WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, May 27, 2008

พันธมิตรฯ เตรียมขอมติผู้ร่วมชุมนุมเช้าวันนี้

สะพานมัฆวานฯ 27 พ.ค.-แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ระบุการชุมนุมจะยืดเยื้อหรือไม่ ขึ้นอยู่กับมติของผู้มาร่วมชุมนุม ซึ่งจะมีการพูดคุยกันเช้าวันนี้

ความคืบหน้าการชุมนุมต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ แกนนำยังคงผลัดเปลี่ยนกันขึ้นเวทีปราศรัย สลับกับกิจกรรมบนเวที โดยแกนนำทั้ง 5 คน หารือร่วมกันเกี่ยวกับความชัดเจนของการชุมนุมได้ข้อสรุปว่า เช้าวันนี้จะขอมติจากผู้เข้าร่วมชุมนุมว่าจะยุติ หรือชุมนุมต่อ สาเหตุการชุมนุมยืดเยื้อ เพราะต้องการรอฟังความชัดเจนของรัฐบาล กรณียื่นถอดถอนสมาชิกวุฒิสภาที่ร่วมลงชื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ส่วนการดูแลรักษาความปลอดภัย พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล สั่งเพิ่มรั้วเหล็กจาก 1 ชั้นเป็น 3 ชั้น พร้อมจัดกำลังตำรวจคุมเข้มป้องกันกลุ่มต่อต้าน ซึ่งชุมนุมอยู่บริเวณสนามหลวงเข้ามาก่อความวุ่นวาย ขณะที่การดำเนินคดีกับผู้ที่ก่อให้เกิดความวุ่นวานเมื่อวานนี้ ตำรวจกำลังตรวจสอบกล้องวงจรปิด หากพบผู้กระทำผิดชัดเจนจะดำเนินคดีทันที.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-27 01:07:08

ศาลรับฟ้อง นพดล ปัทมะ ฟ้องหมิ่น เตมูจิน และพวก


ศาลอาญา รัชดาฯ 26 พ.ค. - ศาลอาญา รัชดาฯ มีคำสั่งคดีที่นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายชนาพัทธ์ ณ นคร ประธานเครือข่ายเตมูจิน บริษัท ไทยเดย์ ด็อท คอม จำกัด นายจิตตนาถ ลิ้มทองกุล นายพชร สมุทวณิช นายขุนทอง ลอเสรีวานิช ซึ่งเป็นผู้บริหาร บจก.ไทยเดย์ บริษัท แมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) นายตุลย์ ศิริกุลพิพัฒน์ นายวิรัตน์ แสงทองคำ ผู้บริหาร บมจ.แมเนเจอร์ บริษัท ไอ.เอ็น.เอ็น.นิวส์ จำกัด พ.ต.ท. อิทธิวัฒน์ เพียรเลิศ และ นายวิชา วรมาลี เป็นจำเลยที่ 1-11 ในความผิดฐานหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา

กรณีเมื่อวันที่ 9 พ.ค.2550 จำเลยทั้งหมดได้ร่วมกันใส่ความหมิ่นประมาทโจทก์ โดยจำเลยที่ 1 ได้กล่าวถ้อยคำทำนองว่า โจทก์มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสนับสนุนขบวนการตัดไม้ทำลายป่า ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาหลวง จ.นครศรีธรรมราช ขณะดำรงตำแหน่ง ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จนมีเงินเพิ่มในบัญชี 100 ล้านบาท จากนั้น จำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 3, 5, 6 - 11 ร่วมกันบันทึกข้อความ และนำข้อความที่จำเลยที่ 1 กล่าวแพร่กระจายผ่านระบบอินเทอร์เน็ตเว็บไซต์ และอื่น ๆ ซึ่งล้วนเป็นเท็จ

การกระทำของพวกจำเลย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น และเกลียดชัง ขอให้ศาลลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 328 และ 332

ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานในชั้นไต่สวนมูลฟ้องโจทก์แล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับรับฟ้องไว้พิจารณา โดยนัดแถลงเปิดคดี ในวันที่ 1 ส.ค. นี้ เวลา 9.00 น. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-26 19:54:18


คตส.มีมติส่งสำนวน ทักษิณ เอื้อประโยชน์ให้ศาลยึดทรัพย์

สตง. 26 พ.ค. - คตส.มีมติส่งสำนวนกรณีไต่สวน “พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร” เอื้อประโยชน์ตัวเองและครอบครัว ให้อัยการสูงสุดยื่นศาลฎีกาฯ พิจารณาให้ทรัพย์สิน 76,621,603 ล้านบาท ตกเป็นของแผ่นดิน

นายสัก กอแสงเรือง โฆษกคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) แถลง ภายหลังการประชุม คตส. วันนี้ (26 พ.ค.) มี นายนาม ยิ้มแย้ม ประธาน คตส. เป็นประธาน ว่า ที่ประชุมมีมติยืนตามคณะอนุกรรมการไต่สวน กรณีกล่าวหา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ใช้อำนาจหน้าที่เอื้อประโยชน์ต่อธุรกิจตัวเอง และพวกพ้อง จนทำให้มีทรัพย์สินเพิ่มมากขึ้น หรือได้ทรัพย์สินมาโดยไม่สมควร ที่มีนายกล้านรงค์ จันทิก กรรมการ คตส.เป็นประธานคณะอนุกรรมการไต่สวน

“คตส. จึงมีมติเห็นชอบให้ส่งสำนวนให้อัยการสูงสุด ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อขอให้ศาลสั่งให้ทรัพย์สินจำนวน 76,621,603 ล้านบาท ตกเป็นของแผ่นดิน รวมถึงดำเนินคดีกับอดีตนายกรัฐมนตรี ที่ใช้อำนาจหน้าที่เอื้อประโยชน์ต่อธุรกิจของครอบครัว โดยจะนำส่งได้ภายในวันที่ 29 พ.ค.นี้” นายสัก กล่าว และว่าในวันที่ 28 พฤษภาคม นี้ คตส.จะส่งสำนวนกรณีการตรวจสอบการจัดซื้อเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิดซีทีเอ็กซ์ 9000 ในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ให้กับอัยการสูงสุดเพื่อพิจารณาสั่งฟ้องศาลต่อไป

นายแก้วสรร อติโพธิ กรรมการ คตส. กล่าวว่า คณะอนุกรรมการไต่สวนฯ จะแจ้งข้อกล่าวหากับบุคลที่เกี่ยวข้องในส่วนของการดำเนินคดีอาญาต่อไป แต่คาดว่าจะไม่สามารถดำเนินการในคดีอาญาได้เสร็จสิ้นภายในอายุ คตส. จึงน่าจะส่งเรื่องให้ ป.ป.ช. ดำเนินการต่อไป. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-26 19:45:36


ส.ว.ยโสธร รับถูกกดดันหนักให้ถอนชื่อในญัตติแก้ รธน.

รัฐสภา 26 พ.ค. - “ยุทธนา” เผยถูกกดดันให้ถอนชื่อจากญัตติแก้ รธน. ยันทำตามที่กฎหมายให้อำนาจ รอดูมติ ครม.พรุ่งนี้ ก่อนตัดสินใจอีกครั้ง ส่วน ส.ว.ที่ถอนชื่อไปแล้วมี 20 คน สำนักงานเลขาธิการสภาฯ สรุปล่าสุดเหลือ 134 คน หากมีถอนเพิ่มอย่างน้อย 9 คน ถือว่าญัตติตกไป

นายยุทธนา ยุพฤทธิ์ ส.ว.ยโสธร หนึ่งในผู้ลงชื่อญัตติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ยอมรับว่า มีแรงกดดันให้ถอนชื่อออก แต่ยืนยันว่ายังไม่ถอนชื่อ วันนี้ (26 พ.ค.) กลุ่ม ส.ว.ที่ร่วมลงญัตติที่เหลือได้หารือและเห็นว่าควรจะรอดูสถานการณ์ก่อน โดยเฉพาะการประชุมคณะรัฐมนตรีในวันที่ 27 พ.ค.นี้ ว่าจะมีมติให้ทำประชามติหรือไม่ หากมีมติให้ทำประชามติ อาจดำเนินการเพื่อชะลอญัตติออกไปก่อน ส่วนกรณีที่กลุ่มพันธมิตรฯ ยื่นถอดถอน ส.ว.ที่ร่วมลงญัตตินั้น ตนทำตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 ที่กำหนดให้ ส.ส. และ ส.ว. มีสิทธิเข้าชื่อเพื่อเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ จึงมีสิทธิตามกฎหมาย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ล่าสุดขณะนี้มี ส.ว.ที่ยังไม่ถอนชื่อสนับสนุนญัตติการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ 10 ราย ส่วน ส.ว.ที่ถอนชื่อไปก่อนหน้านี้ มีจำนวน 20 ราย

สำหรับข้อมูลอย่างเป็นทางการจากสำนักงานเลขาธิการสภาฯ ในการเสนอญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ สมาชิกรัฐสภาเข้าชื่อยื่นญัตติทั้งสิ้น 164 คน และเมื่อตรวจสอบล่าสุด เวลา 18.00 น. วันนี้ พบว่า ขณะนี้มีสมาชิกรัฐสภาที่สนับสนุนญัตติอย่างถูกต้อง จำนวน 134 คน และหากมีสมาชิกถอนรายชื่อเพิ่มอีกอย่างน้อย 9 คน จะส่งผลให้ญัตติตกไปเลย. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-26 19:40:58


สมพงษ์ เชื่อนายกฯ มีวิธีแก้ปัญหากลุ่มค้านแก้ รธน.

กรมราชทัณฑ์ 26 พ.ค. - “สมพงษ์” เชื่อนายกรัฐมนตรีมีวิธีแก้ปัญหาชุมนุมค้านแก้รัฐธรรมนูญ ชี้ประชามติเป็นการแสดงความเห็น ไม่ทำให้แตกแยก

นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์การชุมนุมคัดค้านการแก้รัฐธรรมนูญของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ว่า ไม่ต้องการยุ่งเกี่ยวกับการเมือง เชื่อว่า นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี จะมีวิธีแก้ปัญหาเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ โดยข้อเท็จจริงมีเพียงไม่กี่มาตราที่จะแก้ แต่พรรคร่วมรัฐบาลก็อยากแก้ในมาตราอื่น ๆ อีก จึงได้นำรัฐธรรมนูญปี 2540 มาเปรียบเทียบกับปี 2550 ซึ่งนายกรัฐมนตรีก็อยากแก้ปัญหาด้วยการทำประชามติ

ต่อข้อถามว่า การทำประชามติจะยิ่งทำให้เกิดความแตกแยกมากขึ้นหรือไม่ นายสมพงษ์ กล่าวว่า ความแตกแยกไม่น่าจะเกี่ยวกับความคิดเห็น การทำประชามติเป็นการแสดงความคิดเห็นว่า ต้องการได้รัฐธรรมนูญเก่าหรือใหม่เท่านั้น

นายสมพงษ์ ยังกล่าวถึงกรณีปัญหาของนายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ว่า ต้องให้ความเป็นธรรมกับนายจักรภพด้วย เพราะนายจักรภพก็ได้แปลเอกสารมาโต้แย้งแล้วว่ามีเจตนาอย่างไร ดังนั้น จะให้รัฐบาลผลักดันให้นายจักรภพต้องลาออก ก็คงไม่ยุติธรรมกับนายจักรภพ. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-26 17:41:11


นปก. ไม่สนับสนุนความรุนแรง!

บรรดาสื่อมวลชนกระแสหลักพากันรายงานข่าวของพันธมิตรประชาชนเพื่อการรัฐประหาร ไปในทำนองเดียวกันว่า การเผชิญหน้ากันของกลุ่มต่อต้านพันธมิตรฯ กับกลุ่มพันธมิตรฯ กลุ่มต่อต้านพันธมิตรฯ เป็นฝ่ายที่ก่อให้เกิดสถานการณ์ความรุนแรง และนำเสนอข่าวไปในทำนองเดียวกันว่า กลุ่มที่ใช้ความรุนแรงคือกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับ นปก. หรือ นปช. ในปัจจุบัน

ทิศทางของข่าวสาร ข้อมูลที่ถูกเสนอในสื่อกระแสหลัก ตั้งแต่ก่อนและหลังการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 จนถึงปัจจุบัน “สื่อมวลชน” หลายค่าย หลายสำนักบิดเบือน เสนอข้อเท็จ เสนอความจริงเพียงครึ่งหนึ่ง เพราะเป้าหมายของสื่อเหล่านี้คือเห็นด้วยกับการเคลื่อนไหว และกลายเป็นแนวร่วมของพันธมิตรเพื่อการรัฐประหารไป โดยอ้างว่าทำหน้าที่สื่อมวลชนอย่างเป็นกลาง ใช่หรือไม่

ดังนั้น ฮอตสกู๊ปจึงขอนำเสนอข้อเท็จจริง ซึ่งเป็นความจริงอีกด้าน คือ “คำแถลงแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.)” ที่ชี้แจงข้อเท็จจริงต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และโต้ตอบข้อกล่าวหาของพันธมิตรฯ ที่คงหาอ่านรายละเอียดทั้งหมดไม่ได้ในสื่อกระแสหลัก ความดังนี้

คำแถลงแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.)

การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญไม่ใช่การสร้างระบอบสาธารณรัฐ

นปก. ไม่สนับสนุนความรุนแรง

สิ่งที่เกิดขึ้นในวันที่ 25 พฤษภาคม 2551 นั้น พันธมิตรฯ เป็นผู้ยั่วยุ

พรรคประชาธิปัตย์ต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ด้วย

รัฐธรรมนูญ 2550 ระบุชัดเจนในมาตรา 291 ให้ประชาชนจำนวนห้าหมื่นชื่อขึ้นไป หรือ ส.ส. และ ส.ว. รวมกันจำนวนเกินกว่า 126 คนขึ้นไป สามารถเสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาได้ เนื้อหาสำคัญของร่างแก้ไขฉบับ คปพร. ก็ดี หรือของ ส.ส. และ ส.ว. ก็ดี ล้วนยืนยันชัดเจนว่า

1.ให้คงหมวดหนึ่ง หมวดสอง ของรัฐธรรมนูญ 2550 ไว้ ซึ่งเป็นหมวดที่ระบุชัดเจนในมาตรา 2 ว่า “ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” และในหมวดสองก็เป็นหมวดพระมหากษัตริย์ ยังคงเดิมทุกประการ ดังนั้นที่สื่อบางฉบับว่าต้องการปฏิเสธสถาบันองคมนตรี จึงเป็นเรื่องโกหกมดเท็จสิ้นเชิง

2.ได้เสนอให้มีการแก้ไขในส่วนที่เป็นข้อบกพร่องบางอย่างของรัฐธรรมนูญ 2540 ที่ อภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลหรือรัฐมนตรียาก ให้ง่ายขึ้น รวมทั้งให้เสนอ พ.ร.บ. โดยประชาชนหรือถอดถอนนักการเมืองโดยประชาชนให้ง่ายขึ้น และอาจจะมีการแปรญัตติได้ในวาระ 2

นายสนธิ ลิ้มทองกุล และพันธมิตรฯ โจมตีว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 เป็น “ขบวนการโค่นล้มสถาบันพระมหากษัตริย์และสร้างระบอบสาธารณรัฐ” “เป็นการล้ม เป็นการฉีกรัฐธรรมนูญ2550” จึงเป็นเรื่องเท็จโดยสิ้นเชิง และแก่นแท้ของการเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ เมื่อเย็นวันที่ 25 พฤษภาคม 2551 จึงเป็นเรื่องที่พวกเขาประกาศอย่างไม่ปิดบัง คือ “ไล่รัฐบาล หรือโค่นล้มรัฐบาล” นั่นเอง นอกจากนี้ยังกล่าวเท็จต่อสาธารณชนอีกว่า “รัฐนี้เป็นรัฐโจร”

เพราะความจริงแล้ว รัฐหรือรัฐบาลปัจจุบันมาจากการเลือกตั้งของประชาชนทั่วทั้งประเทศตามรัฐธรรมนูญ 2550 นี่เอง นั่นเท่ากับนายสนธิลิ้มกับพวก กำลังโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ด้วยวิถีอื่นอันไม่ได้กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ 2550 ซึ่งอาจจะทำให้เข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 68 ซึ่งประชาชนทุกคนมีสิทธิต่อต้านตามมาตรา 69 และ 70 นอกจากนี้ยังอาจจะเข้าข่ายมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 113 และ 116 อีกด้วย
การที่พรรคประชาธิปัตย์ประกาศให้สมาชิกพรรค ปชป. สามารถเข้าร่วมกับ นายสนธิ ลิ้มทองกุล กับพันธมิตรฯ ได้นั้น ย่อมเป็นการยืนยันแล้วว่า พรรค ปชป. มีนโยบายและแนวทางเดียวกับ นายสนธิ ลิ้มทองกุล กับพันธมิตรฯ ดังนั้น พรรค ปชป. เองก็น่าจะเข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 68 และประชาชนสามารถต่อต้านพรรค ปชป. ตามมาตรา 69 และ 70 ของรัฐธรรมนูญ 2550 รวมไปถึงน่าจะเข้าข่ายผิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา 113 และ 116 ด้วยเช่นกัน

เมื่อเป็นเช่นนี้เท่ากับเป็นการสร้างความแค้นเคืองให้กับประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยของประเทศโดยตรง และเป็นเจ้าของรัฐบาลโดยตรง ดังนั้นประชาชนที่รักประชาธิปไตยทุกคนจึงมีสิทธิที่จะไปติดตามการชุมนุมของพันธมิตรฯ และมีสิทธิที่จะแสดงความไม่เห็นด้วยกับพันธมิตรฯ ในสิ่งที่พันธมิตรฯ และ นายสนธิ ลิ้มทองกุล กล่าวเท็จโดยสิ้นเชิงดังกล่าว และก็ปรากฏชัดเจนจากสื่อทีวีว่า ทางฝ่ายพันธมิตรฯ ไม่มีจิตวิญญาณประชาธิปไตย ไม่สามารถรับฟังความคิดเห็นของประชาชนที่ตอบโต้ความเท็จของพวกเขาได้ พวกเขาจึงเป็นฝ่ายเริ่มการโจมตีประชาชนด้วยการขว้างปาสิ่งของต่างๆ และปรากฏชัดว่าพวกเขาได้นำเอาอาวุธที่พวกเขาตระเตรียมมา อันได้แก่ ไม้หน้าสาม มีด และของมีคมอื่น มาทำร้ายประชาชนที่รักประชาธิปไตยจนได้รับบาดเจ็บไปหลายคน

แนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) หรือแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เดินแนวทางสันติวิธีมาโดยตลอด ยืนยันได้จากการจัดตั้ง “หน่วยสันติวิธี”และมีการฝึกฝนวิธีที่จะเผชิญหน้าเผด็จการด้วยความอดทน ไม่ใช้ความรุนแรงโดยตลอด นปก.-นปช. ไม่มีนโยบายใช้ความรุนแรงใดๆ แม้แต่น้อย และเป็นฝ่ายแนะนำประชาชนเสมอว่า “จุดแข็งของเราก็คือสันติวิธี ประชาธิปไตยฝ่ายเราต้องชนะอย่างแน่นอน การใช้ความรุนแรงจะทำให้เราพ่ายแพ้ เราต้องใช้สันติวิธีอย่างเดียว”

ดังนั้นเหตุการณ์รุนแรงไม่ได้เกิดจาก นปก. หรือ นปช. ขอความกรุณาสื่อทุกชนิดได้โปรดอย่าใช้ความมักง่ายในการทำข้อสรุปว่า นปก. หรือ นปช. เป็นผู้ก่อความรุนแรง

แนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.)


“สนธิ ลิ้ม”เจอของจริง มท.1 ส่งทนายร้องศาลเชียงราย ถอนประกัน

ปากเป็นเหตุจนได้ หลัง “สนธิ ลิ้ม” ปราศรัยอ้างการแก้ไข รธน.นำประเทศไทยเป็นสู่สาธารณรัฐ “เฉลิม” หวั่นจุดชนวนสร้างความแตกแยก ส่งทนายร้องศาลเชียงราย ถอดถอนประกัน เอาตัวเก็บเข้าเรือนจำ

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า ตนเองได้ยื่นเอกสารพร้อมหลักฐาน รวมทั้งรายงานบันทึกประจำวันที่เคยไปแจ้งความต่อสถานีตำรวจนครบาลแสมดำไว้กรณีถูกหมิ่นประมาทขณะจัดรายการยามเฝ้าแผ่นดิน ตลอดจนการปราศรัยเมื่อคืนที่ผ่านมา ผ่านเวทีพันธมิตรฯ ส่งฟ้องนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ โดยได้มอบให้ นายอาวุธ ปรีชาวุธ ทนายความ ไปยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดเชียงรายเช้าวันพรุ่งนี้ (27 พ.ค.51)

“นายสนธิ มีคดีที่อยู่ในระหว่างการประกันตัว และไม่รอลงอาญา ที่ศาลจังหวัดเชียงราย โดยมีเงื่อนไขห้ามเคลื่อนไหวทางการเมืองหรือใส่ร้ายผู้อื่น ซึ่งตนเองมั่นใจว่า การกระทำครั้งนี้มีหลักฐานเพียงพอที่จะสามารถเอาผิดกับนายสนธิได้ อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ทนายได้เสนอต่อศาลก็ขึ้นอยู่กับอำนาจการพิจารณา โดยหากนายสนธิ ถูกถอนประกัน จะต้องเข้าไปอยู่ในเรือนจำ” ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวอีกว่า การดำเนินการส่งฟ้องนายสนธิ ไม่ได้เป็นการข่มขู่ หรือต่อรอง เพื่อให้ยุติการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯ แต่ไม่ต้องการให้เกิดความแตกแยกของคนในประเทศและประชาชนได้รับความเดือดร้อน นอกจากนี้ ยังเสนอให้กลุ่มพันธมิตรฯไปชุมนุมที่บริเวณสวนลุมพินีแทน เพื่อจะได้ไม่เป็นการสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนน และส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศอีกด้วย

พาคนไปตาย ภาค 2

“ผมเคยยืนยันหลายครั้งแล้ว และขอยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่า ทหารจะไม่มีการปฏิวัติอย่างเด็ดขาด เพราะจะเกิดความเสียหาย ตอนนี้ประเทศชาติเดินทางไปตามกรอบของรัฐธรรมนูญ หากมีปัญหาด้านการเมืองเกิดขึ้น ก็ควรจะแก้ไขกันด้วยวิถีทางการเมือง มั่นใจว่าการเมืองสามารถแก้ไขปัญหาด้วยตัวเอง”

เป็นคำพูดของ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ตอบคำถามของนักข่าวที่ถามถึงข่าวลือการปฏิวัติที่ถูกปล่อยออกมาเป็นระยะๆ และเป็นอาหารอันโอชะของนักข่าวที่ถามคนโน้นคนนี้ให้เป็นข่าวได้ตลอด นับตั้งแต่รัฐบาลของ นายสมัคร สุนทรเวช เข้ามาบริหารราชการแผ่นดิน

และ...พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก แม้จะเป็นหนึ่งในผู้ร่วมทำรัฐประหารกับ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตผู้บัญชาการทหารบก ในเหตุการณ์เมื่อคืนวันที่ 19 กันยายน 2549 ก็ยังคงยืนยันเหมือนเดิมว่า จะไม่มีการปฏิวัติ เพราะเป็นเรื่องล้าสมัย

จากการศึกษาประวัติศาสตร์การปฏิวัติรัฐประหารในประเทศไทย หากผู้บัญชาการทหารบกไม่เอาด้วย ผู้ที่ก่อการยึดอำนาจก็จะเป็นกบฏตั้งแต่สตาร์ทเครื่องรถถัง

แต่ก็ยังไม่สามารถจะดับข่าวลือการปฏิวัติได้ ซึ่งอาจจะมีสาเหตุใหญ่ๆ พอสรุปได้ คือ

คำปฏิเสธไม่มีการปฏิวัติเคยออกจากปากของ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน แต่ก็เกิดขึ้นจนได้ อาจจะส่งผลมาถึงคำพูดยืนยันของ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา แม้จะนั่งในตำแหน่งเดียวกัน แต่เป็นคนละคน และจิตสำนึกต่างกัน

ส่วนผมนั้น เชื่อในคำพูดของผู้บัญชาการทหารบกร้อยเปอร์เซ็นต์ ด้วยเหตุผลว่า การก่อการยึดอำนาจในประเทศไทย หลังจากการยึดอำนาจเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 แล้ว ประเทศไทยไม่เคยมีการปฏิวัติอีกเลย มีเพียงการทำรัฐประหาร เป็นการยึดอำนาจเพื่อเปลี่ยนแปลงผู้กุมอำนาจรัฐเท่านั้น

เมื่อทำรัฐประหารได้แล้ว คณะผู้ก่อการจะตั้งรัฐบาลของตัวเองขึ้นมาปกครองประเทศ มีการร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่ ตามที่กลุ่มผู้ก่อการต้องการ แล้วมีการเลือกตั้งใหม่ มีรัฐบาลใหม่ จากนั้นก็มีการทำรัฐประหารกันอีก แล้วแต่เหตุที่ยกขึ้นมาอ้างเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับผู้ก่อการ

ด้วยเหตุนี้แหละ การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เพื่อคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคร่วมรัฐบาล โดยพรรคพลังประชาชน ซึ่งเป็นแกนหลักในการยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะได้ประกาศเป็นคำมั่นสัญญาไว้กับประชาชน ในห้วงเวลาที่มีการรณรงค์ปราศรัยเลือกตั้งที่ผ่านมา เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม ที่ผ่านมา จึงเกิดสถานการณ์วุ่นวายตั้งแต่ยังไม่พลบค่ำ เมื่อม็อบทั้ง 2 ฝ่าย หรืออาจจะเป็นฝ่ายเดียวกันก็ได้ เปิดศึกทำร้ายร่างกายซึ่งกันและกัน จนได้รับบาดเจ็บกันทั้ง 2 ฝ่าย

ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นตั้งแต่ยังไม่พลบค่ำ สอดรับกับการที่ นายสุริยะใส กตะศิลา แกนนำคนสำคัญของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย รู้ล่วงหน้ามาก่อน โดยการไปยื่นหนังสือขอกำลังตำรวจช่วยคุ้มกัน ทั้งๆ ที่ในหลักความเป็นจริง การชุมนุมแต่ละครั้ง ไม่ว่าของกลุ่มใด เจ้าหน้าที่ตำรวจจะมีหน้าที่ในการรักษาความสงบเรียบร้อยอยู่แล้ว

ส่วนบนเวทีก็มีการปราศรัยของแกนนำปลุกระดมว่า การชุมนุมครั้งนี้เป็นสงครามของกองทัพประชาชนเพื่อล้มล้างรัฐบาล ไม่ชนะไม่เลิก โดยสร้างจินตนาการให้กับผู้มาชุมนุมในทำนองว่า หากมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ รัฐบาลชุดนี้ยังคงอยู่ต่อไป ส.ส. พรรคพลังประชาชน ยังอยู่ในสภา จะเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศจากระบอบราชอาณาจักรที่เป็นอยู่ปัจจุบัน เป็นระบอบสาธารณรัฐ เป็นการจินตนาการไปไกลจนคนฟังตามไม่ทัน จึงต้องยกสถาบันขึ้นมากล่าวอ้าง นั่นแหละพอจะปลุกเร้าได้

ทำให้สถานการณ์เขม็งเกลียวขึ้น เมื่อทั้ง 2 ฝ่ายเกิดความคิดต่างกัน จากการจินตนาการของผู้ปราศรัยปลุกระดม
ตำรวจจึงกลายเป็นผู้ร้ายไปทันที เมื่อทั้ง 2 ฝ่ายต่างกล่าวหาว่าตำรวจไม่ห้ามปราม ปล่อยให้เกิดการทำร้ายร่างกายซึ่งกันและกัน

ผมเข้าใจการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจดี เพราะการจะเข้าไปห้ามหรือเข้าไปแยก 2 ฝ่ายในขณะที่กำลังชุลมุน ตำรวจก็จะถูกข้อกล่าวหาอีกว่า ไม่ยุติธรรม ไปแยกอีกฝ่าย แต่ปล่อยให้อีกฝ่ายทำร้ายร่างกายเป็นลูกตีจากเก็บคะแนน

ยิ่งมีข่าวลือกันมาก่อนว่า เพื่อให้สถานการณ์วุ่นวาย เพื่อให้การชุมนุมครั้งนี้เป็นไปตามความต้องการ เหมือนที่เคยทำสำเร็จมาแล้วในคืนวันที่ 19 กันยายน 2549 จะมีการจัดฉากให้พวกเดียวกัน แต่มาจากคนละที่ ไม่รู้จักกัน เปิดเกมทำร้ายร่างกายซึ่งกันและกันก่อน เป็นการจุดชนวนให้กลุ่มที่ต่อต้านกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เข้ามาผสมโรง

เพราะธรรมชาติของมนุษย์ กลุ่มคนที่มีจำนวนน้อยกว่า เป็นเรื่องยากที่จะเปิดศึกกับกลุ่มคนที่มีจำนวนมากกว่าหลายเท่า จึงต้องใช้พวกกันเองเป็นตัวล่อ และได้ผลตามที่หวัง เพื่อสะสมเงื่อนไขให้เข้าตากรรมการตามที่ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำคนสำคัญเคยกล่าวไว้ในงานรำลึก 16 ปี พฤษภาทมิฬ

ผมได้รับการบอกเล่าข่าวลือเรื่องนี้ ถ้าเป็นจริง ได้แต่สังเวช หดหู่ใจ ได้แต่ภาวนาว่า อย่าให้มีภาคสองของเรื่อง “พาคนไปตาย” อีกเลย

เอกฉัตร


Monday, May 26, 2008

ใครถ่อย! เวบไซต์พันทิป แฉภาพแก๊งพันธมิตรอาวุธครบมือ ไล่ทำร้ายประชาชน

เวปไซต์ดังโพสต์ภาพประจานม็อบพันธมิตรฯ ถ่อย แฉชายฉกรรจ์ผ้าพันคอเหลืองอาวุธครบมือรุมทำร้ายคนไม่มีทางสู้อาการสาหัส ทั้งที่ชอบอ้าง “สันติวิธี”

ท่ามกลางความพยายามเสนอข่าวของสื่อค่ายผู้จัดการ ที่ระบุว่ากลุ่มผู้ชุมนุมต่อต้านพันธมิตรฯ เป็นม็อบถ่อยและใช้กำลังเข้าทำร้ายผู้ชุมนุม ทั้งยังระบุว่าการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ เป็นการชุมนุมโดยสันติวิธีและปราศจากอาวุธ นั้น
ในวันนี้ (26 พ.ค.) เวบไซต์ชื่อดัง
www.pantip.com ได้มีการโพสต์ข้อความและรูปภาพเผยแพร่อย่างกว้างขวาง แฉพฤติกรรมของกลุ่มพันธมิตรฯ โดยปรากฎเป็นภาพชายรูปร่างล่ำสันจำนวนมาก ทุกคนมีผ้าพันคอและโพกหัวสีเหลืองมีข้อความ “กู้ชาติ” ที่เป็นสัญญลักษณ์ของกลุ่มผู้ชุมนุมในฝ่ายพันธมิตรฯ อย่างชัดแจ้ง

ทุกคนมีอาวุธครบมือกำลังรุมทำร้ายคนไม่มีทางสู้ และไม่มีอาวุธจนได้รับบาดเจ็บสาหัส

ซึ่งกรณีดังกล่าวผู้เสียหายกำลังพิจารณาว่าจะดำเนินการทางกฎหมายอย่างไรต่อไป

แหล่งข่าวระบุด้วยว่าการอ้างการชุมนุมโดยสันติวิธี เป็นเพียงการหลอกลวงสร้างภาพ เพราะในความเป็นจริงมีการยั่ยุอยู่ตลอดเวลา และยังมีการซุกซ่อนอาวุธไว้เป็นจำนวนมาก ซึ่งสอดคล้องกับกระแสข่าวว่ามีการจ้างทหารถึง 200 นาย ทำหน้าที่การ์ดด้วย


มท.1 ระบุพันธมิตรฯ ผิดเงื่อนไขเคลื่อนม็อบ ตร.คุมไม่อยู่

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยระบุ กลุ่มพันธมิตรฯ ทำผิดเงื่อนไขเคลื่อนขบวนออกนอกอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยทำให้เกิดปัญหากระทบกับฝ่ายต่อต้าน พร้อมเรียกทนายความ
คดีนายสนธิ หมิ่นฯที่ จ.เชียงรายนำข้อมูลปราศัยยื่นศาลระงับปล่อยตัวชั่วคราว

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ระบุว่าได้ติดตามความเคลื่อนไหวการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยอย่างใกล้ชิดตลอดที่มีการปราศรัยเมื่อคืนที่ผ่านมา เห็นว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำงานอย่างเรียบร้อยดีในการควบคุมผู้ชุมนุม โดยมีการแยกกลุ่มกลุ่มพันธมิตร ออกจากกลุ่มที่มาต่อต้าน แต่กลุ่มพันธมิตรฯทำผิดเงื่อนไขที่ได้ประกาศว่าจะปักหลักชุมนุมที่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

โดยพยายามเคลื่อนขบวนไปที่ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งถือเป็นทำผิดเงื่อนไข จนทำให้เจ้าหน้าที่ไม่สามารถควบคุมได้จึงเกิดปัญหาการกระทบกระทั่งกันกบังฝ่ายต่อต้าน ขณะเดียวกัน เท่าที่ดูเนื้อหาการปราศรัยของกลุ่มพันธมิตรฯ ส่วนใหญ่ที่อ้างคัดค้านแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่เนื้อหากลับมีนัยแอบแฝงเพราะมีการโจมตี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อย่างต่อเนื่อง

โดยมีการใช้ถ้อยคำที่หยาบคาย ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ารังเกียจ โดยเฉพาะอดีต ผู้สมัคร สส.ประชาธิปัตย์ มัชฌิมาธิปไตย และเพื่อแผ่นดินที่เป็นพิธีกรบนเวที ดังนั้นจึงเชื่อมั่นว่า มีวาระซ้อนเร้นในการชุมนุมครั้งนี้อย่างแนjนอน เพราะการปราศรัยบางครั้งเผลอร้องให้ทักษิณออกไปแสดงว่ากลุ่มพันธมิตรฯมีจุดประสงค์ต้องการล้มรัฐบาล มากกว่าต่อต้านการแก้รัฐธรรมนูญ

ร.ต.อ.เฉลิม ยังตั้งข้อสังเกตุว่าการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯไปที่ทำเนียบรัฐบาลมีวัตถุประสงค์อะไร ถึงทำเช่นนั้น ที่สำคัญยังมีการปิดถนนทำให้ประชาชนที่สัญจรไปมาได้รับความเดือดร้อน แต่กลับอ้างว่าจะชุมนุมโดยสงบตามกฏหมาย ซึ่งขัดกับคำพูดตนเอง เพราะการปิดถนนก็ถือว่ากระทำการผิดกฏหมายแล้ว ดังนั้นในบ่ายวันนี้ตนได้เรียกทนายความที่เป็นคู่กรณีกับนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯที่ชนะคดีหมิ่นประมาทเพื่อนำหลักฐานข้อมูลการปราศรัยของนายสนธิไปยื่นต่อศาลจังหวัดเชียงรายให้ถอนการปล่อยตัวนายสนธิชั่วคราว

ร.ต.อ.เฉลิม ยังบอกอีกว่า จำนวนผู้ชุมนุมที่ดูมากนั้น เพราะส่วนหนึ่งมาจากพรรคการเมืองบางพรรคที่อยู่เบื้องหลังซึ่งตนไม่อยากบอกว่าเป็นพรรคอะไร ส่วนที่กลุ่มพันธมิตรฯจะชุมนุมยืดเยื้อนั้น ร.ต.อ.เฉลิม ระบุว่า ตนไม่ได้รับมอบหมายให้ดูแลเรื่องนี้ แต่เชื่อมั่นว่าตำรวจจะมีวิธีในการควบคุมการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯได้ และมั่นใจว่าจะส่งผลให้เกิดการปฏิวัติแน่นอน เพราะไม่มีประเด็นอะไรให้เกิดเรื่องดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม ร.ต.อ.เฉลิมได้เรียกร้องให้ประชาชนช่วยกันจับตาดูการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตร โดยเฉพาะการอ้างว่า แก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อช่วย พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่ข้อเท็จจริง ตนอยากถามว่ามีมาตราไหนที่จะช่วย พ.ต.ท.ทักษิณได้บ้าง มีแต่กรณีที่ศาลฏีกาส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสถานะของ คตส.เท่านั้นที่หากศาลรัฐธรรมนูญตัดสินว่าผิด พ.ต.ท.ทักษิณก็จะได้อานิสงค์เท่านั้น