นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ศึกษาธิการ ในฐานะรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน(พปช.) ยืนยันพรรคร่วมรัฐบาลไม่ได้มีความขัดแย้งกันเกี่ยวกับการแก้รัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะประเด็นที่มีข่าวเรื่องการถอนรายชื่อสนับสนุน
"ไม่มีการบาดหมางเพราะเป็นสิทธิของ ส.ส.ท่านจะถอนแล้วจะไปว่าอะไรได้ ส่วนพรรคอื่นก็แล้วแต่ท่าน ต้องให้ความเคารพในกิจกรรมภายในของท่าน ส่วนพรรคพลังประชาชนไม่มีอะไรจะถอนก็ได้ไม่ถอนก็ได้ เป็นเรื่องของสภา"
นายสมชาย กล่าวด้วยว่าหากที่ประชุมรัฐสภารับญัตติขอแก้รัฐธรรมนูญไปพิจารณาแล้ว น่าจะเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับพรรคร่วมรัฐบาลจะได้หารือกันว่าจะมีแนวทางเป็นอย่างไร ซึ่งในส่วนของ พปช.ก็ยังไม่ได้มีการประชุมเพื่อพิจารณาในเรื่องนี้ และส่วนตัวเห็นด้วยกับแนวทางของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ที่ควรทำประชามติสอบถามความเห็นจากประชาชนก่อน
พร้อมกันนี้ยังปฏิเสธว่าไม่เคยนำเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญไปหารือกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยระบุว่า "ไม่เคยคุยกัน ท่านไม่เกี่ยว เป็นคนนอกไปแล้ว"
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Wednesday, May 28, 2008
"สมชาย"ปฏิเสธข่าวแก้ รธน.ทำพรรคร่วมรัฐบาลแตกแยก ยัน"ทักษิณ"ไม่ยุ่ง
คำแปลโดยนายจักรภพ เพ็ญแข และคณะ
(จักรภพ) ขอบคุณมากครับโจนาธาน
ท่านแขกผู้มีเกียรติและมิตรสหายทั้งหลาย ผมตั้งใจจะกล่าวในรายละเอียด ถึงเหตุการณ์ที่ผมเพิ่งประสบมา เพื่อที่ท่านทั้งหลายจะได้เข้าใจถึงสถานะของผม ผมเพิ่งออกมาจากเรือนจำของคุณเปรม ซึ่งไม่ใช่เรือนจำทั่ว ๆ ไป แต่เป็นเรือนจำ ของคุณเปรม เป็นวิธีการสื่อสารโดยตรงกับสาธารณชนว่าเขาเป็นบุคคลที่ถูกแตะต้องไม่ได้ คุณเปรมเป็นใคร คุณเปรมเป็นตัวแทนของใคร คุณเปรมเป็นตัวแทนของคนๆ นั้นจริงหรือ นี่เป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่เราจะพูดคุยกันในคืนนี้ เพราะมันมีส่วนเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ปัจจุบันและอนาคตของประชาธิปไตยของไทยดังที่ท่านทั้งหลายทราบดีอยู่แล้ว
ทั้งนี้ ท่านทั้งหลายต่างก็มีข้อมูลและความรู้ที่ดีมากเกี่ยวกับประเทศไทย และสถานการณ์ที่สลับซับซ้อนและชวนปวดหัวอย่างไม่จำเป็นของการเมืองไทย โจนาธาน (ผู้ดำเนินรายการ) ได้ตั้งหัวข้อในการสนทนาให้ผมที่กว้างมาก เรื่องประชาธิปไตยและระบบอุปถัมภ์ของไทย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการสนทนาในเรื่องกระบวนการพัฒนาสู่ประชาธิปไตยของไทย ผมจะพยายามนำเสนอหัวข้อนี้อย่างที่ดีสุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคำนึงถึงสถานการณ์ของประเทศไทย
ในขณะนี้คงไม่มีหัวข้ออื่นใดที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทยในปัจจุบันนี้มากไปกว่าหัวข้อที่เราจะพูดคุยกันในวันนี้อีกแล้ว ผมมีความเห็นว่าวิกฤตทางการเมืองที่เกิดขึ้นในขณะนี้เกิดจากการปะทะกันโดยตรงของวิถีทางประชาธิปไตย และระบบอุปถัมภ์ ซึ่งเป็นการปะทะกันอย่างรุนแรงและจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญประเทศไทย ทั้งสองฝ่ายต่างต้องเดิมพันสูงมาก สองฝ่ายนี้ผมหมายถึงวิถีทางประชาธิปไตยและระบบอุปถัมภ์ และถ้าท่านนำผลของการลงประชามติ เมื่อ 19 สิงหาคมที่ผ่านมาวิเคราะห์อย่างจริงจัง ท่านจะเห็นความขัดแย้งอย่างรุนแรงระหว่าง คนไทยจำนวนร้อยละ 56 และร้อยละ 41 ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่เคยมีครั้งใดที่คนจำนวนมาก ขนาดนั้นจะลุกขึ้นมาประกาศว่าเราไม่ต้องการะบบอุปถัมภ์อีกต่อไป
สิ่งที่คนเหล่านี้ต้องการคือประชาธิปไตย ไม่ใช่ใครสักคนที่จะมาตบหลัง ตบไหล่ แล้วบอกว่าฉันจะทำให้ชีวิตของเธอดีขึ้นเล็กน้อย แต่เธอควรจะต้องสำนึกบุญคุณ ของฉันเป็นอย่างยิ่ง บัดนี้ได้เวลาแล้วที่จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงความเข้าใจในเรื่องสิทธิโดยธรรมชาติของประชาชนคนไทยว่าเราไม่แตกต่างกับประชาชนคนชาติอื่นๆ ในประเทศที่พัฒนาแล้ว ผมเชื่อว่าท่านทั้งหลายจะได้เห็นความเปลี่ยนแปลงนี้ภายในชั่วชีวิตของท่าน การเปลี่ยนแปลงอย่างสมบูรณ์ที่ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว ณ เวลานี้
อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยของเราได้เริ่มต้นขึ้นด้วยระบบอุปถัมภ์ ท่านทั้งหลายในที่นี้เกือบทุกท่าน คงได้เคยอ่านเรื่องราวเกี่ยวกับประเทศไทยและประวัติศาสตร์ของเรา โดยย่อ เพราะเราตัดสินใจที่นับประวัติศาสตร์ของเราย้อนหลังไป 700 ปี และข้ามประวัติศาสตร์อีก 300 ปีก่อนหน้านั้น เพราะมันไปเกี่ยวพันกับปัญหา ความยุ่งยากในภาคใต้ นั่นคือเหตุผลที่เราเลือกที่จะนับจุดเริ่มต้นของประวัติศาสตร์ไปที่ 700 ปีก่อน
ในยุคสมัยของสุโขทัย เรามีสุโขทัยเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรที่ต่อมา ได้กลายมาเป็นประเทศไทยในปัจจุบัน ในช่วงประวัติศาสตร์อันยาวนานของยุคสมัยสุโขทัย เราได้รับการเรียนรู้และทำให้เชื่อว่ากษัตริย์พระองค์หนึ่งสมัยสุโขทัย คือ กษัตริย์พระองค์นั้น มีพระนามว่า รามคำแหง ซึ่งถ้าจะเรียกให้ถูกต้อง ต้องเรียกว่า พ่อขุนรามคำแหง คติที่ว่ากษัตริย์คือองค์สมมติเทพยังไม่เป็นที่รู้จักในสมัยสุโขทัย
ดังนั้น ในยุคสมัยสุโขทัยเราจะเคารพและนับถือกษัตริย์ เพราะความที่ทรงเป็นเสมือนบิดาผู้ยิ่งใหญ่ที่มีความเมตตากรุณาต่อประชาชน และเป็นผู้ที่หยิบยื่นสิ่งที่ประชาชนต้องการในเวลาที่ประชาชนต้องการ ตัวอย่างที่สำคัญยิ่งประการหนึ่งคือ การที่ท่านพ่อขุนรามคำแหงได้จัดให้มีการติดตั้งระฆังไว้ที่หน้าวัง ประชาชนคนใดที่มีปัญหาสามารถมาตีระฆัง แล้วท่านพ่อขุนรามฯ ก็จะเสด็จออกมา หรือข้าราชบริพารก็จะออกมาแก้ปัญหาให้ นี่คือบทเรียนบทแรกที่เด็กนักเรียนของไทยได้เรียนรู้เกี่ยวกับระบบการปกครองของไทยว่า เราต้องการพึ่งพาใครสักคน ถ้าเรามีปัญหา ให้ไปหาใครสักคนที่จะสามารถช่วยแก้ปัญหาได้
ดังนั้นก่อนที่เราจะรู้ตัวด้วยซ้ำไป เราได้เข้าไปสู่ระบบอุปถัมภ์ เพราะเราถามหาการพึ่งพาอาศัย ก่อนที่เราจะพิจารณาถึงความสามารถของตนเองในการแก้ไขปัญหา แนวคิดพื้นฐานนี้เองที่ทำให้คนไทยเราแตกต่างจากคนชาติอื่น ๆ ทั่วโลก และนั่นคือจุดเริ่มต้นของเรา ในยุคสมัยสุโขทัย เรามีพระมหากษัตริย์ที่ปฏิบัติพระองค์เป็นที่พึ่งพิงของประชาชนเช่นนั้น ดังนั้นประชาชนจึงหน้าที่ในถวายความจงรักภักดี ประชาชนศรัทธาในระบบซึ่งปกครองพวกเขา เพราะนั่นคือระบบการปกครองที่ใช้ได้ผลในยุคสมัยนั้น และไม่มีระบบอื่นใดที่จะมาแข่งขันหรือแทนที่ หรือถ้าจะกล่าวอีกอย่างหนึ่งในเวลานั้นไม่มีแนวความคิด หรือวิธีการที่เหมาะสมกว่าในการปกครองราชอาณาจักรของไทย ดังนั้นวิธีการปกครองประเทศเช่นนั้นจึงเป็นระบบที่ดีที่สุดในเวลานั้น
หลังจากนั้นก็ถึงยุคสมัยของอยุธยา ซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศเป็นเวลานานกว่า 400 ปี คติเรื่องกษัตริย์เป็นสมมติเทพได้รับการเผยแพร่เข้ามาในสมัยอยุธยาผ่านทางอารยธรรมขอม คติที่ว่าถือว่ากษัตริย์เป็นสมมติเทพ กษัตริย์ทรงเป็นตัวแทนของบรรดาเทพเจ้าของศาสนาฮินดูและเทพเจ้าอื่น ๆ ได้รับการยอมรับในประเทศไทยในสมัยนี้ ดังนั้นระบบของการอุปถัมภ์ที่ให้ความช่วยเหลือ หรือเป็นที่พึ่งพิงของประชาชนได้รับการเปลี่ยนแปลงไปสู่ระบบของการให้ความคุ้มครอง ถ้าท่านจงรักภักดีต่อพระเจ้าแผ่นดิน ท่านจะได้รับความคุ้มครอง และเพื่อที่จะย้ำให้เห็นอย่างเด่นชัดถึงการให้ความคุ้มครองนี้
ถ้าท่านมีพฤติการณ์ในทางอื่น ท่านจะต้องถูกลงโทษ ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่าในสมัยอยุธยามีการเปลี่ยนแปลงระบบการปกครอง บางคนอาจจะคิดว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงแบบถอยหลัง บางคนอาจจะคิดว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงแบบพัฒนาขึ้น ไม่ว่าท่านจะคิดอย่างไรก็ตาม ระบบนี้เป็นการผสมผสานกันของการมีความเมตตากรุณาเยี่ยงบิดาผู้ยิ่งใหญ่ เช่น พ่อขุน และระบบของการมีผู้นำที่ยิ่งใหญ่ เราอาจจะกล่าวได้ว่าพระมหากษัตริย์ในสมัยอยุธยาทรงมีพระราชอำนาจ สูงมาก และทัศนคติของการใช้พระราชอำนาจเพิ่งเป็นที่ยอมรับแพร่หลายในสมัยนั้นด้วย และถ้าผู้ที่มีอำนาจมีความเมตตากรุณาด้วย ท่านก็จะได้รับประโยชน์จากอำนาจนั้นเช่นกัน
อาจกล่าวได้ว่าสมัยอยุธยาได้สอนคนไทยให้เรียนรู้ที่จะอยู่กับอำนาจ เรียนรู้ว่าจะอยู่กับอำนาจได้อย่างไร จะเอาตัวรอดจากอำนาจได้อย่างไร และทำอย่างไรจึงจะไม่ถูกอำนาจนั้นทำร้าย แต่ยิ่งไปกว่านั้น สมัยอยุธยายังก่อให้เกิดรูปแบบของความสัมพันธ์แบบใหม่ คือความสัมพันธ์ของนายกับทาส ความสัมพันธ์ระหว่างขุนนางกับไพร่ หรือสามัญชน และนั่นคือสมัยอยุธยา
หลังจากนั้นเราก็มาถึงยุครัตนโกสินทร์ โดยผมขอข้ามระยะเวลา 12 ปีของสมัยธนบุรี ในยุคสมัยของกรุงรัตนโกสินทร์ซึ่งเราอยู่ภายใต้การปกครองของราชวงศ์จักรีผู้ทรงก่อตั้งกรุงรัตนโกสินทร์ขึ้น ยุคสมัยนี้คือสิ่งที่เป็นการผสมผสานระหว่างสมัยอยุธยาและทักษะสมัยใหม่ที่เราอยากจะเรียกว่า “การบริหารจัดการความรู้” เราอาจกล่าวได้ว่า ความรุ่งเรืองของการปกครองโดยพระบิดาผู้ยิ่งใหญ่ผสานกับพระราชอำนาจในสมัยอยุธยา และสถานะของพระราชวงศ์ที่เป็นดังสมมติเทพได้รับการผสมผสานในยุครัตนโกสินทร์กับระบบของการ “บริหารจัดการความรู้” ในยุครัตนโกสินทร์คือยุคที่ความรู้คืออำนาจดังที่คนจำนวนไม่น้อยเชื่อเช่นนั้น และนั่นคือเหตุผลที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงดำรัสเป็นภาษาอังกฤษในราชสำนัก และทรงได้นำการศึกษาวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีต่าง ๆ ตลอดจนการประดิษฐ์ มาสู่ประเทศไทย และทรงโปรดให้มีการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศที่เป็นเรื่องใหม่ที่คนไทยในยุคนั้นไม่เคยรู้จักมาก่อน
ด้วยเหตุนี้พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ จึงทรงมีที่มาของพระราชอำนาจอีกประการหนึ่ง ประชาชนไม่ได้คิดแค่เพียงว่าพระองค์เป็นพระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ หรือพระบิดาของชาติผู้ทรงเมตตากรุณาเท่านั้น แต่ประชาชนมองว่าพระองค์ทรงเป็นบิดาแห่งวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอีกด้วย และเรายังคำนึงถึงพระองค์ท่านเช่นนั้นแม้จนในทุกวันนี้ เราอาจกล่าวได้ว่าระบบการปกครองของไทยในสมัยนั้นได้เป็นไปในทิศทางที่ว่าบรรดาผู้นำและผู้ปกครองได้ดำเนินการอย่างดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้เพื่อโน้มน้าวให้ประชาชนเชื่อว่าผู้นำและผู้ปกครองสามารถเป็นที่พึ่งพิงของประชาชนได้ วิธีการที่แสดงถึงการเป็นหลักเป็นที่พึ่งพิงของประชาชนในแต่ละยุคสมัยก็แตกต่างกันไปตามแต่ละช่วงของเวลาดังที่ผมได้เรียนท่านมาแล้ว
บัดนี้เราอยู่ในยุคของพระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช หรือในหลวงรัชกาลที่เก้า เรามีระบบที่ผสมผสานของแนวคิดทุกอย่าง และจากการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองราชย์ยาวนานถึงมากกว่า 60 ปีแล้ว พระองค์ทรงได้รับการยกย่องเป็นตำนาน (Myth) สถานภาพของพระองค์ในประเทศไทยจึงได้รับการเผยแพร่ คนส่วนใหญ่อาจไม่รู้ว่าเรื่องราวต่าง ๆ ที่เผยแพร่กันไปเกี่ยวกับพระองค์ท่านนั้นว่าเรื่องใดเป็นเรื่องจริง เรื่องใดเป็นความเชื่อ
ทั้งนี้เพราะพระองค์ ทรงครองราชย์มานานมากจนพระองค์ทรงเป็นทุกอย่างที่ได้มีการกล่าวถึง พระองค์ ทรงเป็นพระมหากษัตริย์แห่งขนบธรรมเนียมประเพณี ทรงเป็นพระมหากษัตริย์นักวิทยาศาสตร์ ทรงเป็นพระมหากษัตริย์นักพัฒนา ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงงานหนักมาก และทรงได้รับการขนานนามว่าเป็นผู้ปกป้องระบอบประชาธิปไตยของไทย ในแนวคิดใหม่
ดังนั้น เรากำลังเผชิญเรื่องราวต่าง ๆ เหล่านี้ที่เป็นตัวแปรอยู่ในสังคม แล้วเราต้องจัดลำดับความสำคัญของสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ใหม่ เราได้พลาดโอกาสที่สำคัญในอดีต เช่น เมื่อท่านปรีดี พนมยงค์ ผู้นำพลเรือนได้ทำการอภิวัฒน์ในปีพ.ศ. 2475 และเปลี่ยนการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชไปสู่ระบบการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
โดยเหตุการณ์อภิวัฒน์นั้นเกิดขึ้นในสมัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือในหลวงรัชกาลที่ 7 ในภายหลังท่านปรีดีได้กล่าวว่าท่านได้เห็นอำนาจเมื่อท่านอายุ 32 แต่เมื่อท่านอายุใกล้ 50 ท่านก็สูญเสียอำนาจโดยสิ้นเชิง และต้องลี้ภัยไปอยู่ปักกิ่งถึง 10 ปี และใช้ชีวิตในช่วงบั้นปลายที่ฝรั่งเศส ท่านไม่ได้กลับคืนสู่ประเทศไทยอีกเลย เว้นแต่เถ้ากระดูกของท่านเท่านั้น ท่านได้เคยกล่าวไว้ว่า เมื่อข้าพเจ้ามีอำนาจ ข้าพเจ้าไม่รู้ว่าจะดำเนินการอย่างไรกับอำนาจ เมื่อข้าพเจ้าอายุมากขึ้น และเรียนรู้ว่าควรทำอย่างไร ข้าพเจ้าก็ไร้ซึ่งอำนาจ แนวคิดของการมีสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นเวลานานเป็นเสมือนเครื่องเตือนให้เราตระหนักว่าเราอาจต้องการผู้นำที่จะมาดำเนินการจัดลำดับความสำคัญต่าง ๆ ให้เรา
ท่านเห็นหรือไม่ครับ ทุกสิ่งที่ผมได้เล่าให้ท่านฟังตั้งแต่ต้นจนถึงตอนนี้นำไปสู่ความ ยึดมั่นของคนไทยว่า การที่เรามีพระมหากษัตริย์ที่ทรงมีความเมตตากรุณาเช่นนี้แล้ว เราไม่มีความจำเป็นที่จะต้องมีประชาธิปไตย เราถูกชักนำให้เชื่อว่ารูปแบบของรัฐบาลที่ดีที่สุด คือประชาธิปไตยภายใต้การชี้นำหรือภายใต้พระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แนวคิดที่พัฒนามาในลักษณะนี้ทำให้เกิดเหตุการณ์ในปัจจุบันขึ้น
ซึ่งผมมองว่าเป็นการปะทะกันระหว่างวิถีทางประชาธิปไตยของไทยและระบบอุปถัมภ์ หรืออาจจะกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า คนไทยถูกทำให้รู้สึกคุ้นเคยกับระบบอุปถัมภ์ เราเริ่มประดิษฐ์คำอย่างเช่น “ไม่เป็นไร” ซึ่งอาจหมายความเช่นนั้นเพราะไม่มีวิธีการอื่นที่จะกล่าวแล้ว เราคิดค้นระบบของการยิ้มตลอดเวลาไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม เพราะการยิ้มเป็นทางออกของปัญหาอย่างหนึ่ง อาจเป็นเพราะเราไม่มีวิธีการที่ดีกว่านี้ในเวลานั้น และเรายังมีความเชื่อที่ว่าค่าของคนคือคนของใคร ซึ่งเป็นการวัดคุณค่า ของคนบนพื้นฐานของฐานะหรือสังกัดของคน ซึ่งความคิดและถ้อยคำที่ใช้ในลักษณะนี้มาจากความรู้สึกที่ว่าการอุปถัมภ์เป็นสิ่งที่ยอมรับได้
ผมเดินทางไปศึกษาต่อที่ประเทศสหรัฐอเมริกาในปี 1992 และในเวลานั้นผมไม่เคยเข้าใจว่าทำไมคนต้องโกรธเมื่อมีคนพยายามช่วยเหลือพวกเขา เพื่อนของผมบางคนตอบโต้ผมด้วยความโกรธ รวมทั้งคนอื่น ๆ ที่ผมเกี่ยวข้องด้วย เขาจะบอกว่าไม่ต้องมาทำเป็นดีกับฉัน ไม่ต้องมาช่วยฉัน ผมไม่เคยเข้าใจพวกเขาเพราะการได้รับความช่วยเหลือหรือการอุปถัมภ์เป็นสิ่งที่ถูกต้องในความคิดของผมในเวลานั้น การได้รับการยกยอ หรือชื่นชมก็เป็นเรื่องธรรมดาเพราะชีวิตของเราต้องพึ่งพาอาศัยคนอื่นอยู่แล้ว
ดังนั้นการได้รับการอุปถัมภ์จึงไม่ใช่การไม่มีอารยธรรม แต่เวลานี้เรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ได้เปลี่ยนแปลงไปมาก และทำให้เกิดความขัดแย้งในปัจจุบัน เพราะเวลานี้มีคนจำนวนมากที่ก้าวออกมาและประกาศว่าเราไม่ต้องการความสุขลมๆแล้งๆแบบนั้นอีกแล้ว คนกว่าร้อยละ 41 ได้กล่าวปฏิเสธต่อร่างรัฐธรรมนูญที่ร่างโดยเผด็จการ และ กลุ่มผู้สนับสนุนเผด็จการ ซึ่งเป็นผลของการพยายามในส่วนของภาครัฐที่ใช้งบประมาณแผ่นดินจำนวนมหาศาลเพื่อที่จะโน้มน้าวให้ประเทศไทยทั้งประเทศกลายเป็นประเทศที่พูดคำว่า “ได้ครับ” เป็นอย่างเดียว
ท่านยังคงจำได้เพราะเหตุการณ์เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ยิ่งไปกว่านั้น มีคนส่วนหนึ่งเชื่อว่ามีความไม่ถูกต้องเกิดขึ้นในกระบวนการรณรงค์ให้คนยอมรับร่างรัฐธรรมนูญ หรือการนับคะแนนเสียง แต่เมื่อ นับรวมกับวิธีการเทคนิคต่าง ๆ ที่บรรดา “พี่ใหญ่” ทั้งหลายใช้ พวกเขาได้เสียงสนับสนุนเพียงร้อยละ 56 ซึ่งแทคติคนั้นรวมถึงการขึ้นป้ายขนาดใหญ่ทั่วทั้งกรุงเทพฯ และอาจจะมีนอกเขตกรุงเทพฯด้วย แต่ผมไม่เห็นนะครับ
ผมเห็นแต่ป้ายขนาดใหญ่ตลอดข้างทางดอนเมืองโทลเวย์จากสนามบินเก่าของเรา คือดอนเมือง ข้อความพวกนั้นก็เป็นไปในทำนองที่ว่าพวกเราคนไทย ควรจะออกเสียงไปในทิศทางเดียวกัน เราเชื่อมั่นใน สิ่งเดียวกัน เราต้องลงคะแนนเสียงเหมือน ๆ กัน แต่สิ่งที่สำคัญมาก ๆ ก็คือชื่อที่ลงท้ายข้อความต่าง ๆ ในป้ายขนาดใหญ่เหล่านั้น มีการระบุว่าเป็นกลุ่มคนใส่เสื้อเหลือง หรืออีกนัยหนึ่ง เมื่อนับคนใส่เสื้อเหลืองกลุ่มนั้นรวมกับเทคนิควิธีการต่าง ๆ แล้ว ก็ยังได้คะแนนเสียงแค่ร้อยละ 56 และนั่นคือปัญหาที่ใหญ่มาก ประเทศไทยของเราอยู่ใน หัวเลี้ยวหัวต่อของการเปลี่ยนแปลง
ดังนั้นสิ่งที่เรากำลังพูดถึงเรื่องราวระหว่างวิถีทางประชาธิปไตยและระบบอุปถัมภ์ก็คือการที่ประชาชนมีอายุมากขึ้น ผมคิดว่าอย่างนั้นนะ ตัวผมเองเติบโตขึ้นมาในระบบอุปถัมภ์ ผมเองก็ได้รับการชุบเลี้ยงอย่างดีเหมือนกัน พ่อของผมรับราชการในกองทัพอากาศ และต่อมาก็มาเป็นกัปตันสายการบินพาณิชย์ให้กับการบินไทย ในตอนที่คุณพ่อของผมเริ่มต้นงานกับการบินไทย ท่านเป็นหนึ่งในนักบิน คนไทยกลุ่มแรกของการบินไทย
ดังนั้นท่านจึงมีรายได้มากพอสมควรที่จะเลี้ยงดูครอบครัวและผมให้ไม่ต้องเผชิญกับความทุกข์ยากของชีวิตเหมือนอย่างที่คุณพ่อของผมเคยผ่านมา ดังนั้นผมจึงเติบโตมาในระบบอุปถัมภ์เช่นกัน แม้แต่เวลาอาหารผมก็ถือว่าเป็นสิทธิที่ผมต้องได้ ต้องมีอาหารเย็นมาเสิร์ฟบนโต๊ะเสมอ ผมไม่เคยรับรู้ถึงความรู้สึกที่ว่าถ้ากินข้าวเย็นวันนี้แล้ว และพรุ่งนี้อาจจะไม่มีอะไรกิน แต่คุณพ่อของผมท่านเคยผ่านประสบการณ์เช่นนั้นแล้ว ผมเติบโตขึ้นมาในระบบเช่นนั้น เรียกว่า อยู่สุขสบายดี ผมเริ่มตั้งคำถามและข้อสังเกตระบบอุปถัมภ์ในภายหลัง
เมื่อผมได้มาทำงานเป็นสื่อมวลชนเต็มตัวทำงานให้กับสถานีโทรทัศน์และผมเริ่มจะตรวจสอบประเทศไทยและสังคมอย่างจริงจังมากกว่าเดิม ผมพบว่ามีบางสิ่งบางอย่างที่ผิดปกติ ผมใช้เวลานานหลายปี และประสบการณ์ภายใต้การบริหารราชการของรัฐบาลทักษิณก่อนที่จะเข้าใจเรื่องราวต่าง ๆ เหล่านี้ ระบบอุปถัมภ์เป็นตัวปัญหาเพราะมันส่งเสริมให้มีความไม่เสมอภาค ความไม่เท่าเทียมระหว่างบุคคลทั่ว ๆ ไป และสิ่งนั้นเป็นการขัดแย้งกับหลักการของประชาธิปไตย เพราะมันส่งเสริมให้คนคิดที่จะพึ่งพิงบุคคลอื่น ๆ ระบบอุปถัมภ์ก่อให้เกิดทาสอย่างไม่จบสิ้นในขณะที่มีนายเพียงจำนวนน้อย ระบบอุปถัมภ์ ทำให้ประเทศไทยไม่สามารถพัฒนาได้
ดังนั้น เมื่อได้รับการศึกษาอบรมมาเป็นเวลานาน ได้มีโอกาสเดินทางท่องเที่ยวเกือบทั่วโลกเป็นเวลานาน ไม่เคยได้รับการเลือกปฏิบัติโดยตรงจากวัฒนธรรมต่างประเทศเป็นเวลานานแสนนาน พวกเราจำนวนมาก จึงยังเหมือนเป็นเด็กอยู่ เมื่อท่านสังเกตการต่อสู้ทางการเมืองของไทยท่านจะพบว่าเป็นเรื่องที่น่าสมเพชเป็นเหมือนเกมของเด็ก ๆ วิธีการที่เขาเล่นเกมการเมือง หรือเสี้ยมกันทางการเมืองในแบบนั้นเป็นเพราะในระบบอุปถัมภ์ท่านจะยังคงเป็นเหมือนเด็ก ท่านจะยังคงเป็นคนที่ต้องพึ่งพาอาศัยบุคคลอื่น
ดังนั้นไม่ต้องแปลกใจที่ความน่าสมเพชนี้มีอยู่ทั่วไปในประเทศไทย ตัวอย่างล่าสุดที่ท่านเพิ่งพบก็คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับอดีตพรรคไทยรักไทย ท่านทั้งหลายอาจได้อ่านข่าวในหนังสือพิมพ์ว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งมีปัญหากับชื่อของพรรคไทยรักไทยใหม่ ในขณะที่พรรคไทยรักไทยยังไม่ได้มีการจัดตั้งเป็นพรรคใหม่ที่ใช้ชื่อว่าพรรคพลังประชาชน หรือ พปช. มีการพยายามใช้เทคนิคการเปลี่ยนหรือแก้ชื่อเพื่อที่ว่าประชาชนจะได้รู้ว่านี่คือพรรคไทยรักไทย ดังนั้นพรรค จึงเปลี่ยนชื่อ และชื่อของพรรคก็ได้รับการเห็นชอบจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง หลังจากนั้นคณะกรรมการการเลือกตั้งก็พบว่าชื่อย่อของพรรคเป็นชื่อย่อของพรรคไทยรักไทย หรือ ทรท. คณะกรรมการเลือกตั้งก็เพิกถอนการให้ความเห็นชอบทันที
โดยบอกพวกเขาว่า เขาไม่สามารถใช้ชื่อย่อว่าเป็น ทรท. ได้อีก ฝันร้ายของผมก็กลับคืนมา หรืออาจกล่าวได้ว่าเรื่องน่าสมเพชแบบนี้เป็นอีกตัวอย่างของการที่เราพยายามเอาชนะกันในศตวรรษที่ 21 สมัยคุณทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรี ผมได้มีโอกาสทำงานกับท่านและก็ทำให้ผมชื่นชอบท่านเป็นการส่วนตัว คุณทักษิณเข้ามารับตำแหน่งและแก้ไขเปลี่ยนแปลงสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นโดยไม่รู้ตัว คุณทักษิณได้ดึงอำนาจจากระบบอุปถัมภ์ จากอำนาจในรูปแบบที่เคยเป็นมาและได้เปลี่ยนให้กลายเป็นนโยบายสาธารณะที่สร้างประโยชน์ให้กับคนส่วนใหญ่ของประเทศ ผมทำงานอยู่กับคุณทักษิณผมถึงทราบว่าสิ่งที่คุณทักษิณทำไม่ใช่แค่นโยบายในเชิงปรัชญา คุณทักษิณเพียงแต่ต้องการทำหน้าที่ของท่านเท่านั้น คุณทักษิณต้องการให้คนชอบ ต้องการให้คนรัก ต้องการเป็นมหาเศรษฐี ที่สร้างประโยชน์ให้กับสังคมและนั่นคือวิธีการที่คุณทักษิณคิดในเรื่องต่าง ๆ
แต่รูปแบบการทำงานแบบง่าย ๆ ของเขากลับไปขัดแย้งโดยตรงกับระบบอุปถัมภ์เพราะมันไปแก้ไขทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นระบบอุปถัมภ์ และเกิดขึ้นเร็วมาก แค่เพียงเวลา 5 ปีเท่านั้นประชาชนในระดับรากหญ้าเริ่มที่จะรู้สึกว่าพวกเขามีสิทธิ ประชาชนในระดับรากหญ้า มีสิทธิที่จะรู้สึกว่าพวกเราต้องการสิ่งที่ดีขึ้นกว่าเดิมอย่างมากไม่ใช่แค่ดีขึ้นกว่าปีที่แล้วเล็กน้อย หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง ชนชั้นรากหญ้าได้รับทางเลือกใหม่ และคุณทักษิณ ท้าทายคนทุกคน แต่บางคนก็พ่ายแพ้เพราะสิ่งที่เขาเป็น และสิ่งที่คุณทักษิณทำเมื่อทักษิณชนะการเลือกตั้งครั้งที่ 2
โดยได้คะแนนเสียง 377 ที่นั่งในสภาผู้แทนฯ ซึ่งมี 500 ที่นั่ง การได้เสียงข้างมากเด็ดขาดในสภาเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเลย ในโอกาสต่อไปผมคงจะได้เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นหลังฉากและเป็นการเล่าอย่างไม่เป็นทางการสำหรับการสังเกตเหตุการณ์ต่าง ๆ ตามความคิดของผมเอง ซึ่งผมต้องขอโทษที่ไม่สามารถพูดในที่นี้ได้ มีเหตุการณ์ที่ชี้ว่ามีบรรยากาศของการข่มขู่คุกคามเกิดขึ้นในทันทีที่ทักษิณชนะเลือกตั้งได้ สส. จำนวน 377 ที่นั่งจากจำนวน 500 ที่นั่ง หรืออีกนัยหนึ่งเกิดความรู้สึกของคนกลุ่มหนึ่งว่าไม่ควรไว้วางใจในตัวทักษิณ เพราะทักษิณละเมิดกฎที่ว่าด้วยการต้องพึ่งพาอาศัยคนอื่นๆ ทักษิณเริ่มต้นการเป็นนายกรัฐมนตรีที่ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาผู้นำคนอื่น ๆ และนั่นเป็นสิ่งที่ชั่วร้ายในระบบอุปถัมภ์ ทักษิณจะผิดหรือถูกคงต้องปล่อยให้เป็นเรื่องของประวัติศาสตร์ที่จะตัดสิน
ท่านอาจจะลากตัวทักษิณมาขึ้นศาลหรืออาจจะให้เป็นศาลยุติธรรมของประเทศก็ได้ เรื่องนั้นไม่ใช่สิ่งสำคัญ สิ่งสำคัญก็คือสิ่งที่มาพร้อมทักษิณ และทักษิณได้สร้างรอยไว้ในประเทศไทย เป็นสิ่งที่ประชาชน ไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน เขาแทบไม่เคยทำอะไรให้คนกรุงเทพเลย เพราะเขาคิดว่า คนกรุงเทพฯไม่ได้ต้องการเขาเท่าไหร่นัก
ถ้าคุณถามคนกรุงเทพว่าทักษิณทำอะไรให้เขาบ้าง คนกรุงเทพฯอาจต้องใช้เวลาถึง 2 อาทิตย์ที่จะคิดและคำตอบอาจจะเป็นอะไรก็ได้ แต่ถ้าคุณไปถามคนชั้นรากหญ้า พวกเขาจะสามารถบอกคุณได้เป็น 10 เรื่องในสิ่งที่ เขาคิดว่าระบบใหม่ของทักษิณได้หยิบยื่นให้กับเขา แล้วทักษิณให้การอุปถัมภ์คนชั้นรากหญ้าหรือไม่ ในการทำเช่นนั้นก็อาจถือได้ว่าทักษิณเองก็ให้การอุปถัมภ์แก่คน ชั้นรากหญ้า
แต่เขาไม่ได้ตั้งใจให้เป็นเช่นนั้น และผมจะบอกท่านว่าจากการสังเกต ด้วยตัวผมเองว่าอะไรเป็นเหตุให้ทักษิณทำเช่นนั้น และมีนโยบายเช่นนั้น ท่านคงทราบว่าทักษิณได้วางแผนการณ์ไว้ว่าในช่วง 2 ปีสุดท้ายของรัฐบาลสมัยที่สองของเขา เขาจะใช้เวลาเพียงหนึ่งในสามในประเทศไทย และอีกสองในสามจะใช้เวลากับการเดินทางไปทั่วโลก
จากการวางแผนของเขา เขาตั้งใจจะทำหน้าที่ของ “เซลส์แมน” ของประเทศในช่วง 2 ปีสุดท้าย แต่เขาก็ถูกปลดจากภารกิจนั้นเสียก่อน เขาถูกกระทำรัฐประหารในระหว่างที่รอจะขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ในที่ประชุมใหญ่ขององค์การสหประชาชาติ ในทันทีที่เกิดการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 เราได้วางแผนการที่จะจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่น แต่แล้วก็มีโทรศัพท์จากเมืองไทยมาถึงและหลังจากนั้นก็ทำให้ทุกสิ่ง ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไป ตามความคิดเห็นของผมนั่นคือความผิดพลาด เราควรจะตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นขึ้น
เราควรจะดำเนินการต่อไปเพื่อให้ คมช. รัฐบาลของสุรยุทธ์ และพวกที่เหลือทั้งหมดถือเป็นพวกที่กระทำผิดกฎหมาย เราควรทำเพื่อให้พวกเขาขาดความชอบธรรมเหมือนรัฐบาลของเฮง สัมริน เมื่อหลายปีก่อน เราควรจะทำเช่นนั้น แต่โทรศัพท์จากกรุงเทพฯสายนั้นเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง แล้วเราจะสามารถทำอะไรได้ ผมเป็นแค่คน ตัวเล็ก ๆ ในภารกิจการเดินทางอันยิ่งใหญ่ ในเวลานั้นผมเป็น รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีฐานะเทียบเท่ากับรองหัวหน้าผู้บริหารประจำทำเนียบขาวในระบบของสหรัฐฯ แต่ก็เป็นแค่ตำแหน่งเล็ก ๆ ที่ไม่สามารถผลักดันอะไรได้
ผมอยากจะผลักดันให้มีการจัดตั้งรัฐบาลผลัดถิ่น และถ้าเป็นเช่นนั้นก็จะเกิดการขัดแย้ง การต่อสู้อย่างรุนแรงในประเทศไทย ดังนั้นถ้าเราจะพูดกันในแง่มุมของประวัติศาสตร์ ว่าแม้แต่นายกรัฐมนตรีที่เข้าสู่อำนาจด้วยพลังของประชาชน เพราะสิ่งที่เขาทำเพื่อปลดปล่อยประชาชนจากระบบอุปถัมภ์ แต่ในเวลาที่สำคัญที่สุดที่ต้องตัดสินใจภายใต้วิกฤต เขากลับตัดสินใจจากมุมมองจากความคิดในระบบอุปถัมภ์ ดังนั้นระบบอุปถัมภ์ได้ฝังรากลึกมาก และเป็นการขัดแย้งทางอ้อมกับวิถีทางของประชาธิปไตย เราต้องแก้ไขเปลี่ยนแปลงปัญหานี้ เราต้องทำให้ระบบอุปถัมภ์กลายเป็นเรื่องของบุคคล
โดยการระบุไปเลยว่าใครยังคงให้การอุปถัมภ์ประชาชน และผมก็เชื่อว่าบัดนี้คือเวลาที่เราต้องทำเช่นนั้น ถ้าท่านเคยติดคุกแล้วสักครั้ง ทุกอย่างจะธรรมดามาก ท่านจะสามารถติดคุกได้อีกหลายครั้ง เพื่อให้บรรลุเป้าหมายจริง ๆ นะครับ มันธรรมดามาก ตอนนี้ผมกำลังรออีกคดีหนึ่งที่ถูกกล่าวหาที่เรียกกันว่า “คดีดักฟัง” เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน
ในขณะที่ขึ้นเวทีประท้วงที่สนามหลวง ผมได้เปิดเผยเทปการสนทนาทางโทรศัพท์ของคน 3 คน สองในสามคนนั้นเป็นผู้พิพากษา คนหนึ่งอยู่ที่ศาลฎีกา และอีกคนอยู่ที่ศาลอุทธรณ์ คนหนึ่งนี้เป็นที่รู้กันทั่วไปว่ามีความสัมพันธ์ใกล้ชิด ซึ่งมีการสันนิษฐานว่าเป็นไปในเชิงรักร่วมเพศกับผู้มีอำนาจ และสิ่งที่พวกเขาพูดกันก็คือจะหาทางบิดเบือนพระราชดำรัสของพระเจ้าอยู่หัวเพื่อให้เกิดผลเสียต่อรัฐบาลของทักษิณและคณะกรรมการการเลือกตั้งที่คนกลุ่มนี้คิดว่าเข้าข้างรัฐบาลทักษิณได้อย่างไร และสิ่งที่ตามมาก็เป็นอย่างที่พวกท่านทั้งหลายทราบกันอยู่แล้ว
ถ้าท่านติดตามข่าวสารในประเทศไทย หรืออาจกล่าวได้ว่า[จากการเปิดเผยเทปในวันนั้น]พวกเขาถูกบังคับให้เผชิญความจริงว่าระบบอุปถัมภ์ซึ่งเป็นพื้นฐานที่สำคัญของประชาธิปไตยแบบไทย ๆ ดำเนินการกันอย่างไร ว่าพวกเขาให้การดูแลกันและกัน และใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวเพื่อที่จะแก้ไขเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ต่าง ๆ อย่างไร ว่าพวกเขาทำร้ายประชาชนด้วยการไม่ยอมรับมติเสียงข้างมากของประชาชนอย่างไร ว่าพวกเขาคิดว่าประชาธิปไตยต้องการการชี้นำอย่างไร กระนั้นก็ตาม เรื่องเทปดังกล่าวจะเป็นคดีที่ใหญ่มากจากนี้ไป ไม่ใช่เรื่องที่ตำรวจจะมาแจ้งข้อหากับผมและเพื่อนอีก 2-3 รายว่าลอบดักฟังโทรศัพท์ มันเป็นเทปที่มีการตั้งใจอัดเสียงไว้โดยบุคคลที่สามซึ่งอีกไม่นานเขาก็จะแสดงตัวออกมา ท่านนั้นเป็นปลัดของสำนักนายกรัฐมนตรี
ดังนั้น คดีนี้ก็จะถูกดำเนินคดีใน ชั้นศาลต่อไป เจตนาของผมในเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับประเด็นที่ว่าผมจะเห็นด้วยกับการ ดักฟังทางโทรศัพท์หรือไม่ แต่ผมต้องการนำคุณเปรม หรือพลเอกเปรม และผู้พิพากษาอีก 2 คนนั้นไปขึ้นศาลต่างหาก นั่นคือเจตนาของผม และเมื่อผมได้เผชิญหน้ากับคุณเปรมในศาลและจะได้ถามเขาว่าทำไมผู้นำที่ยิ่งใหญ่อย่างคุณเปรมถึงตัดสินใจลดระดับของประชาธิปไตยลงเช่นนี้ คุณเปรมเคยเป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่เคยเป็น ฯพณฯ แต่บัดนี้ เขาได้เปลี่ยนไปแล้ว จากบุคคลที่เคยเป็นผู้นำที่เราจะขาดเสียไม่ได้ในอดีต
บัดนี้ได้กลายเป็นผู้นำในเวลาที่ผิดพลาดในประวัติศาสตร์ คุณเปรมเป็นสัญลักษณ์ของหลาย ๆ อย่าง เราได้เรียนรู้จากคุณเปรมว่า เมื่อคนที่ดีแก่ตัวลงมาก ๆ และผมไม่ได้หมายถึงอายุ แต่เป็นสภาวะของความรู้สึกว่าตัวเองแก่ ในสภาวะของจิตใจที่จะไม่ผจญภัยอีกต่อไป แต่ถอยกลับคืนเข้าสู่อดีต กลับสู่วันคืนอันดีงามในอดีตที่คุณเปรมรู้สึกคุ้นเคย ซึ่งสภาวะเช่นนั้นไม่ได้เหมาะสมกับประเทศไทยอีกต่อไป
ดังนั้นผมขอโทษที่ผมใช้เวลาไปค่อนข้างมาก แต่ผมแค่อยากจะบอกว่าเมื่อเร็ว ๆ นี้ ผมได้ค้นพบทั้งในคุกและนอกคุกว่าประชาธิปไตยขัดแย้งกับระบบอุปถัมภ์อย่างสิ้นเชิง และการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในวันที่ 23 ธันวาคมนี้ก็จะไม่ได้แก้ปัญหาอะไรเลย สถานการณ์หลังการเลือกตั้งจะยิ่งแย่ลงไปอีกเพราะจะมีการใช้แทคติกและการดำเนินการในเบื้องหลังต่าง ๆ อย่างมากมาย และจะมีการเปิดเผยเจตนาที่แท้จริงออกมาในเมื่อคุณไม่สามารถอนุญาตให้มีประชาธิปไตยได้ในประเทศนี้
เมื่อท่านไปที่สนามหลวงท่านจะได้ความรู้สึกเดียวกับที่ผมมีว่าประชาชนคนไทยไม่ได้เป็นเด็กอีกต่อไปแล้ว พวกเขาเป็นผู้ใหญ่ที่ถูกบังคับให้เป็นเด็กและ อยู่ภายใต้กรอบของขนบธรรมเนียม พวกเขาสับสนทั้งทางกายและทางความคิด และกำลังพยายามที่จะออกจากกรอบนั้น ผมไม่รู้ว่าผลที่ออกมาจะเป็นอย่างไร แต่มันจะต้องมีผลลัพธ์ออกมา
ดังนั้นผมขอจบการนำเสนอของผมเพียงแค่นี้ ผมหวังว่าความคิดเห็นของผมจะทำให้เกิดคำถาม และการวิพากษ์วิจารณ์ที่ติดตามมา ผมต้องการฟังความเห็นและคำถามของท่านทั้งหลายมาก ผมอยากรู้ว่าพวกท่านคิดอย่างไรกับประเทศไทย เพราะหลาย ๆ ท่านในที่นี้ก็ได้อยู่ในประเทศไทยมาเป็นเวลานาน หลาย ๆ ท่านเป็นผู้ที่รักประเทศไทยอย่างแท้จริง และผมไม่อยากทำร้ายความรู้สึกเช่นนั้น ดังนั้นผมจึงอยากที่จะทราบว่าท่านคิดจริง ๆ อย่างไร ณ เวลานี้
ขอบคุณครับ
พันธมิตรฯ เมินชาวบ้านเดือดร้อน-ปฏิเสธเปิดเส้นทางจราจร
รองผบช.น. แนะประชาชนเลี่ยงใช้ถนนราชดำเนินกลาง หลังการเจรจาให้กลุ่มม็อบพันธมิตรฯ เปิดช่องทางจราจร ยังไม่เป็นผล
พล.ต.ต.ภานุ เกิดลาภผล รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล กล่าวว่า ขอแนะนำให้ประชาชน เลี่ยงการใช้ถนนราชดำเนินกลาง ตั้งแต่บริเวณแยกสวนมิสกวัน จนถึงแยก จปร. เนื่องจากมีการปิดการจราจรของกลุ่มพันธมิตรฯ แต่การการจราจรบริเวณรอบๆ ยังสัญจรได้ตามปกติ แม้จะไม่คล่องตัวนัก อีกทั้งตำรวจได้วางกำลังดูแลความปลอดภัยไว้ตลอด 24 ชั่วโมง ตามแยกต่างๆ
ส่วนการชุมนุมที่มีทีท่ายืดเยื้อนั้น ตำรวจได้วางกำลังไว้ดูแลแล้ว และขณะนี้อยู่ระหว่างการเจราจากับกลุ่มแกนนำพันธมิตรฯ เพื่อขอให้เปิดเส้นทางจราจร แต่ยังไม่มีการตอยตกลง
ครม.กำหนด 2 แนวทางทำประชามติ/อภิชาติ รับลูก ร่าง กกต. เสร็จ 30 พ.ค.
นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม แถลงหลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)ว่า ครม.ได้เห็นชอบให้ทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยมี 2 แนวทาง คือ รอให้คณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาว่ากฎหมายประชามติ ปี 2541 ยังใช้ได้อยู่หรือไม่ หากพิจารณาได้เร็วจะใช้กฎหมายนี้ดำเนินการ แต่หากล่าช้าจะออกพระราชกำหนด แต่เกรงจะมีผู้ไม่หวังดีขัดขวางด้วยการยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ และอีกแนวทางหนึ่ง คือ ให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. พิจารณาทำกฎหมายประชามติ
โดยเบื้องต้น กกต.รับปากว่าจะทำให้เสร็จก่อนเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรสมัยวิสามัญ นายกรัฐมนตรียังระบุว่า เหตุผลที่ไม่ออกพระราชบัญญัติ เพราะไม่มีศักดิ์ศรีเพียงพอที่จะทำและเกรงว่าจะถูกโต้แย้ง
ด้านนางพรทิพย์ จาละ เลขาสำนักงานคณะกรรมการกฤษฏีกา เปิดเผยว่า ภายใน 1-2 สัปดาห์นี้ ทางคณะกรรมการกฤษฎีกา จะสามารถพิจารณาได้ว่า กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการทำประชามติปี 2541 จะยังสามารถบังคับใช้ เพื่อการทำประชามติในการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550 ได้หรือไม่ ซึ่งในเบื้องต้น เห็นว่า หลักการของกฎหมายไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป
นอกจากนี้ เลขาสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ยังกล่าวด้วยว่า หากกฎหมายฉบับเดิมยังมีผลบังคับใช้ได้ ก็ควรนำกฎหมายฉบับเดิมมาบังคับใช้ โดยไม่ต้องออกกฎหมายใหม่ในการพิจารณาวินิจฉัยของ ส.ส.และ ส.ว.
อย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมา นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธาน กกต. กล่าวถึงการยกร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติว่า ขณะนี้ กกต.กำลังเร่งดำเนินการยกร่างอยู่ ซึ่งในวันพุธที่ 28 พ.ค. นี้ กกต.ด้านกิจการพรรคการเมืองจะมีการประชุมเพื่อพิจารณาเป็นนัดแรก และคาดว่าจะแล้วเสร็จในวันศุกร์ที่ 30 พฤษภาคมนี้ เนื่องจากมีตัวบทที่ต้องพิจารณาอีกเพียงไม่กี่มาตรา จากนั้นจะเร่งเสนอไปยังรัฐสภาเพื่อพิจารณาทันที
ประธาน กกต. กล่าวอีกว่า ในวันศุกร์นี้ กกต.จะตั้งคณะทำงานร่วมเพื่อพิจารณาสำนวนการยุบพรรคชาติไทยและพรรคมัชฌิมาธิปไตย ในส่วนของ กกต.จำนวน 5 คน โดยจะไม่มีกรรมการ กกต. ทั้ง 5 คนร่วมเป็นคณะทำงานด้วย เพราะ กกต.ทั้ง 5 คนจะต้องพิจารณาในส่วนสุดท้ายว่าจะต้องส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่

นักกฎหมายต้งคำถามมีใครหนุน “สนธิ” ทำการใหญ่?
นายคารม พลทะกลาง ทนายความ กล่าวว่าตอนนี้ นายสนธิ ลิ้มทองกุล ออกมาเคลื่อนไหวโดยไม่สนใจศาลแล้ว ขนาดศาลสั่งไม่ให้เกี่ยวข้องกับการชุมนุมเคลื่อนไหว ก็ยังไม่หยุด ตรงนี้น่าสนใจ ว่านายสนธิ คิดจะทำอะไรหรือคิดการใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับบ้านเมืองหรือไม่ และใครเป็นคนหนุนหลัง ถึงไม่กลัวเกรงอำนาจศาลเช่นนี้
ส่วนที่มีข่าวพรรคการเมืองเก่าแก่ขนคนร่วมชุมนุม หากเป็นจริงก็ถือว่าเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง ถ่ายทอดได้ว่าไม่เคารพในกติการบ้านเมือง และใช้นอกระบบสภาในการต่อสู้ พรรคการเมืองที่ตกเป็นข่าวต้องทำการชี้แจง ส่วนผู้ที่เกี่ยวข้องก็ต้องทำการพิจารณาว่าการกระทำดังกล่าวขัดต่อพระราชบัญญัติพรรคการเมืองหรือไม่ รวมถึงอาจเข่าข่ายขัดกฎหมายความมั่นคง
ดึงเกมวัดใจแนวร่วม
บรรยากาศการเมืองกำลังร้อนอยู่แท้ๆ แต่ในฐานะพรีเซ็นเตอร์จำเป็น คณะรัฐมนตรีต้องทำเป็นตัวอย่างนำร่องมาตรการประหยัดพลังงาน
ถอดสูทประชุม ครม. ปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศไว้ที่ 26 องศาเซลเซียส
แต่ก็เป็นอะไรที่ลดโทนร้อนแรงลง จากที่ตั้งธงจะออกพระราชกำหนดประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ ล่าสุด “ลุงหมัก” นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี แถลงด้วยตัวเองภายหลังประชุม ครม.
คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบให้ทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ
“จะอธิบายให้ฟังชัดเจนว่า ตรวจสอบกฎหมายเดิม กฤษฎีกาต้องรับเอาไปดูให้ว่าตกลงยังอยู่หรือไม่ ถ้าอยู่ส่งกลับมาก็จะใช้กฎหมายฉบับนี้ดำเนินการลงประชามติ เพราะต้องใช้กฎหมายรองรับ
มีระเบียบกฎหมายบริหารราชการแผ่นดินมันไม่มีศักดิ์ศรีพอที่จะเอาไปทำเดี๋ยวจะมีคนโต้แย้ง หากจะใช้พระราชกำหนดก็จะทำให้เจอทางตัน เพราะคนที่ไม่อยากให้ทำจะยักย้ายส่งไปให้ศาลพิจารณา ก็ไม่รู้จะมีอนาคตเมื่อไหร่”
ไปทางไหนก็เจอปัญหา
สรุปเลยก็คือ “ลุงหมัก” จะเลือก 2 ทาง คือ รอกฤษฎีกาแจ้งให้ทราบว่า การนำ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ.2541 มาใช้ ทำได้หรือไม่
ถ้าไม่ได้ก็จะทำอีกทาง คือรอร่าง พ.ร.บ.ประชามติของ กกต.
โดย กกต.รับว่าจะเร่งดำเนินการให้เสร็จก่อนเปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญ เพื่อส่งเรื่องเข้าบรรจุระหว่างเปิดสภาฯสมัยวิสามัญ
เมื่อผ่านสภาเสร็จก็จะส่งให้วุฒิสภา โดยจะประสานกับประธานวุฒิสภา ถ้าประธานวุฒิสภาพิจารณาให้ รัฐบาลก็จะยืดเวลาการประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญออกไป
คิดเผื่อล่วงหน้า หาช่องกันทุกวิถีทาง
แต่ถึงที่สุดเลย “ลุงหมัก” ก็ยังเผื่อใจไว้ ถ้าจะรอสภาเปิดสมัยสามัญ เราก็จะรอ
ที่แน่ๆก็คือ เลิกดึงดันจะเข็นพระราชกำหนดประชามติ
และเหมือนจะเป็นการวัดใจแนวร่วม “ลุงหมัก” ประกาศล่วงหน้า เมื่อมีประชามติแล้วหากประชาชนเห็นว่าไม่ควรแก้ไขรัฐธรรมนูญ
ก็ต้องเลิกเรื่องนี้ไปเลย
ในทางตรงกันข้าม “ลุงหมัก” ก็ออกตัว ให้ความมั่นใจล่วงหน้า ถ้าประชามติให้แก้รัฐธรรมนูญก็ขอให้รู้ว่า การแก้จะอยู่ในความดูแลของคนที่รับเลือกตั้งมา ทั้ง ส.ว.แต่งตั้ง 74 เลือกตั้ง 76 และ ส.ส.ที่ผ่านการเลือกตั้งอีก 480 คน จะเป็นผู้วินิจฉัยว่าเรื่องใดจะผ่านได้หรือไม่ได้ มาตราไหนควรจะแก้หรือไม่
การเสนอย่อมเสนอกันได้ แต่อาจจะไม่ผ่าน เพราะมันไปทีละมาตรา ขอให้เข้าใจเรื่องเท่านั้น อะไรที่ไม่สมควรแก้ ไม่ผ่านก็แก้ไม่ได้ แต่สิ่งที่สมควรแก้ก็มี
เปิดอก ถอดใจพูดกันเลย
โดยท่าทีของ “ลุงหมัก” ปฏิเสธไม่ได้ว่า ไม่ได้มีผลมาจากการที่พันธมิตรม็อบไล่ “ทักษิณ” ยึดถนนราชดำเนิน กางเต็นท์ล้อมลวดหนาม ปักหลักรบยืดเยื้อ เพิ่มเงื่อนไขจากการคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นการตั้งธงไล่รัฐบาล
เปลี่ยนแผนพลิกเกมแค่ชั่วข้ามคืน
ไหนจะเสียงของคนกันเองในรัฐบาล ล่าสุด “ป๋าเหนาะ” นายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช ออกโรงกระตุ้น ส.ส.บางส่วนของพรรคพลังประชาชนที่ลงชื่อยื่นญัตติให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
ควรถอนรายชื่อออกจากญัตติ
มั่นใจถึงขั้นเอาหัวเป็นประกัน อย่างไรเสียร่างพ.ร.บ.แก้ไขรัฐ-ธรรมนูญของพรรคพลังประชาชนจะไม่ผ่านความเห็นชอบของสภา
อยู่ๆคงไม่ออกมาท้าเดิมพันกันเล่นๆ
อย่าลืม เก๋าเกมระดับ “ป๋าเหนาะ” เคยผ่านการเป็นผู้จัดการรัฐบาล ประธานวิปรัฐบาล เชี่ยวชาญเรื่องการคุมเสียงในสภา
น่าจะเช็กตัวเลขกันแล้ว
เอาเป็นว่า ถ้ายังเน้นลุยถั่วหักดิบตามยุทธศาสตร์ของ “พ่อมดเขมร” อย่างที่ยื่นญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญค้างไว้ที่ “ปู่ชัย” นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร
ก็คงเหลือแค่ “ลูกกรอก” ที่ยกมือหนุน.
ทีมข่าวการเมือง รายงาน
พันธมิตรแข็งกร้าว ระดมพล จากตจว.มาชุมนุม
“ชูศักดิ์” อัดพันธมิตรฯเลยเถิด เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 27 พ.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายชูศักดิ์ ศิรินิล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีกลุ่มพันธมิตรประชาชนฯ เปลี่ยนท่าทีจากต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาเป็นขับไล่รัฐบาลว่า สุดแต่จะพิจารณาดูเอาก็แล้วกันว่าเป็นอย่างไร การเมืองเวลานี้แบ่งเป็นขั้วเป็นฝ่าย ส่วนที่มีการหยิบเรื่องนายจักรภพ เพ็ญแข รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ไปเป็นประเด็นโจมตีขับไล่รัฐบาลนั้น ถือเป็นความรับผิดชอบของนายจักรภพ ที่บอกว่าเป็นดุลพินิจของประชาชนและสื่อในการพิจารณา เชื่อว่าสถานการณ์จะคลี่คลายไปในจุดที่ควรจะเป็น ประเทศชาติไม่ควรจะไปถึงขนาดนั้น เพราะบอบช้ำมามากแล้ว น่าจะช่วยกันให้ชาติเดินหน้าต่อไปได้ การที่กลุ่มผู้ชุมนุมโจมตีถึงขั้นไล่รัฐบาลตนว่าเลยเถิดไป ถ้าเป็นเช่นนี้ก็เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะเข้าไปแก้ไขปัญหา กลุ่มชุมนุมพันธมิตรยังปักหลักอยู่ที่บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ จนถึงเมื่อวันที่ 27 พ.ค. เป็นวันที่ 2 แล้ว ขณะที่ม็อบต่อต้านพันธมิตรปักหลักอยู่ที่ท้องสนามหลวง ท่ามกลางการเฝ้าจับตาดูของหลายฝ่ายและการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อไม่ให้เกิดเหตุรุนแรงตามเป้าหมายของผู้ที่ต้องการให้เกิด
เตือนกลุ่มผู้ชุมนุมอย่าละเมิดสิทธิคนอื่น
เมื่อถามว่า นายกฯไม่ใช่คนประนีประนอมเกรงว่าจะเกิดปัญหาหรือไม่ นายชูศักดิ์ตอบว่า ก็ดูว่าในอนาคตจะเป็นอย่างไร นายกฯคงจะมีการหารือกับฝ่ายความมั่นคง หากเหตุการณ์บานปลาย แต่อยากจะฝากเตือนสติว่าไม่ควรจะมีเหตุวุ่นวายรุนแรงในบ้านเมือง กลุ่มผู้ชุมนุมควรคำนึงถึงเรื่องการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลด้วย ที่ผ่านมาใช้วิธีการประนีประนอม ไม่ได้จัดการโดยเด็ดขาดถือว่าเป็นสิทธิตามระบอบประชาธิปไตย แต่ถ้าหากเกินเลยไป เป็นเรื่องที่ฝ่ายความมั่นคงจะเข้ามาดูแลความปลอดภัย รัฐบาลคงไม่นิ่งดูดายปล่อยให้สถานการณ์ บานปลายไปเรื่อยๆ เพียงแต่ที่ผ่านมาเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน บางทีอาจจะกลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียว จึงต้องทำอะไรรอบคอบระมัดระวัง
“เหลิม” ข้องใจ “สนธิ” แค้นอะไร
ที่บ้านริมคลองบางบอน เช้าวันเดียวกัน ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย กล่าวว่า ในโอกาสวันคล้ายวันเกิดครบรอบ 61 ปี ของขวัญที่อยากได้คือ อยากให้ ประชาชนสามัคคี ส่วนความเห็นที่แตกต่างนั้น ควรต่อสู้กันทางความคิด ไม่ควรกระทบกระทั่ง ประชาชนมีความทุกข์ยากในหลายเรื่อง รัฐบาลเข้ามาเพียง 3 เดือน จะแก้ปัญหาแบบพลิกฝ่ามือคงเป็นไปไม่ได้ การชุมนุมเรียกร้องของประชาชนทุกภาคส่วนสามารถทำได้ ถ้ามีเจตนารมณ์เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ แต่ถ้าใครมีเจตนาแอบแฝงสุดท้ายความจริงจะปรากฏ ที่ผ่านมาไม่เคยโกรธเคืองใคร แต่เมื่อยังคุยไม่รู้เรื่องก็ต่างคนต่างทำหน้าที่ สำหรับตนกับนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯนั้น นายสนธิไม่พูดความจริง บอกว่าเพิ่งรู้จักตน แต่ความจริงรู้จักกันมานานและผูกพันกัน วันนี้ยังอยากคุยกับนายสนธิว่าที่ทำอย่างนี้ต้องการอะไร มีปัญหาคับแค้นใจอะไร
ปัดใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงจับแกนนำ
ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณี พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรฯ กล่าวบนเวทีปราศรัยว่า รัฐบาลเตรียมใช้ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรจับกุมแกนนำพันธมิตรฯ ร.ต.อ.เฉลิมตอบว่า ไม่เป็นความจริง ไม่อยากแสดงความเห็นคัดค้าน พล.ต.จำลอง เพราะเป็นคนต้นทุนทางสังคมสูง ยืนยันไม่มีรัฐบาลในระบอบประ-ชาธิปไตยที่ไหนคิดจับคนชุมนุม เว้นแต่ไปทำความผิดอย่างอื่นแล้วตำรวจต้องเข้าไปดำเนินการ สิ่งที่รัฐบาลเป็นห่วงคือชุมนุมกีดขวางทางจราจร ทำไมไม่ไปแสดงความเห็นที่มุมใดมุมหนึ่งของ กทม. ไม่ว่าจะเป็นลานพระบรมรูปทรงม้า ฝั่งธนบุรี หรือสวนลุมพินี การจราจรก็ไม่ติดขัด ประชาชนก็ไม่เดือดร้อน ยืนยันว่ารัฐบาลไม่ใช้ ความรุนแรง เพราะเป็นรัฐบาลจากการเลือกตั้ง ทำตามใจชอบไม่ได้ พันธมิตรฯจะชุมนุมก็ทำไป แต่บอกว่ารักบ้าน เมืองแล้วไปชุมนุมข้างยูเอ็น ภาพออกไปทั่วโลกจะไม่ดี ประเทศชาติจะเสียหาย เมื่อถามถึงข่าวจะมีการตั้งหน่วยล่าสังหารแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ รมว.มหาดไทยตอบว่า ขอถามว่าพันธมิตรฯมีศัตรูที่ไหนบ้าง ถ้าเกิดอะไรขึ้นก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับรัฐบาล
ย้ำชัดไม่เคยคิดใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง
ขณะที่นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ตอบข้อถามผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่มีกระแสข่าวว่ารัฐบาลจะใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯจัดการกับแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ เพื่อสลายม็อบว่า “เคยตอบไปแล้วว่าผมแม้แต่คิดยังไม่เคย”
ให้ออกระเบียบการใช้ห้องแถลงข่าว
ส่วนกรณีที่นายสุชาติ นาคบางไทร กลุ่ม นปก.เดิม เกิดปะทะคารมเดือดกับบรรดาผู้สื่อข่าวประจำรัฐสภา จนผู้สื่อข่าวมีการไปแจ้งความลงบันทึกประจำวันที่ สน. ดุสิตนั้น ที่รัฐสภา วันเดียวกัน ตัวแทนผู้สื่อข่าวประจำ รัฐสภาเข้ายื่นหนังสือต่อนายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา เพื่อให้ออกระเบียบเรื่องการอนุญาตให้สมาชิกรัฐสภานำบุคคลภายนอกมาใช้ห้องสื่อมวลชนแถลงข่าว พร้อมกับแนบรายชื่อผู้สื่อข่าวประจำรัฐสภาทั้ง 36 คนด้วย โดย ในหนังสือระบุถึงเหตุการณ์ที่กลุ่ม นปช. ประกอบด้วยนายจรัล ดิษฐาอภิชัย นพ.เหวง โตจิราการ นายชินวัตร หาบุญพาด และนายสุชาติ นาคบางไทร แถลงข่าวเมื่อวันที่ 26 พ.ค. และนายสุชาติได้แสดงความไม่พอใจพร้อมกับนำกล้องดิจิตอลส่วนตัวขึ้นมาถ่ายภาพผู้สื่อข่าว โดย เฉพาะผู้สื่อข่าวที่ยิงคำถาม โดยอ้างว่าต้องการรู้จักใบ หน้าและศึกษาประวัติ และช่วงคืนวันที่ 26 พ.ค. แกนนำกลุ่มต่อต้านพันธมิตรฯได้ขึ้นเวทีพร้อมกล่าวปราศรัยใน ทำนองว่า ถ้าเห็นหน้ากลุ่มผู้สื่อข่าวที่ซักถามที่รัฐสภาจะหวดทันที
ใครพามาต้องรับผิดชอบพฤติกรรม
จากพฤติการณ์ของกลุ่มบุคคลดังกล่าว ผู้สื่อข่าวประจำรัฐสภาจากสำนักต่างๆได้หารือกันเห็นว่าขณะนี้ สถานการณ์การเมืองมีความขัดแย้งแบ่งเป็นขั้ว และมีแนวโน้มจะนำไปสู่ความรุนแรงได้ จึงอยากให้ทุกฝ่ายเคารพการทำหน้าที่ซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะการเคารพต่อการปฏิบัติหน้าที่ของสื่อมวลชนตามหลักจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพ แต่พฤติกรรมดังกล่าวข้างต้นเห็นว่าเข้าข่าย การคุกคามข่มขู่สิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชน ทำให้ไม่ปลอดภัยในการทำงาน และจะส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ที่จะรายงานข้อเท็จจริงให้ประชาชนได้รับทราบ ดังนั้น จึงขอให้ประธานรัฐสภากำชับสมาชิกรัฐสภาที่จะนำบุคคลภายนอกมาใช้ห้องแถลงข่าว ต้องแสดงความรับ ผิดชอบต่อพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของผู้แถลงข่าวที่อาจเกิดขึ้นได้ และขอให้สร้างหลักประกันในการทำหน้าที่ ของสื่อมวลชนว่าจะไม่ถูกคุกคามใดๆ
สภาออกระเบียบทันที 3 ข้อรวด
ทั้งนี้ นายชัยได้รับเรื่องและสั่งให้นายพิทูร พุ่มหิรัญ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร รับไปดำเนินการ โดยให้ออกระเบียบ 3 ข้อ คือ 1. ให้สมาชิกรัฐสภาต้องรับ ผิดชอบในการนำบุคคลภายนอกเข้ามาแถลงข่าวในห้องสื่อมวลชน และต้องอยู่รับฟังการแถลงข่าวจนจบ 2. ห้ามบุคคลที่มาแถลงข่าวนำกล้องถ่ายรูปขึ้นมาถ่ายภาพสื่อมวลชน 3. ให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยรัฐสภาดูแลความเรียบร้อยอย่างใกล้ชิด
เตือนทุกฝ่ายอย่าใช้อารมณ์ใส่กัน
น.ส.นาตยา เชษฐโชติรส นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้ออกแถลงการณ์ถึงกรณีที่เกิดขึ้นว่า สมาคมเชื่อมั่นในการปฏิบัติหน้าที่ของนักข่าวรัฐสภาว่าได้ทำหน้าที่ในการหาข้อมูลข่าวสาร ด้วยความเที่ยงธรรมต่อวิชาชีพสื่อ ดังนั้น ขอให้กำลังใจ ในการยืนหยัดทำหน้าที่ให้ดีที่สุดต่อไป ขณะเดียวกัน จากสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง ที่รุนแรงมากในขณะนี้ เป็นที่คาดหมายว่าการปฏิบัติหน้าที่ของสื่อมวลชน จะมีความลำบากมากยิ่งขึ้น รวมทั้งอาจเกิดการกระทบ กระทั่งกับบางฝ่ายที่ไม่เข้าใจบทบาทหน้าที่ของสื่อได้ จึงใคร่ขอให้เพื่อนพ้องน้องพี่ผู้สื่อข่าว ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความระมัดระวัง และที่สำคัญในการซักถามแหล่งข่าว ที่เป็นคู่กรณีความขัดแย้ง ซึ่งอาจจะเจอกับการใช้อารมณ์ รุนแรงดังกรณีที่เกิดขึ้นครั้งนี้ ก็ขอให้ใช้ท่าทีที่สุภาพ อย่าใส่อารมณ์และให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายอย่างเต็มที่ ขณะเดียวกัน ต้องยืนหยัดในหลักการที่จะแสวงหาความจริงจากผู้ที่ให้สัมภาษณ์ให้ได้มากที่สุด
“ชัย” ไม่หวั่นถูกถอดถอนตำแหน่ง
จากนั้นนายชัยให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่กลุ่มพันธมิตรฯ เสนอให้ถอนญัตติเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญของสมาชิกรัฐสภาเพื่อคลี่คลายสถานการณ์ว่า ไม่มีสิทธิไปบังคับให้สมาชิกถอนชื่อออกจากญัตติ เพราะเป็นสิทธิตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่กลุ่มพันธมิตรฯ ยื่นถอดถอนประธานรัฐสภา ข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ นายชัยกล่าวว่า ตนไม่มีลายเซ็น แต่ก็ดีใจที่เขาถอดถอน ไม่ได้รู้สึกกังวลอะไร เพราะทำทุกอย่างตามกฎหมาย ไม่ได้ทุจริตคิดมิชอบต่อบ้านเมือง ไม่ได้ทำผิดระเบียบรัฐสภา เมื่อถามว่าหากยังเดินหน้าบรรจุญัตติต่อไป จะเป็นชนวนทำให้การเมืองนอกสภาร้อนแรงขึ้น นายชัย กล่าวว่า ก็ร้อนกับคนบางคนที่เสียประโยชน์เท่านั้น เมื่อถามว่ามี ส.ส.พรรคพลังประชาชน ระบุจะยื่นถอดถอน ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ข้อหามีส่วนร่วมกับกลุ่มพันธมิตรฯ เพื่อล้มล้างการปกครอง นายชัยกล่าวว่า เป็นสิทธิของเขา เหมือนนักมวยปล่อยให้ต่อยฝ่ายเดียวก็เจ็บ เขาก็ต้องต่อยคืนบ้าง แต่ตนจะไม่ร่วมหารือด้วย เพราะไม่อยากให้มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น อยากให้เกิดความสมานฉันท์ ส.ส.ไม่ว่าจากพรรคไหน เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ควรคิดถึง การแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนก่อน
กลุ่มชุมนุมปิดถนนคนเดือดร้อน
ที่ บช.น. พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ประจำสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ปฏิบัติหน้าที่ รอง ผบ.ตร. (มค.1) เปิดเผยหลังประชุมตำรวจผู้เกี่ยวข้อง ในการดูแลความสงบเรียบร้อยกลุ่มผู้ชุมนุมว่า การปฏิบัติงานของตำรวจ ในการควบคุมสถานการณ์ได้แยกกลุ่มผู้ชุมนุมทั้ง 2 ฝ่ายออกจากกัน เพื่อป้องกันการปะทะ พร้อมทั้งตรวจค้นอาวุธและป้องกันบุคคลที่ 3 ไม่ให้เข้ามาสร้างสถานการณ์ ท่าทีของกลุ่มผู้ชุมนุมยังไม่มีแนวโน้มว่าจะเลิกชุมนุม ขณะนี้ยังไม่ใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงเข้าไปจับแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ทั้ง 5 คน จากการตรวจสอบเมื่อคืนวันที่ 26 พ.ค. ยังไม่มีกลุ่มรถจักรยานยนต์เข้ามาป่วนการชุมนุม ทั้งนี้ การชุมนุมส่งผลกระทบให้เกิดปัญหาการจราจรอย่างมาก อยากขอร้องให้กลุ่มผู้ชุมนุมเข้าใจการทำงานของตำรวจว่าปฏิบัติงานตามกฎหมาย และจะไม่ขัดขวางการใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ หากไม่ไปละเมิดสิทธิของผู้อื่น
ผบ.ทร.บ่นเหนื่อยใจ
วันเดียวกัน เมื่อเวลา 15.30 น. ที่กองทัพเรือ พล.ร.อ. สถิรพันธุ์ เกยานนท์ ผบ.ทร. ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่กลุ่มพันธมิตรฯ ออกมาชุมนุมจนมีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้นว่า เหนื่อยใจว่าทำไมเราไม่รักกันจริง ถึงได้ทะเลาะกันอยู่เรื่อย ไม่รู้จะพูดอย่างไร รู้สึกเหนื่อยใจ อยากให้ คิดถึงประเทศมากที่สุดว่าเกิดอะไรขึ้นมาจะเสียหายทั้งประเทศแล้วจะคุ้มหรือไม่ ส่วนสถานการณ์จะบานปลายหรือไม่ ตนตอบไม่ได้ เพราะอยู่ที่คนที่ไปชุมนุม การชุมนุมทำให้ภาพของบ้านเมืองเราดูไม่ดี ข่าวจากหนังสือพิมพ์ ทราบว่าไทยติดอันดับ 100 ต้นๆ ของประเทศที่ไม่มีความสงบ
“เจ็บคอ” พูดเรื่องปฏิวัติ
เมื่อถามว่าเป้าหมายของการชุมนุม อยากให้จบลงที่ทหารออกมาปฏิวัติหรือไม่ พล.ร.อ.สถิรพันธุ์ปฏิเสธที่จะตอบคำถาม พร้อมกับกระแอมก่อนพูดสั้นๆว่า “เจ็บคอ” เมื่อถามว่า ทหารจะออกมาดูแลความเรียบร้อยต่อเมื่อรัฐบาลสั่งการใช่หรือไม่ ผบ.ทร. ตอบว่า ตามกฎหมายถือว่าใช่ ส่วนเหตุการณ์จะไปถึงตรงจุดนั้นหรือไม่ ตนไม่ทราบขึ้นอยู่ที่ทั้ง 2 ฝ่าย และกลุ่มคนที่สร้างเหตุการณ์ในขณะนี้ เมื่อถามว่า ก่อนเกษียณอายุราชการ จะมีการปฏิวัติอีกหรือไม่ ผบ.ทร. กล่าวติดตลกว่า “ผมต่ออายุไม่รู้หรือ” เมื่อถามว่ามองอย่างไรกรณีที่นายกรัฐมนตรีเสนอให้ลงประชามติในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พล.ร.อ.สถิรพันธุ์กล่าวสั้นๆว่า เจ็บคอ เมื่อถามว่า การชุมนุมครั้งนี้กับเมื่อปี 2549 มีความแตกต่างกันอย่างไร พล.ร.อ.สถิรพันธุ์ตอบว่า น่าจะนำบทเรียนมาทบทวน ทุกคนน่าจะตั้งสติทบทวนของเก่าว่ามีบทเรียนอย่างไร จะเดินไปแบบเก่าหรือไม่ เมื่อถามว่า ขั้นไหนที่ทหารจะออกมาควบคุมสถานการณ์ พล.ร.อ.สถิรพันธุ์ ตอบว่า มีขั้นตอนของกฎหมายอยู่ ขณะนี้ยังไม่ถึงเวลาที่จะต้องประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง เพื่อควบคุมสถานการณ์
ยันไม่มีการเคลื่อนกำลัง
เมื่อถามถึงกระแสข่าวว่า หน่วยบัญชาการนาวิกโยธินเคลื่อนกำลังเข้าสู่กรุงเทพฯ พล.ร.อ.สถิรพันธุ์ตอบว่า ไม่มี ผู้บัญชาการทหารนาวิกโยธิน (ผบ.นย.) อยู่กับตน แล้วใครจะนำกำลังทหารเข้ามา ผบ.นย.โทร.มาหาทุกวัน ช่วงที่มีข่าวลือว่ามีการเคลื่อนกำลัง ผบ.นย.ก็อยู่ข้างตน ไม่มีอะไร ทหารอยากทำมาหากิน งานของทหารเยอะแยะ เมื่อถามว่า ในการประชุมสภากลาโหมในวันที่ 28 พ.ค.นี้จะมีการนำเรื่องสถานการณ์การชุมนุมเข้าหารือในที่ประชุมหรือไม่ พล.ร.อ.สถิรพันธุ์ตอบว่า ในระเบียบวาระการประชุมยังไม่มี เมื่อถามถึงกรณีที่นายจักรภพ เพ็ญแข รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ออกมาแก้ต่างกรณีที่ถูกกล่าวหาว่าหมิ่นสถาบันเบื้องสูง พล.ร.อ.สถิรพันธุ์ ปฏิเสธตอบคำถามกล่าวเพียงสั้นๆว่า “พอแล้ว เจ็บคอ”
“เสนาะ” ขอให้กลุ่มชุมนุมกลับบ้าน
ด้านนายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช กล่าวเรียกร้องให้กลุ่มพันธมิตรฯยุติการชุมนุมเพื่อค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่า อยากให้แยกย้ายกลับบ้านและขอให้ความมั่นใจกับพันธมิตรฯว่า คนไทยทุกคนรักสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ คงไม่มีใครสามารถแตะต้องได้ การประกาศต่อสู้กันเหมือนจะไปสู้กับ “อริราชศัตรู” ไม่ว่าใครจะแพ้หรือใครจะชนะ สุดท้ายก็คือคนไทยด้วยกัน ตนไม่ได้มาพูดเอาหน้า แต่มาพูดในฐานะคนไทยคนหนึ่ง ที่มีความรับผิดชอบต่อบ้านเมืองคนหนึ่ง ตนพูดในฐานะผู้ใหญ่หวังดีต่อบ้านเมือง ไม่ใช่ว่าอยู่ในรัฐบาลแล้ว จะมาพูดแบบนี้ลองคิดดูถ้าคนไม่หวังดีปาระเบิดเข้าไปสักลูก บ้านเมืองจะเป็นอย่างไร จะอยู่อย่างไร เอาเป็นว่าขอร้องทุกฝ่ายจะให้กราบเท้าก็ได้
แจ้งกองปราบฯดำเนินคดีพันธมิตร
ที่กองปราบปราม เมื่อเวลา 17.00 น. นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล ส.ส.แพร่ นายสุชาติ ลายน้ำเงิน ส.ส.ลพบุรี พล.ท.มะ โพธิ์งาม ส.ส.กาญจนบุรี และนายสากล ม่วงศิริ ส.ส.กทม.พรรคพลังประชาชน เดินทางเข้าพบ พ.ต.อ.สมยศ พรหมนิ่ม รอง ผบก.ป. แจ้งความดำเนินคดีกับนายสมศักดิ์ โกศัยสุข นายพิภพ ธงชัย นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ นายอมร อมรรัตนนานนท์ นายเทิดภูมิ ใจดี นายสุริยะใส กตะศิลา นายสนธิ ลิ้มทองกุล และ พล.ต. จำลอง ศรีเมือง แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ขัดขวางกระบวนการใช้อำนาจนิติบัญญัติของ ส.ส.
ขัดขวางการใช้อำนาจนิติบัญญัติของ ส.ส.
นายวรวัจน์กล่าวว่า แจ้งความดำเนินคดีกลุ่มพันธมิตรฯ ในฐานะที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หลังจากกลุ่มพันธมิตรฯได้จัดชุมนุมสร้างความปั่นป่วนให้กับประเทศ มีการใช้อาวุธ ใช้กำลัง สร้างความเสียหายให้กับภาพลักษณ์ของประเทศ อีกทั้งกลุ่มพันธมิตรฯได้ยื่นเรื่องให้ถอดถอน ส.ส. และ ส.ว.ที่ยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ทั้งที่การดำเนินการเป็นไปตามกฎหมาย และขั้นตอนก็ยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรว่าจะรับร่างหรือไม่ แต่กลุ่มพันธมิตรฯกลับมีการใช้กำลัง วาจา และจัดชุมนุมเพื่อขัดขวางกระบวนการดังกล่าว ตนในฐานะที่เป็น ส.ส.จึงขอใช้สิทธิของตนเอง แจ้งความกับตำรวจกองปราบฯให้ดำเนินการตามกฎหมายเพื่อรักษาระบอบประชาธิปไตย และอยากให้ตำรวจตรวจสอบทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะเรื่องการใช้กำลังและความรุนแรงเพื่อให้มีการดำเนินการตามกฎหมาย
กลุ่มชุมนุมอยู่ว่างๆเอาผ้าโพกหัวให้จำลองเซ็น
สำหรับบรรยากาศการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่เชิงสะพานมัฆวานรังสรรค์ ช่วงเช้าวันที่ 27 พ.ค. กลุ่มผู้ชุมนุมจำนวนมากยังปักหลักอยู่ในพื้นที่ มีเจ้าหน้าที่ตำรวจหลายร้อยนายผลัดเปลี่ยนดูแลรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด ป้องกันไม่ให้กลุ่มพันธมิตรฯบุกเข้าไปยังทำเนียบรัฐบาล ส่วนเส้นทางรอบนอกที่จะผ่านไปยังทำเนียบ ตำรวจใช้แผงเหล็กปิดกั้น ส่วนบนเวทีตลอดทั้งวันบรรดาแกนนำคนสำคัญไม่มีใครขึ้นปราศรัย ขณะเดียวกัน บรรดา ผู้ชุมนุมต่างนำผ้าโพกหัวสีเหลืองไปให้ พล.ต.จำลอง ศรี- เมือง แกนนำพันธมิตรฯเซ็นชื่อจำนวนมาก
เตรียมระดมคนจาก ตจว.มาอีกเพียบ
ต่อมาเวลา 16.00 น. นายสุริยะใส กตศิลา ผู้ประสานงานกลุ่มพันธมิตรฯ แถลงว่า กลุ่มพันธมิตรฯยืนยันจะต่อต้านการลงประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550 ให้ถึงที่สุด ขณะนี้รวบรวมรายชื่อได้เกิน 2 หมื่นรายชื่อแล้ว และในวันที่ 28 พ.ค. ช่วงบ่าย จะนำเอกสารส่วนหนึ่งไปยื่นต่อประธานวุฒิสภา ส่วนอีกชุดหนึ่งจะยื่นในวันที่ 30 พ.ค. เพื่อให้มีการตรวจสอบและถอดถอน ส.ว. ส.ส.ที่เข้าชื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ กลุ่มพันธมิตรฯยืนยันว่าจะยืดเยื้อต่อไปอย่างไม่มีกำหนด ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปจะมีการระดมมวลชน ทั้งเครือข่ายองค์กรและจากต่างจังหวัดเข้ามาสมทบ ส่วนเรื่องขบวนเสด็จฯในวันที่ 28 พ.ค. นั้น ทางกลุ่มพันธมิตรฯจะตั้งขบวนรับเสด็จฯ ซึ่งเคยทำมาแล้วเมื่อ 2 ปีก่อน คงไม่มีปัญหาอะไร
ตั้งโต๊ะล่าชื่อไล่นักการเมืองหนุนแก้ รธน.
ส่วนการชุมนุมในช่วงเย็นเริ่มคึกคักขึ้น เมื่อมีประชาชนที่ให้การสนับสนุนทยอยกันมารวมตัวฟังการปราศรัย เมื่อมาถึงบริเวณเต็นท์ของกองทัพธรรม หลายคนได้ร่วมลงชื่อการถอดถอน ส.ส.และ ส.ว.ที่ยื่นญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นที่น่าสังเกตว่าเสื้อกู้ชาติรวมทั้งซีดีขับไล่อดีตนายกฯ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ตั้งแต่ปี 2549 นั้น มีการนำมาวางขายกันบนฟุตปาทริมถนนหน้าสำนักงานองค์การสหประชาชาติ ส่วนของการปราศรัยบนเวทีก็เริ่มอย่างดุเดือด ส่วนใหญ่เป็นการโจมตีการทำงานที่ผิดพลาด เรื่องปัญหาเศรษฐกิจ และการไม่จงรักภักดีต่อสถาบัน เป็นต้น
แจกโล่ไม้รับมือฝ่ายต่อต้าน
สำหรับการรักษาความปลอดภัยรอบบริเวณการชุมนุม มีเสริมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจกว่า 500 นาย กระจายตรึงพื้นที่ทางเข้าออกชุมนุมทุกด้าน ป้องกันการปะทะกับฝ่ายต่อต้าน ที่ยังคงปักหลักตั้งเวทีที่ท้องสนามหลวง ด้านฝ่ายรักษาความปลอดภัยของพันธมิตรเองก็เริ่มเตรียมการป้องกัน ด้วยการคุมเข้มผู้ที่ผ่านเข้าออกภายในบริเวณการชุมนุม เนื่องจากพบว่ามีแนวร่วมของกลุ่มต่อต้าน แฝงตัวเข้ามาบันทึกภาพและข้อมูลการชุมนุมทั้งยังแจกจ่ายหมวกกันน็อกพร้อมโล่ไม้อัดให้กับฝ่ายรักษาความปลอดภัย มีการเตรียมไม้ เหล็กแป๊บ ขวดโซดา ไว้ด้วย นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานพันธมิตรเผยว่า โล่และหมวกกันน็อกนั้น ไม่ได้แจกไว้เพื่อไปสู้รบกับฝ่ายต่อต้าน แต่มีไว้เป็นแนวปะทะ เนื่องจากเมื่อวันที่ 25 พ.ค. แนวปะทะอ่อนมาก จนทำให้กลุ่มต่อต้านเข้ามาขว้างปาทำร้ายผู้ชุมนุม จึงต้องเตรียมพร้อมไว้เท่านั้น
ขณะที่อีกฟากหนึ่ง กลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ นำโดยนายสุชาติ นาคบางไทร ยังคงปักหลักเปิดเวที ปราศรัย “สภาสนามหลวงต่อต้านพันธมิตรฯ” ท่ามกลางประชาชนผู้สนใจและให้การสนับสนุนกว่า 500 คนเข้าฟัง มุ่งประเด็นปราศรัยโจมตี 5 แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนฯ อย่างเผ็ดร้อนว่า เป็นพวกอันธพาล แสดงอำนาจถ่อย เพื่อล้มล้างรัฐบาลประชาธิปไตย โดยไม่คำนึงว่าสร้างความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชนหรือไม่ และตราบใดที่กลุ่มพันธมิตรฯยังไม่เลิกการชุมนุมปิดถนนราชดำเนิน กลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการก็จะจัดเวทีชุมนุม ต่อต้านต่อไป ขณะที่นายสรรเสริญ ศรีอุ่นเรือน อดีต แกนนำ นปก. 2 กล่าวว่า จะให้เวลากับรัฐบาลในการดำเนินการจัดการกลุ่มพันธมิตรฯให้สลายการชุมนุมปิดถนนราชดำเนินสักระยะ หากรัฐบาลทำไม่ได้ พวกสภาสนามหลวงจะไปจัดการให้กลุ่มพันธมิตรฯพ้นจากสะพานมัฆวานฯเอง แต่ถ้ากลุ่มพันธมิตรฯยอมเปิดถนนย้ายไปชุมนุมต่อต้านรัฐบาลที่สวนลุมพินี เราสัญญาจะไม่ไปก่อกวนเด็ดขาด
โวย ตร.เปิดเพลงประชันเวทีปราศรัย
กระทั่งเวลา 21.00 น. ระหว่างที่เวทีปราศรัย ที่มีนายเจิมศักดิ์ ปิjนทอง อดีต ส.ส.ร. เป็นผู้ดำเนินรายการและได้มีการเปิดวีดิโอเทปการปราศรัยของนายจักรภพ เพ็ญแข รมต. ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระหว่างการเดินทางไปบรรยายที่นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ระหว่างที่มีการเปิดเทปดังกล่าว จู่ๆรถกระจายเสียงเคลื่อนที่ของ บช.น. ที่จอดอยู่หลังแนวเจ้าหน้าที่ตำรวจ ก็เปิดเพลงปลุกใจสวนเข้ามาเสียงดังสนั่น กลบเสียงปราศรัยของเวทีของฝ่ายพันธมิตรฯ สร้างความไม่พอใจให้กับผู้ชุมนุมถึงกับมีการกรูกันมาที่แนวรั้วเหล็กของตำรวจบนสะพานมัฆวาน พร้อมขว้างขวดน้ำใส่และตะโกนด่าทอว่าตำรวจต้องการรบกวนการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ จนสถานการณ์เริ่มชุลมุนขึ้น
“อัศวิน” บอกเหมือนยั่วยุตำรวจ
ก่อนที่สถานการณ์จะบานปลาย พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผบช.น. ซึ่งมาควบคุมกำลังตำรวจอยู่หลังแนวแผงเหล็ก ได้เดินมาเกาะรั้วพร้อมกล่าวอย่างมีอารมณ์ กับตัวแทนของฝ่ายพันธมิตรว่า ได้ขอร้องแล้วว่าให้ พันธมิตรฯหันลำโพงบนรถที่จอดบนสะพานมัฆวานไปทางฝั่งของการชุมนุม ไม่ใช่หันมาทางตำรวจที่รักษาการณ์อยู่ ขอร้องมา 2 วันแล้ว ทำแบบนี้เหมือนเป็นการยั่วยุ ตำรวจ หากเสียงดังไปถึงในวังจะทำอย่างไร ขณะนั้นนายสุริยใส กตะศิลา ผู้ประสานงานพันธมิตรฯ ได้เข้ามาเจรจาและยอมสั่งให้ทีมงานหันลำโพงรถกระจายเสียงบนสะพานมัฆวานไปทางกลุ่มผู้ชุมนุม และในที่สุดรถกระจายเสียงของ บช.น.ก็ยอมปิดเพลง สถานการณ์ตึงเครียดจึงยุติลง
“โคราช” เตรียมเคลื่อนพลเข้ากรุง
ที่จังหวัดนครราชสีมา ช่วงบ่าย กลุ่มชาวโคราชที่อ้างตัวว่าเป็นพวกรักความสงบกว่า 500 คน เดินทางมาชุมนุมที่หน้าศาลากลางจังหวัด ยื่นหนังสือให้กำลังใจการทำงานของรัฐบาล และนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี นายอินทร์ เพชรมาก ผู้ใหญ่บ้านใหม่ ต.บ้านใหม่ อ.เมืองนครราชสีมา แกนนำชาวบ้าน กล่าวว่า กลุ่มพันธมิตรออกมาเคลื่อนไหวสร้างความแตกแยกให้แก่ คนในชาติ ถือเป็นการกระทำไม่ถูกต้อง กระทบต่อความเจริญและความสงบเรียบร้อยของประเทศ จึงขอเรียกร้องให้กลุ่มพันธมิตรยุติการเคลื่อนไหว ปล่อยให้รัฐบาลบริหารบ้านเมืองไปตามครรลองของระบอบประชาธิปไตย ให้รัฐบาลได้แก้ไขปัญหาต่างๆ ได้อย่างเต็มที่ หากพันธมิตรยังไม่ยุติการชุมนุมจะเดินทางไปคัดค้านที่กรุงเทพฯต่อไป
ไม่เพิกถอนคำสั่งปล่อยตัวชั่วคราว
ที่ศาลจังหวัดเชียงราย วันเดียวกัน นายอาวุธ ปรีชาวุฒิ ทนายความของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ได้ยื่นคำร้องต่อศาลขอให้พิจารณาเพิกถอนคำสั่งปล่อยตัวชั่วคราวของนายสนธิ ลิ้มทองกุล ที่ถูกฟ้องข้อหาหมิ่นประมาท ร.ต.อ.เฉลิม เนื่องจากปฏิบัติตัวผิดเงื่อนไขการให้ประกันตัวชั่วคราว ต่อมาเวลา 14.30 น. นายมโน เทอดจิตธรรมผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดเชียงราย ร่วมกับนายสุพัฒน์ หน่อแหวน ผู้พิพากษา ร่วมกันพิจารณาคำร้องของนายอาวุธแล้วลงความเห็นว่าพฤติกรรมของจำเลยยังไม่เห็นควรต้องเพิกถอนคำสั่งปล่อยตัวชั่วคราว

กลุ่มพันธมิตรฯ ยืนยันชุมนุมต่อไม่มีกำหนด
ความคืบหน้าการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์แกนนำพันธมิตรฯ ทั้ง 5 คน ได้ขึ้นปราศรัยท่ามกลางประชาชนจำนวนมาก โดยนายสนธิ ลิ้มทองกุล ได้ปราศรัยเนื้อหาส่วนใหญ่เป็นการคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญและเอื้อประโยชน์ให้กับพวกพ้องของรัฐบาล พร้อมท้ารัฐมนตรีมหาดไทยให้มาดีเบตเรื่องความชอบธรรมในการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตร ทางโทรทัศน์ช่องใดก็ได้ ยกเว้นเอ็นบีที โดยแกนนำยังยืนยันจะชุมนุมต่อไปอย่างไม่มีกำหนด ด้าน พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ตรวจความเรียบร้อยสถานที่ชุมนุม พบว่า กลุ่มพันธมิตรฯ หันเครื่องขยายเสียงมาทางลานพระบรมรูปทรงม้า ซึ่งตำรวจปฏิหน้าที่อยู่ จึงขอความร่วมมือหันเครื่องขยายเสียงไปทางอื่น กลุ่มพันธมิตรจึงยอมหันเครื่องขยายเสียงไปด้านข้าง พร้อมกับลดระดับความดังของเสียงลง ส่วนกรณีกลุ่มพันธมิตรฯ ระบุว่า ตำรวจดื่มสุราขณะปฏิบัติหน้าที่ จากการตรวจสอบยังไม่พบ แต่หากตำรวจกระทำความผิดจะถูกดำเนินคดีทั้งทางวินัยและอาญาอย่างเด็ดขาด.-สำนักข่าวไทย สะพานมัฆวานฯ 28 พ.ค.-กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ยืนยันชุมนุมคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อไปอย่างไม่มีกำหนด
อัพเดตเมื่อ 2008-05-28 01:27:59

มท.1 ฉลองครบ 61 ปี ประกาศเตรียมลงใต้หลังนายกไฟเขียว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศงานเลี้ยงฉลองในโอกาสวันคล้ายวันเกิดครบรอบ 61 ปีของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย วันนี้ (27 พ.ค.) ที่บ้านพักริมคลอง ย่านบางบอน มีบุคคลสำคัญมาร่วมงาน พร้อมนำกระเช้าผลไม้และดอกไม้มามอบให้กับ ร.ต.อ.เฉลิม อย่างคับคั่ง อาทิ พล.อ.ไตรรงค์ อินทรทัต ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก นายสิทธิชัย โควสุรัตน์ รมช.มหาดไทย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาว "พ.ต.ท.ทักษิณ" นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช อดีต รมช.มหาดไทย พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร อดีต ผบ.ทหารสูงสุด นายวิชาญ มีนชัยนันท์ รมช.สาธารณสุข นอกจากนี้ นายยืนยง โอภากุล หรือ แอ๊ด คาราบาว ได้นำจตุคามฯ มามอบให้ ท่ามกลางการต้อนรับจากครอบครัวอยู่บำรุง ประกอบด้วย นางลำเนา อยู่บำรุง นายอาจหาญ นายวัน และว่าที่ ร.ต.ดวง อยู่บำรุง ทั้งนี้ ในช่วงเย็น ร.ต.อ.เฉลิม ได้เอาฤกษ์ด้วยการกราบขอพรหลวงพ่อเกษร พระประธานอุโบสถวัดบางบอน ก่อนที่จะรับกระเช้าอวยพร จากนั้น นายพงศ์โพยม วาศภูติ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นำทีมอธิบดีจากกรมต่าง ๆ ผู้ว่าฯ และหน่วยงานรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงมหาดไทยเข้าอวยพร ภายในงานได้มีการจัดดนตรี บนเวทีมีป้ายที่มีข้อความว่า “Happy Birthday ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง (มท.1) 27 พ.ค.2551” พร้อมรูปถ่ายของ ร.ต.อ.เฉลิม ติดอยู่ด้วย และได้มีการเตรียมเค้ก 3 ชั้น เพื่อฉลองวันเกิด ขณะเดียวกันมีบุคคลสำคัญมาร่วมงานเป็นจำนวนมาก อาทิ พลเอกวิชิต ยาทิพย์ ที่ปรึกษาพรรคเพื่อแผ่นดิน และ มี ส.ส.พรรคพลังประชาชนอีกบางส่วนมาร่วมงาน รวมถึงพลตรีสนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทย มาร่วมงานในช่วงดึกด้วย ระหว่างการเลี้ยงฉลอง บุตรชายทั้ง 3 คน ของ ร.ต.อ.เฉลิม ประกอบด้วย นายอาจหาญ นายวัน และว่าที่ร้อยตรีดวง อยู่บำรุง ได้ขึ้นเวทีร้องเพลงอวยพรวันเกิด เพลง “ยังยิ้มได้” เป็นของขวัญให้บิดา จากนั้นนางลำเนา อยู่บำรุง ภรรยาได้ขึ้นบนเวที พร้อมกับกล่าวอวยพรให้เป็น มท.1 ที่อยู่ครบวาระ และให้ มท.ตัวจริงอย่างตนได้ชื่นใจ สบายใจ พร้อมกับร้องเพลง “บ้านเรา” ให้เป็นของขวัญ จากนั้น ร.ต.อ.เฉลิม ได้ขึ้นบนเวทีกล่าวขอบคุณแขกที่มาร่วมงานพร้อมกับบ่นน้อยใจว่าทุกปีที่ผ่านมา มีคนมาร่วมงานนับหมื่น แต่วันนี้มีไม่กี่พันคนเพราะเกรงใจจะถูกวิจารณ์ ทั้งนี้ ร.ต.อ.เฉลิม ยังกล่าวด้วยว่า เมื่อคืนที่ผ่านมา (26 พ.ค.) ได้โทรศัพท์ขอพรจาก พ.ต.ท.ทักษิณ อดีตนายกรัฐมนตรี ก่อนเดินทางไปต่างประเทศ ซึ่งท่านให้พรขอให้โชคดี วันนี้ ขอพรจากนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ก็ได้กินขนมจีนซาวน้ำร่วมกัน ทั้งนี้ในวันศุกร์ที่ 30 พ.ค.นี้ รัฐมนตรีทั้ง 22 คน ใน ครม. จะมารับประทานอาหารค่ำที่บ้านริมคลองของตน ซึ่งจะเป็นการประชุมร่วมกัน และได้สั่งให้ภรรยาเตรียมอาหารร้านอร่อยไว้คอยต้อนรับแล้ว ร.ต.อ.เฉลิม ยังกล่าวบนเวทีตอนหนึ่งว่า จะไม่มีการจับแกนนำพันธมิตรฯ ซึ่งชุมนุมอยู่บริเวณสะพานมัฆวานฯ อย่างแน่นอน เนื่องจากประเมินแล้วว่า การชุมนุมครั้งนี้ประชาชนไม่เอาด้วย พร้อมทั้งขอร้องให้นายสนธิ ลิ้มทองกุล ตั้งพรรคการเมืองเสนอตัวเป็นนายกรัฐมนตรี หลังจากกล่าวบนเวที ร.ต.อ.เฉลิม ได้ร่วมร้องเพลง Happy Birthday กับครอบครัว และตัดเค้กวันเกิด โดยบุตรชายทั้ง 3 คนพร้อมหลานชายทั้ง 2 คน ได้ก้มลงกราบเท้าด้วย. - สำนักข่าวไทย กทม.27 พ.ค.-รมว.มหาดไทย เปิดบ้านพักริมคลอง เลี้ยงฉลองอายุครบ 61 ปี บรรยากาศชื่นมื่น พร้อมตั้งตัวเป็นทนายส่วนตัวเปิดบ้านโต้คนวิจารณ์ “พ.ต.ท.ทักษิณ” เสาร์-อาทิตย์ พร้อมเตรียมลงใต้ เนื่องจากนายกฯ ไฟเขียว เตรียมเปิดบ้านรับรองเลี้ยงอาหารค่ำ 22 รมต.ศุกร์นี้
"วันนี้ ที่ประชุม ครม. นายกรัฐมนตรีได้อนุญาตให้ตนลงพื้นที่ช่วยแก้ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ และเร็ว ๆ นี้ ตนตั้งใจจะไปและจะนอนจังหวัดละ 1 คืน นอกจากนี้ยังกล่าวด้วยว่าจากนี้เป็นต้นไปหากมีใครกล่าวพาดพิงและใส่ร้าย "พ.ต.ท.ทักษิณ" อดีตนายกรัฐมนตรี ตนจะทำหน้าที่เป็นโฆษกแถลงข่าวตอบโต้ที่บ้านทุกวันเสาร์-อาทิตย์" ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว
อัพเดตเมื่อ 2008-05-27 19:55:08

ทนายคดีหวยบนดินส่งคำร้องค้านถึงศาลฎีกาฯ แล้ว
กรุงเทพฯ 27 พ.ค. - นายสิทธิโชค ศรีเจริญ หัวหน้าทีมทนายความคดีการออกสลากพิเศษเลขท้าย 3 ตัว 2 ตัว หรือหวยบนดิน ของคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ทีมทนายความได้ส่งคำแถลงการณ์คัดค้านคำร้องของผู้ถูกกล่าวหาคดีหวย 3 ตัว 2 ตัว ไปให้ศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยประเด็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับสถานะ และการต่ออายุการทำงาน คตส.เรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่วันที่ 23 พฤษภาคมที่ผ่านมา
“จากการประสานงานไปยังศาลฎีกาฯ ทราบว่าศาลฎีกาฯ ได้จัดส่งคำแถลงการณ์ของ คตส.ไปให้ศาลรัฐธรรมนูญเรียบร้อยแล้ว ขึ้นอยู่กับศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาเรื่องนี้เมื่อไร แต่ในส่วนทีมทนายความคาดหวังว่า ศาลรัฐธรรมนูญอาจจะให้ความกรุณาพิจารณาเรื่องนี้เป็นเรื่องเร่งด่วน” นายสิทธิโชค กล่าว. - สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2008-05-27 19:34:06
