WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, May 29, 2008

จวก “อภิสิทธิ์” ทัศนคติอันตราย

ส่วนกรณีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านฯและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ออกมายืนยันว่านายจักรภพ เพ็ญแข รมต.ประจำสำนักนายกฯ เป็นผู้มีทัศนคติอันตรายต่อสถาบันนั้น นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชน ในฐานะอดีตแกนนำ นปก. กล่าวว่า ทัศนคติ ที่อันตรายต่อระบอบประชาธิปไตยมีเพียงคนเดียว คือนายอภิสิทธิ์ ที่เสนอให้ใช้มาตรา 7 ของรัฐธรรมนูญ กรณีการบรรยายของนายจักรภพ หากนายอภิสิทธิ์เห็นว่าทำผิดขอให้ไปแจ้งความดำเนินคดี ไม่ควรมากล่าวหากัน พรรคประชาธิปัตย์ควรหยุดกล่าวหากันได้แล้ว การไม่หยุดพูดถือเป็นชนวนไปสู่การล้มล้างระบอบประชาธิปไตย ผู้สื่อข่าวถามว่า พรรคประชาธิปัตย์ระบุว่า การที่นายจักรภพโจมตีประธานองคมนตรี เท่ากับโจมตีสถาบันด้วย นายจตุพร ตอบว่า กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพไม่เกี่ยวกับองคมนตรี ถ้าเห็นว่ามีการโจมตีองคมนตรีให้ไปแจ้งความข้อหาหมิ่นประมาท ทั้งนี้เมื่อองคมนตรีไปเป็นที่ปรึกษาให้คนอื่นก็ไม่ถือว่าเป็นองคมนตรีแล้ว

หนุนหาคนกลางแปลคำบรรยาย

ผู้สื่อข่าวถามว่า พรรคประชาธิปัตย์ตั้งข้อสังเกตคำแปล 8 ข้อ ของนายจักรภพมีการบิดเบือนสำนวนการแปล นายจตุพรตอบว่า มองว่าเนื้อหาการแปลไม่แตกต่างกันเท่าไร แต่ทำไมพรรคประชาธิปัตย์ไม่ให้โอกาสนายจักรภพต่อสู้ ตามกระบวนการ เรื่องนี้ควรหาผู้เชี่ยวชาญทางการแปลที่มีความเป็นกลางจริงๆ ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญบนเวทีพันธมิตรฯเป็นผู้แปล สิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์นำมาขยายความ ถือว่าสร้างความเสียหายต่อระบอบประชาธิปไตย หากจะอ้างว่าการรับผิดชอบทางการเมือง กับการรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นคนละเรื่องกัน อยากถามพรรคประชาธิปัตย์ว่า ช่วงที่พรรคประชาธิปัตย์ถูกอภิปรายเรื่องคดี สปก.4-01 หรือนายอภิสิทธิ์ พูดถึงเรื่องการใช้มาตรา 7 นั้น พรรคประชาธิปัตย์ได้แสดงความรับผิดชอบทางการเมืองอย่างไร

“ณัฐวุฒิ” ปัด “จักรภพ” นัดดีเบต

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวถึงกระแสข่าวที่ระบุเป็นผู้ให้สัมภาษณ์ว่า นปก.จะนัดหารือกับนายจักรภพ เพื่อหาข้อสรุปเรื่องการนัดคำท้า ดีเบตจากพรรคประชาธิปัตย์กรณีการหมิ่นสถาบันว่า ยืนยันไม่ได้ให้สัมภาษณ์เรื่องนี้ และ นปก.ไม่มีการนัดหมายเจอกับนายจักรภพ เพื่อหารือในเรื่องดังกล่าว ขณะนี้นายจักรภพอยู่ระหว่างพักการปฏิบัติหน้าที่ 7 วัน ตามที่ยื่นใบลาจาก นายกฯ ซึ่งจะครบกำหนดกลับมาทำงานวันที่ 2 มิ.ย. การจะรับดีเบตหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของนายจักรภพ ส่วนกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ระบุว่า มีคำแปล 8 จุดของนายจักรภพ ที่มีเนื้อหาบิดเบือนนั้น เรื่องนี้คำแปลของทั้งนายจักรภพและพรรคประชาธิปัตย์ไม่ตรงกันมาแต่แรก ทั้งสองฝ่ายต่างมั่นใจในคำแปลของตัวเอง แต่คนที่จะพิจารณาและประเมินได้ดีที่สุดคือ ประชาชนที่ติดตามข่าวสารเรื่องนี้มาตลอด จะเป็นผู้เปรียบเทียบคำแปลของทั้งสองฝ่ายเอง

ท้าพิสูจน์ความเป็นจริงและเหตุผล

นายณัฐวุฒิกล่าวว่า นอกจากนี้ทราบว่าตำรวจได้จัดทำคำแปลเรื่องนี้ไว้แล้วชุดหนึ่ง และได้ไปสอบปากคำผู้เกี่ยวข้องกับการจัดบรรยาย ที่สโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศ ไว้บ้างแล้ว ตำรวจก็ทำงานคืบหน้าไปเรื่อยๆ ดังนั้นคำแปลของทั้งสองฝ่าย สังคมต้องใช้วิจารณญาณ ส่วนกรณีที่นายศิริโชค โสภา ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่านายจักรภพไม่ควรยกระดับตัวเองไปดีเบตกับนายอภิสิทธิ์นั้น ไม่อยากให้มองเรื่องนี้เป็นการยกระดับหรือลดระดับบนเวทีการเมือง เพราะในระบอบประชาธิปไตยทุกคนมีสิทธิ เสมอภาคเท่ากัน ทั้งนายอภิสิทธิ์และนายจักรภพ จะต่างกันแค่นายจักรภพไม่เคยเป็นหัวหน้าพรรคเหมือนนายอภิสิทธิ์เท่านั้น แต่ความเป็นจริง เหตุผลและความบริสุทธิ์ใจต่างหากที่จะทำให้ดูแตกต่างกัน

“กุเทพ” บ่ายเบี่ยงโดดอุ้ม “จักรภพ”

ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน กล่าวว่า ไม่ขอแสดงความเห็นเรื่องที่พรรคประชาธิปัตย์ ออกมาเปิดเผยคำแปล ที่นายจักรภพไปบรรยายที่สโมสร ผู้สื่อข่าวต่างประเทศ เพียงแต่เห็นว่าคำแปลทั้งของนายจักรภพและพรรคประชาธิปัตย์มีความสมบูรณ์ แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องกระบวนการยุติธรรมที่ต้องว่ากันต่อไป เมื่อถามว่า พรรคยังหนุนนายจักรภพสุดตัวหรือไม่ ร.ท.กุเทพบ่ายเบี่ยงที่จะตอบคำถาม โดยระบุว่าไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไรดี


กลุ่มพันธมิตรฯ แจกคู่มือเตรียมพร้อมหาก ตร.สลายการชุมนุม

สะพานมัฆวานฯ 29 พ.ค.-กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยแจกคู่มือเตรียมพร้อม หากตำรวจเข้าสลายการชุมนุม

การชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยบริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ ต้องยุติลงชั่วคราว เมื่อเกิดฝนตกลงมาอย่างหนัก หลังฝนหยุด แกนนำผลัดเปลี่ยนกันขึ้นเวทีปราศรัยโจมตีรัฐบาล และประกาศจุดยืนจะชุมนุมยืดเยื้อจนกว่ารัฐบาลจะถอนญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญออกจากรัฐสภา โดยก่อนหน้านี้ แกนนำได้แจกคู่มือการชุมนุม เนื้อหาระบุว่า หากตำรวจสลายการชุมนุม อย่าวิ่งหนี แต่ให้นอนคว่ำ หรือหากตำรวจใช้แก๊สน้ำตาขอให้ใช้ผ้าเปียกน้ำปิดดวงตา

ส่วนการรักษาความปลอดภัย พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รักษาการผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เดินทางไปอำนวยการด้วยตนเอง พร้อมสั่งการเร่งเจรจาให้ผู้ชุมนุมเปิดเส้นทาง เนื่องจากประชาชน นักเรียน นักศึกษา กำลังเดือดร้อนอย่างหนัก จนมีผู้เข้าแจ้งความแล้ว 167 คน หากจะเคลื่อนขบวนไปชุมนุมสถานที่เหมาะสม ตำรวจพร้อมดูแลความปลอดภัยอย่างเต็มที่ และจะไม่อนุญาตให้เคลื่อนไปชุมนุมในสถานที่ราชการอย่างเด็ดขาด

ส่วนการชุมนุมใหญ่วันศุกร์นี้ มั่นใจสามารถดูแลสถานการณ์ได้ โดยตำรวจเตรียมนำแผงเหล็กไปกั้นบริเวณสะพานผ่านฟ้า เพื่อป้องกันการปะทะกันระหว่างผู้ชุมนุมกับกลุ่มต่อต้าน.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-29 01:17:28



รมว.กลาโหม กำชับกองทัพช่วยประชาชนหากเกิดภัยพิบัติ


กรุงเทพฯ 28 พ.ค. - พล.ท.พีระพงษ์ มานะกิจ รองโฆษกกระทรวงกลาโหม แถลงผลการประชุมสภากลาโหม ที่มีนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานการประชุม ว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ขอบคุณกองทัพไทยที่ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพายุไซโคลนนาร์กีสในสหภาพพม่า และการที่ไทยเป็นประเทศแรกที่ให้การช่วยเหลือ นับเป็นผลดีอย่างมากต่อภาพลักษณ์และการเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีกับประเทศพม่ามากขึ้น

รองโฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า สิ่งที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเป็นห่วง คือ อุบัติภัยที่เกิดกับพม่าและจีน ซึ่งมีที่ตั้งติดกับประเทศไทย ประกอบกับในห้วงเวลานี้เป็นห้วงฤดูฝน มีฝนตกหนัก อาจทำให้เกิดภัยพิบัติในพื้นที่ที่มีความเสี่ยง จึงขอให้หน่วยขึ้นตรงกระทรวงกลาโหม และเหล่าทัพที่จัดตั้งศูนย์บรรเทาสาธารณภัยของหน่วยไว้แล้ว เตรียมความพร้อมในการช่วยเหลือประชาชนด้วย. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-28 19:17:04



กกต.ยกร่างกฎหมายประชามติเสร็จแล้ว

สำนักงาน กกต. 28 พ.ค.- คณะกรรมการด้านกิจการพรรคการเมือง กกต.ยกร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. เสร็จแล้ว มี 42 มาตรา เตรียมเสนอที่ประชุม กกต. พิจารณา พรุ่งนี้ (29 พ.ค.)

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะกรรมการด้านกิจการพรรคการเมือง ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีการประชุมพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ.... โดยเห็นชอบเนื้อหาสาระที่คณะกรรมการยกร่างเสนอมา และจะมีการนำเข้าสู่ที่ประชุม กกต.ในวันพรุ่งนี้ ( 29 พ.ค.) ซึ่งร่างกฎหมายดังกล่าวมี 42 มาตรา เนื้อหาสาระเป็นการผสมผสานระหว่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2541 ประกาศสภาร่างรัฐธรรมนูญเรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการว่าด้วยการเผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญและการออกเสียงประชามติ พ.ศ.2550 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยความเรียบร้อย ในการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ 2550 รวมทั้งมีการนำบางมาตราใน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.และการได้มาซึ่ง ส.ว. พ.ศ.2550 มาใส่ไว้ด้วย

สาระสำคัญในการออกเสียงประชามติ พ.ศ. ....ประกอบด้วย มาตรา5 ในกรณีที่จะมีการดำเนินการจัดทำประชามติ ตามมาตรา 165 ( 1) ของรัฐธรรมนูญ ให้มีการออกประกาศของนายกรัฐมนตรี เพื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษา โดยจะต้องมีรายละเอียด 1. กำหนดเรื่องในการจัดทำประชามติ ซึ่งจะต้องมีข้อความที่ชัดเจนเพียงพอ ที่จะขอคำปรึกษาจากผู้มีสิทธิออกเสียงว่า จะลงคะแนนเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ ในเรื่องที่จะจัดทำประชามติ 2. กำหนดว่าการจัดให้มีการออกเสียง ดังกล่าวเป็นไปเพื่อให้มีข้อยุติ โดยเสียงข้างมากของผู้มีสิทธิออกเสียงหรือ เป็นไปเพื่อให้คำปรึกษาแก่คณะรัฐมนตรี

มาตรา 6 เมื่อมีประกาศของนายกรัฐมนตรีให้มีการออกเสียงประชามติแล้วภายใน 7 วัน ให้ กกต. ประกาศกำหนดวันออกเสียงประชามติในราชกิจจานุเบกษา โดยวันออกเสียง ต้องไม่ก่อน 45 วัน แต่ไม่ช้ากว่า 90 วัน นับแต่วันประกาศกำหนดวันออกเสียงประชามติในราชกิจจานุเบกษา และการออกเสียงประชามติต้องกระทำภายในวันเดียวกันทั่วราชอานาจักร หรือวันเดียวกันทั้งเขต ออกเสียง แล้วแต่กรณี

มาตรา 7 การออกเสียงให้ใช้วิธีการการออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ มาตรา 8 ผลการออกเสียงกรณีที่เป็นการออกเสียง เพื่อให้มีข้อยุติโดยเสียงข้างมากของผู้มีสิทธิออกเสียง หากปรากฏว่า ผู้มาใช้สิทธิออกเสียงเป็นจำนวนไม่เกินกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนผู้มีสิทธิออกเสียงให้ถือว่าประชาชนโดยเสียงข้างมาก ไม่เห็นชอบด้วยกับเรื่องที่จัดทำประชามติ แต่ถ้ามีผู้มาใช้สิทธิเกินกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนผู้มีสิทธิออกเสียงและปรากฏว่า ผู้ออกเสียงโดยเสียงข้างมากให้ความเห็นชอบให้ถือว่าประชาชนโดยเสียงข้างมากเห็นชอบด้วยกับเรื่องที่จัดทำประชามตินั้น

มาตรา 10 เมื่อมีประกาศกำหนดการออกเสียงประชามติแล้ว ให้ กกต.หรือผู้ซึ่ง กกต.มอบหมายดำเนินการให้ข้อมูลและจัดให้มีการเผยแพร่เอกสารเกี่ยวกับเรื่องที่จัดทำประชามติ เพื่อให้ผู้มีสิทธิออกเสียงทราบ รวมทั้งจัดให้มีการแสดงความคิดเห็นโดยอิสระและเท่าเทียมกัน ทั้งผู้ที่เห็นชอบและไม่เห็นชอบในเรื่องที่จัดทำประชามติ

มาตรา 20 การลงคะแนนในบัตรออกเสียงประชามติให้ผู้ออกเสียงทำเครื่องหมายกากบาท ในช่องทำเครื่องหมายใต้ข้อความแสดงความคิดเห็นที่ผู้ออกเสียงเลือก มาตรา 21 ในวันออกเสียงประชามติให้เปิดการลงคะแนนออกเสียงตั้งแต่เวลา 08.00 น.ถึง 15.00 น.

มาตรา 24 กรณีที่การออกเสียงประชามติกระทำทั่วราชอาณาจักร ผู้มีสิทธิออกเสียงผู้ใดอยู่ในจังหวัดอื่น นอกจังหวัดที่ตนมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน หรือมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านติดต่อกันเป็นเวลาน้อยกว่า 90 วัน หากประสงค์จะใช้สิทธิออกเสียงในจังหวัดที่ตนเองอยู่ต้องมาลงทะเบียนขอใช้สิทธิออกเสียงนอกเขตจังหวัดก่อนวันออกเสียงไม่น้อยกว่า 30 วัน

มาตรา 33 เมื่อได้ผลการออกเสียงประชามติจากที่ออกเสียงทุกแห่งแล้วให้ กกต.ประกาศผลการออกเสียง และจำนวนผู้มาใช้สิทธิออกเสียง และหากเป็นการใช้สิทธิออกเสียงประชามติ ตามมาตรา 165 ( 1 ) ของรัฐธรรมนูญให้ประกาศในราชกิจานุเบกษาโดยเร็วและแจ้งผลไปยังนายกรัฐมนตรีหรือองค์กรที่เกี่ยวข้องทราบ

มาตรา 34 เมื่อสิ้นสุดการลงคะแนนออกเสียงหากผู้มาใช้สิทธิจำนวนไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 ของผู้มาใช้สิทธิในหน่วยออกเสียงใดเห็นว่าการออกเสียงในหน่วยนั้นไม่สุจริตเที่ยงธรรม ให้มีสิทธิยื่นคำร้องคัดค้านพร้อมแสดงหลักฐานว่าการออกเสียงนั้นไม่ถูกต้อง หรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย ต่อ กกต.ภายใน 24 ชั่วโมง นับแต่การลงคะแนนออกเสียงสิ้นสุดลง

มาตรา 35 เมื่อ กกต.ได้รับคำร้องคัดค้านแล้วก็ให้ดำเนินการสอบสวนหาข้อเท็จจริงโดยพลัน ถ้าเห็นว่าการลงคะแนนออกเสียงในหน่วยออกเสียงนั้นไม่สุจริตเที่ยงธรรมให้มีคำสั่งให้ดำเนินการออกเสียงใหม่ในหน่วยออกเสียงนั้น เว้นแต่จะไม่ทำให้ผลการออกเสียงเปลี่ยนแปลงไปให้ กกต.มีคำสั่งยกคำร้องคัดค้าน

ส่วนเรื่องบทลงโทษ เริ่มจากมาตรา 36-42 นั้นเป็นการนำบทลงโทษที่เคยกำหนดไว้ใน พ.ร.บ.ว่าด้วยความเรียบร้อยในการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 มาใส่ไว้ทั้งหมด อาทิ ผู้ใดกระทำการในระหว่างการลงคะแนนออกเสียง เช่น ใช้บัตรอื่นที่ไม่ใช่บัตรออกเสียงมาลงคะแนนออกเสียง ก่อความวุ่นวายขึ้นในที่ออกเสียงอันเป็นการรบกวนหรือเป็นอุปสรรต่อการออกเสียง หรือเล่นการพนันขันต่อ อันมีผลจูงใจให้ผู้มีสิทธิอกเสียงไปใช้สิทธิออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่ง เรียกรับทรัพย์สินประโยชน์ มีโทษทั้งจำทั้งปรับ เริ่มตั้งแต่ จำคุกไม่เกิน 5 ปี ถึง 10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 2 หมื่นถึง 2 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และอาจถูกศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง มีกำหนดไม่เกิน 5 ปีด้วย และยังเพิ่มเติมเกี่ยวกับผู้ที่ได้รับทรัพย์หรือประโยชน์ เพื่อให้ไปใช้สิทธิอย่างใดอย่างหนึ่งหรือไม่ไปออกเสียง ถ้ามีการแจ้งถึงการกระทำดังกล่าว ต่อ กกต.หรือผู้ที่ กกต. มอบหมายก่อนหรือในวันออกเสียงผู้นั้นไม่ต้องรับโทษ

ส่วนการเผยแพร่ผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการออกเสียงมีการขยาย โดยห้ามในช่วง 7 วันก่อนวันออกเสียงจนถึงเวลาสิ้นสุดวันออกเสียง จากเดิมที่กำหนดไว้เพียง 3 วันก่อนวันออกเสียงจนถึงเวลาสิ้นสุดการออกเสียง. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-28 19:05:16



ม็อบชั่วหวังรัฐประหาร

เป็นที่ทราบกันโดยแน่ชัดแล้วว่า การเคลื่อนไหวของประชาชนกลุ่มหนึ่ง ที่ยิ่งเคลื่อนยิ่งทำให้เห็นธาตุแท้ภายในจิตใจที่แสดงออกมาเป็น “พันธมารประชาธิปไตย”

เพรียกหาแต่เรื่องการใช้ความรุนแรง ท้าตีท้าต่อย พูดจาโกหกพกลม อ้างความเดือดร้อนของประชาชนในยุคน้ำมันแพงหูฉี่ แล้วลงท้ายด้วยการเรียกหา “ทหาร” ให้ออกมาทำการปฏิวัติรัฐประหาร

ถือเป็น ม็อบชั่ว ที่ต้องการทำลายบ้านทำลายเมือง ทำลายบรรยากาศประชาธิปไตย โดย หวังผลประโยชน์กับตนและพวกพ้อง เหมือนกรณีที่เกิดการปฏิวัติ 19 กันยายน 2549 ที่ลูกสมุนคณะเคลื่อนไหวได้ดิบได้ดีถ้วนหน้า

สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่มีความพยายามสร้างเงื่อนไข โดยมีคนร่วมไม่กี่ส่วน
1.สื่อสารมวลชน บางสำนัก
2.นักเคลื่อนไหว บางคน
3.พรรคการเมือง บางพรรค
4.คนมีสี บางคน

หลายคนมองว่าเกิดอะไรขึ้นในประเทศไทย สื่อมวลชนนำเสนอข่าวการเคลื่อนไหวของคนกลุ่มนี้เสมือนว่าไม่รู้เบื้องหน้าเบื้องหลัง ไม่รู้แผนเบื้องลึกเหล่านี้ว่าคืออะไร

ทั้งที่ตอนแรกอ้างเรื่องคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 (ทั้งที่ความจริงแล้ว ที่มาและเนื้อหาไม่เป็นประชาธิปไตย) การพูดจาบนเวที การนำเสนอเรื่องนี้ไม่ใช่ประเด็นที่จะนำไปสู่ความขัดแย้งถึงขั้นต้อง ประกาศทำสงคราม หรือปิดถนนไล่รัฐบาล เพราะรัฐบาลกำลังทำ “ประชามติ” เพื่อสอบถามความคิดเห็นของคนทั้งประเทศ 63 ล้านคนอยู่แล้ว แต่ที่สุด มีความพยายามโยงใยปลุกปั่นทหาร เพื่อให้เข้ามาทำการปฏิวัติรัฐประหาร โดยการไปสัมภาษณ์บรรดาแม่ทัพนายกอง สร้างกระแสรุกเร้า แกนนำบางคนถึงขนาดพูดบนเวทีเสมือนการปฏิวัติรัฐประหารเป็นเรื่องสนุกสนาน

การสมคบคิดกันสร้างสถานการณ์ ทำให้เกิดความวุ่นวาย เพื่อทำให้เกิดการปฏิวัติรัฐประหาร ถือเป็นการกระทำที่เป็นอันตรายต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

เมื่อ “จับไต๋” รู้เบื้องลึกในการวางแผนการอันแยบยล ที่คนทั่วๆ ไปอาจจะ ไม่รู้ ไม่เข้าใจ ได้ทัน ดังนี้แล้ว หากใครที่รักชาติ และรักประชาธิปไตย คงไม่มีใครที่จะไปเข้าร่วมกับ “แผนอุบาทว์” ดังนี้ได้

คงไม่ไปบอกให้รัฐบาลสกัดกั้นความพยายามในการสร้างสถานการณ์ โดยมีเป้าหมายเพื่อการปฏิวัติรัฐประหาร ในครั้งนี้อย่างไร

แต่สำหรับภาค ประชาชนผู้รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และรักประชาธิปไตย จะต้องคิดตระเตรียมการกันอย่างไร หากเป้าหมายในแผนการของเขาสำเร็จถึงขั้นมีการปฏิวัติรัฐประหาร เกิดขึ้น

เราจะออกมาปกป้องการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยต่อต้านการปฏิวัติรัฐประหารกันได้อย่างไร คิดตระเตรียมการศึกครั้งนี้เอาไว้บ้างหรือยัง?

คอลัมน์ : สามเหลี่ยมดินแดง

** สวัสดีท่านผู้อ่าน หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ รายวัน พบกันเป็นปีที่ 1 ฉบับที่ 162 ประจำวันพฤหัสบดีที่ 29 พฤษภาคม 2551 อยู่กับ แทง แทนไท ท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมืองที่ไม่ปกติ มีการสมคบวางแผนการอันแยบยลในการสร้างความปั่นป่วนวุ่นวายขึ้นในชาติ เพื่อหวังให้ ท.ทหาร เข้ามาทำการปฏิวัติรัฐประหาร ยึดอำนาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทยไปอีก ขอเตือน! แต่คราวนี้คิดจะทำปฏิวัติรัฐประหาร ไม่ง่ายเสียแล้ว เพราะประชาชนจับไต๋ คลำทางถูกแล้ว ทำนายว่าจะมีกลุ่มต่อต้านการปฏิวัติรัฐประหารเป็นหัวหมู่ทะลวงฟัน จะมีการเสียเลือดเสียเนื้อครั้งประวัติศาสตร์ เพราะ ประชาชนผู้รักชาติและประชาธิปไตย ไม่ยอมแล้ว!

** น่าแปลกไหม? สื่อสารมวลชนไทย ทำไม จึงไม่ให้ความสำคัญในเป้าหมายการเคลื่อนไหว เพื่อการ ทำปฏิวัติรัฐประหาร ของ กลุ่มพันธมารเพื่อประชาธิปไตย ที่กำลัง ป่วนบ้านป่วนเมือง! กันอยู่เวลานี้ หรือจงใจจะ ปกปิด ปิดบัง อำพราง หรือ ไม่รู้จริงๆ เป็นที่น่าสงสัยยิ่งนักกับท่าทีของสื่อสารมวลชนหลายแขนง ที่รายงานข่าวให้กับคนกลุ่มนี้เหมือน ฮีโร่ ก็ไม่ปาน มาชุมนุมกัน 4-5 พัน บอกว่า มาเป็นหมื่น ไม่รู้ว่าความเป็นกลาง เป็นธรรม มันอยู่ตรงไหนกัน

** ความหวัง ความพยายาม ที่จะเปลี่ยนแปลงการปกครองใน วิถีทางที่ไม่ใช่ประชาธิปไตย คนพวกนี้ไม่กล้าพูดตรงๆ แต่จากพฤติกรรมที่ผ่านมา และจากการรับฟังบน เวทีปราศรัย สภาวการณ์แวดล้อม ล้วนบ่งบอกถึงแนวทาง จุดประสงค์

** ขนาดแกนนำต้องขึ้นเวทีปลุกระดมให้คนในม็อบช่วยกันโทรศัพท์เรียกพ่อ แม่ พี่ น้อง มาร่วมชุมนุม แสดงว่าอะไร แสดงว่าคนไม่เอาด้วยแล้ว จะเรียกอย่างไรเขาก็ไม่มา ธรรมดาเมื่อก่อน เหตุการณ์ปฏิวัติรัฐประหาร เคยเห็นคนพวกนี้แคร์ประชาชน เรียกประชาชนด้วยตนเองแบบนี้ไหม? หรือเพราะมีการจ้างคนมากันตามที่ ประชาชนใน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เขาบอกจริงๆ มาครั้งนี้ ทีพีไอ ไม่ให้เงิน เลยแบะ...แบะ...ไม่มีเงินจ้างคน

** เมื่อเรารู้ว่าฝ่ายหนึ่ง ปลุกม็อบ สร้างกระแสเพื่อ หวังโค่นล้มรัฐบาล ด้วยวิถีทางที่ไม่เป็นประชาธิปไตย เรียกร้อง ทหารมาทำการปฏิวัติรัฐประหาร เป็นที่น่ายินดีว่า กลุ่ม “ประชาชนสนามหลวงต่อต้านการรัฐประหาร” ได้จัดตั้งแกนนำขึ้นอย่างเป็นระบบแล้ว โดยมี นายสุรชัย แซ่ด่าน เป็นคนคุมเกม เขาฝาก แทง แทนไท มาบอก พ่อแม่พี่น้องคนไหนไม่เห็นด้วยกับ “พันธมารประชาธิปไตย” ไม่เห็นด้วยกับการเดินเกมเพื่อการปฏิวัติรัฐประหาร เชิญไปร่วมกับ “กลุ่มประชาชนสนามหลวงเพื่อต่อต้านการรัฐประหาร” ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

** แกนนำกลุ่มประชาชนสนามหลวงต่อต้านการรัฐประหาร บอกด้วยว่า การเคลื่อนไหวของกลุ่มเขายืนยันว่าจะไม่ใช้ความรุนแรงใดๆ ทั้งสิ้น และจะไม่เคลื่อนผู้ชุมนุมไปชนกับ พันธมารเพื่อการรัฐประหาร อย่างเด็ดขาด ถ้า พันธมารเพื่อการรัฐประหาร ไม่เคลื่อนที่ไปไหน ก็จะไม่เคลื่อนที่ออกจากสนามหลวงอย่างแน่นอน ส่วนจะ นัดชุมนุมใหญ่เพื่อแสดงพลัง วันไหน ยังไม่แจ้งมา

** แทง แทนไท มองว่า เป้าหมายของ พันธมารประชาธิปไตย ไม่ง่ายอย่างที่คิดเสียแล้ว งานนี้มีประชาชนผู้รักชาติและประชาธิปไตยออกมาเป็น แนวหน้าต่อสู้กับพวกป่วนเมือง อย่าง เป็นรูปธรรม ไม่ต้องมาเถียงว่าคนในสนามหลวงเป็น นปก. หรือ นปช. หรือไม่ อีกต่อไป เพราะไม่ว่าจะเป็น คนคุ้นหน้า หรือ คนหน้าใหม่ ล้วนมีจุดประสงค์เป้าหมายเดียวกันคือ จุดประสงค์ จุดมุ่งหมาย เพื่อการปกป้องรักษาไว้ ซึ่งการ ปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ใครคิดทำการนอกเหนือจากนี้ ประชาชนจะไม่ยอมรับอย่างแน่นอน!

** ตระเตรียมการศึกไว้กาลบัดนี้ฤๅ...ศึกติดจะคิดแก้ ห่อนได้ ทันควัน...คือคำกลอนของนักรบที่เตือนใจตลอดเวลา น่าจะเอามาใช้ในยามนี้ สำหรับประชาชนที่คิดจะปกป้องประชาธิปไตย ต้องช่วยกันเตรียมวางแผน ในการพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ทุกวิธีการ ทุกรูปแบบ หากมีการนำกองกำลังทหารเข้ามาทำการปฏิวัติรัฐประหาร อีก อย่าให้เขาทำได้โดยง่าย เหมือนทุกๆ ครั้งที่ผ่านมา

** แทง แทนไท ว่า 1 ชีวิตนี้จะต้องทำเพื่อชาติบ้านเมือง ในฐานะที่ต้องตอบแทนคุณแผ่นดิน ในเมื่อมีการปฏิวัติรัฐประหาร มีการ ปล้นอำนาจอธิปไตยไปจากปวงชนชาวไทย แล้ว เราจะมีชีวิต อยู่ไปทำไม หากบ้านเมืองไม่มีความเป็นประชาธิปไตย เราทุกคนผู้รักชาติและประชาธิปไตย ต้องร่วมมือร่วมใจกันในการกระทำทุกวิถีทาง เพื่อสกัดกั้น ยับยั้ง ความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับประเทศชาติบ้านเมืองของเรา หลายคนบอกว่า มือเปล่าหรือจะสู้ปืน!...แต่ แทง แทนไท เชื่อว่า ไม่มีใครอยากจะเป็นผู้นำมือเปื้อนเลือด ชื่อเสียงวงศ์ตระกูลป่นปี้ หาแผ่นดินตายไม่ได้เป็นแน่แท้ ในทางรัฐศาสตร์การปกครองสมัยใหม่ ย่อมรู้กันดีว่า โลกยุคใหม่ ไม่มีพลังใดจะใหญ่เท่า “พลังของประชาชน”

** หันมามอง “เสี่ยตือ” สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล หลังจากที่ลึกๆ ลับๆ กับบ้านใหม่ ที่ วัดพระธรรมกาย ได้ยื่นตรวจสอบถึงทรัพย์ศฤงคาร ถามหาที่มาอันโปร่งใสหรือไม่ ปรากฏว่า ไปสร้างความลึกๆ ลับๆ เพิ่มขึ้นมาอีก ในการไปชมฟุตบอล ชิงแชมป์ยูฟ่า แชมป์เปี้ยน ลีก หรือ ศึกฟุตบอลสโมสรยุโรป ซึ่งจัดที่ประเทศรัสเซีย มีคู่ชิงสมน้ำสมเนื้อ แมนฯ ยูไนเต็ด กับ เชลซี ที่มีค่าตั๋วชมฟุตบอลแมชช์นี้ราคาหลายบาท ไม่เท่าไร ที่น่าสงสัยคือ ค่าเครื่องบินไปท่องแดนรัสเซีย ชั้นอะไร เฟิร์สคลาส พร้อมคณะ 3 ที่นั่ง นั้นราคาร่วมครึ่งล้าน กลิ่น ตุตุ! เพราะค่าเครื่องบินไปรัสเซียไม่ใช่น้อยๆ คนละไม่ต่ำกว่า 2-3 แสนบาท ไปกันตั้ง 3 คน เจ้ามือ หรือ มือควัก คือ ใคร? ไม่รวมค่าตั๋ว ค่ากิน ค่าห้องหับ ค่าที่นอน หมอนมุ้ง


คนขี้ขลาด ถอนญัตติแก้ไข รธน.

ดูจะเป็นเสียงเรียกร้องที่เกิดหนาหูขึ้น นั่นก็คือ การขอให้ ส.ส. หรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และ ส.ว. หรือสมาชิกวุฒิสภา จำนวน 164 คน ที่ยื่นญัตติขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ ถอดถอนรายชื่อออก เพื่อให้ญัตติดังกล่าวนี้ตกไป

โดยรายงานข่าวล่าสุด มีผู้ขอถอดถอนรายชื่อแล้ว 22 คน แบ่งเป็นจาก ส.ว. 20 คน จาก ส.ส. 2 คน พร้อมมีรายชื่อซ้ำซ้อน หักลบกลบกันแล้ว ปัจจุบันยังคงมี ส.ส. และ ส.ว. ร่วมสนับสนุนทั้งสิ้น 134 คน

คือเกินอยู่ 8 เสียง จาก 126 เสียง ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ที่ให้สิทธิ ส.ส. และ ส.ว. ลงชื่อร่วมกัน เพื่อขอแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ตามมาตรา 291 คือ 1 ใน 5 ของ 2 สภารวมกัน 630 เสียง

อย่างไรก็ตาม ถือเป็นเอกสิทธิ์ของ ส.ส. และ ส.ว. ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญเช่นกัน ที่ไม่จำเป็นต้องทำตามมติของพรรคต้นสังกัดก็ได้

นั่นก็คือ ทั้งการยื่นญัตติและการถอดถอนชื่อออก เป็นไปตามดุลพินิจของ ส.ส. และ ส.ว. แต่ละคนนั่นเอง...

แต่ก็ดูพิกล เมื่อข้อเรียกร้องดังกล่าวนี้เกิดขึ้นต่อเนื่อง สอดรับกับการออกมาชุมนุมเคลื่อนไหวข่มขู่ของ “กลุ่มพันธมิตร พันธมาร” ที่สื่อเผด็จการช่วยกันประโคมข่าวให้ดูประหนึ่งจะกลายเป็นความวุ่นวายของบ้านเมือง...???

ทั้งที่การออกมาแสดงอิทธิฤทธิ์ อิทธิเดช ของแก๊งข้างถนนนี้ ต่างก็รู้อยู่แก่ใจว่า คือการเรียกร้องให้คงระบอบอำมาตยาธิปไตย ที่กลุ่มทหารเผด็จการจงใจปล้นอำนาจอธิปไตยไปจากประชาชน เมื่อ 19 กันยายน 2549 และตราระบอบนี้เอาไว้...

ให้ชัดก็คือ กลุ่มแก๊งกวนเมืองนี้ กำลังปกป้องอำนาจนิยมเผด็จการเอาไว้นั่นเอง...!!!

ขณะเดียวกัน ก็ยังมีเสียงเล็ดลอดปูดข่าวออกมาจาก ผู้เฒ่า “เสนาะ เทียนทอง” หัวหน้าพรรคประชาราช หนึ่งในพรรคร่วมรัฐบาลด้วยว่า

เขาได้พูดคุยกับผู้ใหญ่ในพรรคพลังประชาชนแล้วหลายคน และมีความประสงค์จะให้ถอนรายชื่อออกมาทั้งหมด เพื่อให้ญัตตินี้ตกไป

รวมทั้งยังอ้างถึงอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็เห็นควรให้ถอนญัตติขอแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้ออกมาเช่นกันด้วย ทั้งที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ปัจจุบันไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเมืองแล้ว

อย่างไรก็ตาม หากจะกล่าวกันตรงๆ การยื่นญัตติขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 นับเป็นความชอบธรรมยิ่ง เพราะรัฐธรรมนูญ 2550 มีที่มาจากการใช้กำลังทางทหารเข้ายึดอำนาจ แล้วให้กลุ่มพวกพ้องตัวเองช่วยกันร่างขึ้นมา

ขณะเดียวกัน พรรคพลังประชาชน ที่เป็นแกนจัดตั้งรัฐบาล ได้รับเสียงท่วมท้นจากประชาชนทั่วประเทศ ด้วย สัญญาประชาคมที่จะเข้ามาแก้ไขรัฐธรรมนูญโจรฉบับนี้

จึงไม่มีเหตุผลใดทั้งสิ้นที่จะต้องถอดถอนญัตติการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ออกมาจากรัฐสภา

เนื่องจากเป็นความชอบธรรมตามที่กล่าวมาแล้ว...
ประเด็นสำคัญจึงมาอยู่ที่ว่า อะไรคือสาเหตุที่มีการถอดถอนรายชื่อออกไปบ้างแล้ว ซึ่งหากเป็นมุมมองเก่าๆ แล้วก็คงไม่พ้น “ความกลัว ความหวั่นไหว และผลประโยชน์”

หนึ่ง...อาจเป็นเพราะหวั่นไหวต่อคำขู่ของกลุ่มแก๊งข้างถนน ที่อาจสร้างสถานการณ์นำพาไปสู่ความวุ่นวายของบ้านเมืองไม่รู้จบ จึงหวังให้ญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญตกไปก่อน เพื่อลดกระแสกดดันลง

หนึ่ง...อาจเป็นเพราะยังคงกลัวกำลังกองทัพ กลัวการใช้กำลังทางทหารเข้ายึดอำนาจอีกครั้ง ซึ่งอาจเป็นภัยต่อตัวเองและครอบครัวในวันข้างหน้า

หรือหนึ่ง...อาจเป็นเพราะอามิสสินจ้าง ซึ่งไม่อยากพูดถึง เพื่อเป็นการให้เกียรติแก่ผู้แทนของปวงชน ทั้งที่ในอดีต อุบัติการณ์พฤติกรรมเหล่านี้ เคยเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า

แต่จะอย่างไรก็ตาม อยากขอเตือน...อยากขอให้สำนึกว่า การได้เข้ามาเป็นผู้แทนราษฎร ด้วยการรับเลือกมาจากประชาชน ในช่วงการต่อสู้ระหว่างระบอบเผด็จการกับระบอบประชาธิปไตยนั้น

เป้าหมายสำคัญคือ ฟื้นฟู และนำระบอบประชาธิปไตยกลับคืนสู่อ้อมอกของประชาชน...

อย่าให้เสียรังวัด...อย่าให้เสียชื่อของความเป็นผู้แทนของประชาชน...อย่าลืมสัญญาประชาคมที่ให้ไว้เมื่อคราวหาเสียง...อย่าให้ประชาชนสิ้นศรัทธา

และอย่าลืมหันหลังกลับไปดูว่า ที่ได้รับเลือกตั้งมาด้วยเสียงท่วมท้นนั้น ประชาชนก็ยังคงยืนเป็นแผงให้การสนับสนุนอย่างไม่เสื่อมคลาย และพร้อมร่วมต่อสู้กับอำนาจเผด็จการอย่างไม่ถดถอย

ที่สำคัญ อย่าให้ใครมาตราหน้าได้ว่า แค่นี้ก็เป็น ส.ส. “ขี้ขลาด” เสียแล้ว...

พร ภัทร (แทน)

ขอประณาม (ล่วงหน้า) การทำรัฐประหาร! (1)

อ.ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เขียนบทความเรื่อง “ขอประณาม (ล่วงหน้า) การทำรัฐประหาร!” เพื่อประเมินสถานการณ์ทางการเมืองที่คุกรุ่นอยู่ในปัจจุบัน

รวมทั้งเป็นการเตือนให้เห็นถึงผลเสียที่ร้ายแรง หากมีความพยายามเรียกร้องให้ทหารเข้ามาทำรัฐประหารอีก ความดังนี้...

“สถานการณ์การเมืองในขณะนี้มีความขัดแย้งมากขึ้นทุกที โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเผชิญหน้าและการปะทะกันระหว่างฝ่ายพันธมิตรฯ และฝ่ายต่อต้านพันธมิตรฯ ในคืนวันอาทิตย์ที่ 25 พฤษภาคม จนมีกระแสกล่าวถึงเรื่องการทำรัฐประหารตามสื่อต่างๆ อย่างกว้างขวาง ผมเห็นว่าการทำรัฐประหารนอกจากจะมิใช่เป็นหนทางในการแก้ไขปัญหาแล้ว กลับจะทำให้สถานการณ์การเมือง ปัญหาเศรษฐกิจ และภาพลักษณ์ของประเทศไทย เลวร้ายหนักลงไปอีก

1.เงื่อนไขของการทำรัฐประหารมีจริงหรือ
เป็นที่ทราบกันดีว่า การเมืองไทยเวียนว่ายกับการยึดอำนาจรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้ง เเละทุกครั้งที่มี “ปัญหา” ทางการเมือง (ซึ่งคนไทยก็ไม่เคยเข้าใจหรือเเกล้งทำเป็นไม่เข้าใจว่า โดยธรรมชาติของการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ต้องมีความเห็นเเตกต่างเป็นของปกติธรรมดา) ก็มักจะมีการพูดถึงรัฐประหาร โดยเฉพาะในขณะนี้มักมีการพูดกันมากว่า “รัฐบาลอย่าสร้างเงื่อนไขของการทำรัฐประหาร” หรือที่ทหารบางท่านกล่าวว่า “อะไรจะเกิดก็เกิด” คำพูดนี้สะท้อนอะไร ในความเห็นของผมไม่มี “เงื่อนไขของรัฐประหาร” อยู่จริง นอกเสียจากการสร้างสถานการณ์ หรือประโคมข่าวอะไรบางอย่างเพื่อใช้เป็น “ข้ออ้าง” (Pretext) ในการยึดอำนาจเท่านั้นเอง

อะไรคือเงื่อนไขของการทำรัฐประหาร หากย้อนดูอดีต การยึดอำนาจมักจะอ้างปัญหาคอร์รัปชั่น เเต่เกือบทุกครั้งที่มีการยึดอำนาจสำเร็จ คณะรัฐประหารนั่นเองที่มีข่าวพัวพันการทุจริต แจกผลประโยชน์ให้กับพวกพ้อง ไม่เว้นแม้แต่การทำรัฐประหาร 19 กันยายน ที่ผ่านมา

ต่อมาก็อ้างความล้มเหลวในการบริหารประเทศ ซึ่งรัฐบาลสุรยุทธ์ที่มาจากการแต่งตั้งของคณะรัฐประหาร ก็เป็นหลักฐานที่เห็นชัดที่สุดของความล้มเหลวของรัฐบาลที่มาจากการทำรัฐประหาร ผมไม่ทราบว่าคราวนี้จะอ้างอะไรมาเป็นเงื่อนไขของการทำรัฐประหาร อาจเป็นได้ว่านำเรื่องความไม่จงรักภักดีมาเป็นข้ออ้าง แต่การทำรัฐประหารก็มิได้ทำให้ประเด็นดังกล่าวมีน้ำหนักมากพอ เนื่องจากมีมาตรา 112 แห่งประมวลกฎหมายอาญาและกระบวนการยุติธรรม ที่คอยทำหน้าที่พิสูจน์ความผิดอยู่เเล้ว

อีกข้ออ้างหนึ่งที่จะนำมาใช้คือ การปะทะของมวลชน ซึ่งข้ออ้างนี้คณะรัฐประหารชุดล่าสุดก็ใช้เป็นเหตุในการทำรัฐประหาร เมื่อวันที่ 19 กันยายน ที่ผ่านมา ประกอบกับเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม ที่ผ่านมา มีการปะทะกันระหว่าง ฝ่ายพันธมิตรฯ กับฝ่ายต่อต้านพันธมิตรฯ ยังผลให้ผู้เข้าร่วมชุมนุมได้รับบาดเจ็บนั้น ถามว่าข้ออ้างนี้มีน้ำหนักมากพอหรือไม่ที่จะใช้เป็นข้ออ้างในการทำรัฐประหาร

คำตอบก็คือ “ไม่” ไม่ในความหมายของผมมิได้หมายความว่า “ไม่มากพอ” แต่หมายถึง “ไม่เด็ดขาด” หากมีการยอมรับข้ออ้างนี้ เราคงเห็นการทำรัฐประหารทั่วภูมิภาคของโลกไปแล้ว เพราะว่าเกือบทุกประเทศมีความขัดแย้งหรือการชุมนุมเป็นเรื่องปกติ ยกตัวอย่างง่ายๆ เรามักได้ยินข่าวบ่อยๆ ว่า แฟนบอลประเทศโน้นประเทศนี้ปะทะกัน ตีกัน จนถึงแก่ความตายก็มี หรือหลายประเทศในยุโรปก็มีการเผาประท้วง ปิดถนน ผมก็ไม่เห็นมีการทำรัฐประหารเลย อีกทั้งเกือบทุกประเทศรวมถึงประเทศไทย ก็มีตำรวจหรือเจ้าหน้าที่ที่ทำหน้าที่ในการควบคุมหรือสลายมวลชนอยู่แล้ว เช่น การยิงด้วยกระสุนยาง กระบองยาง หรือใช้น้ำฉีด เป็นต้น นอกจากนี้ การควบคุมหรือสลายการชุมนุม ประเทศที่เจริญแล้วจะใช้เจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นผู้รับผิดชอบ ส่วนทหารนั้นไม่ได้ถูกฝึกมาเพื่อปฏิบัติภารกิจด้านนี้โดยตรง

กล่าวโดยสรุป ไม่ว่าจะพิจารณาในแง่มุมใดก็ตาม ผมเห็นว่าเงื่อนไขของการทำรัฐประหารนั้นไม่มีอยู่จริงอย่างสิ้นเชิง การเสนอ “วาทกรรมเรื่องเงื่อนไขของการทำรัฐประหาร” นั้นเเสดงถึงความอับจนทางสติปัญญาของผู้พูด และแสดงถึง “ทัศนคติที่เป็นอันตราย” อย่างยิ่งต่อระบอบประชาธิปไตย ประชาธิปไตยอยู่ร่วมโลกไม่ได้กับรัฐประหาร การพูดถึงเงื่อนไขของรัฐประหาร เท่ากับว่าเรากำลังให้ความชอบธรรมกับการทำรัฐประหาร ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม สำหรับผมนั้น ไม่มีเงื่อนไขของการยึดอำนาจรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเลย

ไม่ว่ากรณีใดๆ เปรียบได้ว่า เจ้าบ้านซื้อทองและแหวนเพชรไว้ในบ้าน เท่ากับเป็นการสร้างเงื่อนไขให้มีการลักทรัพย์ดอกหรือ การที่ขโมยขึ้นบ้านเอาทองและแหวนเพชรไป โจรผู้นั้นอ้างได้หรือไม่ว่า ที่ลักขโมยทองและแหวนเพชรไปเพราะว่าเจ้าของบ้านสร้างเงื่อนไขในการลักทรัพย์ โดยการซื้อทองและแหวนเพชรไว้ในบ้าน หากไม่ซื้อทองและแหวนเพชร โจรก็จะไม่ขึ้นบ้าน ตรรกะแบบนี้โจรเท่านั้นที่อ้าง วิญญูชนทั่วไปอย่าว่าแต่จะ “อ้าง” เลย แค่ “คิด” เขาก็ไม่คิดแล้ว

2.หลักความสูงสุดของรัฐบาลพลเรือนเหนือทหาร (Supremacy of Civilian Government)
กรัฐศาสตร์ที่มีชื่อเสียงมากอย่าง Huntington เสนอ “หลักความสูงสุดของรัฐบาลพลเรือนเหนือทหาร” หลักนี้หมายความว่า รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งมีอำนาจควบคุมการบังคับบัญชาเหนือกองทัพ และกองทัพถูกทำให้ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง ทหารเป็นทหารอาชีพ (Profession) แต่หลักนี้ไม่เคยหยั่งรากลึกในการเมืองไทยเลย หากมองย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์การเมืองไทย ทหารเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมืองไทยมาโดยตลอด

อีกทั้งสังคมไทยยังมีความเข้าใจผิดๆ มาโดยตลอดว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมต้องเป็นทหาร เพราะทหารเท่านั้นที่จะรู้เรื่องทหาร หากไปดูประเทศที่พัฒนาแล้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมมักจะเป็นพลเรือน นับแต่นี้ไป กองทัพจะต้องเป็นกองทัพโดยอาชีพ การวางตัวของผู้บัญชาการกองทัพบกคนปัจจุบันถือว่าวางตัวได้ถูกต้อง ที่จะไม่นำกองทัพเข้ายุ่งเกี่ยวกับการเมือง ส่วนทหารท่านใดที่แสดงความคิดเห็นในเชิงไว้ท่าทีเกี่ยวกับการทำรัฐประหาร หากเกิดขึ้นในสังคมที่เจริญแล้ว เป็นที่เชื่อแน่ว่า ทหารผู้นั้นคงโดยย้ายหรือปลดไปแล้ว เพราะขัดกับ “หลักความสูงสุดของรัฐบาลพลเรือนเหนือทหาร”

การแสดงความคิดเห็นทางการเมือง โดยเฉพาะการสงวนท่าทีในการทำรัฐประหารนั้น ต้องถือว่าขัดกับความเป็นทหารอาชีพ และเป็นการทำลายเกียรติของคนพูดเอง

ถอดความ...ปาฐกถาเจ้าปัญหา

คำแปล “ปาฐกถา” ของ นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ถูกหยิบยกเป็นประเด็นทางการเมือง ได้ถูกแปลไว้หลายต้นฉบับอย่างบิดเบือน และเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม ที่ผ่านมา นายจักรภพได้เปิดแถลงข่าว พร้อมกับเปิดเอกสารที่แปลเองตามเจตนาของผู้พูด เพื่อเปรียบเทียบให้เห็นถึงความแตกต่างกับฉบับที่มีผู้พยายามให้ร้าย

ความดังนี้...

ท่านแขกผู้มีเกียรติและมิตรสหายทั้งหลาย ผมตั้งใจจะกล่าวในรายละเอียดถึงเหตุการณ์ที่ผมเพิ่งประสบมา เพื่อที่ท่านทั้งหลายจะได้เข้าใจถึงสถานะของผม ผมเพิ่งออกมาจากเรือนจำของคุณเปรม ซึ่งไม่ใช่เรือนจำทั่วๆ ไป แต่เป็นเรือนจำของคุณเปรม เป็นวิธีการสื่อสารโดยตรงกับสาธารณชนว่า เขาเป็นบุคคลที่ถูกแตะต้องไม่ได้ คุณเปรมเป็นใคร คุณเปรมเป็นตัวแทนของใคร คุณเปรมเป็นตัวแทนของคนคนนั้นจริงหรือ นี่เป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่เราจะพูดคุยกันในคืนนี้ เพราะมันมีส่วนเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ปัจจุบันและอนาคตของประชาธิปไตยของไทย ดังที่ท่านทั้งหลายทราบดีอยู่แล้ว

ทั้งนี้ ท่านทั้งหลายต่างก็มีข้อมูลและความรู้ที่ดีมากเกี่ยวกับประเทศไทย และสถานการณ์ที่สลับซับซ้อนและชวนปวดหัวอย่างไม่จำเป็นของการเมืองไทย โจนาธาน (ผู้ดำเนินรายการ) ได้ตั้งหัวข้อในการสนทนาให้ผมที่กว้างมาก เรื่อง ประชาธิปไตยและระบบอุปถัมภ์ของไทย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการสนทนาในเรื่องกระบวนการพัฒนาสู่ประชาธิปไตยของไทย ผมจะพยายามนำเสนอหัวข้อนี้อย่างดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคำนึงถึงสถานการณ์ของประเทศไทย ในขณะนี้คงไม่มีหัวข้ออื่นใดที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทยในปัจจุบันนี้ มากไปกว่าหัวข้อที่เราจะพูดคุยกันในวันนี้อีกแล้ว

ผมมีความเห็นว่าวิกฤติทางการเมืองที่เกิดขึ้นในขณะนี้ เกิดจากการปะทะกันโดยตรงของวิถีทางประชาธิปไตย และระบบอุปถัมภ์ ซึ่งเป็นการปะทะกันอย่างรุนแรง และจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญของประเทศไทย ทั้งสองฝ่ายต่างต้องเดิมพันสูงมาก สองฝ่ายนี้ผมหมายถึง วิถีทางประชาธิปไตย และ ระบบอุปถัมภ์ และถ้าท่านนำผลของการลงประชามติเมื่อ 19 สิงหาคม ที่ผ่านมา วิเคราะห์อย่างจริงจัง ท่านจะเห็นความขัดแย้งอย่างรุนแรงระหว่างคนไทยจำนวนร้อยละ 56 และร้อยละ 41 ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่เคยมีครั้งใดที่คนจำนวนมากขนาดนั้นจะลุกขึ้นมาประกาศว่าเราไม่ต้องการระบบอุปถัมภ์อีกต่อไป สิ่งที่คนเหล่านี้ต้องการคือประชาธิปไตย ไม่ใช่ใครสักคนที่จะมาตบหลัง ตบไหล่ แล้วบอกว่าฉันจะทำให้ชีวิตของเธอดีขึ้นเล็กน้อย แต่เธอควรจะต้องสำนึกบุญคุณของฉันเป็นอย่างยิ่ง

บัดนี้ได้เวลาแล้วที่จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงความเข้าใจในเรื่องสิทธิโดยธรรมชาติของประชาชนคนไทยว่า เราไม่แตกต่างกับประชาชนคนชาติอื่นๆ ในประเทศที่พัฒนาแล้ว ผมเชื่อว่าท่านทั้งหลายจะได้เห็นความเปลี่ยนแปลงนี้ภายในชั่วชีวิตของท่าน การเปลี่ยนแปลงอย่างสมบูรณ์ที่ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว ณ เวลานี้

อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยของเราได้เริ่มต้นขึ้นด้วยระบบอุปถัมภ์ ท่านทั้งหลายในที่นี้เกือบทุกท่าน คงได้เคยอ่านเรื่องราวเกี่ยวกับประเทศไทยและประวัติศาสตร์ของเราโดยย่อ เพราะเราตัดสินใจที่นับประวัติศาสตร์ของเราย้อนหลังไป 700 ปี และข้ามประวัติศาสตร์อีก 300 ปีก่อนหน้านั้น เพราะมันไปเกี่ยวพันกับปัญหาความยุ่งยากในภาคใต้ นั่นคือเหตุผลที่เราเลือกที่จะนับจุดเริ่มต้นของประวัติศาสตร์ไปที่ 700 ปีก่อน ในยุคสมัยของสุโขทัย เรามีสุโขทัยเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรที่ต่อมาได้กลายมาเป็นประเทศไทยในปัจจุบัน

ในช่วงประวัติศาสตร์อันยาวนานของยุคสมัยสุโขทัย เราได้รับการเรียนรู้ และทำให้เชื่อว่ากษัตริย์พระองค์หนึ่งสมัยสุโขทัย คือ กษัตริย์พระองค์นั้นมีพระนามว่า รามคำแหง ซึ่งถ้าจะเรียกให้ถูกต้อง ต้องเรียกว่าพ่อขุนรามคำแหง คติที่ว่ากษัตริย์คือองค์สมมติเทพยังไม่เป็นที่รู้จักในสมัยสุโขทัย

ดังนั้น ในยุคสมัยสุโขทัยเราจะเคารพและนับถือกษัตริย์เพราะความที่ทรงเป็นเสมือนบิดาผู้ยิ่งใหญ่ ที่มีความเมตตากรุณาต่อประชาชน และเป็นผู้ที่หยิบยื่นสิ่งที่ประชาชนต้องการในเวลาที่ประชาชนต้องการ ตัวอย่างที่สำคัญยิ่งประการหนึ่งคือ การที่ท่านพ่อขุนรามคำแหงได้จัดให้มีการติดตั้งระฆังไว้ที่หน้าวัง ประชาชนคนใดที่มีปัญหาสามารถมาตีระฆัง แล้วท่านพ่อขุนรามฯ ก็จะเสด็จฯ ออกมา หรือข้าราชบริพารก็จะออกมาแก้ปัญหาให้ นี่คือบทเรียนบทแรกที่เด็กนักเรียนของไทยได้เรียนรู้เกี่ยวกับระบอบการปกครองของไทยว่า เราต้องการพึ่งพาใครสักคน ถ้าเรามีปัญหา ให้ไปหาใครสักคนที่จะสามารถช่วยแก้ปัญหาได้

ดังนั้น ก่อนที่เราจะรู้ตัวด้วยซ้ำไป เราได้เข้าไปสู่ระบบอุปถัมภ์ เพราะเราถามหาการพึ่งพาอาศัย ก่อนที่เราจะพิจารณาถึงความสามารถของตนเองในการแก้ไขปัญหา แนวคิดพื้นฐานนี้เองที่ทำให้คนไทยเราแตกต่างจากคนชาติอื่นๆ ทั่วโลก และนั่นคือจุดเริ่มต้นของเรา ในยุคสมัยสุโขทัย เรามีพระมหากษัตริย์ที่ปฏิบัติพระองค์เป็นที่พึ่งพิงของประชาชนเช่นนั้น ดังนั้น ประชาชนจึงมีหน้าที่ในการถวายความจงรักภักดี ประชาชนศรัทธาในระบอบซึ่งปกครองพวกเขา เพราะนั่นคือระบอบการปกครองที่ใช้ได้ผลในยุคสมัยนั้น และไม่มีระบอบอื่นใดที่จะมาแข่งขันหรือแทนที่ หรือถ้าจะกล่าวอีกอย่างหนึ่ง ในเวลานั้นไม่มีแนวความคิด หรือวิธีการที่เหมาะสมกว่าในการปกครองราชอาณาจักรของไทย ดังนั้น วิธีการปกครองประเทศเช่นนั้นจึงเป็นระบอบที่ดีที่สุดในเวลานั้น

หลังจากนั้นก็ถึงยุคสมัยของอยุธยา ซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศเป็นเวลานานกว่า 400 ปี คติเรื่องกษัตริย์เป็นสมมติเทพได้รับการเผยแพร่เข้ามาในสมัยอยุธยาผ่านทางอารยธรรมขอม คติที่ว่าถือว่ากษัตริย์เป็นสมมติเทพ กษัตริย์ทรงเป็นตัวแทนของบรรดาเทพเจ้าของศาสนาฮินดูและเทพเจ้าอื่นๆ ได้รับการยอมรับในประเทศไทยในสมัยนี้ ดังนั้นระบบของการอุปถัมภ์ที่ให้ความช่วยเหลือ หรือเป็นที่พึ่งพิงของประชาชน ได้รับการเปลี่ยนแปลงไปสู่ระบบของการให้ความคุ้มครอง ถ้าท่านจงรักภักดีต่อพระเจ้าแผ่นดิน ท่านจะได้รับความคุ้มครอง และเพื่อที่จะย้ำให้เห็นอย่างเด่นชัดถึงการให้ความคุ้มครองนี้ ถ้าท่านมีพฤติการณ์ในทางอื่น ท่านจะต้องถูกลงโทษ ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่าในสมัยอยุธยามีการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง บางคนอาจจะคิดว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงแบบถอยหลัง บางคนอาจจะคิดว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงแบบพัฒนาขึ้น

ไม่ว่าท่านจะคิดอย่างไรก็ตาม ระบบนี้เป็นการผสมผสานกันของการมีความเมตตากรุณาเยี่ยงบิดาผู้ยิ่งใหญ่ เช่น พ่อขุน และระบบของการมีผู้นำที่ยิ่งใหญ่ เราอาจจะกล่าวได้ว่า พระมหากษัตริย์ในสมัยอยุธยาทรงมีพระราชอำนาจสูงมาก และทัศนคติของการใช้พระราชอำนาจเพิ่งเป็นที่ยอมรับแพร่หลายในสมัยนั้นด้วย และถ้าผู้ที่มีอำนาจมีความเมตตากรุณาด้วย ท่านก็จะได้รับประโยชน์จากอำนาจนั้นเช่นกัน อาจกล่าวได้ว่า สมัยอยุธยาได้สอนคนไทยให้เรียนรู้ที่จะอยู่กับอำนาจ เรียนรู้ว่าจะอยู่กับอำนาจได้อย่างไร จะเอาตัวรอดจากอำนาจได้อย่างไร และทำอย่างไรจึงจะไม่ถูกอำนาจนั้นทำร้าย แต่ยิ่งไปกว่านั้น สมัยอยุธยายังก่อให้เกิดรูปแบบของความสัมพันธ์แบบใหม่ คือ ความสัมพันธ์ของนายกับทาส ความสัมพันธ์ระหว่างขุนนางกับไพร่ หรือสามัญชน และนั่นคือสมัยอยุธยา

หลังจากนั้นเราก็มาถึงยุครัตนโกสินทร์ โดยผมขอข้ามระยะเวลา 12 ปีของสมัยธนบุรี ในยุคสมัยของกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งเราอยู่ภายใต้การปกครองของราชวงศ์จักรี ผู้ทรงก่อตั้งกรุงรัตนโกสินทร์ขึ้น ยุคสมัยนี้คือสิ่งที่เป็นการผสมผสานระหว่างสมัยอยุธยาและทักษะสมัยใหม่ ที่เราอยากจะเรียกว่า “การบริหารจัดการความรู้” เราอาจกล่าวได้ว่า ความรุ่งเรืองของการปกครองโดยพระบิดาผู้ยิ่งใหญ่ ผสานกับพระราชอำนาจในสมัยอยุธยา และสถานะของพระราชวงศ์ที่เป็นดังสมมติเทพ ได้รับการผสมผสานในยุครัตนโกสินทร์ กับระบบของการ “บริหารจัดการความรู้” ในยุครัตนโกสินทร์คือยุคที่ความรู้คืออำนาจ ดังที่คนจำนวนไม่น้อยเชื่อเช่นนั้น

และนั่นคือเหตุผลที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงดำรัสเป็นภาษาอังกฤษในราชสำนัก และทรงได้นำการศึกษาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีต่างๆ ตลอดจนการประดิษฐ์ มาสู่ประเทศไทย และทรงโปรดให้มีการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศที่เป็นเรื่องใหม่ที่คนไทยในยุคนั้นไม่เคยรู้จักมาก่อน ด้วยเหตุนี้พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงมีที่มาของพระราชอำนาจอีกประการหนึ่ง ประชาชนไม่ได้คิดแค่เพียงว่าพระองค์เป็นพระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ หรือพระบิดาของชาติผู้ทรงเมตตากรุณาเท่านั้น แต่ประชาชนมองว่าพระองค์ทรงเป็นบิดาแห่งวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอีกด้วย และเรายังคำนึงถึงพระองค์ท่านเช่นนั้นแม้จนในทุกวันนี้

เราอาจกล่าวได้ว่า ระบอบการปกครองของไทยในสมัยนั้นได้เป็นไปในทิศทางที่ว่า บรรดาผู้นำและผู้ปกครองได้ดำเนินการอย่างดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อโน้มน้าวให้ประชาชนเชื่อว่าผู้นำและผู้ปกครองสามารถเป็นที่พึ่งพิงของประชาชนได้ วิธีการที่แสดงถึงการเป็นหลักเป็นที่พึ่งพิงของประชาชนในแต่ละยุคสมัย ก็แตกต่างกันไปตามแต่ละช่วงของเวลาดังที่ผมได้เรียนท่านมาแล้ว

บัดนี้เราอยู่ในยุคของพระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช หรือในหลวงรัชกาลที่ 9 เรามีระบบที่ผสมผสานของแนวคิดทุกอย่าง และจากการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองราชย์ยาวนานถึงมากกว่า 60 ปีแล้ว พระองค์ทรงได้รับการยกย่องเป็นตำนาน (Myth) สถานภาพของพระองค์ในประเทศไทยจึงได้รับการเผยแพร่ คนส่วนใหญ่อาจไม่รู้ว่าเรื่องราวต่างๆ ที่เผยแพร่กันไปเกี่ยวกับพระองค์ท่านนั้น เรื่องใดเป็นเรื่องจริง เรื่องใดเป็นความเชื่อ ทั้งนี้เพราะพระองค์ทรงครองราชย์มานานมาก จนพระองค์ทรงเป็นทุกอย่างที่ได้มีการกล่าวถึง พระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์แห่งขนบธรรมเนียมประเพณี ทรงเป็นพระมหากษัตริย์นักวิทยาศาสตร์ ทรงเป็นพระมหากษัตริย์นักพัฒนา ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงงานหนักมาก และทรงได้รับการขนานนามว่าเป็นผู้ปกป้องระบอบประชาธิปไตยของไทย ในแนวคิดใหม่

ดังนั้น เรากำลังเผชิญเรื่องราวต่างๆ เหล่านี้ที่เป็นตัวแปรอยู่ในสังคม แล้วเราต้องจัดลำดับความสำคัญของสิ่งต่างๆ เหล่านี้ใหม่ เราได้พลาดโอกาสที่สำคัญในอดีต เช่น เมื่อ ท่านปรีดี พนมยงค์ ผู้นำพลเรือนได้ทำการอภิวัตน์ในปี พ.ศ.2475 และเปลี่ยนการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ไปสู่การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

โดยเหตุการณ์อภิวัตน์นั้นเกิดขึ้นในสมัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือในหลวงรัชกาลที่ 7 ในภายหลังท่านปรีดีได้กล่าวว่า ท่านได้เห็นอำนาจเมื่อท่านอายุ 32 แต่เมื่อท่านอายุใกล้ 50 ท่านก็สูญเสียอำนาจโดยสิ้นเชิง และต้องลี้ภัยไปอยู่ปักกิ่งถึง 10 ปี และใช้ชีวิตในช่วงบั้นปลายที่ฝรั่งเศส ท่านไม่ได้กลับคืนสู่ประเทศไทยอีกเลย เว้นแต่เถ้ากระดูกของท่านเท่านั้น ท่านได้เคยกล่าวไว้ว่า เมื่อข้าพเจ้ามีอำนาจ ข้าพเจ้าไม่รู้ว่าจะดำเนินการอย่างไรกับอำนาจ เมื่อข้าพเจ้าอายุมากขึ้น และเรียนรู้ว่าควรทำอย่างไร ข้าพเจ้าก็ไร้ซึ่งอำนาจ แนวคิดของการมีสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นเวลานานเป็นเสมือนเครื่องเตือนให้เราตระหนักว่า เราอาจต้องการผู้นำที่จะมาดำเนินการจัดลำดับความสำคัญต่างๆ ให้เรา

ท่านเห็นหรือไม่ครับ ทุกสิ่งที่ผมได้เล่าให้ท่านฟังตั้งแต่ต้นจนถึงตอนนี้ นำไปสู่ความยึดมั่นของคนไทยว่า การที่เรามีพระมหากษัตริย์ที่ทรงมีความเมตตากรุณาเช่นนี้แล้ว เราไม่มีความจำเป็นที่จะต้องมีประชาธิปไตย เราถูกชักนำให้เชื่อว่า รูปแบบของรัฐบาลที่ดีที่สุดคือประชาธิปไตยภายใต้การชี้นำหรือภายใต้พระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แนวคิดที่พัฒนามาในลักษณะนี้ ทำให้เกิดเหตุการณ์ในปัจจุบันขึ้น ซึ่งผมมองว่าเป็นการปะทะกันระหว่างวิถีทางประชาธิปไตยของไทยและระบบอุปถัมภ์ หรืออาจจะกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า คนไทยถูกทำให้รู้สึกคุ้นเคยกับระบบอุปถัมภ์ เราเริ่มประดิษฐ์คำอย่างเช่น “ไม่เป็นไร”

ซึ่งอาจหมายความเช่นนั้น เพราะไม่มีวิธีการอื่นที่จะกล่าวแล้ว เราคิดค้นระบบของการยิ้มตลอดเวลาไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม เพราะการยิ้มเป็นทางออกของปัญหาอย่างหนึ่ง อาจเป็นเพราะเราไม่มีวิธีการที่ดีกว่านี้ในเวลานั้น และเรายังมีความเชื่อที่ว่า ค่าของคนคือคนของใคร ซึ่งเป็นการวัดคุณค่าของคนบนพื้นฐานของฐานะหรือสังกัดของคน ซึ่งความคิดและถ้อยคำที่ใช้ในลักษณะนี้มาจากความรู้สึกที่ว่าการอุปถัมภ์เป็นสิ่งที่ยอมรับได้

ผมเดินทางไปศึกษาต่อที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ในปี 1992 และในเวลานั้นผมไม่เคยเข้าใจว่าทำไมคนต้องโกรธเมื่อมีคนพยายามช่วยเหลือพวกเขา เพื่อนของผมบางคนตอบโต้ผมด้วยความโกรธ รวมทั้งคนอื่นๆ ที่ผมเกี่ยวข้องด้วย เขาจะบอกว่าไม่ต้องมาทำเป็นดีกับฉัน ไม่ต้องมาช่วยฉัน ผมไม่เคยเข้าใจพวกเขา เพราะการได้รับความช่วยเหลือหรือการอุปถัมภ์เป็นสิ่งที่ถูกต้องในความคิดของผมในเวลานั้น การได้รับการยกยอ หรือชื่นชม ก็เป็นเรื่องธรรมดา เพราะชีวิตของเราต้องพึ่งพาอาศัยคนอื่นอยู่แล้ว

ดังนั้นการได้รับการอุปถัมภ์จึงไม่ใช่การไม่มีอารยธรรม แต่เวลานี้เรื่องต่างๆ เหล่านี้ได้เปลี่ยนแปลงไปมาก และทำให้เกิดความขัดแย้งในปัจจุบัน เพราะเวลานี้มีคนจำนวนมากที่ก้าวออกมาและประกาศว่า เราไม่ต้องการความสุขลมๆ แล้งๆ แบบนั้นอีกแล้ว คนกว่าร้อยละ 41 ได้กล่าวปฏิเสธต่อร่างรัฐธรรมนูญที่ร่างโดยเผด็จการ และกลุ่มผู้สนับสนุนเผด็จการ ซึ่งเป็นผลของการพยายามในส่วนของภาครัฐที่ใช้งบประมาณแผ่นดินจำนวนมหาศาล เพื่อที่จะโน้มน้าวให้ประเทศไทยทั้งประเทศกลายเป็นประเทศที่พูดคำว่า “ได้ครับ” เป็นอย่างเดียว ท่านยังคงจำได้เพราะเหตุการณ์เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ยิ่งไปกว่านั้น มีคนส่วนหนึ่งเชื่อว่า มีความไม่ถูกต้องเกิดขึ้นในกระบวนการรณรงค์ให้คนยอมรับร่างรัฐธรรมนูญ หรือการนับคะแนนเสียง แต่เมื่อนับรวมกับวิธีการเทคนิคต่างๆ ที่บรรดา “พี่ใหญ่” ทั้งหลายใช้ พวกเขาได้เสียงสนับสนุนเพียงร้อยละ 56 ซึ่งแท็กติกนั้นรวมถึงการขึ้นป้ายขนาดใหญ่ทั่วทั้งกรุงเทพฯ และอาจจะมีนอกเขตกรุงเทพฯ ด้วย

แต่ผมไม่เห็นนะครับ ผมเห็นแต่ป้ายขนาดใหญ่ตลอดข้างทางดอนเมืองโทลล์เวย์จากสนามบินเก่าของเรา คือ ดอนเมือง ข้อความพวกนั้นก็เป็นไปในทำนองที่ว่า พวกเราคนไทยควรจะออกเสียงไปในทิศทางเดียวกัน เราเชื่อมั่นในสิ่งเดียวกัน เราต้องลงคะแนนเสียงเหมือนๆ กัน แต่สิ่งที่สำคัญมากๆ ก็คือ ชื่อที่ลงท้ายข้อความต่างๆ ในป้ายขนาดใหญ่เหล่านั้น มีการระบุว่าเป็นกลุ่มคนใส่เสื้อเหลือง หรืออีกนัยหนึ่ง เมื่อนับคนใส่เสื้อเหลืองกลุ่มนั้นรวมกับเทคนิควิธีการต่างๆ แล้ว ก็ยังได้คะแนนเสียงแค่ร้อยละ 56 และนั่นคือปัญหาที่ใหญ่มาก ประเทศไทยของเราอยู่ในหัวเลี้ยวหัวต่อของการเปลี่ยนแปลง ดังนั้นสิ่งที่เรากำลังพูดถึงเรื่องราวระหว่างวิถีทางประชาธิปไตยและระบบอุปถัมภ์ก็คือ การที่ประชาชนมีอายุมากขึ้น ผมคิดว่าอย่างนั้นนะ ตัวผมเองเติบโตขึ้นมาในระบบอุปถัมภ์ ผมเองก็ได้รับการชุบเลี้ยงอย่างดีเหมือนกัน

พ่อของผมรับราชการในกองทัพอากาศ และต่อมาก็มาเป็นกัปตันสายการบินพาณิชย์ให้กับการบินไทย ในตอนที่คุณพ่อของผมเริ่มต้นงานกับการบินไทย ท่านเป็นหนึ่งในนักบินคนไทยกลุ่มแรกของการบินไทย ดังนั้นท่านจึงมีรายได้มากพอสมควรที่จะเลี้ยงดูครอบครัวและผม ให้ไม่ต้องเผชิญกับความทุกข์ยากของชีวิตเหมือนอย่างที่คุณพ่อของผมเคยผ่านมา ดังนั้นผมจึงเติบโตมาในระบบอุปถัมภ์เช่นกัน แม้แต่เวลาอาหารผมก็ถือว่าเป็นสิทธิที่ผมต้องได้ ต้องมีอาหารเย็นมาเสิร์ฟบนโต๊ะเสมอ ผมไม่เคยรับรู้ถึงความรู้สึกที่ว่าถ้ากินข้าวเย็นวันนี้แล้ว และพรุ่งนี้อาจจะไม่มีอะไรกิน แต่คุณพ่อของผมท่านเคยผ่านประสบการณ์เช่นนั้นแล้ว ผมเติบโตขึ้นมาในระบบเช่นนั้น เรียกว่า อยู่สุขสบายดี ผมเริ่มตั้งคำถามและข้อสังเกตระบบอุปถัมภ์ในภายหลัง เมื่อผมได้มาทำงานเป็นสื่อมวลชนเต็มตัว ทำงานให้กับสถานีโทรทัศน์ และผมเริ่มจะตรวจสอบประเทศไทยและสังคมอย่างจริงจังมากกว่าเดิม ผมพบว่ามีบางสิ่งบางอย่างที่ผิดปกติ ผมใช้เวลานานหลายปี และประสบการณ์ภายใต้การบริหารราชการของรัฐบาลทักษิณ ก่อนที่จะเข้าใจเรื่องราวต่างๆ เหล่านี้ ระบบอุปถัมภ์เป็นตัวปัญหา เพราะมันส่งเสริมให้มีความไม่เสมอภาค ความไม่เท่าเทียมระหว่างบุคคลทั่วๆ ไป และสิ่งนั้นเป็นการขัดแย้งกับหลักการของประชาธิปไตย เพราะมันส่งเสริมให้คนคิดที่จะพึ่งพิงบุคคลอื่นๆ ระบบอุปถัมภ์ก่อให้เกิดทาสอย่างไม่จบสิ้น ในขณะที่มีนายเพียงจำนวนน้อย ระบบอุปถัมภ์ ทำให้ประเทศไทยไม่สามารถพัฒนาได้

ดังนั้น เมื่อได้รับการศึกษาอบรมมาเป็นเวลานาน ได้มีโอกาสเดินทางท่องเที่ยวเกือบทั่วโลกเป็นเวลานาน ไม่เคยได้รับการเลือกปฏิบัติโดยตรงจากวัฒนธรรมต่างประเทศเป็นเวลานานแสนนาน พวกเราจำนวนมาก จึงยังเหมือนเป็นเด็กอยู่ เมื่อท่านสังเกตการต่อสู้ทางการเมืองของไทย ท่านจะพบว่าเป็นเรื่องที่น่าสมเพชเป็นเหมือนเกมของเด็กๆ วิธีการที่เขาเล่นเกมการเมือง หรือเสี้ยมกันทางการเมืองในแบบนั้น เป็นเพราะในระบบอุปถัมภ์ท่านจะยังคงเป็นเหมือนเด็ก ท่านจะยังคงเป็นคนที่ต้องพึ่งพาอาศัยบุคคลอื่น

ดังนั้นไม่ต้องแปลกใจที่ความน่าสมเพชนี้มีอยู่ทั่วไปในประเทศไทย ตัวอย่างล่าสุดที่ท่านเพิ่งพบก็คือ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับอดีตพรรคไทยรักไทย ท่านทั้งหลายอาจได้อ่านข่าวในหนังสือพิมพ์ว่า คณะกรรมการการเลือกตั้งมีปัญหากับชื่อของพรรคไทยรักไทยใหม่ ในขณะที่พรรคไทยรักไทยยังไม่ได้มีการจัดตั้งเป็นพรรคใหม่ ที่ใช้ชื่อว่า พรรคพลังประชาชน หรือ พปช. มีการพยายามใช้เทคนิคการเปลี่ยนหรือแก้ชื่อเพื่อที่ว่าประชาชนจะได้รู้ว่านี่คือพรรคไทยรักไทย ดังนั้นพรรคจึงเปลี่ยนชื่อ และชื่อของพรรคก็ได้รับการเห็นชอบจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง

หลังจากนั้นคณะกรรมการการเลือกตั้งก็พบว่าชื่อย่อของพรรคเป็นชื่อย่อของพรรคไทยรักไทย หรือ ทรท. คณะกรรมการเลือกตั้งก็เพิกถอนการให้ความเห็นชอบทันที โดยบอกพวกเขาว่า เขาไม่สามารถใช้ชื่อย่อว่าเป็น ทรท. ได้อีก ฝันร้ายของผมก็กลับคืนมา หรืออาจกล่าวได้ว่าเรื่องน่าสมเพชแบบนี้เป็นอีกตัวอย่างของการที่เราพยายามเอาชนะกันในศตวรรษที่ 21

สมัยคุณทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรี ผมได้มีโอกาสทำงานกับท่าน และก็ทำให้ผมชื่นชอบท่านเป็นการส่วนตัว คุณทักษิณเข้ามารับตำแหน่งและแก้ไขเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ เหล่านั้นโดยไม่รู้ตัว คุณทักษิณได้ดึงอำนาจจากระบบอุปถัมภ์ จากอำนาจในรูปแบบที่เคยเป็นมา และได้เปลี่ยนให้กลายเป็นนโยบายสาธารณะที่สร้างประโยชน์ให้กับคนส่วนใหญ่ของประเทศ ผมทำงานอยู่กับคุณทักษิณ

ผมถึงทราบว่าสิ่งที่คุณทักษิณทำไม่ใช่แค่นโยบายในเชิงปรัชญา คุณทักษิณเพียงแต่ต้องการทำหน้าที่ของท่านเท่านั้น คุณทักษิณต้องการให้คนชอบ ต้องการให้คนรัก ต้องการเป็นมหาเศรษฐีที่สร้างประโยชน์ให้กับสังคม และนั่นคือวิธีการที่คุณทักษิณคิดในเรื่องต่างๆ แต่รูปแบบการทำงานแบบง่ายๆ ของเขากลับไปขัดแย้งโดยตรงกับระบบอุปถัมภ์ เพราะมันไปแก้ไขทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นระบบอุปถัมภ์ และเกิดขึ้นเร็วมาก แค่เพียงเวลา 5 ปีเท่านั้น ประชาชนในระดับรากหญ้าเริ่มที่จะรู้สึกว่าพวกเขามีสิทธิ ประชาชนในระดับรากหญ้ามีสิทธิที่จะรู้สึกว่าพวกเราต้องการสิ่งที่ดีขึ้นกว่าเดิมอย่างมาก ไม่ใช่แค่ดีขึ้นกว่าปีที่แล้วเล็กน้อย หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง ชนชั้นรากหญ้าได้รับทางเลือกใหม่ และคุณทักษิณท้าทายคนทุกคน แต่บางคนก็พ่ายแพ้เพราะสิ่งที่เขาเป็น และสิ่งที่คุณทักษิณทำเมื่อคุณทักษิณชนะการเลือกตั้งครั้งที่ 2 โดยได้คะแนนเสียง 377 ที่นั่งในสภาผู้แทนฯ ซึ่งมี 500 ที่นั่ง การได้เสียงข้างมากเด็ดขาดในสภาเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเลย

ในโอกาสต่อไป ผมคงจะได้เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นหลังฉาก และเป็นการเล่าอย่างไม่เป็นทางการสำหรับการสังเกตเหตุการณ์ต่างๆ ตามความคิดของผมเอง ซึ่งผมต้องขอโทษที่ไม่สามารถพูดในที่นี้ได้ มีเหตุการณ์ที่ชี้ว่ามีบรรยากาศของการข่มขู่คุกคามเกิดขึ้นในทันทีที่ทักษิณชนะเลือกตั้ง ได้ ส.ส. จำนวน 377 ที่นั่ง จากจำนวน 500 ที่นั่ง หรืออีกนัยหนึ่ง เกิดความรู้สึกของคนกลุ่มหนึ่งว่า ไม่ควรไว้วางใจในตัวทักษิณ เพราะทักษิณละเมิดกฎที่ว่าด้วยการต้องพึ่งพาอาศัยคนอื่นๆ ทักษิณเริ่มต้นการเป็นนายกรัฐมนตรีที่ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาผู้นำคนอื่นๆ

และนั่นเป็นสิ่งที่ชั่วร้ายในระบบอุปถัมภ์ ทักษิณจะผิดหรือถูกคงต้องปล่อยให้เป็นเรื่องของประวัติศาสตร์ที่จะตัดสิน ท่านอาจจะลากตัวทักษิณมาขึ้นศาล หรืออาจจะให้เป็นศาลยุติธรรมของประเทศก็ได้ เรื่องนั้นไม่ใช่สิ่งสำคัญ สิ่งสำคัญก็คือสิ่งที่มาพร้อมทักษิณ และทักษิณได้สร้างรอยไว้ในประเทศไทย เป็นสิ่งที่ประชาชนไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน เขาแทบไม่เคยทำอะไรให้คนกรุงเทพเลย เพราะเขาคิดว่าคนกรุงเทพไม่ได้ต้องการเขาเท่าไรนัก ถ้าคุณถามคนกรุงเทพว่าทักษิณทำอะไรให้เขาบ้าง คนกรุงเทพอาจต้องใช้เวลาถึง 2 อาทิตย์ที่จะคิด และคำตอบอาจจะเป็นอะไรก็ได้

แต่ถ้าคุณไปถามคนชั้นรากหญ้า พวกเขาจะสามารถบอกคุณได้เป็น 10 เรื่อง ในสิ่งที่เขาคิดว่าระบบใหม่ของทักษิณได้หยิบยื่นให้กับเขา แล้วทักษิณให้การอุปถัมภ์คนชั้นรากหญ้าหรือไม่ ในการทำเช่นนั้นก็อาจถือได้ว่าทักษิณเองก็ให้การอุปถัมภ์แก่คนชั้นรากหญ้า แต่เขาไม่ได้ตั้งใจให้เป็นเช่นนั้น และผมจะบอกท่านว่า จากการสังเกตด้วยตัวผมเองว่าอะไรเป็นเหตุให้ทักษิณทำเช่นนั้น และมีนโยบายเช่นนั้น ท่านคงทราบว่าทักษิณได้วางแผนการไว้ว่า ในช่วง 2 ปีสุดท้ายของรัฐบาลสมัยที่ 2 ของเขา เขาจะใช้เวลาเพียง 1 ใน 3 ในประเทศไทย และอีก 2 ใน 3 จะใช้เวลากับการเดินทางไปทั่วโลก

จากการวางแผนของเขา เขาตั้งใจจะทำหน้าที่ของ “เซลส์แมน” ของประเทศในช่วง 2 ปีสุดท้าย แต่เขาก็ถูกปลดจากภารกิจนั้นเสียก่อน เขาถูกกระทำรัฐประหารในระหว่างที่รอจะขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ในที่ประชุมใหญ่ขององค์การสหประชาชาติ ในทันทีที่เกิดการรัฐประหาร เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 เราได้วางแผนการที่จะจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่น แต่แล้วก็มีโทรศัพท์จากเมืองไทยมาถึง และหลังจากนั้นก็ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไป ตามความคิดเห็นของผมนั่นคือความผิดพลาด เราควรจะตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นขึ้น เราควรจะดำเนินการต่อไปเพื่อให้ คมช. รัฐบาลของสุรยุทธ์ และพวกที่เหลือทั้งหมดถือเป็นพวกที่กระทำผิดกฎหมาย เราควรทำเพื่อให้พวกเขาขาดความชอบธรรมเหมือนรัฐบาลของเฮง สัมริน เมื่อหลายปีก่อน เราควรจะทำเช่นนั้น แต่โทรศัพท์จากกรุงเทพฯ สายนั้นเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง แล้วเราจะสามารถทำอะไรได้ ผมเป็นแค่คนตัวเล็กๆ ในภารกิจการเดินทางอันยิ่งใหญ่ ในเวลานั้นผมเป็นรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีฐานะเทียบเท่ากับรองหัวหน้าผู้บริหารประจำทำเนียบขาวในระบบของสหรัฐ แต่ก็เป็นแค่ตำแหน่งเล็กๆ ที่ไม่สามารถผลักดันอะไรได้

ผมอยากจะผลักดันให้มีการจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่น และถ้าเป็นเช่นนั้นก็จะเกิดการขัดแย้ง การต่อสู้อย่างรุนแรงในประเทศไทย ดังนั้นถ้าเราจะพูดกันในแง่มุมของประวัติศาสตร์ ว่าแม้แต่นายกรัฐมนตรีที่เข้าสู่อำนาจด้วยพลังของประชาชน เพราะสิ่งที่เขาทำเพื่อปลดปล่อยประชาชนจากระบบอุปถัมภ์ แต่ในเวลาที่สำคัญที่สุดที่ต้องตัดสินใจภายใต้วิกฤติ เขากลับตัดสินใจจากมุมมองจากความคิดในระบบอุปถัมภ์ ดังนั้นระบบอุปถัมภ์ได้ฝังรากลึกมาก และเป็นการขัดแย้งทางอ้อมกับวิถีทางของประชาธิปไตย เราต้องแก้ไขเปลี่ยนแปลงปัญหานี้ เราต้องทำให้ระบบอุปถัมภ์กลายเป็นเรื่องของบุคคล โดยการระบุไปเลยว่าใครยังคงให้การอุปถัมภ์ประชาชน และผมก็เชื่อว่าบัดนี้คือเวลาที่เราต้องทำเช่นนั้น

ถ้าท่านเคยติดคุกแล้วสักครั้ง ทุกอย่างจะธรรมดามาก ท่านจะสามารถติดคุกได้อีกหลายครั้ง เพื่อให้บรรลุเป้าหมายจริงๆ นะครับ มันธรรมดามาก ตอนนี้ผมกำลังรออีกคดีหนึ่งที่ถูกกล่าวหา ที่เรียกกันว่า “คดีดักฟัง” เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน ในขณะที่ขึ้นเวทีประท้วงที่สนามหลวง ผมได้เปิดเผยเทปการสนทนาทางโทรศัพท์ของคน 3 คน 2 ใน 3 คนนั้นเป็นผู้พิพากษา คนหนึ่งอยู่ที่ศาลฎีกา และอีกคนอยู่ที่ศาลอุทธรณ์ คนหนึ่งนี้เป็นที่รู้กันทั่วไปว่ามีความสัมพันธ์ใกล้ชิด ซึ่งมีการสันนิษฐานว่าเป็นไปในเชิงรักร่วมเพศกับผู้มีอำนาจ และสิ่งที่พวกเขาพูดกันก็คือ จะหาทางบิดเบือนพระราชดำรัสของพระเจ้าอยู่หัว เพื่อให้เกิดผลเสียต่อรัฐบาลของทักษิณ และคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่คนกลุ่มนี้คิดว่าเข้าข้างรัฐบาลทักษิณได้อย่างไร

และสิ่งที่ตามมาก็เป็นอย่างที่พวกท่านทั้งหลายทราบกันอยู่แล้ว ถ้าท่านติดตามข่าวสารในประเทศไทย หรืออาจกล่าวได้ว่า (จากการเปิดเผยเทปในวันนั้น) พวกเขาถูกบังคับให้เผชิญความจริงว่า ระบบอุปถัมภ์ซึ่งเป็นพื้นฐานที่สำคัญของประชาธิปไตยแบบไทยๆ ดำเนินการกันอย่างไรว่า

พวกเขาให้การดูแลกันและกัน และใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวเพื่อที่จะแก้ไขเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ต่างๆ อย่างไร ว่าพวกเขาทำร้ายประชาชนด้วยการไม่ยอมรับมติเสียงข้างมากของประชาชนอย่างไร ว่าพวกเขาคิดว่าประชาธิปไตยต้องการการชี้นำอย่างไร กระนั้นก็ตาม เรื่องเทปดังกล่าวจะเป็นคดีที่ใหญ่มากจากนี้ไป ไม่ใช่เรื่องที่ตำรวจจะมาแจ้งข้อหากับผมและเพื่อนอีก 2-3 ราย ว่าลอบดักฟังโทรศัพท์ มันเป็นเทปที่มีการตั้งใจอัดเสียงไว้โดยบุคคลที่สาม ซึ่งอีกไม่นานเขาก็จะแสดงตัวออกมา ท่านนั้นเป็นปลัดของสำนักนายกรัฐมนตรี

ดังนั้น คดีนี้ก็จะถูกดำเนินคดีในชั้นศาลต่อไป เจตนาของผมในเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับประเด็นที่ว่าผมจะเห็นด้วยกับการดักฟังทางโทรศัพท์หรือไม่ แต่ผมต้องการนำคุณเปรม หรือ พล.อ.เปรม และผู้พิพากษาอีก 2 คนนั้นไปขึ้นศาลต่างหาก นั่นคือเจตนาของผม และเมื่อผมได้เผชิญหน้ากับคุณเปรมในศาล และจะได้ถามเขาว่าทำไมผู้นำที่ยิ่งใหญ่อย่างคุณเปรมถึงตัดสินใจลดระดับของประชาธิปไตยลงเช่นนี้ คุณเปรมเคยเป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่ เคยเป็น ฯพณฯ แต่บัดนี้เขาได้เปลี่ยนไปแล้ว จากบุคคลที่เคยเป็นผู้นำที่เราจะขาดเสียไม่ได้ในอดีต

บัดนี้ได้กลายเป็นผู้นำในเวลาที่ผิดพลาดในประวัติศาสตร์ คุณเปรมเป็นสัญลักษณ์ของหลายๆ อย่าง เราได้เรียนรู้จากคุณเปรมว่า เมื่อคนที่ดีแก่ตัวลงมากๆ และผมไม่ได้หมายถึงอายุ แต่เป็นสภาวะของความรู้สึกว่าตัวเองแก่ ในสภาวะของจิตใจที่จะไม่ผจญภัยอีกต่อไป แต่ถอยกลับคืนเข้าสู่อดีต กลับสู่วันคืนอันดีงามในอดีตที่คุณเปรมรู้สึกคุ้นเคย ซึ่งสภาวะเช่นนั้นไม่ได้เหมาะสมกับประเทศไทยอีกต่อไป

ดังนั้น ผมขอโทษที่ผมใช้เวลาไปค่อนข้างมาก แต่ผมแค่อยากจะบอกว่า เมื่อเร็วๆ นี้ผมได้ค้นพบทั้งในคุกและนอกคุกว่า ประชาธิปไตยขัดแย้งกับระบบอุปถัมภ์อย่างสิ้นเชิง และการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในวันที่ 23 ธันวาคมนี้ ก็จะไม่ได้แก้ปัญหาอะไรเลย สถานการณ์หลังการเลือกตั้งจะยิ่งแย่ลงไปอีก เพราะจะมีการใช้แท็กติกและการดำเนินการในเบื้องหลังต่างๆ อย่างมากมาย และจะมีการเปิดเผยเจตนาที่แท้จริงออกมา ในเมื่อคุณไม่สามารถอนุญาตให้มีประชาธิปไตยได้ในประเทศนี้ เมื่อท่านไปที่สนามหลวง ท่านจะได้ความรู้สึกเดียวกับที่ผมมีว่า ประชาชนคนไทยไม่ได้เป็นเด็กอีกต่อไปแล้ว พวกเขาเป็นผู้ใหญ่ที่ถูกบังคับให้เป็นเด็ก และอยู่ภายใต้กรอบของขนบธรรมเนียม พวกเขาสับสนทั้งทางกายและทางความคิด และกำลังพยายามที่จะออกจากกรอบนั้น ผมไม่รู้ว่าผลที่ออกมาจะเป็นอย่างไร แต่มันจะต้องมีผลลัพธ์ออกมา

ดังนั้น ผมขอจบการนำเสนอของผมเพียงแค่นี้ ผมหวังว่าความคิดเห็นของผมจะทำให้เกิดคำถาม และการวิพากษ์วิจารณ์ที่ติดตามมา ผมต้องการฟังความเห็นและคำถามของท่านทั้งหลายมาก ผมอยากรู้ว่าพวกท่านคิดอย่างไรกับประเทศไทย เพราะหลายๆ ท่านในที่นี้ก็ได้อยู่ในประเทศไทยมาเป็นเวลานาน หลายๆ ท่านเป็นผู้ที่รักประเทศไทยอย่างแท้จริง และผมไม่อยากทำร้ายความรู้สึกเช่นนั้น ดังนั้นผมจึงอยากที่จะทราบว่าท่านคิดจริงๆ อย่างไร ณ เวลานี้

ขอบคุณครับ


ม็อบมา เงินหด ‘รูปธรรม’ ความเสียหายของชาติ

แม้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 1 เดือนมกราคม – มีนาคม 2551 จะขึ้นไปอยู่ที่ 6 %

แม้การจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลก จะบอกว่าความน่าเชื่อถือทางการเงินของไทยเป็นบวก ด้วยนโยบายการบริหารที่ชัดเจนมากขึ้น มีเสถียรภาพมากขึ้น

แต่ภายในไม่กี่วัน ที่มีการชุมนุมทางการเมืองขนาดใหญ่ พร้อมด้วยภาพที่ถ่ายทอดออกไปสู่สายตาคนภายนอกซึ่งดูรุนแรง

เพียงเท่านั้น หุ้นบางตัวก็ร่วงดิ่งลงมาทันทีกว่า 18 จุด

สมกับความอ่อนไหวของสิ่งที่เรียกว่า “ระบบเศรษฐกิจ” เสียจริง

ปัญหา “ปัจจัยภายนอก” อันได้แก่ ราคาน้ำมันโลก มีผลโดยตรงต่อเศรษฐกิจ แต่ก็ถือว่าเป็นปัจจัยเหนือการควบคุม ทุกประเทศทั่วโลกที่ไม่ได้ปิดประเทศ ล้วนแต่ต้องเผชิญปัญหาเดียวกันทั้งนั้น

หากแต่ความเชื่อมั่นที่หล่นวูบครั้งนี้ เกิดจากปัจจัย “ภายใน” ล้วนๆ

นั่นคือ ปัจจัยการเมือง

แม้แต่รายงานของบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลก ยังระบุว่า ปัญหาการเมืองไทย เช่น เรื่องพรรคร่วมรัฐบาลที่มีโอกาสถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรค เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เรื่องข่าวลือการปฏิวัติรัฐประหาร ฯลฯ

เหล่านี้ล้วนเป็น “จุดอ่อน” ต่อภาพความน่าเชื่อถือของไทยทั้งสิ้น

เพราะสะท้อนความไม่แน่นอน ความผันผวน สะท้อนลักษณะของประเทศที่ “อะไรก็เกิดขึ้นได้” ในนามของ “ประชาธิปไตยแบบไทยๆ”

ที่น่าสมเพชใจ ความเสียหายเหล่านี้ล้วนมีผลมาจากการกระทำของคนที่อ้างว่ารักประเทศชาติ รักบ้านเมือง ถึงขั้นจะเข้ามา “กู้” กันทั้งสิ้น

ไม่รู้ว่ากู้กันประสาอะไร ยิ่งกู้ ก็ยิ่งง่อนแง่น ยิ่งกู้ ความน่าเชื่อถือของประเทศก็ยิ่งลดต่ำ

รายได้จากการจัดม็อบ อาจจะมากมายจนติดใจนัก แต่ก็เป็นผลประโยชน์เฉพาะกลุ่ม

ที่สำคัญ ถือเป็นเม็ดเงินที่น้อยมาก เมื่อเทียบกับโอกาสทางเศรษฐกิจมูลค่ามหาศาลที่ประเทศต้องสูญเสีย

ซึ่งแน่นอนว่าหมายถึงอีกหลายสิบล้านคนในชาติต้องสูญเสียไปด้วย

และนี่คือ “รูปธรรม” ของคำว่า “ความเสียหายของประเทศชาติ” อย่างที่ทุกฝ่ายชอบหยิบมาพูดจากันเสมอ

หากปากบอกว่ารักชาติ แต่เมื่อได้เห็นตำตาว่าพฤติกรรมรักชาติของตัวเองมันนำไปสู่ความเสียหายหลานแสน(ล้าน)ขนาดนี้

จะสำนึกอยากกลับตัวกลับใจกันบ้างหรือเปล่าหนอ.