WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, May 29, 2008

134 ขรก.ก.ศึกษาแจ้งจับพันธมิตรฯ ปิดถนนทำเดือดร้อน ไล่ตะเพิดไปชุมนุมที่อื่น


นายบำเหน็จ ทิพย์อักษร รองเลขาธิการคณะกรรการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา ( สกสค. ) พร้อมด้วยข้าราการในกระทรวงศึกษาธิการหลายคนเข้าร้องทุกข์ต่อ พ.ต.ท. เอกพล ทวิชวงค์ไชยกุล พนักงนสอบสวน สน.ดุสิต เรื่องการได้รับความไม่สะดวกจากการประท้วงของกลุ่มพันธมิตรที่ปิดถนนหน้ากระทวงศึกษาธิการโดยนำใบรวมร่วมรายชื่อเจ้าหน้าที่ที่ได้รับความเดือดร้อนจำนวน134 คน

โดยนายบำเหน็จให้การว่าทางเจ้าหน้าที่ข้าราชการในกระทรวงในหลายหน่วยงานได้รับความเดือดร้อนจากการปิดถนนหน้ากระทรวงศึกษาธิการจึงได้เข้ามาร้องทุกข์กล่าวโทษกลุ่มพันธมิตรโดยให้ตำรวจเข้าประสานกับกลุ่มพันธมิตรเพื่อขอร้องให้ทางกลุ่มพันธมิตรอย่าปิดถนนหน้ากระทรวงเนื่องจากทุกวันนี้ข้าราชการต้องปรับเปลี่ยนเวลาการมาทำงานโดยหลายคนที่ใ ช้รถยนต์ต้องอ้อมไปเข้าทางถนนราชสีมาเนื่องจากประตูด้านหน้าเดินทางไม่สะดวก

เวลาที่เจ้าหน้าที่ต้องติดต่อราการหรือคนที่มาติดต่อกับทางกระทรวงต้องได้รับผลกระทบโดยตรงลูกจ้างบางคนนั่งรถประจำทางมาก็ต้องอ้อมทำให้มาทำงานสาย ตอนนี้ผมต้องตื่นมาทำงานตั้งแต่ตี4กว่าจะถึงที่ทำงานก็สายแล้ว นายบำเหน็จกล่าว

นายบำเหน็จกล่าวต่อว่าในเรื่องการประท้วงทางเจ้าหน้าที่ไม่ได้เข้าไปขัดขวางเพราะการชุมนุมเป็นเรื่องสิทธิของแต่ละบุคคลตามระบอบประชาธิปไตยแต่การเรียกร้องต้องอย่าให้ผู้อื่นได้รับผลกระทบซึ่งหากว่าการเจรจาไม่เป็นผลอยากให้ทางเจ้าหน้าที่นำกฎหมายมาบังคับใช้

ด้านนายวรวิทย์ สุระโภชน์ อายุ 50 ปีข้าราชการปะดับ8 กล่าวว่าอยากให้ทางกลุ่มพันธมิตรไปประท้วงที่อื่นเพราะถนนเส้นนี้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนมากซึ่งหลายคนในเวลาเดินทางมาทำงานต้องอ้อมไปข้างทางด้านประตูหลังกระทรวง

รถยนต์หรือรถจักรยานยนต์เวลาจอดริมถนนเส้นนี้เจ้าหน้าที่ยังออกใบสั่งแต่ทำไมกานปิดถนนชุมนุมตลอดทั้งเส้นเจ้าหน้าที่ตำรวจกลับไม่ทำอะไรเพียงได้แต่คอยดูเฉยๆ”นายวรวิทย์กล่าว

ด้าน พ.ต.ท.เอกพล กล่าวว่าในเบื้องต้นได้ทำการสอบปากคำผู้ร้องทุกข์ในขั้นต่อไปจะรายงานผู้บังคับบัญชาระดับสูงให้ได้รับทราบต่อไป

Wednesday, May 28, 2008

ปิดถนนชาวบ้านเดือดร้อน เสมา 1 แนะตร.จัดการพันธมิตร

นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าววันนี้ (28 พ.ค.) ถึงการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ประกาศจะชุมนุมยืดเยื้อ อาจเป็นปัจจัยที่นำไปสู่ความรุนแรง ว่า หากทุกคนอยู่ในกรอบของกฎหมาย สถานการณ์จะเป็นไปด้วยความเรียบร้อย อย่างไรก็ตาม ไม่ทราบสาเหตุของการชุมนุมที่แท้จริง เพราะรัฐบาลเพิ่งทำงานมาเพียงไม่กี่เดือน การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องของรัฐสภา ที่จะพิจารณา ทางที่ดีที่สุดของการชุมนุม ควรคำนึงถึงความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองเป็นเรื่องใหญ่ ที่ผ่านมามีเสียงสะท้อนที่ต้องการให้ผู้ที่กำกับดูแลกฎหมายได้ปฏิบัติตามกฎหมาย โดยเฉพาะปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุม

"ผมอยู่กระทรวงศึกษาธิการ จะเข้า-ออกกระทรวงฯ ก็ลำบาก แทบจะเข้าไม่ได้ ประชาชน ข้าราชการ นักเรียน และนักศึกษา ก็ได้รับผลกระทบจากปัญหาการจราจรที่ติดขัดจากการปิดถนน หากจะชุมนุมในกรอบกฎหมาย ต้องไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนด้วย" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าว

รองนายกรัฐมนตรี กล่าวต่อกรณีกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เปลี่ยนเป้าหมายจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นการโจมตีขับไล่รัฐบาลที่ไม่ปกป้องสถาบัน ว่า ไม่ต้องการให้มีการกล่าวหากันอย่างไม่มีเหตุผล ปราศจากหลักฐาน รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้มาทำงานเพื่อประชาชน จึงไม่เคยคิดที่จะทำอะไรที่ไม่ดีไม่งามเกี่ยวกับสถาบัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันเดียวกัน พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และ พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ร่วมประชุมประเมินสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย พบว่าในการชุมนุมที่ผ่านมามียอดผู้ชุมนุมสูงสุดเมื่อคืนที่ผ่านมา คือจำนวน 5,000 คน ส่วนตั้งแต่ช่วงเช้าวันนี้มีผู้ชุมนุมเหลือประมาณ 300 ถึง 400 คน ขณะนี้เริ่มมีพ่อค้า-แม่ค้าและประชาชน เข้าร้องทุกข์แจ้งความกับตำรวจใน สน. ท้องที่ ว่าได้รับผลกระทบจากเสียงการปราศรัย และการปิดถนน เพราะทำให้ได้รับความเดือดร้อน

พล.ต.ต.สุรพล ทวนทอง รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่ายืนยันว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจะไม่มีการจับกุมแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย อย่างแน่นอน ส่วนในวันศุกร์นี้ที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ประกาศจะจัดชุมนุมใหญ่ ตำรวจจะจัดกำลังเข้าไปดูแลความเรียบร้อยเพิ่มเติม เพื่อป้องกันความวุ่นวายและการปะทะกันระหว่างกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยกับกลุ่มต่อต้าน ขอวอนผู้ชุมนุมไม่ให้มีการเคลื่อนขบวน เพราะจะยากต่อการดูแลควบคุมสถานการณ์ ส่วนการจะให้กลุ่มผู้ชุมนุมยอมเปิดถนน หรือย้ายไปชุมนุมในสถานที่อื่นนั้น ตำรวจกำลังพยายามเจรจากับแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยอยู่ ในช่วงนี้ประชาชนคงต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ด้วยการหลีกเลี่ยงเส้นทางการชุมนุมแทน

ด้าน ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล กล่าวถึงกรณีผู้ชุมนุมไม่พอใจที่ตำรวจเปิดเครื่องขยายเสียงเพลงรักกันไว้เถิด ขณะกำลังมีการถ่ายทอดเทปการปราศรัยของ นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี บนเวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ว่า เป็นเพราะกลุ่มผู้ชุมนุมได้นำลำโพงมาติดตั้งเพิ่มอีก 7 ตัว โดยหันหน้าไปยังลานพระราชวังดุสิต เป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม ตำรวจเคยไปเตือนไปหลายครั้งแล้ว แต่ก็ไม่นำพา จึงจำเป็นต้องใช้เสียงจากรถกระจายเสียงของตำรวจเข้ากลบเสียงรบกวนจากเวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย


นพดล ระบุการชุมนุมยืดเยื้อกระทบการลงทุนในไทยระยะยาว


28 พ.ค.- นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ภายหลังกล่าวสุนทรพจน์ในงานประชุมประจำเดือนของหอการค้าสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ว่า ได้พูดถึงบทบาทไทยในฐานะที่จะเป็นประธานอาเซียน พร้อมย้ำว่าจะสร้างอาเซียนให้มีความเข้มแข็ง และให้ความมั่นใจว่าจะพยายามเปิดเสรีทางการค้าภายใต้กรอบอาเซียนมากขึ้น นอกจากนี้ ยังได้ชี้แจงถึงสถานการณ์การเมืองของไทย ว่า ไทยมีสิทธิเสรีภาพในการชุมนุม และจนถึงขณะนี้ยัง ๆ ไม่มีปัญหากระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาล แต่หากการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยยืดเยื้อ จะไม่เป็นผลดี เพราะการขู่ขับไล่รัฐบาลใช้กฎหมู่เหนือกฎหมายจะกระทบต่อความรู้สึกของนักลงทุน และจะกระทบต่อการลงทุนในระยะยาว เพราะเสถียรภาพการลงทุนมีผลทางด้านจิตวิทยา เช่น การซื้อขายหุ้นยังมีผลกระทบทำให้ตลาดหลักทรัพย์ผันผวน แล้วการลงทุนขนาดใหญ่คงทำให้เงินทุนไหลออกจากประเทศไทยไปที่อื่น.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-28 15:39:40


สหรัฐยังสนใจลงทุนในไทยต่อ


ทำเนียบฯ 28 พ.ค.- นายสหัส บัณฑิตกุล รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลัง นายเอริค จี จอนห์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคาราวะ ที่ทำเนียบรัฐบาล วันนี้ (28 พ.ค.) ว่า เป็นการพบปะตามธรรมเนียม ไม่มีการสอบถามถึงสถานการณ์การเมืองในประเทศที่เกิดขึ้นขณะนี้ และสหรัฐยังจะสานต่อความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศ โดยปีนี้ไทย-สหรัฐ จะมีความสัมพันธ์ครบ 175 ปี ซึ่งก่อนหน้านี้ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ได้เคยหารือกับทูตสหรัฐ เรื่องการจัดงานฉลองในปีนี้แล้ว

“มีการหารือเรื่องการลงทุนของสหรัฐในไทย เพียงแต่ไม่ได้เจาะจงว่าเป็นโครงการใด โดยได้ย้ำว่า การลงทุนในไทยจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเต็มที่ แต่ที่ผ่านมาสหรัฐติดปัญหาในรายละเอียดของกฎหมายบางเรื่อง” นายสหัส กล่าว

ทั้งนี้ นายสหัส ปฏิเสธที่จะให้ความเห็น เมื่อถามถึงเรื่องการดำเนินการกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โดยกล่าวว่า “ที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีไม่เคยเปรยเรื่องการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ขอให้ไปสอบถามจากนายกรัฐมนตรีเอง”.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-28 15:36:00


สวนดุสิตโพลชี้ประชาชนหวั่นเกิดจลาจล

สวนดุสิตโพล 28 พ.ค.- สวนดุสิตโพล สำรวจความคิดเห็นประชาชนเรื่องม็อบชนม็อบ พบว่าประชาชนร้อยละ 32.49 ห่วงว่าจะเกิดการปะทะกันที่รุนแรง การก่อเหตุจลาจล ทำให้เศรษฐกิจของประเทศชะลอตัว และร้อยละ 43.79 เห็นว่าวิธีแก้ปัญหาคือหันหน้าเข้าหากัน

สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นของประชาชนในเขตกรุงเทพมหานคร เรื่องม็อบชนม็อบ จากกรณีกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยออกมาชุมนุมเพื่อต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แล้วเกิดการปะทะกับกลุ่มต่อต้านพันธมิตร จนทำให้เกิดเหตุการณ์บานปลาย และส่งผลกระทบต่อด้านต่าง ๆ เช่นภาพลักษณ์ของประเทศ การเมืองไทย และความไม่สงบในกรุงเทพมหานคร เพื่อสะท้อนแนวทางในการแก้ปัญหาจากกลุ่มตัวอย่าง จำนวนทั้งสิ้น 1,561 คน ระหว่างวันที่ 26-28 พ.ค. 2551 สรุปผลได้ดังนี้

สิ่งที่ประชาชนรู้สึกห่วงใยจากเหตุการณ์ปะทะกันของม็อบที่มาประท้วง ร้อยละ 32.49 คือการปะทะกันที่รุนแรง การก่อเหตุจลาจล และความชุลมุนวุ่นวาย ร้อยละ 28.29 เศรษฐกิจของประเทศ การลงทุนชะลอตัว ร้อยละ 15.41 ปัญหาการจราจรติดขัด ร้อยละ 14.56 ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน และร้อยละ 9.25 ความแตกแยกและความไม่สงบสุขในสังคม วิธีหรือแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ประชาชนคิดว่าจะทำให้การประท้วงยุติลงได้ ร้อยละ 43.79 ควรหันหน้าเข้าหากัน พบกันคนละครึ่งทาง ร้อยละ 28.76 ส่งตัวแทนหรือหัวหน้าแกนนำทั้ง 2 ฝ่าย เจรจาพูดคุยกัน ร้อยละ 13.73 ใช้มาตรการที่เด็ดขาดสลายการชุมนุมให้ไปโดยเร็ว ร้อยละ 8.50 การมีสติ ควรใช้เหตุผลในการแก้ปัญหาดีกว่าการใช้กำลัง และร้อยละ 5.22 คงจะแก้ไขได้ยาก ดูจากรูปการณ์แล้วคิดว่าน่าจะบานปลาย

สิ่งที่ประชาชนอยากฝากถึงม็อบพันธมิตรฯ คือ ร้อยละ 29.55 ยุติการประท้วง หยุดการเคลื่อนไหว ร้อยละ 25.75 ควรนึกถึงประเทศชาติบ้านเมืองเป็นสำคัญ ร้อยละ 21.21 ควรใช้วิธีการแบบสันติวิธี ชุมนุมอย่างสงบ ร้อยละ 12.28 ควรใช้สติในการแก้ไขปัญหา รับฟังเหตุผลซึ่งกันและกัน และร้อยละ 11.21 ควรทำสิ่งที่เป็นประโยชน์มากกว่านี้

สิ่งที่ประชาชนอยากฝากถึง รัฐบาล คือ ร้อยละ 30.77 ควรนึกถึงประเทศชาติและประชาชนให้มาก ๆ ร้อยละ 25.64 เร่งแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจให้ดีขึ้นโดยเร็ว ร้อยละ 18.59 ปฏิบัติในสิ่งที่ถูกต้อง โปร่งใส ชัดเจน ร้อยละ 13.46 มีใจเปิดกว้าง รับฟังความคิดเห็นของประชาชน และร้อยละ 11.54 มีความจริงใจในการทำงาน.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-28 15:29:07

สมัคร ร้องเพลงไทยเดิม ไทยสามัคคี เตือนสติคนไทย

กรุงเทพฯ 28 พ.ค. -นายกรัฐมนตรีโชว์ลูกคอร้องเพลงไทยเดิม “ไทยสามัคคี” กับโปรแกรมคอมพิวเตร์ที่ใช้ประกอบการเรียนการสอน ขณะเดียวกันยอมรับนัดรับประทานอาหารกับรัฐมนตรีพรรคพลังประชาชน ศุกร์นี้

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงศึกษาธิการ ว่า นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุม และร่วมรับประทานอาหารกลางวันกับหัวหน้าส่วนราชการระดับปลัดกระทรวง ที่กระทรวงศึกษาธิการ วันนี้ (28 พ.ค.) ทั้งนี้ ก่อนการประชุมจะเริ่มขึ้น นายกรัฐมนตรีได้ชมการสาธิตโครงการศูนย์ซ่อม สร้าง ชุมชน ของกระทรวงศึกษาธิการ ที่ให้นักเรียนอาชีวะออกไปให้บริการซ่อมอุปกรณ์ไฟฟ้า เครื่องยนต์ ให้กับชุมชนต่าง ๆ

จากนั้นได้ชมการสาธิตอุปกรณ์การเรียนการสอน โดยเฉพาะคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค ที่ สถาบันเอ็มไอที น้อมเกล้าฯ ถวายสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี จำนวน 100 เครื่อง ซึ่งได้พระราชทานต่อให้กับ 2 โรงเรียน ใน จ.นครนายก ใช้เป็นโปรแกรมการเรียนการสอนเกือบทุกสาขาวิชา และนายสมัคร ยังได้ร้องเพลงไทยเดิมชื่อ “ไทยสามัคคี” กับโปรแปรมคอมพิวเตอร์ดังกล่าวด้วย โดยเนื้อหาของเพลงเป็นเรื่องของการให้มีการรู้รักสามัคคี หากมีการยุแยงจะทำให้ประเทศชาติแตกแยก วอดวาย

ภายหลังการประชุม นายสมัครได้พยายามหลีกเลี่ยงให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าว แต่ยอมรับสั้น ๆ ได้นัดหารือและรับประทานอาหารร่วมกับรัฐมนตรีของพรรคพลังประชาชน ในวันศุกร์ที่ 30 พฤษภาคมนี้ เพราะไม่ได้เจอกันนาน จะได้หารือในเรื่องงานของแต่ละกระทรวง เมื่อถามว่า ได้นัดรับประทานอาหารที่บ้านพักของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ใช่หรือไม่ นายสมัคร ได้ย้อนถามผู้สื่อข่าวว่า “รู้ได้อย่างไร” ก่อนขึ้นรถออกไป.

ชมรายละอียด สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-28 15:12:17




ร.ต.อ.เฉลิม เผยนายกฯ เชิญ รมต.พปช.ทานอาหารค่ำ 30 พ.ค.นี้


28 พ.ค.- ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงการนัดรับประทานอาหารค่ำของรัฐมนตรีทั้ง 22 คนของพรรคพลังประชาชน (พปช.) ที่บ้านพักริมคลอง ย่านบางบอน ในวันที่ 30 พฤษภาคมนี้ ว่า เป็นการเชิญของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และสาเหตุการพบปะกันในครั้งนี้ขึ้นอยู่กับนายสมัคร ส่วนจะมีนัยทางการเมืองหรือไม่ เป็นเรื่องที่ไม่เปิดเผย

“สาเหตุที่ใช้บ้านพักริมคลอง ย่านบางบอนของผม ในการหารือครั้งนี้ เนื่องจากที่ผ่านมาได้มีการหมุนเวียนกันไปรับประทานอาหารร่วมกัน เช่น บ้านนายกรัฐมนตรี” ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-28 15:01:03

สดศรี เผย กกต.จะพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ออกเสียงประชามติ พรุ่งนี้

กกต. 28 พ.ค. - “สดศรี สัตยธรรม” เผยร่าง พ.ร.บ.การทำประชามติ จะเข้าสู่การพิจารณาของ กกต. พรุ่งนี้ ก่อนส่งให้สภาฯ 30 พ.ค.นี้ เชื่อหากทุกฝ่ายมีเหตุผล การทำประชามติครั้งนี้จะช่วยคลี่คลายสถานการณ์บ้านเมืองได้

นางสดศรี สัตยธรรม กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านกิจการพรรคการเมืองและการออกเสียงประชามติ กล่าวถึงการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2550 ว่า คณะกรรมการฝ่ายกิจการพรรคการเมืองและการออกเสียงประชามติ ที่มีนายบุญทัน ดอกไธสง เป็นประธาน จะพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวให้แล้วเสร็จภายในวันนี้ (28 พ.ค.) และจะนำเข้าสู่ที่ประชุม กกต. ในวันพรุ่งนี้ (29 พ.ค.) เพื่อพิจารณาเห็นชอบ ก่อนส่งให้สภาฯ ภายในวันศุกร์ที่ 30 พ.ค.นี้ ต่อไป

“ที่จริงเราร่างเสร็จมานานแล้ว มีประมาณ 40 มาตรา ไม่แตกต่างจาก พ.ร.บ.ออกเสียงประชามติ ฉบับปี 2541 มากนัก แต่ในส่วนของวิธีปฏิบัติอาจแตกต่างไปจากเดิม เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ก็จะให้คณะกรรมการฯ ดูข้อกฎหมายและวิธีปฏิบัติ ส่วนการกำหนดคำถามในการลงประชามติ กกต.จะร่างเป็นแนวทางไปก่อน จากนั้นจะให้ฝ่ายสภาฯ พิจารณาต่อไป” นางสดศรี กล่าว

นางสดศรี กล่าวว่า การทำประชามติจะเร็วหรือช้า ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของสภาฯ ดังนั้น หากมีการประชุมร่วมกัน แล้วแปรญัตติ 3 วาระรวด ก็จะทำให้การพิจารณาเร็วขึ้น ต่อกรณีที่รัฐบาลเห็นว่า พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติ ปี 2541 ยังไม่สิ้นสภาพตามรัฐธรรมนูญปี 2540 นั้น นางสดศรี กล่าวว่า รัฐธรรมนูญปี 2540 ได้กำหนดให้มี พ.ร.บ.ออกเสียงประชามติ ปี 2541 ดังนั้น หากรัฐธรรมนูญปี 2540 สิ้นสภาพ ก็น่าจะสิ้นสภาพทั้งหมด

“แต่หากคณะกรรมการกฤษฎีกามีความเห็นว่า พ.ร.บ.ออกเสียงประชามติ ปี 2541 ยังไม่สิ้นสภาพ กกต.ก็คงไม่โต้แย้งอะไร กกต.ก็เสนอร่าง พ.ร.บ.ประชามติ ไปตามหน้าที่ อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวเชื่อว่า ร่าง พ.ร.บ.ฉบับใหม่จะทำให้การลงประชามติง่ายกว่า พ.ร.บ.ออกเสียงประชามติ ปี 2541” นางสดศรี กล่าว

นางสดศรี ยังกล่าวถึงปัญหาความขัดแย้งเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญในขณะนี้ ที่มีผู้เป็นห่วงว่าทหารอาจเข้ามา ว่า บ้านเมืองไม่ใช่ของเล่น เราต้องดูว่าเราจะก้าวถึงจุดไหน หากถอยกันคนละก้าว อยู่กันด้วยเหตุผล บ้านเมืองก็จะเดินต่อไปได้ ในภาวะปัจจุบัน หากมีการแบ่งขั้วแบ่งข้าง 2 ฝ่าย อาจมีการแทรกแซงได้ และบ้านเมืองไหนที่มีความแตกแยกกัน เราคงอยู่กันไม่ได้ แต่หากเราปรับความเห็นตรงกันได้ อาจทำให้ปัญหาที่เกิดขึ้นยุติลงได้รวดเร็ว

“สำหรับ กกต. เราทำภารกิจที่ระบุไว้ตามกฎหมาย เราไม่ได้เอาใจใคร เชื่อว่าจากการทำประชามติครั้งนี้ อาจทำให้สถานการณ์ความเครียดทางการเมืองผ่อนคลายลงได้ หากทุกฝ่ายมีเหตุและผล” นางสดศรี กล่าว. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-28 14:25:27


สมชาย ระบุมีเสียงสะท้อนอยากให้ ตร.จัดการพันธมิตรฯ ที่ปิดถนน

ทำเนียบฯ 28 พ.ค. - “สมชาย วงศ์สวัสดิ์” ระบุมีเสียงสะท้อนอยากให้ตำรวจจัดการตามกฎหมายกับกลุ่มพันธมิตรฯ ที่แม้จะอยู่ในกรอบของกฎหมาย แต่ส่งผลกระทบต่อประชาชนที่เดือนร้อนจากการปิดถนน

นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวถึงการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ประกาศจะชุมนุมยืดเยื้อ อาจเป็นปัจจัยที่นำไปสู่ความรุนแรง ว่า หากทุกคนอยู่ในกรอบของกฎหมาย สถานการณ์จะเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ทั้งนี้ ไม่ทราบสาเหตุของการชุมนุมที่แท้จริง เพราะรัฐบาลเพิ่งทำงานมาเพียงไม่กี่เดือน และการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องของสภาฯ ที่จะพิจารณา แต่ทางที่ดีที่สุดของการชุมนุม ควรคำนึงถึงความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองเป็นเรื่องใหญ่ ที่ผ่านมามีเสียงสะท้อนที่ต้องการให้ผู้ที่กำกับดูแลกฎหมายได้ปฏิบัติตามกฎหมาย โดยเฉพาะปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุม

“ผมอยู่กระทรวงศึกษาธิการ จะเข้า-ออกกระทรวงฯ ก็ลำบาก แทบจะเข้าไม่ได้ ประชาชน ข้าราชการ นักเรียน และนักศึกษา ก็ได้รับผลกระทบจากปัญหาการจราจรที่ติดขัดจากการปิดถนน ดังนั้น หากจะชุมนุมในกรอบกฎหมาย ต้องไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนด้วย” นายสมชาย กล่าว

ส่วนกรณีที่กลุ่มพันธมิตรฯ เปลี่ยนเป้าหมายจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นการโจมตีขับไล่รัฐบาลที่ไม่ปกป้องสถาบันนั้น นายสมชาย กล่าวว่า ไม่ต้องการให้มีการกล่าวหากันอย่างไม่มีเหตุผล ปราศจากหลักฐาน ทั้งนี้ รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้มาทำงานเพื่อประชาชน จึงไม่เคยคิดที่จะทำอะไรที่ไม่ดีไม่งามเกี่ยวกับสถาบัน. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-28 14:19:21


นักวิชาการดักคอปฏิวัติทำประเทศชาติเดินถอยหลัง

นักวิชาการดาหน้าดักคอแผนชั่ว ยุยงให้เกิดปฏิวัตรัฐประหารอีกรอบ ระบุทำเศรษฐกิจ-การเมืองถอยหลังไปเหมือนเมื่อ 30 ปีที่แล้ว

นายสุธาชัย ยิ้มประเสริฐ อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย กล่าวถึงกระแสข่าวปฏิวัติ ที่มีการพูดกันหนาหูมากขึ้นรวมไปถึงการพูดจาบนเวทีพันธมิตรฯ ที่คล้ายเป็นการส่งสัญญาณ สอดรับกับ พล.อ.สะพรั่ง กัลยาณมติร ว่าการพูดรับส่งเรื่องปฏิวัติขนาดนี้ คงเป็นการพูดเฉยๆ เหมือนหมาเห่าใบตองแห้ง เพราะเงื่อนไขที่จะดึงให้ทหารทำการปฏิวัตินั้นไม่มี

นอกจากนี้อำนาจของทั้งสองคนก็ไม่มากพอที่จะคุมเกมการเมืองขนาดนั้น การจะเกิดเหตุการณ์เหมือน 19 กันยายนหรือไม่นั้น ไม่สามารถเดาได้ แต่ขอเรียกร้องเสียก่อนว่า แนวคิดดังกล่าวไม่ควรทำให้เกิดขึ้น เพราะกระบวนการการแก้ไขปัญหาบ้านเมืองที่ถูกที่ควรยังมีหนทางอยู่

“การรัฐประหารไม่ใช่วิถีทางที่นานาอารยะเขาทำกัน ประเทศที่เจริญแล้วไม่มีเหตุการณ์อย่างนี้ การเมืองของไทยจะยิ่งถอยหลังเข้าคลอง นอกจากนี้ยังเป็นการริดรอนสิทธิของประชาชนในประเทศ ทางที่ดีควรปล่อยให้ระบบการเมืองทำการแก้ไขด้วยตัวของมันเอง”

ทางด้านรศ.ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช อาจารย์คณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ กลุ่มถึงการชุมนุมของพันธมิตรฯ ว่าการชุมนุมว่าจะส่งผลกระทบต่อประเทศมหาศาล ทั้งระบบเศรษฐกิจ และการลงทุนภายในประเทศ เพราะเสถียรภาพของรัฐบาลมีน้อย จากนั้นสุขภาพจิตของคนไทยก็จะย่ำแย่ เพราะไม่มีความสุข และเบื่อหน่ายการเมือง ทุกวันนี้การเมืองไทยย่ำอยู่กับที่เหมือน 30 ปีก่อน ทั้งๆที่น่าจะไปได้ไกลกว่านี้ เพราะมีรัฐประหารเป็นปฐมบทของความขัดแย้ง