WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, May 27, 2008

ฉะ “เติ้ง-สมศักดิ์” แทงข้างหลัง

วันที่ 26 พ.ค. เมื่อเวลา 11.30 น. ที่รัฐสภา นายประสิทธิ์ โพธสุธน ส.ว.สุพรรณบุรี พี่ชายนายประภัตร โพธสุธน เลขาธิการพรรคชาติไทย แถลงข่าวตอบโต้กรณีนายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รองหัวหน้าพรรคชาติไทยและ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ที่กล่าวหาว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และนายประภัตร คิดขายชาติที่นำนักธุรกิจชาวซาอุดีอาระเบียมาเช่าพื้นที่ทำนาในประเทศไทย ว่า เป็นเรื่องการเมืองแน่นอน ไม่ใช่การเข้าใจผิด อย่างที่นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยระบุ เพราะคนที่เป็นถึงระดับรัฐมนตรีจะมาพูดคำว่า “ขายชาติ” ไม่ใช่เรื่องปกติแน่นอน มีการวางแผน และจังหวะเวลา เพื่อทำลายฝ่ายตรงข้าม อยากย้ำว่าการเมืองยุคใหม่ไม่ควรแทงกันข้างหลังอีกต่อไป ที่ตนออกมาพูดเพราะครอบครัวโพธสุธนถูกกล่าวหาว่าขายชาติ ทำให้ทนนิ่งต่อไปไม่ไหว ตนอยู่ในเหตุการณ์รู้ว่าความจริงเป็นอย่างไร เป็นความ ปรารถนาดีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่เล็งเห็นว่าจะช่วยทำให้ ชาวนาได้โอกาสขายข้าวในราคาสูงๆมีการประกันความเสี่ยงที่ชัดเจนแน่นอน นักธุรกิจซาอุดีอาระเบียเขาไม่มาจ้าง คนทำนาหรอก แต่เขาพร้อมจะช่วยรับซื้อข้าวไว้ทั้งหมด

แจงยิบซาอุฯจะรับซื้อข้าวในราคาสูง

ต่อข้อถามว่าเหตุใดนายประภัตรจึงไม่ออกมาชี้แจงเอง นายประสิทธิ์ตอบว่า ตนนั่งคุยกับนักธุรกิจชาวซาอุดีอาระเบียด้วย จึงรู้ข้อเท็จจริงทั้งหมด พ.ต.ท.ทักษิณและนักธุรกิจได้พูดเรื่องชาวนาไทยทำไมขายข้าวเปลือกได้ถูก และถูกเอาเปรียบมาตลอด สุดท้ายเมื่อฟังรายละเอียดทั้งหมด นักธุรกิจซาอุดีอาระเบียก็มีความคิดว่าถ้าเขาจะรับซื้อข้าวในราคาซื้อขายล่วงหน้าเกวียนละ 15,000 บาท โดยมีเงื่อนไขพิเศษว่าจะจัดหาปุ๋ยยูเรียในราคาถูกที่ส่งมาจากซาอุดีอาระเบียมาให้ชาวนา เพื่อลดต้นทุนการผลิต ขณะเดียวกัน เขาก็จะจัดสร้างไซโลไว้เก็บข้าว ส่วนโรงสีทางนักธุรกิจก็จะให้ค่าสีข้าว 1,000 บาทต่อตันผู้ส่งออกก็จะได้กำไรจากการส่งข้าวให้เขา โดยที่นักธุรกิจพร้อมจะรับซื้อไว้ทั้งหมดที่ไทยมีขายให้ คือทุกฝ่ายจะได้ประโยชน์ได้กำไรเหมือนๆกัน นักธุรกิจซาอุดีอาระเบียก็จะเป็นผู้รับข้าวจากไทยไปขาย ทำให้ราคาข้าวไทยที่ส่งออกราคาจะสูงและราคามั่นคง ราคาไม่วูบวาบอย่างอดีตหรือปัจจุบันนี้ แม้จะว่าคู่แข่งจากเวียดนาม หรือจีนจะส่งข้าวออกมาขาย ทางนักธุรกิจซาอุดีอาระเบียก็พร้อมรับแบกรับความเสี่ยงนี่เอง ซึ่งที่พูดคุยกันในวันนั้นก็เป็นอย่างนี้ เป็นเพียงโจทย์ที่ตั้งไว้ คุยในเบื้องต้น ไม่รู้ว่าทำไม ถึงกลายเป็นเรื่องของคนคิดคดทรยศขายชาติ ที่สำคัญลองไปถามนายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานบริษัทซี.พีดูว่าความคิดนี้เข้ากับทฤษฎีของท่านหรือไม่

ด่ากราดใครกันแน่พวกกินชาติ

“ผมอยากถามว่าชาวนาจะไม่เอาหรือ ราคาที่สูงขนาดนั้น แค่ 2-3 ปี ก็ปลดหนี้สินที่กู้ยืมได้หมด วันนี้ แค่ขายข้าวเปลือกให้ได้เกวียนละ 10,000 บาท ก็ลำบากแล้ว ถูกกดราคาทุกอย่าง ปุ๋ยก็แพง ผมคิดว่าคนบางคนที่ออกมาพูดเพราะกลัวชาวนาจะรวย จะหมดหนี้สิน จึงไม่อยากให้ใครคิดช่วยชาวนา ขอถามว่าโอกาสที่ชาวนาจะได้อย่างนี้แล้วจะเรียกว่าขายชาติใช่ไหม แต่คนที่ทำให้ ชาวนาหมดโอกาสขายข้าวเปลือกราคาสูงๆเรียกว่าอะไร จะเรียกว่าพวกกินชาติได้หรือไม่ ถ้ายังไม่หยุดป้ายสีให้ร้ายผมพร้อมจะเปิดเผยว่าในกระทรวงเกษตรฯ ปัจจุบันบริหารงบประมาณในแต่ละโครงการ และจัดการกับผู้รับเหมากันอย่างไร” นายประสิทธิ์กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การแถลงข่าวครั้งนี้นายประสิทธิ์แถลงข่าวด้วยน้ำเสียงดุดันด้วยความโมโหถึงขนาดมือไม้สั่น


นายกฯชี้ชาติเสียหายหนักจากกลุ่มชุมนุม

วันที่ 26 พ.ค. เมื่อเวลา 12.20 น. ที่กระทรวงการต่างประเทศ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม แถลงภายหลังเป็นประธานพิธีเปิดการประชุมและมอบนโยบายแก่เอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ของไทยทั่วโลกประจำปี 2551 ว่า ได้เล่าสถานการณ์การเมืองในอดีตและปัจจุบันให้กับเอกอัครราชทูตฟังเพื่อเป็นพื้นฐาน และทูตหลายประเทศก็แสดงความวิตกว่าสิ่งที่ทำกันมาจะถูกทำลายย่อยยับในพริบตา อย่างน้อย 3 ประเทศ บอกว่าจะมีผู้ที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทย ซึ่งทำการนัดหมายไว้ในสัปดาห์หน้า ไม่แน่ใจว่าสิ่งที่นัดหมายไว้ประเทศดังกล่าวจะยกเลิกหรือไม่ และท่านทูตจากประเทศหนึ่งบอกว่านอนไม่หลับ ดูข่าวแล้วก็ถามว่าทำไมบ้านเมืองเราเป็นแบบนี้ แล้วจะเป็นอย่างไรต่อไป จะให้ตนยืนยันได้หรือไม่ว่าจะยุติเมื่อไหร่ เลยบอกว่าตนก็เห็นถึงความไม่มีเหตุผลถึงเรื่องนี้ และเสียดายและเสียใจแทนท่านทูตทุกท่านที่อุตส่าห์ทำงานที่จะให้บ้านเมืองกลับสู่สถานะเดิมแต่ก็มีเรื่องพรรค์อย่างนี้ออกมา

“นพดล” ชี้นายกฯเน้นดึงนักลงทุน

ทางด้านนายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศ กล่าวว่า การประชุมเอกอัครราชทูตไทย (ออท.) และกงสุลใหญ่ไทย ทั่วโลกประจำปี 2551 โดยมีนายสมัคร เป็นประธานมี ออท. และกงสุลใหญ่ของไทยจากทั่วโลกร่วมประชุม 92 คน ทั้งนี้ เพื่อรับทราบนโยบายด้านการต่างประเทศและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ เพื่อประยุกต์เป็นแผนการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเน้นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติ และทำให้เห็นว่าไทยเป็นประเทศประชาธิปไตย นอกจากนี้นายกฯได้มอบนโยบายการสร้างความเชื่อมั่นและความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน การหาโอกาสทางการค้าการลงทุนโดยเฉพาะโครงการศูนย์ข้อมูลธุรกิจของสถานทูตเพื่อให้คนไทยเข้าถึงการลงทุนในแต่ละประเทศ รวมทั้งการแก้ไขปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วยการนำกระแสพระราชดำรัสเข้าใจ เข้าถึง พัฒนา มาใช้ รวมทั้งสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศมาเลเซียและอินโดนีเซีย

ย้ำดัน พ.ร.ก.ประชามติเสี่ยงขัด รธน.

เมื่อเวลา 17.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายชูศักดิ์ ศิรินิล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และรองเลขาธิการพรรคพลังประชาชนให้สัมภาษณ์ถึงข้อเสนอในการออก พ.ร.ก.ทำประชามติว่า ในการประชุม ครม.ในวันที่ 26 พ.ค. นี้นายกรัฐมนตรีจะหยิบยกมาหารือกัน แต่โดยส่วนตัวเห็นว่าจะเป็นสุ่มเสี่ยงเกิน ที่จะออกเป็น พ.ร.ก.เพราะจะต้องถูกนำส่งไปให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่าเข้าเงื่อนไขเป็นความจำเป็นเร่งด่วน เพื่อความปลอดภัยของประเทศหรือไม่ ทั้งนี้เท่าที่ตนได้ตรวจสอบและพบมานานแล้วเห็นว่าขณะนี้ยังมี พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการประชามติปี พ.ศ.2541 ที่ออกมาสมัยรัฐบาลนายชวน หลีกภัย เพราะเคยมีคำวินิจฉัยของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญที่ตัดสินคดียุบพรรคไทยรักไทยว่าเมื่อไม่มีกฎหมายใดกำหนดให้ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญสิ้นผลบังคับ ก็ย่อมหมายถึงว่า พ.ร.บ.ฉบับนั้นยังมีผลบังคับใช้ ต่อมาก็ไม่มีประกาศ คปค.ให้ยกเลิก หากมีการประสานงานกับทางสภาฯแล้ว เห็นว่าเป็นเรื่องเร่งด่วนก็อาจจะมีความเป็นไปได้ ที่จะเร่งพิจารณา 3 วาระรวด แต่ถ้าเห็นว่าไม่มีกฎหมายฉบับเก่าอยู่ ก็ต้องไปเร่งรัดในการร่างกฎหมายใหม่โดยต้องหารือกับ กกต.ที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้เป็นคนร่างกฎหมายจัดทำประชามติ

หนุนแช่แข็งญัตติรอทำประชามติ

เมื่อถามว่า แต่ขณะนี้กลุ่มพันธมิตรฯยื่นคำขาดให้ถอนญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างเดียวหากบรรจุวาระเมื่อไรจะมีการปิดล้อมสภาฯทันที นายชูศักดิ์ตอบว่า อย่างนั้นก็เกินไป เมื่อรัฐบาลมีทางออกให้ถ้าเสียงส่วนใหญ่เห็นสมควรแก้ไขก็เป็นทางออกของสังคม หากบอกว่าไม่ควรแก้ก็จบไป การจะถอนญัตติหรือไม่ ขึ้นอยู่ดุลพินิจของ ส.ส.ที่ใช้สิทธิตามมาตรา 291 เขาไม่ได้ทำอะไรเกินเลย อย่างไรก็ตาม ทางรัฐบาลต้องหารือกับประธานสภาฯและวุฒิสภาด้วยว่าเห็นควรอย่างไร เป็นไปได้ถ้าจะมีการเสนอญัตติเข้าสู่สภาฯ แต่ยังไม่พิจารณา โดยประธานสภาฯเอามาหารือสอบถามความเห็นจากรัฐสภาก่อนคือขอเลื่อนไปก่อนแล้วค่อยมาถามประชามติก็ได้

พลิกสู้เล่นอาญา “ประสพสุข-ปชป.”

ทางด้านนายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล ส.ส.แพร่ พรรค พลังประชาชนกล่าวถึงกรณีที่แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตยได้ยื่นถอดถอนสมาชิกรัฐสภาที่ร่วมลงชื่อในญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าสมาชิกรัฐสภาที่ลงชื่อทำตามรัฐธรรมนูญแต่ปัญหาเกิดจากกลุ่มพันธมิตรฯ และพรรคประชาธิปัตย์ที่มีพฤติกรรมที่เข้าข่ายพยายามล้มล้างระบอบประชาธิปไตย ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 68 ที่ได้ยื่นถอดถอนพวกตน ดังนั้น ส.ส.ส่วนหนึ่งที่ลงชื่อ จึงได้หารือกันแล้วพบว่ามีพยานหลักฐานชัดเจนว่า พรรคประชาธิปัตย์ สนับสนุนกลุ่มพันธมิตรฯ จึงเตรียมทำหนังสือร้องเรียนต่อนายชัย ชิดชอบ ในฐานะประธานรัฐสภา ภายในสัปดาห์นี้เพื่อดำเนินคดีกับกลุ่มดังกล่าว รวมไปถึงนายประสพสุข บุญเดช ประธานสมาชิกวุฒิสภา ที่เป็นผู้รับเรื่องถอดถอนด้วย อย่างไรก็ตาม ได้ปรึกษานายชัยถึงกระบวนการร้องเรียนดังกล่าวที่เป็นความผิดอาญาต่อตัวบุคคล รวมถึงการยุบพรรคด้วย

กกต.ไม่ขวาง พ.ร.ก.ประชามติ

วันเดียวกัน ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายสมชัย จึงประเสริฐ กกต.ด้านสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัย กล่าวถึงการที่นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี จะออก พ.ร.ก.มาใช้รองรับการออกเสียงประชามติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า ขึ้นอยู่กับคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาว่ารัฐบาลจะสามารถออก พ.ร.ก.มาบังคับใช้ได้ หรือไม่ ส่วนการออก พ.ร.บ.ออกเสียงประชามติของ กกต. นั้น วิธีการอาจล่าช้าบ้าง เพราะต้องส่งให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณา แต่ กกต.ในฐานะหน่วยปฏิบัติเมื่อมีกฎหมายออกมาบังคับ กกต.ก็ต้องปฏิบัติตาม อย่างไรก็ตาม ขณะนี้บ้านเมืองเรากำลังมีปัญหา ทุกฝ่ายควรช่วยกันแก้ไขความขัดแย้งมากกว่า

เดินหน้ายกร่าง พ.ร.บ.ประชามติ

ด้านนายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการ กกต. กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลจะออก พ.ร.ก.ประชามติว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่ ว่า ขณะนี้กฎหมายเกี่ยวกับการทำประชามติยังไม่มี และรัฐธรรมนูญมาตรา 165 กำหนดให้ออก เสียงประชามติต้องเป็นไปตาม พ.ร.บ.ออกเสียงประชามติและในมาตรา 302 วรรคท้าย ระบุให้ กกต.จัดทำร่าง พ.ร.บ. หากให้บททั่วไปออกเป็น พ.ร.ก.อาจจะมีปัญหาในเรื่องความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ขณะนี้ กกต.ได้มอบหมายให้ที่ปรึกษาพรรคการเมืองดูแลในเรื่องการจัดทำร่าง พ.ร.บ.ประชามติ ซึ่งตามกรอบเวลาจะครบกำหนด 1 ปี ในเดือน ส.ค. และ กกต.กำลังเร่งยกร่างซึ่งต้องทำอย่างละเอียดรอบคอบ โดยเฉพาะเรื่องที่จะเป็นปัญหาเรื่องที่ไม่ชอบโดยรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ จะใช้กฎหมายเก่าของปี 2541 เป็น ต้นแบบพิจารณาประกอบกับรัฐธรรมนูญปี 2550 เนื่องจากกฎหมายเปลี่ยนไป

ปชป.ตามจิก พ.ร.ก.ประชามติ

วันเดียวกัน ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่ รัฐบาลเตรียมจะเสนอให้ออก พ.ร.ก.ออกเสียงประชามติ ว่า รัฐบาลกำลังเล่นบทตีสองหน้า โดยก่อนหน้านี้อ้างว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นหน้าที่ของสภาไม่เกี่ยวกับรัฐบาล แต่วันนี้รัฐบาลกลับออกมาบอกว่าต้องดำเนินการ โดยการทำประชามติ และออกเป็น พ.ร.ก.โดยรัฐบาล พรรค ประชาธิปัตย์เห็นว่ารัฐบาลไม่ควรดึงดันเรื่องการออก พ.ร.ก.เพราะตามรัฐธรรมนูญในมาตรา 302 ระบุชัดเจนว่าการออกเสียงประชามติต้องให้ กกต.จัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ดังนั้น วิธีการอื่นไม่น่าจะทำได้ นอกจากนี้ ในมาตรา 184 วรรค 2 ยังได้ ระบุไว้ชัดเจนว่า การตรา พ.ร.ก.วรรค 1 ให้กระทำได้เฉพาะเมื่อ ครม.เห็นว่าเป็นกรณีฉุกเฉินรีบด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ แต่การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องปกติไม่ใช่เป็นเรื่อง จำเป็นเร่งด่วน ดังนั้น จึงไม่ควรที่จะดึงดันต่อไป และควรยุติและถอนญัตติการแก้รัฐธรรมนูญออกทันที ถ้ายังดึงดัน จะนำประเทศไปสู่วิกฤติปัญหาทางการเมืองได้

“จุรินทร์” ชี้ออก พ.ร.ก.ผิด ก.ม.

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐ-มนตรี ยืนยันที่จะออก พ.ร.ก.ออกเสียงประชามติว่า รัฐธรรมนูญระบุชัดเจนว่ากฎหมายออกเสียงประชามติตามรัฐธรรมนูญปี 2550 จะออกเป็น พ.ร.ก.ไม่ได้ ต้องออกเป็น พ.ร.บ.เท่านั้น และไม่ใช่ พ.ร.บ.ธรรมดา แต่ต้องเป็น พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญเท่านั้น เพราะมีการระบุไว้ ชัดเจนในมาตรา 165 ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีกระบวนการในการดำเนินการแตกต่างไปจาก พ.ร.บ.ปกติธรรมดา คือในการเสนอต้องมีผู้เสนอไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ไม่ใช่ ส.ส.แค่ 20 คน เหมือนกฎหมายปกติ นอกจากนี้ ในการพิจารณาวาระที่ 3 จะต้องผ่านเสียงเกินกว่ากึ่งหนึ่งของ จำนวน ส.ส. ไม่ใช่ใช้แค่เสียงข้างมากปกติ อย่างไรก็ตาม ก่อนนำขึ้นทูลเกล้าฯถวายจะต้องส่งศาลรัฐธรรมนูญเพื่อตรวจสอบความชอบโดยรัฐธรรมนูญของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติก่อน ดังนั้น การที่จะออก พ.ร.ก.เพื่อให้ชอบโดยรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันย่อมทำไม่ได้

ส.ว.รับถูกกดดันหนักบีบถอนชื่อ

นายยุทธนา ยุพฤทธิ์ ส.ว.ยโสธร หนึ่งในผู้ลงชื่อใน ญัตติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า ยังมีการกดดันทุกทางให้พวกที่เหลืออีก 9 คน ถอนชื่อจากญัตติเสนอ แก้ไขรัฐธรรมนูญ ล่าสุดได้รับข้อความผ่านมือถือ แต่ตนยังยืนยันว่าไม่ถอนชื่อ และได้หารือร่วมกับ ส.ว.ที่เหลือถึงสถานการณ์ที่เกิดการปะทะกันของม็อบ 2 กลุ่ม และ แนวคิดของนายกรัฐมนตรีที่เสนอให้มีการทำประชามติ ทางกลุ่มเห็นว่าควรจะรอดูสถานการณ์ก่อน โดยเฉพาะการ ประชุม ครม.ในวันที่ 27 พ.ค. ว่า จะมีมติให้มีการทำประชามติ หรือไม่ หากมีมติออกมาอาจต้องชะลอญัตติออกไปก่อน เมื่อถามถึงกรณีที่ทางกลุ่มพันธมิตรฯยื่นถอดถอน ส.ว.ที่ร่วมลงชื่อ นายยุทธนาตอบว่า รัฐธรรมนูญ มาตรา 291 ให้สิทธิ์ ส.ส. ส.ว. เข้าชื่อเพื่อเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ ดังนั้น ตนจึงมีสิทธิตามกฎหมาย การกล่าวหาว่า ส.ว.ที่ลงชื่อมีความผิดตามมาตรา 122 นั้น เป็นการตีความเข้าข้างตัวเอง พูดแบบกำปั้นทุบดิน การยื่นญัตติดังกล่าวไม่ได้ ไปเพิ่มอำนาจ ส.ว.เลือกตั้ง และไปยุบ ส.ว.สรรหา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับ ส.ว. 9 คน ที่ยังไม่ ถอนชื่อคือ นายยุทธนา ยุพฤทธิ์ ส.ว.ยโสธร นายประเสริฐ ประคุณศึกษาพันธ์ ส.ว.ขอนแก่น นายบวรศักดิ์ คณาเสน ส.ว.อำนาจเจริญ นายมงคล ศรีกำแหง ส.ว.จันทบุรี นาย จิตติพจน์ วิริยะโรจน์ ส.ว.ศรีสะเกษ นายเกชา ศักดิ์สมบูรณ์ ส.ว.ราชบุรี นายประสิทธิ์ โพธสุธน ส.ว.สุพรรณบุรี นางสมพร จูมั่น ส.ว.นครสวรรค์ นายทวีศักดิ์ คิดบรรจง ส.ว.บุรีรัมย์

เลขาฯมัชฌิมาธิปไตยเสียวโร่ถอนชื่อ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงเย็นของวันที่ 26 พ.ค. หลังจากกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ยื่น ถอดถอน ส.ส. ส.ว.ที่ร่วมลงชื่อในญัตติเสนอแก้รัฐธรรมนูญนั้น ปรากฏว่า นางพรทิวา นาคาศัย ส.ส.ชัยนาท และเลขาธิการพรรคมัชฌิมาธิปไตย ได้แจ้งถอนชื่อออกจากญัตติดังกล่าวเช่นกัน


พันธมิตรฯ เตรียมขอมติผู้ร่วมชุมนุมเช้าวันนี้

สะพานมัฆวานฯ 27 พ.ค.-แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ระบุการชุมนุมจะยืดเยื้อหรือไม่ ขึ้นอยู่กับมติของผู้มาร่วมชุมนุม ซึ่งจะมีการพูดคุยกันเช้าวันนี้

ความคืบหน้าการชุมนุมต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ แกนนำยังคงผลัดเปลี่ยนกันขึ้นเวทีปราศรัย สลับกับกิจกรรมบนเวที โดยแกนนำทั้ง 5 คน หารือร่วมกันเกี่ยวกับความชัดเจนของการชุมนุมได้ข้อสรุปว่า เช้าวันนี้จะขอมติจากผู้เข้าร่วมชุมนุมว่าจะยุติ หรือชุมนุมต่อ สาเหตุการชุมนุมยืดเยื้อ เพราะต้องการรอฟังความชัดเจนของรัฐบาล กรณียื่นถอดถอนสมาชิกวุฒิสภาที่ร่วมลงชื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ส่วนการดูแลรักษาความปลอดภัย พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล สั่งเพิ่มรั้วเหล็กจาก 1 ชั้นเป็น 3 ชั้น พร้อมจัดกำลังตำรวจคุมเข้มป้องกันกลุ่มต่อต้าน ซึ่งชุมนุมอยู่บริเวณสนามหลวงเข้ามาก่อความวุ่นวาย ขณะที่การดำเนินคดีกับผู้ที่ก่อให้เกิดความวุ่นวานเมื่อวานนี้ ตำรวจกำลังตรวจสอบกล้องวงจรปิด หากพบผู้กระทำผิดชัดเจนจะดำเนินคดีทันที.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-27 01:07:08

ศาลรับฟ้อง นพดล ปัทมะ ฟ้องหมิ่น เตมูจิน และพวก


ศาลอาญา รัชดาฯ 26 พ.ค. - ศาลอาญา รัชดาฯ มีคำสั่งคดีที่นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายชนาพัทธ์ ณ นคร ประธานเครือข่ายเตมูจิน บริษัท ไทยเดย์ ด็อท คอม จำกัด นายจิตตนาถ ลิ้มทองกุล นายพชร สมุทวณิช นายขุนทอง ลอเสรีวานิช ซึ่งเป็นผู้บริหาร บจก.ไทยเดย์ บริษัท แมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) นายตุลย์ ศิริกุลพิพัฒน์ นายวิรัตน์ แสงทองคำ ผู้บริหาร บมจ.แมเนเจอร์ บริษัท ไอ.เอ็น.เอ็น.นิวส์ จำกัด พ.ต.ท. อิทธิวัฒน์ เพียรเลิศ และ นายวิชา วรมาลี เป็นจำเลยที่ 1-11 ในความผิดฐานหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา

กรณีเมื่อวันที่ 9 พ.ค.2550 จำเลยทั้งหมดได้ร่วมกันใส่ความหมิ่นประมาทโจทก์ โดยจำเลยที่ 1 ได้กล่าวถ้อยคำทำนองว่า โจทก์มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสนับสนุนขบวนการตัดไม้ทำลายป่า ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาหลวง จ.นครศรีธรรมราช ขณะดำรงตำแหน่ง ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จนมีเงินเพิ่มในบัญชี 100 ล้านบาท จากนั้น จำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 3, 5, 6 - 11 ร่วมกันบันทึกข้อความ และนำข้อความที่จำเลยที่ 1 กล่าวแพร่กระจายผ่านระบบอินเทอร์เน็ตเว็บไซต์ และอื่น ๆ ซึ่งล้วนเป็นเท็จ

การกระทำของพวกจำเลย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น และเกลียดชัง ขอให้ศาลลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 328 และ 332

ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานในชั้นไต่สวนมูลฟ้องโจทก์แล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับรับฟ้องไว้พิจารณา โดยนัดแถลงเปิดคดี ในวันที่ 1 ส.ค. นี้ เวลา 9.00 น. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-26 19:54:18


คตส.มีมติส่งสำนวน ทักษิณ เอื้อประโยชน์ให้ศาลยึดทรัพย์

สตง. 26 พ.ค. - คตส.มีมติส่งสำนวนกรณีไต่สวน “พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร” เอื้อประโยชน์ตัวเองและครอบครัว ให้อัยการสูงสุดยื่นศาลฎีกาฯ พิจารณาให้ทรัพย์สิน 76,621,603 ล้านบาท ตกเป็นของแผ่นดิน

นายสัก กอแสงเรือง โฆษกคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) แถลง ภายหลังการประชุม คตส. วันนี้ (26 พ.ค.) มี นายนาม ยิ้มแย้ม ประธาน คตส. เป็นประธาน ว่า ที่ประชุมมีมติยืนตามคณะอนุกรรมการไต่สวน กรณีกล่าวหา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ใช้อำนาจหน้าที่เอื้อประโยชน์ต่อธุรกิจตัวเอง และพวกพ้อง จนทำให้มีทรัพย์สินเพิ่มมากขึ้น หรือได้ทรัพย์สินมาโดยไม่สมควร ที่มีนายกล้านรงค์ จันทิก กรรมการ คตส.เป็นประธานคณะอนุกรรมการไต่สวน

“คตส. จึงมีมติเห็นชอบให้ส่งสำนวนให้อัยการสูงสุด ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อขอให้ศาลสั่งให้ทรัพย์สินจำนวน 76,621,603 ล้านบาท ตกเป็นของแผ่นดิน รวมถึงดำเนินคดีกับอดีตนายกรัฐมนตรี ที่ใช้อำนาจหน้าที่เอื้อประโยชน์ต่อธุรกิจของครอบครัว โดยจะนำส่งได้ภายในวันที่ 29 พ.ค.นี้” นายสัก กล่าว และว่าในวันที่ 28 พฤษภาคม นี้ คตส.จะส่งสำนวนกรณีการตรวจสอบการจัดซื้อเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิดซีทีเอ็กซ์ 9000 ในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ให้กับอัยการสูงสุดเพื่อพิจารณาสั่งฟ้องศาลต่อไป

นายแก้วสรร อติโพธิ กรรมการ คตส. กล่าวว่า คณะอนุกรรมการไต่สวนฯ จะแจ้งข้อกล่าวหากับบุคลที่เกี่ยวข้องในส่วนของการดำเนินคดีอาญาต่อไป แต่คาดว่าจะไม่สามารถดำเนินการในคดีอาญาได้เสร็จสิ้นภายในอายุ คตส. จึงน่าจะส่งเรื่องให้ ป.ป.ช. ดำเนินการต่อไป. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-26 19:45:36


ส.ว.ยโสธร รับถูกกดดันหนักให้ถอนชื่อในญัตติแก้ รธน.

รัฐสภา 26 พ.ค. - “ยุทธนา” เผยถูกกดดันให้ถอนชื่อจากญัตติแก้ รธน. ยันทำตามที่กฎหมายให้อำนาจ รอดูมติ ครม.พรุ่งนี้ ก่อนตัดสินใจอีกครั้ง ส่วน ส.ว.ที่ถอนชื่อไปแล้วมี 20 คน สำนักงานเลขาธิการสภาฯ สรุปล่าสุดเหลือ 134 คน หากมีถอนเพิ่มอย่างน้อย 9 คน ถือว่าญัตติตกไป

นายยุทธนา ยุพฤทธิ์ ส.ว.ยโสธร หนึ่งในผู้ลงชื่อญัตติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ยอมรับว่า มีแรงกดดันให้ถอนชื่อออก แต่ยืนยันว่ายังไม่ถอนชื่อ วันนี้ (26 พ.ค.) กลุ่ม ส.ว.ที่ร่วมลงญัตติที่เหลือได้หารือและเห็นว่าควรจะรอดูสถานการณ์ก่อน โดยเฉพาะการประชุมคณะรัฐมนตรีในวันที่ 27 พ.ค.นี้ ว่าจะมีมติให้ทำประชามติหรือไม่ หากมีมติให้ทำประชามติ อาจดำเนินการเพื่อชะลอญัตติออกไปก่อน ส่วนกรณีที่กลุ่มพันธมิตรฯ ยื่นถอดถอน ส.ว.ที่ร่วมลงญัตตินั้น ตนทำตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 ที่กำหนดให้ ส.ส. และ ส.ว. มีสิทธิเข้าชื่อเพื่อเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ จึงมีสิทธิตามกฎหมาย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ล่าสุดขณะนี้มี ส.ว.ที่ยังไม่ถอนชื่อสนับสนุนญัตติการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ 10 ราย ส่วน ส.ว.ที่ถอนชื่อไปก่อนหน้านี้ มีจำนวน 20 ราย

สำหรับข้อมูลอย่างเป็นทางการจากสำนักงานเลขาธิการสภาฯ ในการเสนอญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ สมาชิกรัฐสภาเข้าชื่อยื่นญัตติทั้งสิ้น 164 คน และเมื่อตรวจสอบล่าสุด เวลา 18.00 น. วันนี้ พบว่า ขณะนี้มีสมาชิกรัฐสภาที่สนับสนุนญัตติอย่างถูกต้อง จำนวน 134 คน และหากมีสมาชิกถอนรายชื่อเพิ่มอีกอย่างน้อย 9 คน จะส่งผลให้ญัตติตกไปเลย. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-26 19:40:58


สมพงษ์ เชื่อนายกฯ มีวิธีแก้ปัญหากลุ่มค้านแก้ รธน.

กรมราชทัณฑ์ 26 พ.ค. - “สมพงษ์” เชื่อนายกรัฐมนตรีมีวิธีแก้ปัญหาชุมนุมค้านแก้รัฐธรรมนูญ ชี้ประชามติเป็นการแสดงความเห็น ไม่ทำให้แตกแยก

นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์การชุมนุมคัดค้านการแก้รัฐธรรมนูญของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ว่า ไม่ต้องการยุ่งเกี่ยวกับการเมือง เชื่อว่า นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี จะมีวิธีแก้ปัญหาเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ โดยข้อเท็จจริงมีเพียงไม่กี่มาตราที่จะแก้ แต่พรรคร่วมรัฐบาลก็อยากแก้ในมาตราอื่น ๆ อีก จึงได้นำรัฐธรรมนูญปี 2540 มาเปรียบเทียบกับปี 2550 ซึ่งนายกรัฐมนตรีก็อยากแก้ปัญหาด้วยการทำประชามติ

ต่อข้อถามว่า การทำประชามติจะยิ่งทำให้เกิดความแตกแยกมากขึ้นหรือไม่ นายสมพงษ์ กล่าวว่า ความแตกแยกไม่น่าจะเกี่ยวกับความคิดเห็น การทำประชามติเป็นการแสดงความคิดเห็นว่า ต้องการได้รัฐธรรมนูญเก่าหรือใหม่เท่านั้น

นายสมพงษ์ ยังกล่าวถึงกรณีปัญหาของนายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ว่า ต้องให้ความเป็นธรรมกับนายจักรภพด้วย เพราะนายจักรภพก็ได้แปลเอกสารมาโต้แย้งแล้วว่ามีเจตนาอย่างไร ดังนั้น จะให้รัฐบาลผลักดันให้นายจักรภพต้องลาออก ก็คงไม่ยุติธรรมกับนายจักรภพ. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-26 17:41:11


นปก. ไม่สนับสนุนความรุนแรง!

บรรดาสื่อมวลชนกระแสหลักพากันรายงานข่าวของพันธมิตรประชาชนเพื่อการรัฐประหาร ไปในทำนองเดียวกันว่า การเผชิญหน้ากันของกลุ่มต่อต้านพันธมิตรฯ กับกลุ่มพันธมิตรฯ กลุ่มต่อต้านพันธมิตรฯ เป็นฝ่ายที่ก่อให้เกิดสถานการณ์ความรุนแรง และนำเสนอข่าวไปในทำนองเดียวกันว่า กลุ่มที่ใช้ความรุนแรงคือกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับ นปก. หรือ นปช. ในปัจจุบัน

ทิศทางของข่าวสาร ข้อมูลที่ถูกเสนอในสื่อกระแสหลัก ตั้งแต่ก่อนและหลังการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 จนถึงปัจจุบัน “สื่อมวลชน” หลายค่าย หลายสำนักบิดเบือน เสนอข้อเท็จ เสนอความจริงเพียงครึ่งหนึ่ง เพราะเป้าหมายของสื่อเหล่านี้คือเห็นด้วยกับการเคลื่อนไหว และกลายเป็นแนวร่วมของพันธมิตรเพื่อการรัฐประหารไป โดยอ้างว่าทำหน้าที่สื่อมวลชนอย่างเป็นกลาง ใช่หรือไม่

ดังนั้น ฮอตสกู๊ปจึงขอนำเสนอข้อเท็จจริง ซึ่งเป็นความจริงอีกด้าน คือ “คำแถลงแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.)” ที่ชี้แจงข้อเท็จจริงต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และโต้ตอบข้อกล่าวหาของพันธมิตรฯ ที่คงหาอ่านรายละเอียดทั้งหมดไม่ได้ในสื่อกระแสหลัก ความดังนี้

คำแถลงแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.)

การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญไม่ใช่การสร้างระบอบสาธารณรัฐ

นปก. ไม่สนับสนุนความรุนแรง

สิ่งที่เกิดขึ้นในวันที่ 25 พฤษภาคม 2551 นั้น พันธมิตรฯ เป็นผู้ยั่วยุ

พรรคประชาธิปัตย์ต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ด้วย

รัฐธรรมนูญ 2550 ระบุชัดเจนในมาตรา 291 ให้ประชาชนจำนวนห้าหมื่นชื่อขึ้นไป หรือ ส.ส. และ ส.ว. รวมกันจำนวนเกินกว่า 126 คนขึ้นไป สามารถเสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาได้ เนื้อหาสำคัญของร่างแก้ไขฉบับ คปพร. ก็ดี หรือของ ส.ส. และ ส.ว. ก็ดี ล้วนยืนยันชัดเจนว่า

1.ให้คงหมวดหนึ่ง หมวดสอง ของรัฐธรรมนูญ 2550 ไว้ ซึ่งเป็นหมวดที่ระบุชัดเจนในมาตรา 2 ว่า “ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” และในหมวดสองก็เป็นหมวดพระมหากษัตริย์ ยังคงเดิมทุกประการ ดังนั้นที่สื่อบางฉบับว่าต้องการปฏิเสธสถาบันองคมนตรี จึงเป็นเรื่องโกหกมดเท็จสิ้นเชิง

2.ได้เสนอให้มีการแก้ไขในส่วนที่เป็นข้อบกพร่องบางอย่างของรัฐธรรมนูญ 2540 ที่ อภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลหรือรัฐมนตรียาก ให้ง่ายขึ้น รวมทั้งให้เสนอ พ.ร.บ. โดยประชาชนหรือถอดถอนนักการเมืองโดยประชาชนให้ง่ายขึ้น และอาจจะมีการแปรญัตติได้ในวาระ 2

นายสนธิ ลิ้มทองกุล และพันธมิตรฯ โจมตีว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 เป็น “ขบวนการโค่นล้มสถาบันพระมหากษัตริย์และสร้างระบอบสาธารณรัฐ” “เป็นการล้ม เป็นการฉีกรัฐธรรมนูญ2550” จึงเป็นเรื่องเท็จโดยสิ้นเชิง และแก่นแท้ของการเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ เมื่อเย็นวันที่ 25 พฤษภาคม 2551 จึงเป็นเรื่องที่พวกเขาประกาศอย่างไม่ปิดบัง คือ “ไล่รัฐบาล หรือโค่นล้มรัฐบาล” นั่นเอง นอกจากนี้ยังกล่าวเท็จต่อสาธารณชนอีกว่า “รัฐนี้เป็นรัฐโจร”

เพราะความจริงแล้ว รัฐหรือรัฐบาลปัจจุบันมาจากการเลือกตั้งของประชาชนทั่วทั้งประเทศตามรัฐธรรมนูญ 2550 นี่เอง นั่นเท่ากับนายสนธิลิ้มกับพวก กำลังโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ด้วยวิถีอื่นอันไม่ได้กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ 2550 ซึ่งอาจจะทำให้เข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 68 ซึ่งประชาชนทุกคนมีสิทธิต่อต้านตามมาตรา 69 และ 70 นอกจากนี้ยังอาจจะเข้าข่ายมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 113 และ 116 อีกด้วย
การที่พรรคประชาธิปัตย์ประกาศให้สมาชิกพรรค ปชป. สามารถเข้าร่วมกับ นายสนธิ ลิ้มทองกุล กับพันธมิตรฯ ได้นั้น ย่อมเป็นการยืนยันแล้วว่า พรรค ปชป. มีนโยบายและแนวทางเดียวกับ นายสนธิ ลิ้มทองกุล กับพันธมิตรฯ ดังนั้น พรรค ปชป. เองก็น่าจะเข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 68 และประชาชนสามารถต่อต้านพรรค ปชป. ตามมาตรา 69 และ 70 ของรัฐธรรมนูญ 2550 รวมไปถึงน่าจะเข้าข่ายผิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา 113 และ 116 ด้วยเช่นกัน

เมื่อเป็นเช่นนี้เท่ากับเป็นการสร้างความแค้นเคืองให้กับประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยของประเทศโดยตรง และเป็นเจ้าของรัฐบาลโดยตรง ดังนั้นประชาชนที่รักประชาธิปไตยทุกคนจึงมีสิทธิที่จะไปติดตามการชุมนุมของพันธมิตรฯ และมีสิทธิที่จะแสดงความไม่เห็นด้วยกับพันธมิตรฯ ในสิ่งที่พันธมิตรฯ และ นายสนธิ ลิ้มทองกุล กล่าวเท็จโดยสิ้นเชิงดังกล่าว และก็ปรากฏชัดเจนจากสื่อทีวีว่า ทางฝ่ายพันธมิตรฯ ไม่มีจิตวิญญาณประชาธิปไตย ไม่สามารถรับฟังความคิดเห็นของประชาชนที่ตอบโต้ความเท็จของพวกเขาได้ พวกเขาจึงเป็นฝ่ายเริ่มการโจมตีประชาชนด้วยการขว้างปาสิ่งของต่างๆ และปรากฏชัดว่าพวกเขาได้นำเอาอาวุธที่พวกเขาตระเตรียมมา อันได้แก่ ไม้หน้าสาม มีด และของมีคมอื่น มาทำร้ายประชาชนที่รักประชาธิปไตยจนได้รับบาดเจ็บไปหลายคน

แนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) หรือแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เดินแนวทางสันติวิธีมาโดยตลอด ยืนยันได้จากการจัดตั้ง “หน่วยสันติวิธี”และมีการฝึกฝนวิธีที่จะเผชิญหน้าเผด็จการด้วยความอดทน ไม่ใช้ความรุนแรงโดยตลอด นปก.-นปช. ไม่มีนโยบายใช้ความรุนแรงใดๆ แม้แต่น้อย และเป็นฝ่ายแนะนำประชาชนเสมอว่า “จุดแข็งของเราก็คือสันติวิธี ประชาธิปไตยฝ่ายเราต้องชนะอย่างแน่นอน การใช้ความรุนแรงจะทำให้เราพ่ายแพ้ เราต้องใช้สันติวิธีอย่างเดียว”

ดังนั้นเหตุการณ์รุนแรงไม่ได้เกิดจาก นปก. หรือ นปช. ขอความกรุณาสื่อทุกชนิดได้โปรดอย่าใช้ความมักง่ายในการทำข้อสรุปว่า นปก. หรือ นปช. เป็นผู้ก่อความรุนแรง

แนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.)


“สนธิ ลิ้ม”เจอของจริง มท.1 ส่งทนายร้องศาลเชียงราย ถอนประกัน

ปากเป็นเหตุจนได้ หลัง “สนธิ ลิ้ม” ปราศรัยอ้างการแก้ไข รธน.นำประเทศไทยเป็นสู่สาธารณรัฐ “เฉลิม” หวั่นจุดชนวนสร้างความแตกแยก ส่งทนายร้องศาลเชียงราย ถอดถอนประกัน เอาตัวเก็บเข้าเรือนจำ

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า ตนเองได้ยื่นเอกสารพร้อมหลักฐาน รวมทั้งรายงานบันทึกประจำวันที่เคยไปแจ้งความต่อสถานีตำรวจนครบาลแสมดำไว้กรณีถูกหมิ่นประมาทขณะจัดรายการยามเฝ้าแผ่นดิน ตลอดจนการปราศรัยเมื่อคืนที่ผ่านมา ผ่านเวทีพันธมิตรฯ ส่งฟ้องนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ โดยได้มอบให้ นายอาวุธ ปรีชาวุธ ทนายความ ไปยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดเชียงรายเช้าวันพรุ่งนี้ (27 พ.ค.51)

“นายสนธิ มีคดีที่อยู่ในระหว่างการประกันตัว และไม่รอลงอาญา ที่ศาลจังหวัดเชียงราย โดยมีเงื่อนไขห้ามเคลื่อนไหวทางการเมืองหรือใส่ร้ายผู้อื่น ซึ่งตนเองมั่นใจว่า การกระทำครั้งนี้มีหลักฐานเพียงพอที่จะสามารถเอาผิดกับนายสนธิได้ อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ทนายได้เสนอต่อศาลก็ขึ้นอยู่กับอำนาจการพิจารณา โดยหากนายสนธิ ถูกถอนประกัน จะต้องเข้าไปอยู่ในเรือนจำ” ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวอีกว่า การดำเนินการส่งฟ้องนายสนธิ ไม่ได้เป็นการข่มขู่ หรือต่อรอง เพื่อให้ยุติการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯ แต่ไม่ต้องการให้เกิดความแตกแยกของคนในประเทศและประชาชนได้รับความเดือดร้อน นอกจากนี้ ยังเสนอให้กลุ่มพันธมิตรฯไปชุมนุมที่บริเวณสวนลุมพินีแทน เพื่อจะได้ไม่เป็นการสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนน และส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศอีกด้วย

พาคนไปตาย ภาค 2

“ผมเคยยืนยันหลายครั้งแล้ว และขอยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่า ทหารจะไม่มีการปฏิวัติอย่างเด็ดขาด เพราะจะเกิดความเสียหาย ตอนนี้ประเทศชาติเดินทางไปตามกรอบของรัฐธรรมนูญ หากมีปัญหาด้านการเมืองเกิดขึ้น ก็ควรจะแก้ไขกันด้วยวิถีทางการเมือง มั่นใจว่าการเมืองสามารถแก้ไขปัญหาด้วยตัวเอง”

เป็นคำพูดของ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ตอบคำถามของนักข่าวที่ถามถึงข่าวลือการปฏิวัติที่ถูกปล่อยออกมาเป็นระยะๆ และเป็นอาหารอันโอชะของนักข่าวที่ถามคนโน้นคนนี้ให้เป็นข่าวได้ตลอด นับตั้งแต่รัฐบาลของ นายสมัคร สุนทรเวช เข้ามาบริหารราชการแผ่นดิน

และ...พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก แม้จะเป็นหนึ่งในผู้ร่วมทำรัฐประหารกับ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตผู้บัญชาการทหารบก ในเหตุการณ์เมื่อคืนวันที่ 19 กันยายน 2549 ก็ยังคงยืนยันเหมือนเดิมว่า จะไม่มีการปฏิวัติ เพราะเป็นเรื่องล้าสมัย

จากการศึกษาประวัติศาสตร์การปฏิวัติรัฐประหารในประเทศไทย หากผู้บัญชาการทหารบกไม่เอาด้วย ผู้ที่ก่อการยึดอำนาจก็จะเป็นกบฏตั้งแต่สตาร์ทเครื่องรถถัง

แต่ก็ยังไม่สามารถจะดับข่าวลือการปฏิวัติได้ ซึ่งอาจจะมีสาเหตุใหญ่ๆ พอสรุปได้ คือ

คำปฏิเสธไม่มีการปฏิวัติเคยออกจากปากของ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน แต่ก็เกิดขึ้นจนได้ อาจจะส่งผลมาถึงคำพูดยืนยันของ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา แม้จะนั่งในตำแหน่งเดียวกัน แต่เป็นคนละคน และจิตสำนึกต่างกัน

ส่วนผมนั้น เชื่อในคำพูดของผู้บัญชาการทหารบกร้อยเปอร์เซ็นต์ ด้วยเหตุผลว่า การก่อการยึดอำนาจในประเทศไทย หลังจากการยึดอำนาจเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 แล้ว ประเทศไทยไม่เคยมีการปฏิวัติอีกเลย มีเพียงการทำรัฐประหาร เป็นการยึดอำนาจเพื่อเปลี่ยนแปลงผู้กุมอำนาจรัฐเท่านั้น

เมื่อทำรัฐประหารได้แล้ว คณะผู้ก่อการจะตั้งรัฐบาลของตัวเองขึ้นมาปกครองประเทศ มีการร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่ ตามที่กลุ่มผู้ก่อการต้องการ แล้วมีการเลือกตั้งใหม่ มีรัฐบาลใหม่ จากนั้นก็มีการทำรัฐประหารกันอีก แล้วแต่เหตุที่ยกขึ้นมาอ้างเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับผู้ก่อการ

ด้วยเหตุนี้แหละ การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เพื่อคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคร่วมรัฐบาล โดยพรรคพลังประชาชน ซึ่งเป็นแกนหลักในการยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะได้ประกาศเป็นคำมั่นสัญญาไว้กับประชาชน ในห้วงเวลาที่มีการรณรงค์ปราศรัยเลือกตั้งที่ผ่านมา เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม ที่ผ่านมา จึงเกิดสถานการณ์วุ่นวายตั้งแต่ยังไม่พลบค่ำ เมื่อม็อบทั้ง 2 ฝ่าย หรืออาจจะเป็นฝ่ายเดียวกันก็ได้ เปิดศึกทำร้ายร่างกายซึ่งกันและกัน จนได้รับบาดเจ็บกันทั้ง 2 ฝ่าย

ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นตั้งแต่ยังไม่พลบค่ำ สอดรับกับการที่ นายสุริยะใส กตะศิลา แกนนำคนสำคัญของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย รู้ล่วงหน้ามาก่อน โดยการไปยื่นหนังสือขอกำลังตำรวจช่วยคุ้มกัน ทั้งๆ ที่ในหลักความเป็นจริง การชุมนุมแต่ละครั้ง ไม่ว่าของกลุ่มใด เจ้าหน้าที่ตำรวจจะมีหน้าที่ในการรักษาความสงบเรียบร้อยอยู่แล้ว

ส่วนบนเวทีก็มีการปราศรัยของแกนนำปลุกระดมว่า การชุมนุมครั้งนี้เป็นสงครามของกองทัพประชาชนเพื่อล้มล้างรัฐบาล ไม่ชนะไม่เลิก โดยสร้างจินตนาการให้กับผู้มาชุมนุมในทำนองว่า หากมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ รัฐบาลชุดนี้ยังคงอยู่ต่อไป ส.ส. พรรคพลังประชาชน ยังอยู่ในสภา จะเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศจากระบอบราชอาณาจักรที่เป็นอยู่ปัจจุบัน เป็นระบอบสาธารณรัฐ เป็นการจินตนาการไปไกลจนคนฟังตามไม่ทัน จึงต้องยกสถาบันขึ้นมากล่าวอ้าง นั่นแหละพอจะปลุกเร้าได้

ทำให้สถานการณ์เขม็งเกลียวขึ้น เมื่อทั้ง 2 ฝ่ายเกิดความคิดต่างกัน จากการจินตนาการของผู้ปราศรัยปลุกระดม
ตำรวจจึงกลายเป็นผู้ร้ายไปทันที เมื่อทั้ง 2 ฝ่ายต่างกล่าวหาว่าตำรวจไม่ห้ามปราม ปล่อยให้เกิดการทำร้ายร่างกายซึ่งกันและกัน

ผมเข้าใจการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจดี เพราะการจะเข้าไปห้ามหรือเข้าไปแยก 2 ฝ่ายในขณะที่กำลังชุลมุน ตำรวจก็จะถูกข้อกล่าวหาอีกว่า ไม่ยุติธรรม ไปแยกอีกฝ่าย แต่ปล่อยให้อีกฝ่ายทำร้ายร่างกายเป็นลูกตีจากเก็บคะแนน

ยิ่งมีข่าวลือกันมาก่อนว่า เพื่อให้สถานการณ์วุ่นวาย เพื่อให้การชุมนุมครั้งนี้เป็นไปตามความต้องการ เหมือนที่เคยทำสำเร็จมาแล้วในคืนวันที่ 19 กันยายน 2549 จะมีการจัดฉากให้พวกเดียวกัน แต่มาจากคนละที่ ไม่รู้จักกัน เปิดเกมทำร้ายร่างกายซึ่งกันและกันก่อน เป็นการจุดชนวนให้กลุ่มที่ต่อต้านกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เข้ามาผสมโรง

เพราะธรรมชาติของมนุษย์ กลุ่มคนที่มีจำนวนน้อยกว่า เป็นเรื่องยากที่จะเปิดศึกกับกลุ่มคนที่มีจำนวนมากกว่าหลายเท่า จึงต้องใช้พวกกันเองเป็นตัวล่อ และได้ผลตามที่หวัง เพื่อสะสมเงื่อนไขให้เข้าตากรรมการตามที่ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำคนสำคัญเคยกล่าวไว้ในงานรำลึก 16 ปี พฤษภาทมิฬ

ผมได้รับการบอกเล่าข่าวลือเรื่องนี้ ถ้าเป็นจริง ได้แต่สังเวช หดหู่ใจ ได้แต่ภาวนาว่า อย่าให้มีภาคสองของเรื่อง “พาคนไปตาย” อีกเลย

เอกฉัตร