WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, May 28, 2008

ทนายคดีหวยบนดินส่งคำร้องค้านถึงศาลฎีกาฯ แล้ว


กรุงเทพฯ 27 พ.ค. - นายสิทธิโชค ศรีเจริญ หัวหน้าทีมทนายความคดีการออกสลากพิเศษเลขท้าย 3 ตัว 2 ตัว หรือหวยบนดิน ของคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ทีมทนายความได้ส่งคำแถลงการณ์คัดค้านคำร้องของผู้ถูกกล่าวหาคดีหวย 3 ตัว 2 ตัว ไปให้ศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยประเด็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับสถานะ และการต่ออายุการทำงาน คตส.เรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่วันที่ 23 พฤษภาคมที่ผ่านมา

“จากการประสานงานไปยังศาลฎีกาฯ ทราบว่าศาลฎีกาฯ ได้จัดส่งคำแถลงการณ์ของ คตส.ไปให้ศาลรัฐธรรมนูญเรียบร้อยแล้ว ขึ้นอยู่กับศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาเรื่องนี้เมื่อไร แต่ในส่วนทีมทนายความคาดหวังว่า ศาลรัฐธรรมนูญอาจจะให้ความกรุณาพิจารณาเรื่องนี้เป็นเรื่องเร่งด่วน” นายสิทธิโชค กล่าว. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-27 19:34:06


ครม.เห็นชอบขยายโครงการรถไฟฟ้า 2 สาย งบฯ กว่า 5 หมื่นล้าน


พล.ต.ท.วิเชียรโชติ สุกโชติรัตน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรี ว่า คณะรัฐมนตรีมีมติให้ความเห็นชอบขยายโครงการรถไฟฟ้า 2 สาย ที่เชื่อมต่อระหว่างหัวลำโพง-บางแค เป็นระยะทาง 14 กิโลเมตร และจากบางซื่อ-ท่าพระ อีก 13 กิโลเมตร โดยมีการปรับงบประมาณใหม่จากของเดิม เป็นวงเงิน 56,895 ล้านบาท ซึ่งระหว่างนี้จะให้ศึกษาด้านโครงสร้างโยธาธิการ และสำรวจความเป็นไปได้ด้านสิ่งแวดล้อม จากนั้นจะเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีกครั้ง และเมื่ออนุมัติ ก็สามารถที่จะเปิดให้ประมูลได้ทันที.- สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-27 16:02:55


ยิ่งชุมนุม ยิ่งต้องทำประชามติ

การชุมนุมยืดเยื้อของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หากจะมองในแง่สิทธิเสรีภาพแล้ว หลายคนอาจจะมองว่าการชุมนุมปกตินั้นสามารถกระทำได้ภายใต้กรอบของกฎหมาย เนื่องจากความคิดเห็นทางการเมืองแตกต่างกัน แต่ทั้งนี้ต้องไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน รำคาญใจ นั่นคือกรอบกว้างๆ ที่ทุกคนที่รักชาติและประชาธิปไตยต้องเรียนรู้และรักษาระยะห่างให้ดี อย่าถลำก้ำเกินมากไป น้อยไป เป็นอันขาด

การอ้างสิทธิเสรีภาพ สามารถกระทำได้ เพราะไม่มีใครสามารถบังคับให้ใครมีความเชื่อ ความรัก ความศรัทธา ในเรื่องอุดมการณ์ทางการเมืองได้อย่าง 100% ดังนั้นการปกครองในระบอบประชาธิปไตย จึงเป็นระบอบที่ยืดหยุ่น เพื่อให้คนรับฟังความเห็นซึ่งกันและกัน

รัฐบาลให้โอกาสเพื่อรับฟังเหตุ รับฟังผล ต่อกลุ่มเคลื่อนไหวนี้ มาเป็นเวลาพอสมควร

ประชาชนในสังคมให้โอกาสรับฟังเหตุ รับฟังผล ต่อกลุ่มเคลื่อนไหวนี้ มาเป็นเวลาสมควรแก่เหตุ

ตอนแรกมาเรื่องการคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 แต่ขึ้นเวทีแขวะไปถึงรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร บ้าง ไล่รัฐบาลภายใต้การนำของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี สมัคร สุนทรเวช บ้าง ผรุสวาทถ้อยคำหยาบคาย “กู” “มึง”...ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ปกติจากสิ่งที่ได้ตั้งเป้าหมายในการมาชุมนุมเรียกร้องในครั้งแรก

รัฐบาล ไม่ได้เป็นผู้ยื่นแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญที่เขียนโดยลิ่วล้อคณะเผด็จการ คมช.

ประชาชน ต่างหาก ที่เข้าชื่อกัน 1.5 แสนรายชื่อ ยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ที่เขียนโดยลิ่วล้อคณะเผด็จการ คมช.

ผู้แทนปวงชนชาวไทย อันประกอบด้วย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และ สมาชิกวุฒิสภา ร่วมกันเข้าชื่อ 164 คน เสนอร่างให้กับประชาชนซ้ำอีกดาบหนึ่ง

หลายฝ่ายเรียกร้องให้มีการทำประชามติ เพื่อสอบถาม “ใจ” ของประชาชนว่า จะให้มี การแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 นี้หรือไม่

รัฐบาล รับลูกที่จะทำ ประชามติ ตามข้อเสนอ

แต่ปรากฏว่า คนกลุ่มหนึ่งกลับบอกว่า ไม่ได้ ไม่ให้ ทำประชามติ แต่ออกมาปลุกระดมปลุกปั่นประชาชนให้ลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อ ทำสงครามครั้งสุดท้าย ซึ่งไม่เข้าใจว่าจะไปทำสงครามอะไรกับใคร ภาษาที่ใช้ในการโฆษณาปลุกระดมผู้คนนั้น สะท้อนพฤตินิสัยของแกนนำในการชุมนุม ที่ต้องการความ สงบ สันติ อหิงสา หรือ ความรุนแรง กันแน่ พอไล่ไปไล่มา เฉไฉไปว่า ทำสงครามทางความคิด แต่มี “มีดสปาร์ต้า-ไม้หน้าสาม” และหลังเวทียังมีแกนนำ พรรคประชาธิปัตย์ เข้าร่วมมือ ทั้งที่เป็นพรรคที่ประกาศว่า “ยึดมั่นระบบรัฐสภา” และแรงสนับสนุนจาก อำมาตยาธิปไตย อย่างออกนอกหน้า

ก่อนหน้าการปฏิวัติรัฐประหาร จำได้ไหมว่า มีการใช้คำว่า “กู้ชาติ” องค์เหนือหัวทรงมีพระราชกระแสรับสั่งว่าอย่างไร ยังจำกันได้หรือไม่

คราวนี้มาใหม่ คู่ความขัดแย้งจึงอยู่ที่

“ทำประชามติ” กับ “ทำสงคราม”

ในฐานะที่เป็นคนไทย เกิดบนผืนแผ่นดินไทย เชื่อได้ว่า ไม่มีคนไทยคนไหนที่ โง่ พอจะเลือกแนวทางที่จะนำไปสู่ ความแตกแยก ของคนในชาติ หากไม่มีผลประโยชน์ใดแอบแฝง

กรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา

กลุ่มคนเหล่านี้ ต้องการ สร้างสถานการณ์ปลุกระดมให้การชุมนุมครั้งนี้เกิดความรุนแรงขึ้น ทั้งจากเจตนาในการใช้คำว่า “สงคราม” ทั้งการ ปราศรัยเร่งเร้าเรื่องทางการเมืองอื่นๆ แทนที่จะพูดเรื่อง รัฐธรรมนูญ 2550 ว่าดีอย่างไร หรือ รัฐธรรมนูญ 2540 ไม่ดีอย่างไร ตลอดระยะเวลา 3 วันที่ผ่านมา

ในเมื่อรัฐบาลกำลังเดินหน้าไปสู่การทำประชามติ เพื่อให้ คนทั้ง 63 ล้านคน ได้มีส่วนร่วมทางการเมืองครั้งสำคัญนี้ ถือเป็นประชาธิปไตยทางตรง แล้วมีเหตุผลอะไรที่จะไม่ให้ทำประชามติครั้งนี้ ฟังแกนนำเองยังสับสนที่จะพูดเรื่องประชามติ พูดเรื่องรัฐธรรมนูญ แต่ถนัดที่จะพูดเรื่องล้มรัฐบาลมากกว่าเสียอีก

เมื่อเป็นดังนี้ ผู้รักชาติและประชาธิปไตย คนฝั่งฝาประชาธิปไตย ไม่ควรจะให้ความสนใจในกลุ่มคนนี้อีกต่อไป เพราะการกระทำของคนกลุ่มนี้มีเจตนาแฝงตลอดเวลา เชื่อว่าประชาชนส่วนใหญ่จะไม่มีวันร่วมมือกับเขา เพราะ คนไทยไม่ได้โง่! ที่จะถูกหลอกต้มอีกต่อไป...

ส่วนซากเดนเผด็จการเหล่านี้เราจะ “กำจัดทิ้ง” หรือ “Delete” ลงไปใน “ถังขยะ” (Recycle Bin) อย่างไร เป็นบัญชีประวัติศาสตร์ทางประชาธิปไตยที่ต้องจดบันทึกกันไว้


โศกนาฏกรรม (กลเกม) การเมือง

ร้อนตัว!

พลันที่ จักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงชี้แจงเกี่ยวกับคำบรรยายที่สโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศ (เอฟซีซีที) เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2550

ซึ่งเป็นประเด็นถูกตั้งคำถามถึง เนื้อหา และ ถ้อยคำ ที่เข้าข่ายหมิ่นเบื้องสูง เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 26 พฤษภาคม 2551

ไม่เพียงเป็น ข้อกล่าวหา ที่ร้ายแรงที่สุดในชีวิต “คนไทย” ของเขา

แต่นับเป็น โศกนาฏกรรมการเมือง ที่บังเกิดขึ้นแล้ว...

ในห้วงที่บ้านเมืองเข้าสู่สภาวะ ระส่ำระสาย แทนที่ความ สงบสันติสุข

พลันที่ “คำกล่าวหา” จากบุคคลหนึ่ง ผสมโรงจากฟาก ประชาธิปัตย์ และ กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เขย่าผ่าน สื่อมวลชน จนลุกลามบานปลายกลายเป็น ประเด็นใหญ่โต ของบ้านเมือง

“ผมถูกกล่าวหาทางสังคมโดยคำพูดคนอื่น ไม่ใช่คำพูดตัวเอง...”

ถ้อยคำสั่นเครือสะท้อนบาดลึกเข้าไปในอารมณ์ของผู้ฟัง

จุดเริ่มต้นโศกนาฏกรรม...

ต้นเหตุจากการ “บิดเบือน” ผนวกกับ “เงื่อนเวลา” ที่ยาวนาน “เข้าทาง” กลเกมการเมืองอย่างมิ
ทันตั้งตัว

เหตุบิดเบือน ที่เจ้าตัวได้แถลงไขต่อหน้าสาธารณชน นำพาวิเคราะห์ไปที่ “เหตุ 3 ประการ” ที่
บิดเบือนได้มาก บิดเบือนยาวนาน นั่นคือ

ประการหนึ่ง เป็นคำบรรยายภาษาอังกฤษที่พูดสด ไม่มีคำบรรยายละเอียดแบบคำต่อคำล่วงหน้า โดยใช้เวลา 45 นาที

อันหมายความว่า ถ้าหากจะเข้าใจในถ้อยกระบวนความทั้งหมดนั่น ต้องแปลเป็น “ไทย” เท่านั้น

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ขึ้นกับ “คนแปล” ว่าจะแปลอย่าง “ซื่อสัตย์” หรือ “ฉ้อฉล”

ประการที่สอง เป็นการพูด ต่อหน้า ชาวต่างประเทศ ซึ่ง คนเหล่านี้ ต้องยอมรับในแง่ของความเข้าใจต่อสังคมไทย ที่มี น้อยกว่า คนไทยด้วยกันเอง

เช่นนั้นแล้ว การจะบรรยายอะไรให้ฟังนั้น ต้องลำดับความเป็นขั้นๆ โดยละเอียด ก่อนผู้พูดจะมุ่งสู่ข้อสรุป

ดังนั้นแล้ว การอธิบายศัพท์ สำนวนต่างๆ จึงไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบกับ “บริบท” ในการพูดกับคนไทยได้

และประการที่สาม การบรรยายดังกล่าวเป็น “เชิงวิชาการ” ไม่ใช่ “บรรยายการเมือง”

“...ผมยอมรับ รู้สึกโกรธที่ถูกกล่าวหาในความไม่จงรักภักดี นำเรื่องที่ไม่เป็นเรื่องมาชี้ประเด็นสร้างความเสื่อมเสียแก่ ผม รัฐบาล และครอบครัว ญาติสนิท ที่ต้องได้รับผลกระทบ กินไม่ได้นอนไม่หลับไปด้วย มีความกังวลใจตลอดเวลา

ขอยืนยัน ความจงรักภักดีของผมและครอบครัวนั้น เป็นที่ประจักษ์มาหลายชั่วอายุคน…”

บางส่วนในห้วงความรู้สึกของผู้ที่ “ถูกกระทำ” ย่อมสะเทือนไปถึง ครอบครัว ส่งแรงกระเพื่อมไปถึง “รัฐบาล” ในความเป็น “รัฐมนตรี” อย่างหลีกเลี่ยงมิได้

และอีกเช่นกัน ที่แรงตีกลับได้ถูกส่งไปที่ “ผู้กระทำ” การครั้งนี้ในทันที

ฉับพลันในวันรุ่งขึ้น (27 พ.ค.)...

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และ ผู้นำฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎร เปิดแถลงข่าวตอบโต้ในทันที

ถ้อยแถลงประหนึ่งแสดงถึง ความไม่สบายใจ ต่อ การกระทำในวันนี้ อันด้วยเรื่องที่หยิบยกมาขยายความเป็นเรื่องละเอียดอ่อน

แต่ก็ด้วยข้ออ้างถึง “ความจำเป็น” ที่จะต้องแถลงข่าว อันเนื่องด้วย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ใช้สถานะความเป็นรัฐมนตรีให้มีการถ่ายทอดสดผ่านสถานีโทรทัศน์ของรัฐ

เหตุนั้นมิเท่ากับ มีการกล่าวหาตน และ พรรคประชาธิปัตย์ จึง ขอความเป็นธรรม จากสื่อทุกแขนงในการให้พื้นที่ เพื่อให้ประชาชนได้รับรู้อย่างสมบูรณ์และรอบด้าน

เพียงแค่เกริ่นโหมโรงก็ให้เห็นถึง “ความไม่บริสุทธิ์ใจ” ซ้ำร้ายยังมิวาย แอบอ้าง “ประชาชน” อันเป็น “ทาง” ที่ถนัดเสียจนเป็น...

วาจาที่เอื้อนเอ่ยออกมายังตอกย้ำในจุดยืน ข้อกล่าวหา..เดิมๆ - ทัศนคติที่เป็นอันตรายต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ตบท้ายด้วยเล่ห์ของการจี้จุดไปที่ “ความไม่เหมาะสม” ในตำแหน่งเก้าอี้ “รัฐมนตรี” อีกต่อไป

เป็นเป้าประสงค์ที่ “ตรงจุด” และ “ชัดเจน”…

หากแม้โศกนาฏกรรมการเมือง จะบังเกิดขึ้นแล้วกับ บุรุษสายล่อฟ้า - จักรภพ เพ็ญแข

กระบวนการจ้อง “ล้มล้าง” รัฐบาล ก็บังเกิดขึ้นแล้วในอีกฟากฝั่งหนึ่ง...เช่นกัน

สายน้ำจันทน์ (แทน)


‘สื่อ’ กับความรุนแรงในวันชุมนุมของพันธมิตร

ชูวัส ฤกษ์ศิริสุข บรรณาธิการบริหารเว็บไซต์ประชาไท เขียนคอลัมน์ “ใต้เท้าขอรับ” เกี่ยวกับบทบาทการทำหน้าที่สื่อมวลชน ในการเสนอข่าวความรุนแรงในการชุมนุมของพันธมิตรฯ ไว้ดังนี้

‘สื่อ’ กับความรุนแรงในวันชุมนุมของพันธมิตรฯ

ความรุนแรงที่เกิดในระหว่างการชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม เป็นเรื่องที่ต้องถูกประณาม ไม่ว่าจะเกิดขึ้นจากฝ่าย ‘พันธมิตรฯ’ ฝ่าย ‘ต้านพันธมิตรฯ 1’ ฝ่าย ‘ต้านพันธมิตรฯ 2’ ฝ่าย ‘ต้านพันธมิตรฯ 3’ หรือฝ่าย ‘ต้านพันธมิตรฯ 4...5...6’

เราขอประณามความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากทุกฝ่าย และเรียกร้องให้รัฐบาลแสดงความรับผิดชอบที่ไม่สามารถป้องกันความรุนแรงนี้ได้ รวมทั้งขอให้ดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ก่อความรุนแรงทุกฝ่ายโดยไม่เลือกปฏิบัติ

กระนั้น สังคมไทยมีเรื่องที่ต้องทำมากกว่านั้น โดยเฉพาะการทำความเข้าใจกับรากเหง้าของความรุนแรงเหล่านี้ เพราะการก้าวข้ามอย่างเข้าใจในสถานการณ์เหล่านี้ของสังคมไทยร่วมกัน จะนำไปสู่รากฐานวัฒนธรรมที่เคารพสิทธิมนุษยชน เพียงแต่ว่าสังคมไทยจะใช้เวลาเรียนรู้และเก็บรับบทเรียนเหล่านี้ได้เร็วเพียงพอ และทันกับความสูญเสียหรือไม่

ในสถานการณ์แยกขั้วที่เกิดขึ้นในเวลานี้ ไม่ง่ายเลยที่จะมีใครยืนอยู่ในสถานการณ์ที่เป็นกลางได้ ในท่ามกลางขวดพลาสติก ขวดแก้ว ไม้ ฯลฯ ที่โยนกันไปมา 2 ฝ่าย และต่างก็ตอบโต้กันด้วยความรุนแรง จนกระทั่งบาดเจ็บด้วยกันทุกฝ่าย เจ้าหน้าที่ตำรวจที่เข้าไปห้ามก็อยู่ในสถานการณ์ที่ถูกมองว่าลำเอียง กระทั่งสื่อสารมวลชนเองก็กลายเป็นศัตรูกับฝ่ายต่อต้าน

ผู้ดำเนินรายการข่าวช่องหนึ่ง พยายามสอบถามนักข่าวในพื้นที่ ในวันแรกของการชุมนุมของพันธมิตรฯ ครั้งแล้วครั้งเล่าว่า ฝ่ายต่อต้านรวมพลอยู่ที่ไหน ผู้นำการต่อต้านพันธมิตรฯ ปราศรัยว่าอย่างไร ได้ห้ามปรามการขว้างปาหรือไม่ ฯลฯ แม้นักข่าวในพื้นที่จะเพียรตอบว่า การเผชิญหน้าและการปะทะนั้นเกิดขึ้นในหลายที่ และไม่มีผู้นำที่จะอยู่ในวิสัยที่ควบคุมได้ แต่คำถามประเภทนี้ก็เกิดขึ้นอีกจนกลายเสมือนเป็นการยัดเยียดข้อหาให้ฝ่ายต่อต้านว่า เป็นขบวนการ หรือมีคนอยู่เบื้องหลัง

เราสามารถกล่าวได้ว่า ผู้ดำเนินรายการข่าวช่องนั้นไม่ได้มีเจตนาร้ายหรือจงใจปั้นภาพว่าฝ่ายต่อต้านกระทำการรุนแรงเป็นอันธพาล เราสามารถกล่าวได้ว่า ผู้ดำเนินรายการช่องนั้นไม่ได้มีเจตนาเพื่อเข้าข้างฝ่ายพันธมิตรฯ เราเชื่อว่าผู้ดำเนินรายการช่องนี้ก็เหมือนช่องอื่น และผู้สื่อข่าวอื่นๆ ที่ทำหน้าที่ของตนไปตามที่เขาวาดภาพไว้ แต่ตรงนั้นแหละที่อันตราย

เพราะภาพที่วาดไว้ไม่ได้มาจากความเข้าใจในสถานการณ์ของกลุ่มต่อต้านพันธมิตรฯ กลุ่มคนที่ไม่เคยมีพื้นที่ข่าวเหล่านั้นเลย คงต้องบอกด้วยว่า ที่ฝ่ายต่อต้านเหล่านี้ไม่ค่อยจะมีพื้นที่ข่าวนั้นก็เนื่องมาจาก พูดจาไม่เป็นประเด็น บางทีดูเหมือนหลุดโลก และมักเริ่มต้นด้วยการก่นด่าด้วยคำหยาบคาย โดยเฉพาะกับสื่อเช่นคำว่า “สื่อระยำ”

สื่อส่วนใหญ่มองฝ่ายต่อต้านพันธมิตรฯ ว่า เป็นพวกนิยมทักษิณ ซึ่งไม่จริงทั้งหมด หลายคนในที่นั้นก้าวข้ามเรื่องทักษิณ แล้วยกระดับไปสู่การต่อสู้เพื่อรัฐธรรมนูญ 2540 ที่ถูกฉีกไป กระทั่งพอจะเรียกได้ว่า ‘มีสำนึกเพื่อประชาธิปไตย’ ไปนานมากแล้ว ขณะที่สื่อส่วนใหญ่ยังคงย่ำอยู่กับที่ มองฝ่ายต่อต้านพันธมิตรฯ ว่าเป็นขบวนการเดียวกัน มีการจัดตั้ง มีการชี้นำ และควบคุมได้ กระทั่งยังเชื่อว่าคนเหล่านี้เป็นลักษณะเดียวกับคาราวานคนจนที่ไปปิดเนชั่น หรือไม่ก็เป็นพวกเดียวกับ นปก. ซึ่งห่างไกลจากความเป็นจริงมาก

เมื่อสื่อไม่พยายามเข้าใจว่าทำไมคนเหล่านี้จึงเอาเวลา เอาชีวิตของตัวเอง มาต่อต้านพันธมิตรฯ เราจะเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นและความรุนแรงที่เกิดขึ้นได้อย่างไร คนเหล่านี้ไม่ได้ต่อสู้เพื่อมีที่ทางหรือเพื่อมีตำแหน่ง หรือเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองใดๆ แล้วเขาต่อสู้เพื่อสิ่งใด หากไม่ใช่เพราะความคับแค้น และเพราะความไม่เป็นธรรมบางชนิดที่เขาได้รับมาตลอดหลายปี

น่าสนใจและตั้งคำถามกับสื่อในสังคมไทยว่า เราได้แต่ทำข่าวพันธมิตรฯ ฝ่ายเดียวหรือไม่ หรือได้ทำแต่ข่าวความรุนแรงหรือไม่ โดยได้ละเว้นหรือมองข้ามข่าวอีกด้าน

เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องเดียวกับที่รัฐไทยมองผู้ก่อความไม่สงบภาคใต้ ไม่หาว่าเป็นโจรกระจอก ก็โจรติดยาเสพติด โจรค้าของเถื่อน หรือเมื่อสรุปเอาว่า เป็นขบวนการแบ่งแยกดินแดน ก็ไม่เคยได้ทำให้เข้าใจกันจริงๆ เสียทีว่า ความไม่เป็นธรรมอันใดที่เป็นเหตุให้เขาต้องมาแบ่งแยกดินแดน

เมื่อสื่อเข้าไม่ถึงคู่กรณี ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด เราจะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายได้อย่างไร และเราจะหยุดความรุนแรงได้อย่างไร

เมื่อสื่อเสนอข่าวแต่เพียงฝ่ายเดียว ขณะที่ข่าวอีกฝ่ายเข้าถึงได้ก็แต่เรื่องร้ายๆ นั่นก็เท่ากับสื่อเป็นผู้ก่อความรุนแรงเสียเองใช่หรือไม่



แจงหมดเปลือก ย้ำ...ความจงรักภักดี

นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เปิดใจถึงข้อกล่าวหาจาบจ้วงสถาบัน ที่มีคนบางกลุ่มพยายามใช้เป็นประเด็นโจมตีรัฐบาลไปเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ดังที่ “ประชาทรรศน์” ได้นำเสนอไปแล้ว และในช่วงท้ายของการแถลงข่าว ยังได้เปิดให้สื่อมวลชนซักถามอย่างหมดเปลือก โดยมีประเด็นที่น่าสนใจอยู่หลายคำถาม

เมื่อถูกถามถึงการตัดสินใจลาออก นายจักรภพ ระบุว่า หลายวันที่ผ่านมา มีบุคคลที่ช่วยให้ความเห็นมากมายเหลือเกิน จนจำไม่ไหว เอาเป็นว่ามีความเห็นทุกอย่างทุกประการ จากทุกคน ตนคงจะไม่เจาะจงว่าเป็นใคร แต่สรุปก็คือว่า “ผม นายจักรภพ เพ็ญแข คือผู้ตัดสินใจในเรื่องนี้”

พร้อมทั้งระบุว่ายังไม่มีเหตุผลที่จะลาออก
“ถ้าออกไปตอนนี้สังคมก็ไม่ได้ความจริง คนที่พยายามจะเสี้ยมให้เกิดความแตกแยกกัน ก็จะเสี้ยมเรื่องอื่นต่อไป สังเกตไหมละครับว่า บ้านเมืองตอนนี้มันมาถึงจุดที่ว่า ถ้าไม่มีเรื่องจักรภพ ก็เตรียมจะมีเรื่องอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นประเด็นก็คือว่า ผมต้องรับผิดชอบส่วนของผม นี่เป็นคำกล่าวหาที่สำคัญและใหญ่หลวง ผมต้องตอบให้ได้

เพียงแต่ว่าการที่จะต้องแสดงความรู้สึกผ่านขบวนการแบบที่พรรคประชาธิปัตย์และพันธมิตรฯ เรียกร้อง ผมคิดว่าไม่ใช่เวลาที่จะแสดงตรงนั้น ผมตั้งใจจะทำประโยชน์กับบ้านเมือง พี่น้องประชาชนมีความสงสัยจากคำที่ถูกกล่าวหาขึ้นมา เราก็ใช้เวลาเช่นนี้แหละครับในการทำความเข้าใจกัน เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเรื่องนี้จะผ่านพ้นไปได้ แล้วจะเกิดความสบายใจกันมากขึ้น”

ส่วนการลากิจ 7 วันจะช่วยแก้ปัญหาได้อย่างไรนั้น นายจักรภพ บอกว่า เวลา 7 วันที่ลากิจคงแก้ไขปัญหาทุกอย่างไม่ได้ แต่จะเป็นการทำให้เกิดประโยชน์ 2 อย่าง อย่างแรกที่สุด คือ ตนเองมีเวลาตั้งสติ แล้วกลับไปทบทวนดูว่ามีอะไรในพฤติกรรมของตัวเอง ซึ่งทำคนให้เกิดความคลางแคลงใจถึงขั้นกล่าวหา ที่ร้ายแรงอย่างนี้ ก็ต้องประเมินตัวเองก่อน
อย่างที่ 2 ก็คือ ต้องการที่จะให้สังคมที่มีสติสัมปชัญญะ ซึ่งเป็นสังคมส่วนใหญ่ของเรา ไม่ใช่กลุ่มคนเล็กน้อยที่พยายามก่อให้เกิดความเข้าใจผิด

เพื่อให้คนส่วนใหญ่ ได้มีโอกาสนำเอกสารเหล่านี้ไปศึกษาอีกครั้ง

ถ้าพูดวันนี้ แล้วพรุ่งนี้ทำงานต่อ พยายามจะไปเรื่องอื่นแล้วมันไม่ได้หรอก มันเป็นเรื่องใหญ่ มันต้องใช้เวลาค่อยๆ คิด ค่อยๆ พิจารณา ค่อยๆ ตัดสินใจ

สำหรับการฟ้องร้องกับพรรคประชาธิปัตย์ จะให้ฝ่ายกฎหมายสรุปเรื่องนี้โดยเร็ว แล้วจะได้ดำเนินการต่อไป แต่ว่าตามลำดับความเร่งด่วนจะรองลงไปจากการที่ต้องชี้แจงตนเองให้เป็นที่ชัดเจนก่อน หน้าที่คือทำให้ตัวเองเคลียร์ก่อน ให้ตัวเองชัดเจนก่อน เพื่อให้ทำงานต่อไปได้

ส่วนของการเอาผิดของคนที่ใช้สถาบันเป็นเครื่องมือ ซึ่งถือว่าเป็นความผิดที่น่าเกลียดมาก ก็จะดำเนินตอนไปเป็นก๊อก 2

ขณะเดียวกันก็ไม่เชื่อว่าเรื่องดังกล่าวจะนำไปสู่การเป็นชนวนขัดแย้งทางการเมือง

“ชนวนที่ว่านี้มันไม่ได้อยู่ที่ปากคน มันอยู่ที่เอกสาร ซึ่งต้องพิสูจน์กันตามกฎหมาย ถ้าเอกสารนั้นมันมีความไม่ดี มีความผิดกฎหมาย เอกสารนั้นแหละครับจะเป็นชนวนที่นำมาสู่ปัญหาในทางการเมืองได้

โดยส่วนตัว ผมอยากให้มีการแปลอีกหลายสำนวนเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถาบันที่ได้รับการยอมรับ หรือได้รับการรับรองจากองค์กรที่เป็นทางการ เช่น ศาล อัยการ โดยส่วนตัวผมอยากให้เป็นอย่างนั้น แต่ผมจะไม่ออกไปดำเนินการเอง เนื่องจากว่าเราต้องเคารพวิจารณญาณของพนักงานสอบสวน เอาเป็นว่าโดยส่วนตัวผมอยากเห็นคนอื่นทำ แต่ผมเองขอทำเพียงแค่นี้"

เมื่อถามถึงข่าวที่ระบุว่าถูกโดดเดี่ยวจากพรรคพลังประชาชน นายจักรภพ กล่าวว่า ที่ผ่านมาไม่เคยได้อยู่คนเดียวเลย อบอุ่นทั้งวันทั้งคืน เอาเป็นว่ามันไม่มีความโดดเดี่ยว แต่มันมีคำว่าความรับผิดชอบส่วนบุคคล ในความรับผิดชอบส่วนบุคคลนั้น ตนจะไปดึงใครมาเกี่ยวข้องไม่ได้ ตนเท่านั้นที่เป็นผู้อธิบาย

“ผมคือผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าหมิ่นเบื้องสูง ผมคือผู้ที่ได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นข้าพระบาท ผมก็ต้องเป็นคนพิสูจน์และตัดสินใจอนาคตของตัวผมเอง คนอื่นเป็นความเห็นที่รับฟังด้วยความเคารพนับถือ และนำมารวมในการตัดสินใจครั้งนี้”

ส่วนที่ใครจะมองว่าเกี่ยวโยงกับความเป็น นปก. เรื่องนี้คงไม่ได้เกี่ยวกัน นั่นเป็นขั้นตอนของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย คนที่นั่งอยู่ข้างตนมีความสัมพันธ์ทางใจกันมาในยุค นปก. เพื่อนกัน รักกัน เข้าใจกัน ยืนอยู่ข้างกัน ความสัมพันธ์ส่วนตัวคงไม่มีทางที่จะลบเลือนไปได้

ขณะที่อาจจะถูกมองว่าเป็นสายล่อฟ้าหรือเป็นเป้าทางการเมือง นายจักรภพ กลับไม่คิดเช่นนั้น

“ผมไม่ถือว่าผมเป็นเป้าเลยนะครับ ผมคิดว่าโชคชะตาฟ้าดินทำให้ผมได้เริ่มต้นชีวิตทางการเมือง โดยเคลียร์ตัวเองให้ใสสะอาดเรื่องนี้ก่อน นี่คือโชคดีของผม ถ้าผมเป็นนักการเมืองไปแล้ว 5 ปี 10 ปี 20 ปี แล้วผมมาโดนเรื่องนี้อาจจะลำบาก แต่วันนี้ผมเป็นเด็กอนุบาลทางการเมือง ผมเพิ่งเริ่มต้นเป็นรัฐมนตรีมาได้ 3 เดือนเศษ แล้วมาเจอเรื่องนี้ แล้วผมอธิบาย ซึ่งผมเชื่อว่าผมอธิบายได้ และก็จะอธิบายไปเรื่อยๆ ใครถามก็จะอธิบายอีก

ผมเชื่อวันนี้เป็นการเริ่มต้นที่ทำให้ผมได้ปักเสาทางการเมืองได้ลึกมาก ผมยังขอบคุณ คนที่หยิบเรื่องนี้มาอยู่ลึกๆ แต่แน่นอนครับ เรื่องแบบนี้ไม่ควรจะเกิดขึ้นกับใครทั้งสิ้นในเมืองไทย”

ขณะเดียวกันก็ยังมีคำถามถึงประเด็นที่เอ่ยถึง “คุณเปรม” นายจักรภพ กล่าวว่า ที่จริงมันก็ชัดเจนตามนั้น ก็เป็นบุคคลเดียวที่ตนเอ่ยชื่อถึง ซึ่งก็ไม่ได้เปลี่ยนความคิดจากเรื่องนั้น เพียงแต่ว่าประเด็นในวันนี้ไม่ได้เกี่ยวกับ พล.อ.เปรม ประเด็นในวันนี้เกี่ยวข้องกับว่า ตนได้พูดถึงสถาบันระดับสูงหรือไม่

“เราต้องมานั่งเอาหลักฐานออกมาเลยครับว่าไม่ใช่ ไม่จริง ให้คนได้เห็นและตัดสินด้วยตนเอง ซึ่งเรื่องนี้จะไปพาดพิงกับใครอื่น ซึ่งไม่ใช่สถาบัน และก็ไม่มีใครคิดว่าท่านคือสถาบัน เป็นเรื่องอีกเรื่องหนึ่งที่จะต้องมีการพิจารณากัน เรื่องนี้ผมไม่ได้กระมิดกระเมี้ยนหรือปิดบังเป็นความลับ ก็เป็นอย่างนั้นแหละครับ ขึ้นต้นประโยคแรกด้วยซ้ำไป”

และในขณะที่สัมภาษณ์ก็มีสื่อมวลชนบางคนพยายามที่จะย้ำว่า พล.อ.เปรม เป็นส่วนหนึ่งของสถาบัน ไม่สามารถแยกออกจากกันได้ ซึ่งมีคำอธิบายอย่างชัดเจนจากนายจักรภพ

“ผมได้เคยอัญเชิญพระราชดำรัสของพระเจ้าอยู่หัวมาแล้วครั้งหนึ่ง จริงๆ ถ้าไม่ถามเรื่องนี้ผมก็ไม่อยากอัญเชิญมาอย่างไม่จำเป็น รับสั่งไว้ครับในการเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดทำเนียบองคมนตรีว่า องคมนตรีนั้นมีหน้าที่ให้คำปรึกษากับพระมหากษัตริย์ แต่เมื่อไรก็ตามที่ให้คำปรึกษากับคนอื่น ก็ไม่ถือว่าทำหน้าที่องคมนตรี

เพราะฉะนั้น ในบทบาทของการเป็นประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษนั้น ทุกคนเทอดเอาไว้ ท่านเป็นบุคคลที่ทำประโยชน์ให้ประเทศมามากในอดีต แต่ในบทบาทที่เข้ามาเกี่ยวข้องหรือเชื่อว่าเกี่ยวข้องกับเรื่องอื่นๆ ที่ไม่ใช่เป็นพระราชกิจนั้น ก็เป็นเรื่องที่สังคมวิจารณ์ได้”

ผู้สื่อข่าวยังคงรุกต่อด้วยคำถามว่า จะมีม็อบสนามหลวงออกมาเคลื่อนไหวปกป้องหรือไม่ มีคำตอบว่าใครก็ปกป้องใครไม่ได้ถ้าหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ เพราะฉะนั้นการที่ออกมาแสดงความรู้สึกนึกคิดออกมาแสดงความเป็นห่วงกังวลนั้น ไม่ใช่เป็นการปกป้อง

“ถ้าหากใครก็ตามที่ทำผิดเกี่ยวกับสถาบัน ใครปกป้องก็ผิดด้วยนะ เท่ากับปกป้องคนผิด เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ก็ขอให้ชัดเจนนะครับว่าไม่มีอะไรแบบนั้น”

ขณะเดียวกัน นายจักรภพยังย้อนความถึงการดำเนินการนับแต่ถูกกล่าวหา

“ทันทีที่ถูกข้อกล่าวหา ผมก็เชิญนักฎหมายไม่รู้กี่เจ้า ยอมรับว่ากังวล ยอมรับว่าหนักใจ ยอมรับว่าตอนนั้นคิดเรื่องงานไม่ออกเลย เอาแต่เรื่องนี้ก่อน สำคัญที่สุดครับถ้าหากคนไทยสลัดข้อกล่าวหาว่าหมิ่นเบื้องสูงไม่ได้จากตัว ก็ไม่ต้องทำเรื่องอื่นแล้ว เพราะฉะนั้นผมเตรียมตัวมาแล้วตั้งแต่ก่อนหน้านี้ ฉะนั้นคดีความจะไปถึงขั้นไหน ขอให้อยู่ในกระบวนการยุติธรรมแล้วกัน จะตามไปให้เหตุผล ตามไปตอบคำถามทุกขั้นตอน ไม่ให้ขาดตกบกพร่องเลย”

ส่วนคำแนะนำของนายกรัฐมนตรี หลังจากการไปขอลากิจ 7 วันนั้น

“ท่านนายกฯ เป็นคนที่ไม่ต้องสั่งอะไรเยอะครับ ผมว่าท่านเป็นผู้นำที่ให้เกียรติผู้ใต้บังคับบัญชามากที่สุดท่านหนึ่งที่ผมเคยรู้จักในชีวิต ไม่ได้หมายความว่าท่านปกป้องโดยไม่มีเหตุผล ไม่ได้หมายความว่าท่านเข้าข้างโดยไม่มีเหตุอันควร แต่ท่านเป็นคนที่ถามคำถามได้ตรงกับหัวใจของเรื่อง หรือเมื่อถามแล้วท่านรู้แล้ว ท่านสอบทวนแล้วว่าเป็นอย่างนั้นจริง ท่านจึงตัดสินใจ

นี่คือความเป็นผู้นำ เพราะฉะนั้นจึงไม่ต้องพูดอะไรกันมาก เพียงแต่เมื่อถามผมก็เลยถือโอกาสนี้ครับผมขอกราบขอบพระคุณท่านนายกรัฐมนตรี สมัคร สุนทรเวช เพราะภายใต้การนำของท่าน ในวิกฤติส่วนตัวที่เกิดขึ้นกับผมในตอนนี้ ผมไม่คิดว่ามีผู้ใหญ่คนไหนที่ให้สติ ให้แนวทางในการดำเนินชีวิตได้ดีอย่างนี้ ผมกราบขอบพระคุณท่านนายกฯ มา ณ ที่นี้ด้วย

อย่างไรก็ดี แม้คำถามจะเลยจากประเด็นสถาบันไปแล้ว แต่ก็ยังคงมีผู้สื่อข่าวย้อนกลับมาถามอีกว่า สถาบันพระมหากษัตริย์หมายถึงอะไร ประกอบด้วยอะไรบ้าง

ซึ่งมีคำตอบที่เข้าใจง่ายและชัดเจน

“สถาบันพระมหากษัตริย์ คือสิ่งที่เราพูดด้วยหัวใจ และก็ไม่พยายามพูดด้วยปาก เป็นการกระทำที่เราทำถวายและจะต้องไม่เอามาอวดอ้าง ยกเว้นแต่จะถูกตั้งคำถาม เหมือนอย่างที่ผมถูกถามอยู่ในตอนนี้ ก็เลยต้องออกมานั่งพูด สถาบันจะต้องอยู่คู่กับเมื่องไทยตลอดไป ไม่ว่าจะเปลี่ยนรัฐบาลกี่ชุด เปลี่ยนผู้นำในหมู่ราชการไปกี่ครั้ง สถาบันก็ยังคงเป็นขวัญและกำลังใจ นั่นคือความหมายของสถาบันพระมหากษัตริย์”

นอกจากนี้ก็ยังมีคำถาม...การรัฐประหารที่ผ่านมา คิดไหมว่าไม่ควรจะนำเรื่องนี้มาพูดอีกต่อไป

นายจักรภพ ตอบว่า เรื่องนี้มีบทเรียนมาก เรื่องการทำอะไรที่หมิ่นเหม่หรือฉิวเฉียด มันเป็นเรื่องที่ไม่ควรทำ นี้เป็นเหตุผลส่วนตัวของตน ตนได้ใช้เวลาไปคุยกับผู้ใหญ่หลายท่าน ทั้งหมดที่พูดไม่ได้หมายความว่าตนเพียบพร้อมสมบูรณ์ ไม่มีผิดเลย ความผิดของตนก็อยู่ที่ว่า ตนยังคิดเป็นนักวิชาการอยู่ในขณะที่มาเป็นนักการเมืองแล้ว

คิดเรื่องการให้ความรู้กับคน คิดเรื่องการอธิบายให้คนฟัง เพื่อให้คนที่นั่งฟังอยู่ได้รับข้อมูลความรู้ที่ดีที่สุด มันเป็นนิสัยตนก็ว่าได้ แต่ตรงนี้แหละที่ตนต้องเรียนรู้ เพราะในทางการเมืองนั้น ไม่ควรทำอะไรที่จะเป็นการเปิดช่อง เพราะจะทำให้คนที่อยากทำร้ายทำได้ง่ายเกินไป นี่คือบทเรียนที่ตนได้เรียนรู้

อย่างน้อย 1.ได้รู้ว่าพรรคประชาธิปัตย์หยิบเรื่องนี้มาทำไม เพราะถ้าหากพูดในเชิงภาษาแล้วมันไม่มีประเด็น ก็อยากจะถามกลับว่าจะหยิบขึ้นมาทำไม

2.อยากให้คนรู้ว่าเรื่องแบบนี้มันนานแล้ว ก็ควรจะหยุดสักที ตนคิดว่ากลวิธีทางการเมืองที่คิดอะไรดีๆ ไม่ได้ก็เลยให้ร้ายคนอื่น มันควรจะหมดไปได้แล้ว และไม่ควรนำความคิดที่เก่าสุดกู่มาใช้อีก

เมื่อถามถึงกระบวนการที่จ้องทำลายโดยการนำเอาสถาบันมาแอบอ้าง ได้คำตอบว่า

“ไม่มีหรอกครับกระบวนการจ้องทำลายอะไรแบบนั้น องคมนตรีเป็นผู้ใหญ่ของบ้านเมือง ในขณะที่ถวายความเห็นต่อองค์พระมหากษัตริย์นั้นถือว่าทำหน้าที่ขององคมนตรีอยู่ แต่ในขณะเดียวกันเมื่อท่านมีชีวิตส่วนตัว ท่านเป็นที่ปรึกษาบริษัท ห้างร้าน ทั่วไป ตอนนั้นก็ไม่ได้เป็นองคมนตรี เพราะฉะนั้นการที่ใครจะคิดไม่ดีไม่ร้าย ใครที่คิดจะทำอะไรนั้น ผมคิดว่าเราควรจะเลิกใช้คำว่า สถาบันองคมนตรีเสียที พูดถึงองคมนตรีเป็นรายบุคคลกันดีกว่า”

มีคำถามต่อเนื่องกันว่า องคมนตรีและสถาบันที่เป็นสิ่งแวดล้อมของสถาบัน เห็นด้วยหรือไม่ นายจักรภพ ระบุว่า เป็นคำถามที่น่าสนใจ แต่เป็นคำถามที่ควรจะไปอยู่ในแวดวงวิชาการมากกว่า เพราะถ้าหากตนมาตอบตรงนี้ก็เท่ากับต่อความยาวสาวความยืด แล้วขยายเรื่องออกไป มันมีคนที่พยายามจะเรื่องนี้ให้ไม่จบเยอะแล้ว ขออย่าให้ตนไปร่วมสนุกกับเขาเลย

ส่วนเมื่อถึงเวลากลับมาทำงานต่อ แล้วมีกระแสยังไม่ลดลง นายจักรภพ ระบุว่าประเด็นนี้ค่อยว่ากันใหม่ คือทั้งหมดนี้ต้องหวังว่าสังคมต้องมีระยะเวลาในการเรียนรู้ ที่ผ่านมาไม่ได้เรียนเพราะอะไร เพราะว่าระดมโจมตีกันแบบหายใจหายคอไม่ทัน ก็เลยทำให้ไม่มีโอกาสอธิบาย ตอนนี้ก็เริ่มจะนิ่งกันนิดหนึ่ง ตนก็เลยอธิบายตอนนี้ แล้วตนก็ไม่ใช่คนอธิบายเอง ให้หลักฐานที่แท้จริงเป็นตัวอธิบาย แล้วจากนั้นเหตุการณ์จะเป็นอย่างไร ก็มาดูกันต่อไป

พร้อมกันนี้ยังทิ้งท้ายว่า ผู้ที่สนใจเนื้อหาของเอกสาร สามารถเข้าไปดาวน์โหลดทั้งต้นฉบับภาษาอังกฤษ คำแปลของผู้ร้องเรียน คือ พ.ต.ท.วัฒนศักดิ์ มุ่งกิจการดี คำแปลฉบับพรรคประชาธิปัตย์ และคำแปลของตนเอง ได้ที่เว็บไซต์
www.thaigolf.go.th, www.otm.go.th, www.pantip.com เพราะต้องการเผยแพร่และอยากให้เป็นสมบัติสาธารณะ


แก๊ง 3 อ.

การเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ยึดหัวหาดบนถนนราชดำเนินนอกปิดถนนประท้วง โดยไม่สนใจใยดีความเดือดร้อนของประชาชนที่ต้องสัญจรในเส้นทางดังกล่าว ไม่ใช่เรื่องที่เหนือไปจากความคาดหมาย

เพราะท่วงท่าในการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องพอจะคาดเดาได้อยู่แล้วถึงเหตุผลแท้จริง โดยเฉพาะเมื่อ สนธิ ลิ้มทองกุล ออกมาพูดถึงภารกิจที่ยังทำไม่เสร็จ

และขณะเดียวกันก็ยังพอมองลึกถึงที่มาที่ไปของการเคลื่อนไหว ที่ออกมาปกป้องรัฐธรรมนูญเผด็จการอย่างสุดเนื้อสุดตัว บวกด้วยเหตุผลที่เชื่อได้ว่ามีเจตนาจะล้มล้างรัฐบาล

เหมือนอย่างที่มีการตั้งข้อสังเกตไปถึงการให้การสนับสนุนรายการโทรทัศน์ ASTV ในเครือผู้จัดการ โดยสปอนเซอร์รายใหญ่อย่างค่ายซีพี ไม่ว่าจะเป็นทรูวิชั่นส์ หรือเซเว่นอีเลฟเว่น

ที่ชวนให้สงสัยว่าใครกันหนอถึงได้มีอำนาจบารมี ไปเอาเงินสนับสนุนจากเสี่ย ธนินท์ เจียรวนนท์ มาเป็นสปอนเซอร์รายการได้

และเงินที่เข้าไปสนับสนุนรายการ จะถูกส่งผ่านออกมาสนับสนุนการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ อย่างที่มีการพูดกันจริงหรือไม่

ขณะเดียวกันท่วงท่าของพรรคประชาธิปัตย์ ที่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน และกลับลำไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจอะไร

เพราะมีเหตุการณ์ตัวอย่างหลายครั้ง หลายหน ที่เชื่อมโยงให้คิดได้ว่าทั้งประชาธิปัตย์ และพันธมิตรฯ มีความคิดเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

แต่จะด้วยเพราะความบังเอิญ หรือเกิดจากเงื่อนไขเดียวกันอย่างไรนั้นไม่อาจรู้ได้

รู้แต่ว่าในการเปิดเวทีของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่มีการประกาศชุมนุมยืดเยื้อตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคมที่ผ่านมา

ดังที่ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ประกาศว่า “หลังจากนี้จนเสร็จศึกจะไม่มีวันถอย”

มีคนของพรรคประชาธิปัตย์ร่วมเวทีอย่างเปิดเผยหลายต่อหลายคน และยังอาจมี “อีแอบ” อยู่อีกส่วนหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ที่สวมหมวก ส.ส. แต่นิยมชมชอบวิธีการนอกสภา หรือจะเป็นคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช กรรมการสภาที่ปรึกษา อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ไปคอยให้กำลังใจอยู่หลังเวที

รวมไปถึงกระแสข่าวลือ ข่าวอ้าง ที่มีการระบุกันว่างานนี้พรรคประชาธิปัตย์ รับหน้าเสื่อขนคนมาช่วยเหลือการชุมนุม
และจากเรื่องราวทั้งหมดก็ทำให้อดคิดถึงพี่น้อง 3 อ. แห่งตระกูล “พลบุตร” ไม่ได้

คนหนึ่ง อลงกรณ์ พลบุตร เป็น ส.ส. ฝีปากกล้าของพรรคประชาธิปัตย์มาหลายสมัย ปัจจุบันอยู่ในตำแหน่งรองหัวหน้าพรรค

ทั้งยังเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญในการรวบรวมข้อมูลถล่มรัฐบาลมาแล้วหลายยุค

เคยติดตามเรื่องราวการทุจริตในสนามบินสุวรรณภูมิอย่างใกล้ชิดในรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ระยะหลังเริ่มแผ่วไป

อาจเพราะไม่พบข้อมูลสำคัญดังที่คุยเอาไว้ เรื่องราวมีความซับซ้อน สับสน พัวพันกันมากมายจนไม่น่าจะติดตามต่อ

อีกคนหนึ่ง อติพล พลบุตร ชื่อเสียงไม่โดดเด่นเท่าพี่ชาย เพราะยังเป็นเพียงนักการเมืองท้องถิ่น และเพิ่งจะได้คะแนนมาเป็นอันดับ 2 ในการลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นนายกเทศมนตรีเมืองเพชรบุรี เมื่อ 2 เดือนที่ผ่านมา

เริ่มมีชื่อในข่าวก็เมื่อคราวมีการชุมนุมของพันธมิตรฯ ครั้งนี้ เพราะมีเอกสารเผยแพร่บนเว็บไซต์ อ้างว่าเป็นรายชื่อผู้รับผิดชอบนำคนมาร่วมการชุมนุม และในส่วนของ จ.เพชรบุรี ระบุเอาไว้ว่า นำโดย นายอติพล พลบุตร

สอดรับกับข่าวมีการขนคนขึ้นรถบัสมาจาก จ.เพชรบุรี ที่นักข่าวสถานีโทรทัศน์ NBT ติดตามทำข่าวตั้งแต่ขึ้นรถที่ลานโพธิ์ ในตัวจังหวัด จนกระทั่งมาส่งคนลงที่หน้าสภาทนายความ ถนนราชดำเนิน ก่อนรถบัส “พี่แอ๊วบริการ” จะไปจอดรออยู่บนท้องสนามหลวง

คนสุดท้าย อรรถพร พลบุตร ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ภายใต้ชื่อกลุ่ม “วังน้ำเค็ม” น้องชายของอลงกรณ์ อีกคน และเป็นคนปชป. อีกรายที่เปิดตัวขึ้นร่วมเวทีกับกลุ่มพันธมิตรฯ ในตอนเช้าตรู่วันที่ 26 พฤษภาคม

แถมยังประกาศชัดถ้อยชัดคำว่า “ผมมาดูแลพี่น้องของผม”

ทั้งหมดนี้จึงเกิดเป็นคำถามว่าการที่พรรคประชาธิปัตย์ อ้างการขับเคลื่อนของลูกพรรคเป็นเรื่องส่วนตัว คิดว่าเพียงพอจะปฏิเสธความรับผิดชอบได้หรือไม่

เพราะทีกรรมการบริหารพรรคการเมืองในปีกรัฐบาลโดนใบแดง ยังยุให้ลากไปถึงการยุบพรรคกันเหยงๆ

พูดจาแบบนี้...เป็นการพูด “เอาแต่ได้” มากไปหน่อยหรือเปล่า...!!


ส.ส.พลังประชาชนแจ้งความจับแกนนำพันธมิตรฯ

ส.ส.แพร่ –ลพบุรี-กาญจนบุรี-กทม. ร่วมใจบุกกองปราบ แจ้งความดำเนินคดีอาญา 8 หัวโจกพันธมิตร ขัดขวางการใช้อำนาจทางนิติบัญญัติ

นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล ส.ส.แพร่ นายสุชาติ ลายน้ำเงิน ส.ส.ลพบุรี พล.ท.มะ โพธิ์งาม ส.ส.กาญจนบุรี และนายสากล ม่วงศิริ ส.ส.กทม.พรรคพลังประชาชน เดินทางเข้าพบ พ.ต.อ.สมยศ พรหมนิ่ม รอง ผบก.ป. (กองปราบปราม) เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับนายสมศักดิ์ โกศัยสุข นายพิภพ ธงชัย นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ นายอมร อมรรัตนนานนท์ นายเทิดภูมิ ใจดี นายสุริยะใส กตะศิลา นายสนธิ ลิ้มทองกุล และพล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 เนื่องจากมีการขัดขวางกระบวนการใช้อำนาจนิติบัญญัติ ของ ส.ส.ซึ่งเป็นไปตามอำนาจการปกครองในระบอบประชาธิปไตย

นายวรวัจน์ กล่าวว่า ที่แจ้งความดำเนินคดีกลุ่มพันธมิตรฯ ในฐานะที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หลังจากกลุ่มพันธมิตรฯได้จัดชุมนุมสร้างความปั่นป่วนให้กับประเทศ มีการใช้อาวุธ ใช้กำลัง สร้างความเสียหายให้กับภาพลักษณ์ของประเทศ รวมทั้งการที่กลุ่มพันธมิตรฯได้ยื่นเรื่องให้ถอดถอน ส.ส.และ ส.ว.ที่ยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ทั้งที่การดำเนินการเป็นไปตามตามกฎหมาย และขั้นตอนก็ยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรว่าจะรับร่างหรือไม่ แต่กลุ่มพันธมิตรฯ กลับมีการใช้กำลัง วาจา และจัดชุมนุมเพื่อขัดขวางการกระบวนการดังกล่าว



แฉ!แผนม็อบชั่ว ปลุกผีปฏิวัติ

* ยื่นยุบพรรค ปชป.ขวางประชาธิปไตย

แฉ! แผนร้ายม็อบพันธมิตรฯ เดินตามรอย 19 กันยาฯ กรุยทางสู่การปฏิวัติอีกครั้ง สอดรับคำพูด “พล.อ.สะพรั่ง” และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่หลุดปากส่งสัญญาณอันตราย ตั้งคำถามใครอยู่เบื้องหลัง “สนธิ” ทำการใหญ่ ด้านนักวิชาการเรียงหน้าดักคอรัฐประหารทำชาติพัง ถอยหลงลงคลองทั้งเศรษฐกิจ-การเมือง แถมสุขภาพจิตคนไทยย่ำแย่ จ่อยื่น กกต.ยุบพรรคประชาธิปัตย์ เข้าข่ายทำผิดกฎหมายพรรคการเมือมาตรา 94 ขัดขวางการปกครองระบอบประชาธิปไตย

การเคลื่อนไหวปักหลักชุมนุมยึดถนนของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล หนึ่งในแกนนำกลุ่ม ประกาศว่าเป็นการชุมนุมครั้งสุดท้าย มีนัยที่หลายต่อหลายฝ่ายตั้งคำถามมาอย่างต่อเนื่องว่านายสนธิ ต้องการสื่อความหมายอย่างไรกันแน่

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่ก่อนหน้านี้กลุ่มพันธมิตรฯ ได้เรียกร้องให้มีการทำประชามติ และนายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานกลุ่มพันธมิตรฯ ได้ยืนยันว่าหากประชาชนเห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็จะหยุดการเคลื่อนไหวทันที แต่เมื่อรัฐบาลตกลงใจที่จะให้มีการทำประชามติ ก็กลับกลืนน้ำลายตัวเอง และปลุกระดมคนอกมาเคลื่อนไหวชุมนุม

ท่าทีต่างๆ เหล่านี้ จึงเกิดเป็นข้อสงสัยมาโดยตลอดว่าแท้ที่จริงแล้ว กลุ่มพันธมิตรฯ มีจุดประสงค์ในการเคลื่อนไหวอย่างไรกันแน่ โดยที่ก่อนหน้านี้ทั้งนักวิชาการ นักกฎหมาย ภาคประชาชน และนักการเมือง ต่างก็ออกมาวิเคราะห์ไปในแนวทางเดียวกันว่าเจตนาของกลุ่มพันธมิตรฯ ส่อว่าจงใจจะล้มล้างรัฐบาลมากกว่า ส่วนเรื่องของ รธน. เป็นเพียงเหตุผลบังหน้า

ปชป.-พันธมิตรฯประสานเสียง
รวมไปถึงการปราศัยในเวลาต่อมาของนายสนธิ ที่ระบุว่า “รัฐบาลชุดนายสมัคร สุนทรเวช ก็เป็นเพียงแค่สายพันธ์ที่มาทำชั่วแบบนี้ แต่ไม่ได้หมายความว่าเมื่อรัฐบาลนายสมัคร หมดไปแล้ว สายพันธ์นี้จะหมดตามไป มันยังอยู่ มันยังอยู่ เพราะฉะนั้นแล้วเราต้องเปลี่ยนหรือหาทางสร้างระบบใหม่ ที่มาตอบสนองข้อเท็จจริงของสังคมไทย ก็คือว่าสังคมไทยที่เรารู้จักเป็นสังคมแบบไหน เราต้องเข้าใจตัวเราเอง เราถึงออกแบบการเมืองที่เหมาะกับเรา”

คำพูดดังกล่าวก็ยิ่งมองให้เห็นเจตนา ว่ากลุ่มพันธมิตรฯ ต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในบ้านเมือง และล้างบางการเมืองในกลุ่มอำนาจเดิม ดังที่นายสนธิ เคยพูดถึงภารกิจที่ยังทำไม่เสร็จ
อย่างไรก็ดีข้อสงสัยต่างๆ ได้ปรากฎเป็นความชัดเจนมากขึ้น เมื่อกลุ่มคนที่ต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และวางตัวเองอยู่ในฝ่ายตรงกันข้ามกับรัฐบาล ได้ออกมาพูดจาประสานเสียงกันอย่างน่าสนใจ และชวนให้เกิดข้อสงสัย

พร้อมใจส่งสัญญาณอันตราย
เริ่มตั้งแต่การที่นายอลงกรณ์ พลบุตร รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้โทรศัพท์ข้ามประเทศ เพื่อเกาะแกะอดีตผู้สื่อข่าว “ประชาทรรศน์” ที่รู้จักกันตั้งแต่คราวไปทำข่าวรัฐมนตรีเงา ที่พรรคประชาธิปัตย์ และขณะนี้ลาไปศึกษาต่อที่ประเทศสหรัฐอเมริกา

โดยระบุว่า “ในเดือนหน้าก็จะไม่มีรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช” แล้ว

สอดรับกับที่ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรฯ พูดบนเวทีปราศัยว่า “หลังจากนี้จนเสร็จศึกจะไม่มีวันถอย ที่ผ่านมาพันธมิตรฯ เราเคยใช้เวลาปักหลักบนถนนมากว่า 34 คืน แต่ครั้งนี้จะต้องเร็วกว่าแน่นอน”

ซึ่งคำพูดของพล.ต.จำลอง เสมือนเป็นการส่งสัญญาณบางอย่างอีกครั้ง และยังไปคล้องจองกับคำพูดของ พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร รองปลัดกระทรวงกลาโหม และอดีตผู้ช่วยเลขาธิการคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ(คมช.) ที่สงบปากสงบคำมานาน

สอดรับ “สะพรั่ง” พูดปฏิวัติ
โดยที่พล.อ.สะพรั่ง ได้พยายามกล่าวอ้างถึงสถานการณ์เผชิญหน้าในบ้านเมือง ซึ่งเป็นข้ออ้างเดียวกับการรัฐประหารเมื่อคราว 19 กันยายน 2549 พร้อมทั้งตบท้ายว่า “หากสถานการณ์หาทางออกไม่ได้ การเผชิญหน้าก็จะต้องเกิดขึ้น มีทางเดียวคือฝ่ายรักษาความมั่นคงจะต้องรับผิดชอบในการคลี่คลายสถานการณ์ให้ได้

การรักษาชาติบ้านเมืองให้อยู่ในสภาวะสงบเรียบร้อยโดยเร็วที่สุด ถือเป็นบทบาทของฝ่ายความมั่นคงที่จะต้องตัดสินใจทำ เราจะต้องออกมารับผิดชอบคลี่คลายสถานการณ์เพื่อรักษาบ้านเมือง เพราะทหารเพิกเฉยต่อสถานการณ์ไม่ได้ หากเกิดเหตุจลาจลบ้านเมืองวิกฤตทหารจะอยู่เฉยๆได้อย่างไร หากเกินกำลังที่ตำรวจจะดำเนินการ ทหารจะทำเป็นทองไม่รู้ร้อนไม่ได้”

เมื่อผู้สื่อข่าวถามย้ำชัดๆ ว่าหมายถึงยังจะมีการปฏิวัติเกิดขึ้นอีกเช่นน้นหรือไม่ พล.อ.สะพรั่ง ก็ยังบอกว่า “ไม่ขอรับรองหรือยืนยันว่า จะมีหรือไม่มี...ถึงตอนนั้นก็เป็นความรับผิดชอบของทหารที่จะต้องปกป้องประเทศ”

เชื่อจงใจปลุกผีปฏิวัติ 19 กันยา
จากกรณีดังกล่าวนายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ หรือสุรชัย แซ่ด่าน แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชิปไตยต่อต้านเผด็จการ 2 (นปก.) กล่าวว่าการที่พล.ต.จำลอง กับ พล.อ.สพรั่ง มีการพูดจาสอดรับกันไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะเขามีการหารือกันตลอดระหว่างกลุ่มพันธมิตรฯ พรรคประชาธิปัตย์ และทหารบางพวก และการกล่าวเช่นนี้เป็นไปตามแผนที่ต้องการให้เกิดเหตุการณ์ 19 กันยายน 2549 อีกคร้ง เป็นการเดินตามรอยเส้นทางเดิมเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจที่ไม่เป้นประชาธิปไตย

“การที่พันธมิตรฯ พยายามเรียกทหารออกมาปฏิวัติ โดยขู่ให้ถอดถอนญัตติเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หากเป็นจริงพรรคประชาธิปัตย์ก็จะได้รับผลพวงไปด้วย แต่หากมองจริงๆ แล้วแม้จะมีการเลือกตั้งใหม่ พรรคประชาธิปัตย์ก็ไม่ได้เป็นรัฐบาลแน่ วิธีที่เรียกทหารออกมาจึงเป็นหนทางที่ดีที่สุดสำหรับเขา ทั้งนี้รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการทุกอย่างไม่ให้กลุ่มพันธมิตรฯ ยึดอำนาจจากรัฐบาลไปได้ “ นายสุรชัยกล่าว

ดักคอปฏิวัติทำชาติถอยหลัง
นายสุธาชัย ยิ้มประเสริฐ อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย กล่าวถึงประเด็นเดียวกันนี้ว่า การพูดรับส่งเรื่องปฏิวัติขนาดนี้ คงเป็นการพูดเฉยๆ เหมือนหมาเห่าใบตองแห้ง เพราะเงื่อนไขที่จะดึงให้ทหารทำการปฏิวัตินั้นไม่มี นอกจากนี้อำนาจของทั้งสองคนก็ไม่มากพอที่จะคุมเกมการเมืองขนาดนั้น ทั้งนี้การจะเกิดเหตุการณ์เหมือน 19 กันยายนหรือไม่นั้น ไม่สามารถเดาได้ แต่ขอเรียกร้องเสียก่อนว่า แนวคิดดังกล่าวไม่ควรทำให้เกิดขึ้น เพราะกระบวนการการแก้ไขปัญหาบ้านเมืองที่ถูกที่ควรยังมีหนทางอยู่

“การรัฐประหารไม่ใช่วิถีทางที่นานาอารยะเขาทำกัน ประเทศที่เจริญแล้วไม่มีเหตุการณ์อย่างนี้ การเมืองของไทยจะยิ่งถอยหลังเข้าคลอง นอกจากนี้ยังเป็นการริดรอนสิทธิของประชาชนในประเทศ ทางที่ดีควรปล่อยให้ระบบการเมืองทำการแก้ไขด้วยตัวของมันเอง ควรให้เวลารัฐบาลมำหน้าที่ให้จบกระบวนการ 4 ปี แล้วก็มีการเลือกตั้งใหม่ โดยประชาชนจะตัดสินเองว่าควรกับมาบริหารบ้านเมืองต่อไปหรือไม่” นายสุธาชัยกล่าว

พันธมิตรฯจะสร้างชาติใหม่?
นายประชา ประสพดี ตัวแทนกลุ่มมหาประชาชนร่วมพิทักษ์ประชาธิปไตย กล่าวว่าคำพูดของ นายสนธิ ลิ้มทองกุลที่กล่าวว่าการชุมนุมครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้าย และในภารกิจครั้งนี้ไม่ใช่การกู้ชาติ แต่เป็นการสร้างชาติ แสดงว่าพันธมิตรฯคิดจะสร้างชาติใหม่ขึ้นมาเอง

นายจรัล ดิษฐาอภิชัย ประธานคณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 (คปพร.) ระบุว่า นายสนธิ ลิ้มทองกุล และกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ใช้เงื่อนไขการต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นข้ออ้างเพื่อล้มล้างขับไล่รัฐบาล เพราะหากพิจารณาดูในข้อเท็จจริงแล้ว เงื่อนไขและข้อเรียกร้องที่กล่าวอ้างมามีเพียงน้อยนิด โดยเป็นการนำเรื่องรัฐธรรมนูญเป็นข้อกล่าวอ้างเพื่อยกระดับ ปลุกระดมพลังมวลชนให้เกิดการต่อต้าน จนแตกหัก
เพื่อเรียกร้องให้ทหารยกกองทัพออกมาเพื่อทำการปฏิวัติ

ปฏิวัติทำการเมืองไทยย่ำอยู่กับที่
ทางด้านรศ.ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช อาจารย์คณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ตั้งคำถามถึงพันธมิตรฯ ว่าเมื่อ 19 กันยายน 2549 หายไปไหน เหตุการณ์นั้นฉีกรัฐธรรมนูญของจริง แต่ครั้งนี้ทุกอย่างเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ แม้หากมองในเชิงรูปธรรมรัฐบาลอาจจะยังไม่มีการชี้แจงที่ชัดเจน จนทำให้เกิดความสับสน แต่การเมืองภาคประชาชนไม่ใช่ว่าจะทำอะไรก็ได้ ต้องอยู่ในกติกา และอีกอย่างหนึ่งที่สงสัยมากคือการที่กลุ่มพันธมิตรฯ อ้างประชาชนอยู่ตลอดน้น หมายถึงใคร รวมถึงคนที่ไม่รับร่าง และเลือกพรรคพลังประชาชนด้วยหรือเปล่า เพราะในส่วนตนเองผมไม่เห็นด้วยแน่

พร้อมกล่าวถึงการชุมนุมว่าจะส่งผลกระทบต่อประเทศมหาศาล ทั้งระบบเศรษฐกิจ และการลงทุนภายในประเทศ เพราะเสถียรภาพของรัฐบาลมีน้อย จากนั้นสุขภาพจิตของคนไทยก็จะย่ำแย่ เพราะไม่มีความสุข และเบื่อหน่ายการเมือง ทุกวันนี้การเมืองไทยย่ำอยู่กับที่เหมือน 30 ปีก่อน ทั้งๆที่น่าจะไปได้ไกลกว่านี้ เพราะมีรัฐประหารเป็นปฐมบทของความขัดแย้ง หากไม่มีการรัฐประหาร กลไกไม่แปรปรวน กระบวนการแก้ไขรธน.ก็ไม่เกิดขึ้น

มีใครหนุน “สนธิ” ทำการใหญ่?
นายคารม พลทะกลาง ทนายความ กล่าวว่าตอนนี้ นายสนธิ ไม่สนใจศาลแล้ว ขนาดศาลสั่งำม่ให้เกี่ยวข้องกับการชุมนุมเคลื่อนไหว ก็ยังไม่หยุด ตรงนี้น่าสนใจ ว่านายสนธิคิดจะทำอะไรหรือคิดการใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับบ้านเมืองหรือไม่ และใครเป็นคนหนุนหลัง ถึงไม่กลัวเกรงอำนาจศาลเช่นนี้

ส่วนที่มีข่าวพรรคการเมืองเก่าแก่ขนคนร่วมชุมนุม หากเป็นจริงก็ถือว่าเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง ถ่ายทอดได้ว่าไม่เคารพในกติการบ้านเมือง และใช้นอกระบบสภาในการต่อสู้ พรรคการเมืองที่ตกเป็นข่าวต้องทำการชี้แจง ส่วนผู้ที่เกี่ยวข้องก็ต้องทำการพิจารณาว่าการกระทำดังกล่าวขัดต่อพระราชบัญญัติพรรคการเมืองหรือไม่ รวมถึงอาจเข่าข่ายขัดกฎหมายความมั่นคง

ด้านนายจตุพร พรหมพันธ์ ส.ส.พรรคพลังประชาชน กล่าวว่า การที่นายสนธิ ออกมากล่าวว่าการชุมนุมในครั้งนี้เป็นการต่อต้านการเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศไทยให้มาเป็นสาธารณะรัฐล้มล้างสถาบัน เพื่อนำพาสู่การเปลี่ยนเป็นระบอบประธานาธิบดี ข้อกล่าวอันนี้เป็นข้อกล่าวหาที่รุนแรงและขาดสติเพราะใครก็ตามที่เป็นไทย ไม่มีสิทธิ์ที่จะคิดถึงเรื่องแบบนี้ได้เลย ถ้าหากใครคิดเรื่องเช่นนี้คงสมควรถูกประหารชีวิตแล้ว

“อภิสิทธิ์”เห็นดีกับ“สนธิ”หรือเปล่า
เมื่อข้อกล่าวนี้ถูกหยิบยกมาให้รัฐบาลในขณะนี้ซึ่งความจริงก็เข้าข่ายความผิด เพราะหากไปใส่ความรัฐบาลแล้วเกิดมีประชาชนหลงเชื่อจะก่อให้เกิดสงครามกลางเมือง ทั้งที่จริงแล้วคนในรัฐบาลและคนของพรรคพลังประชาชนทุกคนไม่มีใครเห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลงในเรื่องดังกล่าวและพร้อมจะต่อสู้กันด้วยชีวิต

ซึ่งประเด็นที่อยากถามกลับไปหานายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ว่าเชื่อสิ่งที่นายสนธิ บอกไว้หรือไม่ ถ้าหากนายอภิสิทธิ์เชื่อคำพูดเหล่านี้ก็ไม่สมควรที่จะคิดถึงการเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย เพราะประเด็นเรื่องนี้เลวร้ายยิ่งกว่าประเด็นมาตรา 7 ซึ่งถือเป็นทัศนะคติที่เป็นอันตราย ทั้งต่อประชาธิปไตยและสถาบัน

ชี้ชัด ปชป.ขวางประชาธิปไตย
ขณะเดียวกันนายศุภชัย ใจสมุทร รองโฆษกพรรคพลังประชาชน กล่าวว่าตนมองว่าพรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคการเมืองที่กำลังทำผิดต่อความเป็นพรรคการเมืองอย่างร้ายแรง ซึ่งสิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์ได้กระทำผิดคือ การกระทำที่ผิดหลักการของพรรคการเมืองซึ่งผิดหลักตามมาตรา 94 ซึ่งดำเนินการที่เป็นปฏิปักษ์ต่อระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งถ้ากรณีเป็นแบบนี้ตามกฎหมายพรรคการเมืองมาตรา 94 นายทะเบียนพรรคการเมืองมีสิทธิ์ที่จะดำเนินการยื่นเรื่องต่อตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเพื่อดำเนินการยุบพรรคการเมืองที่กระทำผิด ตามกฎหมายพรรคการเมือง

ซึ่งหลักฐานที่ปรากฏชัดเลยว่าพรรคประชาธิปัตย์ได้ผิดคือว่า 1.พรรคประชาธิปัตย์จะยื่นคัดค้านยื่นญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญทุกวิถีทาง โดยมีแนวร่วมกับองค์กรต่างๆ ที่ร่วมคัดค้าน 2.ในการดำเนินการที่จะร่วมคัดค้านในเรื่องดังกล่าวนั้นจะมอบให้เลขาธิการพรรคคือ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นแกนหลักในการที่จะดำเนินการในตอนนี้โดยจะจะทำเช่นที่เคยดำเนินการมาคือการโหวตโนในการประท้วงช่วงมีการเลือกตั้งเมื่อปี พ.ศ.2549 ซึ่งในขณะนี้ประชาธิปัตย์กำลังแสดงให้เห็นชัดเจนว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่ยอมรับระบบรัฐสภา ซึ่งพรรคการเมืองทุกพรรคจะต้องทำ

จ่อยื่นกกต.ยุบ “ประชาธิปัตย์”
ถ้าเป้นอย่างนี้แปลว่าการกระทำของพรรคประชาธิปัตย์ผิด ขณะเดียวกันมีส.ส.ขึ้นเวทีพันธมิตรฯอีก เป็นแกนหลักในการปราศรัย อีกทั้งยังมีพยานหลักฐานที่น่าจะเชื่อได้ว่าประชาชนที่มาร่วมชุมนุมจากต่างจังหวัดน่าจะเป็นการจักการโดยพรรคประชาธิปัตย์และส.ส.พรรค ซึ่งส.ส.บางคนที่ว่าอาจจะเป็นถึงกรรมการบริหารพรรค

เมื่อเป็นอย่างนี้ประธานกกต.ในฐานะที่เป็นนายทะเบียนพรรคการเมืองต้องดำเนินการยื่นเรื่องเสนอให้อัยการส่งเรื่องให้ดำเนินการยุบพรรคการเมือง

นายศุภชัย กล่าวต่ออีกว่า ในฐานะที่เป็นคนไทยคนหนึ่งที่มีความรู้สึกว่าที่ผ่านในช่วงเหตุการณ์ 2เมษายน 2549 ที่พรรคประชาธิปัตย์ออกมาแสดงการคัดค้านการเลือกตั้งวันนี้ที่จะพยายามกระทำเช่นนั้นอีกครั้ง มองดูพฤติกรรมว่าเท่าที่ผ่านมาการเลือกตั้งที่มันปัญหา ในขณะที่สังคมจำนวนไม่น้อยผลจากที่ปัญหาในเรื่องนั้นกลายเป็นนำทหารเข้ามายึดอำนาจ และประเทศชาติเสียซึ่งในความเห็นของพี่คิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นครั้งเป็นเพราะพรรคประชาธิปัตย์ที่ไม่ส่งสมัครเลือกตั้งและโหวตโนจนทำให้เกิดเป็นสาเหตุของการปฏิวัติ และเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้บ้านเมืองเสียหายในครั้งนั้น


เปิดใจ...อ.จรัล ถูกสื่อกล่าวหาเกินจริง

“อ.จรัล” เปิดใจถูกสื่อรุมถามเหมือนเป็นนักโทษ ยอมรับมีอารมณ์แต่ยืนยันไม่ได้พูดจาถ้อยคำหยาบคายแน่ ติงสื่อกล่าวหาเกินจริง กรณีระบุมีการ “คุกคามเสรีภาพ” เปรยตั้งคำถามคนละมาตรฐานกับกลุ่มพันธมิตรฯ ย้ำเปิดแถลงข่าวที่สภาฯ ไม่ผิดกฎหมาย ในฐานะตัวแทน 150,000 คน ที่ยื่นแก้ไข รธน.

จากกรณีแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) นำโดย นายจรัล ดิษฐาอภิชัย นพ.เหวง โตจิราการ นายสุชาติ นาคบางไทร และ นายชินวัฒน์ หาบุญพาด ได้เปิดแถลงข่าวที่รัฐสภา ยืนยันไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความรุนแรงม็อบปะทะม็อบ และแก้ข้อกล่าวหาของกลุ่มพันธมิตรฯ ว่าร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับ คปพร. ไม่ได้จ้องล้มล้างสถาบัน อย่างที่มีการกล่าวอ้าง และเกิดการกระทบกระทั่งกับผู้สื่อข่าวประจำรัฐสภา จนมีการแจ้งความไว้เป็นหลักฐาน และมีการร้องเรียนต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร นั้น

เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคมที่ผ่านมา นายจรัล ดิษฐาอภิชัย ได้เปิดใจในประเด็นดังกล่าวผ่านรายการ “โต๊ะข่าวประชาทรรศน์” ทางสถานีโทรทัศน์ MV news มีใจความสำคัญดังต่อไปนี้

...ผมต้องขอบคุณทางรายการที่ให้ผมมาบอกเล่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเมื่อวานมันเกิดขึ้น โดยเริ่มต้นจากปัญหาแรก คือพวกผมคณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 (คปพร.) มีสิทธิ์หรือมีความชอบธรรมอะไรที่ไปแถลงข่าวที่รัฐสภา ผมต้องขอเรียนสื่อมวลชนมาหาว่าผมเป็นคนนอกไม่มีสิทธิ์ จริงๆ แล้วผมเป็นคนนอกก็จริง แต่คณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 (คปพร.) เราได้ไปยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อประธานรัฐสภา ตามมาตรา 291 เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2551 พร้อมกับรายชื่อประชาชนที่มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งกว่าแสนคน

ขณะเดียวกันกลุ่มพันธมิตรฯ ได้ออกมาปราศรัยหลายครั้งว่า ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของ คปพร. มีทิศทางในการล้มสถาบันพระมหากษัตริย์ และตั้งสาธารณรัฐประเทศไทยขึ้นมาเพื่อบิดเบือนประเด็น และขณะนี้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญอยู่ที่รัฐสภา จึงมีความจำเป็นที่ต้องไปแถลงข่าวที่สภา เพื่อให้ ส.ส. ส.ว. และประชาชนรับทราบข้อเท็จจริงว่า ร่างของเราไม่มีหมวดใดมาตราใดที่เป็นการล้มเลิกสถาบันเบื้องสูง เรามีสิทธิ์ที่จะเข้าไป ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 (3) โดยเราถือเป็นตัวแทนประชาชนหนึ่งแสนหน้าหมื่นรายชื่อที่เข้ายื่น ส่วนประเด็นที่กล่าวว่า ส.ส. นิสิต สินธุไพร เป็นคนจัดการให้นั้น ความจริงแล้วเป็นคนอำนวยความสะดวกให้เฉยๆ ไม่ใช่ว่าเราใช้สิทธิ์ของ ส.ส.

ผมเข้าไปแถลงที่ห้องแถลงข่าว ซึ่งมีนักข่าวอยู่กันเต็ม เราเองก็รู้สึกขอบคุณที่นักข่าวให้การสนใจ โดยเรื่องที่เราแถลงมี 4 เรื่อง คือ ชี้แจงข้อบิดเบือนของกลุ่มพันธมิตรฯที่กล่าวหาว่าร่าง คปพร.ของเราจะล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ เหตุการณ์ปะทะกันของฝ่ายพันธมิตรฯ กับผู้ต่อต้าน ซึ่งสื่อกว่า 90 เปอร์เซ็นต์โยนความผิดให้กับกลุ่มนปก. ซึ่งคณะกรรมการของเรามีที่มาจาก นปก. ส่วนมาก จึงต้องทำการแถลง และพรรคประชาธิปัตย์ได้แสดงให้เห็นว่ามีการเข้าร่วมกับกลุ่มพันธมิตรอย่างชัดเจน

โดยมีการขึ้นปราศรัยต้องการจะโค้นล้มรัฐบาล พร้อมกับเรียกร้องให้มีการทำรัฐประหาร เป็นการใช้เสรีภาพที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ จะใช้เสรีภาพเพื่อขัดระบอบการปกครองอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข นั้นกระทำไม่ได้ นอกจากนี้ยังมีการนำประชาชนมาร่วมชุมนุม ถือเป็นการเล่นการเมืองนอกรัฐสภา ซึ่งถือว่ามีความไม่เหมาะสม

ตอนแรกผู้สื่อข่าวดูให้ความสนใจ แต่พอถึงช่วงที่เปิดโอกาสให้ซักถาม ราวกับพนักงานสอบสวน โดยใช้คำถามเพื่อหาความผิดให้เรา เช่นว่า กลุ่มที่ไปต่อต้านเป็นนปก.ใช่หรือไม่ ทำไมถึงมีการสะพายเป้ที่มีมีด และอาวุธ เป็นต้น โดยที่เมื่อเราทำการชี้แจงว่า กลุ่มพวกนี้เคยเป็นสมาชิกของนปก.จริง แต่เป็นการชุมนุมที่กระทำส่วนบุคคล เพราะกลุ่มนี้มีการชุมนุมกันอย่างต่อเนื่องทุกเสาร์-อาทิตย์มานาน และไม่ได้ดำเนินการภายใต้การเคลื่อนไหวของนปก. แต่ผู้สื่อข่าวทำเหมือนไม่เข้าใจ ยังถามจี้ต่อและใช้คำว่ากลุ่มนปก.

ส่วนกรณีที่กล่าวว่า นายสุชาติ นาคบางไทร เป็นผู้นำขบวน ความจริงแล้ว เมื่อ 2 เดือนที่ผ่านมามีข่าวลือเรื่อยๆว่าจะมีการทำรัฐประหาร คุณสุชาติ จึงเตรียมการต่อต้านรัฐประหาร โดยการชุมนุม ซึ่งนปก.ที่ร่วมชุมนุมก็ไม่ชอบพันธมิตรฯอยู่แล้ว ทั้งนี้คืนวันที่ 25 พฤษภาคมที่ผ่านมา มันมีหลายกลุ่มที่ร่วมชุมนุมต่อต้าน แต่มีปัญหาตรงที่ชุมนุมบางส่วนอยู่ทางด้านใต้ของกลุ่มพันธมิตร เมื่อทำการเดินขบวนตามกลุ่มพันธมิตร

ซึ่งที่ผ่านผมอยากจะบอกว่าพันธมิตรมีการชุมนุมที่ไม่ธรรมดา แต่มีเป้าหมายที่ล้มล้างรัฐบาล และมีบทบาทในการฉีกรัฐธรรมนูญ คนเลยไม่ชอบ ยิ่งพอมีเสียงพูดจากพันธมิตรมาว่า รัฐบาลคุณสมัครเป็นรัฐบาลโจร และโจมตีพ.ต.ท.ทักษิณ อดีตนายกฯตลอด คนก็เลยโห่ไล่ไม่พอใจ ผมเองก็ไม่อยากให้เกิดแต่มันเป็นเหตุสุดวิสัย ช่วยอะไรไม่ได้

ทั้งนี้ในการแถลงข่าวที่รัฐสภา ผมได้เชิญ คุณสุชาติ นาคบางไทร เพราะว่าเป็นผู้อยู่ในเหตุการณ์โดยเฉพาะเหตุการณ์ที่มีการปะทะกันบริเวณ สะพานผ่านฟ้า ซึ่งมีฝ่ายต่อต้านที่บาดเจ็บหลายราย และคาดการณ์ว่านักข่าวจะต้องมีการซักถามแน่นอน เนื่องจากข่าวมีการนำเสนอว่าคุณสุชาติเป็นคนนำขบวนด้วย ความจริงแล้ว คุณสุชาติบอกว่าไม่อยากแถลงข่าว แต่ผมได้บอกเพียงว่าเขาถามมาก็ตอบไป แต่สื่อได้ตั้งคำถามกับคุณสุชาติราวกับเป็นจำเลยนักโทษ จึงมีการตอบโต้ จึงเริ่มมีอารมณ์ดุเดือด ผมเข้าใจว่าเป็นการทำข่าวแบบสอบสวน แต่คุณต้องดูก่อนว่าถามได้แค่ไหน ไม่ใช่ถามเอาเป็นเอาตาย เพื่อจนมุม นอกจากนี้ลักษณะท่าทีที่แสดง ผมเองก็ยอมรับว่าฉุนมากทั้งๆ ที่ปกติเป็นคนใจเย็น

จากนั้นเมื่อสถานการณ์เริ่มตรึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ คุณสุชาติก็กล่าวว่า “ผมไม่อยากมาพบกับพวกคุณหรอกนะ เพราะพวกคุณไม่ให้ความเป็นธรรม” จากนั้นจึงมีนักข่าวผู้หญิง 2 คนตะโกนลั่น ไล่คุณสุชาติออกจากห้องแถลงข่าว ผมเองก็ฉุนเพราะไม่เข้าใจว่า ห้องแถลงข่าวนี้เป็นของนักข่าวหรือของสภากันแน่ หากคุณไม่พอใจก็เดินออกไปสิ ไม่ใช่มาไล่กันอย่างนี้ จากนั้นก็เริ่มมีเสียงตะโกน ถามว่ามาทำไม แล้วหมอเหวงก็พูดพลาดไปว่า หลายครั้งที่สื่อบอกว่าเป็นนปก. ตนก็ไม่ได้ถือสา เรื่องแค่นี้ก็หยวนๆ กันไป “ขอกันกิน” ปรากฏว่ามีนักข่าวตะโกนว่า “เราไม่เคยกินของนปก.”

ต่อมาคุณสุชาติ หยิบกล้องถ่ายรูปมาถ่าย ผมอยากเรียนว่าคุณสุชาติเป็นคนโตมากับโลกไซเบอร์ ชอบเรื่องพวกนี้ จึงไม่คิดว่าการถ่ายภาพจะเป็นการคุกคาม ข่มขู่แต่อย่างใด จากนั้น นักข่าวคนหนึ่งก็พูดว่านี่เป็นการคุกคามสื่อ คุณสุชาติก็โต้ว่าคุกคามตรงไหน ผมเป็นเอกชนคนหนึ่ง แล้วทำไมคุณถ่ายผมได้ นักข่าวก็โต้ว่าคุณมาแถลงข่าวก็เลยต้องถ่าย ก็เลยโต้กันไปมา จากนั้นก็มาวกถามผมว่า ในฐานะที่ผมเคยเป็นอดีตคณะกรรมการสื่อจะชี้แจงอย่างไร ผมจึงเรียนว่ามันไม่มีกฎหมายมาตราไหนที่เอาผิด และพวกคุณพูดว่ามีการคุกคามสื่อเกินจริงมา 3 ปีแล้ว ผมจึงอยากรู้ว่ามีหนังสือพิมพ์ฉบับไหนที่ถูกคุกคามบ้าง และมีนักข่าวเรียกร้องให้ผมรับผิดชอบในฐานะที่นำคุณสุชาติมา และให้ลบภาพนักข่าวออก ผมจึงบอกให้คุณสุชาติลบออก แต่คุณสุชาติไม่ยอมลบ ก็เป็นสิทธิ์ของเขา

ผมจึงเห็นว่าหากนั่งอยู่ต่อไปคงไม่ดีแน่ จึงลุกขึ้นเพื่อเดินออกจากห้องแถลงและบอกว่าไม่เอาแล้ว แต่ไม่มีคำหยาบว่า ..โว้ย! ไม่ได้ทุบโต๊ะ ทุบไมค์ เลยและหวังให้ นพ.เหวง เป็นคนเคลียร์สถานการณ์ จากนั้น ส.ส. นิสิตก็เดินเข้ามาถามว่าทำไม ผมก็พูดเล่นๆ กันเองว่า ถ้าอยู่ต่อไปอาจถึงขั้นชกต่อยกัน และผมบอกว่าผมไปก่อนล่ะ แต่มีนักข่าวเขียนว่าผมจะตะบันหน้า หากมองในความเป็นจริง ผมอยากเปรียบเทียบให้ฟังว่า

เมื่อวันก่อนที่กลุ่มพันธมิตรทำการยื่นรายชื่อเพื่อถอดถอน ส.ส.-ส.ว.ที่ลงชื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผมไม่เห็นมีสื่อมวลชนซักถามอะไร ซื่อมวลชนอ้างเสรีพร่ำเพรื่อย ด่ารัฐบาลชุดที่แล้วจนล้ม ไปเลยแต่บอกว่าโดนคุกคาม สื่อส่วนใหญ่ที่ละเมิดสิทธิส่วนบุคคลเที่ยยด่าว่าคน เหมือน “ขโมยร้องจับขโมย” พวกคุณรู้หรือเปล่าว่าเสรีภาพสื่อมวลชนมีเนื้อหาอะไรบ้าง ผมกล้าตอบคำถาม พวกคุณเรียนเสรีภาพจริงจังเป็นระบบกี่คน ผมจึงประกาศว่า ผมเลิกนับถือสื่อมวลชนมานานแล้ว

ส่วนการแก้รัฐธรรมนูญ คปพร.ยังยืนหยัดเหมือนเดิม วันนี้เราไปยื่นหนังสือต่อนายกรัฐมนตรี เพื่อสนับสนุนให้มีการลงประชามติ เพราะว่ามันเกี่ยวข้องกับงบประมาณ 2 พันล้าน เมื่อมีกระแสคัดค้าน เราก็กลัวว่ารัฐมนตรีอาจมีความลังเล เราจึงขอยืนยันกับรัฐมนตรีว่าเราพร้อมเคียงข้าง รวมทั้งในวันที่ 1 มิถุนายน คปพร.จะเปิดประชุมสภาประชาชน เพื่อเปิดโอกาสเชิญชวนประชาชนทุกกลุ่มทุกอาชีพมาพูดคุยกันถึงทิศทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่หอประชุมคุรุสภา

โดยจะมีการหารือกันใน 3วาระ โดยวาระแรกจะเป็นหลักการและเหตุผลต่อการแก้รัฐธรรมนูญ วาระที่ 2 จะเป็นการพิจารณาเรื่องการลงประชามติ และวาระที่ 3 จะเป็นการหารือรณรงค์เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อประชาชน ทั้งนี้จะมีการเชิญนักประชาธิปไตยอาวุโส มากล่าวเปิดงาน พร้อมกับอดีตสสร. และนักประชาธิปไตยมากล่าวในเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

นอกจากนี้เรายังมีการวางแผนว่าอาจจะมีการจัดการทุกเสาร์-อาทิตย์ และอาจมีการเดินทางสัญจรในพื้นที่ต่างจังหวัด โดยหากเรามีมติความเห็นร่วมกันก็จะนำเสนอต่อรัฐสภา จะดำเนินการพร้อมรัฐสภา และยินดีต้อนรับสื่อทุกแขนงที่สนใจหากจะมีการถ่ายทอดสดจากสื่อมวลชนเราก็ยินดี แม้กระทั่ง สถานีโทรทัศน์ เอเอสทีวี ผมก็ขอเชิญ

วิภูแถลง พัฒนภูมิไท
“สื่อต้องตั้งสติ”

“เรื่องที่เกิดขึ้นคงเป็นความเข้าใจผิด ทางเราเองก็ต้องใช้ความอดทน เพราะเราคือฟากประชาธิปไตย แต่สื่อบางแห่งมีการวางบทบาทที่ไม่สมควรจริง โดยทำการพยายามตั้งข้อซักถามในมุมมองของตนเอง เพื่อให้แหล่งข่าวเกิดความจำนน แทนที่จะทำการซักถามเพื่อนำข้อเท็จจริงมานำเสนอ สาเหตุก็เพราะมีคำว่าธุรกิจเข้ามาเกี่ยวพันกับการทำหน้าที่เป็นสื่อมวลชน

สื่อบางแห่งก็ยังเป็นที่น่าเคารพ แต่สื่อบางประเภทก็มีคำว่าธุรกิจเข้ามาเกี่ยวข้อง จนทำให้บางครั้งเกิดความเหลื่อมล้ำในการทำหน้าที่ จึงทำให้ต้องเลือกข้างใดข้างหนึ่ง ซึ่งจะเป็นการทำลายชาติในระยะยาว สื่อพวกนี้ต้องตั้งสติในการนำเสนอ คุณต้องให้ความเป็นกลางในการตีแผ่ ยกตัวอย่างผู้ที่ได้รับบาดเจ็บในการชุมนุม ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มคนฟากพันธมิตรฯ หรือ ฟากต่อต้านพันธมิตรฯ ก็คนไทยด้วยกันทั้งนั้นที่บาดเจ็บ คุณต้องตีแผ่ทั้งหมด ไม่ใช่เสนอว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นม็อบถ่อยอย่างเดียว

ส่วนการนำเสนอการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 กับสื่อมวลชนนั้น แกนนำ คปพร. กล่าวว่า สื่อทุกแขนงทราบดีว่ารัฐบาลทำตามครรลองกฎหมายทุกประการ และมีเหตุผลที่ดีพอในการแก้ไข นอกจากนี้ยังมีการทำประชามติเพื่อฟังเสียงของประชาชน เพื่อให้เกิดความเป็นประชาธิปไตย ที่สุดแล้วก็ขึ้นอยู่กับประชาชน ไม่ใช่ ส.ส. หรือรัฐบาล สื่อก็มีหน้าที่ในการนำเสนอตามหน้าที่ ไม่เอนเอียงไปกับวาทกรรมของคนบางกลุ่มที่พยายามพลิกระบอบการปกครองให้เป็นไปตามความต้องการ