WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, May 27, 2008

ร.ต.อ.เฉลิม รอศาลตัดสิน สนธิ ละเมิดข้อกำหนดศาลหรือไม่


ทำเนียบฯ 27 พ.ค.- ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงความคืบหน้ากรณีที่เชิญ นายอาวุธ ปรีชาวุฒิ ทนายความนายเก่งกาจ ศรีหาสาร ข้าราชการระดับซี 8 กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย มารับข้อร้องเรียน และมอบบันทึกแจ้งความที่ สน.แสมดำ พร้อมเทปบันทึกภาพ เพื่อให้ทนายความนำเสนอต่อศาลจังหวัดเชียงรายว่า ได้รับการติดต่อจากทนายความว่า ได้ยื่นคำต่อศาลจังหวัดเชียงรายแล้ว คาดว่าบ่ายวันนี้ (27 พ.ค.) คงจะทราบว่าศาลจะสั่งอย่างไร หากศาลยกคำร้องก็จบ แต่หากศาลรับคำร้องก็จะนำไปสู่ขบวนการชั้นไต่สวน และตนพร้อมที่จะบินไปให้ศาลไต่สวน

ทั้งนี้ ร.ต.อ.เฉลิม มอบซีดีที่นายสนธิ กล่าวปราศรัยที่ถนนราชดำเนิน เมื่อวันอาทิตย์ที่ 25 พ.ค. และซีดีที่วิพากษ์วิจารณ์ ร.ต.อ.เฉลิม อย่างรุนแรงทางสถานีโทรทัศน์เอเอสทีวี รวมทั้งหลักฐานการแจ้งความที่ สน.แสมดำ ให้ทนายความไปยื่นคำร้องต่อศาลแล้ว.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-27 14:52:01



ลูกชาย สมศักดิ์ แจงไปรัสเซียดูบอล ไม่เกี่ยวซื้อปุ๋ย

รัฐสภา 27 พ.ค.- ลูกชาย “สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล” โต้แทนพ่อไปรัสเซียเพื่อดูบอลชิงแชมป์ยูฟ่าแชมเปียน ลีกส์ ไม่เกี่ยวซื้อปุ๋ย แจงให้ต่างชาติทำนา เป็นการแสดงความเห็นในหลักการ อย่าโยงเป็นประเด็นการเมือง มั่นใจผู้ใหญ่คุยกันรู้เรื่อง

นายภราดร ปริศนานันทกุล ส.ส.อ่างทอง พรรคชาติไทย ลูกชาย นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รองหัวหน้าพรรคชาติไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายประสิทธิ์ โพธสุธน ส.ว.สุพรรณบุรี ระบุนายสมศักดิ์ เดินทางไปรัสเซียเพื่อไปดูฟุตบอลหรือซื้อปุ๋ยว่า ขอชี้แจงว่าการเดินทางไปรัสเซียของนายสมศักดิ์นั้นเพื่อไปชมฟุตบอล ไม่ได้ไปสั่งซื้อปุ๋ย เดินทางไปพร้อมตนและน้องชายรวม 3 คนพ่อลูก เพื่อชมฟุตบอลนัดสำคัญดังกล่าว

“ผมและน้องชายเป็นคนชวนพ่อให้ไปดูฟุตบอล เนื่องจากเป็นนัดที่นาน ๆ จะเกิดขึ้น ที่แมนยูฯ จะเข้าชิงแชมป์ยูฟ่าแชมเปียน ลีกส์ ผมจึงติดต่อเรื่องตั๋วกับบริษัทไฮเนเก้น ส่วนตั๋วเครื่องบินใช้เงินส่วนตัวซื้อเอง เดินทางไปกลับแค่วันเดียว ไปวันที่ 21 พ.ค. และกลับวันที่ 22 พ.ค. หากเรื่องนี้จะเป็นความผิด ผมก็ยอมรับผิดที่ชวนพ่อไปดูฟุตบอล” นายภราดร กล่าว

ส.ส.อ่างทอง พรรคชาติไทย กล่าวถึงกรณีจะให้ชาวต่างชาติมาร่วมลงทุนทำนาในประเทศไทย ว่า เรื่องนี้นายสมศักดิ์ ไม่เห็นด้วย เพราะเป็นการทำลายชีวิตและอาชีพเกษตรกรไทย แต่นายประสิทธิ์ ออกมาให้ข่าวว่าไม่ใช่เรื่องของนายทุนต่างชาติจะเข้ามาทำนาแทนคนไทย แต่เป็นการเชิญชวนให้นักลงทุนต่างชาติมาซื้อข้าวสาร ซึ่งเห็นชัดว่าข้อมูลระหว่างนายประภัตรกับนายประสิทธิ์ ไม่ตรงกัน

เมื่อถามว่าขณะนี้นายประสิทธิ์ มองว่าการแสดงความเห็นของนายสมศักดิ์ในประเด็นขายชาตินั้นเป็นประเด็นการเมือง นายภราดร กล่าวว่า อย่าโยงเป็นการเมือง เพราะนายสมศักดิ์แสดงความเห็นในหลักการว่า การให้ต่างชาติมาทำนาแทนคนไทย มายึดเอาวัฒนธรรมของคนไทย เอาวิถีชีวิตออกไปจากสังคมและชุมชนชาวไทย จะเป็นการลบล้างชาติออกไป อย่างไรก็ตามหากนายประสิทธิ์จะแฉเรื่องการบริหารงบประมาณภายในกระทรวงเกษตรฯ นั้น ตนเชื่อมั่นว่านายสมศักดิ์ทำงานโปร่งใสไม่ได้กลัวเรื่องการถูกตรวจสอบ

ต่อข้อถามว่า นายประสิทธิ์ ระบุนายสมศักดิ์กลัวว่า นายประภัตร โพธสุธน เลขาธิการพรรคชาติไทย จะแย่งตำแหน่งรัฐมนตรี นายภราดร กล่าวว่า คงเป็นลูกติดพัน ต่อข้อถามว่าจะกลายเป็นความขัดแย้งภายในพรรคชาติไทยหรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า หากมองด้วยใจเป็นกลาง ด้วยเหตุผล คงไม่ใช่ความขัดแย้ง ทุกคนต้องอยู่บนหลักการและเหตุผลและอยู่ที่ทั้งนายประภัตร และนายสมศักดิ์จะคุยกันอย่างไร เมื่อถามว่า แสดงว่ามีโอกาสที่นายสมศักดิ์และนายประภัตร จะมาจับเข่าคุยกันเพื่อเคลียร์เรื่องนี้ นายภราดร กล่าวว่า คงเป็นเรื่องของผู้ใหญ่.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-27 14:38:02



มท.1 ประสานไอซีทีตั้งคณะทำงานตรวจเว็บไซต์ที่แพร่ข้อความไม่เหมาะสม


27 พ.ค.- ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แถลงว่า หลังจากที่คณะรัฐมนตรีมอบหมายให้ตรวจสอบเว็บไซต์ที่เผยแพร่ข้อความไม่เหมาะสม กระทรวงมหาดไทยได้ตรวจสอบพบ 29 เว็บไซต์ที่มีข้อความหมิ่นเหม่ เป็นเว็บไซต์ที่ส่งมาจากต่างประเทศ 7 เว็บไซต์ และในประเทศ 22 เว็บไซต์ ซึ่งสามารถตรวจสอบได้ทั้งหมด 27 เว็บไซต์ แต่อีก 2 เว็บไซต์ยังตรวจสอบไม่ได้

ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า เบื้องต้นได้พูดคุยกับเจ้าของเว็บไซต์เพื่อแจ้งให้ทราบว่าแม้มีข้อความมาจากต่างประเทศ แต่เจ้าของควรรู้ว่าเหมาะสมหรือไม่ เพราะเรื่องนี้เป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐ หากมีส่วนร่วม ถือว่ากระทำความผิด ถ้าโดยเจตนาถือเป็นความผิดร่วมกัน หรือสนับสนุนการกระทำผิดในราชอาณาจักรที่จะต้องมีบทลงโทษ ทั้งนี้ เจ้าของเว็บได้ให้ความร่วมมือลบข้อความเหล่านั้น และจะมีมาตรการเพิ่ม โดยให้ผู้ที่ส่งข้อความแจ้งที่อยู่เพื่อที่จะสามารถควบคุมได้

“ขอยืนยันว่าไม่ได้ละเลยหรือหลีกเลี่ยงอย่างที่ผ่าน ๆ มา หลังจากนี้จะขอความร่วมมือจากกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ตั้งคณะทำงานที่มีความรู้เข้ามาดูแลตรวจค้นดำเนินการ” ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-27 14:25:46



ปชป.ประเดิมโครงการแรกขายข้าวราคาถูก 1 หมื่นถุง


กรุงเทพฯ 27 พ.ค. - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ตลาดเก่าย่านถนนเยาวราช พรรคประชาธิปัตย์ได้จัดโครงการ “ข้าวสารราคาถูก ช่วยลดภาวะสินค้าราคาแพง” โดยมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ มาจำหน่ายข้าวสารหอมมะลิ 100% ราคาถูก ถุงละ 140 บาท จำนวนกว่า 10,000 ถุง จากราคาปกติที่ 170-180 บาท โดยจำกัดครอบครัวละ 2 ถุง ซึ่งมีประชาชนให้ความสนใจมาเข้าคิวซื้อเป็นจำนวนมาก

ทั้งนี้ นายอภิสิทธิ์ ระบุว่า รัฐบาลไม่ได้ดำเนินการแก้ปัญหาเศรษฐกิจตามข้อเสนอของพรรค ดังนั้น พรรคจึงจัดโครงการนี้มาเพื่อลดภาระของประชาชน ขณะเดียวกัน ถือเป็นโครงการแรกที่พรรคจะแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในสภาวะเศรษฐกิจที่ข้าวยากหมากแพง. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-27 14:07:26



ชูศักดิ์ ยืนยันไม่จำเป็นต้องถอนญัตติแก้ไข รธน.


ทำเนียบฯ 27 พ.ค. - “ชูศักดิ์ ศิรินิล” ยันไม่จำเป็นต้องถอนญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญออกมาก่อนเพื่อทำประชามติ อ้างเป็นเอกสิทธิ์ที่ ส.ส.ทำได้ นำกฎหมายประชามติ 2541 หารือใน ครม. ว่ายังมีผลบังคับใช้อยู่หรือไม่ เพื่อเป็นทางออกแก้ปัญหาม็อบ พร้อมมั่นใจกรณี “จักรภพ” ไม่เป็นเหตุให้รัฐบาลล้ม ขู่พันธมิตรฯ อย่าเกินเลยสิทธิส่วนบุคคล แต่หวั่นปัญหาม็อบจะกลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียว โยนเป็นหน้าที่ของฝ่ายความมั่นคงที่จะต้องเข้ามาดูแลไม่ให้ปัญหาบานปลาย

นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แสดงท่าทีเปลี่ยนจากการคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาเป็นการขับไล่รัฐบาล ว่า สุดแต่จะพิจารณากันว่าเป็นอย่างไร เพราะการเมืองเวลานี้ยังแบ่งเป็นขั้วฝ่ายนั้นฝ่ายนี้ ทั้งนี้ ประเทศบอบช้ำมามากแล้ว น่าจะช่วยกันทำให้ประเทศชาติเดินหน้าต่อไปได้

เมื่อถามว่า ปัญหาจะลุกลามบานปลายหรือไม่ เนื่องจากมีการนำเรื่องนายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มาเป็นประเด็นโจมตีขับไล่รัฐบาล นายชูศักดิ์ กล่าวว่า เรื่องนี้ถือเป็นความรับผิดชอบของนายจักรภพ ที่บอกว่าเป็นดุลพินิจของประชาชน และสื่อในการพิจารณา เชื่อว่าสถานการณ์จะคลี่คลายไปในจุดที่ควรจะเป็น

ต่อกรณีในฐานะที่เป็นรัฐบาลจะหาทางออกให้บ้านเมืองอย่างไร นายชูศักดิ์ กล่าวว่า ในประเด็นของรัฐธรรมนูญมีความชัดเจนว่าดีที่สุดคือ การทำประชามติฟังความคิดเห็นของประชาชน ซึ่งเป็นทางออกระดับหนึ่ง แต่หากกลุ่มพันธมิตรฯ เห็นว่า ไม่ใช่ทางออกแล้วจะมาขับไล่รัฐบาล ตนเห็นว่าเป็นเรื่องของบ้านเมืองที่ต้องเข้ามาดู

ผู้สื่อข่าวถามว่า ขณะนี้มีการข้ามขั้นตอน โดยได้ยื่นญัตติเข้าสู่สภาฯ ก่อนที่จะทำประชามติ ดังนั้น ควรจะถอนญัตติออกมาก่อนเพื่อพิจารณาตามขั้นตอนหรือไม่ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า วันนี้ คงจะหารือกันว่ากฎหมายประชามติ ปี 2541 ยังมีผลบังคับใช้อยู่หรือไม่ คำวินิจฉัยของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญระบุว่า การยกเลิกรัฐธรรมนูญปี 2540 กฎหมายประกอบไม่ได้ยกเลิก ถ้าจะยกเลิกต้องมีคำสั่งให้ยกเลิก จึงคิดว่า พ.ร.บ.ประชามติปี 2541 ยังมีผลอยู่ แต่รัฐธรรมนูญปี 50 บอกว่า ให้ กกต.ไปทำกฎหมายประชามติภายใน 1 ปี ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นความสับสนทางกฎหมาย

“วันนี้คงหารือกันว่า ท้ายที่สุดกฎหมายดังกล่าวยังสามารถใช้ได้อยู่หรือไม่ ถ้าใช้ได้ก็ใช้กฎหมายนั้น แต่ถ้าใช้ไม่ได้ ก็จำเป็นต้องเร่งรัดในการตรากฎหมายออกมารองรับ อย่างไรก็ตาม กรณีที่ ส.ส.ยื่นญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้าสภาฯ ไปก่อนทำประชามติ ถือเป็นเอกสิทธิ์ของเขา แต่รัฐบาลมีสิทธิที่จะหารือใน ครม. ว่ามีเรื่องใดที่มีความจำเป็นควรหารือ หรือถามความคิดเห็นจากประชาชน ก็ออกเป็นมติ ครม. ตรงนี้ก็สามารถทำได้ ผมคิดว่า ทางที่ดีที่สุดคือ เมื่อบรรจุวาระไว้ก็บรรจุไป แต่ควรจะหารือในสภาฯ ว่า รัฐบาลกำลังจะทำประชามติ จะรอฟังก่อนหรือไม่ ซึ่งถือเป็นทางออกได้ ไม่จำเป็นต้องมาพิจารณาญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญในขณะนี้ว่ารับหลักการหรือไม่” นายชูศักดิ์ กล่าว

เมื่อถามว่า ผู้ใหญ่ในพรรคจะหารือกับ ส.ส.ในพรรค เพื่อที่จะถอนญัตติออกมาก่อนหรือไม่ นายชูศักดิ์ กล่าวว่า คงจะพูดคุยกับ ส.ส.ในพรรคที่ได้ยื่นเรื่องไปแล้ว และต้องพูดคุยกับประธานรัฐสภา ประธานวุฒิสภา ว่า ถ้าเป็นแบบนี้ทำได้หรือไม่ และคิดว่าน่าจะเป็นทางออกได้ ส่วนที่มีผู้ทยอยขอถอนชื่อออกนั้นเป็นเรื่องธรรมดา ส่วนตัวเห็นว่าไม่มีความจำเป็นอะไรที่ต้องถอนเรื่องออก เมื่อยื่นไปแล้วเป็นเอกสิทธิ์ของเขา ถ้ารัฐบาลเสนอให้มีประชามติก็ต้องรอฟังประชามติ เรื่องนั้นก็ค้างอยู่ แต่ถ้าเห็นว่าควรแก้ก็เดินหน้าต่อไป แต่ถ้าไม่เห็นด้วยต้องถอนเรื่องนั้นออก

ต่อข้อถามว่า กลุ่มผู้ชุมนุมได้เปิดประเด็นใหม่ ๆ โดยล่าสุด หยิบเรื่องล้มรัฐบาลมาโจมตี รัฐบาลจะชี้แจงหรือเรียกมาพูดคุยเพื่อหาทางแก้ไขปัญหาหรือไม่ นายชูศักดิ์ กล่าวว่า เป็นเรื่องที่นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี จะพิจารณาว่าควรเป็นอย่างไร แต่เห็นว่าประเทศชาติไม่ควรจะไปถึงขนาดนั้น เพราะบอบช้ำมามากแล้ว

“เรื่องที่กลุ่มผู้ชุมนุมโจมตีถึงขั้นไล่รัฐบาล ผมคิดว่าเลยเถิด และถ้าเลยเถิดไปเช่นนี้ ก็เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะเข้าไปแก้ไขปัญหา“ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว

ต่อกรณีนายกรัฐมนตรีไม่ใช่คนประนีประนอม เกรงว่าจะเกิดปัญหาหรือไม่ นายชูศักดิ์ กล่าวว่า ดูว่าในอนาคตจะเป็นอย่างไร นายกรัฐมนตรีคงจะหารือกับฝ่ายความมั่นคงถ้าเหตุการณ์บานปลาย แต่อยากฝากเตือนสติว่า ไม่ควรจะมีเหตุวุ่นวาย รุนแรงในบ้านเมือง

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีข่าวว่านายกรัฐมนตรีจะเรียกฝ่ายความมั่นคงหารือ นายชูศักดิ์ กล่าวว่า ไม่ทราบ เป็นเรื่องของนายกรัฐมนตรี อย่างไรก็ตาม กลุ่มผู้ชุมนุมควรคำนึงถึงเรื่องการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลด้วย ที่ผ่านมา ใช้วิธีการประนีประนอม ไม่ได้จัดการโดยเด็ดขาด เพราะถือว่าเป็นสิทธิตามระบอบประชาธิปไตย แต่ถ้าเกินเลยไปเป็นเรื่องที่ฝ่ายความมั่นคงจะเข้ามาดูแลความปลอดภัย รัฐบาลคงไม่นิ่งดูดายปล่อยให้สถานการณ์บานปลายไปเรื่อย ๆ เพียงแต่ที่ผ่านมา เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน อาจกลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียว หากจะทำอะไรต้องรอบคอบระมัดระวัง ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา

เมื่อถามว่า มี ส.ส.ของพรรคได้กล่าวอาฆาตว่า หากแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ไปต่างจังหวัด จะมีการตั้งค่าหัว นายชูศักดิ์ กล่าวว่า เป็นความเห็นส่วนตัว พวกตนได้แต่เตือนว่า อย่าไปสร้างเงื่อนไขอะไรที่มีความรุนแรง หรือเกิดความท้าทาย ดังนั้น ทุกฝ่ายควรฟังความเห็นของกันและกัน และเคารพซึ่งกันและกัน คิดว่าบ้านเมืองเดินหน้าไปได้.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-27 14:03:49



เลขาฯ กฤษฎีกาแนะควรปล่อยให้ กกต.ไปยกร่าง กม.ประชามติดีกว่า


ทำเนียบฯ 27 พ.ค.-เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ระบุไม่น่าจะใช้กฎหมายลูกว่าด้วยประชามติปี 2541 มาทำประชามติเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ เพราะสิ้นสภาพไปพร้อมรัฐธรรมนูญปี 2540 แล้ว ชี้คำสั่งนายกฯ ไม่มีผลบังคับใช้เหมือนกฎหมาย แนะทางที่ดีควรปล่อยให้ กกต.ไปยกร่างกฎหมายประชามติเสนอผ่านขั้นตอนของสภาฯ ดีกว่า

คุณพรทิพย์ จาละ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา กล่าวก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี ว่า การทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญจะออกเป็น พ.ร.ก. หรือจะนำ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยประชามติ ปี 2541 มาใช้ ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคณะรัฐมนตรี แต่เห็นว่า พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยประชามติ ปี 2541 ไม่น่าจะใช้ได้ เพราะเป็นกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ปี 2540 ต้องยุติไปพร้อมกับกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญอื่น แต่ขณะนี้ยังมีความเห็นที่ขัดแย้งกันอยู่ว่า จะสามารถนำมาใช้ได้หรือไม่

ส่วนกรณีที่ นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุสามารถใช้กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าวได้ โดยอ้างคำวินิจฉัยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคดียุบพรรคไทยรักไทยนั้น เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา กล่าวว่า กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ และ พ.ร.บ.มีฐานะเหมือนกัน แต่ประเด็นอยู่ที่กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญจะสิ้นสุดลงพร้อมกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ นักกฎหมายหลายคนเห็นว่าต้องสิ้นผลตามรัฐธรรมนูญ แต่กฎหมายบางฉบับอาจมีผลอยู่ได้ เพราะมีประกาศของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข รองรับให้มีผลต่อไปได้ แต่ไม่ใช่กฎหมายประชามติ

ต่อกรณีหากนายกรัฐมนตรีจะเสนอใช้มาตรา 11 ของ พ.ร.บ.การบริหารราชการแผ่นดิน โดยออกเป็นคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ให้มีการทำประชามตินั้น คุณพรทิพย์ กล่าวว่า คำสั่งของนายกรัฐมนตรี คงไม่มีผลบังคับใช้ได้เหมือนกฎหมาย เพียงแต่เป็นคำสั่งในทางบริหาร ซึ่งการทำประชามติ จะต้องคล้ายกับครั้งที่ผ่านมา โดยออกกฎหมายในระดับเดียวกับ พ.ร.บ. เพราะต้องมีกระบวนการ วิธีการ การลงโทษผู้กระทำผิด ต่อต้าน หรือขัดขวาง และทางออกที่ดีที่สุด ควรปล่อยให้เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ แต่อาจจะล่าช้า เพราะต้องผ่านสภาผู้แทนราษฎร .-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-27 13:53:08

ชาวบ้านไม่พอใจพันธมิตรชุมนุม/ ขอนแก่น-กาฬสินธุ์ ออกโรงประณามกลับ

ปฏิกิริยาต้านกลุ่มพันธมิตรขยายวงออกภูธร ล่าสุด นักจัดรายการวิทยุชื่อดังเมืองขอนแก่น ระบุทำบ้านเมืองวุ่ยวายไม่รู้จบ แต่ก็โดนสมุนผู้จัดการโจมตีกลับ ขณะที่กาฬสินธุ์ ชาวบ้านกว่า 500 คน เผาหุ่นประท้วง ส.ว. ถอนชื่อร่วมแก้ไข รธน.

ทั้งนี้ มีรายข่าวเปิดเผยว่า หลังนายชาติชาย ชาธรรมา นักจัดรายการวิทยุชื่อดัง คลื่น เอฟเอ็ม 99.50 เมกะเฮิรตซ์ สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย หรือ สวท.ขอนแก่น ได้แสดงความคิดเห็นผ่านรายการ โดยชี้ว่า การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่เกิดขึ้นขณะนี้จะเป็นการสร้างความวุ่นวายให้กับบ้านเมืองนั้น ได้เกิดปฏิกิริยาขึ้นจากศูนย์ข่าวผู้จัดการ-เอเอสทีวี นิวส์วัน ภาคอีสาน จ.ขอนแก่น ได้ออกมาโจมตีนายชาติชาติ ลำเอียง

"เขาจัดรายการแบบคนบ่น บ่นไปเรื่อย ไม่ได้ให้สาระอะไรกับผู้ฟังนะ แต่ที่รับไม่ได้เพราะที่เขาบ่น มันยิ่งทำให้คนที่ไม่รู้ความจริงอีกด้าน กลายเป็นเข้าใจผิดหมดว่าคนมาชุมนุมเพื่อรักษาชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เป็นพวกสร้างความวุ่นวายให้บ้านเมือง" ศูนย์ข่าวผู้จัดการโจมตี พร้อมระบุอีก ว่า

การจัดรายการลักษณะดังกล่าวของนายชาติชาย ทำให้ผู้ฟังจำนวนหนึ่งทนไม่ได้ และมีผู้โทรศัพท์แสดงความคิดเห็นในรายการ ขอให้นายชาติชาย จัดรายการอย่างเป็นกลาง เสนอข้อมูลทุกด้านต่อผู้ฟัง เนื่องจากการชุมนุมของพันธมิตรฯ เป็นการทำหน้าที่ของพลเมืองไทยที่ออกมาปกป้องชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เพราะการเร่งแก้รัฐธรรมนูญเพื่อฟอกความผิดของทักษิณ ยิ่งจะนำมาซึ่งความเสียหายต่อชาติบ้านเมืองอย่างไม่อาจแก้ไขได้อีก

ศูนย์ข่าวผู้จัดการ ยังประสานเสียงมีนัยเช่นเดียวกับการปราศรัยป้ายสี พ.ต.ท.ทักษิณ ที่กรุงเทพฯด้วยว่า กระบวนการแก้รัฐธรรมนูญ เป็นไปเพื่อลบความผิดจากการขายชาติ ขายแผ่นดิน ของพ.ต.ท.ทักษิณ ทั้งหมด และจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงการปกครองในประเทศไทย ที่คนไทยผู้รักชาติ เทิดทูนสถาบันไม่อาจยอมรับได้ จึงออกมารวมตัวกัน
ต่อเรื่องนี้นายชาติชาย ชาธรรมา ชี้แจงผ่านผู้สื่อข่าวเอเอสทีวี นิวส์วัน และนสพ.ผู้จัดการ ว่าตนไม่ได้จัดรายการลำเอียง อย่างที่ผู้สนับสนุนพันธมิตรประชาชนฯในจังหวัดขอนแก่นเข้าใจ การจัดรายการของตนยึดมั่นในรัฐธรรมนูญที่ให้สิทธิ์ในการพูดแสดงความคิดเห็นอย่างเสรี ทั้งนี้ การชุมนุมของพันธมิตร ตนก็เห็นว่าหากเป็นไปตามรัฐธรรมนูญก็ทำได้ แต่จะต้องดูให้ดี ว่าจะต้องไม่สร้างความเดือดร้อนให้ใคร

ส่วนการออกมายื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญของ ส.ส. พลังประชาชน และ ส.ว. ก็เป็นสิทธิที่เขาทำได้เช่นกัน เพราะนักการเมืองต้องทำงาน หากเห็นว่ามาตราใดไม่เหมาะ ก็ต้องขอให้แก้ ซึ่งหากมีการทำประชาพิจารณ์แล้ว ก็เป็นหน้าที่ประชาชนที่จะตัดสินใจว่าให้แก้ หรือไม่ให้แก้ ตนก็เห็นว่าในรัฐธรรมนูญมีกฎกติกาดีทุกอย่าง จึงอยากให้ทุกคนว่าไปตามกฎหมาย อ้างอิงรัฐธรรมนูญทุกอย่าง เพราะอยากให้สังคมสงบ ไม่ได้เชียร์ใคร

“จะมีการแก้รัฐธรรมนูญหรือไม่ ผมไม่เดือดร้อน แต่หากไม่แก้อาจกระทบกับการทำงานของนักการเมือง เพราะมี ส.ส.ที่เคยโอดครวญกับผมว่า การแก้เขตเลือกตั้งของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ทำให้ส.ส.ทำงานลำบากมากขึ้น จะเดินหาเสียงก็ยุ่งยาก เพราะเขตกว้างมาก ผมก็ต้องออกมาให้ความรู้ เพราะผู้ฟังต้องการความรู้จากสื่อวิทยุ" นายชาติชาย กล่าว

ขณะเดียวกันที่จังหวัดกาฬสินธุ์ สมาพันธ์ประชาธิปไตยคนอีสาน กว่า 500 คน ยกพวกปิดถนนและเผาหุ่นประท้วง ส.ว.กาฬสินธุ์ "สิทธิศักดิ์ ยนต์ตระกูล " หลังไม่พอใจ กรณีถอนรายชื่อสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

โดยนายสำรอง โพธิ์ซก ประธานสมาพันธ์ประชาธิปไตยคนอีสาน ได้นำชาวบ้านประมาณ 500 คน จากหลายอำเภอเดินทางไปประท้วงที่หน้า บริษัท โตโยต้า กาฬสินธุ์ ซึ่งเป็นของนายสิทธิศักดิ์ ยงตระกูล ส.ว.กาฬสินธุ์ เนื่องจากไม่พอใจที่ นายสิทธิศักดิ์ ไม่สนับสนุนรัฐบาลในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยแกนนำ กล่าว่า การกระทำของนายสิทธิศักดิ์ เสมือนเป็นการสร้างปัญหาให้เกิดความแตกแยก เนื่องจากรัฐธรรมนูญปี 2550 เปรียบเสมือนรัฐธรรมนูญของทหาร มีความเป็นเผด็จการในตัว ขณะที่ประชาชนชาวกาฬสินธุ์มีแนวคิดสนับสนุนให้แก้ไขอยู่แล้ว ในเมื่อมีการถอนชื่อออก จึงเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม ขาดความรับผิดชอบ จึงได้พาชาวบ้านเข้ามาประท้วง


คตส.ปัดสวะฟ้องยึดทรัพย์กว่า 7 หมื่นล./ ชี้ ทรัพย์สินได้มาก่อนเป็นนายกฯ

“พงษ์เทพ” ชี้ทรัพย์สิน พ.ต.ท.ทักษิณ ได้มาก่อนนั่งเก้าอี้นายกฯ ขณะที่ทีมทนาย ชี้ คตส.เร่งส่งฟ้องเพราะใกล้หมดอายุ เลยโยนกองให้อัยการสูงสุด

นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา โฆษกส่วนตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าว ก่อนเดินทางร่วมคณะของ พ.ต.ท.ทักษิณ ไปประเทศอินโดนีเซีย ในวันนี้ (27 พ.ค.) เพื่อร่วมประชุมการลงทุนในภูมิภาค กรณี คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) มีมติอายัดทรัพย์สินกว่า 76,000 ล้านบาท ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ก่อนส่งให้ อัยการสูงสุด สั่งฟ้อง ว่า ทรัพย์สินดังกล่าว เป็นทรัพย์สินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่มีมาก่อนเข้าดำรงตำแหน่งทางเมือง ไม่ใช่ทรัพย์สินที่มีขึ้นหลังจากการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และ พ.ต.ท.ทักษิณ พร้อมพิสูจน์เรื่องดังกล่าวในชั้นศาลเพื่อให้ทุกฝ่ายทราบความจริง

"มันทรัพย์สินแต่เดิมที่มีอยู่ ต่อมามีการโอนอะไรกัน ก็ทรัพย์สินก้อนเดียวกัน ในส่วนเฉพาะที่เกี่ยวกับลูกท่าน ไม่ใช่หุ้นใหม่ ไม่ได้เป็นการหาหุ้นใหม่อะไร" โฆษกส่วนตัวอดีตนายกรัฐมนตรี กล่าว

โฆษกส่วนตัวอดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวต่อถึงการลงทุนโครงการโมเดิร์น ซิตี้ ที่เกาะกง ประเทศกัมพูชา ว่า ไม่ใช่การลงทุนของ พ.ต.ท.ทักษิณ แต่ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นเพียงผู้เชิญชวนให้นักลงทุนเข้ามาลงทุน เพราะเชื่อว่าจะได้ประโยชน์กับประเทศไทย

ด้านนายฉัตรทิพย์ ตัณฑประศาสน์ ทนายความผู้รับมอบอำนาจจาก พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวถึงกรณีที่ คตส. มีมติส่งเรื่องให้อัยการสูงสุด ฟ้องยึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ว่า ทีมทนายความ คาดการณ์ไว้แล้วต้องออกมาในลักษณะนี้ เนื่องจาก คตส. เหลืออายุการทำงานอีกเพียง 1 เดือนหากไม่เร่งดำเนินการคำสั่งอายัดทรัพย์ ก็จะหมดไปตามวาระด้วย อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับหุ้นตั้งแต่ก่อนเข้าดำรงตำแหน่งทางการเมือง พร้อมระบุ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่รู้สึกกังวลและได้กำชับทีมทนายความ ให้เตรียมพยานหลักฐานเอกสารไว้ต่อสู้ในชั้นศาล และเมื่อถึงขั้นตอนนั้น อาจต้องขอให้ศาลใช้อำนาจในการเรียกเอกสารเพิ่มเติม

นอกจากนี้ นายฉัตรทิพย์ ยังระบุว่า การทำงานของ คตส. มีลักษณะเคลือบแคลงในการตั้งข้อกล่าวหา ซึ่งไม่มีหลักฐานชัดเจน เป็นเพียงการตั้งข้อสันนิษฐานเท่านั้น รวมทั้ง การที่ทนายความอ้างพยานจำนวนหลายปาก ก็ไม่ได้รับความเห็นชอบ จาก คตส. ด้วย


“หมอเหวง”หนุน นายกฯ ทำประชามติ – เสนอปลด2พลเอกทรราชย์

แกนนำ คปพร. ออกโรงหนุน “สมัคร” ทำประชามติแก้ รธน.50 เพื่อลดความขัดแย้งทางการเมือง ปิดช่องกลุ่มพันธมารปลุกปั่นสร้างความแตกแยกในสังคม เสนอปลด 2 พลเอก “สพรั่ง – สมเจตน์” ไม่หนุนประชาธิปไตย เป็นเผด็จการทรราชย์

เช้าวันนี้ (27 พ.ค.) นพ.เหวง โตจิราการ พร้อมแกนนำตัวแทนคณะกรรมการประชาชนเพื่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี โดยมี นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รับหนังสือแทน

ทั้งนี้ เพื่อสนับสนุนการลงประชามติต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 50 เพื่อลดสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง และปิดช่องที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจะอาศัยสถานการณ์นำไปสู่ความวุ่นวายทางการเมือง

พร้อมเรียกร้องให้มีการปลดนายทหาร 2 คน คือ พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร รองปลัดกระทรวงกลาโหม และ พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม ที่ปรึกษากระทรวงกลาโหม อดีตหัวหน้าสำนักงานเลขาธิการคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) เนื่องจากมีพฤติกรรมไม่สนับสนุนระบอบประชาธิปไตย และเป็นเผด็จการทรราชย์ พร้อมให้ทบทวนกรณีการปรับรายละเอียดเรื่องศาสนาออกจากบัตรประชาชน และให้บรรจุข้อความว่า “ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ” ในรัฐธรรมนูญ

“เราขอสนับสนุนความเห็นของนายกรัฐมนตรีเต็มที่ และเพื่อให้ความขัดแย้งทางการเมืองในปัจจุบันได้มีข้อยุติที่สร้างสรรค์ด้วยสันติวิธี และหยุดยั้งโอกาสที่พันธมิตรฯ จะปลุกปั้นสถานการณ์อันจะนำไปสู่ความยุ่งเหยิงทางการเมืองหรือการรัฐประหารได้ในที่สุด” นพ.เหวง กล่าว

ทั้งนี้ การทำประชามติถือเป็นหัวใจสำคัญตามครรลองประชาธิปไตย แม้บางฝ่ายจะอ้างว่าไม่มี พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญเรื่องการประชามติ แต่รัฐบาลสามารถออกเป็นพระราชกำหนดหรือพระราชกฤษฎีกาได้ภายในเวลาอันสมควร ทำให้เห็นว่ารัฐบาลยึดมั่นแนวทางประชาธิปไตยในการแก้ไขปัญหาของประเทศ

นอกจากนี้ นพ.เหวง ระบุด้วยว่า ทหารและกองทัพจะต้องมีความเป็นประชาะธิปไตยด้วยเช่นกัน แต่ขณะนี้พบว่ามี 2 นายทหารที่ไม่เข้าข้างประชาธิปไตย คือ พล.อ.สมเจตน์ และ พล.อ.สพรั่ง ดังนั้น จึงขอให้นายกรัฐมนตรี ในฐานะรมว.กลาโหม ช่วยพิจารณาการกระทำของนายทหาร 2 นายนี้ด้วย




พปช. ฉงน ปธ.วุฒิรับเรื่องถอดถอน ส.ส-ส.ว. ไร้ 2 หมื่นรายชื่อ

ส.ส.สุทิน ตั้งข้อสงสัย ประธานวุฒิ รับเรื่อง ถอดถอน ส.ส.-ส.ว. ไร้รายชื่อประชาชนครบจำนวน ชี้ ให้จับตา เล่นตามเกมพันธมิตร

นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคพลังประชาชนในฐานะคณะกรรมการประชาสมัพันธ์การแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 กล่าวว่า ภายหลังจากที่นายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา ได้รับเรื่องถอดถอน ส.ส.-ส.ว.ที่เข้าร่วมลงชื่อในญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญจากแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในวันนี้ (26 พ.ค.) ส.ส.ในพรรคพลังประชาชนหลายคนได้ตั้งข้อสังเกตถึงการทำหน้าที่ของนายประสพสุขว่า นายประพสุขอาจไม่รู้ว่าตนเองกำลังทำอะไร เพราะในฐานะที่เป็นถึงประธานวุฒิต้องมีความรอบคอบตรวจสอบก่อนว่า กลุ่มพันธมิตรฯมีรายชื่อประชาชนที่จะมาถอดถอนจริงหรือไม่

ซึ่งการยื่นของกลุ่มพันธมิตรฯมามือเปล่า ยังไม่สามารถหารายชื่อของประชาชนได้ครบ แต่นายประสพสุขกลับรีบรับเรื่องไว้และให้ข่าวว่าเป็นการยื่นถอดถอน ส.ส.-ส.ว. ซึ่งเป็นไปตามเกมของกลุ่มพันธมิตรฯ ดังนั้น ส.ส.พรรคพลังประชาชนจึงจับตาดูท่าทีของนายประสพสุข