WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, May 28, 2008

‘ทักษิณ’พร้อมแจงที่มา7.6หมื่นล. ทนายซัดคตส.ปัดฟังพยานจำเลย

“พงศ์เทพ” ยัน ที่มาทรัพย์สินอดีตนายกฯ ได้มาก่อนดำรงตำแหน่ง พร้อมชี้แจงที่มาให้ทุกฝ่ายรู้ความจริง “ทีมทนาย” แฉ คตส.ปัดสวะเพราะใกล้หมดอายุ ทั้งยังทำงานน่าสงสัย ตั้งข้อกล่าวหาด้วยการสันนิษฐาน พร้อมกลั่นแกล้งปัดไม่ฟังพยานจำเลยหลายปากดื้อๆ

ภายหลัง คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) มีมติส่งเรื่องให้อัยการสั่งฟ้องยึดทรัพย์กว่า 7.6 หมื่นล้านบาทของอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ตามที่เป็นข่าวไปแล้วนั้น ในวันนี้ (27 พ.ค.)

นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา โฆษกส่วนตัว พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวก่อนเดินทางร่วมคณะของพ.ต.ท.ทักษิณ ไปประเทศอินโดนีเซีย เพื่อร่วมประชุมเกี่ยวกับการลงทุนในภูมิภาค ต่อกรณีดังกล่าวว่า ทรัพย์สินดังกล่าวเป็นทรัพย์สินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่มีมาก่อนเข้าดำรงตำแหน่งทางเมือง ไม่ใช่ทรัพย์สินที่มีขึ้นหลังจากการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ พร้อมพิสูจน์เรื่องดังกล่าวในชั้นศาลเพื่อให้ทุกฝ่ายทราบความจริง

“มันเป็นทรัพย์สินแต่เดิมที่มีอยู่ ต่อมามีการโอนอะไรกัน ก็เป็นทรัพย์สินก้อนเดียวกัน ในส่วนเฉพาะที่เกี่ยวกับลูกท่าน ไม่ใช่หุ้นใหม่ ไม่ได้เป็นการหาหุ้นใหม่อะไร” โฆษกส่วนตัวอดีตนายกฯ กล่าว พร้อมชี้แจงถึงการลงทุนโครงการโมเดิร์น ซิตี้ ที่เกาะกง ประเทศกัมพูชา ด้วยว่า ไม่ใช่การลงทุนของพ.ต.ท.ทักษิณ แต่พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นเพียงผู้เชิญชวนให้นักลงทุนเข้ามาลงทุน เพราะเชื่อว่าจะได้ประโยชน์กับประเทศไทย

ขณะที่นายฉัตรทิพย์ ตัณฑประศาสน์ ทนายความผู้รับมอบอำนาจจาก พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวถึงกรณีที่ คตส.มีมติส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดฟ้องยึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ว่า ทีมทนายความ คาดการณ์ไว้แล้วต้องออกมาในลักษณะนี้ เนื่องจาก คตส.เหลืออายุการทำงานอีกเพียง 1 เดือน หากไม่เร่งดำเนินการ คำสั่งอายัดทรัพย์จะหมดไปตามวาระด้วย อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับหุ้นตั้งแต่ก่อนเข้าดำรงตำแหน่งทางการเมือง พร้อมระบุ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่รู้สึกกังวลและได้กำชับทีมทนายความ ให้เตรียมพยานหลักฐานเอกสารไว้ต่อสู้ในชั้นศาล และเมื่อถึงขั้นตอนนั้น อาจต้องขอให้ศาลใช้อำนาจในการเรียกเอกสารเพิ่มเติม

นอกจากนี้ นายฉัตรทิพย์ ยังระบุว่า การทำงานของ คตส.มีลักษณะเคลือบแคลงในการตั้งข้อกล่าวหา ซึ่งไม่มีหลักฐานชัดเจน เป็นเพียงการตั้งข้อสันนิษฐานเท่านั้น รวมทั้งการที่ทนายความอ้างพยานจำนวนหลายปาก ก็ไม่ได้รับความเห็นชอบจาก คตส. ด้วย

ในอีกด้านหนึ่ง นายกล้าณรงค์ จันทิก กรรมการคนหนึ่งของ คตส.กล่าวถึงกรณีที่นายพงษ์เทพ ออกมาระบุ พ.ต.ท.ทักษิณ พร้อมพิสูจน์ที่มาของทรัพย์จำนวนดังกล่าวเป็นสิ่งที่ได้มาก่อนหน้าที่จะเข้าดำรงตำแหน่ง ว่า ก็แล้วแต่ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นสิทธิ์ที่กระทำได้ แต่คณะกรรมการ คตส.มีมติให้อายัดทรัพย์ เนื่องจากดูจากพฤติกรรมต่างๆ หลายอย่างประกอบไปด้วย ไม่ได้ดูเพียงที่ไปที่มาอย่างเดียว

เมื่อถามถึงความมั่นใจหลังส่งเรื่องอายัดทรัพย์ดังกล่าวให้กับทางอัยการสูงสุดแล้ว นายกล้าณรงค์ ตอบแต่เพียงว่า เรื่องดังกล่าว กรรมการได้ดูอย่างละเอียดแล้ว เชื่อว่าข้อกล่าวหานี้มีมูลเพียงพอ ซึ่งยืนยันอีกครั้งว่า มติดังกล่าวเป็นเอกฉันท์ จากคณะกรรมการคตส.ทุกคน

ขณะที่ นายแก้วสรร อติโพธิ เลขานุการ คตส. กล่าวผ่านรายการ “เจาะลึกทั่วไทยอินไซด์ไทยแลนด์” ถึงกรณีที่ คตส.มีมติให่ส่งเรื่องต่อศาลเพื่อยึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ว่า คำตอบสุดท้ายคือ ทักษิณซุกหุ้นชินฯภาค 2 ในชื่อของคนอื่นๆ ในขณะที่ตัวเองเป็นนายกฯ และพบว่ามีการฉ้อฉลเชิงนโยบายเอื้อประโยชน์ ซึ่งทั้งหมดเป็นเรื่องที่ คตส.ตั้งข้อกล่าวหาและให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชี้แจง แต่เมื่อชี้แจงแล้ว คตส.เห็นเป็นอื่นไม่ได้ ก็ใช้พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทุจรติแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่เห็นว่าร่ำรวยผิดปกติ ให้ยื่นศาลยึดทรัพย์เป็นของแผ่นดิน

นายแก้วสรร อธิบายด้วยว่า การร่ำรวยผิดปกติมี 2 ชนิดคือ รวยมาแล้วชี้แจงไม่ได้ว่ามาจากไหน อีกอย่างคือได้ทรัพย์สินมาโดยมิสมควรโดยใช้ตำแหน่งหน้าที่ ซึ่ง คตส.ใช้ข้อหลังนี้ดำเนินการ เพราะบุคคลใดก็ตามที่เป็นรัฐมนตรีจะถือประโยชน์ทับซ้อนไม่ได้ สัญญาสัมปทานก็ห้ามถือ เพราะเป็นประโยชน์สาธารณะ

“ที่ผ่านมา กฤษฎีกาชี้ว่า ทำโดยมิชอบ 3 เรื่อง ความเสียหายแสนกว่าล้านบาท ใน 5 เรื่องที่เป็นคดีความ ท่านก็บอกว่าไม่รู้ แต่ใน 5 เรื่องนี้ มี 2 เรื่องที่เราได้หลักฐานว่า ท่านเป็นคนสั่ง ก็แสดงให้เห็นว่า ประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการฝ่าฝืนข้อห้ามทางกฎหมาย จึงไม่สมควร และไม่ต้องเถียง เหมือนเจอพระในห้องกับสีกา ก็ไม่ต้องเถียงแล้ว เพราะไม่เหมาะสม เราจับได้ว่าคุณทำ 2 เรื่อง อีก 3 เรื่องก็ไม่ต้องเถียง ท่านเป็นเจ้าของชินคอร์ปครึ่งหนึ่ง หุ้นที่ท่านถืออยู่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินที่ได้มาโดยไม่ถูกต้อง เราตั้งข้อหาและให้ท่านชี้แจงและคิดว่าท่านแก้ไม่ได้ ก็เลยมีมติให้ส่งไปที่ศาล ต่อไปก็ขึ้นกับอัยการ ถ้าเห็นว่าสำนวนพอฟ้อง ก็ร่วมมือกับเรา หากไม่เห็นด้วย เราก็ฟ้องเอง”นายแก้วสรรกล่าว

เลขานุการคตส. กล่าวต่อว่า ตัวเลข 7.6 หมื่นล้านบาทที่จะยึดทรัพย์ครั้งนี้ คตส.นับตัวหุ้นที่เปลี่ยนเป็นเงิน อีกทั้งหุ้นตัวนี้มีการคลอดลูกออกมา รวมถึงเงินปันผล ก็คือ 7.3 หมื่นล้านบวกเงินปันผล โดยหักภาษีแล้วด้วย ก็ประมาณ 7.6 หมื่นล้านบาทเศษ โดยกระบวนการยึดทรัพย์นั้น เท่าที่ คตส.ติดตามและอายัดไว้ได้คือ 6.2 หมื่นล้านบาท กยังมีส่วนต่างอีก 1.4 หมื่นล้านบาท ที่หาตัวเงินไม่เจอแล้ว ซึ่งเมื่อส่งฟ้องศาล ก็ต้องให้ศาลสั่งอายัดต่อ

เดินหน้าประชามติ สมาพันธ์ปชต.หนุน ลดความตึงเครียด

ครม. มีมติเดินหน้าทำประชามติ ชง 2 แนวทาง โยนกฤษฎีกาตัดสินใช้กฎหมายปี 41 หรือรอ กกต. แก้กฎหมายรองรับ ภายในวันศุกร์นี้ ก่อนดันเข้าสภา “หมอเหวง” ยื่นหนังสือสนับสนุนถึงนายกฯ ระบุเพื่อลดความตึงเครียด ปิดช่องม็อบล้มรัฐบาลใช้เป็นข้ออ้าง

ขณะที่ ฝ่ายคัดค้านต่อต้านจุดชนวนประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 (รธน.50) อันนำไปสู่การล้มล้างรัฐบาลชุดปัจจุบัน ในอีกฟากหนึ่ง ฝ่ายที่สนับสนุนแก้ รธน.50 กำลังเดินหน้าในกระบวนการตามกฎหมายเพื่อผลักดันให้การแก้ รธน. เกิดขึ้นอย่างชอบธรรมในระบอบประชาธิปไตย อันมีประชาชนคนไทยเป็นเจ้าของอำนาจอย่างแท้จริง

ความคืบหน้าในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่มี นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม นั่งหัวโต๊ะเป็นประธาน ได้แถลงภายหลังถึง ครม. เห็นชอบที่จะให้มีการลงประชามติเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยพิจารณา 2 แนวทาง คือ 1.ขอความเห็นจากคณะกรรมการกฤษฎีกาเกี่ยวกับการนำ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ.2541 มาใช้ในการทำประชามติรับฟังความเห็นจากประชาชน เกี่ยวกับการแก้ รธน.50 ได้หรือไม่

และ 2.หากคณะกรรมการกฤษฎีกายืนยันว่าไม่สามารถนำมาใช้ได้ รัฐบาลก็จะรอให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พิจารณาทำกฎหมายประชามติ โดยเบื้องต้นคาดว่า กกต. จะยก ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ แล้วเสร็จในวันศุกร์ที่ 30 พฤษภาคมนี้

วันเดียวกัน นพ.เหวง โตจิราการ พร้อมแกนนำสมาพันธ์ประชาธิปไตย ในฐานะตัวแทนคณะกรรมการประชาชนเพื่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 เข้ายื่นหนังสือต่อ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ผ่านทาง นายชูศักดิ์ ศิรินิล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อสนับสนุนการลงประชามติต่อการแก้ไข รธน.50 เพื่อลดสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง และปิดช่องที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจะอาศัยสถานการณ์นำไปสู่ความวุ่นวายทางการเมือง ส่งผลให้พวกเผด็จการทหารอำมาตยาธิปไตยไม่อาจทำรัฐประหารได้อีกต่อไป

นายสมัคร นายกรัฐมนตรี แถลงที่ทำเนียบรัฐบาล ว่าวันนี้ (27 พ.ค.) ครม. ได้รับฟังความเห็นของตนและเห็นชอบให้มีการลงประชามติ เมื่อตรวจสอบกับทางคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว พบว่ามีกฎหมายประชามติที่ออกไว้ตั้งแต่ปี 2541 แต่มีข้อถกเถียงกันอยู่ว่ากฎหมายดังกล่าวจะหายไปพร้อมกับ รธน.40 หรือไม่ เพราะเป็นกฎหมายลูก จึงได้ขอให้ทางกฤษฎีการับเรื่องนี้ไปตรวจสอบ ถ้าเรื่องสามารถกลับมาได้เร็ว ก็จะใช้กฎหมายฉบับนี้ดำเนินการทำประชามติ แต่ถ้าเรื่องไม่สามารถกลับมาได้เร็ว การจะออกเป็นพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ตามที่เคยคิดไว้แม้จะสามารถทำได้ แต่เมื่อเรื่องเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร คาดการณ์ได้ว่าจะมีผู้คนทำให้เรื่องนี้เดินหน้าต่อไปไม่ได้ โดยการเอาเรื่องไปส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งก็จะไม่มีอนาคตว่าจะสามารถทำประชามติได้เมื่อไร

นายกฯ กล่าวต่อว่า ดังนั้น ช่องทางที่จะเป็นไปได้จริง กกต. ซึ่งได้ให้ความเห็นว่า ขณะนี้กำลังทำกฎหมายเรื่องนี้อยู่ กำลังจะเสร็จ กกต. ก็รับปากว่าจะเร่งทำให้เสร็จก่อนที่จะเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญ (ในวันที่ 9 มิ.ย.) และจะเอากฎหมายฉบับนี้เข้าสู่การพิจารณาในทันที เสร็จเรียบร้อยแล้วจะส่งให้วุฒิสภา หากวุฒิสภาบอกว่ายินดีจะพิจารณาให้ก็จะขยายเวลาการเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญออกไป

ทั้งนี้ ตนจะประสานงานกับประธานวุฒิสภา ว่าถ้าจะพิจารณาให้เราก็จะเปิดยืดเวลาของการเปิดสภาสมัยวิสามัญออกไปหลังการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ ปี 2552 แต่ถ้าวุฒิสภาบอกว่า ยังไม่อยากจะพิจารณาก็จะรอถึงเดือนกรกฎาคม ให้สภาเปิดประชุมสมัยสามัญ เราก็จะรอ แต่เมื่อสภาเปิดวุฒิสภาก็ต้องพิจารณากฎหมายนี้เป็นวาระแรก และเมื่อกฎหมายเสร็จก็จะเอาไปทำประชามติ

ทั้งนี้ มีรายงานข่าวแจ้งว่า หลังจากที่รัฐบาลเห็นชอบในแนวทางดังกล่าวแล้วส่งเรื่องให้คณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาเกี่ยวกับกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการทำประชามติปี 2541 คาดว่าจะใช้เวลา 1-2 สัปดาห์

ด้าน นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธาน กกต. กล่าวว่า ขณะนี้ กกต. กำลังเร่งดำเนินการยกร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ โดยทางด้านกิจการพรรคการเมืองจะประชุมเพื่อพิจารณาเป็นนัดแรกในวันที่ 28 พฤษภาคม และคาดว่าจะแล้วเสร็จอย่างเร็วที่สุดในวันศุกร์ที่ 30 พฤษภาคม และส่งมาให้ กกต. พิจารณาในวันเดียวกัน จากนั้นจะส่งให้ ครม. เสนอต่อรัฐสภาได้



Tuesday, May 27, 2008

กลุ่มชุมนุมยืดเยื้อ ‘สพรั่ง'โผล่ ลั่นทหารเฉยไม่ได้

หลังกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ประกาศคัดค้านการแก้รัฐธรรมนูญปี 2550 ด้วยการนัดมวลชนที่สนับสนุนมาร่วมชุมนุมใหญ่พร้อมขบวนประชาชนเรือนหมื่น จากอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เพื่อมาปักหลักชุมนุมที่หน้าทำเนียบรัฐบาลเมื่อคืนวันที่ 25 พ.ค. แต่ต้องผิดหวังเมื่อถูกตำรวจสกัดไว้ ที่บริเวณเชิงสะพานมัฆวานรังสรรค์และเกิดเหตุปะทะกันอย่างดุเดือดกับฝ่ายต่อต้านพันธมิตร ทำให้มีผู้บาดเจ็บหลายสิบราย ล่าสุดพันธมิตร ได้ปรับยุทธศาสตร์ใหม่ ด้วยการยึดถนนหลวงชุมนุมยืดเยื้อ ปักหลักไล่รัฐบาลเหมือนการชุมนุมใหญ่เพื่อไล่รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เมื่อปี 2549

ทั้งสองฝ่ายตึงเครียดตลอดคืน

บรรยากาศการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตร ตั้งแต่ช่วงหลังเที่ยงคืนวันที่ 25 พ.ค. ต่อเนื่องจนถึงเช้าวันที่ 26 พ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เต็มไปด้วยความตึงเครียด เมื่อกลุ่มต่อต้านพันธมิตรยังคงเตรียมอาวุธไว้ครบมือ ทั้งไม้ก้อนหิน รวมตัวราว 50 คน หน้าสถานีตำรวจนครบาลนางเลิ้ง หวังบุกเข้าไปก่อเหตุก่อกวนยั่วยุกลุ่มพันธมิตรอีกระลอก โดยมีตำรวจนครบาลนางเลิ้งนำแผงเหล็กมากั้นสกัดไว้ ตรงกลางไม่ให้เข้ามาใกล้กับกลุ่มพันธมิตรได้ ขณะที่มวลชนของพันธมิตรก็ไม่ยอมรามือ หลังตั้งเวทีปราศรัยเชิงสะพานมัฆวานฯ ระดมชายฉกรรจ์กว่า 300 คน ตั้งแถวหน้ากระดาน ใช้แผงเหล็กปิดกั้นถนนราชดำเนินนอก ตั้งแต่ แยก จปร. ตั้งป้อมรอรับการบุกของฝ่ายต่อต้าน โดยเตรียมอาวุธ ไม้ เหล็กแป๊บ ก้อนหิน โล่ ที่ทำจากจานดาวเทียม และถังขยะ ฯลฯ ไว้ตอบโต้ แต่ตลอดคืนไม่มีฝ่ายไหนข้ามเส้นกั้นมาหาเรื่องกัน ได้แต่ใช้เครื่องกระจายเสียง ตะโกนด่าทอและโห่ร้องยั่วยุกันไปมาเป็นระยะๆ

พร้อมรับมือการสลายการชุมนุมของ ตร.

สำหรับประชาชนที่สนับสนุนพันธมิตรเริ่มทยอยเดินกลับจนเหลือปักหลักนั่งๆนอนๆบนถนนราว 1 พันคน ในเวลา 01.45 น. พล.ต.จำลอง ศรีเมือง เดินมาสั่งการชายฉกรรจ์ที่ทำหน้าที่การ์ด ให้ขยับแนวรั้วเหล็กจากแยก จปร. ย้ายเข้ามาบริเวณหน้าองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ บีบพื้นที่ ชุมนุมให้แคบลง และเวลา 03.35 น. พล.ต.จำลองประกาศในการชุมนุมให้เตรียมพร้อมรับมือการเข้าสลายการชุมนุมของตำรวจ ที่มีข่าวจะบุกเข้ามาช่วงเช้ามืด ก่อนระดมอาวุธทุกชนิดมาเตรียมป้องกัน และประกาศกร้าวไม่ยอมที่จะเสียพื้นที่ชุมนุมไม่ว่าจะถูกกระบองหรือแก๊สน้ำตาจากตำรวจ

ตีห้าครึ่งปรับแผนเป็นชุมนุมยืดเยื้อ

เมื่อถึงเวลา 05.30 น. ฝ่ายต่อต้านที่รวมตัวกันอยู่หน้าโรงพักนางเลิ้ง ได้สลายการชุมนุม เวทีปราศรัยพันธมิตรจึงเปิดฉากขึ้น และจากท่าทีของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่ตรึงฝ่ายพันธมิตรไว้ที่บนสะพานมัฆวานฯ และเริ่มใช้ ตชด. ในชุดปราบจลาจลมาตรึง โดยไม่มีทีท่าจะโอนอ่อนให้เคลื่อน ขบวนต่อไปยังหน้ารัฐสภา เพื่อยื่นหนังสือถอดถอน ส.ส. และ ส.ว.ที่เข้าชื่อแก้รัฐธรรมนูญ พันธมิตรจึงเริ่มการปรับแผนครั้งใหญ่จากที่ตอนแรกตั้งเป้าว่าหลังยื่นหนังสือประธานรัฐสภาก็จะสลายการชุมนุมกลับ แต่แกนนำทั้งหมดขึ้นเวทีปราศรัยแล้วขอความเห็นจากประชาชนที่ยังคงเหลืออยู่ราว 500 คน ว่าจะมีการปักหลักชุมนุมยืดเยื้อบนถนนเพื่อไล่รัฐบาลหรือไม่ ทันทีที่มีประชาชนโห่ร้องแสดงความเห็นด้วย นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานพันธมิตร จึงประกาศว่าจะมีการนำเต็นท์มาตั้งบนถนนราชดำเนินนอก พร้อมปรับทีมงานโฆษกพิธีกรบนเวที โดยจะมีการชวนแนวร่วมมาสลับกันขึ้นเวทีปราศรัยต่อเนื่องไปเรื่อยๆตลอดวันทันที อย่างไรก็ตาม สำหรับการปรับแผนชุมนุมยืดเยื้อของพันธมิตรครั้งนี้มีขึ้นอย่างกะทันหันมาก จากการสอบถาม แม้แต่ทีมงานพันธมิตรเองยังปรับตัวตามไม่ทัน และยังไม่เข้าใจเหตุผลด้วย

อ้างทำเพื่อชาติครั้งสุดท้าย

นายสนธิ ลิ้มทองกุล กล่าวว่า การตัดสินใจชุมนุมยืดเยื้อในครั้งนี้ ได้ขอมติจากประชาชนที่มาร่วมแล้วส่วนใหญ่เห็นด้วย ทั้งคนที่มาร่วมก็ยังไม่มีใครอยากกลับ เงื่อนไขการชุมนุมยืดเยื้อครั้งนี้ คือไล่รัฐบาลชุดนี้ต้องออกไป เหตุผลไม่ใช่เพราะปัญหาการแก้รัฐธรรมนูญเพื่อ ช่วยพวกพ้องอย่างเดียว แต่ยังมีเรื่องของการบริหารประเทศ ที่ล้มเหลวในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจและเรื่องอื่นๆ จากการที่ถูกฝ่ายต่อต้านมาทำร้ายตลอดการชุมนุมที่ผ่านมา พันธมิตรก็จะปรับแผนยกระดับการป้องกันตัวเองให้มากขึ้น นี่ไม่ใช่ไพ่ใบสุดท้ายของพันธมิตร แต่เป็นการแสดงพลังและสู้เพื่อชาติสุดท้ายมากกว่า จากปัญหาต่างๆที่พันธมิตรได้เห็นมาจากรัฐบาลชุดนี้ ทำให้รู้สึกว่าสังคมไทยนั้น ไม่สนใจรับรู้ในสิ่งที่เกิดขึ้น แต่มีประชาชนอีกส่วนหนึ่งที่สนใจและไม่พอใจ หากเราไม่ได้จัดการชุมนุมครั้งนี้ จะรู้สึกเสียใจมากที่ไม่ได้ทำหน้าที่ สุดท้ายหากชุมนุมแล้วคนมาร่วมกับเราน้อย ก็แสดงว่าสังคมไทย ไม่ต้องการรับรู้ปัญหาและแก้ไขร่วมกับเรา หากมีม็อบไม่เห็นด้วยกับการชุมนุมยืดเยื้อแค่ 1 ใน 3 เราก็จะสลายตัวทันที

อ่านรายละเอียดต่อ ไทยรัฐ


ครม.ลุยประชามติแก้รธน. ไม่กล้าดันทุรังออกพ.ร.ก.

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ ว่า ที่ประชุมวางแนวทางการออกเสียงประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ไว้ 2 แนวทาง โดยแนวทางแรกมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาไปตรวจสอบพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชา มติ พ.ศ. 2541 ว่า ยังสามารถนำมาบังคับใช้ได้หรือไม่ แต่ถ้าหากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาไม่สามารถส่งเรื่องให้พิจารณาได้ทัน มีอีกแนวทางหนึ่ง คือ จะให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ดำเนินการ ที่ กกต. ให้ความเห็นว่า จะร่างกฎหมายประชามติให้เสร็จทันก่อนเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญนี้ โดยจะบรรจุเป็นวาระแรกของการประชุม

นายกฯ และรมว.กลาโหม กล่าวต่อว่า แม้จะสามารถออกเป็นพระราชกำหนดได้ (พ.ร.ก.) ได้ แต่คาดว่า จะมีคนพยายามทำให้เรื่องนี้ ให้เดินหน้าต่อไม่ได้ด้วยการเสนอเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความจึงจะใช้วิธีดังกล่าว ดังนั้น ในช่วงเวลา 45 วันจากนี้ ไป จะให้ทุกฝ่ายเปิดการรณรงค์ทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้เต็มที่

“ตัดประเด็นการถกเถียงทั้งหลายทั้งปวง เมื่อมีประชามติแล้วถ้าหากว่า ไม่แก้ ก็ต้องเลิกเรื่องนี้ ไปเลย ไม่มีอะไรเลย ถ้าแก้ก็ขอให้รู้ว่า การแก้จะอยู่ในความดูแลของคนที่รับเลือกตั้งมา ทั้งแต่งตั้ง 74 เลือกตั้ง 76 และเลือกตั้งอีก 480 จะเป็นคนดูแลเรื่องนั้น แต่จะเสนอขึ้นไปยังไงก็สุดแท้แต่ คนทั้งหมดนี้ เป็นคนวินิจฉัยว่า เรื่องใดจะผ่านได้ หรือ ไม่ได้ มาตราไหนควรจะแก้หรือ ไม่แก้” นายสมัคร กล่าว และว่า ส่วนเรื่องงบประมาณการจัดประชามตินั้น ยังไม่มีการพูดถึง เพราะต้องการให้เรื่องเหล่านี้ ชัดเจนก่อน

ปชป.ยืนยันพรรคแปลเอกสารตามหลักสากล ไม่บิดเบือน

ทม. 27 พ.ค. - พรรคประชาธิปัตย์ยังคงยืนยัน "จักรภพ เพ็ญแข" บิดเบือนคำแปลปาฐกถา

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้แถลงข่าวอย่างเป็นทางการ ยืนยันพรรคแปลเอกสารคำบรรยายของนายจักรภพ เพ็ญแข ตามหลักสากล ไม่มีการบิดเบือนเพื่อหวังผลทางการเมือง หรือคิดจ้องทำลายคนในรัฐบาล ส่วนการแถลงข่าวเมื่อวานนี้ ยิ่งปรากฏภาพชัดเจนว่านายจักรภพไม่สามารถตอบคำถามผู้สื่อข่าวได้เลยว่าพรรคประชาธิปัตย์แปลผิดในจุดใดบ้าง และทุกคนยังมีความเห็นเช่นเดิมว่า นายจักรภพเป็นบุคคลที่มีทัศนคติอันตราย.

ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-27 15:14:22


ประธานสภาฯ ยืนยันต้องบรรจุญัตติแก้ไข รธน.

รัฐสภา 27 พ.ค.- “ชัย” เผยไม่มีสิทธิบังคับให้ ส.ส.ถอนญัตติแก้ไข รธน. จึงต้องบรรจุญัตติเข้าระเบียบวาระ แต่ถ้าหาก ส.ส. และ ส.ว.ที่เสนอญัตติถอนชื่อจนไม่ครบ 1 ใน 5 ตามที่กฎหมายกำหนด ก็บรรจุเข้าระเบียบวาระไม่ได้ ปฏิเสธ “เนวิน” อยู่เบื้องหลังม็อบหนุนแก้ไข รธน.

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เสนอให้ถอนญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อคลี่คลายสถานการณ์ ว่า ตนไม่มีสิทธิไปบังคับให้สมาชิกถอนญัตติได้ เพราะเป็นสิทธิตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ และตนต้องทำตามข้อบังคับ ส่วนที่กลุ่มพันธมิตรฯ ยื่นถอดถอนประธานรัฐสภา ข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบนั้น นายชัย กล่าวว่า ตนไม่ได้เซ็นชื่อด้วย แต่ก็ดีใจที่กลุ่มพันธมิตรฯ ยื่นถอดถอน ไม่ได้รู้สึกกังวลอะไร เพราะทำทุกอย่างตามกฎหมาย ไม่ได้ทุจริตคิดมิชอบต่อบ้านเมือง ไม่ได้ทำผิดระเบียบรัฐสภา

เมื่อถามว่าหากยังเดินหน้าบรรจุญัตติต่อไปจะเป็นชนวนทำให้การเมืองนอกสภาร้อนแรงขึ้น ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า ก็ร้อนกับคนบางคนที่เสียประโยชน์เท่านั้น เมื่อถามย้ำว่าใครคือคนเสียประโยชน์เป็นกลุ่มผู้ชุมนุมหรือไม่ นายชัย กล่าวว่า ไม่ทราบ แต่เป็นคนที่ทำ อย่างไรก็ตาม คนที่มีความคิดต่างกันย่อมมีข้อโต้แย้งกันเป็นธรรมดา ตนก็เป็นห่วงสถานการณ์ที่อาจจะมีการปะทะกัน

ต่อข้อถามว่ามีการตั้งข้อสังเกตว่าคนใกล้ชิดนายเนวิน ชิดชอบ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย อยู่เบื้องหลัง นายชัย กล่าวว่า ไม่ทราบ ไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับลูกชาย ต่างคนต่างอยู่ ตอนนี้นายเนวิน อยู่บ้านเลขที่ 111 ถ้ามายุ่งก็ผิดระเบียบ ตอนนี้นายเนวินทำมาหากิน อย่าเข้าใจผิดเลย นายเนวิน อยู่อย่างสงบแล้ว อย่าไปทำบาป อย่าไปฟื้นฝอยหาตะเข็บ เป็นไปไม่ได้

เมื่อถามว่ามีสมาชิกทยอยถอนรายชื่อออกไปจำนวนมากหากไม่ครบ 1 ใน 5 ญัตติก็ต้องตกไป ประธานสภาฯ กล่าวว่า ก็ต้องเป็นไปตามกฎหมาย หากรายชื่อไม่ครบ 1 ใน 5 ก็บรรจุเข้าสู่วาระไม่ได้ ซึ่งทราบว่าขณะนี้มี ส.ส.บางส่วนที่มีคดีอยู่ได้ถอนชื่อไป อย่างเช่น ส.ส.จากพรรคมัฌชิมาธิปไตย ที่คดียุบพรรคอยู่ในชั้นการพิจารณาของศาล ไม่สามารถลงชื่อได้ ส่วน ส.ว.ตนไม่รู้ว่าถอนไปกี่คนแล้ว

เมื่อถามว่ามี ส.ส.พรรคพลังประชาชน ระบุจะยื่นถอดถอน ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ข้อหามีส่วนร่วมกับกลุ่มพันธมิตรฯ เพื่อล้มล้างการปกครอง นายชัย กล่าวว่า เป็นสิทธิของเขา เหมือนนักมวยปล่อยให้ต่อยฝ่ายเดียวก็เจ็บ ก็ต้องต่อยคืนบ้าง แต่ตนจะไม่ร่วมหารือด้วย เพราะไม่อยากให้มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น อยากให้เกิดความสมานฉันท์ ส.ส.ไม่ว่าจากพรรคไหนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เพราะ ส.ส.ควรคิดถึงการแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนก่อน. -สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-27 15:08:27



มท.1 ปัดข่าวรัฐบาลงัด พ.ร.บ.ความมั่นคงมาปราบกลุ่มพันธมิตรฯ

บ้านริมคลอง 26 พ.ค.- มท.1 ปฏิเสธข่าวรัฐบาลจะใช้ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงฯ มาจัดการกับกลุ่มพันธฒิตรฯ ยืนยันรัฐบาลประชาธิปไตยทำอะไรตามใจชอบไม่ได้ ชี้กลุ่มพันธมิตรฯ ไม่มีความชอบธรรมที่จะไล่รัฐบาล แนะให้ขอความร่วมมือจาก ปชป.เปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลแทน

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ปฏิเสธกระแสข่าวที่ระบุว่า รัฐบาลเตรียมใช้ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักร ดำเนินการกับแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และว่ารัฐบาลในระบอบประชาธิปไตยจะทำอย่างนั้นไม่ได้ สิ่งที่กลุ่มพันธมิตรฯ ทำ มีสิทธิอันชอบธรรม แต่ผิดขั้นตอนพร้อมตั้งคำถามกับกลุ่มพันธมิตรฯ ว่า ปิดเส้นทางการจราจรทำไม

“พันธมิตรฯ จะไปแสดงความคิดเห็นที่มุมใดของ กทม.ก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นลานพระบรมรูปทรงม้า ฝั่งธนบุรี หรือสวนลุมพินี การจราจรก็ไม่ติดขัด ประชาชนก็ไม่เดือดร้อน รัฐบาลเป็นห่วงเรื่องนี้” ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า รัฐบาลจะไม่ใช้ความรุนแรงเข้าแก้ไขสถานการณ์ ไม่ว่าจะได้รับความกดดันเพียงใดใช่หรือไม่ ร.ต.อ.เฉลิม ยืนยันว่า ไม่มีการใช้ความรุนแรง การเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ทำอะไรตามใจชอบไม่ได้ เพราะมีขั้นตอน แต่ต้องการจะขอร้องกันว่า การชุมนุมที่ปิดขวางการจราจรนั้นไม่เหมาะสม กลุ่มพันธมิตรฯ บอกว่ารักบ้านเมือง แต่ไปชุมนุมข้างยูเอ็น ภาพออกไปทั่วโลกจะไม่ดี สุดท้ายพันธมิตรฯ ก็จะไม่ได้อะไร และประเทศชาติก็จะเสียหาย

ส่วนการจะยื่นเรื่องถอดถอน ส.ส. และ ส.ว. ที่ร่วมลงชื่อในญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อรัฐสภานั้น ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า การยื่นถอดถอนต้องมีรายชื่อครบก่อน แต่รายชื่อไม่ครบแล้วไปยื่น เป็นเหมือนการเคลื่อนไหวเพื่อให้เป็นข่าว ความจริงมีเพียงแค่เอกสารเผยแพร่ออกมาว่า กลุ่มพันธมิตรฯ ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็จบ ไม่จำเป็นต้องใช้พฤติกรรมการเคลื่อนไหว และว่า ส่วนตัวเรียนปราบจลาจลมาตั้งแต่เด็ก ตำรวจเขาก็ทำงานเต็มที่ แต่เมื่อม็อบเคลื่อนที่ก็ควบคุมยาก

อย่างไรก็ตาม ร.ต.อ.เฉลิม ปฏิเสธที่จะให้ตอบคำถามที่ว่า ประเมินการที่ พล.ต. จำลอง ศรีเมือง แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ กล่าวบนเวทีปราศรัยว่า รัฐบาลจะใช้ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักรเข้ามาแก้ไขสถานการณ์อย่างไร โดยระบุว่า ไม่ต้องการแสดงความเห็นคัดค้าน เพราะ พล.ต. จำลอง เป็นคนต้นทุนทางสังคมสูง แต่ยืนยันได้ว่า ไม่มีรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตยที่ไหนคิดจับคนชุมนุม เว้นแต่ไปทำความผิดอย่างอื่น แล้วตำรวจก็ต้องเข้าไปดำเนินการ ส่วนการที่กลุ่มผู้ชุมนุมเตรียมอุปกรณ์เพื่อต่อสู้กันนั้น ก็เตรียมไปฝ่ายเดียว ชกลม เพราะไม่มีใครไปทะเลาะด้วยแน่ ๆ

ต่อกรณีที่ ส.ส.พรรคพลังประชาชนระบุว่า ประชาชนต่างจังหวัดมีการตั้งหน่วยล่าสังหารแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ และบอกว่าอย่าออกนอกพื้นที่นั้น ร.ต.อ.เฉลิม ย้อนถามว่า กลุ่มพันธมิตรฯ มีศัตรูที่ไหนบ้าง และว่าถ้าเกิดอะไรขึ้น ก็ไม่เกี่ยวข้องกับรัฐบาล

ส่วนที่กลุ่มพันธมิตรฯ เปลี่ยนจุดยืนการชุมนุม มาเป็นการขับไล่รัฐบาล ร.ต.อ. เฉลิม กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ไปไกลกว่าที่ใครๆ คิดไว้ เพราะจุดยืนแรกคือการคัดค้านเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เมื่อเปลี่ยนมาเป็นการไล่รัฐบาลออกไป ก็ต้องขอแรงพรรคประชาธิปัตย์ โดยเอาข้อมูลไปให้พรรคประชาธิปัตย์ เมื่อเปิดประชุมสภาฯ สมัยวิสามัญ ก็ให้ยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ

“ถ้ากลุ่มพันธมิตรฯ จะมาไล่เอง ผมคิดว่าเหตุผลน้อยไป และกลุ่มพันธมิตรฯ ก็ไม่มีความชอบธรรมอะไร เพราะไม่ได้จดทะเบียนถูกต้องถามกฎหมาย เป็นเพียงกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่แสดงความคิดเห็นทางการเมืองได้เท่านั้น แต่ไม่ใช่เจ้าของประเทศ ขณะที่พวกผมมาจากการเลือกตั้ง” ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-27 15:01:34



ร.ต.อ.เฉลิม รอศาลตัดสิน สนธิ ละเมิดข้อกำหนดศาลหรือไม่


ทำเนียบฯ 27 พ.ค.- ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงความคืบหน้ากรณีที่เชิญ นายอาวุธ ปรีชาวุฒิ ทนายความนายเก่งกาจ ศรีหาสาร ข้าราชการระดับซี 8 กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย มารับข้อร้องเรียน และมอบบันทึกแจ้งความที่ สน.แสมดำ พร้อมเทปบันทึกภาพ เพื่อให้ทนายความนำเสนอต่อศาลจังหวัดเชียงรายว่า ได้รับการติดต่อจากทนายความว่า ได้ยื่นคำต่อศาลจังหวัดเชียงรายแล้ว คาดว่าบ่ายวันนี้ (27 พ.ค.) คงจะทราบว่าศาลจะสั่งอย่างไร หากศาลยกคำร้องก็จบ แต่หากศาลรับคำร้องก็จะนำไปสู่ขบวนการชั้นไต่สวน และตนพร้อมที่จะบินไปให้ศาลไต่สวน

ทั้งนี้ ร.ต.อ.เฉลิม มอบซีดีที่นายสนธิ กล่าวปราศรัยที่ถนนราชดำเนิน เมื่อวันอาทิตย์ที่ 25 พ.ค. และซีดีที่วิพากษ์วิจารณ์ ร.ต.อ.เฉลิม อย่างรุนแรงทางสถานีโทรทัศน์เอเอสทีวี รวมทั้งหลักฐานการแจ้งความที่ สน.แสมดำ ให้ทนายความไปยื่นคำร้องต่อศาลแล้ว.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-27 14:52:01



ลูกชาย สมศักดิ์ แจงไปรัสเซียดูบอล ไม่เกี่ยวซื้อปุ๋ย

รัฐสภา 27 พ.ค.- ลูกชาย “สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล” โต้แทนพ่อไปรัสเซียเพื่อดูบอลชิงแชมป์ยูฟ่าแชมเปียน ลีกส์ ไม่เกี่ยวซื้อปุ๋ย แจงให้ต่างชาติทำนา เป็นการแสดงความเห็นในหลักการ อย่าโยงเป็นประเด็นการเมือง มั่นใจผู้ใหญ่คุยกันรู้เรื่อง

นายภราดร ปริศนานันทกุล ส.ส.อ่างทอง พรรคชาติไทย ลูกชาย นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รองหัวหน้าพรรคชาติไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายประสิทธิ์ โพธสุธน ส.ว.สุพรรณบุรี ระบุนายสมศักดิ์ เดินทางไปรัสเซียเพื่อไปดูฟุตบอลหรือซื้อปุ๋ยว่า ขอชี้แจงว่าการเดินทางไปรัสเซียของนายสมศักดิ์นั้นเพื่อไปชมฟุตบอล ไม่ได้ไปสั่งซื้อปุ๋ย เดินทางไปพร้อมตนและน้องชายรวม 3 คนพ่อลูก เพื่อชมฟุตบอลนัดสำคัญดังกล่าว

“ผมและน้องชายเป็นคนชวนพ่อให้ไปดูฟุตบอล เนื่องจากเป็นนัดที่นาน ๆ จะเกิดขึ้น ที่แมนยูฯ จะเข้าชิงแชมป์ยูฟ่าแชมเปียน ลีกส์ ผมจึงติดต่อเรื่องตั๋วกับบริษัทไฮเนเก้น ส่วนตั๋วเครื่องบินใช้เงินส่วนตัวซื้อเอง เดินทางไปกลับแค่วันเดียว ไปวันที่ 21 พ.ค. และกลับวันที่ 22 พ.ค. หากเรื่องนี้จะเป็นความผิด ผมก็ยอมรับผิดที่ชวนพ่อไปดูฟุตบอล” นายภราดร กล่าว

ส.ส.อ่างทอง พรรคชาติไทย กล่าวถึงกรณีจะให้ชาวต่างชาติมาร่วมลงทุนทำนาในประเทศไทย ว่า เรื่องนี้นายสมศักดิ์ ไม่เห็นด้วย เพราะเป็นการทำลายชีวิตและอาชีพเกษตรกรไทย แต่นายประสิทธิ์ ออกมาให้ข่าวว่าไม่ใช่เรื่องของนายทุนต่างชาติจะเข้ามาทำนาแทนคนไทย แต่เป็นการเชิญชวนให้นักลงทุนต่างชาติมาซื้อข้าวสาร ซึ่งเห็นชัดว่าข้อมูลระหว่างนายประภัตรกับนายประสิทธิ์ ไม่ตรงกัน

เมื่อถามว่าขณะนี้นายประสิทธิ์ มองว่าการแสดงความเห็นของนายสมศักดิ์ในประเด็นขายชาตินั้นเป็นประเด็นการเมือง นายภราดร กล่าวว่า อย่าโยงเป็นการเมือง เพราะนายสมศักดิ์แสดงความเห็นในหลักการว่า การให้ต่างชาติมาทำนาแทนคนไทย มายึดเอาวัฒนธรรมของคนไทย เอาวิถีชีวิตออกไปจากสังคมและชุมชนชาวไทย จะเป็นการลบล้างชาติออกไป อย่างไรก็ตามหากนายประสิทธิ์จะแฉเรื่องการบริหารงบประมาณภายในกระทรวงเกษตรฯ นั้น ตนเชื่อมั่นว่านายสมศักดิ์ทำงานโปร่งใสไม่ได้กลัวเรื่องการถูกตรวจสอบ

ต่อข้อถามว่า นายประสิทธิ์ ระบุนายสมศักดิ์กลัวว่า นายประภัตร โพธสุธน เลขาธิการพรรคชาติไทย จะแย่งตำแหน่งรัฐมนตรี นายภราดร กล่าวว่า คงเป็นลูกติดพัน ต่อข้อถามว่าจะกลายเป็นความขัดแย้งภายในพรรคชาติไทยหรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า หากมองด้วยใจเป็นกลาง ด้วยเหตุผล คงไม่ใช่ความขัดแย้ง ทุกคนต้องอยู่บนหลักการและเหตุผลและอยู่ที่ทั้งนายประภัตร และนายสมศักดิ์จะคุยกันอย่างไร เมื่อถามว่า แสดงว่ามีโอกาสที่นายสมศักดิ์และนายประภัตร จะมาจับเข่าคุยกันเพื่อเคลียร์เรื่องนี้ นายภราดร กล่าวว่า คงเป็นเรื่องของผู้ใหญ่.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-27 14:38:02



มท.1 ประสานไอซีทีตั้งคณะทำงานตรวจเว็บไซต์ที่แพร่ข้อความไม่เหมาะสม


27 พ.ค.- ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แถลงว่า หลังจากที่คณะรัฐมนตรีมอบหมายให้ตรวจสอบเว็บไซต์ที่เผยแพร่ข้อความไม่เหมาะสม กระทรวงมหาดไทยได้ตรวจสอบพบ 29 เว็บไซต์ที่มีข้อความหมิ่นเหม่ เป็นเว็บไซต์ที่ส่งมาจากต่างประเทศ 7 เว็บไซต์ และในประเทศ 22 เว็บไซต์ ซึ่งสามารถตรวจสอบได้ทั้งหมด 27 เว็บไซต์ แต่อีก 2 เว็บไซต์ยังตรวจสอบไม่ได้

ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า เบื้องต้นได้พูดคุยกับเจ้าของเว็บไซต์เพื่อแจ้งให้ทราบว่าแม้มีข้อความมาจากต่างประเทศ แต่เจ้าของควรรู้ว่าเหมาะสมหรือไม่ เพราะเรื่องนี้เป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐ หากมีส่วนร่วม ถือว่ากระทำความผิด ถ้าโดยเจตนาถือเป็นความผิดร่วมกัน หรือสนับสนุนการกระทำผิดในราชอาณาจักรที่จะต้องมีบทลงโทษ ทั้งนี้ เจ้าของเว็บได้ให้ความร่วมมือลบข้อความเหล่านั้น และจะมีมาตรการเพิ่ม โดยให้ผู้ที่ส่งข้อความแจ้งที่อยู่เพื่อที่จะสามารถควบคุมได้

“ขอยืนยันว่าไม่ได้ละเลยหรือหลีกเลี่ยงอย่างที่ผ่าน ๆ มา หลังจากนี้จะขอความร่วมมือจากกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ตั้งคณะทำงานที่มีความรู้เข้ามาดูแลตรวจค้นดำเนินการ” ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-27 14:25:46