WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, May 27, 2008

พปช. ฉงน ปธ.วุฒิรับเรื่องถอดถอน ส.ส-ส.ว. ไร้ 2 หมื่นรายชื่อ

ส.ส.สุทิน ตั้งข้อสงสัย ประธานวุฒิ รับเรื่อง ถอดถอน ส.ส.-ส.ว. ไร้รายชื่อประชาชนครบจำนวน ชี้ ให้จับตา เล่นตามเกมพันธมิตร

นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคพลังประชาชนในฐานะคณะกรรมการประชาสมัพันธ์การแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 กล่าวว่า ภายหลังจากที่นายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา ได้รับเรื่องถอดถอน ส.ส.-ส.ว.ที่เข้าร่วมลงชื่อในญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญจากแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในวันนี้ (26 พ.ค.) ส.ส.ในพรรคพลังประชาชนหลายคนได้ตั้งข้อสังเกตถึงการทำหน้าที่ของนายประสพสุขว่า นายประพสุขอาจไม่รู้ว่าตนเองกำลังทำอะไร เพราะในฐานะที่เป็นถึงประธานวุฒิต้องมีความรอบคอบตรวจสอบก่อนว่า กลุ่มพันธมิตรฯมีรายชื่อประชาชนที่จะมาถอดถอนจริงหรือไม่

ซึ่งการยื่นของกลุ่มพันธมิตรฯมามือเปล่า ยังไม่สามารถหารายชื่อของประชาชนได้ครบ แต่นายประสพสุขกลับรีบรับเรื่องไว้และให้ข่าวว่าเป็นการยื่นถอดถอน ส.ส.-ส.ว. ซึ่งเป็นไปตามเกมของกลุ่มพันธมิตรฯ ดังนั้น ส.ส.พรรคพลังประชาชนจึงจับตาดูท่าทีของนายประสพสุข


นักวิชาการฉะ ม็อบลวงโลก

* แฉ‘พันธมิตร’อ้างรธน.ล้มรัฐบาล
รุมประณามม็อบพันธมิตรฯ ลวงโลก นักวิชาการฉะแหลกอ้างค้านแก้ไข รธน. แต่แท้ที่จริงส่อจงใจล้มล้างรัฐบาล เข้าข่ายผิดรัฐธรรมนูญมาตรา 68 ไม่เว้นแม้แต่พรรคประชาธิปัตย์ที่เปิดตัวเป็นแนวร่วม จับตาเวทีปราศรัยใกล้ชิด จ่อถอนประกันตัวเอา “สนธิลิ้ม” เข้าคุก สนนท. จี้หยุดอ้างเบื้องสูงทำลายฝ่ายตรงข้าม และเลิกอ้าง รธน. ทำลายรัฐบาลได้แล้ว ด้านแกนนำ นปก. ยืนยันไม่ได้ส่งคนต้านม็อบ แฉกลับพันธมิตรฯ เองที่ยั่วยุ เผยคน ปชป. ดาหน้าเปิดตัวร่วมเวทีปราศรัย

การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่เริ่มต้นมาตั้งแต่บ่ายวันที่ 25 พฤษภาคม ยังคงปักหลักชุมนุมต่อเนื่องในบริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ ถ.ราชดำเนินนอก จนถึงเช้าวันที่ 26 พฤษภาคม ที่ผ่านมา โดยไม่สนใจการจราจรที่ติดขัดในช่วงเช้าของการทำงานวันแรกในรอบสัปดาห์ และเป็นช่วงเปิดภาคเรียน โดยมีการเปิดเวทีปราศรัยโจมตีรัฐบาลตั้งแต่เช้า โดยไม่ได้พุ่งเป้าวิพากษ์วิจารณ์ไปที่เรื่องรัฐธรรมนูญแต่เพียงเรื่องเดียวอย่างที่กล่าวอ้าง
ขณะเดียวกันการขึ้นปราศรัยบนเวทีก็ยังชวนให้เชื่อได้ว่ามีความเชื่อมโยงไปถึงพรรคประชาธิปัตย์ อย่างเช่นกรณีของผู้ปราศรัยอย่าง นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ส.ส. ของพรรค หรือจะเป็น นายอติพล พลบุตร น้องชาย นายอลงกรณ์ พลบุตร รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ประกาศบนเวทีว่า มาร่วมชุมนุมเพื่อมาดูแลม็อบจาก จ.เพชรบุรี ที่มาสมทบกับกลุ่มพันธมิตรฯ

นอกจากนี้ในช่วงเช้าที่กลุ่มผู้ชุมนุมจากทางบ้าน ได้สลายตัวกลับกันไปหมดแล้ว และเหลือเพียงผู้ชุมนุมที่แหล่งข่าวอ้างว่าเป็นม็อบรับจ้าง รับค่าตัว 1,300 บาท เพื่อการชุมนุม 3 วัน 3 คืน กลุ่มพันธมิตรฯ ก็ยังคงมีความพยายามที่จะปิดถนน และนอนกระจัดกระจายไร้ระเบียบ แม้ว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจะมีการเจรจาเพื่อขอให้ย้ายการชุมนุมขึ้นไปบนฟุตบาธ เพื่อเปิดเส้นทางจราจร ที่ผู้คนในย่านนั้นต้องเดือดร้อนเป็นจำนวนมาก แต่ก็ไม่ได้รับการตอบสนองแต่อย่างใด
อย่างไรก็ดี ในช่วงกลางวันกลุ่มผู้ชุมนุมที่หลงเหลือดังกล่าว ส่วนหนึ่งได้พากันแยกย้ายหาร่มไม้หลบแดด และนำเสบียงที่พกติดตัวมาในกระเป๋าเดินทางออกมากินกันด้วยท่าทีอิดโรย

พันธมิตรหาเหตุถอดถอน ส.ส.-ส.ว.
ขณะเดียวกันแกนนำพันธมิตรฯ ก็ได้ส่งตัวแทนเดินทางเข้าพบ นายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา เพื่อยื่นถอดถอนสมาชิกรัฐสภาที่เข้าชื่อในญัตติเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยแจงความผิดทั้งหมด 4 ข้อหา ประการแรกระบุว่า ส.ส. บางส่วนที่ร่วมลงชื่ออยู่ในพรรคการเมืองที่อาจโดนยุบจึงถือว่า มีส่วนได้ส่วนเสียในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ประการที่ 2 ร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มีเนื้อหาเปลี่ยนโครงสร้างที่มาวุฒิสภา ดังนั้น ส.ว. ที่ลงชื่อ จึงเข้าข่ายผลประโยชน์ขัดกัน ประการที่ 3 รูปแบบในการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ 2550 และความผิดข้อสุดท้าย ข้อ 4 เป็นความผิดตามมาตรา 64 ที่การเสนอญัตติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญไม่เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดไว้

ขณะเดียวกัน นายสุริยะใส กตะศิลา หนึ่งในแกนนำพันธมิตรฯ ก็ยังออกมาระบุว่า จะจัดชุมนุมอย่างยืดเยื้อต่อไปจนกว่าจะมีการถอนญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือทันทีที่ญัตตินี้เป็นโมฆะ ทั้งยังกลืนน้ำลายตัวเองว่าไม่เห็นด้วยกับประชามติ เพราะเชื่อว่าจะทำให้เหตุการณ์บานปลาย

“สมัคร” ระบุการชุมนุมไร้เหตุผล
จากท่าทีทั้งหลายของกลุ่มพันธมิตรฯ ทำให้เป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ตรงกันของหลายๆ ฝ่ายว่าเจตนาในการเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ นั้น แท้ที่จริงแล้วสาระสำคัญไม่ได้อยู่ที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่มีเจตนาที่จะล้มล้างรัฐบาล นายสมัคร สุนทรเวช มากกว่า เหมือนกับที่ นายสนธิ ลิ้มทองกุล หนึ่งในแกนนำพันธมิตรฯ เคยออกมาระบุถึงภารกิจที่ยังทำไม่เสร็จ

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ไทยทั่วโลก ประจำปี 2551 ที่กระทรวงการต่างประเทศว่า มีเอกอัครราชทูตอย่างน้อย 3 ประเทศ รู้สึกห่วงกังวลถึงสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ เนื่องจากเกรงว่าจะส่งผลกระทบต่อการลงทุนและการท่องเที่ยวภายในประเทศ ซึ่งจะต้องให้เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในการดูแลรักษาความปลอดภัย อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีเห็นว่าการชุมนุมที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องที่ไม่มีเหตุผล ซึ่งประชาชนก็จะเห็นเองว่า ใครที่ทำให้บ้านเมืองเดือดร้อนเสียหาย โดยยืนยันจะเดินหน้าการลงประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อไป โดยให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจ

ยื่นศาลพิจารณาถอนประกัน “สนธิ”
ด้าน ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย กล่าวว่า ขณะนี้ได้มอบเอกสารหลักฐานกรณีแจ้งความกับ นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ต่อ นายอาวุธ ปรีชาวุฒิ ทนายความคู่กรณีของนายสนธิไว้แล้ว เพื่อนำไปให้ศาลจังหวัดเชียงรายพิจารณาในวันพรุ่งนี้ว่า นายสนธิทำผิดเงื่อนไขที่ให้ไว้กับศาลหรือไม่

กรณีที่ศาลจังหวัดเชียงรายให้ประกันตัวในคดีที่ถูกข้าราชการกรมป่าไม้ฟ้อง และถูกพิพากษาจำคุก 9 เดือนโดยไม่รอลงอาญา นอกจากนี้ยังได้มอบวีซีดีบันทึกการขึ้นเวทีของกลุ่มพันธมิตรฯ ของนายสนธิด้วย เนื่องจากมีการกล่าวพาดพิงหลายคน ทั้งนี้ยืนยันไม่ได้ข่มขู่หรือสร้างเงื่อนไขเพื่อไม่ให้กลุ่มพันธมิตรฯ เคลื่อนไหวอีก หากศาลพิจารณาแล้วเห็นว่านายสนธิทำผิดเงื่อนไขจะถูกถอนประกันตัวทันที

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวด้วยว่า อยากให้กลุ่มพันธมิตรฯ ไปใช้สวนลุมพินีเป็นที่ชุมนุมตามแบบเดิมน่าจะเหมาะสมกว่า

นักวิชาการเชื่ออ้าง รธน. บังหน้า
ทางด้าน รศ.ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวถึงจุดยืนของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ออกมาเคลื่อนไหวว่า การอ้างเรื่องค้านแก้ รธน. นั้นเป็นไปได้ว่าเป็นเพียงเหตุผลบังหน้า แต่เจตนาจริงๆ ต้องการล้มล้างรัฐบาล แต่ที่ต้องอ้างเพราะรัฐบาลทำถูกต้องตามกฎหมายทุกอย่าง และตอนนี้มีการดึงเอา 3 ประเด็นใหญ่เพื่อทำการเคลื่อนไหวคือ ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ เป็นความผิดปกติ เหมือนเป็นการปลุกปั่นพลังมวลชน นอกจากนี้เรื่องราวต่างๆ ที่บรรดาแกนนำใช้ขึ้นพูดบนเวทีนั้น ล้วนเป็นเรื่องเดิมแทบทั้งสิ้น

นอกจากนี้กลุ่มพันธมิตรฯ ยังใช้ประชาชนเป็นเครื่องมือ มีการใช้คำว่าประชาชนเพื่อกล่าวอ้างในการเคลื่อนไหว ซึ่งเป็นความหมายที่คลุมเครือไม่ชัดเจนว่า ประชาชนคืออะไร จะหมายความรวมถึงประชาชนที่ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ และประชาชนที่เลือกพรรคพลังประชาชนมาด้วยหรือไม่ ส่วนตนเองนั้นไม่ใช่ประชาชนของกลุ่มพันธมิตรฯ แน่ เพราะไม่เห็นด้วยกับการกระทำเช่นนี้แน่นอน ทั้งนี้อยากให้พลังมวลชนที่ไม่เห็นด้วยอย่าตอบโต้ และควรนิ่งเฉยเพื่อไม่ให้ติดกับดัก

ชัดเจนที่สุดเป็นม็อบการเมือง
นายคารม พลทะกลาง ทนายความชมรมนักกฎหมายเพื่อประชาชน กล่าวแสดงความคิดเห็นว่า การที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชิปไตย ออกมาเคลื่อนไหว แท้จริงแล้วก็คือการหวังผลทางการเมืองเพียงประการเดียว โดยยกอ้างการแก้ไขรัฐธรรรมนูญมาเป็นเงื่อนไข ซึ่งความจริงแล้วรัฐบาลดำเนินตามข้อฎหมายทุกประการ หมายความว่าแนวทางในการเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลของพันธมิตรฯ คลุมเครือ แต่ชัดเจนในจุดยืนคือ หวังผลทางการเมือง

ส่วนที่มองกันว่าพันธมิตรฯ จะชุมนุมยืดเยื้อ นายคารม กล่าวว่า โดยส่วนตัวเห็นว่าไม่มีเหตุผลที่ดีพอที่กลุ่มพันธมิตรฯ จะทำการชุมนุมยืดเยื้อ นอกจากต้องการกดดันรัฐบาล เพื่อให้กระทำตามความต้องการบางอย่างของตนเอง ทุกวันนี้สถานการณ์ทางเศรษฐกิจของประเทศก็มีปัญหามากพอ ประชาชนต้องการความมั่นคงและชัดเจนทางการเมือง การกระทำเช่นนี้รังแต่จะสร้างความเสียหายให้กับประเทศชาติมากยิ่งขึ้น ทางที่ดีควรรับฟัง และรอดูผลการลงประชามติของประชาชนเสียก่อน

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลควรใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดในการจัดการกับการชุมนุม หรือทำการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพื่อทำการควบคุมการเคลื่อนไหวให้อยู่ในกรอบ

จับตาใกล้ชิด-เอา “สนธิ” เข้าคุก
ด้าน นายประชา ประสพดี ส.ส. สมุทรปราการ พรรคพลังประชาชน ในฐานะแกนนำกลุ่มมหาประชาชนเพื่อพิทักษ์ประชาธิปไตย กล่าวว่า จะเฝ้าสังเกตการณ์การชุมนุมของพันธมิตรฯ โดยจะยังไม่นัดชุมนุมในช่วงนี้ แต่จะใช้ 3 มาตรการจัดการกับพันธมิตรฯ โดยดำเนินการตามกฎหมาย เฝ้าดูว่า นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯ จะขึ้นเวทีปราศรัยหรือไม่ หากขึ้นเวทีจะบันทึกคำปราศรัยเพื่อนำไปร้องต่อศาลขอให้ยกเลิกคำสั่งปล่อยตัวชั่วคราว ในคดีที่ศาลตัดสินจำคุกกรณีหมิ่นประมาท ต่อไป

นอกจากนี้ จะขอมติจากประชาชนทั่วประเทศให้ร่วมกันลงประชามติผ่านไปรษณียบัตร และหากกลุ่มพันธมิตรฯ ชุมนุมปิดถนน สร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชน จะนัดชุมนุมที่สนามหลวงเพื่อขับไล่กลุ่มพันธมิตรฯ ทันที

สนนท. จี้หยุดอ้างเรื่องแก้ รธน.
วันเดียวกัน สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) ได้ออกแถลงการณ์ประณามการชุมนุมของพันธมิตรฯ โดระบุว่า การชุมนุมดังกล่าวส่งผลให้เกิดการเผชิญหน้า และทำท่าจะบานปลายมากขึ้น และไม่เห็นด้วยที่มีการดึงเอาสถาบันพระมหากษัตริย์มาใช้เพื่อปลุกระดม เพื่อหวังผลทางการเมืองของฝ่ายตนเอง ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นที่เคารพสักการะ และอยู่เหนือการเมือง แต่ละฝ่ายต้องหาทางออกโดยดำเนินวิถีทางของประชาธิปไตย เคารพการตัดสินใจของประชาชน นำไปสู่การแก้วิกฤติ ลดการเผชิญหน้า ไม่ให้นำไปสู่ความรุนแรง ซึ่งประวัติศาสตร์ ที่ผ่านมาเราได้มีบทเรียนแล้วว่า จะนำไปสู่ความสูญเสียเลือดเนื้อและชีวิตของผู้บริสุทธิ์ เพื่อเป็นเครื่องมือทางการเมืองของแต่ละฝ่าย

พร้อมกันนี้ได้เรียกร้องให้ทุกฝ่าย ยุติการเคลื่อนไหว ที่จะนำไปสู่ความรุนแรง เรียกร้องให้ทุกฝ่ายยุติการใช้ประเด็นรัฐธรรมนูญเป็นประเด็นทางการเมืองเพื่อโจมตีฝ่ายตรงข้าม เพราะการแก้รัฐธรรมนูญเป็นเรื่องของคนทั้งประเทศ จะต้องฟังเสียงประชาชน เรียกร้องให้ทุกฝ่ายหยุดการกระทำที่นำเอาสถาบันพระมหากษัตริย์มาใช้เป็นประเด็นในการปลุกระดม และขอให้รัฐบาล แก้วิกฤติโดยดำเนินการปฏิรูปการเมือง แล้วให้ประชาชนทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมเพื่อพัฒนานำไปสู่ระบบประชาธิปไตย ทั้งทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม อย่างแท้จริง

นปก.โต้พันธมิตรส่อผิด ม.68
ขณะเดียวกันที่รัฐสภา นพ.เหวง โตจิราการ นายจรัล ดิษฐาอภิชัย นายชินวัฒน์ หาบุญพาด และ นายสุชาติ นาคบางไทร ในฐานะแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) ได้ร่วมกันออกแถลงการณ์ และแถลงข่าวยืนยันว่า การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญไม่ใช่การสร้างระบอบสาธารณรัฐ และ นปก. ไม่สนับสนุนความรุนแรง รวมทั้งเหตุการณ์รุนแรงเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ไม่ได้เกิดจาก นปก. แต่เกิดจากพันธมิตรฯ เป็นผู้ยั่วยุและวิ่งเข้าหากลุ่มคนที่รักประชาธิปไตย

นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำ นปก. กล่าวถึงกรณีที่ นายสนธิ ลิ้มทองกุล และแกนนำพันธมิตรฯ โจมตีถึงกรณีการแก้ไข รธน.50 เป็นขบวนการโค่นล้มสถาบันพระมหากษัตริย์ และสร้างระบอบสาธารณรัฐ เป็นการล้มและฉีกรัฐธรรมนูญ 2550 ว่า เป็นเรื่องเท็จโดยสิ้นเชิง และแก่นแท้ของการเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ ในวันที่ 25 พฤษภาคม เป็นเรื่องที่ประกาศอย่างไม่ปิดบังคือ ไล่รัฐบาล นอกจากนี้ยังกล่าวเท็จต่อสาธารณชนอีกว่า รัฐนี้เป็นรัฐโจร ข้อความจริงแล้วรัฐหรือรัฐบาลนี้มาจากการเลือกตั้งของประชาชนทั่วประเทศตาม รธน.50 เท่ากับว่าแกนนำพันธมิตรฯ กำลังโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งอาจทำให้ขัด รธน. มาตรา 68 ซึ่งประชาชนทุกคนมีสิทธิต่อต้านตามมาตรา 69 และ 70 นอกจากนี้ยังอาจเข้าข่ายผิด ก.ม. อาญา ม. 113 และ 116

ยัน นปก. ไม่ได้ส่งคนต้านพันธมิตร
ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ ที่ประกาศให้สมาชิกเข้าร่วมกับแกนนำพันธมิตรฯ ย่อมเป็นการยืนยันได้ว่า ปชป . มีนโยบายแนวทางเดียวกับพันธมิตรฯ ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ เองก็อาจเข้าข่ายตาม ม. 68 เหมือนกับกลุ่มพันธมิตร

“กลุ่มที่ออกมาคัดค้านพันธมิตรฯ ที่สื่อมวลชนระบุว่าเป็นกลุ่ม นปก. นั้น ยืนยันว่า นปก. ไม่เคยมีมติหรือนโยบายให้ใครออกมาเคลื่อนไหว คนที่ออกมาคัดค้านเป็นกลุ่มคนที่มีใจรักประชาธิปไตย ไม่ได้เคลื่อนไหวในนาม นปก. ตามปกติทุกวันเสาร์-อาทิตย์ กลุ่มคนผู้รักประชาธิปไตยร่วมตัวกันที่ท้องสนามหลวงอยู่แล้ว พอพันธมิตรฯ จัดเวทีจึงเคลื่อนตัวมาสังเกตการณ์ การแสดงออกในระบอบประชาธิปไตยของพวกเขา นปก. ไม่ได้เป็นผู้นำ หากสื่อหรือพันธมิตรฯ จะกล่าวหาก็ควรมีหลักฐานมาแสดง” นพ.เหวง กล่าว

ฉะพันธมิตรเจตนาโค่นรัฐบาล
ด้าน นายจรัล ดิษฐาอภิชัย แนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) กล่าวว่า นายสนธิ ลิ้มทองกุล โจมตีร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของ นปก. ทั้งที่เรายังคงหมวด 1 และหมวด 2 ไว้ และไม่มีหมวดใดเลยที่มีลักษณะโค่นล้มสถาบันพระมหากษัตริย์

“การชุมนุมของพันธมิตรฯ เป็นการชุมนุมไปวันๆ ทำให้เกิดการกระทบกระทั่ง มีคนบาดเจ็บ ประชาชนเดือดร้อน การกระทำอย่างนี้เราไม่เห็นด้วย และสื่อยังโยนความผิดให้ นปก. ว่าเป็นผู้ยั่วยุให้เกิดความรุนแรง ขอย้ำว่า นปก. เป็นองค์การ การจะทำอะไรนั้นต้องมีการหารือร่วมกันเป็นมติ” นายจรัล กล่าว

ขณะที่นายชินวัฒน์ หาบุญพาด แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมว่า การออกมาชุมนุมเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยไม่ใช่เรื่องน่าอับอาย หาก นปก. จะกระทำการใดๆ จะมีมติแจ้งให้ทุกคนทราบโดยชัดเจน คนเราสามารถสวมหมวกได้หลายใบ ใครจะออกมาเคลื่อนไหวอย่างไรนั้นเป็นสิทธิของเขา ไม่ได้เกี่ยวข้องกับ นปก.แต่อย่างใด เวลานี้พันธมิตรและพรรคการเมืองบางพรรคกำลังขัดขวางการทำงานของ ส.ส. และ ส.ว. และมีความพยายามที่จะโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน การที่พรรคประชาธิปัตย์ให้สมาชิกพรรคออกมาเคลื่อนไหวร่วมกับพันธมิตรฯ ข้างถนนนั้นควรหรือไม่ ถูกต้องแล้วหรือ

คน ปชป.เปิดตัวร่วมเวทีพันธมิตร
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าตามที่มีข่าวอ้างว่ากลุ่มพันธมิตรฯ ได้ติดต่อขอเงินสนับสนุน 30 ล้านบาทจาก นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ แห่งทีพีไอ แต่ถูกปฏิเสธ และยังถอนโฆษณาใน ASTV ด้วยนั้น ในส่วนของการถอนโฆษณาและยกเลิกการเช่าช่องสัญญาณนั้นเกิดขึ้นตั้งแต่ประมาณ 6 เดือนก่อน ในช่วงที่นายประชัยตัดสินใจหันหลังให้การเมือง

ขณะเดียวกันก็มีรายงานว่า คนของพรรคประชาธิปัตย์ได้ร่วมเวทีกับกลุ่มพันธมิตรฯ อย่างเปิดเผย ไม่ว่าจะเป็น นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ หรือ นายอติพล พลบุตร น้องชายนายอลงกรณ์ พลบุตร รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ร่วมขึ้นปราศรัยบนเวที โดยในรายของนายอติพล ยังระบุว่า ตามมาดูแล “พี่น้องของผม” ที่มาร่วมการชุมนุมกับพันธมิตรฯ
รวมทั้งในวันที่ 25 พฤษภาคม ยังพบว่า คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช อดีตกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ ก็ยังร่วมเป็นกำลังใจอยู่ด้านหลังเวทีด้วย



‘จักรภพ’แจงชัดจงรักภักดี ซัดกลับใครกันแน่ดึงฟ้าต่ำ

“จักรภพ” แจงละเอียดยิบปาฐกถา”ระบบอุปถัมภ์” ย้ำจงรักภักดีมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตาทวด แถมตัวเองยังรับใช้เบื้องพระยุคลบาทมาอย่างต่อเนื่อง เทียบคำแปลทุกฝ่ายให้เห็นกันจะจะ ใครจงใจบิดเบือน ท้า “อภิสิทธิ์” เปิดตัวคนแปล พร้อมเตรียมฟ้องกลับพรรคประชาธิปัตย์ แอบอ้างสถาบันทำลายพรรคการเมืองและระบอบประชาธิปไตย

เมื่อช่วงบ่าย วันที่ 26 พฤษภาคม ที่ผ่านมา นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดแถลงข่าวชี้แจงกรณีถูกกล่าวหากล่าวสุนทรพจน์ภาษาอังกฤษให้แก่สโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศ เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2550 เป็นการหมิ่นสถาบันเบื้องสูงว่า เรื่องนี้ยังไม่ถึงขั้นนั้น แต่เป็นเพียงคำกล่าวหาจากบุคคลหนึ่ง ซึ่งไปแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ผสมด้วยการขยายประเด็นอย่างบิดเบือนโดยพรรคประชาธิปัตย์และกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เขย่าผ่านสื่อมวลชนจนกลายเป็นประเด็นใหญ่ของบ้านเมือง ซึ่งคนที่ได้อ่านจริงๆ มีไม่กี่คน แต่ส่วนใหญ่เป็นการนำคำพูดของผู้อื่นมาถ่ายทอดซ้ำ

โดยสาเหตุที่สามารถจะบิดเบือนเรื่องนี้กันได้มาก มีอยู่ 3 ประการ คือ ประการแรก เป็นคำบรรยายสดภาษาอังกฤษ ซึ่งถ้าจะเข้าใจก็ต้องแปลเป็นไทย แต่ก็ขึ้นอยู่กับคนแปลด้วย จะแปลอย่างซื่อสัตย์ หรือแปลอย่างฉ้อฉล ประการที่ 2 ที่บิดเบือนกันได้มากก็เพราะเป็นการพูดต่อหน้าคนฟังที่เป็นชาวต่างประเทศส่วนใหญ่ เพราะฉะนั้น การอธิบายศัพท์สำนวนต่างๆ จึงไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบกับบริบทในการพูดกับคนไทยได้ และประการที่ 3 เป็นคำกล่าวเชิงวิชาการ ซึ่งตนขึ้นเวทีคู่กับนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ไม่ใช่เป็นการบรรยายเรื่องการเมือง หรือเป็นการให้นโยบายใดๆ ทั้งสิ้น

นายจักรภพ กล่าวยอมรับว่า รู้สึกโกรธที่ถูกกล่าวหาไม่จงรักภักดี โดยการเอาเรื่องที่ไม่เป็นเรื่องนี้มาชี้เป็นประเด็นสร้างความเสื่อมเสียให้ตนเอง รัฐบาล โดยเฉพาะครอบครัวได้รับผลกระทบไปด้วย คือมีความกังวลใจอยู่ตลอดเวลา จึงถือเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องออกมาอธิบายกันให้ชัด โดยความจงรักภักดีของตนและครอบครัวนั้นเป็นที่ประจักษ์มาหลายชั่วอายุคนแล้ว เป็นครอบครัวทหาร รับราชการมาตั้งแต่รุ่นปู่ถึงบิดา และถึงพี่ชายอีก 2 คน จึงเป็นเรื่องที่ตนถูกปลูกฝังมาตั้งแต่ต้นในความจงรักภักดี

“นอกจากจะได้พระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เป็นรัฐมนตรี ผมยังทำหน้าที่ในการถวายงานแด่เจ้านายในพระบรมวงศานุวงศ์ เป็นจำนวนมากมายหลายงาน เช่น งานพระศพสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ซึ่งผมเป็นประธานอนุกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์ งานที่เกี่ยวกับหอภาพยนตร์ส่วนพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว งานที่เกี่ยวกับโครงการตามแนวพระราชดำริต่างๆ อีกมาก” นายจักรภพ กล่าวย้ำ

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการบรรยายในวันที่ 29 สิงหาคม 2550 ได้กระทำอย่างเปิดเผย ต่อหน้าผู้คน สื่อมวลชนเป็นจำนวนมาก จึงมีความระมัดระวังตัวเป็นพิเศษ ที่จะทำให้การบรรยายครั้งนั้นเป็นเรื่องของวิชาการ เป็นการบรรยายให้ชาวต่างประเทศฟัง เพื่อให้เกิดความเข้าใจ ที่สำคัญคือต้องพูดในภาษาที่ชาวต่างประเทศเข้าใจได้โดยที่ไม่ให้ผิดเพี้ยนความหมายในภาษาไทย ซึ่งเอกสารที่จะแจก 1 ชุด จะประกอบด้วยเอกสาร 4 ชิ้นคือ 1.คำบรรยายภาษาอังกฤษ 2.คำแปลภาษาไทย 3.สำนวนแปลของ พ.ต.ท.วัฒนศักดิ์ มุ่งกิจการดี ผู้แจ้งความดำเนินคดี 4.สำนวนแปลของพรรคประชาธิปัตย์ที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ส่งมาให้ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เรียกร้องให้ปลดตนออกจากคณะรัฐมนตรี

นายจักรภพ กล่าวด้วยว่า ในสำนวนแปลทั้ง 3 สำนวน ปรากฏความแตกต่างที่เป็นความเป็นความตายในคดีนี้อยู่มาก เป็นต้นว่า จับภาษาอังกฤษที่เป็นหัวใจของการบรรยายในครั้งนี้ คือคำว่า “ระบบอุปถัมภ์” ซึ่งใช้ในภาษาอังกฤษว่า “patronage” สำนวนของตนกับพรรคประชาธิปัตย์ แปลตรงกัน คือ ระบบอุปถัมภ์ แต่สำนวนแปลของ พ.ต.ท.วัฒนศักดิ์ กลับระบุคำแปลเป็น “ราชาธิปไตยระบบเผด็จการ” หรือคำว่า “Myth” ที่ถูกต้องคือแปลว่า “ตำนาน” ซึ่งหมายถึง เรื่องที่เชื่อ ที่เคารพ ที่ยึดมั่นทางใจกันต่อๆ มา แต่สำนวนแปลของ พ.ต.ท.วัฒนศักดิ์ กลับแปลว่า “เทพนิยาย” โดยการแปลบิดเบือนยังมีอีกหลายจุด หลายตอน ตามเอกสารที่แจกไป ซึ่งตนจะนำเอกสารทั้งหมดเผนแพร่บนเว็บไซต์ 3 แห่งด้วย ได้แก่
www.thaigov.go.th, www.opm.go.th และ www.pantip.com เพื่อให้สาธาณชนได้อ่านกันโดยทั่วไปด้วย

อย่างไรก็ตาม นายจักรภพ ได้กล่าวตอบโต้ให้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยชื่อบุคคลที่แปลเอกสาร เพื่อจะนำไปฟ้องร้องดำเนินคดี หรือไม่เช่นนั้นให้นายอภิสิทธิ์ ค้ำประกันการแปลเอกสารดังกล่าว และพร้อมเผชิญหน้ากับนายอภิสิทธิ์ทุกเวที หากจะนำทีละคำ ทีละประโยคมาทำให้เกิดความกระจ่างชัดขึ้น โดยกล่าวว่า

“ผมจึงอยู่เฉยไม่ได้ และได้มอบให้ทีมงานทางกฎหมายดำเนินการกับพรรคประชาธิปัตย์ ในการใช้สถาบันมาทำลายพรรคการเมือง เป็นการทำลายระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ขอให้นายอภิสิทธิ์จงแสดงความรับผิดชอบออกมา ระบุชื่อนามสกุลของคนแปลฉบับประชาธิปัตย์ออกมา หากหาคนแปลไม่ได้ให้ นายอภิสิทธิ์ต้องค้ำประกันการแปล” นายจักรภพ กล่าวและว่า

การที่พรรคประชาธิปัตย์ยื่นเรื่องให้นายกรัฐมนตรีถอดถอนตนเองออกจากตำแหน่ง ถือว่าไม่ให้โอกาสกระบวนการยุติธรรมดำเนินการ จึงเป็นการไม่เคารพกระบวนการดังกล่าว เป็นความสิ้นคิดและไม่มีความเป็นผู้ใหญ่ ดังนั้น จึงขอพิสูจน์ว่าระหว่างตนเองกับนายอภิสิทธิ์ ใครจะมีความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างแท้จริงกว่ากัน หรือใครดึงฟ้าต่ำ ซึ่งสังคมรอตัดสินอยู่

“ผมขอบอกไว้ตรงนี้ว่า เรื่องนี้เป็นการพิสูจน์ว่าระหว่างผมกับนายอภิสิทธิ์ ใครจะมีความจงรักภักดีมากกว่ากัน ใครเป็นคนดึงฟ้าต่ำ สังคมกำลังรอตัดสิน พร้อมเผชิญหน้ากับนายอภิสิทธิ์ทุกเวที บอกว่าที่ไหนอย่างไร บอกว่าจะใช้วิธีการอย่างไร เสียดายอภิสิทธิ์นักการเมืองรุ่นใหม่ แต่มีความคิดเก่าสุดกู่” นายจักรภพ กล่าว

นอกจากนี้ ตนได้ทำหนังสือขอลากิจ 7 วัน ต่อนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่วันนี้ ซึ่งจะใช้ช่วงเวลาดังกล่าวฟังข่าวสารจากบุคคลต่างๆ ในประเทศไทย เพื่อประกอบการตัดสินใจในการดำเนินการต่อไป แต่ไม่ใช่เพื่อการตัดสินใจลาออก เพราะไม่มีเหตุผล นอกจากนี้ หากลาออกในตอนนี้ สังคมก็ไม่ได้ความจริง คนที่เสี้ยมต้องการให้เกิดความแตกแยกก็จะเสี้ยมเรื่องอื่นต่อไป

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยังกล่าวถึงผู้นำทหาร คือ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี และอดีตนายกรัฐมนตรี และ พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ด้วยว่า เป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ต้องเคารพด้วยความจริงใจ ที่บุคคลทั้ง 2 ออกมากล่าว อยากให้ทุกฝ่ายยุตินำสถาบันเบื้องสูงมากล่าวอ้างด้วย แม้ความคิดเห็นทางการเมืองจะไม่ตรงกันก็ตาม


นักกฎหมายชี้คตส.ไร้ความชอบธรรม ทิ้งทวนชงอสส.ฟ้องยึดทรัพย์‘ทักษิณ’

คตส. ยังไม่เข็ด เดินหน้าสรุปคดี “ทักษิณ” เอื้อประโยชน์ธุรกิจตัวเองและพวกพ้อง มีมติเสนอให้ อสส. พิจารณา 29 พ.ค.ก่อนส่งฟ้องศาลฎีกา สั่งยึดทรัพย์จากการซื้อขายหุ้นชินคอร์ป กว่า 7.66 หมื่นล้านบาท ขณะที่ทนายความชื่อดัง ระบุ คตส. ไม่มีอำนาจยุ่งเกี่ยวคดีได้อีก เพราะขาดความชอบธรรม ควรส่งต่อให้ ป.ป.ช. จัดการ ชี้ช่องพิสูจน์ได้ทรัพย์โดยสุจริตภายใน 60 วัน

ขณะที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำวินิจฉัยส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยถึงที่มาและการต่ออายุ คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ และยังคงอยู่ระหว่างรอการพิจารณานั้น ขณะเดียวกัน คตส. กลับเดินหน้าที่จะทำงานต่อ โดยพยายามเร่งสางคดีที่อยู่ในความรับผิดชอบทั้งหมดก่อนที่จะหมดอายุโดยสมบูรณ์สิ้นเดือนมิถุนายนนี้

โดยล่าสุดที่ประชุม คตส. มีมติเป็นเอกฉันท์เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม ที่ผ่านมา เสนออัยการสูงสุด (อสส.) พิจารณาในวันที่ 29 พฤษภาคมนี้ เพื่อส่งฟ้องศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในคดีที่กล่าวหา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กระทำการเอื้อประโยชน์ให้แก่ธุรกิจของตัวเองและพวกพ้อง ทำให้มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นมาก หรือได้ทรัพย์สินมาโดยไม่สมควร สืบเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ อันเป็นการร่ำรวยผิดปกติ พร้อมกันนี้ คตส. ยังขอให้ อสส. ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอให้มีคำสั่งยึดทรัพย์สินจำนวน 76,621 ล้านบาท ตกเป็นของแผ่นดิน

ทั้งนี้ เนื่องจาก พ.ต.ท.ทักษิณ และคู่สมรสคือ คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ยังคงถือไว้ซึ่งหุ้นใน บมจ.ชิน คอร์ปอเรชั่น (SHIN) ในชื่อของ นายพานทองแท้ ชินวัตร น.ส.พิณทองทา ชินวัตร น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ บริษัท แอมเพิลริช อินเวสเมนท์ จำกัด และ บริษัท วินมาร์ก จำกัด โดยมีจำนวนหุ้นทั้งหมด 1.4 พันล้านหุ้น

นอกจากนี้ ยังพบว่าจงใจฝ่าฝืนกฎหมายคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ทำให้ธุรกิจในครอบครัวมีการเพิ่มมูลค่านับแสนล้านบาท รวมทั้งมีการออกมาตรการเอื้อประโยชน์ ทั้งการแก้ไขสัญญาบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ รวมถึงการยิงดาวเทียมไอพีสตาร์ จนทำให้ร่ำรวยผิดปกติ มีทรัพย์สินได้มาโดยมิชอบ รวมทั้งมีผลประโยชน์ทับซ้อน อันเป็นการกระทำผิดฝ่าฝืนกฎบัญญัติรัฐธรรมนูญ 40 มาตรา 110, 208, 209, 291 และ 292 รวมทั้ง พ.ร.บ.การจัดหุ้นส่วนและหุ้นของรัฐมนตรี 2543 มาตรา 4, 5, 6 และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ มาตรา 32, 33, 100 และความผิดอาญา มาตรา 119 และ 122

ในเรื่องดังกล่าว นายพิชา วิจิตรศิลป์ ทนายความจากสภาทนายความ ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับสถานะของ คตส. ขณะนี้ถือว่ากำลังจะหมดอำนาจหน้าที่สิ้นเดือนมิถุนายนนี้แล้ว จึงควรจะส่งเรื่องต่อให้กับทาง ป.ป.ช. ดำเนินการต่อเพื่อความเหมาะสม

“ขณะนี้ยังมีข้อกำกวมในอำนาจของ คตส. โดยศาลฎีกาได้ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความเรื่องอำนาจ รวมถึงการต่ออายุของ คตส. ตาม พ.ร.บ.แก้ไขประกาศ คปค. ฉบับที่ 30 นั้นขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ดังนั้น เมื่อยังมีข้อสงสัยเกิดขึ้น คตส. ก็ไม่สมควรที่จะยุ่งเกี่ยวกับเรื่องคดีดังกล่าว และไม่ควรที่จะดำเนินการต่อ เพราะอาจเกิดปัญหาในเรื่องของการขาดความชอบธรรมได้” ทนายความผู้นี้ กล่าวและว่า คดีดังกล่าวควรปล่อยให้เป็นหน้าที่ของ ป.ป.ช. ที่รับผิดชอบโดยตรง และควรปล่อยให้ตัวเองหมดวาระไปน่าจะดีที่สุด

ส่วนการสั่งอายัดทรัพย์ เห็นควรให้ดำเนินการในส่วนที่เป็นผลกำไรจากการขายหุ้น น่าจะเป็นแนวทางดำเนินการที่ถูกต้องนั้น ทนายความผู้นี้ กล่าวว่า การยึดหรืออายัดทรัพย์ในกรณีที่เป็นที่น่าสงสัยว่าทรัพย์ที่ได้มานั้น ได้จากการกระทำผิดสามารถสั่งอายัดหรือยึดทรัพย์ได้ทั้งหมด แต่ทั้งนี้เจ้าของทรัพย์สินสามารถขอให้มีการตรวจทรัพย์ที่เป็นต้นทุนเดิมว่าไม่ได้มาจากการกระทำอันขัดกับกฎหมาย เป็นทรัพย์สินที่ได้มาจากความสุจริต โดยสามารถร้องขอให้มีการพิสูจน์ได้ภายใน 60 วันนับจากมีคำสั่งอายัดทรัพย์สินดังกล่าว


ตร.เชื่อคุมม็อบ ได้เผยนายกฯกำชับ ดูแลทุกฝ่ายให้ดี

รอง ผบ.ตร. เผย “สมัคร” กำชับดูแลเจ้าหน้าที่ตำรวจและผู้ชุมนุมอย่างดีทุกฝ่าย พร้อมปรับแผนวางมาตรการเข้มเปลี่ยนกำลังตำรวจครั้งละ 800 นาย ยืนยันหากกลุ่มผู้ชุมนุมไม่ก่อเหตุรุนแรงก็จะไม่เข้าสลายการชุมนุม เปิดโพยบนเว็บไซต์อ้างบัญชีขนคนหนุนม็อบของพรรคการเมืองเก่าแก่

พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี รอง ผบ.ตร. ให้สัมภาษณ์เมื่อตอนสายวันที่ 26 พฤษภาคมที่ผ่านมา หลังจากกลุ่มพันธมิตรฯ ออกมากล่าวหาตำรวจว่าทำงานไม่มีประสิทธิภาพ โดยระบุว่าในคืนที่ผ่านมา นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางมาสังเกตการณ์การชุมนุมและกำชับผ่าน พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รักษาการ ผบ.ตร. ว่าให้ดูแลเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่และดูแลกลุ่มผู้ชุมนุมด้วย

ส่วนกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจได้จัดให้มีการสลับกันครั้งละ 800 นาย โดยเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจจากนครบาล เจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรภาค 1 ภาค 2 ภาค 7 และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตชด. สำหรับสถานการณ์การชุมนุมถ้าหากไม่มีเหตุรุนแรง ใช้สันติวิธี ตามที่แกนนำการชุมนุสมระบุไว้ เจ้าหน้าที่ตำรวจก็จะไม่เข้าไปสลายการชุมนุม แต่ก็จะต้องมีการประเมินสถานการณ์เพื่อรับมือการชุมนุม และกลุ่มผู้ชุมนุม รวมถึงกลุ่มต่อต้าน พร้อมทั้งจะต้องเตรียมรับมือกับสภาพการจราจรด้วย

เบื้องต้นได้ขอร้องให้กลุ่มผู้ชุมนุมอย่าเคลื่อนขบวนออกจากสะพานมัฆวานฯ โดยจะเข้าไปเจรจากับกลุ่มผู้ชุมนุมให้อยู่ในพื้นที่เดิมไม่ให้เคลื่อนย้าย โดยจะให้กลุ่มผู้ชุมนุมย้ายขึ้นไปอยู่บนทางเท้า เพื่อเปิดเส้นทาการจราจร ส่วนเรื่องการยื่นหนังสือได้อนุญาตให้กลุ่มผู้ชุมนุมส่งตัวแทนเข้าไปครั้งละไม่เกิน 10 คน โดยไม่อนุญาตให้เคลื่อนย้ายไปทั้งหมด

พร้อมกันนี้ยังยืนยันว่าตำรวจยังสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ ไม่ต้องขอกำลังสนับสนุนจากทหาร และยังไม่จำเป็นต้องเข้าสลายการชุมนุม โดยจะใช้การเจรจาพูดคุยเป็นหลัก

ทั้งนี้ ได้ใช้กำลังตำรวจดูแลพื้นที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ ทำเนียบรัฐบาล และรัฐสภา รวม 18 กองร้อย โดยในช่วงเย็น คาดว่าจะมีกลุ่มผู้ชุมนุมเพิ่มขึ้น จะเน้นการตรวจตราห้ามนำอาวุธไม้และขวดน้ำเข้ามาในพื้นที่เด็ดขาด

พล.ต.ต.สุรพล ทวนทอง รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยืนยัน ตำรวจไม่ได้นิ่งนอนใจกับกรณีเกิดการปะทะระหว่าง 2 กลุ่ม โดยเร่งให้กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ตรวจหาหลักฐานจากกล้องวงจรปิดและภาพสื่อมวลชน เพื่อดำเนินคดีกับผู้ก่อความวุ่นวานเป็นรายบุคคล

ขณะเดียวกันมีรายงานว่า ได้มีการเปิดเผยเอกสารบนเว็บไซต์ต่างๆ อ้างว่าเป็นบัญชีขนคนมาร่วมการชุมนุมกับพันธิตร ของพรรคการเมืองเก่าแก่พรรคหนึ่ง มีข้อความระบุไว้ดังนี้

พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ณ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย 25 พฤษภาคม 2551 จ.เพชรบุรี 110 คน นำโดย นายอติพล พลบุตร จ.สมุทรสาคร 100 คน นำโดย นายเช้า พรมมาลี จ.กาญจนบุรี 100 คน นำโดย นางอภินันท์ โชติรสเศรณี จ.นครปฐม 50 คน นำโดย นายอภินันท์ โชติรสเศรณี จ.ประจวบคีรีขันธ์ 150 คน นำโดย นายมนตรี ชูภู่

จ.ขอนแก่น 12 คน นำโดย นายเฉลิมชัย อภิญญานุรักษ์ จ.ภูเก็ต 200 คน นำโดย นายณัชจรงค์ เอกเพิ่มทรัพย์ จ.ชลบุรี 300 คน นำโดย นางศิริรัตน์ แซ่โค้ว (เจ๊หมวย) จ.สมุทรสงคราม 100 คน นำโดย นางบุญยืน ศิริธรรม จ.สระบุรี 70 คน จ.กำแพงเพชร 180 คน นำโดย นายสุวัฒน์ วัฒนศิริ จ.ระยอง 50 คน นำโดย นายสุทธิ อัชฌาศัย จ.สระแก้ว 4 คน นำโดย อัมรินทร์ ยี่แฮง จ.สุรินทร์ 16 คน นำโดยนักวิชาการกลุ่ม นายดำเกริง ขุนทอง จ.บุรีรัมย์ 200 คน จ.นครราชสีมา 45 คน นำโดย นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ จ.ยโสธร 50 คน จ.สงขลา 300 คน จ.อุดรธานี 17 คน นำโดย นายเจริญ หมู่ขจรพันธ์ จ.พิษณุโลก 20 คน รวม 2,074 คน


การพัฒนามุมมอง

ชักจะติดลม เรื่องของการเปลี่ยนแปลงมุมมอง เลยจะขอชวนคุยต่ออีกวัน พูดกันอย่างตรงไปตรงมา กรณีที่ ประเทศซาอุดีอาระเบีย จะมาลงทุนปลูกข้าวในบ้านเรา ยังไม่มีรายละเอียด แต่วิจารณ์ กันเลยเถิดไปใหญ่ คนที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ก็ออกมาพูด แค่ด้านเดียว นี่เป็นเหตุผลที่ว่าทำไมการพัฒนาในประเทศไทยถึงได้ล่าช้าอืดอาดนัก

มีเรื่องปุ๋ยมาเล่าให้ฟังกันอีก เห็นว่าหลายยุคหลายสมัยมาแล้วที่รัฐบาลพยายามจะให้มีโรงงาน ผลิตปุ๋ยแห่งชาติขึ้นมา แต่ก็คว่ำไม่เป็นท่า ล่าสุดสมัยคุณยงยุทธ ติยะไพรัช เป็น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติฯ ก็เตรียมรื้อโครงการนี้ขึ้นมาปัดฝุ่น เพราะเรามีวัตถุดิบพร้อม ที่จะผลิตเองได้ แต่ก็แห้วอีก เพราะอะไรไม่อยากจะเซด

ผมเองก็ไม่รู้รายละเอียดที่ต่างชาติจะมาลงทุนปลูกข้าวในบ้านเรา แต่ถ้าจะคิดโดย หลักความจริงแล้ว ซาอุฯ คงไม่ลงมือมาทำนาเอง หรือจะขโมยพันธุ์ข้าว เพราะซาอุฯ มีแต่ทะเลทราย คงทำนา ไม่เป็นแน่ แล้วคนรวยขนาดนั้นคงไม่คิดมาทำนาให้เมื่อยตุ้ม ดังนั้นถ้าเขาสนใจเข้ามาจริงก็ คงเป็นเรื่องของเทคโนโลยีและการตลาดมากกว่า คิดกันเล่นๆว่า ในเมื่อซาอุฯ เป็นประเทศผู้ผลิตน้ำมัน ถ้าจอยกันได้ เอาข้าวไปแลกน้ำมัน หรือขายน้ำมันพ่วงข้าว จะทำให้โอกาสดีขึ้นหรือไม่

แล้วการทำนาก็เป็นอาชีพสงวน ไม่ใช่ใครจะมาฮุบเอาได้ง่ายๆ

ปัจจุบันเราเป็นประเทศที่ส่งออกข้าวเป็นอันดับหนึ่งของโลกก็จริง แต่อยากจะถามว่า เรามีอำนาจการต่อรองอะไรแค่ไหน ในขณะที่มีประเทศปลูกข้าวแข่งกับเรามากขึ้นทุกวัน โดยเฉพาะคนที่รับผิดชอบ

คิดจะพัฒนาไปสู่การแข่งขันอย่างไร

ประเภทเออออไปตามกระแส ก็แสดงว่าไม่มีความคิด แล้วก็มาถึงเรื่องของแลนด์บริดจ์ ที่เริ่มต้นด้วยกระแสว่าดูไบ เวิลด์ จ้องจะฮุบ โครงการนี้มีประโยชน์อะไรกับดูไบหรือไม่ ที่เห็นๆก็คือ การขนส่งสินค้าระหว่างอ่าวกัลฟ์กับทะเลอันดามันจะย่นระยะเวลาเหลือ7-8 วัน ต้องยอมรับว่าดูไบ เวิลด์ถนัดด้านนี้ ในฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจของดูไบด้านการขนส่งทางเรือ มีการร่วมลงทุนกับ 20 บริษัทด้านท่าเรือในประเทศไทยจึงไม่ใช่ของใหม่ มีการลงทุนธุรกิจเทอร์มินัลในท่าเรือทั่วภูมิภาคเอเชีย รวมทั้งจีนและอินเดีย ถือหุ้นใหญ่ บริษัทต่อเรือในสิงคโปร์ ครอบครองกิจการบริษัทบริหารท่าเรือชั้นนำของอังกฤษ เรียกว่าไม่ธรรมดา

หากเรานำข้อมูลทุกด้านมาค่อยๆคิดพิจารณา โดยปราศจากอคติ และปราศจาก ความหวาดระแวง ว่า จะไม่มีการตามน้ำทวนน้ำอะไรกัน ก็จะได้มุมมองที่พัฒนาขึ้น ถ้ามีปัญญาและเปิดใจยอมรับซะอย่าง ดูไบ เวิลด์ก็ไม่น่ากลัวอะไร

กลัวแต่นักฉวยโอกาสในบ้านเรานี่แหละ.

หมัดเหล็ก


เหตุฉุกเฉิน

จะทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญได้หรือไม่...ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนกัน แม้ว่าขณะนี้ยังไม่รู้ว่าพลังประชาชนและรัฐบาลจะตกลงกันได้หรือไม่ก็ตาม เพราะการทำประชามตินั้นรัฐธรรมนูญปี 50 ได้บัญญัติเงื่อนไขเอาไว้พอสมควร

ม. 302 ในวรรคท้ายระบุว่าให้คณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) จัดทำร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียง ประชามติเพื่อให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ โดยให้นำความในวรรค 3 วรรค 4 และวรรค 5 มาใช้บังคับโดยอนุโลม

ก็หมายความรัฐบาลจะทำประชามติเองไม่ได้จะต้องให้ กตต. ไปยกร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการลงประชามติให้เสร็จเสียก่อน

หากว่ากันไปตามกระบวนการนี้กว่าจะเสร็จคงอีกนานและอาจไม่ทันกาลได้

เมื่อกระบวนการนี้ไปได้ล่าช้าจึงมีความพยายามที่จะจัดทำประชามติให้เร็วขึ้นก็คือการออก พ.ร.ฎ.หรือออกเป็น พ.ร.ก. ซึ่งนายกฯ สมัครพูดทำนองว่าจะออกเป็น พ.ร.ก.เพื่อให้รวดเร็วและทำได้ง่าย

แต่เมื่อรัฐธรรมนูญกำหนดว่าให้ กกต.เป็นผู้ดำเนินการก็หมายความว่าไม่ต้องการให้ฝ่ายบริหารเข้าไปยุ่งเกี่ยว

นอกจากนั้น ใน ม. 184 วรรค 2 ยังระบุด้วยว่าการตราพระราชกำหนดตามวรรค 1 ให้กระทำได้เฉพาะเมื่อคณะรัฐมนตรีเห็นว่าเป็นกรณีฉุกเฉินที่มี ความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้

กรณีนี้คงจะต้องตีความกันแหละว่า การทำประชามติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น เป็นกรณีฉุกเฉินหรือมีความจำเป็นเร่งด่วนหรือไม่

ซึ่งแน่นอนว่าหากรัฐบาลขืนดึงดันอ้างความจำเป็นเร่งด่วนเพื่อผ่าทางตัน ทางการเมืองก็คงจะต้องเจอการยื่นตีความ โดยให้ศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดว่ากรณีนี้เร่งด่วนหรือฉุกเฉินหรือไม่ และรัฐบาลมีอำนาจที่จะออกพ.ร.ก.ประชามติหรือไม่

หากมีการเสนอให้ตีความประเด็นนี้ก็คงใช้เวลาอีกพอสมควร นั่นจะทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญช้าออกไป ไม่ทันใจ ไม่ทันเรื่องยุบพรรคหรือคดีทุจริตต่างๆ

เพราะว่ากันจริงๆแล้วความเร่งด่วนในการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้น่าจะอยู่ที่ประเด็นนี้มากกว่า อีกทั้งแนวคิดเรื่องประชามติก็เพิ่งจะโผล่ออกมาหลังจากที่มีการยื่นญัตติแก้ไข รัฐธรรมนูญไปแล้ว นั่นคงจะเห็นได้ว่าเมื่อยื่นญัตติไปแล้วเกิดแรงต่อต้าน

เพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าก็เลยต้องให้ประชาชนเผชิญหน้ากันเอง ด้วยการจัดทำประชามติให้ประชาชนตัดสินใจว่าควรจะแก้ไขหรือไม่ และเชื่อว่าเมื่อประชาชนตัดสินใจแล้วพวกที่คัดค้านหรือต่อต้านต้องยอมรับ

พูดง่ายๆพยายามลดเพดานความขัดแย้ง ซึ่งนายกฯ เชื่อว่าวิธีนี้จะทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่เกิดการเผชิญหน้าและนำไปสู่ความรุนแรง

หรือจะพูดว่ามันเป็น “เหตุฉุกเฉิน” ของรัฐบาลและพลังประชาชน

แต่เหตุฉุกเฉินของประเทศขณะนี้คือ ปัญหาปากท้องของชาวบ้านเมื่อเศรษฐกิจไม่ดี ข้าวยากหมากแพง น้ำมันขึ้นพรวดๆ สินค้า อาหาร ค่าโดยสาร ต้นทุนสินค้าต่างๆพุ่งขึ้น อย่างต่อเนื่องและไม่มีทางที่จะเยียวยาได้ง่ายๆ

ยิ่งเรื่อง “น้ำมัน” ต้นทุนสำคัญของประเทศนี้ ซึ่งไม่มีทางที่ราคาจะไหลลงอย่างที่วาดหวัง มีแต่จะขึ้นไปเรื่อยๆโดยที่รัฐบาลยังไม่มีทาง ออกแต่อย่างใด คงจะปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรมคือช่วยตัวเองเพราะรัฐบาล ก็ยังคิดไม่ออกและไม่เห็นนายกฯจะวิตกทุกข์ร้อนแต่อย่างใด

เยี่ยงนี้คือ สิ่งที่ต้องการให้รัฐบาลแก้ไขก่อนที่จะไปว่ากันเรื่อง รัฐธรรมนูญหรือจะพูดว่ารัฐธรรมนูญกินไม่ได้ก็ว่ากันไป

ครับ...กลัวมันจะยุ่งจนอยู่กันไม่ได้แล้วประเทศนี้.

"สายล่อฟ้า"



'อนุพงษ์' รีบตีกันใคร?

เลือดตกยางออกแต่หัววันเลย

ในอารมณ์ปะทุจุดเดือดจนทะลัก ที่สุดก็เป็นไปอย่างที่เสียวๆกัน พันธมิตรม็อบไล่ “ทักษิณ” กับกลุ่มต่อต้านพันธมิตร เปิดฉากไล่กระทืบกันตั้งแต่นัดแรกที่มีการรวมพลต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

แค่สาหัส ยังไม่มีคนตาย

แต่โดยรูปการณ์ต่อสู้ ล่าสุดม็อบพันธมิตรปักหลักยึดถนนราชดำเนิน กางเต็นท์บนพื้นผิวการจราจรตั้งแต่เชิงสะพานมัฆวานรังสรรค์ไปจนถึงแยก จปร. และมีการนำแผงกั้นเหล็กมากั้นไม่ให้รถยนต์ผ่านเข้ามา รถยนต์จึงต้องเลี่ยงไปใช้ในเส้นทางอื่น

ตั้งท่ารบยืดเยื้อ

และเชื่อว่า มีการปรับแผนมาจากบทเรียนในอดีต ประเมินจากยุทธวิธีของม็อบฝ่ายต่อต้านพันธมิตร ที่แปรรูปขบวนมาจากกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) กลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ กลุ่มมหาประชาชนเพื่อพิทักษ์ประชาธิปไตย ฝ่ายเชียร์ “ทักษิณ”

เปิดเกมป่วนแบบประชิด

กระจายกำลังตามประกบพันธมิตรม็อบไล่ “ทักษิณ” ชนิดหายใจรดต้นคอ ไม่ปล่อยให้โดนไล่ทุบฝ่ายเดียวเหมือนที่รัฐบาล “ทักษิณ ชินวัตร” โดนจนน่วม

แล้วก็ถูกเด็ดง่ายๆ

ฮาร์ดคอร์คุมเกมเผชิญหน้า ปฏิบัติการยั่วยุ ท้าทาย ในอารมณ์ดุเดือดเลือดพล่าน มันเลี่ยงไม่ได้อยู่แล้วในเรื่องของการปะทะ

มีจังหวะลุยกันได้ทุกเสี้ยววินาที

และก็ไม่เผลอชะล่าใจ เก๋าระดับ “ลุงหมัก” นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ยังอดหลับอดนอนเกาะติดสถานการณ์อยู่ที่ทำเนียบรัฐบาลจนถึงตีสอง พร้อมทั้งให้ กำลังใจเจ้าหน้าที่ตำรวจในการปฏิบัติงานและให้มีการเตรียมกำลังให้พร้อม

แหยงโดนตลบหลังเหมือนกัน

แต่ ณ เวลานี้ “ลุงหมัก” ยืนยัน ยังไม่เคยมีแนวคิดที่จะนำ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ มาบังคับใช้เพื่อควบคุมสถานการณ์

“ผมยังไม่ได้คิด ตำรวจจะดูแลเรื่องนี้ ผมไม่อยากให้ใครมาชี้หน้าว่าผมเป็นเผด็จการ”

นายกฯมั่นใจ ยังเอาอยู่

โฟกัสไปที่อัศวินผู้ควบคุมม้าขาว “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ก็ยังนิ่งกับการมองโลกในแง่ดี

หวังว่าเหตุการณ์คงจะไม่รุนแรง

ทั้ง 2 ฝ่ายจะมีส่วนทำให้ความรุนแรงเกิดขึ้น ดังนั้น คงต้องอยู่ที่ 2 ฝ่าย เจ้าหน้าที่ตำรวจคงต้องเพิ่มความเข้มข้นเพื่อไม่ให้เกิดความรุนแรงขึ้นมา แต่จากการประมาณการของตนเอง มองว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจน่าจะรักษาความสงบและดูแลความเรียบร้อยไว้ได้

แต่มันก็มีประโยคที่ “บิ๊กป๊อก” ย้ำด้วยน้ำเสียงหนักแน่นเป็นพิเศษ เมื่อถูกนักข่าวให้ประเมินสถานการณ์จะบานปลายหรือไม่

ต้องไม่บานปลายไปมากกว่านี้ เพราะบ้านเมืองจะเสียหาย

อย่างไรก็ตาม ณ คาบนี้ ประเมินจากคำถามที่ว่าทหารต้องไปเกาะติดพื้นที่หรือไม่ จ่าฝูงกองทัพบกยืนยันเสียงแข็ง

“ไม่มีเลย และไม่มีกลไกใดที่จะสามารถเอากำลังออกไปได้”

“อนุพงษ์” ไม่รับมุกกระแสปฏิวัติที่ถูกปล่อยเร้าสถานการณ์

แต่โดยคำพูดที่ออกมา แน่นอน ทางหนึ่งก็การันตีให้พวกที่ระแวงโดนรัฐประหาร แต่อีกทางหนึ่งก็เหมือนส่งสัญญาณเป็นนัย ไม่มีกลใดนอกจาก ผบ.ทบ.ที่จะเอากำลังทหารออกจากกรมกองได้

“บิ๊กป๊อก” ขวางลำใครหรือเปล่า

และก็เป็นอะไรที่รีบดักคอดักทาง นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชาชน อดีตแกนนำ นปก. ออกมาเรียกร้องให้ฝ่ายทหารหนักแน่น พิจารณาข้อกล่าวหาที่กลุ่มพันธมิตรหยิบยกมากล่าวอ้าง ว่าสมควรจะก่อให้เกิดการปฏิวัติหรือไม่

นาทีหยั่งเชิงวัดใจ

“อนุพงษ์” ไม่ แล้วแม่ทัพคนอื่นล่ะ.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน


ฉะ “เติ้ง-สมศักดิ์” แทงข้างหลัง

วันที่ 26 พ.ค. เมื่อเวลา 11.30 น. ที่รัฐสภา นายประสิทธิ์ โพธสุธน ส.ว.สุพรรณบุรี พี่ชายนายประภัตร โพธสุธน เลขาธิการพรรคชาติไทย แถลงข่าวตอบโต้กรณีนายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รองหัวหน้าพรรคชาติไทยและ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ที่กล่าวหาว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และนายประภัตร คิดขายชาติที่นำนักธุรกิจชาวซาอุดีอาระเบียมาเช่าพื้นที่ทำนาในประเทศไทย ว่า เป็นเรื่องการเมืองแน่นอน ไม่ใช่การเข้าใจผิด อย่างที่นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยระบุ เพราะคนที่เป็นถึงระดับรัฐมนตรีจะมาพูดคำว่า “ขายชาติ” ไม่ใช่เรื่องปกติแน่นอน มีการวางแผน และจังหวะเวลา เพื่อทำลายฝ่ายตรงข้าม อยากย้ำว่าการเมืองยุคใหม่ไม่ควรแทงกันข้างหลังอีกต่อไป ที่ตนออกมาพูดเพราะครอบครัวโพธสุธนถูกกล่าวหาว่าขายชาติ ทำให้ทนนิ่งต่อไปไม่ไหว ตนอยู่ในเหตุการณ์รู้ว่าความจริงเป็นอย่างไร เป็นความ ปรารถนาดีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่เล็งเห็นว่าจะช่วยทำให้ ชาวนาได้โอกาสขายข้าวในราคาสูงๆมีการประกันความเสี่ยงที่ชัดเจนแน่นอน นักธุรกิจซาอุดีอาระเบียเขาไม่มาจ้าง คนทำนาหรอก แต่เขาพร้อมจะช่วยรับซื้อข้าวไว้ทั้งหมด

แจงยิบซาอุฯจะรับซื้อข้าวในราคาสูง

ต่อข้อถามว่าเหตุใดนายประภัตรจึงไม่ออกมาชี้แจงเอง นายประสิทธิ์ตอบว่า ตนนั่งคุยกับนักธุรกิจชาวซาอุดีอาระเบียด้วย จึงรู้ข้อเท็จจริงทั้งหมด พ.ต.ท.ทักษิณและนักธุรกิจได้พูดเรื่องชาวนาไทยทำไมขายข้าวเปลือกได้ถูก และถูกเอาเปรียบมาตลอด สุดท้ายเมื่อฟังรายละเอียดทั้งหมด นักธุรกิจซาอุดีอาระเบียก็มีความคิดว่าถ้าเขาจะรับซื้อข้าวในราคาซื้อขายล่วงหน้าเกวียนละ 15,000 บาท โดยมีเงื่อนไขพิเศษว่าจะจัดหาปุ๋ยยูเรียในราคาถูกที่ส่งมาจากซาอุดีอาระเบียมาให้ชาวนา เพื่อลดต้นทุนการผลิต ขณะเดียวกัน เขาก็จะจัดสร้างไซโลไว้เก็บข้าว ส่วนโรงสีทางนักธุรกิจก็จะให้ค่าสีข้าว 1,000 บาทต่อตันผู้ส่งออกก็จะได้กำไรจากการส่งข้าวให้เขา โดยที่นักธุรกิจพร้อมจะรับซื้อไว้ทั้งหมดที่ไทยมีขายให้ คือทุกฝ่ายจะได้ประโยชน์ได้กำไรเหมือนๆกัน นักธุรกิจซาอุดีอาระเบียก็จะเป็นผู้รับข้าวจากไทยไปขาย ทำให้ราคาข้าวไทยที่ส่งออกราคาจะสูงและราคามั่นคง ราคาไม่วูบวาบอย่างอดีตหรือปัจจุบันนี้ แม้จะว่าคู่แข่งจากเวียดนาม หรือจีนจะส่งข้าวออกมาขาย ทางนักธุรกิจซาอุดีอาระเบียก็พร้อมรับแบกรับความเสี่ยงนี่เอง ซึ่งที่พูดคุยกันในวันนั้นก็เป็นอย่างนี้ เป็นเพียงโจทย์ที่ตั้งไว้ คุยในเบื้องต้น ไม่รู้ว่าทำไม ถึงกลายเป็นเรื่องของคนคิดคดทรยศขายชาติ ที่สำคัญลองไปถามนายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานบริษัทซี.พีดูว่าความคิดนี้เข้ากับทฤษฎีของท่านหรือไม่

ด่ากราดใครกันแน่พวกกินชาติ

“ผมอยากถามว่าชาวนาจะไม่เอาหรือ ราคาที่สูงขนาดนั้น แค่ 2-3 ปี ก็ปลดหนี้สินที่กู้ยืมได้หมด วันนี้ แค่ขายข้าวเปลือกให้ได้เกวียนละ 10,000 บาท ก็ลำบากแล้ว ถูกกดราคาทุกอย่าง ปุ๋ยก็แพง ผมคิดว่าคนบางคนที่ออกมาพูดเพราะกลัวชาวนาจะรวย จะหมดหนี้สิน จึงไม่อยากให้ใครคิดช่วยชาวนา ขอถามว่าโอกาสที่ชาวนาจะได้อย่างนี้แล้วจะเรียกว่าขายชาติใช่ไหม แต่คนที่ทำให้ ชาวนาหมดโอกาสขายข้าวเปลือกราคาสูงๆเรียกว่าอะไร จะเรียกว่าพวกกินชาติได้หรือไม่ ถ้ายังไม่หยุดป้ายสีให้ร้ายผมพร้อมจะเปิดเผยว่าในกระทรวงเกษตรฯ ปัจจุบันบริหารงบประมาณในแต่ละโครงการ และจัดการกับผู้รับเหมากันอย่างไร” นายประสิทธิ์กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การแถลงข่าวครั้งนี้นายประสิทธิ์แถลงข่าวด้วยน้ำเสียงดุดันด้วยความโมโหถึงขนาดมือไม้สั่น


นายกฯชี้ชาติเสียหายหนักจากกลุ่มชุมนุม

วันที่ 26 พ.ค. เมื่อเวลา 12.20 น. ที่กระทรวงการต่างประเทศ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม แถลงภายหลังเป็นประธานพิธีเปิดการประชุมและมอบนโยบายแก่เอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ของไทยทั่วโลกประจำปี 2551 ว่า ได้เล่าสถานการณ์การเมืองในอดีตและปัจจุบันให้กับเอกอัครราชทูตฟังเพื่อเป็นพื้นฐาน และทูตหลายประเทศก็แสดงความวิตกว่าสิ่งที่ทำกันมาจะถูกทำลายย่อยยับในพริบตา อย่างน้อย 3 ประเทศ บอกว่าจะมีผู้ที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทย ซึ่งทำการนัดหมายไว้ในสัปดาห์หน้า ไม่แน่ใจว่าสิ่งที่นัดหมายไว้ประเทศดังกล่าวจะยกเลิกหรือไม่ และท่านทูตจากประเทศหนึ่งบอกว่านอนไม่หลับ ดูข่าวแล้วก็ถามว่าทำไมบ้านเมืองเราเป็นแบบนี้ แล้วจะเป็นอย่างไรต่อไป จะให้ตนยืนยันได้หรือไม่ว่าจะยุติเมื่อไหร่ เลยบอกว่าตนก็เห็นถึงความไม่มีเหตุผลถึงเรื่องนี้ และเสียดายและเสียใจแทนท่านทูตทุกท่านที่อุตส่าห์ทำงานที่จะให้บ้านเมืองกลับสู่สถานะเดิมแต่ก็มีเรื่องพรรค์อย่างนี้ออกมา

“นพดล” ชี้นายกฯเน้นดึงนักลงทุน

ทางด้านนายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศ กล่าวว่า การประชุมเอกอัครราชทูตไทย (ออท.) และกงสุลใหญ่ไทย ทั่วโลกประจำปี 2551 โดยมีนายสมัคร เป็นประธานมี ออท. และกงสุลใหญ่ของไทยจากทั่วโลกร่วมประชุม 92 คน ทั้งนี้ เพื่อรับทราบนโยบายด้านการต่างประเทศและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ เพื่อประยุกต์เป็นแผนการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเน้นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติ และทำให้เห็นว่าไทยเป็นประเทศประชาธิปไตย นอกจากนี้นายกฯได้มอบนโยบายการสร้างความเชื่อมั่นและความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน การหาโอกาสทางการค้าการลงทุนโดยเฉพาะโครงการศูนย์ข้อมูลธุรกิจของสถานทูตเพื่อให้คนไทยเข้าถึงการลงทุนในแต่ละประเทศ รวมทั้งการแก้ไขปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วยการนำกระแสพระราชดำรัสเข้าใจ เข้าถึง พัฒนา มาใช้ รวมทั้งสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศมาเลเซียและอินโดนีเซีย

ย้ำดัน พ.ร.ก.ประชามติเสี่ยงขัด รธน.

เมื่อเวลา 17.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายชูศักดิ์ ศิรินิล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และรองเลขาธิการพรรคพลังประชาชนให้สัมภาษณ์ถึงข้อเสนอในการออก พ.ร.ก.ทำประชามติว่า ในการประชุม ครม.ในวันที่ 26 พ.ค. นี้นายกรัฐมนตรีจะหยิบยกมาหารือกัน แต่โดยส่วนตัวเห็นว่าจะเป็นสุ่มเสี่ยงเกิน ที่จะออกเป็น พ.ร.ก.เพราะจะต้องถูกนำส่งไปให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่าเข้าเงื่อนไขเป็นความจำเป็นเร่งด่วน เพื่อความปลอดภัยของประเทศหรือไม่ ทั้งนี้เท่าที่ตนได้ตรวจสอบและพบมานานแล้วเห็นว่าขณะนี้ยังมี พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการประชามติปี พ.ศ.2541 ที่ออกมาสมัยรัฐบาลนายชวน หลีกภัย เพราะเคยมีคำวินิจฉัยของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญที่ตัดสินคดียุบพรรคไทยรักไทยว่าเมื่อไม่มีกฎหมายใดกำหนดให้ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญสิ้นผลบังคับ ก็ย่อมหมายถึงว่า พ.ร.บ.ฉบับนั้นยังมีผลบังคับใช้ ต่อมาก็ไม่มีประกาศ คปค.ให้ยกเลิก หากมีการประสานงานกับทางสภาฯแล้ว เห็นว่าเป็นเรื่องเร่งด่วนก็อาจจะมีความเป็นไปได้ ที่จะเร่งพิจารณา 3 วาระรวด แต่ถ้าเห็นว่าไม่มีกฎหมายฉบับเก่าอยู่ ก็ต้องไปเร่งรัดในการร่างกฎหมายใหม่โดยต้องหารือกับ กกต.ที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้เป็นคนร่างกฎหมายจัดทำประชามติ

หนุนแช่แข็งญัตติรอทำประชามติ

เมื่อถามว่า แต่ขณะนี้กลุ่มพันธมิตรฯยื่นคำขาดให้ถอนญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างเดียวหากบรรจุวาระเมื่อไรจะมีการปิดล้อมสภาฯทันที นายชูศักดิ์ตอบว่า อย่างนั้นก็เกินไป เมื่อรัฐบาลมีทางออกให้ถ้าเสียงส่วนใหญ่เห็นสมควรแก้ไขก็เป็นทางออกของสังคม หากบอกว่าไม่ควรแก้ก็จบไป การจะถอนญัตติหรือไม่ ขึ้นอยู่ดุลพินิจของ ส.ส.ที่ใช้สิทธิตามมาตรา 291 เขาไม่ได้ทำอะไรเกินเลย อย่างไรก็ตาม ทางรัฐบาลต้องหารือกับประธานสภาฯและวุฒิสภาด้วยว่าเห็นควรอย่างไร เป็นไปได้ถ้าจะมีการเสนอญัตติเข้าสู่สภาฯ แต่ยังไม่พิจารณา โดยประธานสภาฯเอามาหารือสอบถามความเห็นจากรัฐสภาก่อนคือขอเลื่อนไปก่อนแล้วค่อยมาถามประชามติก็ได้

พลิกสู้เล่นอาญา “ประสพสุข-ปชป.”

ทางด้านนายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล ส.ส.แพร่ พรรค พลังประชาชนกล่าวถึงกรณีที่แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตยได้ยื่นถอดถอนสมาชิกรัฐสภาที่ร่วมลงชื่อในญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าสมาชิกรัฐสภาที่ลงชื่อทำตามรัฐธรรมนูญแต่ปัญหาเกิดจากกลุ่มพันธมิตรฯ และพรรคประชาธิปัตย์ที่มีพฤติกรรมที่เข้าข่ายพยายามล้มล้างระบอบประชาธิปไตย ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 68 ที่ได้ยื่นถอดถอนพวกตน ดังนั้น ส.ส.ส่วนหนึ่งที่ลงชื่อ จึงได้หารือกันแล้วพบว่ามีพยานหลักฐานชัดเจนว่า พรรคประชาธิปัตย์ สนับสนุนกลุ่มพันธมิตรฯ จึงเตรียมทำหนังสือร้องเรียนต่อนายชัย ชิดชอบ ในฐานะประธานรัฐสภา ภายในสัปดาห์นี้เพื่อดำเนินคดีกับกลุ่มดังกล่าว รวมไปถึงนายประสพสุข บุญเดช ประธานสมาชิกวุฒิสภา ที่เป็นผู้รับเรื่องถอดถอนด้วย อย่างไรก็ตาม ได้ปรึกษานายชัยถึงกระบวนการร้องเรียนดังกล่าวที่เป็นความผิดอาญาต่อตัวบุคคล รวมถึงการยุบพรรคด้วย

กกต.ไม่ขวาง พ.ร.ก.ประชามติ

วันเดียวกัน ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายสมชัย จึงประเสริฐ กกต.ด้านสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัย กล่าวถึงการที่นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี จะออก พ.ร.ก.มาใช้รองรับการออกเสียงประชามติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า ขึ้นอยู่กับคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาว่ารัฐบาลจะสามารถออก พ.ร.ก.มาบังคับใช้ได้ หรือไม่ ส่วนการออก พ.ร.บ.ออกเสียงประชามติของ กกต. นั้น วิธีการอาจล่าช้าบ้าง เพราะต้องส่งให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณา แต่ กกต.ในฐานะหน่วยปฏิบัติเมื่อมีกฎหมายออกมาบังคับ กกต.ก็ต้องปฏิบัติตาม อย่างไรก็ตาม ขณะนี้บ้านเมืองเรากำลังมีปัญหา ทุกฝ่ายควรช่วยกันแก้ไขความขัดแย้งมากกว่า

เดินหน้ายกร่าง พ.ร.บ.ประชามติ

ด้านนายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการ กกต. กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลจะออก พ.ร.ก.ประชามติว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่ ว่า ขณะนี้กฎหมายเกี่ยวกับการทำประชามติยังไม่มี และรัฐธรรมนูญมาตรา 165 กำหนดให้ออก เสียงประชามติต้องเป็นไปตาม พ.ร.บ.ออกเสียงประชามติและในมาตรา 302 วรรคท้าย ระบุให้ กกต.จัดทำร่าง พ.ร.บ. หากให้บททั่วไปออกเป็น พ.ร.ก.อาจจะมีปัญหาในเรื่องความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ขณะนี้ กกต.ได้มอบหมายให้ที่ปรึกษาพรรคการเมืองดูแลในเรื่องการจัดทำร่าง พ.ร.บ.ประชามติ ซึ่งตามกรอบเวลาจะครบกำหนด 1 ปี ในเดือน ส.ค. และ กกต.กำลังเร่งยกร่างซึ่งต้องทำอย่างละเอียดรอบคอบ โดยเฉพาะเรื่องที่จะเป็นปัญหาเรื่องที่ไม่ชอบโดยรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ จะใช้กฎหมายเก่าของปี 2541 เป็น ต้นแบบพิจารณาประกอบกับรัฐธรรมนูญปี 2550 เนื่องจากกฎหมายเปลี่ยนไป

ปชป.ตามจิก พ.ร.ก.ประชามติ

วันเดียวกัน ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่ รัฐบาลเตรียมจะเสนอให้ออก พ.ร.ก.ออกเสียงประชามติ ว่า รัฐบาลกำลังเล่นบทตีสองหน้า โดยก่อนหน้านี้อ้างว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นหน้าที่ของสภาไม่เกี่ยวกับรัฐบาล แต่วันนี้รัฐบาลกลับออกมาบอกว่าต้องดำเนินการ โดยการทำประชามติ และออกเป็น พ.ร.ก.โดยรัฐบาล พรรค ประชาธิปัตย์เห็นว่ารัฐบาลไม่ควรดึงดันเรื่องการออก พ.ร.ก.เพราะตามรัฐธรรมนูญในมาตรา 302 ระบุชัดเจนว่าการออกเสียงประชามติต้องให้ กกต.จัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ดังนั้น วิธีการอื่นไม่น่าจะทำได้ นอกจากนี้ ในมาตรา 184 วรรค 2 ยังได้ ระบุไว้ชัดเจนว่า การตรา พ.ร.ก.วรรค 1 ให้กระทำได้เฉพาะเมื่อ ครม.เห็นว่าเป็นกรณีฉุกเฉินรีบด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ แต่การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องปกติไม่ใช่เป็นเรื่อง จำเป็นเร่งด่วน ดังนั้น จึงไม่ควรที่จะดึงดันต่อไป และควรยุติและถอนญัตติการแก้รัฐธรรมนูญออกทันที ถ้ายังดึงดัน จะนำประเทศไปสู่วิกฤติปัญหาทางการเมืองได้

“จุรินทร์” ชี้ออก พ.ร.ก.ผิด ก.ม.

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐ-มนตรี ยืนยันที่จะออก พ.ร.ก.ออกเสียงประชามติว่า รัฐธรรมนูญระบุชัดเจนว่ากฎหมายออกเสียงประชามติตามรัฐธรรมนูญปี 2550 จะออกเป็น พ.ร.ก.ไม่ได้ ต้องออกเป็น พ.ร.บ.เท่านั้น และไม่ใช่ พ.ร.บ.ธรรมดา แต่ต้องเป็น พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญเท่านั้น เพราะมีการระบุไว้ ชัดเจนในมาตรา 165 ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีกระบวนการในการดำเนินการแตกต่างไปจาก พ.ร.บ.ปกติธรรมดา คือในการเสนอต้องมีผู้เสนอไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ไม่ใช่ ส.ส.แค่ 20 คน เหมือนกฎหมายปกติ นอกจากนี้ ในการพิจารณาวาระที่ 3 จะต้องผ่านเสียงเกินกว่ากึ่งหนึ่งของ จำนวน ส.ส. ไม่ใช่ใช้แค่เสียงข้างมากปกติ อย่างไรก็ตาม ก่อนนำขึ้นทูลเกล้าฯถวายจะต้องส่งศาลรัฐธรรมนูญเพื่อตรวจสอบความชอบโดยรัฐธรรมนูญของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติก่อน ดังนั้น การที่จะออก พ.ร.ก.เพื่อให้ชอบโดยรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันย่อมทำไม่ได้

ส.ว.รับถูกกดดันหนักบีบถอนชื่อ

นายยุทธนา ยุพฤทธิ์ ส.ว.ยโสธร หนึ่งในผู้ลงชื่อใน ญัตติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า ยังมีการกดดันทุกทางให้พวกที่เหลืออีก 9 คน ถอนชื่อจากญัตติเสนอ แก้ไขรัฐธรรมนูญ ล่าสุดได้รับข้อความผ่านมือถือ แต่ตนยังยืนยันว่าไม่ถอนชื่อ และได้หารือร่วมกับ ส.ว.ที่เหลือถึงสถานการณ์ที่เกิดการปะทะกันของม็อบ 2 กลุ่ม และ แนวคิดของนายกรัฐมนตรีที่เสนอให้มีการทำประชามติ ทางกลุ่มเห็นว่าควรจะรอดูสถานการณ์ก่อน โดยเฉพาะการ ประชุม ครม.ในวันที่ 27 พ.ค. ว่า จะมีมติให้มีการทำประชามติ หรือไม่ หากมีมติออกมาอาจต้องชะลอญัตติออกไปก่อน เมื่อถามถึงกรณีที่ทางกลุ่มพันธมิตรฯยื่นถอดถอน ส.ว.ที่ร่วมลงชื่อ นายยุทธนาตอบว่า รัฐธรรมนูญ มาตรา 291 ให้สิทธิ์ ส.ส. ส.ว. เข้าชื่อเพื่อเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ ดังนั้น ตนจึงมีสิทธิตามกฎหมาย การกล่าวหาว่า ส.ว.ที่ลงชื่อมีความผิดตามมาตรา 122 นั้น เป็นการตีความเข้าข้างตัวเอง พูดแบบกำปั้นทุบดิน การยื่นญัตติดังกล่าวไม่ได้ ไปเพิ่มอำนาจ ส.ว.เลือกตั้ง และไปยุบ ส.ว.สรรหา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับ ส.ว. 9 คน ที่ยังไม่ ถอนชื่อคือ นายยุทธนา ยุพฤทธิ์ ส.ว.ยโสธร นายประเสริฐ ประคุณศึกษาพันธ์ ส.ว.ขอนแก่น นายบวรศักดิ์ คณาเสน ส.ว.อำนาจเจริญ นายมงคล ศรีกำแหง ส.ว.จันทบุรี นาย จิตติพจน์ วิริยะโรจน์ ส.ว.ศรีสะเกษ นายเกชา ศักดิ์สมบูรณ์ ส.ว.ราชบุรี นายประสิทธิ์ โพธสุธน ส.ว.สุพรรณบุรี นางสมพร จูมั่น ส.ว.นครสวรรค์ นายทวีศักดิ์ คิดบรรจง ส.ว.บุรีรัมย์

เลขาฯมัชฌิมาธิปไตยเสียวโร่ถอนชื่อ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงเย็นของวันที่ 26 พ.ค. หลังจากกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ยื่น ถอดถอน ส.ส. ส.ว.ที่ร่วมลงชื่อในญัตติเสนอแก้รัฐธรรมนูญนั้น ปรากฏว่า นางพรทิวา นาคาศัย ส.ส.ชัยนาท และเลขาธิการพรรคมัชฌิมาธิปไตย ได้แจ้งถอนชื่อออกจากญัตติดังกล่าวเช่นกัน