WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, May 28, 2008

ส.ส.พลังประชาชนแจ้งความจับแกนนำพันธมิตรฯ

ส.ส.แพร่ –ลพบุรี-กาญจนบุรี-กทม. ร่วมใจบุกกองปราบ แจ้งความดำเนินคดีอาญา 8 หัวโจกพันธมิตร ขัดขวางการใช้อำนาจทางนิติบัญญัติ

นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล ส.ส.แพร่ นายสุชาติ ลายน้ำเงิน ส.ส.ลพบุรี พล.ท.มะ โพธิ์งาม ส.ส.กาญจนบุรี และนายสากล ม่วงศิริ ส.ส.กทม.พรรคพลังประชาชน เดินทางเข้าพบ พ.ต.อ.สมยศ พรหมนิ่ม รอง ผบก.ป. (กองปราบปราม) เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับนายสมศักดิ์ โกศัยสุข นายพิภพ ธงชัย นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ นายอมร อมรรัตนนานนท์ นายเทิดภูมิ ใจดี นายสุริยะใส กตะศิลา นายสนธิ ลิ้มทองกุล และพล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 เนื่องจากมีการขัดขวางกระบวนการใช้อำนาจนิติบัญญัติ ของ ส.ส.ซึ่งเป็นไปตามอำนาจการปกครองในระบอบประชาธิปไตย

นายวรวัจน์ กล่าวว่า ที่แจ้งความดำเนินคดีกลุ่มพันธมิตรฯ ในฐานะที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หลังจากกลุ่มพันธมิตรฯได้จัดชุมนุมสร้างความปั่นป่วนให้กับประเทศ มีการใช้อาวุธ ใช้กำลัง สร้างความเสียหายให้กับภาพลักษณ์ของประเทศ รวมทั้งการที่กลุ่มพันธมิตรฯได้ยื่นเรื่องให้ถอดถอน ส.ส.และ ส.ว.ที่ยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ทั้งที่การดำเนินการเป็นไปตามตามกฎหมาย และขั้นตอนก็ยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรว่าจะรับร่างหรือไม่ แต่กลุ่มพันธมิตรฯ กลับมีการใช้กำลัง วาจา และจัดชุมนุมเพื่อขัดขวางการกระบวนการดังกล่าว



แฉ!แผนม็อบชั่ว ปลุกผีปฏิวัติ

* ยื่นยุบพรรค ปชป.ขวางประชาธิปไตย

แฉ! แผนร้ายม็อบพันธมิตรฯ เดินตามรอย 19 กันยาฯ กรุยทางสู่การปฏิวัติอีกครั้ง สอดรับคำพูด “พล.อ.สะพรั่ง” และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่หลุดปากส่งสัญญาณอันตราย ตั้งคำถามใครอยู่เบื้องหลัง “สนธิ” ทำการใหญ่ ด้านนักวิชาการเรียงหน้าดักคอรัฐประหารทำชาติพัง ถอยหลงลงคลองทั้งเศรษฐกิจ-การเมือง แถมสุขภาพจิตคนไทยย่ำแย่ จ่อยื่น กกต.ยุบพรรคประชาธิปัตย์ เข้าข่ายทำผิดกฎหมายพรรคการเมือมาตรา 94 ขัดขวางการปกครองระบอบประชาธิปไตย

การเคลื่อนไหวปักหลักชุมนุมยึดถนนของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล หนึ่งในแกนนำกลุ่ม ประกาศว่าเป็นการชุมนุมครั้งสุดท้าย มีนัยที่หลายต่อหลายฝ่ายตั้งคำถามมาอย่างต่อเนื่องว่านายสนธิ ต้องการสื่อความหมายอย่างไรกันแน่

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่ก่อนหน้านี้กลุ่มพันธมิตรฯ ได้เรียกร้องให้มีการทำประชามติ และนายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานกลุ่มพันธมิตรฯ ได้ยืนยันว่าหากประชาชนเห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็จะหยุดการเคลื่อนไหวทันที แต่เมื่อรัฐบาลตกลงใจที่จะให้มีการทำประชามติ ก็กลับกลืนน้ำลายตัวเอง และปลุกระดมคนอกมาเคลื่อนไหวชุมนุม

ท่าทีต่างๆ เหล่านี้ จึงเกิดเป็นข้อสงสัยมาโดยตลอดว่าแท้ที่จริงแล้ว กลุ่มพันธมิตรฯ มีจุดประสงค์ในการเคลื่อนไหวอย่างไรกันแน่ โดยที่ก่อนหน้านี้ทั้งนักวิชาการ นักกฎหมาย ภาคประชาชน และนักการเมือง ต่างก็ออกมาวิเคราะห์ไปในแนวทางเดียวกันว่าเจตนาของกลุ่มพันธมิตรฯ ส่อว่าจงใจจะล้มล้างรัฐบาลมากกว่า ส่วนเรื่องของ รธน. เป็นเพียงเหตุผลบังหน้า

ปชป.-พันธมิตรฯประสานเสียง
รวมไปถึงการปราศัยในเวลาต่อมาของนายสนธิ ที่ระบุว่า “รัฐบาลชุดนายสมัคร สุนทรเวช ก็เป็นเพียงแค่สายพันธ์ที่มาทำชั่วแบบนี้ แต่ไม่ได้หมายความว่าเมื่อรัฐบาลนายสมัคร หมดไปแล้ว สายพันธ์นี้จะหมดตามไป มันยังอยู่ มันยังอยู่ เพราะฉะนั้นแล้วเราต้องเปลี่ยนหรือหาทางสร้างระบบใหม่ ที่มาตอบสนองข้อเท็จจริงของสังคมไทย ก็คือว่าสังคมไทยที่เรารู้จักเป็นสังคมแบบไหน เราต้องเข้าใจตัวเราเอง เราถึงออกแบบการเมืองที่เหมาะกับเรา”

คำพูดดังกล่าวก็ยิ่งมองให้เห็นเจตนา ว่ากลุ่มพันธมิตรฯ ต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในบ้านเมือง และล้างบางการเมืองในกลุ่มอำนาจเดิม ดังที่นายสนธิ เคยพูดถึงภารกิจที่ยังทำไม่เสร็จ
อย่างไรก็ดีข้อสงสัยต่างๆ ได้ปรากฎเป็นความชัดเจนมากขึ้น เมื่อกลุ่มคนที่ต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และวางตัวเองอยู่ในฝ่ายตรงกันข้ามกับรัฐบาล ได้ออกมาพูดจาประสานเสียงกันอย่างน่าสนใจ และชวนให้เกิดข้อสงสัย

พร้อมใจส่งสัญญาณอันตราย
เริ่มตั้งแต่การที่นายอลงกรณ์ พลบุตร รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้โทรศัพท์ข้ามประเทศ เพื่อเกาะแกะอดีตผู้สื่อข่าว “ประชาทรรศน์” ที่รู้จักกันตั้งแต่คราวไปทำข่าวรัฐมนตรีเงา ที่พรรคประชาธิปัตย์ และขณะนี้ลาไปศึกษาต่อที่ประเทศสหรัฐอเมริกา

โดยระบุว่า “ในเดือนหน้าก็จะไม่มีรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช” แล้ว

สอดรับกับที่ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรฯ พูดบนเวทีปราศัยว่า “หลังจากนี้จนเสร็จศึกจะไม่มีวันถอย ที่ผ่านมาพันธมิตรฯ เราเคยใช้เวลาปักหลักบนถนนมากว่า 34 คืน แต่ครั้งนี้จะต้องเร็วกว่าแน่นอน”

ซึ่งคำพูดของพล.ต.จำลอง เสมือนเป็นการส่งสัญญาณบางอย่างอีกครั้ง และยังไปคล้องจองกับคำพูดของ พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร รองปลัดกระทรวงกลาโหม และอดีตผู้ช่วยเลขาธิการคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ(คมช.) ที่สงบปากสงบคำมานาน

สอดรับ “สะพรั่ง” พูดปฏิวัติ
โดยที่พล.อ.สะพรั่ง ได้พยายามกล่าวอ้างถึงสถานการณ์เผชิญหน้าในบ้านเมือง ซึ่งเป็นข้ออ้างเดียวกับการรัฐประหารเมื่อคราว 19 กันยายน 2549 พร้อมทั้งตบท้ายว่า “หากสถานการณ์หาทางออกไม่ได้ การเผชิญหน้าก็จะต้องเกิดขึ้น มีทางเดียวคือฝ่ายรักษาความมั่นคงจะต้องรับผิดชอบในการคลี่คลายสถานการณ์ให้ได้

การรักษาชาติบ้านเมืองให้อยู่ในสภาวะสงบเรียบร้อยโดยเร็วที่สุด ถือเป็นบทบาทของฝ่ายความมั่นคงที่จะต้องตัดสินใจทำ เราจะต้องออกมารับผิดชอบคลี่คลายสถานการณ์เพื่อรักษาบ้านเมือง เพราะทหารเพิกเฉยต่อสถานการณ์ไม่ได้ หากเกิดเหตุจลาจลบ้านเมืองวิกฤตทหารจะอยู่เฉยๆได้อย่างไร หากเกินกำลังที่ตำรวจจะดำเนินการ ทหารจะทำเป็นทองไม่รู้ร้อนไม่ได้”

เมื่อผู้สื่อข่าวถามย้ำชัดๆ ว่าหมายถึงยังจะมีการปฏิวัติเกิดขึ้นอีกเช่นน้นหรือไม่ พล.อ.สะพรั่ง ก็ยังบอกว่า “ไม่ขอรับรองหรือยืนยันว่า จะมีหรือไม่มี...ถึงตอนนั้นก็เป็นความรับผิดชอบของทหารที่จะต้องปกป้องประเทศ”

เชื่อจงใจปลุกผีปฏิวัติ 19 กันยา
จากกรณีดังกล่าวนายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ หรือสุรชัย แซ่ด่าน แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชิปไตยต่อต้านเผด็จการ 2 (นปก.) กล่าวว่าการที่พล.ต.จำลอง กับ พล.อ.สพรั่ง มีการพูดจาสอดรับกันไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะเขามีการหารือกันตลอดระหว่างกลุ่มพันธมิตรฯ พรรคประชาธิปัตย์ และทหารบางพวก และการกล่าวเช่นนี้เป็นไปตามแผนที่ต้องการให้เกิดเหตุการณ์ 19 กันยายน 2549 อีกคร้ง เป็นการเดินตามรอยเส้นทางเดิมเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจที่ไม่เป้นประชาธิปไตย

“การที่พันธมิตรฯ พยายามเรียกทหารออกมาปฏิวัติ โดยขู่ให้ถอดถอนญัตติเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หากเป็นจริงพรรคประชาธิปัตย์ก็จะได้รับผลพวงไปด้วย แต่หากมองจริงๆ แล้วแม้จะมีการเลือกตั้งใหม่ พรรคประชาธิปัตย์ก็ไม่ได้เป็นรัฐบาลแน่ วิธีที่เรียกทหารออกมาจึงเป็นหนทางที่ดีที่สุดสำหรับเขา ทั้งนี้รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการทุกอย่างไม่ให้กลุ่มพันธมิตรฯ ยึดอำนาจจากรัฐบาลไปได้ “ นายสุรชัยกล่าว

ดักคอปฏิวัติทำชาติถอยหลัง
นายสุธาชัย ยิ้มประเสริฐ อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย กล่าวถึงประเด็นเดียวกันนี้ว่า การพูดรับส่งเรื่องปฏิวัติขนาดนี้ คงเป็นการพูดเฉยๆ เหมือนหมาเห่าใบตองแห้ง เพราะเงื่อนไขที่จะดึงให้ทหารทำการปฏิวัตินั้นไม่มี นอกจากนี้อำนาจของทั้งสองคนก็ไม่มากพอที่จะคุมเกมการเมืองขนาดนั้น ทั้งนี้การจะเกิดเหตุการณ์เหมือน 19 กันยายนหรือไม่นั้น ไม่สามารถเดาได้ แต่ขอเรียกร้องเสียก่อนว่า แนวคิดดังกล่าวไม่ควรทำให้เกิดขึ้น เพราะกระบวนการการแก้ไขปัญหาบ้านเมืองที่ถูกที่ควรยังมีหนทางอยู่

“การรัฐประหารไม่ใช่วิถีทางที่นานาอารยะเขาทำกัน ประเทศที่เจริญแล้วไม่มีเหตุการณ์อย่างนี้ การเมืองของไทยจะยิ่งถอยหลังเข้าคลอง นอกจากนี้ยังเป็นการริดรอนสิทธิของประชาชนในประเทศ ทางที่ดีควรปล่อยให้ระบบการเมืองทำการแก้ไขด้วยตัวของมันเอง ควรให้เวลารัฐบาลมำหน้าที่ให้จบกระบวนการ 4 ปี แล้วก็มีการเลือกตั้งใหม่ โดยประชาชนจะตัดสินเองว่าควรกับมาบริหารบ้านเมืองต่อไปหรือไม่” นายสุธาชัยกล่าว

พันธมิตรฯจะสร้างชาติใหม่?
นายประชา ประสพดี ตัวแทนกลุ่มมหาประชาชนร่วมพิทักษ์ประชาธิปไตย กล่าวว่าคำพูดของ นายสนธิ ลิ้มทองกุลที่กล่าวว่าการชุมนุมครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้าย และในภารกิจครั้งนี้ไม่ใช่การกู้ชาติ แต่เป็นการสร้างชาติ แสดงว่าพันธมิตรฯคิดจะสร้างชาติใหม่ขึ้นมาเอง

นายจรัล ดิษฐาอภิชัย ประธานคณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 (คปพร.) ระบุว่า นายสนธิ ลิ้มทองกุล และกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ใช้เงื่อนไขการต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นข้ออ้างเพื่อล้มล้างขับไล่รัฐบาล เพราะหากพิจารณาดูในข้อเท็จจริงแล้ว เงื่อนไขและข้อเรียกร้องที่กล่าวอ้างมามีเพียงน้อยนิด โดยเป็นการนำเรื่องรัฐธรรมนูญเป็นข้อกล่าวอ้างเพื่อยกระดับ ปลุกระดมพลังมวลชนให้เกิดการต่อต้าน จนแตกหัก
เพื่อเรียกร้องให้ทหารยกกองทัพออกมาเพื่อทำการปฏิวัติ

ปฏิวัติทำการเมืองไทยย่ำอยู่กับที่
ทางด้านรศ.ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช อาจารย์คณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ตั้งคำถามถึงพันธมิตรฯ ว่าเมื่อ 19 กันยายน 2549 หายไปไหน เหตุการณ์นั้นฉีกรัฐธรรมนูญของจริง แต่ครั้งนี้ทุกอย่างเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ แม้หากมองในเชิงรูปธรรมรัฐบาลอาจจะยังไม่มีการชี้แจงที่ชัดเจน จนทำให้เกิดความสับสน แต่การเมืองภาคประชาชนไม่ใช่ว่าจะทำอะไรก็ได้ ต้องอยู่ในกติกา และอีกอย่างหนึ่งที่สงสัยมากคือการที่กลุ่มพันธมิตรฯ อ้างประชาชนอยู่ตลอดน้น หมายถึงใคร รวมถึงคนที่ไม่รับร่าง และเลือกพรรคพลังประชาชนด้วยหรือเปล่า เพราะในส่วนตนเองผมไม่เห็นด้วยแน่

พร้อมกล่าวถึงการชุมนุมว่าจะส่งผลกระทบต่อประเทศมหาศาล ทั้งระบบเศรษฐกิจ และการลงทุนภายในประเทศ เพราะเสถียรภาพของรัฐบาลมีน้อย จากนั้นสุขภาพจิตของคนไทยก็จะย่ำแย่ เพราะไม่มีความสุข และเบื่อหน่ายการเมือง ทุกวันนี้การเมืองไทยย่ำอยู่กับที่เหมือน 30 ปีก่อน ทั้งๆที่น่าจะไปได้ไกลกว่านี้ เพราะมีรัฐประหารเป็นปฐมบทของความขัดแย้ง หากไม่มีการรัฐประหาร กลไกไม่แปรปรวน กระบวนการแก้ไขรธน.ก็ไม่เกิดขึ้น

มีใครหนุน “สนธิ” ทำการใหญ่?
นายคารม พลทะกลาง ทนายความ กล่าวว่าตอนนี้ นายสนธิ ไม่สนใจศาลแล้ว ขนาดศาลสั่งำม่ให้เกี่ยวข้องกับการชุมนุมเคลื่อนไหว ก็ยังไม่หยุด ตรงนี้น่าสนใจ ว่านายสนธิคิดจะทำอะไรหรือคิดการใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับบ้านเมืองหรือไม่ และใครเป็นคนหนุนหลัง ถึงไม่กลัวเกรงอำนาจศาลเช่นนี้

ส่วนที่มีข่าวพรรคการเมืองเก่าแก่ขนคนร่วมชุมนุม หากเป็นจริงก็ถือว่าเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง ถ่ายทอดได้ว่าไม่เคารพในกติการบ้านเมือง และใช้นอกระบบสภาในการต่อสู้ พรรคการเมืองที่ตกเป็นข่าวต้องทำการชี้แจง ส่วนผู้ที่เกี่ยวข้องก็ต้องทำการพิจารณาว่าการกระทำดังกล่าวขัดต่อพระราชบัญญัติพรรคการเมืองหรือไม่ รวมถึงอาจเข่าข่ายขัดกฎหมายความมั่นคง

ด้านนายจตุพร พรหมพันธ์ ส.ส.พรรคพลังประชาชน กล่าวว่า การที่นายสนธิ ออกมากล่าวว่าการชุมนุมในครั้งนี้เป็นการต่อต้านการเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศไทยให้มาเป็นสาธารณะรัฐล้มล้างสถาบัน เพื่อนำพาสู่การเปลี่ยนเป็นระบอบประธานาธิบดี ข้อกล่าวอันนี้เป็นข้อกล่าวหาที่รุนแรงและขาดสติเพราะใครก็ตามที่เป็นไทย ไม่มีสิทธิ์ที่จะคิดถึงเรื่องแบบนี้ได้เลย ถ้าหากใครคิดเรื่องเช่นนี้คงสมควรถูกประหารชีวิตแล้ว

“อภิสิทธิ์”เห็นดีกับ“สนธิ”หรือเปล่า
เมื่อข้อกล่าวนี้ถูกหยิบยกมาให้รัฐบาลในขณะนี้ซึ่งความจริงก็เข้าข่ายความผิด เพราะหากไปใส่ความรัฐบาลแล้วเกิดมีประชาชนหลงเชื่อจะก่อให้เกิดสงครามกลางเมือง ทั้งที่จริงแล้วคนในรัฐบาลและคนของพรรคพลังประชาชนทุกคนไม่มีใครเห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลงในเรื่องดังกล่าวและพร้อมจะต่อสู้กันด้วยชีวิต

ซึ่งประเด็นที่อยากถามกลับไปหานายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ว่าเชื่อสิ่งที่นายสนธิ บอกไว้หรือไม่ ถ้าหากนายอภิสิทธิ์เชื่อคำพูดเหล่านี้ก็ไม่สมควรที่จะคิดถึงการเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย เพราะประเด็นเรื่องนี้เลวร้ายยิ่งกว่าประเด็นมาตรา 7 ซึ่งถือเป็นทัศนะคติที่เป็นอันตราย ทั้งต่อประชาธิปไตยและสถาบัน

ชี้ชัด ปชป.ขวางประชาธิปไตย
ขณะเดียวกันนายศุภชัย ใจสมุทร รองโฆษกพรรคพลังประชาชน กล่าวว่าตนมองว่าพรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคการเมืองที่กำลังทำผิดต่อความเป็นพรรคการเมืองอย่างร้ายแรง ซึ่งสิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์ได้กระทำผิดคือ การกระทำที่ผิดหลักการของพรรคการเมืองซึ่งผิดหลักตามมาตรา 94 ซึ่งดำเนินการที่เป็นปฏิปักษ์ต่อระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งถ้ากรณีเป็นแบบนี้ตามกฎหมายพรรคการเมืองมาตรา 94 นายทะเบียนพรรคการเมืองมีสิทธิ์ที่จะดำเนินการยื่นเรื่องต่อตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเพื่อดำเนินการยุบพรรคการเมืองที่กระทำผิด ตามกฎหมายพรรคการเมือง

ซึ่งหลักฐานที่ปรากฏชัดเลยว่าพรรคประชาธิปัตย์ได้ผิดคือว่า 1.พรรคประชาธิปัตย์จะยื่นคัดค้านยื่นญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญทุกวิถีทาง โดยมีแนวร่วมกับองค์กรต่างๆ ที่ร่วมคัดค้าน 2.ในการดำเนินการที่จะร่วมคัดค้านในเรื่องดังกล่าวนั้นจะมอบให้เลขาธิการพรรคคือ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นแกนหลักในการที่จะดำเนินการในตอนนี้โดยจะจะทำเช่นที่เคยดำเนินการมาคือการโหวตโนในการประท้วงช่วงมีการเลือกตั้งเมื่อปี พ.ศ.2549 ซึ่งในขณะนี้ประชาธิปัตย์กำลังแสดงให้เห็นชัดเจนว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่ยอมรับระบบรัฐสภา ซึ่งพรรคการเมืองทุกพรรคจะต้องทำ

จ่อยื่นกกต.ยุบ “ประชาธิปัตย์”
ถ้าเป้นอย่างนี้แปลว่าการกระทำของพรรคประชาธิปัตย์ผิด ขณะเดียวกันมีส.ส.ขึ้นเวทีพันธมิตรฯอีก เป็นแกนหลักในการปราศรัย อีกทั้งยังมีพยานหลักฐานที่น่าจะเชื่อได้ว่าประชาชนที่มาร่วมชุมนุมจากต่างจังหวัดน่าจะเป็นการจักการโดยพรรคประชาธิปัตย์และส.ส.พรรค ซึ่งส.ส.บางคนที่ว่าอาจจะเป็นถึงกรรมการบริหารพรรค

เมื่อเป็นอย่างนี้ประธานกกต.ในฐานะที่เป็นนายทะเบียนพรรคการเมืองต้องดำเนินการยื่นเรื่องเสนอให้อัยการส่งเรื่องให้ดำเนินการยุบพรรคการเมือง

นายศุภชัย กล่าวต่ออีกว่า ในฐานะที่เป็นคนไทยคนหนึ่งที่มีความรู้สึกว่าที่ผ่านในช่วงเหตุการณ์ 2เมษายน 2549 ที่พรรคประชาธิปัตย์ออกมาแสดงการคัดค้านการเลือกตั้งวันนี้ที่จะพยายามกระทำเช่นนั้นอีกครั้ง มองดูพฤติกรรมว่าเท่าที่ผ่านมาการเลือกตั้งที่มันปัญหา ในขณะที่สังคมจำนวนไม่น้อยผลจากที่ปัญหาในเรื่องนั้นกลายเป็นนำทหารเข้ามายึดอำนาจ และประเทศชาติเสียซึ่งในความเห็นของพี่คิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นครั้งเป็นเพราะพรรคประชาธิปัตย์ที่ไม่ส่งสมัครเลือกตั้งและโหวตโนจนทำให้เกิดเป็นสาเหตุของการปฏิวัติ และเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้บ้านเมืองเสียหายในครั้งนั้น


เปิดใจ...อ.จรัล ถูกสื่อกล่าวหาเกินจริง

“อ.จรัล” เปิดใจถูกสื่อรุมถามเหมือนเป็นนักโทษ ยอมรับมีอารมณ์แต่ยืนยันไม่ได้พูดจาถ้อยคำหยาบคายแน่ ติงสื่อกล่าวหาเกินจริง กรณีระบุมีการ “คุกคามเสรีภาพ” เปรยตั้งคำถามคนละมาตรฐานกับกลุ่มพันธมิตรฯ ย้ำเปิดแถลงข่าวที่สภาฯ ไม่ผิดกฎหมาย ในฐานะตัวแทน 150,000 คน ที่ยื่นแก้ไข รธน.

จากกรณีแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) นำโดย นายจรัล ดิษฐาอภิชัย นพ.เหวง โตจิราการ นายสุชาติ นาคบางไทร และ นายชินวัฒน์ หาบุญพาด ได้เปิดแถลงข่าวที่รัฐสภา ยืนยันไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความรุนแรงม็อบปะทะม็อบ และแก้ข้อกล่าวหาของกลุ่มพันธมิตรฯ ว่าร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับ คปพร. ไม่ได้จ้องล้มล้างสถาบัน อย่างที่มีการกล่าวอ้าง และเกิดการกระทบกระทั่งกับผู้สื่อข่าวประจำรัฐสภา จนมีการแจ้งความไว้เป็นหลักฐาน และมีการร้องเรียนต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร นั้น

เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคมที่ผ่านมา นายจรัล ดิษฐาอภิชัย ได้เปิดใจในประเด็นดังกล่าวผ่านรายการ “โต๊ะข่าวประชาทรรศน์” ทางสถานีโทรทัศน์ MV news มีใจความสำคัญดังต่อไปนี้

...ผมต้องขอบคุณทางรายการที่ให้ผมมาบอกเล่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเมื่อวานมันเกิดขึ้น โดยเริ่มต้นจากปัญหาแรก คือพวกผมคณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 (คปพร.) มีสิทธิ์หรือมีความชอบธรรมอะไรที่ไปแถลงข่าวที่รัฐสภา ผมต้องขอเรียนสื่อมวลชนมาหาว่าผมเป็นคนนอกไม่มีสิทธิ์ จริงๆ แล้วผมเป็นคนนอกก็จริง แต่คณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 (คปพร.) เราได้ไปยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อประธานรัฐสภา ตามมาตรา 291 เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2551 พร้อมกับรายชื่อประชาชนที่มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งกว่าแสนคน

ขณะเดียวกันกลุ่มพันธมิตรฯ ได้ออกมาปราศรัยหลายครั้งว่า ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของ คปพร. มีทิศทางในการล้มสถาบันพระมหากษัตริย์ และตั้งสาธารณรัฐประเทศไทยขึ้นมาเพื่อบิดเบือนประเด็น และขณะนี้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญอยู่ที่รัฐสภา จึงมีความจำเป็นที่ต้องไปแถลงข่าวที่สภา เพื่อให้ ส.ส. ส.ว. และประชาชนรับทราบข้อเท็จจริงว่า ร่างของเราไม่มีหมวดใดมาตราใดที่เป็นการล้มเลิกสถาบันเบื้องสูง เรามีสิทธิ์ที่จะเข้าไป ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 (3) โดยเราถือเป็นตัวแทนประชาชนหนึ่งแสนหน้าหมื่นรายชื่อที่เข้ายื่น ส่วนประเด็นที่กล่าวว่า ส.ส. นิสิต สินธุไพร เป็นคนจัดการให้นั้น ความจริงแล้วเป็นคนอำนวยความสะดวกให้เฉยๆ ไม่ใช่ว่าเราใช้สิทธิ์ของ ส.ส.

ผมเข้าไปแถลงที่ห้องแถลงข่าว ซึ่งมีนักข่าวอยู่กันเต็ม เราเองก็รู้สึกขอบคุณที่นักข่าวให้การสนใจ โดยเรื่องที่เราแถลงมี 4 เรื่อง คือ ชี้แจงข้อบิดเบือนของกลุ่มพันธมิตรฯที่กล่าวหาว่าร่าง คปพร.ของเราจะล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ เหตุการณ์ปะทะกันของฝ่ายพันธมิตรฯ กับผู้ต่อต้าน ซึ่งสื่อกว่า 90 เปอร์เซ็นต์โยนความผิดให้กับกลุ่มนปก. ซึ่งคณะกรรมการของเรามีที่มาจาก นปก. ส่วนมาก จึงต้องทำการแถลง และพรรคประชาธิปัตย์ได้แสดงให้เห็นว่ามีการเข้าร่วมกับกลุ่มพันธมิตรอย่างชัดเจน

โดยมีการขึ้นปราศรัยต้องการจะโค้นล้มรัฐบาล พร้อมกับเรียกร้องให้มีการทำรัฐประหาร เป็นการใช้เสรีภาพที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ จะใช้เสรีภาพเพื่อขัดระบอบการปกครองอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข นั้นกระทำไม่ได้ นอกจากนี้ยังมีการนำประชาชนมาร่วมชุมนุม ถือเป็นการเล่นการเมืองนอกรัฐสภา ซึ่งถือว่ามีความไม่เหมาะสม

ตอนแรกผู้สื่อข่าวดูให้ความสนใจ แต่พอถึงช่วงที่เปิดโอกาสให้ซักถาม ราวกับพนักงานสอบสวน โดยใช้คำถามเพื่อหาความผิดให้เรา เช่นว่า กลุ่มที่ไปต่อต้านเป็นนปก.ใช่หรือไม่ ทำไมถึงมีการสะพายเป้ที่มีมีด และอาวุธ เป็นต้น โดยที่เมื่อเราทำการชี้แจงว่า กลุ่มพวกนี้เคยเป็นสมาชิกของนปก.จริง แต่เป็นการชุมนุมที่กระทำส่วนบุคคล เพราะกลุ่มนี้มีการชุมนุมกันอย่างต่อเนื่องทุกเสาร์-อาทิตย์มานาน และไม่ได้ดำเนินการภายใต้การเคลื่อนไหวของนปก. แต่ผู้สื่อข่าวทำเหมือนไม่เข้าใจ ยังถามจี้ต่อและใช้คำว่ากลุ่มนปก.

ส่วนกรณีที่กล่าวว่า นายสุชาติ นาคบางไทร เป็นผู้นำขบวน ความจริงแล้ว เมื่อ 2 เดือนที่ผ่านมามีข่าวลือเรื่อยๆว่าจะมีการทำรัฐประหาร คุณสุชาติ จึงเตรียมการต่อต้านรัฐประหาร โดยการชุมนุม ซึ่งนปก.ที่ร่วมชุมนุมก็ไม่ชอบพันธมิตรฯอยู่แล้ว ทั้งนี้คืนวันที่ 25 พฤษภาคมที่ผ่านมา มันมีหลายกลุ่มที่ร่วมชุมนุมต่อต้าน แต่มีปัญหาตรงที่ชุมนุมบางส่วนอยู่ทางด้านใต้ของกลุ่มพันธมิตร เมื่อทำการเดินขบวนตามกลุ่มพันธมิตร

ซึ่งที่ผ่านผมอยากจะบอกว่าพันธมิตรมีการชุมนุมที่ไม่ธรรมดา แต่มีเป้าหมายที่ล้มล้างรัฐบาล และมีบทบาทในการฉีกรัฐธรรมนูญ คนเลยไม่ชอบ ยิ่งพอมีเสียงพูดจากพันธมิตรมาว่า รัฐบาลคุณสมัครเป็นรัฐบาลโจร และโจมตีพ.ต.ท.ทักษิณ อดีตนายกฯตลอด คนก็เลยโห่ไล่ไม่พอใจ ผมเองก็ไม่อยากให้เกิดแต่มันเป็นเหตุสุดวิสัย ช่วยอะไรไม่ได้

ทั้งนี้ในการแถลงข่าวที่รัฐสภา ผมได้เชิญ คุณสุชาติ นาคบางไทร เพราะว่าเป็นผู้อยู่ในเหตุการณ์โดยเฉพาะเหตุการณ์ที่มีการปะทะกันบริเวณ สะพานผ่านฟ้า ซึ่งมีฝ่ายต่อต้านที่บาดเจ็บหลายราย และคาดการณ์ว่านักข่าวจะต้องมีการซักถามแน่นอน เนื่องจากข่าวมีการนำเสนอว่าคุณสุชาติเป็นคนนำขบวนด้วย ความจริงแล้ว คุณสุชาติบอกว่าไม่อยากแถลงข่าว แต่ผมได้บอกเพียงว่าเขาถามมาก็ตอบไป แต่สื่อได้ตั้งคำถามกับคุณสุชาติราวกับเป็นจำเลยนักโทษ จึงมีการตอบโต้ จึงเริ่มมีอารมณ์ดุเดือด ผมเข้าใจว่าเป็นการทำข่าวแบบสอบสวน แต่คุณต้องดูก่อนว่าถามได้แค่ไหน ไม่ใช่ถามเอาเป็นเอาตาย เพื่อจนมุม นอกจากนี้ลักษณะท่าทีที่แสดง ผมเองก็ยอมรับว่าฉุนมากทั้งๆ ที่ปกติเป็นคนใจเย็น

จากนั้นเมื่อสถานการณ์เริ่มตรึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ คุณสุชาติก็กล่าวว่า “ผมไม่อยากมาพบกับพวกคุณหรอกนะ เพราะพวกคุณไม่ให้ความเป็นธรรม” จากนั้นจึงมีนักข่าวผู้หญิง 2 คนตะโกนลั่น ไล่คุณสุชาติออกจากห้องแถลงข่าว ผมเองก็ฉุนเพราะไม่เข้าใจว่า ห้องแถลงข่าวนี้เป็นของนักข่าวหรือของสภากันแน่ หากคุณไม่พอใจก็เดินออกไปสิ ไม่ใช่มาไล่กันอย่างนี้ จากนั้นก็เริ่มมีเสียงตะโกน ถามว่ามาทำไม แล้วหมอเหวงก็พูดพลาดไปว่า หลายครั้งที่สื่อบอกว่าเป็นนปก. ตนก็ไม่ได้ถือสา เรื่องแค่นี้ก็หยวนๆ กันไป “ขอกันกิน” ปรากฏว่ามีนักข่าวตะโกนว่า “เราไม่เคยกินของนปก.”

ต่อมาคุณสุชาติ หยิบกล้องถ่ายรูปมาถ่าย ผมอยากเรียนว่าคุณสุชาติเป็นคนโตมากับโลกไซเบอร์ ชอบเรื่องพวกนี้ จึงไม่คิดว่าการถ่ายภาพจะเป็นการคุกคาม ข่มขู่แต่อย่างใด จากนั้น นักข่าวคนหนึ่งก็พูดว่านี่เป็นการคุกคามสื่อ คุณสุชาติก็โต้ว่าคุกคามตรงไหน ผมเป็นเอกชนคนหนึ่ง แล้วทำไมคุณถ่ายผมได้ นักข่าวก็โต้ว่าคุณมาแถลงข่าวก็เลยต้องถ่าย ก็เลยโต้กันไปมา จากนั้นก็มาวกถามผมว่า ในฐานะที่ผมเคยเป็นอดีตคณะกรรมการสื่อจะชี้แจงอย่างไร ผมจึงเรียนว่ามันไม่มีกฎหมายมาตราไหนที่เอาผิด และพวกคุณพูดว่ามีการคุกคามสื่อเกินจริงมา 3 ปีแล้ว ผมจึงอยากรู้ว่ามีหนังสือพิมพ์ฉบับไหนที่ถูกคุกคามบ้าง และมีนักข่าวเรียกร้องให้ผมรับผิดชอบในฐานะที่นำคุณสุชาติมา และให้ลบภาพนักข่าวออก ผมจึงบอกให้คุณสุชาติลบออก แต่คุณสุชาติไม่ยอมลบ ก็เป็นสิทธิ์ของเขา

ผมจึงเห็นว่าหากนั่งอยู่ต่อไปคงไม่ดีแน่ จึงลุกขึ้นเพื่อเดินออกจากห้องแถลงและบอกว่าไม่เอาแล้ว แต่ไม่มีคำหยาบว่า ..โว้ย! ไม่ได้ทุบโต๊ะ ทุบไมค์ เลยและหวังให้ นพ.เหวง เป็นคนเคลียร์สถานการณ์ จากนั้น ส.ส. นิสิตก็เดินเข้ามาถามว่าทำไม ผมก็พูดเล่นๆ กันเองว่า ถ้าอยู่ต่อไปอาจถึงขั้นชกต่อยกัน และผมบอกว่าผมไปก่อนล่ะ แต่มีนักข่าวเขียนว่าผมจะตะบันหน้า หากมองในความเป็นจริง ผมอยากเปรียบเทียบให้ฟังว่า

เมื่อวันก่อนที่กลุ่มพันธมิตรทำการยื่นรายชื่อเพื่อถอดถอน ส.ส.-ส.ว.ที่ลงชื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผมไม่เห็นมีสื่อมวลชนซักถามอะไร ซื่อมวลชนอ้างเสรีพร่ำเพรื่อย ด่ารัฐบาลชุดที่แล้วจนล้ม ไปเลยแต่บอกว่าโดนคุกคาม สื่อส่วนใหญ่ที่ละเมิดสิทธิส่วนบุคคลเที่ยยด่าว่าคน เหมือน “ขโมยร้องจับขโมย” พวกคุณรู้หรือเปล่าว่าเสรีภาพสื่อมวลชนมีเนื้อหาอะไรบ้าง ผมกล้าตอบคำถาม พวกคุณเรียนเสรีภาพจริงจังเป็นระบบกี่คน ผมจึงประกาศว่า ผมเลิกนับถือสื่อมวลชนมานานแล้ว

ส่วนการแก้รัฐธรรมนูญ คปพร.ยังยืนหยัดเหมือนเดิม วันนี้เราไปยื่นหนังสือต่อนายกรัฐมนตรี เพื่อสนับสนุนให้มีการลงประชามติ เพราะว่ามันเกี่ยวข้องกับงบประมาณ 2 พันล้าน เมื่อมีกระแสคัดค้าน เราก็กลัวว่ารัฐมนตรีอาจมีความลังเล เราจึงขอยืนยันกับรัฐมนตรีว่าเราพร้อมเคียงข้าง รวมทั้งในวันที่ 1 มิถุนายน คปพร.จะเปิดประชุมสภาประชาชน เพื่อเปิดโอกาสเชิญชวนประชาชนทุกกลุ่มทุกอาชีพมาพูดคุยกันถึงทิศทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่หอประชุมคุรุสภา

โดยจะมีการหารือกันใน 3วาระ โดยวาระแรกจะเป็นหลักการและเหตุผลต่อการแก้รัฐธรรมนูญ วาระที่ 2 จะเป็นการพิจารณาเรื่องการลงประชามติ และวาระที่ 3 จะเป็นการหารือรณรงค์เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อประชาชน ทั้งนี้จะมีการเชิญนักประชาธิปไตยอาวุโส มากล่าวเปิดงาน พร้อมกับอดีตสสร. และนักประชาธิปไตยมากล่าวในเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

นอกจากนี้เรายังมีการวางแผนว่าอาจจะมีการจัดการทุกเสาร์-อาทิตย์ และอาจมีการเดินทางสัญจรในพื้นที่ต่างจังหวัด โดยหากเรามีมติความเห็นร่วมกันก็จะนำเสนอต่อรัฐสภา จะดำเนินการพร้อมรัฐสภา และยินดีต้อนรับสื่อทุกแขนงที่สนใจหากจะมีการถ่ายทอดสดจากสื่อมวลชนเราก็ยินดี แม้กระทั่ง สถานีโทรทัศน์ เอเอสทีวี ผมก็ขอเชิญ

วิภูแถลง พัฒนภูมิไท
“สื่อต้องตั้งสติ”

“เรื่องที่เกิดขึ้นคงเป็นความเข้าใจผิด ทางเราเองก็ต้องใช้ความอดทน เพราะเราคือฟากประชาธิปไตย แต่สื่อบางแห่งมีการวางบทบาทที่ไม่สมควรจริง โดยทำการพยายามตั้งข้อซักถามในมุมมองของตนเอง เพื่อให้แหล่งข่าวเกิดความจำนน แทนที่จะทำการซักถามเพื่อนำข้อเท็จจริงมานำเสนอ สาเหตุก็เพราะมีคำว่าธุรกิจเข้ามาเกี่ยวพันกับการทำหน้าที่เป็นสื่อมวลชน

สื่อบางแห่งก็ยังเป็นที่น่าเคารพ แต่สื่อบางประเภทก็มีคำว่าธุรกิจเข้ามาเกี่ยวข้อง จนทำให้บางครั้งเกิดความเหลื่อมล้ำในการทำหน้าที่ จึงทำให้ต้องเลือกข้างใดข้างหนึ่ง ซึ่งจะเป็นการทำลายชาติในระยะยาว สื่อพวกนี้ต้องตั้งสติในการนำเสนอ คุณต้องให้ความเป็นกลางในการตีแผ่ ยกตัวอย่างผู้ที่ได้รับบาดเจ็บในการชุมนุม ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มคนฟากพันธมิตรฯ หรือ ฟากต่อต้านพันธมิตรฯ ก็คนไทยด้วยกันทั้งนั้นที่บาดเจ็บ คุณต้องตีแผ่ทั้งหมด ไม่ใช่เสนอว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นม็อบถ่อยอย่างเดียว

ส่วนการนำเสนอการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 กับสื่อมวลชนนั้น แกนนำ คปพร. กล่าวว่า สื่อทุกแขนงทราบดีว่ารัฐบาลทำตามครรลองกฎหมายทุกประการ และมีเหตุผลที่ดีพอในการแก้ไข นอกจากนี้ยังมีการทำประชามติเพื่อฟังเสียงของประชาชน เพื่อให้เกิดความเป็นประชาธิปไตย ที่สุดแล้วก็ขึ้นอยู่กับประชาชน ไม่ใช่ ส.ส. หรือรัฐบาล สื่อก็มีหน้าที่ในการนำเสนอตามหน้าที่ ไม่เอนเอียงไปกับวาทกรรมของคนบางกลุ่มที่พยายามพลิกระบอบการปกครองให้เป็นไปตามความต้องการ



‘ทักษิณ’พร้อมแจงที่มา7.6หมื่นล. ทนายซัดคตส.ปัดฟังพยานจำเลย

“พงศ์เทพ” ยัน ที่มาทรัพย์สินอดีตนายกฯ ได้มาก่อนดำรงตำแหน่ง พร้อมชี้แจงที่มาให้ทุกฝ่ายรู้ความจริง “ทีมทนาย” แฉ คตส.ปัดสวะเพราะใกล้หมดอายุ ทั้งยังทำงานน่าสงสัย ตั้งข้อกล่าวหาด้วยการสันนิษฐาน พร้อมกลั่นแกล้งปัดไม่ฟังพยานจำเลยหลายปากดื้อๆ

ภายหลัง คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) มีมติส่งเรื่องให้อัยการสั่งฟ้องยึดทรัพย์กว่า 7.6 หมื่นล้านบาทของอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ตามที่เป็นข่าวไปแล้วนั้น ในวันนี้ (27 พ.ค.)

นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา โฆษกส่วนตัว พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวก่อนเดินทางร่วมคณะของพ.ต.ท.ทักษิณ ไปประเทศอินโดนีเซีย เพื่อร่วมประชุมเกี่ยวกับการลงทุนในภูมิภาค ต่อกรณีดังกล่าวว่า ทรัพย์สินดังกล่าวเป็นทรัพย์สินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่มีมาก่อนเข้าดำรงตำแหน่งทางเมือง ไม่ใช่ทรัพย์สินที่มีขึ้นหลังจากการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ พร้อมพิสูจน์เรื่องดังกล่าวในชั้นศาลเพื่อให้ทุกฝ่ายทราบความจริง

“มันเป็นทรัพย์สินแต่เดิมที่มีอยู่ ต่อมามีการโอนอะไรกัน ก็เป็นทรัพย์สินก้อนเดียวกัน ในส่วนเฉพาะที่เกี่ยวกับลูกท่าน ไม่ใช่หุ้นใหม่ ไม่ได้เป็นการหาหุ้นใหม่อะไร” โฆษกส่วนตัวอดีตนายกฯ กล่าว พร้อมชี้แจงถึงการลงทุนโครงการโมเดิร์น ซิตี้ ที่เกาะกง ประเทศกัมพูชา ด้วยว่า ไม่ใช่การลงทุนของพ.ต.ท.ทักษิณ แต่พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นเพียงผู้เชิญชวนให้นักลงทุนเข้ามาลงทุน เพราะเชื่อว่าจะได้ประโยชน์กับประเทศไทย

ขณะที่นายฉัตรทิพย์ ตัณฑประศาสน์ ทนายความผู้รับมอบอำนาจจาก พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวถึงกรณีที่ คตส.มีมติส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดฟ้องยึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ว่า ทีมทนายความ คาดการณ์ไว้แล้วต้องออกมาในลักษณะนี้ เนื่องจาก คตส.เหลืออายุการทำงานอีกเพียง 1 เดือน หากไม่เร่งดำเนินการ คำสั่งอายัดทรัพย์จะหมดไปตามวาระด้วย อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับหุ้นตั้งแต่ก่อนเข้าดำรงตำแหน่งทางการเมือง พร้อมระบุ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่รู้สึกกังวลและได้กำชับทีมทนายความ ให้เตรียมพยานหลักฐานเอกสารไว้ต่อสู้ในชั้นศาล และเมื่อถึงขั้นตอนนั้น อาจต้องขอให้ศาลใช้อำนาจในการเรียกเอกสารเพิ่มเติม

นอกจากนี้ นายฉัตรทิพย์ ยังระบุว่า การทำงานของ คตส.มีลักษณะเคลือบแคลงในการตั้งข้อกล่าวหา ซึ่งไม่มีหลักฐานชัดเจน เป็นเพียงการตั้งข้อสันนิษฐานเท่านั้น รวมทั้งการที่ทนายความอ้างพยานจำนวนหลายปาก ก็ไม่ได้รับความเห็นชอบจาก คตส. ด้วย

ในอีกด้านหนึ่ง นายกล้าณรงค์ จันทิก กรรมการคนหนึ่งของ คตส.กล่าวถึงกรณีที่นายพงษ์เทพ ออกมาระบุ พ.ต.ท.ทักษิณ พร้อมพิสูจน์ที่มาของทรัพย์จำนวนดังกล่าวเป็นสิ่งที่ได้มาก่อนหน้าที่จะเข้าดำรงตำแหน่ง ว่า ก็แล้วแต่ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นสิทธิ์ที่กระทำได้ แต่คณะกรรมการ คตส.มีมติให้อายัดทรัพย์ เนื่องจากดูจากพฤติกรรมต่างๆ หลายอย่างประกอบไปด้วย ไม่ได้ดูเพียงที่ไปที่มาอย่างเดียว

เมื่อถามถึงความมั่นใจหลังส่งเรื่องอายัดทรัพย์ดังกล่าวให้กับทางอัยการสูงสุดแล้ว นายกล้าณรงค์ ตอบแต่เพียงว่า เรื่องดังกล่าว กรรมการได้ดูอย่างละเอียดแล้ว เชื่อว่าข้อกล่าวหานี้มีมูลเพียงพอ ซึ่งยืนยันอีกครั้งว่า มติดังกล่าวเป็นเอกฉันท์ จากคณะกรรมการคตส.ทุกคน

ขณะที่ นายแก้วสรร อติโพธิ เลขานุการ คตส. กล่าวผ่านรายการ “เจาะลึกทั่วไทยอินไซด์ไทยแลนด์” ถึงกรณีที่ คตส.มีมติให่ส่งเรื่องต่อศาลเพื่อยึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ว่า คำตอบสุดท้ายคือ ทักษิณซุกหุ้นชินฯภาค 2 ในชื่อของคนอื่นๆ ในขณะที่ตัวเองเป็นนายกฯ และพบว่ามีการฉ้อฉลเชิงนโยบายเอื้อประโยชน์ ซึ่งทั้งหมดเป็นเรื่องที่ คตส.ตั้งข้อกล่าวหาและให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชี้แจง แต่เมื่อชี้แจงแล้ว คตส.เห็นเป็นอื่นไม่ได้ ก็ใช้พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทุจรติแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่เห็นว่าร่ำรวยผิดปกติ ให้ยื่นศาลยึดทรัพย์เป็นของแผ่นดิน

นายแก้วสรร อธิบายด้วยว่า การร่ำรวยผิดปกติมี 2 ชนิดคือ รวยมาแล้วชี้แจงไม่ได้ว่ามาจากไหน อีกอย่างคือได้ทรัพย์สินมาโดยมิสมควรโดยใช้ตำแหน่งหน้าที่ ซึ่ง คตส.ใช้ข้อหลังนี้ดำเนินการ เพราะบุคคลใดก็ตามที่เป็นรัฐมนตรีจะถือประโยชน์ทับซ้อนไม่ได้ สัญญาสัมปทานก็ห้ามถือ เพราะเป็นประโยชน์สาธารณะ

“ที่ผ่านมา กฤษฎีกาชี้ว่า ทำโดยมิชอบ 3 เรื่อง ความเสียหายแสนกว่าล้านบาท ใน 5 เรื่องที่เป็นคดีความ ท่านก็บอกว่าไม่รู้ แต่ใน 5 เรื่องนี้ มี 2 เรื่องที่เราได้หลักฐานว่า ท่านเป็นคนสั่ง ก็แสดงให้เห็นว่า ประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการฝ่าฝืนข้อห้ามทางกฎหมาย จึงไม่สมควร และไม่ต้องเถียง เหมือนเจอพระในห้องกับสีกา ก็ไม่ต้องเถียงแล้ว เพราะไม่เหมาะสม เราจับได้ว่าคุณทำ 2 เรื่อง อีก 3 เรื่องก็ไม่ต้องเถียง ท่านเป็นเจ้าของชินคอร์ปครึ่งหนึ่ง หุ้นที่ท่านถืออยู่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินที่ได้มาโดยไม่ถูกต้อง เราตั้งข้อหาและให้ท่านชี้แจงและคิดว่าท่านแก้ไม่ได้ ก็เลยมีมติให้ส่งไปที่ศาล ต่อไปก็ขึ้นกับอัยการ ถ้าเห็นว่าสำนวนพอฟ้อง ก็ร่วมมือกับเรา หากไม่เห็นด้วย เราก็ฟ้องเอง”นายแก้วสรรกล่าว

เลขานุการคตส. กล่าวต่อว่า ตัวเลข 7.6 หมื่นล้านบาทที่จะยึดทรัพย์ครั้งนี้ คตส.นับตัวหุ้นที่เปลี่ยนเป็นเงิน อีกทั้งหุ้นตัวนี้มีการคลอดลูกออกมา รวมถึงเงินปันผล ก็คือ 7.3 หมื่นล้านบวกเงินปันผล โดยหักภาษีแล้วด้วย ก็ประมาณ 7.6 หมื่นล้านบาทเศษ โดยกระบวนการยึดทรัพย์นั้น เท่าที่ คตส.ติดตามและอายัดไว้ได้คือ 6.2 หมื่นล้านบาท กยังมีส่วนต่างอีก 1.4 หมื่นล้านบาท ที่หาตัวเงินไม่เจอแล้ว ซึ่งเมื่อส่งฟ้องศาล ก็ต้องให้ศาลสั่งอายัดต่อ

เดินหน้าประชามติ สมาพันธ์ปชต.หนุน ลดความตึงเครียด

ครม. มีมติเดินหน้าทำประชามติ ชง 2 แนวทาง โยนกฤษฎีกาตัดสินใช้กฎหมายปี 41 หรือรอ กกต. แก้กฎหมายรองรับ ภายในวันศุกร์นี้ ก่อนดันเข้าสภา “หมอเหวง” ยื่นหนังสือสนับสนุนถึงนายกฯ ระบุเพื่อลดความตึงเครียด ปิดช่องม็อบล้มรัฐบาลใช้เป็นข้ออ้าง

ขณะที่ ฝ่ายคัดค้านต่อต้านจุดชนวนประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 (รธน.50) อันนำไปสู่การล้มล้างรัฐบาลชุดปัจจุบัน ในอีกฟากหนึ่ง ฝ่ายที่สนับสนุนแก้ รธน.50 กำลังเดินหน้าในกระบวนการตามกฎหมายเพื่อผลักดันให้การแก้ รธน. เกิดขึ้นอย่างชอบธรรมในระบอบประชาธิปไตย อันมีประชาชนคนไทยเป็นเจ้าของอำนาจอย่างแท้จริง

ความคืบหน้าในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่มี นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม นั่งหัวโต๊ะเป็นประธาน ได้แถลงภายหลังถึง ครม. เห็นชอบที่จะให้มีการลงประชามติเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยพิจารณา 2 แนวทาง คือ 1.ขอความเห็นจากคณะกรรมการกฤษฎีกาเกี่ยวกับการนำ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ.2541 มาใช้ในการทำประชามติรับฟังความเห็นจากประชาชน เกี่ยวกับการแก้ รธน.50 ได้หรือไม่

และ 2.หากคณะกรรมการกฤษฎีกายืนยันว่าไม่สามารถนำมาใช้ได้ รัฐบาลก็จะรอให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พิจารณาทำกฎหมายประชามติ โดยเบื้องต้นคาดว่า กกต. จะยก ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ แล้วเสร็จในวันศุกร์ที่ 30 พฤษภาคมนี้

วันเดียวกัน นพ.เหวง โตจิราการ พร้อมแกนนำสมาพันธ์ประชาธิปไตย ในฐานะตัวแทนคณะกรรมการประชาชนเพื่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 เข้ายื่นหนังสือต่อ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ผ่านทาง นายชูศักดิ์ ศิรินิล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อสนับสนุนการลงประชามติต่อการแก้ไข รธน.50 เพื่อลดสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง และปิดช่องที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจะอาศัยสถานการณ์นำไปสู่ความวุ่นวายทางการเมือง ส่งผลให้พวกเผด็จการทหารอำมาตยาธิปไตยไม่อาจทำรัฐประหารได้อีกต่อไป

นายสมัคร นายกรัฐมนตรี แถลงที่ทำเนียบรัฐบาล ว่าวันนี้ (27 พ.ค.) ครม. ได้รับฟังความเห็นของตนและเห็นชอบให้มีการลงประชามติ เมื่อตรวจสอบกับทางคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว พบว่ามีกฎหมายประชามติที่ออกไว้ตั้งแต่ปี 2541 แต่มีข้อถกเถียงกันอยู่ว่ากฎหมายดังกล่าวจะหายไปพร้อมกับ รธน.40 หรือไม่ เพราะเป็นกฎหมายลูก จึงได้ขอให้ทางกฤษฎีการับเรื่องนี้ไปตรวจสอบ ถ้าเรื่องสามารถกลับมาได้เร็ว ก็จะใช้กฎหมายฉบับนี้ดำเนินการทำประชามติ แต่ถ้าเรื่องไม่สามารถกลับมาได้เร็ว การจะออกเป็นพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ตามที่เคยคิดไว้แม้จะสามารถทำได้ แต่เมื่อเรื่องเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร คาดการณ์ได้ว่าจะมีผู้คนทำให้เรื่องนี้เดินหน้าต่อไปไม่ได้ โดยการเอาเรื่องไปส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งก็จะไม่มีอนาคตว่าจะสามารถทำประชามติได้เมื่อไร

นายกฯ กล่าวต่อว่า ดังนั้น ช่องทางที่จะเป็นไปได้จริง กกต. ซึ่งได้ให้ความเห็นว่า ขณะนี้กำลังทำกฎหมายเรื่องนี้อยู่ กำลังจะเสร็จ กกต. ก็รับปากว่าจะเร่งทำให้เสร็จก่อนที่จะเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญ (ในวันที่ 9 มิ.ย.) และจะเอากฎหมายฉบับนี้เข้าสู่การพิจารณาในทันที เสร็จเรียบร้อยแล้วจะส่งให้วุฒิสภา หากวุฒิสภาบอกว่ายินดีจะพิจารณาให้ก็จะขยายเวลาการเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญออกไป

ทั้งนี้ ตนจะประสานงานกับประธานวุฒิสภา ว่าถ้าจะพิจารณาให้เราก็จะเปิดยืดเวลาของการเปิดสภาสมัยวิสามัญออกไปหลังการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ ปี 2552 แต่ถ้าวุฒิสภาบอกว่า ยังไม่อยากจะพิจารณาก็จะรอถึงเดือนกรกฎาคม ให้สภาเปิดประชุมสมัยสามัญ เราก็จะรอ แต่เมื่อสภาเปิดวุฒิสภาก็ต้องพิจารณากฎหมายนี้เป็นวาระแรก และเมื่อกฎหมายเสร็จก็จะเอาไปทำประชามติ

ทั้งนี้ มีรายงานข่าวแจ้งว่า หลังจากที่รัฐบาลเห็นชอบในแนวทางดังกล่าวแล้วส่งเรื่องให้คณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาเกี่ยวกับกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการทำประชามติปี 2541 คาดว่าจะใช้เวลา 1-2 สัปดาห์

ด้าน นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธาน กกต. กล่าวว่า ขณะนี้ กกต. กำลังเร่งดำเนินการยกร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ โดยทางด้านกิจการพรรคการเมืองจะประชุมเพื่อพิจารณาเป็นนัดแรกในวันที่ 28 พฤษภาคม และคาดว่าจะแล้วเสร็จอย่างเร็วที่สุดในวันศุกร์ที่ 30 พฤษภาคม และส่งมาให้ กกต. พิจารณาในวันเดียวกัน จากนั้นจะส่งให้ ครม. เสนอต่อรัฐสภาได้



Tuesday, May 27, 2008

กลุ่มชุมนุมยืดเยื้อ ‘สพรั่ง'โผล่ ลั่นทหารเฉยไม่ได้

หลังกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ประกาศคัดค้านการแก้รัฐธรรมนูญปี 2550 ด้วยการนัดมวลชนที่สนับสนุนมาร่วมชุมนุมใหญ่พร้อมขบวนประชาชนเรือนหมื่น จากอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เพื่อมาปักหลักชุมนุมที่หน้าทำเนียบรัฐบาลเมื่อคืนวันที่ 25 พ.ค. แต่ต้องผิดหวังเมื่อถูกตำรวจสกัดไว้ ที่บริเวณเชิงสะพานมัฆวานรังสรรค์และเกิดเหตุปะทะกันอย่างดุเดือดกับฝ่ายต่อต้านพันธมิตร ทำให้มีผู้บาดเจ็บหลายสิบราย ล่าสุดพันธมิตร ได้ปรับยุทธศาสตร์ใหม่ ด้วยการยึดถนนหลวงชุมนุมยืดเยื้อ ปักหลักไล่รัฐบาลเหมือนการชุมนุมใหญ่เพื่อไล่รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เมื่อปี 2549

ทั้งสองฝ่ายตึงเครียดตลอดคืน

บรรยากาศการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตร ตั้งแต่ช่วงหลังเที่ยงคืนวันที่ 25 พ.ค. ต่อเนื่องจนถึงเช้าวันที่ 26 พ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เต็มไปด้วยความตึงเครียด เมื่อกลุ่มต่อต้านพันธมิตรยังคงเตรียมอาวุธไว้ครบมือ ทั้งไม้ก้อนหิน รวมตัวราว 50 คน หน้าสถานีตำรวจนครบาลนางเลิ้ง หวังบุกเข้าไปก่อเหตุก่อกวนยั่วยุกลุ่มพันธมิตรอีกระลอก โดยมีตำรวจนครบาลนางเลิ้งนำแผงเหล็กมากั้นสกัดไว้ ตรงกลางไม่ให้เข้ามาใกล้กับกลุ่มพันธมิตรได้ ขณะที่มวลชนของพันธมิตรก็ไม่ยอมรามือ หลังตั้งเวทีปราศรัยเชิงสะพานมัฆวานฯ ระดมชายฉกรรจ์กว่า 300 คน ตั้งแถวหน้ากระดาน ใช้แผงเหล็กปิดกั้นถนนราชดำเนินนอก ตั้งแต่ แยก จปร. ตั้งป้อมรอรับการบุกของฝ่ายต่อต้าน โดยเตรียมอาวุธ ไม้ เหล็กแป๊บ ก้อนหิน โล่ ที่ทำจากจานดาวเทียม และถังขยะ ฯลฯ ไว้ตอบโต้ แต่ตลอดคืนไม่มีฝ่ายไหนข้ามเส้นกั้นมาหาเรื่องกัน ได้แต่ใช้เครื่องกระจายเสียง ตะโกนด่าทอและโห่ร้องยั่วยุกันไปมาเป็นระยะๆ

พร้อมรับมือการสลายการชุมนุมของ ตร.

สำหรับประชาชนที่สนับสนุนพันธมิตรเริ่มทยอยเดินกลับจนเหลือปักหลักนั่งๆนอนๆบนถนนราว 1 พันคน ในเวลา 01.45 น. พล.ต.จำลอง ศรีเมือง เดินมาสั่งการชายฉกรรจ์ที่ทำหน้าที่การ์ด ให้ขยับแนวรั้วเหล็กจากแยก จปร. ย้ายเข้ามาบริเวณหน้าองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ บีบพื้นที่ ชุมนุมให้แคบลง และเวลา 03.35 น. พล.ต.จำลองประกาศในการชุมนุมให้เตรียมพร้อมรับมือการเข้าสลายการชุมนุมของตำรวจ ที่มีข่าวจะบุกเข้ามาช่วงเช้ามืด ก่อนระดมอาวุธทุกชนิดมาเตรียมป้องกัน และประกาศกร้าวไม่ยอมที่จะเสียพื้นที่ชุมนุมไม่ว่าจะถูกกระบองหรือแก๊สน้ำตาจากตำรวจ

ตีห้าครึ่งปรับแผนเป็นชุมนุมยืดเยื้อ

เมื่อถึงเวลา 05.30 น. ฝ่ายต่อต้านที่รวมตัวกันอยู่หน้าโรงพักนางเลิ้ง ได้สลายการชุมนุม เวทีปราศรัยพันธมิตรจึงเปิดฉากขึ้น และจากท่าทีของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่ตรึงฝ่ายพันธมิตรไว้ที่บนสะพานมัฆวานฯ และเริ่มใช้ ตชด. ในชุดปราบจลาจลมาตรึง โดยไม่มีทีท่าจะโอนอ่อนให้เคลื่อน ขบวนต่อไปยังหน้ารัฐสภา เพื่อยื่นหนังสือถอดถอน ส.ส. และ ส.ว.ที่เข้าชื่อแก้รัฐธรรมนูญ พันธมิตรจึงเริ่มการปรับแผนครั้งใหญ่จากที่ตอนแรกตั้งเป้าว่าหลังยื่นหนังสือประธานรัฐสภาก็จะสลายการชุมนุมกลับ แต่แกนนำทั้งหมดขึ้นเวทีปราศรัยแล้วขอความเห็นจากประชาชนที่ยังคงเหลืออยู่ราว 500 คน ว่าจะมีการปักหลักชุมนุมยืดเยื้อบนถนนเพื่อไล่รัฐบาลหรือไม่ ทันทีที่มีประชาชนโห่ร้องแสดงความเห็นด้วย นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานพันธมิตร จึงประกาศว่าจะมีการนำเต็นท์มาตั้งบนถนนราชดำเนินนอก พร้อมปรับทีมงานโฆษกพิธีกรบนเวที โดยจะมีการชวนแนวร่วมมาสลับกันขึ้นเวทีปราศรัยต่อเนื่องไปเรื่อยๆตลอดวันทันที อย่างไรก็ตาม สำหรับการปรับแผนชุมนุมยืดเยื้อของพันธมิตรครั้งนี้มีขึ้นอย่างกะทันหันมาก จากการสอบถาม แม้แต่ทีมงานพันธมิตรเองยังปรับตัวตามไม่ทัน และยังไม่เข้าใจเหตุผลด้วย

อ้างทำเพื่อชาติครั้งสุดท้าย

นายสนธิ ลิ้มทองกุล กล่าวว่า การตัดสินใจชุมนุมยืดเยื้อในครั้งนี้ ได้ขอมติจากประชาชนที่มาร่วมแล้วส่วนใหญ่เห็นด้วย ทั้งคนที่มาร่วมก็ยังไม่มีใครอยากกลับ เงื่อนไขการชุมนุมยืดเยื้อครั้งนี้ คือไล่รัฐบาลชุดนี้ต้องออกไป เหตุผลไม่ใช่เพราะปัญหาการแก้รัฐธรรมนูญเพื่อ ช่วยพวกพ้องอย่างเดียว แต่ยังมีเรื่องของการบริหารประเทศ ที่ล้มเหลวในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจและเรื่องอื่นๆ จากการที่ถูกฝ่ายต่อต้านมาทำร้ายตลอดการชุมนุมที่ผ่านมา พันธมิตรก็จะปรับแผนยกระดับการป้องกันตัวเองให้มากขึ้น นี่ไม่ใช่ไพ่ใบสุดท้ายของพันธมิตร แต่เป็นการแสดงพลังและสู้เพื่อชาติสุดท้ายมากกว่า จากปัญหาต่างๆที่พันธมิตรได้เห็นมาจากรัฐบาลชุดนี้ ทำให้รู้สึกว่าสังคมไทยนั้น ไม่สนใจรับรู้ในสิ่งที่เกิดขึ้น แต่มีประชาชนอีกส่วนหนึ่งที่สนใจและไม่พอใจ หากเราไม่ได้จัดการชุมนุมครั้งนี้ จะรู้สึกเสียใจมากที่ไม่ได้ทำหน้าที่ สุดท้ายหากชุมนุมแล้วคนมาร่วมกับเราน้อย ก็แสดงว่าสังคมไทย ไม่ต้องการรับรู้ปัญหาและแก้ไขร่วมกับเรา หากมีม็อบไม่เห็นด้วยกับการชุมนุมยืดเยื้อแค่ 1 ใน 3 เราก็จะสลายตัวทันที

อ่านรายละเอียดต่อ ไทยรัฐ


ครม.ลุยประชามติแก้รธน. ไม่กล้าดันทุรังออกพ.ร.ก.

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ ว่า ที่ประชุมวางแนวทางการออกเสียงประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ไว้ 2 แนวทาง โดยแนวทางแรกมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาไปตรวจสอบพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชา มติ พ.ศ. 2541 ว่า ยังสามารถนำมาบังคับใช้ได้หรือไม่ แต่ถ้าหากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาไม่สามารถส่งเรื่องให้พิจารณาได้ทัน มีอีกแนวทางหนึ่ง คือ จะให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ดำเนินการ ที่ กกต. ให้ความเห็นว่า จะร่างกฎหมายประชามติให้เสร็จทันก่อนเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญนี้ โดยจะบรรจุเป็นวาระแรกของการประชุม

นายกฯ และรมว.กลาโหม กล่าวต่อว่า แม้จะสามารถออกเป็นพระราชกำหนดได้ (พ.ร.ก.) ได้ แต่คาดว่า จะมีคนพยายามทำให้เรื่องนี้ ให้เดินหน้าต่อไม่ได้ด้วยการเสนอเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความจึงจะใช้วิธีดังกล่าว ดังนั้น ในช่วงเวลา 45 วันจากนี้ ไป จะให้ทุกฝ่ายเปิดการรณรงค์ทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้เต็มที่

“ตัดประเด็นการถกเถียงทั้งหลายทั้งปวง เมื่อมีประชามติแล้วถ้าหากว่า ไม่แก้ ก็ต้องเลิกเรื่องนี้ ไปเลย ไม่มีอะไรเลย ถ้าแก้ก็ขอให้รู้ว่า การแก้จะอยู่ในความดูแลของคนที่รับเลือกตั้งมา ทั้งแต่งตั้ง 74 เลือกตั้ง 76 และเลือกตั้งอีก 480 จะเป็นคนดูแลเรื่องนั้น แต่จะเสนอขึ้นไปยังไงก็สุดแท้แต่ คนทั้งหมดนี้ เป็นคนวินิจฉัยว่า เรื่องใดจะผ่านได้ หรือ ไม่ได้ มาตราไหนควรจะแก้หรือ ไม่แก้” นายสมัคร กล่าว และว่า ส่วนเรื่องงบประมาณการจัดประชามตินั้น ยังไม่มีการพูดถึง เพราะต้องการให้เรื่องเหล่านี้ ชัดเจนก่อน

ปชป.ยืนยันพรรคแปลเอกสารตามหลักสากล ไม่บิดเบือน

ทม. 27 พ.ค. - พรรคประชาธิปัตย์ยังคงยืนยัน "จักรภพ เพ็ญแข" บิดเบือนคำแปลปาฐกถา

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้แถลงข่าวอย่างเป็นทางการ ยืนยันพรรคแปลเอกสารคำบรรยายของนายจักรภพ เพ็ญแข ตามหลักสากล ไม่มีการบิดเบือนเพื่อหวังผลทางการเมือง หรือคิดจ้องทำลายคนในรัฐบาล ส่วนการแถลงข่าวเมื่อวานนี้ ยิ่งปรากฏภาพชัดเจนว่านายจักรภพไม่สามารถตอบคำถามผู้สื่อข่าวได้เลยว่าพรรคประชาธิปัตย์แปลผิดในจุดใดบ้าง และทุกคนยังมีความเห็นเช่นเดิมว่า นายจักรภพเป็นบุคคลที่มีทัศนคติอันตราย.

ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-27 15:14:22


ประธานสภาฯ ยืนยันต้องบรรจุญัตติแก้ไข รธน.

รัฐสภา 27 พ.ค.- “ชัย” เผยไม่มีสิทธิบังคับให้ ส.ส.ถอนญัตติแก้ไข รธน. จึงต้องบรรจุญัตติเข้าระเบียบวาระ แต่ถ้าหาก ส.ส. และ ส.ว.ที่เสนอญัตติถอนชื่อจนไม่ครบ 1 ใน 5 ตามที่กฎหมายกำหนด ก็บรรจุเข้าระเบียบวาระไม่ได้ ปฏิเสธ “เนวิน” อยู่เบื้องหลังม็อบหนุนแก้ไข รธน.

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เสนอให้ถอนญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อคลี่คลายสถานการณ์ ว่า ตนไม่มีสิทธิไปบังคับให้สมาชิกถอนญัตติได้ เพราะเป็นสิทธิตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ และตนต้องทำตามข้อบังคับ ส่วนที่กลุ่มพันธมิตรฯ ยื่นถอดถอนประธานรัฐสภา ข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบนั้น นายชัย กล่าวว่า ตนไม่ได้เซ็นชื่อด้วย แต่ก็ดีใจที่กลุ่มพันธมิตรฯ ยื่นถอดถอน ไม่ได้รู้สึกกังวลอะไร เพราะทำทุกอย่างตามกฎหมาย ไม่ได้ทุจริตคิดมิชอบต่อบ้านเมือง ไม่ได้ทำผิดระเบียบรัฐสภา

เมื่อถามว่าหากยังเดินหน้าบรรจุญัตติต่อไปจะเป็นชนวนทำให้การเมืองนอกสภาร้อนแรงขึ้น ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า ก็ร้อนกับคนบางคนที่เสียประโยชน์เท่านั้น เมื่อถามย้ำว่าใครคือคนเสียประโยชน์เป็นกลุ่มผู้ชุมนุมหรือไม่ นายชัย กล่าวว่า ไม่ทราบ แต่เป็นคนที่ทำ อย่างไรก็ตาม คนที่มีความคิดต่างกันย่อมมีข้อโต้แย้งกันเป็นธรรมดา ตนก็เป็นห่วงสถานการณ์ที่อาจจะมีการปะทะกัน

ต่อข้อถามว่ามีการตั้งข้อสังเกตว่าคนใกล้ชิดนายเนวิน ชิดชอบ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย อยู่เบื้องหลัง นายชัย กล่าวว่า ไม่ทราบ ไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับลูกชาย ต่างคนต่างอยู่ ตอนนี้นายเนวิน อยู่บ้านเลขที่ 111 ถ้ามายุ่งก็ผิดระเบียบ ตอนนี้นายเนวินทำมาหากิน อย่าเข้าใจผิดเลย นายเนวิน อยู่อย่างสงบแล้ว อย่าไปทำบาป อย่าไปฟื้นฝอยหาตะเข็บ เป็นไปไม่ได้

เมื่อถามว่ามีสมาชิกทยอยถอนรายชื่อออกไปจำนวนมากหากไม่ครบ 1 ใน 5 ญัตติก็ต้องตกไป ประธานสภาฯ กล่าวว่า ก็ต้องเป็นไปตามกฎหมาย หากรายชื่อไม่ครบ 1 ใน 5 ก็บรรจุเข้าสู่วาระไม่ได้ ซึ่งทราบว่าขณะนี้มี ส.ส.บางส่วนที่มีคดีอยู่ได้ถอนชื่อไป อย่างเช่น ส.ส.จากพรรคมัฌชิมาธิปไตย ที่คดียุบพรรคอยู่ในชั้นการพิจารณาของศาล ไม่สามารถลงชื่อได้ ส่วน ส.ว.ตนไม่รู้ว่าถอนไปกี่คนแล้ว

เมื่อถามว่ามี ส.ส.พรรคพลังประชาชน ระบุจะยื่นถอดถอน ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ข้อหามีส่วนร่วมกับกลุ่มพันธมิตรฯ เพื่อล้มล้างการปกครอง นายชัย กล่าวว่า เป็นสิทธิของเขา เหมือนนักมวยปล่อยให้ต่อยฝ่ายเดียวก็เจ็บ ก็ต้องต่อยคืนบ้าง แต่ตนจะไม่ร่วมหารือด้วย เพราะไม่อยากให้มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น อยากให้เกิดความสมานฉันท์ ส.ส.ไม่ว่าจากพรรคไหนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เพราะ ส.ส.ควรคิดถึงการแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนก่อน. -สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-27 15:08:27



มท.1 ปัดข่าวรัฐบาลงัด พ.ร.บ.ความมั่นคงมาปราบกลุ่มพันธมิตรฯ

บ้านริมคลอง 26 พ.ค.- มท.1 ปฏิเสธข่าวรัฐบาลจะใช้ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงฯ มาจัดการกับกลุ่มพันธฒิตรฯ ยืนยันรัฐบาลประชาธิปไตยทำอะไรตามใจชอบไม่ได้ ชี้กลุ่มพันธมิตรฯ ไม่มีความชอบธรรมที่จะไล่รัฐบาล แนะให้ขอความร่วมมือจาก ปชป.เปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลแทน

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ปฏิเสธกระแสข่าวที่ระบุว่า รัฐบาลเตรียมใช้ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักร ดำเนินการกับแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และว่ารัฐบาลในระบอบประชาธิปไตยจะทำอย่างนั้นไม่ได้ สิ่งที่กลุ่มพันธมิตรฯ ทำ มีสิทธิอันชอบธรรม แต่ผิดขั้นตอนพร้อมตั้งคำถามกับกลุ่มพันธมิตรฯ ว่า ปิดเส้นทางการจราจรทำไม

“พันธมิตรฯ จะไปแสดงความคิดเห็นที่มุมใดของ กทม.ก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นลานพระบรมรูปทรงม้า ฝั่งธนบุรี หรือสวนลุมพินี การจราจรก็ไม่ติดขัด ประชาชนก็ไม่เดือดร้อน รัฐบาลเป็นห่วงเรื่องนี้” ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า รัฐบาลจะไม่ใช้ความรุนแรงเข้าแก้ไขสถานการณ์ ไม่ว่าจะได้รับความกดดันเพียงใดใช่หรือไม่ ร.ต.อ.เฉลิม ยืนยันว่า ไม่มีการใช้ความรุนแรง การเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ทำอะไรตามใจชอบไม่ได้ เพราะมีขั้นตอน แต่ต้องการจะขอร้องกันว่า การชุมนุมที่ปิดขวางการจราจรนั้นไม่เหมาะสม กลุ่มพันธมิตรฯ บอกว่ารักบ้านเมือง แต่ไปชุมนุมข้างยูเอ็น ภาพออกไปทั่วโลกจะไม่ดี สุดท้ายพันธมิตรฯ ก็จะไม่ได้อะไร และประเทศชาติก็จะเสียหาย

ส่วนการจะยื่นเรื่องถอดถอน ส.ส. และ ส.ว. ที่ร่วมลงชื่อในญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อรัฐสภานั้น ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า การยื่นถอดถอนต้องมีรายชื่อครบก่อน แต่รายชื่อไม่ครบแล้วไปยื่น เป็นเหมือนการเคลื่อนไหวเพื่อให้เป็นข่าว ความจริงมีเพียงแค่เอกสารเผยแพร่ออกมาว่า กลุ่มพันธมิตรฯ ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็จบ ไม่จำเป็นต้องใช้พฤติกรรมการเคลื่อนไหว และว่า ส่วนตัวเรียนปราบจลาจลมาตั้งแต่เด็ก ตำรวจเขาก็ทำงานเต็มที่ แต่เมื่อม็อบเคลื่อนที่ก็ควบคุมยาก

อย่างไรก็ตาม ร.ต.อ.เฉลิม ปฏิเสธที่จะให้ตอบคำถามที่ว่า ประเมินการที่ พล.ต. จำลอง ศรีเมือง แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ กล่าวบนเวทีปราศรัยว่า รัฐบาลจะใช้ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักรเข้ามาแก้ไขสถานการณ์อย่างไร โดยระบุว่า ไม่ต้องการแสดงความเห็นคัดค้าน เพราะ พล.ต. จำลอง เป็นคนต้นทุนทางสังคมสูง แต่ยืนยันได้ว่า ไม่มีรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตยที่ไหนคิดจับคนชุมนุม เว้นแต่ไปทำความผิดอย่างอื่น แล้วตำรวจก็ต้องเข้าไปดำเนินการ ส่วนการที่กลุ่มผู้ชุมนุมเตรียมอุปกรณ์เพื่อต่อสู้กันนั้น ก็เตรียมไปฝ่ายเดียว ชกลม เพราะไม่มีใครไปทะเลาะด้วยแน่ ๆ

ต่อกรณีที่ ส.ส.พรรคพลังประชาชนระบุว่า ประชาชนต่างจังหวัดมีการตั้งหน่วยล่าสังหารแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ และบอกว่าอย่าออกนอกพื้นที่นั้น ร.ต.อ.เฉลิม ย้อนถามว่า กลุ่มพันธมิตรฯ มีศัตรูที่ไหนบ้าง และว่าถ้าเกิดอะไรขึ้น ก็ไม่เกี่ยวข้องกับรัฐบาล

ส่วนที่กลุ่มพันธมิตรฯ เปลี่ยนจุดยืนการชุมนุม มาเป็นการขับไล่รัฐบาล ร.ต.อ. เฉลิม กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ไปไกลกว่าที่ใครๆ คิดไว้ เพราะจุดยืนแรกคือการคัดค้านเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เมื่อเปลี่ยนมาเป็นการไล่รัฐบาลออกไป ก็ต้องขอแรงพรรคประชาธิปัตย์ โดยเอาข้อมูลไปให้พรรคประชาธิปัตย์ เมื่อเปิดประชุมสภาฯ สมัยวิสามัญ ก็ให้ยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ

“ถ้ากลุ่มพันธมิตรฯ จะมาไล่เอง ผมคิดว่าเหตุผลน้อยไป และกลุ่มพันธมิตรฯ ก็ไม่มีความชอบธรรมอะไร เพราะไม่ได้จดทะเบียนถูกต้องถามกฎหมาย เป็นเพียงกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่แสดงความคิดเห็นทางการเมืองได้เท่านั้น แต่ไม่ใช่เจ้าของประเทศ ขณะที่พวกผมมาจากการเลือกตั้ง” ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-27 15:01:34