WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, May 29, 2008

สื่อไร้มารยาท

วันนี้ผม นายพิธาน คลี่ขจาย ขอเนื้อที่ตรงนี้สักวัน เพื่อระบายความในใจ ซึ่งปกติการที่บรรณาธิการบริหาร ซึ่งมีหน้าที่รับใช้พี่ๆ น้องๆ ในกองบรรณาธิการ จะเขียนระบายความในใจกันในฉบับปฐมฤกษ์ และฉบับครบรอบปีของหนังสือพิมพ์

แต่บังเอิญว่า หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ รายวัน เกิดขึ้นมาท่ามกลางบรรยากาศอึมครึม ประเทศยังตกอยู่ใต้อำนาจของเผด็จการ เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2550 ทำให้ทีมงานทุกคนตระหนักดีว่า มีงานใหญ่ที่ท้าทายรออยู่ข้างหน้า เมื่อทีมงานมีเจตนารมณ์ร่วมกันว่า จะทำหนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ให้เป็นสื่อทางเลือกของประชาชน เพื่อประชาธิปไตย

สื่อทางเลือกของประชาชน เพื่อประชาธิปไตย ที่ทีมงานมีเจตนารมณ์ร่วมกันนั้น คือ จะต้องต่อต้านเผด็จการทุกรูปแบบ เพื่อให้ประเทศปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบ

แม้ว่าในห้วงเวลานั้น ยังเหลือเวลาอีกไม่นานนัก 2 เดือนกับ 23 วัน ก็จะมีการเลือกตั้งทั่วไป แต่พวกเรามั่นใจว่า คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ หรือ คมช. คงไม่วางมือจากอำนาจที่ครอบงำประเทศอยู่หนึ่งปีครึ่งในทันทีทันใด ทั้งก่อนและหลังเลือกตั้งทั่วไป

ด้วยเหตุนี้ หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ รายวัน ฉบับปฐมฤกษ์ จึงไม่ได้มีการจัดงานเปิดตัวหรือเขียนระบายความในใจในหน้าพิเศษ เหมือนที่หนังสือพิมพ์ฉบับอื่นๆ ทำกัน

ซึ่งสิ่งที่พวกเราตระหนักมาตั้งแต่แรกเริ่มก็เป็นจริงตามคาด หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ รายวัน ถูกมองว่ายืนกันคนละฝั่งกับคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ หรือ คมช. และผู้สนับสนุนเผด็จการ

นับตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ เหลืออีก 2 วัน ก็จะมีอายุครบ 8 เดือน หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ รายวัน จะเปลี่ยนแปลงไปก็เฉพาะยอดจำหน่าย แต่เจตนารมณ์ไม่เคยเปลี่ยนแปลง ไม่มีเปลี่ยนสี เพราะหนังสือพิมพ์ไม่ใช่จิ้งจก

แน่นอน เมื่อมีเจตนารมณ์แน่วแน่ ต่อต้านเผด็จการทุกรูปแบบ หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์จึงถูกมองว่าเลือกข้าง ซึ่งผมก็จะตอบว่า ถูกต้อง พวกผมเลือกข้างความถูกต้อง

แต่ผมปฏิเสธทุกครั้งที่ถูกถามว่า เป็นหนังสือพิมพ์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เพราะถ้าเป็นหนังสือของ พ.ต.ท.ทักษิณ คงไม่บางแค่ 16 หน้า

จากคำถามของพรรคพวกเพื่อนฝูง ผมก็ได้รับการติดต่อจากน้องๆ นักข่าวว่า จะขอสัมภาษณ์แนวทางของหนังสือพิมม์ประชาทรรศน์ เพื่อนำไปลงในนิตยสารของสมาคมนักข่าวฯ โดยจะสัมภาษณ์ พี่สำราญ รอดเพชร จากหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ลงในนิตยสารของสมาคมนักข่าวฯ ฉบับเดียวกัน

ผมก็ตกลง หากปฏิเสธเดี๋ยวจะถูกครหาว่าไม่ให้ความร่วมมือกับองค์กรสื่อที่ตัวยึดเป็นอาชีพมาตลอดทั้งชีวิต และผมอยากจะเจอพี่สำราญ ซึ่งไม่ได้เจอกันมานาน แม้จะไม่ได้เจอกันโดยตรง เจอกันในบทสัมภาษณ์ก็ยังดี

พอถึงวันนัด น้องๆ นักข่าวก็มากัน 2-3 คน ผมก็ตอบคำถามทุกคำถามที่รู้และตอบได้ แต่มีคำถามหนึ่งถามว่า นสพ.ประชาทรรศน์ เป็นของนักการเมืองหรือไม่ ผมก็บอกน้องนักข่าวไปว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ห้ามนักการเมืองเป็นเจ้าของสื่อ เท่าที่รู้ นสพ.ประชาทรรศน์ มีการร่วมหุ้นของหลายฝ่าย จะมีนักการเมืองหรือไม่ผมไม่รู้ เพราะผมไม่อยากจะรู้ เพราะรู้มากไปจะเกิดความอึดอัดในการทำงาน นี่คือสิ่งที่ผมบอกกับน้องๆ นักข่าว และรอว่าเมื่อไรนิตยสารของสมาคมนักข่าวฯ จะออกมา เพราะผมจะได้เจอ พี่สำราญ รอดเพชร ในนิตยสารของสมาคมนักข่าวฯ

แต่ปรากฏว่า จนถึงวันนี้ผมยังไม่เห็นนิตยสารของสมาคมนักข่าวฯ แต่การให้สัมภาษณ์ของผมกลับไปปรากฏอยู่ใน นสพ.คม ชัด ลึก ฉบับวันที่ 28 พฤษภาคม ซึ่งผมถือว่าเป็นการกระทำที่ไร้มารยาท ซึ่งผมไม่ค่อยจะเจอนัก ตั้งแต่ผมทำงานหนังสือพิมพ์มาเกือบ 30 ปี

เพราะบางครั้ง ในการสัมภาษณ์นักการเมือง บางประโยค ผู้ให้สัมภาษณ์บอกว่าห้ามลง เป็นที่รับรู้กันว่าไม่ลง หรือบอกว่าให้ใช้ว่าเป็นการเปิดเผยของแหล่งข่าว ก็ต้องเขียนข่าวไปตามนั้น เพราะนั่นเป็นมารยาท

ขนาดนักการเมือง ซึ่งเป็นบุคคลสาธารณะ ที่ผ่านมานักข่าวยังมีมารยาท แต่ผมเป็นเพียงนักหนังสือพิมพ์เล็กๆ ซึ่งตอบรับการติดต่อเพื่อขอสัมภาษณ์ เพราะเห็นว่าเป็นนิตยสารของสมาคมนักข่าวฯ ซึ่งเป็นเรื่องของส่วนรวม ผมจึงคุยกันสนุกนานสองนาน ไม่นึกว่าในยุคนี้มีน้องนักข่าวที่ไร้มารยาทอย่างนี้เกิดขึ้น

มิหนำซ้ำ ยังบิดเบือนไปลงว่า ผมบอกว่ามีนักการเมืองร่วมทุนในประชาทรรศน์ด้วย แต่เป็นใครผมไม่รู้ ทั้งๆ ที่ผมอุตส่าห์บอกว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ห้ามนักการเมืองเป็นเจ้าของสื่อ

วันนี้ สมาคมนักข่าวฯ ร้องเรียนว่าสื่อถูกคุกคาม ผมไม่ใช่บุคคลสาธารณะที่จะไปนั่งแถลงข่าวให้นักข่าวสัมภาษณ์ แต่ผมก็ต้องพบกับการกระทำที่ไร้มารยาทของนักข่าว นสพ.คม ชัด ลึก คนหนึ่ง

ผมยอมรับว่าเสียใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นจากการกระทำของผู้ร่วมอาชีพเดียวกัน ทำให้นึกสะท้อนใจว่า แล้วคนอื่นล่ะ ซึ่งเขาไม่มีพื้นที่ให้ชี้แจงข้อเท็จจริง เขาจะต้องเจ็บปวดกว่าผมหลายเท่า

เอกฉัตร


จี้จับพันธมิตร ส่อผิดมาตรา68

* นักก.ม.ชี้เข้าข่ายล้มล้างการปกครอง

นักกฎหมายประสานเสียง ชี้ช่องเอาผิด “พันธมิตรฯ-ส.ส.ปชป.” ร่วมชุมนุมล้มล้างรัฐบาล ทำลายระบอบประชาธิปไตย เข้าข่ายผิดกฎหมายอาญา ม.68 และกฎหมายความมั่นคง ม.116 มีความผิดฐานเป็นกบฏชัดเจน ด้านพลังประชาชน จ่อฟ้อง ประธานวุฒิฯ อีกรายหากรับยื่นถอดถอน ส.ส.-ส.ว. จากพันธมิตรฯ พร้อมทั้งตั้ง “วอร์รูม” จับตาพฤติกรรมชั่วใกล้ชิด ตำรวจนางเลิ้งใช้ภาพ “ประชาทรรศน์” เป็นหลักฐานมัดโจรผ้าพันคอเหลืองทำร้ายประชาชน ขณะที่ คปพร. เปิดสภาประชาชนถกแก้ รธน. ท้าพันธมิตรฯ ร่วมเวทีพิสูจน์ความจริง

การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เริ่มจะหนักข้อขึ้นทุกวัน โดยล่าสุดได้มีความพยายามปลุกระดมประชาชนมาร่วมกันทำสงครามศักดิ์สิทธิ์ และยังมีการปราศัยบนเวทีที่รุนแรงและล่อแหลมมากขึ้นทุกขณะ โดยที่หลายคำพูดที่ไปสอดคล้องกับนายทหารบางคน แกนนำบางพรรคการเมือง ส่อให้เข้าใจได้ว่ามีการร่วมกันเป็นขบวนการที่จะสร้างความวุ่นวายให้เกิดขึ้นในบ้านเมือง เพื่อสร้างความชอบธรรมในการทำปฏิวัติรัฐประหาร

โดยที่ก่อนหน้านี้ นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล ส.ส.แพร่ พรรคพลังประชาชน ได้เดินทางเข้าแจ้งความที่กองปราบปราม เพื่อดำเนินคดีกับกลุ่มพันธมิตรฯ และส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ มาแล้วหลังจากพบว่าพฤติกรรมในการเคลื่อนไหวส่อเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายอาญา มาตรา 116 ในการเคลื่อนไหวสร้างความปั่นป่วนที่จะนำไปสู่การก่อความไม่สงบในราชอาณาจักร และมาตรา 68 ที่มีการกระทำเข้าข่ายล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย

นักกม.ชี้ช่องเอาผิดกม.อาญา
ต่อกรณีดังกล่าวได้มีนักกฎหมายให้ความเห็นสนับสนุนไว้อย่างกว้างขวาง

ในขณะเดียวกันมีความเห็นในแง่มุมของนักกฎหมายระบุในแนวทางการฟ้องร้องดำเนินคดีกับแกนนำพันธมิตรฯ รวมถึง ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ สามารถดำเนินการได้ตามกฎหมาย โดย นายมโน ทองปาน กรรมการฝ่ายช่วยเหลือประชาชนด้านกฎหมาย สภาทนายความ ให้ความเห็นว่า การแจ้งความในข้อหาดังกล่าวสามารถกระทำได้ตามกฎหมาย ซึ่งพนักงานสอบสวนจะต้องนำข้อเท็จจริงมาตรวจสอบว่าเข้าองค์ประกอบข้อกฎหมายใดบ้าง หากเข้าองค์ประกอบของประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 จริงก็จะเชิญผู้กระทำความผิดมารับทราบข้อกล่าวหา และดำเนินไปตามกระบวนการยุติธรรม

“มองว่า การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ต้องการล้มล้าง รธน.มากกว่าแก้ไข รธน. ทั้งที่ความจริงการแก้ไข รธน.เป็นสิทธิอันชอบธรรมตามกฎหมาย สิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้เหมือนเรามองกฎหมายในคนละมุม ท้ายที่สุดก็ไม่เกิดผลดี บ้านเมืองยังคงวุ่นวายต่อไป อยากให้ยุติการชุมนุมแล้วมาเล่นกันตามกติกา ถกกันในสภาจะดีกว่า ใช้สภาเป็นเวที และทุกคนก็ปฏิบัติตามกรอบที่ควรเป็น ไม่ใช่ไม่พอใจก็ชุมนุมประท้วง” นายมโน กล่าว

เข้าข่ายล้มล้างอำนาจอธิปไตย
ด้านนายพิชา วิจิตรศิลป์ ทนายความของนายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่าเป็นสิทธิ์สามารถทำได้ เพราะถือเป็นการโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เข้าข่ายผิดกฎหมายอาญาตามมาตรา 68-113 ที่เป็นการล้มล้างอำนาจอธิปไตย อำนาจนิติบัญญัติ และอำนาจบริหาร อีกทั้งเมื่อมีความพยายามสื่อสารยุยงให้เกิดการปฏิวัติเพื่อล้มล้างรัฐบาล ก็เข้าข่ายผิดกฎหมายความมั่นคงของประเทศด้วย

ส่วนที่กลุ่มพันธมิตรฯ รวบรวมรายชื่อไม่ครบแต่กลับไปยื่นให้กับประธานวุฒิสภานั้น ความจริงไม่สามารถทำได้ แต่ประธานวุฒิฯ ก็ยังรับไว้พิจารณา ทั้งที่รู้กฎระเบียบ แต่แกล้งซื่อบื่อ และเห็นด้วยไปกับเขา

อย่างไรก็ดี ตนมองว่าการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ไม่ได้ทำให้เกิดผลดี ทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศและการลงทุน ทำให้การจราจรติดขัด จึงอยากให้หยุดการชุมนุมในที่สุด

จี้ตร.เอาผิดม.113เป็นกบฎ
ส่วนนายคำนวณ ชโลปถัมภ์ อดีต ส.ว. กล่าวในเรื่องเดียวกันว่า การที่มีคนไปขวางการจราจรมีความผิด ทั้งผู้ที่ไปรวบรวม ยุยง หรือจ้างวานคนมาชุมนุน รวมถึงผู้ร่วมชุมนุม หากสอบสวนแล้วพบว่ามีเจตนาให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล จะเข้าข่ายผิดกฎหมายด้านความมั่นคงมาตรา 113 หรือไม่ และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้การสอบสวนต้องดำเนินการให้ลึกลงไปว่ามีเจตนาเช่นไร ซึ่งอาจจะไม่ต้องดูว่าบุคคลนั้นผิดหรือไม่ผิด ถ้าเป็นเช่นนั้น จะถือได้ว่าเป็นกบฎ ซึ่งการเตรียมการหรือคบคิดกันให้เกิดการกบฎต้องระวางโทษจำคุก 3 - 15 ปี

ทั้งนี้ ส่วนตัวเห็นว่า เรื่องนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจควรเป็นผู้ดำเนินคดีเอง เนื่องจากเห็นอย่างชัดเจนว่าเป็นการขัดขวางการจราจรทำให้เกิดความวุ่นวาย อย่างไรก็ดี ประชาชนควรรับฟังเหตุผลของทุกฝ่าย หากการแก้ไข รธน. เพื่อพวกพ้องตัวเองจริง ประชาชนก็จะเป็นผู้ตัดสินเอง เพราะเป็นเอกสิทธิ์ของประชาชน ขณะเดียวกันการแก้ไข รธน.ก็เป็นหน้าที่ของสภาไม่ใช่กลุ่มพันธมิตรฯ ที่เป็นคนตัดสินใจ

จวกพันธมิตรส่อขัดรธน.
ทางด้าน นายคณิน บุญสุวรรณ อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ 2540 (สสร.40) ให้ความเห็นว่า ต้องทำความเข้าใจถึง ส.ส. – ส.ว. ที่เข้าชื่อเมื่อครบจำนวนตามที่กำหนดแล้วถือว่าเป็นเอกสิทธิ์ทันที นั่นหมายถึง สิทธิ์อันดับ 1 ดังนั้นการที่บุคคลอื่นใดจะมาใช้สิทธิ์รองลงมายื่นถอดถอน ส.ส.ที่ใช้สิทธิ์ครั้งหลังนี้ถือว่าขัดต่อ รธน. ไม่เช่นนั้นก็จะไม่สิ้นสุด เพราะหากใช้เอกสิทธิ์ตาม รธน. แล้วถูกถอดถอนได้ก็ไม่จำเป็นต้องมี รธน.

ดังนั้น การกระทำของกลุ่มพันธมิตรถือว่าไม่ชอบด้วย รธน. ส่วนการแจ้งความดำเนินคดีทำได้ เจ้าพนักงานจะเป็นผู้พิจารณาและใช้ดุลยพินิจเองว่าขัดขวางกระบวนการตาม รธน.หรือไม่ ทั้งนี้ การชุมนุมที่มีการใช้คำพูดยั่วยุ ปลุกระดม หรือก่อให้เกิดความรุนแรงเข้าข่ายผิดกฎหมายอาญาทั้งสิ้น ใครก็ตามแต่พบเห็นการกระทำที่อยู่นอกเหนือ รธน. พูดจาในทำนองเช่นนั้นสามารถร้องไปที่อัยการสูงสุดหรือพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีได้ตามกฎหมาย

“การชุมนุมของพันธมิตรฯ ไม่ถูกต้อง หากชุมนุมกันอย่างสันติวิธีไม่มีอาวุธ จะชุมนุมกันนานแค่ไหนไม่มีใครว่า แต่การชุมนุมที่มีการพูดจายั่วยุ จาบจ้วง เพื่อล้มล้างการปกครองเข้าข่ายผิดกฎหมาย ที่ผ่านมาเรามีการเลือกตั้งและใช้สิทธิตาม รธน. แล้ว เมื่อมีการชุมนุมก็เท่ากับว่าใครก็ตามที่อยู่นอก รธน.มีอำนาจมาก ใช้อภิสิทธิ์ชนเปิดเวที ข่มขู่ เรียกร้องให้เกิดรัฐประหาร กลายเป็นผู้มีอทธิพล ขาใหญ่ เล่นงานคนที่อยู่ใน รธน. เช่นนี้แล้วจะมีการเลือกตั้งไปเพื่ออะไร สุดท้ายก็มาเจอกันที่ถนนเช่นเดิม” นายคณิน กล่าว

จ่อดำเนินคดีประธานวุฒิสภา
ขณะเดียวกันหลังจากก่อนหน้านี้ได้แจ้งความดำเนินคดีกัยพันธมิตรฯ และพรรคประชาธิปัตย์ไปแล้ว นายวรวัจน์ เปิดเผยเพิ่มเติมว่าจะแจ้งความดำเนินคดีกับนายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา ตามมาตรา 113 ของกฎหมายอาญา หากรับรายชื่อประชาชนเพื่อถอดถอนสมาชิกรัฐสภาที่ลงชื่อรับรองญัตติแก้ไข รธน. จากกลุ่มพันธมิตรฯ ในวันศุกร์นี้ (30 พ.ค.) เพิ่มเติม เนื่องจากการกระทำดังกล่าวถือว่าขัดขวางการทำหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งเข้าข่ายการเป็นกบฏ เพราะสมาชิกรัฐสภาที่ร่วมลงชื่อถือว่าทำหน้าที่ตามบทบัญญัติใน รธน. เพื่อปกป้องสถาบันนิติบัญญัติ การปกครองระบอบประชาธิปไตยและระบบรัฐสภา

ทั้งนี้ หากมีการยื่นรายชื่อประชาชน 20,000 ชื่อเพื่อถอดถอน ส.ส.และ ส.ว.ที่ยื่นญัตติดังกล่าวเมื่อใด ตนก็จะแจ้งข้อกล่าวหากับประชาชนที่ร่วมลงชื่อถอดถอนทั้ง 20,000 คนทันที เพราะถือว่าล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย

“พวกพันธมิตรฯ เป็นใคร คุณสุริยะใส เป็นใคร แค่คนไม่กี่คน ถึงจะมายื่นถอดถอน ส.ส.และ ส.ว. แม้กระทั่งพรรคยังบังคับไม่ได้ ส.ส.มาจากการเลือกตั้ง เราทำผิดอะไร ทั้งๆ ที่ทำตามหน้าที่ใน รธน.รองรับ ถ้าใช้ม็อบมาบีบ ส.ส.อย่างนี้แล้ว สถาบันนิติบัญญัติและระบบรัฐสภาจะอยู่ได้อย่างไร” ส.ส.แพร่ผู้นี้ กล่าว

คปพร. เปิดสภาประชาชน1มิ.ย.
วันเดียวกัน คณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 (คปพร.) นำโดย นพ.เหวง โตจิราการ พร้อมแกนนำ แถลงถึงการจัดสภาประชาชนระดมความคิดเห็นเพื่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่จะมีขึ้น ณ หอประชุมคุรุสภา ในวันอาทิตย์ที่ 1 มิถุนายน ตั้งแต่ 13.00 น. เป็นต้นไป

นพ.เหวง กล่าวว่า เป็นการจำลองการประชุมแบบรัฐสภา เพื่ออภิปรายถึง รธน. แต่ละหมวดตามหลักวิชาการ และจะไม่ใช้วิธีการปราศรัยแบบกลุ่มผู้ชุมนุม จึงไม่มีกลิ่นอายของม็อบอย่างที่หลายฝ่ายมีความกังวลว่าจะเกิดการม็อบชนม็อบขึ้น ส่วนการเข้าร่วมจะกลั่นกรองผู้ร่วมงานและจำกัดไม่ให้เกิน 500 คน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์โดยรวม

สำหรับการรักษาความปลอดภัย จะมีการตรวจค้นอุปกรณ์ที่จะเป็นอาวุธ พร้อมกับได้ประสานไปยัง พล.ต.อ.พัชรวาทวงศ์สุวรรณ ผบ.ตร. เพื่อขอความร่วมมือช่วยดูแลความสงบเรียบร้อย ส่วนการชุมนุมใหญ่ของกลุ่มพันธมิตรฯ ในวันที่ 30 พฤษภาคมนี้ ส่วนตัวไม่ได้สนใจ แต่มีความกังวลในเรื่องที่อาจจะมีทหารปฎิวัติมากกว่า

ท้าพันธมิตรฯเข้าร่วมดีเบต
ด้าน นางประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ หนึ่งในแกนนำ กล่าวฝากเชิญ แกนนำพันธมิตรฯ เข้าร่วมงานด้วย แต่ต้องมีเฉพาะกลุ่มแกนนำพันธมิตรฯ ไม่มีผู้สนับสนุนติดตาม เพื่อจะให้ชี้แจงว่าทำไมถึงไม่ยอมให้แก้ไข รธน.50 และมีท่าทีรังเกียจ รธน.40 ด้วยเหตุใด

ขณะที่ นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข หนึ่งในแกนนำ กล่าวเสริมถึงการจัดตั้งสภาประชาชนเพื่อฟังเสียงนักวิชาการ ประชาชน ตลอดจนบุคคลที่เกี่ยวข้อง ก่อนนำเสนอคณะกรรมาธิการในรัฐสภา เพื่อแก้ไข รธน.ให้สอดคล้องกับผลประโยชน์ของประชาชน ทั้งนี้ ยืนยันว่าหากมีการแก้ รธน.แล้ว ไม่ต้องกังวลว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีจะพ้นผิด เนื่องจากกระบวนการยุติธรรมกำลังดำเนินการอยู่

พร้อมกับย้ำว่า จะไม่เกิดการเผชิญหน้ากันอย่างแน่นอน และเมื่อเสร็จสิ้นการสัมมนาในเวลา 18.00 น.จะสลายตัวทันที ไม่มีการชุมนุมยืดเยื้อ และขอวอนทางกลุ่มพันธมิตรฯ อย่าได้รุกล้ำเข้ามาสร้างความปั่นป่วน แต่หากถูกยั่วยุจริง คงต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของจ้าหน้าที่ตำรวจ

“เฉลิม”รับคำท้าดีเบต“สนธิ”
ในอีกด้านหนึ่ง นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ระบุว่า ในวันศุกร์นี้ (30 พ.ค.) เตรียมนัดหารือกับรัฐมนตรีที่เป็นสมาชิกพรรคพลังประชาชนที่บ้านของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย ในเรื่องการทำงาน ภายหลังที่รัฐบาลทำงานมาระยะหนึ่ง

“ก็นัดคุยกันเรื่องการทำงาน เพราะไม่ได้คุยกันเลย” นายสมัคร กล่าวแต่ไม่ตอบคำถามว่า จะมีการหารือในเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 หรือไม่

ด้าน ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย พร้อมรับคำท้าดีเบตเรื่อง รธน.กับ นายสนธิ แกนนำพันธมิตรฯ เพราะการแสดงความเห็นย่อมดีกว่าปิดถนนประท้วงและทำให้ประชาชนเดือดร้อน โดยขอดีเบตผ่านสื่อจะใช้ช่อง 9 หรือ NBT ก็ได้ และยืนยันรัฐบาลไม่มีแนวคิดจับตัวแกนนำพันธมิตรฯ ทั้งนี้ กระทรวงมหาดไทยไม่มีนโยบายจัดมวลชนมาชุมนุมต้านพันธมิตรฯ และเชื่อว่า จะไม่มีกลุ่มต่อต้านจากมวลชนมาปะทะ ซึ่งจากสถานการณ์เจ้าหน้าที่ตำรวจยังสามารถควบคุมได้

จ่อส่งร่างประชามติถึงสภาศุกร์นี้
ในขณะเดียวกัน นางสดศรี สัตยธรรม กกต.ด้านกิจการพรรคการเมือง เปิดเผยว่า กกต.จะนำร่าง พ.ร.บ.ออกเสียงประชามติส่งให้คณะกรรมการด้านกิจการพรรคการเมืองและการออกเสียงประชามติ ที่มีนายบุญทัน ดอกไธสง เป็นประธาน พิจารณาในรายละเอียดเรื่องของกฎหมายและวิธีปฏิบัติที่อาจจะแตกต่างจากของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ในการทำประชามติครั้งที่ผ่านมา และจะนำเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมใหญ่ กกต.ในวันพรุ่งนี้ (29 พ.ค.) เพื่อขอมติว่าเห็นชอบร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวหรือไม่ โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จและส่งไปยังรัฐสภาได้ในวันศุกร์ที่ 30 พฤษภาคมนี้
ทั้งนี้ การยกร่าง พ.ร.บ. ได้นำกฎหมายประชามติปี 2541 มาเป็นต้นร่าง จึงทำให้การพิจารณาเป็นไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะมีทั้งหมด 40 มาตรา โดยเนื้อหาและรายละเอียดจะไม่แตกต่าง แต่วิธีการจะแตกต่างกัน เพื่อให้สอดคล้องกับ รธน.ปัจจุบัน

ตั้งวอร์รูมจับตาม็อบพันธมิตร
ขณะเดียวกันในส่วนของพรรคพลังประชาชน ก็มีการประเมินสถานการณ์ โดยเชื่อว่ากลุ่มพันธมิตรฯ มีความพยายามที่จะชุมนุมยืดเยื้อ

ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน แถลงว่า จากการประเมินการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยมีแนวโน้มยืดเยื้อและมีเป้าหมายเพื่อโค่นล้มรัฐบาล ดังนั้นเพื่อให้รู้เท่าทันความเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯ และเป็นการใช้ข้อมูลข่าวสารทำความเข้าใจกับประชาชน พรรคพลังประชาชนในฐานะแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้จัดตั้งศูนย์ติดตามข้อมูลข่าวสาร (วอร์รูม) โดยมีกองโฆษกพรรคพลังประชาชนเป็นศูนย์กลางพร้อมกับเปิดให้ส.ส.พรรคเข้าร่วมวิเคราะห์และประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด จากนั้นข้อมูลที่ได้จะส่งมอบให้นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และนำเสนอต่อประชาชนต่อไป อย่างไรก็ตามพรรคเห็นว่าท่าทีของนายสมัครต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยใช้ปัญญาอยู่เหนืออารมณ์ ถือเป็นเรื่องที่เหมาะสมและถูกต้องแล้ว

ร.ท.กุเทพ กล่าวอีกว่า สถานการณ์การเมืองก่อนรัฐประหาร 19 ก.ย.2549 และปัจจุบันแตกต่างกัน วันนี้มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง มีส.ส.ในสภา ซึ่งที่ยังทำงานได้ไม่ครบ 3 เดือน และมีปัญหาปากท้อง ปัญหาเศรษฐกิจรุนแรงสาหัส ดังนั้นควรให้เวลารัฐบาลได้เร่งแก้ไข โดยที่ประชาชนในชาติต้องร่วมแรงร่วมใจกัน แต่กลุ่มพันธมิตรฯกลับเลือกเป็นโอกาสซ้ำเติมสถานการณ์ประเทศ ตนจึงฝากไปยังแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯว่าจะเอาประโยชน์ส่วนตัวอยู่เหนือส่วน รวมใช่หรือไม่

พันธมิตรกล่าวหาไร้หลักฐาน
นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการที่กลุ่มพันธมิตรฯ จะปักหลักชุมนุนยืดเยื้อ จนกว่าจะมีการถอนมติแก้ไข รธน. ว่าอาจจะกลายเป็นปัจจัยที่นำไปสู่ความขัดแย้งเพิ่มมากขึ้น คิดว่าถ้าทุกคนทำตามกฎหมาย กติกา บ้านเมืองน่าจะมีความสงบเรียบร้อย แตไม่เข้าใจว่าพันธมิตรฯ ชุมนุมเพื่ออะไร รัฐบาลเพิ่งทำงานได้ไม่นาน และได้ให้ความสำคัญกับเรื่องปากท้องของประชาชน ไม่ใช่เน้นแต่เรื่องแก้รัฐธรรมนูญเพียงอย่างเดียว การชุมนุมก็เป็นผลสะท้อนอย่างหนึ่ง แต่ก็ต้องคำนึงถึงด้วยว่าเป็นการสร้างปัญหาให้กับประชาชนโดยรอบหรือไม่ เพราะตอนนี้ประชาชนก็ได้รับความเดือดร้อน ถนนหนทางก็ถูกปิด จึงอยากเรียกร้องกลุ่มพันธมิตรฯ หากจะมีการจัดชุมนุม ก็ควรคำนึงถึงประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากการกระทำของพวกตนด้วย

ส่วนที่กลุ่มพันธมิตรฯ ได้มีการเปลี่ยนประเด็น เป็นการขับไล่รัฐบาล ไม่ปกป้องสถาบัน อยากบอกว่า ไปเอาที่ไหนมาพูด มากล่าวหากันแบบนี้ มีเหตุผลหรือหลักฐานอะไรหรือเปล่า รัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลโดยชอบที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน และได้รับการโปดเกล้าฯ ไม่เคยทำอะไรที่ไม่ดีไม่งามอย่างนั้น และอยากขอย้ำว่า อดีตนายกฯ ทักษิณ ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง หรือเข้ามาข้องเกี่ยวกับการทำงานของพรรคแต่อย่างใด

“บุญสร้าง”อุ้มม็อบข้างถนน
ด้าน พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.สส.) ที่เคยออกมาแบะท่าเรื่องการปฏิวัติ กล่าวว่า การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หากอยู่ในขอบเขตของกฎหมายก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ขณะที่การชุมนุมจะยืดเยื้อออกไปและจะมีปัญหาการปะทะกันของฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยหรือไม่นั้น ก็สามารถเป็นไปได้ แต่อย่างไรก็ตามขึ้นอยู่กับประชาชนว่าจะให้เรื่องเหล่านั้นเกิดขึ้นมาหรือไม่

“ส่วนการดูแลรักษาความปลอดภัยเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทั้งนี้หากสถานการณ์การชุมนุมบานปลายออกไป ฝ่ายทหารคงจะไม่ออกมาควบคุมสถานการณ์ เพราะถ้าทหารออกมาเป็นเรื่องที่เข้าขั้นเป็นยาแรง และเมื่อไหร่ที่ใช้ความรุนแรง ก็จะไม่ได้ผล รวมถึงปัจจัยชี้วัดอยู่ที่รัฐบาลจะเป็นผู้สั่งการ”พล.อ.บุญสร้างกล่าวและว่า ขอให้ผู้ชุมนุมทั้งสองฝ่ายรักกันดีกว่า ช่วยกันสร้างบ้านเมืองสิ่งใดที่มีปัญหาขัดแย้งกันก็พูดคุยกันด้วยความเป็นมิตร ด้วยความตั้งใจที่ดีแก่ชาติบ้านเมือง

ทยอยแจ้งความรถติด-หนวกหู
ส่วนทางด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจ ก็มีการประเมินสถานการณ์เช่นกันว่าการชุมนุมอาจมีความยืดเยื้อ และพยายามจะมีการเจรจาให้กลุ่มผู้ชุมนุมออกจากพื้นผิวทางจราจร เพราะมีประชาชนได้รับความเดือดร้อนเป็นจำนวนมาก แต่ก็ไม่เป็นผล

พล.ต.ต.สุรพล ทวนทอง รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สรุปภาพรวมการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเมื่อคืนที่ผ่านมาว่า มีผู้เข้าร่วมชุมนุมประมาณ 5,000 คน โดยมีผู้เข้าร่วมเพิ่มมากขึ้น จึงเชื่อว่าจะทำให้การชุมนุมมีความยืดเยื้อ แต่ตำรวจจะดูแลรักษาความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง และเจรจากับแกนนำให้ออกจากพื้นผิวจราจร เพราะขณะนี้กลุ่มประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนไปแจ้งความดำเนินคดีไว้แล้วหลายราย ซึ่งยืนยันว่าไม่ใช่การเกณฑ์คนไปแจ้งความตามที่มีกระแสข่าว โดยตำรวจได้สอบสวนผู้เสียหายทั้งหมดแล้ว
นอกจากนี้ยังมีผู้เดือดร้อนอีกจำนวนมากที่ได้รับผลกระทบจากเสียงและผลกระทบจากการจราจรที่ติดขัด ทำให้เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น เป็นต้น

นอกจากนี้ พล.ต.ต.สุรพล ยืนยันว่าตำรวจทุกหน่วยในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ไม่ได้ปล่อยเกียร์ว่างในการปฏิบัติหน้าที่

ภาพประชาทรรศน์มัดม็อบชั่ว
ด้าน พ.ต.ท.ภูเบศ เส้นขาว รองผกก.สน.นางเลิ้ง เปิดเผยความคืบหน้ากรณีเกิดเหตุปะทะกันระหว่างกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และกลุ่มต่อต้านพันธมิตร เมื่อวันอาทิตย์ที่ 25 พฤษภาคม ที่ผ่านมาจนมีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก ว่าเจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจสอบรายชื่อและที่อยู่ของผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าวจาก รพ.วชิรพยาบาล จำนวน 16 คน และรพ.วิชัยยุทธ 1 คน แต่ทั้งหมดยังไม่ยอมมาแจ้งความ

ทั้งนี้ได้ดำเนินการออกหมายเรียก เพื่อเป็นผู้กล่าวหากับผู้บาดเจ็บทั้งหมด เพื่อให้เข้าให้ปากคำกับพนักงานสอบสวนแล้ว ส่วนกรณีหนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ มีการตีพิมพ์ภาพเหตุการณ์ โดยพบผู้กระทำผิดและผู้ถูกกระทำอย่างชัดเจนนั้นจะได้ทำการตรวจสอบ และหากพบว่าเป็นหลักฐานได้ก็จะทำการออกหมายจับตัวคนร้ายต่อไป

อนึ่ง ภาพที่ประชาทรรศน์ นำเสนอเป็นภาพกลุ่มคนที่มีผ้าโพกหัวและผ้าพันคอมีข้อความ “กู้ชาติ” พร้อมอาวุธครบมือ กำลังรุมทำร้ายคนที่ไม่มีทางสู้จนได้รับบาดเจ็บสาหัส รวมทั้งประชาชนที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่




บิ๊กปชป.ยอมรับร่วมม็อบ เผยพรรคเปิดทางขึ้นเวที


พปช. สุดทนพรรคการเมืองเจ้าหลักการ ยื่น กกต. ยุบพรรคประชาธิปัตย์ มีพฤติกรรมส่อเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตย ขณะที่แกนนำพรรคพร้อมใจออกมาแก้ต่างหน้าตาเฉย ร่วมม็อบพันธมิตรฯ แค่กิจกรรมส่วนตัวไม่เกี่ยวพรรค เผยพรรคเปิดทางขึ้นเวทีปราศรัยได้

เมื่อบ่ายวันที่ 28 พฤษภาคม ที่ผ่านมา นายศุภชัย ใจสมุทร รองโฆษกพรรคพลังประชาชน ได้เดินทางยื่นหนังสือต่อ นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธาน กกต. ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง โดยกล่าวว่า การมาในวันนี้กระทำในฐานะส่วนตัว คือขอให้ กกต. พิจารณาดำเนินการยุบพรรคประชาธิปัตย์ เนื่องจากมีหลักฐานชัดเจนว่า พรรคประชาธิปัตย์กระทำการอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญ และกระทำการขัดต่อกฎหมาย ซึ่งอาจถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2550 มาตรา 94 (3) (4) ประกอบมาตรา 95

โดยระบุว่า การที่พรรคประชาธิปัตย์ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 แต่ไม่ใช้วิธีการโต้แย้งคัดค้านในรัฐสภา ที่เป็นการดำเนินการตามหลักการของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง แต่กลับมีมติให้สมาชิกพรรคเข้าร่วมชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กระทำการคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ถือเป็นการเล่นการเมืองนอกสภาที่เข้าข่ายเป็นการทำการอันเป็นปฏิปักษ์ต่อระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และเป็นการกระทำที่ขัดต่อ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ซึ่งถือว่า เป็นเหตุที่ให้นายทะเบียนพรรคการเมืองสามารถดำเนินการส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาสั่งยุบพรรคประชาธิปัตย์ได้

นายศุภชัย ระบุว่า นายเทพไท เสนพงศ์ ผู้ช่วยเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ได้แถลงชัดเจนว่า พรรคมีมติให้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคเป็นผู้แทนของพรรคในการดำเนินการรณรงค์คัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างเข้มข้น เทียบเท่ากับตอนที่รณรงค์ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไป โนโหวต (NO VOTE) ในการเลือกตั้งเมื่อปี 2549 และยังมี นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ นายอลงกรณ์ พลบุตร ขึ้นเวทีปราศรัยกับกลุ่มพันธมิตรฯ ด้วย เช่นเดียวกับ คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ที่แม้ไม่ได้ขึ้นปราศรัยแต่ก็ไปเกาะอยู่ขอบเวที นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลอีกว่า ประชาชนจากต่างจังหวัดที่เดินทางเข้ามาร่วมชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรฯ จำนวนมากนั้น มาโดยการนำพาของ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ด้วย

“การที่หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เคยระบุว่า ความคิดของ นายจักรภพ เพ็ญแข รมต.ประจำสำนักนายกฯ เป็นทัศนคติที่อันตราย แต่เมื่อเทียบกับสิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์กระทำอยู่ขณะนี้คือ การเล่นการเมืองนอกสภา ถือเป็นอันตรายต่อการปกครองอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขยิ่งกว่าเสียอีก” นายศุภชัยกล่าว

เมื่อถามว่า การไปร่วมเวทีพันธมิตรฯ ของ ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ จนเป็นเหตุให้มีการยื่นยุบพรรคประชาธิปัตย์ แตกต่างอย่างไรกับการที่นายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ พรรคพลังประชาชน ไปร่วมกับกลุ่มแกนนำมหาพลังประชาชน อาจเป็นเหตุให้พรรคพลังประชาชนถูกเสนอยุบพรรคได้ นายศุภชัย กล่าวว่า พรรคพลังประชาชนไม่เคยมีการแถลงเป็นมติเหมือนพรรคประชาธิปัตย์ สิ่งที่นายประชาทำไป พรรคไม่ได้มีส่วนรับรู้หรือเห็นด้วย ผิดกับพรรคประชาธิปัตย์ที่มีมติให้นายสุเทพ เป็นตัวแทนร่วมกับพันธมิตรฯ ซึ่งไม่ใช่วิถีทางของประชาธิปไตย โดยการเดินทางมายื่นหนังสือในครั้งนี้ยังไม่ได้มีการยื่นหลักฐานใดๆ ประกอบ แต่หากนายทะเบียนพรรคการเมืองต้องการก็พร้อมนำมาให้พิจารณา

ด้านนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชน กล่าวถึงกรณีเดียวกันนี้ว่า การที่สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์เข้าร่วมกับพันธมิตรฯ นั้น ตนอยากรู้ว่า สมาชิกพรรคศรัทธาในพันธมิตรฯ หรือว่าพรรค หรือเป็นส่วนหนึ่งของพันธมิตรฯ ส่วนการที่ประชาธิปัตย์ให้สมาชิกไปร่วมกับพันธมิตรฯ จะเป็นในนามส่วนตัวหรือไปร่วมเคลื่อนระดมพลก็ตาม วันนี้เห็นได้ชัดเจนว่า อุดมไปด้วยผู้แทนสอบตกทั้งนั้น ซึ่งตนต้องการจะพูดคือ คุณต้องการโค่นล้มระบอบประชาธิปไตยอีกแล้วหรือ

อย่างไรก็ตาม ยังโชคดีที่ผู้บัญชาการทหารบกมีสติพอ ไม่เชื่อในการยั่วยุ ด้วยข้อกล่าวหาในเรื่องสถาบัน เรื่องการเปลี่ยนแปลงการปกครองไปสู่ระบบสาธารณรัฐเป็นเพียงการโกหกคำโตที่รับไม่ได้อย่างถึงที่สุด แต่เรื่องที่น่าเหลวร้ายกับกลายเป็นว่า พรรคการเมืองอย่างพรรคประชาธิปัตย์ไปเชื่อได้อย่างไร

“ภาพความรุนแรงของการใช้กำลังเข้าทำร้ายกันระหว่างการชุมนุมนั้น เป็นที่ประหลาดใจอย่างหนึ่งคือ ในขณะที่พันธมิตรฯไปทำร้ายประชาชนข่าวไม่ออก ซึ่งทิศทางข่าวไม่มีความเป็นธรรม เพราะเห็นได้ชัดเจนว่า ฝ่ายที่มีการเตรียมกำลังและอาวุธ มีด ไม้ ท่อนเหล็กนั้น มันไม่ใช่หลักอหิงสา อโหสิ แต่เป็นการเตรียมสถานการณ์พร้อมรบเมื่อเกิดการปะทะ จึงอยากบอกว่า ใครจะพูดให้สวยอย่างไรก็ตาม มันไม่มีประโยชน์อะไรเลยถ้าหากพฤติกรรมมันฟ้องชัดแบบนี้” นายจตุพร กล่าว

ขณะที่นายกุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน กล่าวให้ความเห็น โดยตนมองว่า การที่สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์เข้าร่วมชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรฯ เพราะมีเป้าหมายเดียวกัน คือในวันนี้คนของพันธมิตรฯเข้าไปในกลุ่มการเมืองแล้ว แต่เมื่อสู้ในระบบรัฐสภาแล้วไม่ชนะ ดังนั้น จึงหันมาใช้วิธีนอกรัฐสภา ซึ่งพันธมิตรฯ เคยทำชนะมาแล้วจึงทำให้ย่ามใจ เมื่อผนวกกับพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งก็แพ้ในระบบการเลือกตั้ง เพราะฉะนั้น พวกนี้ต่อสู้มีเป้าหมายทางการเมืองคือ อยากจะได้ตำแหน่ง ต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองโดยอำนาจนอกระบบ

“ทุกคนที่ร่วมมือกันนั้น ล้วนลงเลือกตั้งและแพ้มากันทั้งนั้น บางคนก็เคยเป็น สนช.ก็เห็นหน้ากันชัดอยู่ ซึ่งเป้าหมายของทั้งสองกลุ่มคือต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่มีการกลับลำเอาดื้อๆ เป้าคือเพื่อล้มล้างรัฐบาล เพื่อให้เอาอำนาจนอกระบบเข้ามา ฉะนั้น จึงต้องปฏิเสธทุกอย่างที่ทำในระบบ ซึ่งเป้าหมายนั้นชัดเจนอยู่แล้ว” ร.ท.กุเทพ กล่าว

ส่วนทางด้านพรรคประชาธิปัตย์ นายอลงกรณ์ พลบุตร กล่าวโต้ตอบว่า การที่ ส.ส.ของพรรคประชาธิปัตย์เข้าร่วมเวทีกับกลุ่มพันธมิตรฯ ถือเป็นเรื่องปกติ เหมือนกับตอนที่กลุ่มพันธมิตรฯชุมนุมต่อต้านอดีตนายกฯ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งเรื่องนี้พรรคได้แถลงไปก่อนหน้านี้แล้วว่า เป็นสิทธิส่วนบุคคลที่จะไปสังเกตการณ์หรือร่วมชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรฯ แต่ไม่ใช่ในนามพรรคประชาธิปัตย์อย่างแน่นอน ซึ่งพรรคไม่เห็นเป็นความผิดแต่อย่างใด

ทั้งนี้ พรรคได้มีการกำชับต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดด้วยว่า 1.จะต้องไม่ไปในนามของพรรคประชาธิปัตย์ 2.หากได้รับเชิญให้ขึ้นเวที สามารถขึ้นพูดในหลักวิชาการได้ รวมทั้งต้องไม่เป็นการปราศรัยเพื่อขับไล่รัฐบาล เพราะพรรคประชาธิปัตย์อยู่ในระบบรัฐสภา ซึ่งพรรคได้แถลงไปหลายครั้งแล้ว ส่วนกรณี นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ และ นายสำราญ รอดเพชร ทั้ง 2 คนเป็นแกนนำของกลุ่มพันธมิตรฯ มาก่อน ดังนั้น คนของรัฐบาลไม่ควรที่จะมาใส่ร้ายป้ายสีว่า พรรคประชาธิปัตย์อยู่เบื้องหลังการชุมนุม โดยเฉพาะการขนประชาชนมาเข้าร่วมการชุมนุม

ต่อข้อถามว่า หากเกิดความรุนแรงหรือความเสียหายจาการกระทำของกลุ่มพันธมิตรฯ พรรคประชาธิปัตย์จะร่วมรับผิดชอบด้วยไหม นายอลงกรณ์ กล่าวว่า รัฐบาลควรพร้อมรับมือกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะเป็นหน้าที่ของรัฐบาลโดยตรง ส่วนสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ที่ใช้สิทธิส่วนตัวเข้าร่วมการชุมนุม พรรคได้มีการกำชับว่า ให้เข้าร่วมชุมนุมโดยสงบในกรอบของกฎหมายและให้ช่วยกันระวังไม่ให้เกิดเหตุของความรุนแรง ไม่ว่าเหตุการณ์จะเกิดขึ้นจากฝ่ายใดก็ตาม

ส่วนข้อครหาการขนประชาชนในจังหวัดเพชรบุรีโดยมีน้องชายคือนายอรรถพร พลบุตร เป็นแกนนำมานั้น ตนอยากชี้แจงว่า ไม่เป็นความจริง เพราะคนเพชรบุรีเคยร่วมชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรฯมาแล้วเมื่อปี 2549 และครั้งนี้ก็ไม่เห็นเห็นด้วยกับการแก้รัฐธรรมนูญ จึงมาชุมนุมโดยสมัครใจ ไม่มีการขนมาหรือจ้างมา

ขณะที่คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช หนึ่งในสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ที่พบเห็นอย่างโจ่งแจ้งข้างเวทีกลุ่มพันธมิตรฯ กล่าวว่า พรรคไม่เคยพูดว่าสนับสนุน และที่ตนไปร่วมในชุมนุมก็เป็นเรื่องส่วนตัว ไม่ได้ไม่ผิดกฎหมาย และพรรคก็ไม่ได้ห้าม ส่วนการปิดถนนของกลุ่มพันธมิตรฯ พรรคก็ไม่เคยออกมาแสดงความคิดเห็นว่าเหมาะสมหรือไม่ ขึ้นอยู่วิธีการของแต่ละกลุ่มจะดำเนินการอย่างไร ซึ่งไม่อยากก้าวล่วง

ต่อข้อถามว่า การเข้าร่วมชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรฯ แสดงว่าสนับสนุนการเคลื่อนไหวนอกสภาใช่หรือไม่ คุณหญิงกัลยา กล่าวว่า หากประชาชนไม่สามารถแสดงความคิดเห็นในสภา ประชาชนก็ต้องคิดหาช่องทางตามกฎหมายที่สามารถจะแสดงความคิดเห็นได้ ซึ่งตนได้แสดงความคิดเห็นในสภาแล้ว แต่เมื่ออยู่นอกสภาก็เป็นเพียงประชาชนคนหนึ่งที่อยากออกมาร่วมกิจกรรมใดๆ ก็ได้ ไม่ใช่ว่าจะต้องขังตัวเองเอาไว้ในบ้านอย่างเดียวเมื่ออยู่นอกสภา และก็ไม่กลัวที่จะมีการยื่นถอดถอนจากการเป็น ส.ส. ด้วย เพราะไม่ได้ทำผิดกฎหมายอะไร


จี้ปลด 2 นายทหารเผด็จการ ‘สมเจตน์-สพรั่ง’ ปลุกปฏิวัติ

“สมาพันธ์ประชาธิปไตย” บุกกองทัพบก-ทำเนียบรัฐบาล ยื่นจดหมายเปิดผนึก จี้ รมว.กลาโหม-ผบ.ทบ. ปลด 2 นายพลเผด็จการ “สมเจตน์-สพรั่ง” หลังยังไม่เลิกพฤติกรรมพ่นน้ำลายยุยงให้ทหารออกมายึดอำนาจอีกรอบ ขานรับการเคลื่อนไหวของกลุ่มม็อบป่วนเมือง

ในวันนี้ 28 พฤษภาคม ที่ผ่านมา นางประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ ประธานสมาพันธ์ประชาธิปไตย และ นพ.เหวง โตจิราการ ได้เดินทางเข้ายื่นจดหมายเปิดผนึก เกี่ยวข้องกับนายทหาร 2 นาย ที่ออกมาเรียกร้องให้ทหารออกมาทำการรัฐประหารเพื่อแก้ไขปัญหาของบ้านเมืองถึง 2 แห่งด้วยกัน โดยแห่งแรก ได้เข้ายื่นจดหมายกับ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก เพื่อขอให้ทหารวางตัวเป็นกลางทางการเมือง ไม่ยึดติดฝ่ายใด และขอให้การเมืองเดินไปตามวิถีทางประชาธิปไตย แม้จะเกิดความรุนแรงขึ้นบ้าง ก็ขอให้เป็นหน้าที่ของตำรวจและกระบวนการยุติธรรม ที่จะดำเนินการกับผู้ก่อเหตุ หรือผู้ที่ทำผิดกฎหมาย ซึ่ง ผบ.ทบ.ได้ส่งเลขานุการเป็นตัวแทนออกมารับ

ขณะที่ช่วงบ่าย (13.30 น.) คณะของนางประทีป และ นพ.เหวง ได้เดินทางมาที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อยื่นจดหมายเปิดผนึกแก่ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ขอให้พิจารณาปลด พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม และ พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร ออกจากราชการทหาร ด้วยก่อนหน้านี้ได้ออกมาให้สัมภาษณ์มีใจความสนับสนุนให้ทหารออกมาทำการปฏิวัติรัฐประหารยึดอำนาจ เพื่อแก้ไขปัญหาของประเทศอีกครั้ง ซึ่งขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ และอุดมการณ์ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่ข้าราชการทั้งทหารและพลเรือนพึงต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ลงนามโดย นางประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ ประธานสมาพันธ์ประชาธิปไตย

นอกจากนี้ ยังมีเอกสารอ้างอิงการให้สัมภาษณ์ของ พล.อ.สมเจตน์ จากคอลัมน์ เก็บตก บนเว็บไซต์ของหนังสือพิมพ์เนชั่น วันที่ 27 พฤษภาคม 2551 และการให้สัมภาษณ์ของ พล.อ.สพรั่ง จากหนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 27 พฤษภาคม 5251 แนบประกอบจดหมายเปิดผนึกมาด้วย

ทั้งนี้ นางประทีป กล่าวกับ พล.ต.ท.วิเชียรโชติ ขณะยื่นจดหมายว่า ทหารไม่ควรออกมาเชื้อเชิญให้เกิดการรัฐประหารและยึดอำนาจขึ้นอีกครั้ง ซึ่งไม่ทราบว่าขณะนี้ในประเทศไทยเป็นอะไรไป ถึงให้นายทหารอย่าง พล.อ.สพรั่ง และ พล.อ.สมเจตน์ ซึ่งเป็นนายทหารชั้นผู้ใหญ่ ออกมาพูดจาเหมือนให้สัญญาณจะเกิดการรัฐประหารอีกครั้ง ทั้งที่รัฐบาลเพิ่งผ่านการเลือกตั้งมาได้แค่ 3 เดือนเท่านั้น ขณะที่เศรษฐกิจก็กำลังเริ่มจะดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม ทันทีที่นายทหารระดับสูงทั้ง 2 ออกมากล่าวถ้อยคำเช่นนี้ ผนวกกับม็อบของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยออกมาชุมนุมเคลื่อนไหว ส่งผลให้เศรษฐกิจของประเทศแย่ลงทันที ดังจะเห็นได้จากหุ้นตกแล้วกว่า 20 จุด และต่างชาติขาดความน่าเชื่อถือ เพราะฉะนั้น ในฐานะที่นายกรัฐมนตรีดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมด้วย จึงขอให้ช่วยพิจารณาปลดนายทหารทั้ง 2 คนนี้ออกจากราชการทหาร เพราะมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมที่จะอยู่เป็นข้าราชการร่วมทำงานกับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย นางประทีป กล่าวและว่า

“อยากเชื้อเชิญท่านทั้ง 2 คน ไปอยู่กับทหารพม่าน่าจะเหมาะสมที่สุด อยากจะฝากท่านโฆษกได้ช่วยกรุณาด้วย เพราะพวกเราไม่ต้องการให้ประเทศชาติกลับเข้าสู่วังวนการทำรัฐประหารอีก นี่พอมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งได้ไม่เท่าไรก็ออกมายึดอำนาจ โค่นล้มระบอบประชาธิปไตยอีก เพราะฉะนั้น ถ้ายังมีทหารที่ฝักใฝ่เผด็จการอยู่ ประเทศก็จะลำบาก อยากย้ำว่าเราต้องการให้ประเทศชาติเป็นประชาธิปไตย” นางประทีป กล่าว

ขณะที่ นพ.เหวง กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ได้ไปยื่นหนังสือให้ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) คือ พล.อ.อนุพงษ์ ด้วย โดยมีเลขานุการออกมารับหนังสือไว้ ซึ่งสิ่งที่เรียนให้ ผบ.ทบ. ทราบก็คือ อยากให้ช่วยดูแลลูกน้องให้ดี อย่าได้ทำตัวเป็นทหารแตกแถว ซึ่งอยากฝากโฆษกไปเรียนนายกรัฐมนตรีในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมด้วยว่า ในวันนี้เศรษฐกิจกำลังดิ่งลงเหว ชาวต่างชาติเห็นม็อบพันธมิตรฯ ก็รู้สึกไม่ไว้ใจสถานการณ์ทางการเมืองว่าจะเกิดการรัฐประหารขึ้นอีกหรือไม่

“หากเป็นไปได้อยากให้นายกรัฐมนตรีประชุมทูตทั่วโลกและเรียนเชิญ ผบ.ทบ. แถลงให้ความมั่นใจกับนานาประเทศทั่วโลกด้วยว่า ประเทศไทยจะไม่มีการทำรัฐประหารอย่างเด็ดขาด แต่จะใช้วิธีการแก้ปัญหาโดยระบบรัฐสภา เช่นเดียวกันกับม็อบพันธมิตรฯ ก็อยากให้นายกรัฐมนตรีช่วยดูแลอย่าให้ลุกลามขยายตัวมากขึ้นกว่านี้ เพราะคนกลุ่มนี้หาเรื่องโจมตีใส่ร้ายป้ายสี การแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าเป็นการล้มรัฐธรรมนูญ เป็นการล้มสถาบันและเป็นการสร้างระบอบสาธารณรัฐ ซึ่งทั้งหมดเป็นสิ่งที่ไม่จริง โดยเฉพาะนายทหาร 2 คน ที่ออกมาพูดจาเพื่อให้เกิดการรัฐประหาร หากไม่มีการเปลี่ยนตำแหน่ง ก็ควรจะปลดออกจากตำแหน่งด้วย” นพ.เหวง กล่าว

อย่างไรก็ตาม สำหรับเนื้อหาในจดหมายเปิดผนึกดังกล่าว ระบุว่า เนื่องจากประเทศไทยปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามบทบัญญัติในมาตรา 2 ของรัฐธรรมนูญ 2550 ดังนั้น ข้าราชการทุกคน ทั้งพลเรือนและทหารต้องยึดมั่นและเคารพศรัทธาต่อการปกครองในระบอบนี้ และยังต้องรักษาไว้พร้อมปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ ดังที่หลายองค์กรต้องให้สัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับตำแหน่ง

จดหมายเปิดผนึก ระบุต่อว่า ความขัดแย้งทางการเมืองย่อมเป็นปกติธรรมดาในทุกประเทศ แต่การแก้ไขความขัดแย้งทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขนั้นต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ จึงไม่มีช่องทางใดๆ ที่จะอนุญาตให้ทหารเข้ามาแก้ไขปัญหาวิกฤติการเมืองภายในประเทศแม้แต่น้อย

ดังนั้น การแสดงความคิดเห็นทางการเมืองสนับสนุนให้ทหารเข้ามาแก้ไขปัญหาความมั่นคงภายในจึงเท่ากับเป็นการสนับสนุนให้ทำการรัฐประหารยึดอำนาจนั่นเอง ซึ่งการแสดงออกดังกล่าวขัดต่อรัฐธรรมนูญ 2550 และเป็นการขัดต่ออุดมการณ์ประชาธิปไตยอย่างสิ้นเชิง

เนื้อหาระบุด้วยว่า ทหารในกองทัพไทยต้องเป็นทหารในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขเท่านั้น และต้องไม่เป็นทหารในระบอบเผด็จการรัฐประหารเป็นอันขาด ซึ่งทหารผู้ใดที่มีอุดมการณ์เผด็จการรัฐประหารจึงไม่สมควรที่จะรับราชการทหารต่อไป แต่ในขณะนี้ปรากฏเป็นที่ชัดเจนแล้วว่า มีนายทหาร 2 นาย ได้แก่ พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม และ พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร ที่แสดงความเห็นให้ใช้กำลังทหารเข้ามาแก้ไขปัญหาการเมือง แม้จะอ้างเหตุผลใดก็ตาม ก็เท่ากับสนับสนุนให้ทหารทำการปฏิวัตินั่นเอง

พร้อมลงท้ายว่า สมาพันธ์ประชาธิปไตยจึงขอเรียกร้องให้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พิจารณาพฤติกรรมและแนวอุดมการณ์เผด็จการรัฐประหารของนายทหารทั้ง 2 ที่เข้าข่ายไม่ยอมรับระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และให้พิจารณาสั่งปลดนายทหารทั้ง 2 ออกจากราชการด้วย

ขณะที่เอกสารอ้างอิงกรณี พล.อ.สมเจตน์ จากเว็บไซต์เนชั่น เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม มีใจความว่า พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม ประธานที่ปรึกษากระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงการออกมาเรียกร้องให้ทหารทำการปฏิวัติอีกครั้งว่า ที่ตนออกมาแสดงความคิดเห็นไม่ใช่เป็นการปลุกกระแส แต่เนื่องจากเห็นว่า การบริหารงานของรัฐบาลที่ผ่านมา ไม่มีหนทางที่จะสามารถแก้ไขปัญหาของบ้านเมืองได้ และขณะนี้ทหารทุกคนก็รู้สึกอึดอัด โดยเฉพาะตนเมื่อทำอะไรไม่ได้ก็ต้องออกมาเรียกร้อง มาแสดงความคิดเห็น เพราะในฐานะคนไทยก็ต้องการเห็นบ้านเมืองพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น

พล.อ.สมเจตน์ กล่าวว่า การปกครองในระบอบประชาธิปไตยเป็นสิ่งที่ดี แต่การได้คนไม่ดีเข้ามาปกครองบริหารบ้านเมืองโดยไม่มีความชอบธรรม ประเทศชาติก็ไปไม่รอด เพราะขณะนี้ประชาธิปไตยไม่สามารถที่จะแก้ไขปัญหาใดๆ ได้ เรามีแต่นักเลือกตั้งที่ใช้กฎศรีธนญชัย ทุกอย่างต้องตีความหมด เป็นการตีความเพื่อเอาตัวรอด ทำให้ผลประโยชน์บ้านเมืองระส่ำระส่าย ยิ่งคนในคณะรัฐมนตรีที่มีแนวความคิดล้มล้างสถาบันเบื้องสูง บ้านเมืองก็ต่ำลงทุกที

ขณะที่เอกสารอ้างอิงกรณีของ พล.อ.สพรั่ง ระบุจากหนังสือพิมพ์ มติชน ฉบับที่ 11035 ประจำวันที่ 27 พฤษภาคม เริ่มต้นที่พาดหัวข่าวว่า พล.อ.สพรั่ง ชี้ทหารเพิกเฉยไม่ได้ หากเกิดการต่อสู้ต้องปกป้อง ปท. ส่วนใจความระบุว่า พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร รองปลัดกระทรวงกลาโหม และอดีตผู้ช่วยเลขาธิการคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคมว่า หากเกิดความไม่สงบ ผู้ที่นำม็อบออกมาชนต้องเป็นผู้รับผิดชอบ ตำรวจต้องวางตนให้เป็นที่พึ่ง เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม ขณะนี้เป็นความพยายามอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดความสำเร็จ และบรรลุเป้าหมายของการแสดงออก

ส่วนสถานการณ์ขณะนี้มีเงื่อนไขก่อให้เกิดการปฏิวัติขึ้นหรือไม่นั้น พล.อ.สพรั่ง กล่าวว่า “หากสถานการณ์หาทางออกไม่ได้ การเผชิญหน้าก็ต้องเกิดขึ้น ทางเดียวคือฝ่ายรักษาความมั่นคง ต้องรับผิดชอบคลี่คลายสถานการณ์ให้ได้ ทหารเพิกเฉยต่อสถานการณ์ไม่ได้ หากเกิดเหตุจลาจล บ้านเมืองวิกฤติ ซึ่งหากเกินกำลังที่ตำรวจจะดำเนินการ ทหารจะทำเป็นทองไม่รู้ร้อนไม่ได้”

ผู้สื่อข่าวถามว่า แสดงว่ายังมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดการปฏิวัติรัฐประหารขึ้น พล.อ.สพรั่ง กล่าวว่า ไม่ข้อรับรองหรือยืนยันว่าจะมีหรือไม่มี เพราะขึ้นอยู่กับสถานการณ์ขณะนั้นว่าเป็นอย่างไร หากหลายฝ่ายเกิดการต่อสู้เข้าห่ำหั่นกัน ถึงตอนนั้นก็เป็นความรับผิดชอบของทหารที่จะต้องปกป้องประเทศ

ส่วนในตอนท้ายเป็นใจความการให้สัมภาษณ์ถึงความเห็นต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญของ พล.อ.สพรั่ง ซึ่งให้ความเห็น ไม่ต้องแก้อะไร และก็สงสารประเทศชาติมาก ซึ่งขณะนี้เป็นการต่อสู้ระหว่างความดีกับความชั่ว หากเพิกเฉยก็รอรับผลเลยว่า เดือดร้อนแน่นอน

ด้าน พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร รองปลัดกระทรวงกลาโหม ออกมาตอบโต้ทันควัน ยืนยันเป็นทหารประชาธิปไตย 100 เปอร์เซ็นต์ ไม่ใช่เป็นทหารเผด็จการตามที่ นพ.เหวง กล่าวหา เพราะถ้าอย่างนั้นคงจะมีการจัดการอย่างเด็ดขาดกับกลุ่มของ นพ.เหวง เหมือนกับที่ทหารในประเทศป่าเถื่อนมีการปฏิบัติกัน พร้อมกันนี้ยังท้าให้รอดูผลจากกรณีที่ นพ.เหวง ยื่นถอดถอนตนกับ พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม ประธานที่ปรึกษากระทรวงกลาโหม ว่าจะทำได้หรือไม่


ที่มา:
http://www.naewna.com


ทนความจริงไม่ได้ ฉีก‘ประชาทรรศน์’ โชว์ถ่อยกลางเวที


ม็อบถ่อยแค้นจัด “ประชาทรรศน์” อวดศักดา กางหนังสือพิมพ์ฉีกโชว์กลางเวที พร้อมประกาศเจอที่ไหนให้ช่วยกันฉีกให้หมด หลังจากก่อนหน้านั้นถูกเปิดโปงพฤติกรรม ทั้งกรณีขอเงิน “ประชัย” 30 ล้าน แต่ถูกปฏิเสธ ไปจนถึงความเชื่อมโยงกับพรรคการเมือง ยันทหารนอกแถว ส่อจุดชนวนความรุนแรงนำไปสู่การปฏิวัติ

ท่ามกลางการเปิดเวทีปราศรัยของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ปักหลักปิดถนนราชดำเนินกลางโดยไม่สนใจใยดีความเดือดร้อนของชาวบ้านต่อเนื่องเป็นเวลา 4 วันมาแล้ว นั้น

ในช่วงกลางวันนอกเหนือไปจากการสลับสับเปลี่ยนกันขึ้นเวทีของบรรดาลิ่วล้อพันธมิตรฯ ทั้งหลาย ที่พยายามปลุกระดมผู้คนให้เกลียดชังรัฐบาล และส่อว่ามีเจตนาล้มล้างรัฐบาล เชิญชวนให้ทหารทำการปฏิวัติแล้ว

ในช่วงหนึ่งของเวทีปราศรัย เวลาประมาณ 17.45 น. วันที่ 28 พฤษภาคมที่ผ่านมา นายวัชระ เพชรทอง อดีตผู้สมัคร ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ได้ขึ้นเวทีพร้อมกับสบถ และยกหนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ ขึ้นมาฉีกบนเวที พร้อมทั้งประกาศว่าหากพบหนังสือเล่มนี้ที่ไหนให้ทุกคนช่วยกันฉีกทิ้งให้หมด

ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่ นสพ.ประชาทรรศน์ ได้นำเสนอข่าวเปิดโปงการชุมนุมของพันธมิตรฯ มาอย่างต่อเนื่อง

ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่มีการขอสนับสนุนเงิน 30 ล้านบาท จากนายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ แห่งทีพีไอ แต่ถูกปฏิเสธ
หรือจะเป็นประเด็นที่ประชาทรรศน์ชี้ให้เห็นถึงความสัมพันธ์และความพยายามของกลุ่มคน พรรคการเมือง และทหารบางนาย ที่จงใจจะสร้างความวุ่นวายในบ้านเมือง เพื่อนำไปสู่การปฏิวัติรัฐประหาร

รวมไปถึงกรณีที่มีพรรคการเมืองเก่าแก่ให้การสนับสนุนการชุมนุมด้วยการจัดรถขนคนมาร่วมม็อบ ที่มีการอ้างว่าจ่ายค่าเดินทางหัวละ 1,300 บาท เพื่อการชุมนุม 3 วัน 3 คืน

สำหรับนายวัชระนั้น ปัจจุบันไม่ปรากฏว่ามีอาชีพชัดเจน แต่ในอดีตเคยเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง กทม. ของพรรคประชาธิปัตย์ แต่สอบตก และยังคงวนเวียนทำกิจกรรมกับพรรคและกลุ่มพันธมิตรฯ มาตั้งแต่การชุมนุมก่อนการปฏิวัติรัฐประหาร 19 กันยายน 2549

เป็นคนจังหวัดสุราษฎร์ธานี และทำกิจกรรมเคลื่อนไหวต่างๆ มาตั้งแต่เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง

เมื่อปีที่ผ่านมาเพิ่งจะขึ้นบ้านใหม่หลังใหญ่ เข้าขั้นคฤหาสน์


134 ขรก.ก.ศึกษาแจ้งจับพันธมิตรฯ ปิดถนนทำเดือดร้อน ไล่ตะเพิดไปชุมนุมที่อื่น


นายบำเหน็จ ทิพย์อักษร รองเลขาธิการคณะกรรการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา ( สกสค. ) พร้อมด้วยข้าราการในกระทรวงศึกษาธิการหลายคนเข้าร้องทุกข์ต่อ พ.ต.ท. เอกพล ทวิชวงค์ไชยกุล พนักงนสอบสวน สน.ดุสิต เรื่องการได้รับความไม่สะดวกจากการประท้วงของกลุ่มพันธมิตรที่ปิดถนนหน้ากระทวงศึกษาธิการโดยนำใบรวมร่วมรายชื่อเจ้าหน้าที่ที่ได้รับความเดือดร้อนจำนวน134 คน

โดยนายบำเหน็จให้การว่าทางเจ้าหน้าที่ข้าราชการในกระทรวงในหลายหน่วยงานได้รับความเดือดร้อนจากการปิดถนนหน้ากระทรวงศึกษาธิการจึงได้เข้ามาร้องทุกข์กล่าวโทษกลุ่มพันธมิตรโดยให้ตำรวจเข้าประสานกับกลุ่มพันธมิตรเพื่อขอร้องให้ทางกลุ่มพันธมิตรอย่าปิดถนนหน้ากระทรวงเนื่องจากทุกวันนี้ข้าราชการต้องปรับเปลี่ยนเวลาการมาทำงานโดยหลายคนที่ใ ช้รถยนต์ต้องอ้อมไปเข้าทางถนนราชสีมาเนื่องจากประตูด้านหน้าเดินทางไม่สะดวก

เวลาที่เจ้าหน้าที่ต้องติดต่อราการหรือคนที่มาติดต่อกับทางกระทรวงต้องได้รับผลกระทบโดยตรงลูกจ้างบางคนนั่งรถประจำทางมาก็ต้องอ้อมทำให้มาทำงานสาย ตอนนี้ผมต้องตื่นมาทำงานตั้งแต่ตี4กว่าจะถึงที่ทำงานก็สายแล้ว นายบำเหน็จกล่าว

นายบำเหน็จกล่าวต่อว่าในเรื่องการประท้วงทางเจ้าหน้าที่ไม่ได้เข้าไปขัดขวางเพราะการชุมนุมเป็นเรื่องสิทธิของแต่ละบุคคลตามระบอบประชาธิปไตยแต่การเรียกร้องต้องอย่าให้ผู้อื่นได้รับผลกระทบซึ่งหากว่าการเจรจาไม่เป็นผลอยากให้ทางเจ้าหน้าที่นำกฎหมายมาบังคับใช้

ด้านนายวรวิทย์ สุระโภชน์ อายุ 50 ปีข้าราชการปะดับ8 กล่าวว่าอยากให้ทางกลุ่มพันธมิตรไปประท้วงที่อื่นเพราะถนนเส้นนี้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนมากซึ่งหลายคนในเวลาเดินทางมาทำงานต้องอ้อมไปข้างทางด้านประตูหลังกระทรวง

รถยนต์หรือรถจักรยานยนต์เวลาจอดริมถนนเส้นนี้เจ้าหน้าที่ยังออกใบสั่งแต่ทำไมกานปิดถนนชุมนุมตลอดทั้งเส้นเจ้าหน้าที่ตำรวจกลับไม่ทำอะไรเพียงได้แต่คอยดูเฉยๆ”นายวรวิทย์กล่าว

ด้าน พ.ต.ท.เอกพล กล่าวว่าในเบื้องต้นได้ทำการสอบปากคำผู้ร้องทุกข์ในขั้นต่อไปจะรายงานผู้บังคับบัญชาระดับสูงให้ได้รับทราบต่อไป

Wednesday, May 28, 2008

ปิดถนนชาวบ้านเดือดร้อน เสมา 1 แนะตร.จัดการพันธมิตร

นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าววันนี้ (28 พ.ค.) ถึงการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ประกาศจะชุมนุมยืดเยื้อ อาจเป็นปัจจัยที่นำไปสู่ความรุนแรง ว่า หากทุกคนอยู่ในกรอบของกฎหมาย สถานการณ์จะเป็นไปด้วยความเรียบร้อย อย่างไรก็ตาม ไม่ทราบสาเหตุของการชุมนุมที่แท้จริง เพราะรัฐบาลเพิ่งทำงานมาเพียงไม่กี่เดือน การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องของรัฐสภา ที่จะพิจารณา ทางที่ดีที่สุดของการชุมนุม ควรคำนึงถึงความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองเป็นเรื่องใหญ่ ที่ผ่านมามีเสียงสะท้อนที่ต้องการให้ผู้ที่กำกับดูแลกฎหมายได้ปฏิบัติตามกฎหมาย โดยเฉพาะปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุม

"ผมอยู่กระทรวงศึกษาธิการ จะเข้า-ออกกระทรวงฯ ก็ลำบาก แทบจะเข้าไม่ได้ ประชาชน ข้าราชการ นักเรียน และนักศึกษา ก็ได้รับผลกระทบจากปัญหาการจราจรที่ติดขัดจากการปิดถนน หากจะชุมนุมในกรอบกฎหมาย ต้องไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนด้วย" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าว

รองนายกรัฐมนตรี กล่าวต่อกรณีกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เปลี่ยนเป้าหมายจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นการโจมตีขับไล่รัฐบาลที่ไม่ปกป้องสถาบัน ว่า ไม่ต้องการให้มีการกล่าวหากันอย่างไม่มีเหตุผล ปราศจากหลักฐาน รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้มาทำงานเพื่อประชาชน จึงไม่เคยคิดที่จะทำอะไรที่ไม่ดีไม่งามเกี่ยวกับสถาบัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันเดียวกัน พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และ พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ร่วมประชุมประเมินสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย พบว่าในการชุมนุมที่ผ่านมามียอดผู้ชุมนุมสูงสุดเมื่อคืนที่ผ่านมา คือจำนวน 5,000 คน ส่วนตั้งแต่ช่วงเช้าวันนี้มีผู้ชุมนุมเหลือประมาณ 300 ถึง 400 คน ขณะนี้เริ่มมีพ่อค้า-แม่ค้าและประชาชน เข้าร้องทุกข์แจ้งความกับตำรวจใน สน. ท้องที่ ว่าได้รับผลกระทบจากเสียงการปราศรัย และการปิดถนน เพราะทำให้ได้รับความเดือดร้อน

พล.ต.ต.สุรพล ทวนทอง รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่ายืนยันว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจะไม่มีการจับกุมแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย อย่างแน่นอน ส่วนในวันศุกร์นี้ที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ประกาศจะจัดชุมนุมใหญ่ ตำรวจจะจัดกำลังเข้าไปดูแลความเรียบร้อยเพิ่มเติม เพื่อป้องกันความวุ่นวายและการปะทะกันระหว่างกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยกับกลุ่มต่อต้าน ขอวอนผู้ชุมนุมไม่ให้มีการเคลื่อนขบวน เพราะจะยากต่อการดูแลควบคุมสถานการณ์ ส่วนการจะให้กลุ่มผู้ชุมนุมยอมเปิดถนน หรือย้ายไปชุมนุมในสถานที่อื่นนั้น ตำรวจกำลังพยายามเจรจากับแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยอยู่ ในช่วงนี้ประชาชนคงต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ด้วยการหลีกเลี่ยงเส้นทางการชุมนุมแทน

ด้าน ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล กล่าวถึงกรณีผู้ชุมนุมไม่พอใจที่ตำรวจเปิดเครื่องขยายเสียงเพลงรักกันไว้เถิด ขณะกำลังมีการถ่ายทอดเทปการปราศรัยของ นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี บนเวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ว่า เป็นเพราะกลุ่มผู้ชุมนุมได้นำลำโพงมาติดตั้งเพิ่มอีก 7 ตัว โดยหันหน้าไปยังลานพระราชวังดุสิต เป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม ตำรวจเคยไปเตือนไปหลายครั้งแล้ว แต่ก็ไม่นำพา จึงจำเป็นต้องใช้เสียงจากรถกระจายเสียงของตำรวจเข้ากลบเสียงรบกวนจากเวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย


นพดล ระบุการชุมนุมยืดเยื้อกระทบการลงทุนในไทยระยะยาว


28 พ.ค.- นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ภายหลังกล่าวสุนทรพจน์ในงานประชุมประจำเดือนของหอการค้าสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ว่า ได้พูดถึงบทบาทไทยในฐานะที่จะเป็นประธานอาเซียน พร้อมย้ำว่าจะสร้างอาเซียนให้มีความเข้มแข็ง และให้ความมั่นใจว่าจะพยายามเปิดเสรีทางการค้าภายใต้กรอบอาเซียนมากขึ้น นอกจากนี้ ยังได้ชี้แจงถึงสถานการณ์การเมืองของไทย ว่า ไทยมีสิทธิเสรีภาพในการชุมนุม และจนถึงขณะนี้ยัง ๆ ไม่มีปัญหากระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาล แต่หากการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยยืดเยื้อ จะไม่เป็นผลดี เพราะการขู่ขับไล่รัฐบาลใช้กฎหมู่เหนือกฎหมายจะกระทบต่อความรู้สึกของนักลงทุน และจะกระทบต่อการลงทุนในระยะยาว เพราะเสถียรภาพการลงทุนมีผลทางด้านจิตวิทยา เช่น การซื้อขายหุ้นยังมีผลกระทบทำให้ตลาดหลักทรัพย์ผันผวน แล้วการลงทุนขนาดใหญ่คงทำให้เงินทุนไหลออกจากประเทศไทยไปที่อื่น.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-28 15:39:40


สหรัฐยังสนใจลงทุนในไทยต่อ


ทำเนียบฯ 28 พ.ค.- นายสหัส บัณฑิตกุล รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลัง นายเอริค จี จอนห์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคาราวะ ที่ทำเนียบรัฐบาล วันนี้ (28 พ.ค.) ว่า เป็นการพบปะตามธรรมเนียม ไม่มีการสอบถามถึงสถานการณ์การเมืองในประเทศที่เกิดขึ้นขณะนี้ และสหรัฐยังจะสานต่อความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศ โดยปีนี้ไทย-สหรัฐ จะมีความสัมพันธ์ครบ 175 ปี ซึ่งก่อนหน้านี้ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ได้เคยหารือกับทูตสหรัฐ เรื่องการจัดงานฉลองในปีนี้แล้ว

“มีการหารือเรื่องการลงทุนของสหรัฐในไทย เพียงแต่ไม่ได้เจาะจงว่าเป็นโครงการใด โดยได้ย้ำว่า การลงทุนในไทยจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเต็มที่ แต่ที่ผ่านมาสหรัฐติดปัญหาในรายละเอียดของกฎหมายบางเรื่อง” นายสหัส กล่าว

ทั้งนี้ นายสหัส ปฏิเสธที่จะให้ความเห็น เมื่อถามถึงเรื่องการดำเนินการกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โดยกล่าวว่า “ที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีไม่เคยเปรยเรื่องการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ขอให้ไปสอบถามจากนายกรัฐมนตรีเอง”.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-28 15:36:00


สวนดุสิตโพลชี้ประชาชนหวั่นเกิดจลาจล

สวนดุสิตโพล 28 พ.ค.- สวนดุสิตโพล สำรวจความคิดเห็นประชาชนเรื่องม็อบชนม็อบ พบว่าประชาชนร้อยละ 32.49 ห่วงว่าจะเกิดการปะทะกันที่รุนแรง การก่อเหตุจลาจล ทำให้เศรษฐกิจของประเทศชะลอตัว และร้อยละ 43.79 เห็นว่าวิธีแก้ปัญหาคือหันหน้าเข้าหากัน

สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นของประชาชนในเขตกรุงเทพมหานคร เรื่องม็อบชนม็อบ จากกรณีกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยออกมาชุมนุมเพื่อต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แล้วเกิดการปะทะกับกลุ่มต่อต้านพันธมิตร จนทำให้เกิดเหตุการณ์บานปลาย และส่งผลกระทบต่อด้านต่าง ๆ เช่นภาพลักษณ์ของประเทศ การเมืองไทย และความไม่สงบในกรุงเทพมหานคร เพื่อสะท้อนแนวทางในการแก้ปัญหาจากกลุ่มตัวอย่าง จำนวนทั้งสิ้น 1,561 คน ระหว่างวันที่ 26-28 พ.ค. 2551 สรุปผลได้ดังนี้

สิ่งที่ประชาชนรู้สึกห่วงใยจากเหตุการณ์ปะทะกันของม็อบที่มาประท้วง ร้อยละ 32.49 คือการปะทะกันที่รุนแรง การก่อเหตุจลาจล และความชุลมุนวุ่นวาย ร้อยละ 28.29 เศรษฐกิจของประเทศ การลงทุนชะลอตัว ร้อยละ 15.41 ปัญหาการจราจรติดขัด ร้อยละ 14.56 ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน และร้อยละ 9.25 ความแตกแยกและความไม่สงบสุขในสังคม วิธีหรือแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ประชาชนคิดว่าจะทำให้การประท้วงยุติลงได้ ร้อยละ 43.79 ควรหันหน้าเข้าหากัน พบกันคนละครึ่งทาง ร้อยละ 28.76 ส่งตัวแทนหรือหัวหน้าแกนนำทั้ง 2 ฝ่าย เจรจาพูดคุยกัน ร้อยละ 13.73 ใช้มาตรการที่เด็ดขาดสลายการชุมนุมให้ไปโดยเร็ว ร้อยละ 8.50 การมีสติ ควรใช้เหตุผลในการแก้ปัญหาดีกว่าการใช้กำลัง และร้อยละ 5.22 คงจะแก้ไขได้ยาก ดูจากรูปการณ์แล้วคิดว่าน่าจะบานปลาย

สิ่งที่ประชาชนอยากฝากถึงม็อบพันธมิตรฯ คือ ร้อยละ 29.55 ยุติการประท้วง หยุดการเคลื่อนไหว ร้อยละ 25.75 ควรนึกถึงประเทศชาติบ้านเมืองเป็นสำคัญ ร้อยละ 21.21 ควรใช้วิธีการแบบสันติวิธี ชุมนุมอย่างสงบ ร้อยละ 12.28 ควรใช้สติในการแก้ไขปัญหา รับฟังเหตุผลซึ่งกันและกัน และร้อยละ 11.21 ควรทำสิ่งที่เป็นประโยชน์มากกว่านี้

สิ่งที่ประชาชนอยากฝากถึง รัฐบาล คือ ร้อยละ 30.77 ควรนึกถึงประเทศชาติและประชาชนให้มาก ๆ ร้อยละ 25.64 เร่งแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจให้ดีขึ้นโดยเร็ว ร้อยละ 18.59 ปฏิบัติในสิ่งที่ถูกต้อง โปร่งใส ชัดเจน ร้อยละ 13.46 มีใจเปิดกว้าง รับฟังความคิดเห็นของประชาชน และร้อยละ 11.54 มีความจริงใจในการทำงาน.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-28 15:29:07