั่วทั้งประเทศตามรัฐธรรมนูญ 2550 นี่เอง นั่นเท่ากับนายสนธิลิ้มกับพวก กำลังโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ด้วยวิถีอื่นอันไม่ได้กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ 2550 ซึ่งอาจจะทำให้เข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 68 ซึ่งประชาชนทุกคนมีสิทธิต่อต้านตามมาตรา 69 และ 70 นอกจากนี้ยังอาจจะเข้าข่ายมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 113 และ 116 อีกด้วย
การที่พรรคประชาธิปัตย์ประกาศให้สมาชิกพรรค ปชป. สามารถเข้าร่วมกับ นายสนธิ ลิ้มทองกุล กับพันธมิตรฯ ได้นั้น ย่อมเป็นการยืนยันแล้วว่า พรรค ปชป. มีนโยบายและแนวทางเดียวกับ นายสนธิ ลิ้มทองกุล กับพันธมิตรฯ ดังนั้น พรรค ปชป. เองก็น่าจะเข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 68 และประชาชนสามารถต่อต้านพรรค ปชป. ตามมาตรา 69 และ 70 ของรัฐธรรมนูญ 2550 รวมไปถึงน่าจะเข้าข่ายผิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา 113 และ 116 ด้วยเช่นกัน

เมื่อเป็นเช่นนี้เท่ากับเป็นการสร้างความแค้นเคืองให้กับประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยของประเทศโดยตรง และเป็นเจ้าของรัฐบาลโดยตรง ดังนั้นประชาชนที่รักประชาธิปไตยทุกคนจึงมีสิทธิที่จะไปติดตามการชุมนุมของพันธมิตรฯ และมีสิทธิที่จะแสดงความไม่เห็นด้วยกับพันธมิตรฯ ในสิ่งที่พันธมิตรฯ และ นายสนธิ ลิ้มทองกุล กล่าวเท็จโดยสิ้นเชิงดังกล่าว และก็ปรากฏชัดเจนจากสื่อทีวีว่า ทางฝ่ายพันธมิตรฯ ไม่มีจิตวิญญาณประชาธิปไตย ไม่สามารถรับฟังความคิดเห็นของประชาชนที่ตอบโต้ความเท็จของพวกเขาได้ พวกเขาจึงเป็นฝ่ายเริ่มการโจมตีประชาชนด้วยการขว้างปาสิ่งของต่างๆ และปรากฏชัดว่าพวกเขาได้นำเอาอาวุธที่พวกเขาตระเตรียมมา อันได้แก่ ไม้หน้าสาม มีด และของมีคมอื่น มาทำร้ายประชาชนที่รักประชาธิปไตยจนได้รับบาดเจ็บไปหลายคน

แนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) หรือแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เดินแนวทางสันติวิธีมาโดยตลอด ยืนยันได้จากการจัดตั้ง “หน่วยสันติวิธี”และมีการฝึกฝนวิธีที่จะเผชิญหน้าเผด็จการด้วยความอดทน ไม่ใช้ความรุนแรงโดยตลอด นปก.-นปช. ไม่มีนโยบายใช้ความรุนแรงใดๆ แม้แต่น้อย และเป็นฝ่ายแนะนำประชาชนเสมอว่า “จุดแข็งของเราก็คือสันติวิธี ประชาธิปไตยฝ่ายเราต้องชนะอย่างแน่นอน การใช้ความรุนแรงจะทำให้เราพ่ายแพ้ เราต้องใช้สันติวิธีอย่างเดียว”

ดังนั้นเหตุการณ์รุนแรงไม่ได้เกิดจาก นปก. หรือ นปช. ขอความกรุณาสื่อทุกชนิดได้โปรดอย่าใช้ความมักง่ายในการทำข้อสรุปว่า นปก. หรือ นปช. เป็นผู้ก่อความรุนแรง

แนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.)


“สนธิ ลิ้ม”เจอของจริง มท.1 ส่งทนายร้องศาลเชียงราย ถอนประกัน

ปากเป็นเหตุจนได้ หลัง “สนธิ ลิ้ม” ปราศรัยอ้างการแก้ไข รธน.นำประเทศไทยเป็นสู่สาธารณรัฐ “เฉลิม” หวั่นจุดชนวนสร้างความแตกแยก ส่งทนายร้องศาลเชียงราย ถอดถอนประกัน เอาตัวเก็บเข้าเรือนจำ

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า ตนเองได้ยื่นเอกสารพร้อมหลักฐาน รวมทั้งรายงานบันทึกประจำวันที่เคยไปแจ้งความต่อสถานีตำรวจนครบาลแสมดำไว้กรณีถูกหมิ่นประมาทขณะจัดรายการยามเฝ้าแผ่นดิน ตลอดจนการปราศรัยเมื่อคืนที่ผ่านมา ผ่านเวทีพันธมิตรฯ ส่งฟ้องนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ โดยได้มอบให้ นายอาวุธ ปรีชาวุธ ทนายความ ไปยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดเชียงรายเช้าวันพรุ่งนี้ (27 พ.ค.51)

“นายสนธิ มีคดีที่อยู่ในระหว่างการประกันตัว และไม่รอลงอาญา ที่ศาลจังหวัดเชียงราย โดยมีเงื่อนไขห้ามเคลื่อนไหวทางการเมืองหรือใส่ร้ายผู้อื่น ซึ่งตนเองมั่นใจว่า การกระทำครั้งนี้มีหลักฐานเพียงพอที่จะสามารถเอาผิดกับนายสนธิได้ อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ทนายได้เสนอต่อศาลก็ขึ้นอยู่กับอำนาจการพิจารณา โดยหากนายสนธิ ถูกถอนประกัน จะต้องเข้าไปอยู่ในเรือนจำ” ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวอีกว่า การดำเนินการส่งฟ้องนายสนธิ ไม่ได้เป็นการข่มขู่ หรือต่อรอง เพื่อให้ยุติการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯ แต่ไม่ต้องการให้เกิดความแตกแยกของคนในประเทศและประชาชนได้รับความเดือดร้อน นอกจากนี้ ยังเสนอให้กลุ่มพันธมิตรฯไปชุมนุมที่บริเวณสวนลุมพินีแทน เพื่อจะได้ไม่เป็นการสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนน และส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศอีกด้วย

พาคนไปตาย ภาค 2

“ผมเคยยืนยันหลายครั้งแล้ว และขอยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่า ทหารจะไม่มีการปฏิวัติอย่างเด็ดขาด เพราะจะเกิดความเสียหาย ตอนนี้ประเทศชาติเดินทางไปตามกรอบของรัฐธรรมนูญ หากมีปัญหาด้านการเมืองเกิดขึ้น ก็ควรจะแก้ไขกันด้วยวิถีทางการเมือง มั่นใจว่าการเมืองสามารถแก้ไขปัญหาด้วยตัวเอง”

เป็นคำพูดของ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ตอบคำถามของนักข่าวที่ถามถึงข่าวลือการปฏิวัติที่ถูกปล่อยออกมาเป็นระยะๆ และเป็นอาหารอันโอชะของนักข่าวที่ถามคนโน้นคนนี้ให้เป็นข่าวได้ตลอด นับตั้งแต่รัฐบาลของ นายสมัคร สุนทรเวช เข้ามาบริหารราชการแผ่นดิน

และ...พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก แม้จะเป็นหนึ่งในผู้ร่วมทำรัฐประหารกับ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตผู้บัญชาการทหารบก ในเหตุการณ์เมื่อคืนวันที่ 19 กันยายน 2549 ก็ยังคงยืนยันเหมือนเดิมว่า จะไม่มีการปฏิวัติ เพราะเป็นเรื่องล้าสมัย

จากการศึกษาประวัติศาสตร์การปฏิวัติรัฐประหารในประเทศไทย หากผู้บัญชาการทหารบกไม่เอาด้วย ผู้ที่ก่อการยึดอำนาจก็จะเป็นกบฏตั้งแต่สตาร์ทเครื่องรถถัง

แต่ก็ยังไม่สามารถจะดับข่าวลือการปฏิวัติได้ ซึ่งอาจจะมีสาเหตุใหญ่ๆ พอสรุปได้ คือ

คำปฏิเสธไม่มีการปฏิวัติเคยออกจากปากของ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน แต่ก็เกิดขึ้นจนได้ อาจจะส่งผลมาถึงคำพูดยืนยันของ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา แม้จะนั่งในตำแหน่งเดียวกัน แต่เป็นคนละคน และจิตสำนึกต่างกัน

ส่วนผมนั้น เชื่อในคำพูดของผู้บัญชาการทหารบกร้อยเปอร์เซ็นต์ ด้วยเหตุผลว่า การก่อการยึดอำนาจในประเทศไทย หลังจากการยึดอำนาจเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 แล้ว ประเทศไทยไม่เคยมีการปฏิวัติอีกเลย มีเพียงการทำรัฐประหาร เป็นการยึดอำนาจเพื่อเปลี่ยนแปลงผู้กุมอำนาจรัฐเท่านั้น

เมื่อทำรัฐประหารได้แล้ว คณะผู้ก่อการจะตั้งรัฐบาลของตัวเองขึ้นมาปกครองประเทศ มีการร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่ ตามที่กลุ่มผู้ก่อการต้องการ แล้วมีการเลือกตั้งใหม่ มีรัฐบาลใหม่ จากนั้นก็มีการทำรัฐประหารกันอีก แล้วแต่เหตุที่ยกขึ้นมาอ้างเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับผู้ก่อการ

ด้วยเหตุนี้แหละ การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เพื่อคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคร่วมรัฐบาล โดยพรรคพลังประชาชน ซึ่งเป็นแกนหลักในการยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะได้ประกาศเป็นคำมั่นสัญญาไว้กับประชาชน ในห้วงเวลาที่มีการรณรงค์ปราศรัยเลือกตั้งที่ผ่านมา เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม ที่ผ่านมา จึงเกิดสถานการณ์วุ่นวายตั้งแต่ยังไม่พลบค่ำ เมื่อม็อบทั้ง 2 ฝ่าย หรืออาจจะเป็นฝ่ายเดียวกันก็ได้ เปิดศึกทำร้ายร่างกายซึ่งกันและกัน จนได้รับบาดเจ็บกันทั้ง 2 ฝ่าย

ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นตั้งแต่ยังไม่พลบค่ำ สอดรับกับการที่ นายสุริยะใส กตะศิลา แกนนำคนสำคัญของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย รู้ล่วงหน้ามาก่อน โดยการไปยื่นหนังสือขอกำลังตำรวจช่วยคุ้มกัน ทั้งๆ ที่ในหลักความเป็นจริง การชุมนุมแต่ละครั้ง ไม่ว่าของกลุ่มใด เจ้าหน้าที่ตำรวจจะมีหน้าที่ในการรักษาความสงบเรียบร้อยอยู่แล้ว

ส่วนบนเวทีก็มีการปราศรัยของแกนนำปลุกระดมว่า การชุมนุมครั้งนี้เป็นสงครามของกองทัพประชาชนเพื่อล้มล้างรัฐบาล ไม่ชนะไม่เลิก โดยสร้างจินตนาการให้กับผู้มาชุมนุมในทำนองว่า หากมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ รัฐบาลชุดนี้ยังคงอยู่ต่อไป ส.ส. พรรคพลังประชาชน ยังอยู่ในสภา จะเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศจากระบอบราชอาณาจักรที่เป็นอยู่ปัจจุบัน เป็นระบอบสาธารณรัฐ เป็นการจินตนาการไปไกลจนคนฟังตามไม่ทัน จึงต้องยกสถาบันขึ้นมากล่าวอ้าง นั่นแหละพอจะปลุกเร้าได้

ทำให้สถานการณ์เขม็งเกลียวขึ้น เมื่อทั้ง 2 ฝ่ายเกิดความคิดต่างกัน จากการจินตนาการของผู้ปราศรัยปลุกระดม
ตำรวจจึงกลายเป็นผู้ร้ายไปทันที เมื่อทั้ง 2 ฝ่ายต่างกล่าวหาว่าตำรวจไม่ห้ามปราม ปล่อยให้เกิดการทำร้ายร่างกายซึ่งกันและกัน

ผมเข้าใจการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจดี เพราะการจะเข้าไปห้ามหรือเข้าไปแยก 2 ฝ่ายในขณะที่กำลังชุลมุน ตำรวจก็จะถูกข้อกล่าวหาอีกว่า ไม่ยุติธรรม ไปแยกอีกฝ่าย แต่ปล่อยให้อีกฝ่ายทำร้ายร่างกายเป็นลูกตีจากเก็บคะแนน

ยิ่งมีข่าวลือกันมาก่อนว่า เพื่อให้สถานการณ์วุ่นวาย เพื่อให้การชุมนุมครั้งนี้เป็นไปตามความต้องการ เหมือนที่เคยทำสำเร็จมาแล้วในคืนวันที่ 19 กันยายน 2549 จะมีการจัดฉากให้พวกเดียวกัน แต่มาจากคนละที่ ไม่รู้จักกัน เปิดเกมทำร้ายร่างกายซึ่งกันและกันก่อน เป็นการจุดชนวนให้กลุ่มที่ต่อต้านกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เข้ามาผสมโรง

เพราะธรรมชาติของมนุษย์ กลุ่มคนที่มีจำนวนน้อยกว่า เป็นเรื่องยากที่จะเปิดศึกกับกลุ่มคนที่มีจำนวนมากกว่าหลายเท่า จึงต้องใช้พวกกันเองเป็นตัวล่อ และได้ผลตามที่หวัง เพื่อสะสมเงื่อนไขให้เข้าตากรรมการตามที่ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำคนสำคัญเคยกล่าวไว้ในงานรำลึก 16 ปี พฤษภาทมิฬ

ผมได้รับการบอกเล่าข่าวลือเรื่องนี้ ถ้าเป็นจริง ได้แต่สังเวช หดหู่ใจ ได้แต่ภาวนาว่า อย่าให้มีภาคสองของเรื่อง “พาคนไปตาย” อีกเลย

เอกฉัตร


Monday, May 26, 2008

ใครถ่อย! เวบไซต์พันทิป แฉภาพแก๊งพันธมิตรอาวุธครบมือ ไล่ทำร้ายประชาชน

เวปไซต์ดังโพสต์ภาพประจานม็อบพันธมิตรฯ ถ่อย แฉชายฉกรรจ์ผ้าพันคอเหลืองอาวุธครบมือรุมทำร้ายคนไม่มีทางสู้อาการสาหัส ทั้งที่ชอบอ้าง “สันติวิธี”

ท่ามกลางความพยายามเสนอข่าวของสื่อค่ายผู้จัดการ ที่ระบุว่ากลุ่มผู้ชุมนุมต่อต้านพันธมิตรฯ เป็นม็อบถ่อยและใช้กำลังเข้าทำร้ายผู้ชุมนุม ทั้งยังระบุว่าการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ เป็นการชุมนุมโดยสันติวิธีและปราศจากอาวุธ นั้น
ในวันนี้ (26 พ.ค.) เวบไซต์ชื่อดัง
www.pantip.com ได้มีการโพสต์ข้อความและรูปภาพเผยแพร่อย่างกว้างขวาง แฉพฤติกรรมของกลุ่มพันธมิตรฯ โดยปรากฎเป็นภาพชายรูปร่างล่ำสันจำนวนมาก ทุกคนมีผ้าพันคอและโพกหัวสีเหลืองมีข้อความ “กู้ชาติ” ที่เป็นสัญญลักษณ์ของกลุ่มผู้ชุมนุมในฝ่ายพันธมิตรฯ อย่างชัดแจ้ง

ทุกคนมีอาวุธครบมือกำลังรุมทำร้ายคนไม่มีทางสู้ และไม่มีอาวุธจนได้รับบาดเจ็บสาหัส

ซึ่งกรณีดังกล่าวผู้เสียหายกำลังพิจารณาว่าจะดำเนินการทางกฎหมายอย่างไรต่อไป

แหล่งข่าวระบุด้วยว่าการอ้างการชุมนุมโดยสันติวิธี เป็นเพียงการหลอกลวงสร้างภาพ เพราะในความเป็นจริงมีการยั่ยุอยู่ตลอดเวลา และยังมีการซุกซ่อนอาวุธไว้เป็นจำนวนมาก ซึ่งสอดคล้องกับกระแสข่าวว่ามีการจ้างทหารถึง 200 นาย ทำหน้าที่การ์ดด้วย


มท.1 ระบุพันธมิตรฯ ผิดเงื่อนไขเคลื่อนม็อบ ตร.คุมไม่อยู่

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยระบุ กลุ่มพันธมิตรฯ ทำผิดเงื่อนไขเคลื่อนขบวนออกนอกอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยทำให้เกิดปัญหากระทบกับฝ่ายต่อต้าน พร้อมเรียกทนายความ
คดีนายสนธิ หมิ่นฯที่ จ.เชียงรายนำข้อมูลปราศัยยื่นศาลระงับปล่อยตัวชั่วคราว

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ระบุว่าได้ติดตามความเคลื่อนไหวการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยอย่างใกล้ชิดตลอดที่มีการปราศรัยเมื่อคืนที่ผ่านมา เห็นว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำงานอย่างเรียบร้อยดีในการควบคุมผู้ชุมนุม โดยมีการแยกกลุ่มกลุ่มพันธมิตร ออกจากกลุ่มที่มาต่อต้าน แต่กลุ่มพันธมิตรฯทำผิดเงื่อนไขที่ได้ประกาศว่าจะปักหลักชุมนุมที่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

โดยพยายามเคลื่อนขบวนไปที่ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งถือเป็นทำผิดเงื่อนไข จนทำให้เจ้าหน้าที่ไม่สามารถควบคุมได้จึงเกิดปัญหาการกระทบกระทั่งกันกบังฝ่ายต่อต้าน ขณะเดียวกัน เท่าที่ดูเนื้อหาการปราศรัยของกลุ่มพันธมิตรฯ ส่วนใหญ่ที่อ้างคัดค้านแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่เนื้อหากลับมีนัยแอบแฝงเพราะมีการโจมตี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อย่างต่อเนื่อง

โดยมีการใช้ถ้อยคำที่หยาบคาย ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ารังเกียจ โดยเฉพาะอดีต ผู้สมัคร สส.ประชาธิปัตย์ มัชฌิมาธิปไตย และเพื่อแผ่นดินที่เป็นพิธีกรบนเวที ดังนั้นจึงเชื่อมั่นว่า มีวาระซ้อนเร้นในการชุมนุมครั้งนี้อย่างแนjนอน เพราะการปราศรัยบางครั้งเผลอร้องให้ทักษิณออกไปแสดงว่ากลุ่มพันธมิตรฯมีจุดประสงค์ต้องการล้มรัฐบาล มากกว่าต่อต้านการแก้รัฐธรรมนูญ

ร.ต.อ.เฉลิม ยังตั้งข้อสังเกตุว่าการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯไปที่ทำเนียบรัฐบาลมีวัตถุประสงค์อะไร ถึงทำเช่นนั้น ที่สำคัญยังมีการปิดถนนทำให้ประชาชนที่สัญจรไปมาได้รับความเดือดร้อน แต่กลับอ้างว่าจะชุมนุมโดยสงบตามกฏหมาย ซึ่งขัดกับคำพูดตนเอง เพราะการปิดถนนก็ถือว่ากระทำการผิดกฏหมายแล้ว ดังนั้นในบ่ายวันนี้ตนได้เรียกทนายความที่เป็นคู่กรณีกับนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯที่ชนะคดีหมิ่นประมาทเพื่อนำหลักฐานข้อมูลการปราศรัยของนายสนธิไปยื่นต่อศาลจังหวัดเชียงรายให้ถอนการปล่อยตัวนายสนธิชั่วคราว

ร.ต.อ.เฉลิม ยังบอกอีกว่า จำนวนผู้ชุมนุมที่ดูมากนั้น เพราะส่วนหนึ่งมาจากพรรคการเมืองบางพรรคที่อยู่เบื้องหลังซึ่งตนไม่อยากบอกว่าเป็นพรรคอะไร ส่วนที่กลุ่มพันธมิตรฯจะชุมนุมยืดเยื้อนั้น ร.ต.อ.เฉลิม ระบุว่า ตนไม่ได้รับมอบหมายให้ดูแลเรื่องนี้ แต่เชื่อมั่นว่าตำรวจจะมีวิธีในการควบคุมการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯได้ และมั่นใจว่าจะส่งผลให้เกิดการปฏิวัติแน่นอน เพราะไม่มีประเด็นอะไรให้เกิดเรื่องดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม ร.ต.อ.เฉลิมได้เรียกร้องให้ประชาชนช่วยกันจับตาดูการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตร โดยเฉพาะการอ้างว่า แก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อช่วย พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่ข้อเท็จจริง ตนอยากถามว่ามีมาตราไหนที่จะช่วย พ.ต.ท.ทักษิณได้บ้าง มีแต่กรณีที่ศาลฏีกาส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสถานะของ คตส.เท่านั้นที่หากศาลรัฐธรรมนูญตัดสินว่าผิด พ.ต.ท.ทักษิณก็จะได้อานิสงค์เท่านั้น



นพดล ระบุนายกฯ เชื่อม็อบพันธมิตรฯ ไม่ยืดเยื้อ

กระทรวงการต่างประเทศ 26 พ.ค.- “นพดล ปัทมะ” ระบุทูตไทยแสดงความเป็นห่วงสถานการณ์การชุมนุม ชี้นายกรัฐมนตรีเชื่อการชุมนุมไม่ยืดเยื้อ พร้อมเดินหน้าทำประชามติ

นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวภายหลังการประชุมเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ไทยทั่วโลก ประจำปี 2551 ว่า มีเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ รวม 92 แห่งทั่วโลกเข้าร่วม เพื่อรับทราบนโยบายของรัฐบาล โดยเฉพาะนโยบายด้านการต่างประเทศ และเศรษฐกิจระหว่างประเทศ เพื่อประยุกต์เป็นแผนการทำงานในต่างประเทศให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น สิ่งสำคัญที่เน้นเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติ และทำให้เห็นว่าไทยเป็นประเทศประชาธิปไตยแล้ว ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้มอบนโยบายการเสริมสร้างและกระชับความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงการแก้ไขปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่จะคลี่คลายปัญหา ด้วยการนำกระแสพระราชดำรัส เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา โดยเฉพาะสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศมาเลเซีย และอินโดนีเซีย

ส่วนกรณีที่ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ระบุว่ามีเอกอัครราชทูต 3 ประเทศ แสดงความเป็นห่วงสถานการณ์ในประเทศ เพราะเกรงว่าจะกระทบกับการลงทุน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า มีนายสุวิทย์ สิมะสกุล เอกอัคราชทูตไทย ประจำกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ที่แสดงความเห็นว่าช่วงนี้เป็นช่วงนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นเดินทางมา หากมีการชุมนุมยืดเยื้อเกรงว่าจะส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยว ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ให้ความมั่นใจไปแล้วว่าการชุมนุมจะไม่ยืดเยื้อเจ้าหน้าที่ตำรวจดูแลได้ นอกจากนี้ มีนายบัณฑิต โสตถิพลาฤทธิ์ เอกอัครราชทูตไทย ประจำกรุง แคนเบอร์รา ประเทศออสเตรเลีย ที่แสดงความเป็นห่วงถึงขั้นนอนไม่หลับ อย่างไรก็ตาม เรื่องดังกล่าวเป็นการแสดงความเห็นทั่วไป จึงไม่อยากให้เป็นเรื่องใหญ่

นายนพดล กล่าวว่า ในที่ประชุมนายกรัฐมนตรีได้ย้ำว่า จะเดินหน้าการทำประชามติเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อไป ซึ่งฝ่ายคัดค้านหรือฝ่ายสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็ต้องไปรณรงค์ เพื่อให้ประชาชนได้ตัดสินใจตามหลักการของประชาธิปไตย

มีรายงานว่า นายสรยุตม์ พรหมพจน์ เอกอัครราชทูตไทย ประจำกรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี เป็นอีกคนหนึ่งที่แสดงความห่วงสถานการณ์ เนื่องจากจะนำคณะนักลงทุนด้านพลังงานแสดงอาทิตย์ และพลังงานลมเดินทางมาประเทศไทย ซึ่งการชุมนุมอาจจะมีผลต่อการตัดสินใจการลงทุนของต่างประเทศ.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-26 15:29:33

จักรภพ ยืนยันไม่ลาออก ขอลากิจ 7 วัน

ทำเนียบฯ 26 พ.ค. - "จักรภพ เพ็ญแข" รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยืนยันไม่ลาออกจากตำแหน่ง แต่ขอลากิจ 7 วัน โดยขอพิสูจน์ตัวเองตามกระบวนการศาลยุติธรรม พร้อมเรียกร้องหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้ออกมารับผิดชอบการแปลเอกสารที่ผ่านมา

ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย



อัพเดตเมื่อ 2008-05-26 15:14:52



พี่ชายประภัตร โต้ รมว.เกษตรฯ ค้านต่างชาติทำนา

รัฐสภา 26 พ.ค. - พี่ชาย “ประภัตร โพธสุธน” โต้ รมว.เกษตรฯ เล่นเกมการเมือง ยืนยันการชวนนักธุรกิจต่างชาติเข้ามาดูการทำนาทำให้ประเทศได้ประโยชน์

นายประสิทธิ์ โพธสุธน ส.ว.สุพรรณบุรี พี่ชายนายประภัตร โพธสุธน เลขาธิการพรรคชาติไทย ตอบโต้ นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แทนนายประภัตร กรณีคัดค้านการชักชวนนักธุรกิจต่างชาติมาลงทุนทำนาในประเทศไทย ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า เรื่องดังกล่าวเป็นเกมการเมือง เพื่อต้องการทำลาย และใส่ร้ายป้ายสี รวมทั้งเกรงว่า นายประภัตร จะแย่งตำแหน่งรัฐมนตรี จึงเชื่อว่าการออกมาพูดของนายสมศักดิ์ไม่ใช่เป็นการเข้าใจผิด

นายประสิทธิ์ ยืนยันว่าการชักชวนนักธุรกิจต่างชาติ เข้ามาดูการทำนาของชาวนาไทย จะทำให้ประเทศไทยได้ประโยชน์มากกว่า โดยเฉพาะด้านการส่งออกข้าว และสถานที่เก็บรักษาข้าวที่อาจไม่เพียงพอ แม้จะได้ราคาน้อยกว่าเดิมเล็กน้อย แต่โครงการดังกล่าวเป็นเพียงข้อเสนอเท่านั้น หากรัฐบาลไม่เห็นด้วยก็จะไม่มีการดำเนินการแต่อย่างใด

นายประสิทธิ์ ยังกล่าวถึงกรณีที่เป็น 1 ในผู้ร่วมลงชื่อยื่นญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยยืนยันว่าไม่ได้ห่วงสถานภาพการเป็น ส.ว. และไม่รู้สึกกังวลต่อการถูกยื่นถอดถอน เนื่องจากเป็นการทำตามหน้าที่ ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ แต่การดำเนินการทุกอย่างจะต้องมีเหตุผลที่สมควร ซึ่งจนถึงขณะนี้ยังไม่มีใครติดต่อ เพื่อให้ถอนชื่อออกจากการเสนอญัตติ พร้อมย้ำว่า ยังเห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ต้องรอดูผลการทำประชามติของประชาชนก่อน.- สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-26 14:21:36

นายกฯ ชี้พันธมิตรฯ ชุมนุมไม่มีเหตุผล

ก.ต่างประเทศ 26 พ.ค.- นายกรัฐมนตรี ระบุกลุ่มพันธมิตรฯ ชุมนุมไม่มีเหตุผล ทั้งที่รัฐบาลบอกจะจัดให้มีการทำประชามติ ยังไม่ใช้ พ.ร.บ.มั่นคง ให้ตำรวจดูแลการชุมนุม เผยทูตเป็นห่วง เพราะกระทบการลงทุน

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานการประชุมเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ ที่ประจำอยู่ทั่วโลกว่า ได้เล่าถึงสถานการณ์ทางการเมืองทั้งในอดีตและปัจจุบันให้กับเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ทราบ เอกอัครราชทูตหลายประเทศ แสดงความวิตกกังวลกับปัญหาทางการเมืองโดยเฉพาะการชุมนุมประท้วงของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ว่าสิ่งที่เอกอัครราชทูตได้ทำงานมากำลังย่อยยับลงในพริบตา มีอย่างน้อย 3 ประเทศที่บอกว่านักลงทุนที่นัดหมายว่าจะมาลงทุนในไทยอาจเปลี่ยนใจ

“ทูตอย่างน้อย 3 ประเทศ บอกว่าเมื่อคืนนอนไม่หลับ บอกดูข่าวแล้วไม่สบายใจทำไมบ้านเมืองเราเป็นอย่างนี้ ก็ถามผมว่าเมื่อไหร่สถานการณ์อย่างนี้จะยุติ ผมก็บอกว่าขอให้ผมได้ฟังรายละเอียดจากเจ้าหน้าที่ก่อน เพราะเรื่องนี้ ผมก็เห็นว่ากลุ่มพันธมิตรฯ ไม่มีเหตุผล เรื่องนี้ผมก็เสียดายและเสียใจแทนท่านทูต ที่อุตส่าห์ทำงานเพื่อต้องการให้บ้านเมืองกลับสู่สถานะเดิม แต่ก็กลับมีเรื่องการชุมนุมประท้วง” นายกรัฐมนตรี กล่าว

เมื่อถามว่า พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ อ้างว่ารัฐบาลจะใช้พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร จัดการกับแกนนำผู้ชุมนุม นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนยังไม่ได้คิด ต่อข้อถามว่าจะรับมือกับผู้ชุมนุมอย่างไร นายสมัคร กล่าวว่า ตำรวจจะดูแลเรื่องนี้ ยอมรับว่ามีผลกระทบต่อประเทศ ตนไม่คาดคิด อยู่ดี ๆ พันธมิตรฯ ก็โผล่ออกมา ก็หวังว่าประชาชนจะเห็นว่าใครเป็นคนทำให้บ้านเมืองเสียหาย เพราะการชุมนุมไม่มีเหตุผล

“ก็บอกแล้วจะให้ลงคะแนนว่าใครจะแก้รัฐธรรมนูญหรือไม่แก้อย่างไร รอให้มีการลงคะแนนก่อนสิว่าแก้หรือไม่แก้ รอไม่ได้หรืออย่างไร 45 วัน ก็มีเหตุผลอยู่แล้ว จะลงประชามติ เสียงส่วนใหญ่บอกไม่แก้ ก็ไม่แก้ ถ้าเสียงส่วนใหญ่เขาให้แก้ไข พันธมิตรฯ จะว่าอย่างไร ผมก็ไม่อยากให้ใครมาชี้หน้าด่าผมว่าเป็นเผด็จการ เพราะฉะนั้นตำรวจก็ต้องจัดการกันต่อไป” นายกรัฐมนตรี กล่าว.

ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-26 14:17:55




พันธมิตร “เอาสีข้างเข้าถู” อ้างมั่ว 3 มาตรา ยื่นถอดถอน ส.ส.-ส.ว.

แกนนำพันธมิตร ยื่น 4 ข้อ ปธ.วุฒิสภา หวังถอดถอน ส.ส.-ส.ว. เข้าชื่อแก้ไข รธน. อ้างมั่ว 3 มาตรา 68, 122, 291 แจงความผิด ท้ายสุด 20,000 รายชื่อยังไม่โผล่

เมื่อเวลา 10.00 น. ( 26 พ.ค.) ที่อาคารรัฐสภา แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นำโดยนาย สมศักดิ์ โกศัยสุข นายพิภพ ธงไชย นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ นายสุริยะใส กตะศิลา ได้เดินทางมาเข้ายื่นหนังสือต่อประธานวุฒิสภา นาย ประสพสุข บุญเดช เรื่องขอใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่ง กรณีที่ ส.ส. และ ส.ว. บางส่วน เข้าชื่อยื่นเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เนื่องจากส่อจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ

โดยแกนนำพันธมิตรฯ ได้แจงความผิดซึ่งเป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญระบุว่า การจะยื่นถอดถอนสมาชิกรัฐสภา จะต้องมีการแจงความผิดอย่างชัดเจน โดยเบื้องต้นได้แจงความผิดทั้งหมด 4 ข้อ ดังนี้

1. ความผิดของ ส.ส.ตาม มาตรา 122 การปฎิบัติหน้าที่อันเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชนน์เนื่องจากมี ส.ส. บางส่วนสังกัดพรรคการเมืองที่กำลังถูกดำเนินคดียุบพรรค ในขณะที่ร่าง รธน. มีจุดมุ่งหมายอย่างชัดเจน เพื่อให้พรรคการเมืองของตนพ้นจากควมผิดยุบพรรค แม้ ส.ส. จะอ้างเอกสิทธิคุ้มครอง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ส.ส. จะไม่ได้ใช้เอกสิทธิในทางที่ขัดต่อบทบัญญัติ รธน.

2. ความผิดของ ส.ว. ตาม มาตรา122 การปฎิบัติหน้าที่อันเป็นการขัดกันแห่งประโยชน์เนื่องจากร่างแก้ไขเพิมเติม รธน. ได้มุ่งหมายเปลี่ยนโครงสร้างของวุฒิสภา ทั้งที่มาและอำนาจหน้าที่ หวังเพิ่มอำนาจหน้าที่ให้ ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้ง โดยให้ยุบเลิก ส.ว.ที่มาจากการสรรหาทิ้ง ฉะนั้น การที่ ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้งบางส่วน ร่วมลงชื่อแก้ไขเพิ่มเติมร่าง รธน. ฉบันนี้จึงถือเป็นการกระทำที่มีส่วนได้เสีย

3. ความผิดตาม มาตรา 291 เนื่องจากร่างแก้ไขเพิ่มเติม รธน.ฉบับบนี้ ทั้งเนื้อหาและรูปแบบที่เสนอมานั้นไม่ชอบด้วย รธน. 2550 มาตรา 291 และข้อบังคับการประชุมรัฐสภา กล่าวคือให้นำบทบัญญัติของ รธน. 2540 มาใช้บังคับแทนบทบัญญัติ รธน.2550 โดยการยกเลิกเชื่อหมวด ตั้งแต่หมวด 3 สิทธิและเสรีภาพของชาวไทยจนถึงบทเฉพาะกาล และให้นำชื่อหมวดและบทบัญญัติ รธน.2540 มาใช้บังคับแทนทั้งหมด โดยเริ่มตั้งแต่หมวด 3 ดังนั้น รูปแบบดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นการให้นำบทบัญญัติ รธน. 2540 มาใช้บังคับแทน 2550 และ

4. ความผิดตาม มาตรา 68 พบว่า บทญัตติการแก้ไขเพิ่มเติม รธน. ทั้งรูปแบบวิธีการและสารสำคัญในร่างแก้ไข ที่เสนอต่อรัฐสภาครั้งนี้เป็นการโละ และล้มล้าง รธน. ทั้งฉบับ จึงเป็นวิธีการเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจใจการปกครองประเทศ ซึ่งมิได้เป็นไปตามวิธีทางที่บัญญัติไว้ใน รธน.ฉบับปัจจุบัน

ภายหลังรับหนังสือดังกล่าว นายประสพสุข กล่าวว่า หลังจากนี้ต้องรอรายชื่อที่จะมาถอดถอน ส.ว.จากแกนนำพันธมิตรจำนวน 20,000 รายชื่อก่อน ถ้าได้ครบแล้ว จะส่งรายชื่อไปให้สำนักทะเบียนของกระทรวงมหาดไทย และส่งไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้งต่อไป