WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, May 29, 2008

หมอเลี้ยบฝากทูตไทยแจงสถานการณ์การเมืองไทย

นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าววานนี้ (28 พ.ค.) ว่า ได้ฝากให้เอกอัครราชทูตไทยในที่ประชุมเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ไทย ประจำปี 2551 ช่วยชี้แจงสถานการณ์การเมืองไทย ซึ่งรัฐบาลไทยยังเชื่อมั่นว่า ทุกอย่างจะเป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย และจะไม่เกิดเหตุการณ์รัฐประหารอีก เนื่องจากทุกฝ่ายรู้ดีว่า การกระทำดังกล่าวส่งผลเสียต่อประเทศชาติ


กฎหมายกับการเมือง

ระหว่าง หลักนิติศาสตร์กับหลักรัฐศาสตร์ ระหว่างการบังคับใช้กฎหมายกับใช้อำนาจในการปกครอง เหมือนดาบสองคม ถ้าไปด้วยกันได้อย่างสมดุล จะเกิดประโยชน์กับผู้ถูกปกครองและผู้ปกครองอย่างมหาศาล แต่ถ้าปีนเกลียวกันเมื่อไหร่ จะนำมาซึ่งความหายนะอย่างใหญ่หลวง

เหมือนลิ้นกับฟัน

ถึงอย่างไรก็แยกกันไม่ออก ซึ่งถ้าจะดูกันในรายละเอียดเช่นเดียวกับวิกฤติการเมืองที่เป็นอยู่ในเวลานี้ เมื่อใช้กฎหมายโดยไม่เที่ยงธรรมก็เกิดการโต้แย้งขัดขืน เมื่อปกครองไม่เที่ยงธรรมก็มีการแข็งขืนเช่นกัน

ฟังว่า รัฐบาลจะไม่สลายการชุมนุม ตราบใดที่ยังเป็นการชุมนุมโดยไม่ขัดกับกฎหมาย แต่ถ้าผิดกฎหมายเมื่อไหร่ก็ต้องจับทันที ไม่ยกเว้นฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ผมว่าฝ่ายรัฐบาลไม่มีอะไรน่ากลัว ไม่ว่ารัฐบาลจะทำอะไรก็ต้องคิดหน้าคิดหลัง เพราะมีแต่เสียกับเสียลูกเดียว

ที่น่ากลัวคือมือที่มองไม่เห็น

ถ้าปล่อยให้การชุมนุมยืดเยื้อก็จะควบคุมลำบาก วันดีคืนดีมีคนโยนอะไรเข้าไปในที่ชุมนุมมีการบาดเจ็บล้มตายขึ้นมา รับรองยุ่งตายหะ หมากเกมนี้จะยุติลงอย่างไรยากที่จะคาดเดา อยู่บนความหมิ่นเหม่

ระหว่างกฎหมายกับการเมือง

ฟังมาว่า คตส.ตัดสินใจส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดส่งฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และครอบครัว ข้อหาใช้อำนาจหน้าที่เอื้อประโยชน์ต่อธุรกิจตนเองและพวกพ้อง และร้องให้ยึดทรัพย์สินจำนวนกว่า 7 หมื่นล้านเป็นของแผ่นดิน ดูจากคำบรรยายส่งฟ้องแล้วน่ากลัวชวนขนหัวลุก

แถมด้วยกรณีการจัดซื้อเครื่องตรวจสอบวัตถุระเบิดซีทีเอ็กซ์อีกกระทง ทีนี้ปัญหาอยู่ที่ว่า คตส.ยังมีอำนาจอยู่หรือไม่ เนื่องจากอยู่ในระหว่างการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญว่า การต่ออายุ คตส.และที่มาของ คตส.ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ คงต้องว่ากันให้ชอบธรรมและยุติธรรมจริงๆ ก็ยังคาบลูกคาบดอก

ระหว่างกฎหมายกับการเมือง

การจะหาทางออกในวิกฤติรัฐธรรมนูญ แม้แต่วิธีการในระบอบประชาธิปไตย โดยการทำประชามติ ก็ยังครึ่งๆกลางๆ ยังมีข้อขัดแย้งสำหรับรายละเอียดในกฎหมายที่จะทำประชามติ โดยไม่ได้มองจุดหมายสูงสุด คือการแก้รัฐธรรมนูญโดยชอบธรรม แต่กลับบิดเบือนเอาเรื่องของรัฐธรรมนูญไปเป็นชนวนการเมือง

เกิดข้อขัดแย้งระหว่างกฎหมายกับการเมืองอีก

ทั้งหลายทั้งปวงที่เป็นไปอยู่ในเวลานี้ อยู่ที่เจตนาทั้งสิ้น ถ้าอยู่บนเจตนาที่บริสุทธิ์และมองประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง สังคมย่อมจะสงบสุข แต่ถ้าคิดจะเอาสีข้างเข้าถู สังคมก็จะกลายเป็นสงครามไม่สิ้นสุด.

หมัดเหล็ก

จวก “อภิสิทธิ์” ทัศนคติอันตราย

ส่วนกรณีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านฯและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ออกมายืนยันว่านายจักรภพ เพ็ญแข รมต.ประจำสำนักนายกฯ เป็นผู้มีทัศนคติอันตรายต่อสถาบันนั้น นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชน ในฐานะอดีตแกนนำ นปก. กล่าวว่า ทัศนคติ ที่อันตรายต่อระบอบประชาธิปไตยมีเพียงคนเดียว คือนายอภิสิทธิ์ ที่เสนอให้ใช้มาตรา 7 ของรัฐธรรมนูญ กรณีการบรรยายของนายจักรภพ หากนายอภิสิทธิ์เห็นว่าทำผิดขอให้ไปแจ้งความดำเนินคดี ไม่ควรมากล่าวหากัน พรรคประชาธิปัตย์ควรหยุดกล่าวหากันได้แล้ว การไม่หยุดพูดถือเป็นชนวนไปสู่การล้มล้างระบอบประชาธิปไตย ผู้สื่อข่าวถามว่า พรรคประชาธิปัตย์ระบุว่า การที่นายจักรภพโจมตีประธานองคมนตรี เท่ากับโจมตีสถาบันด้วย นายจตุพร ตอบว่า กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพไม่เกี่ยวกับองคมนตรี ถ้าเห็นว่ามีการโจมตีองคมนตรีให้ไปแจ้งความข้อหาหมิ่นประมาท ทั้งนี้เมื่อองคมนตรีไปเป็นที่ปรึกษาให้คนอื่นก็ไม่ถือว่าเป็นองคมนตรีแล้ว

หนุนหาคนกลางแปลคำบรรยาย

ผู้สื่อข่าวถามว่า พรรคประชาธิปัตย์ตั้งข้อสังเกตคำแปล 8 ข้อ ของนายจักรภพมีการบิดเบือนสำนวนการแปล นายจตุพรตอบว่า มองว่าเนื้อหาการแปลไม่แตกต่างกันเท่าไร แต่ทำไมพรรคประชาธิปัตย์ไม่ให้โอกาสนายจักรภพต่อสู้ ตามกระบวนการ เรื่องนี้ควรหาผู้เชี่ยวชาญทางการแปลที่มีความเป็นกลางจริงๆ ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญบนเวทีพันธมิตรฯเป็นผู้แปล สิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์นำมาขยายความ ถือว่าสร้างความเสียหายต่อระบอบประชาธิปไตย หากจะอ้างว่าการรับผิดชอบทางการเมือง กับการรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นคนละเรื่องกัน อยากถามพรรคประชาธิปัตย์ว่า ช่วงที่พรรคประชาธิปัตย์ถูกอภิปรายเรื่องคดี สปก.4-01 หรือนายอภิสิทธิ์ พูดถึงเรื่องการใช้มาตรา 7 นั้น พรรคประชาธิปัตย์ได้แสดงความรับผิดชอบทางการเมืองอย่างไร

“ณัฐวุฒิ” ปัด “จักรภพ” นัดดีเบต

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวถึงกระแสข่าวที่ระบุเป็นผู้ให้สัมภาษณ์ว่า นปก.จะนัดหารือกับนายจักรภพ เพื่อหาข้อสรุปเรื่องการนัดคำท้า ดีเบตจากพรรคประชาธิปัตย์กรณีการหมิ่นสถาบันว่า ยืนยันไม่ได้ให้สัมภาษณ์เรื่องนี้ และ นปก.ไม่มีการนัดหมายเจอกับนายจักรภพ เพื่อหารือในเรื่องดังกล่าว ขณะนี้นายจักรภพอยู่ระหว่างพักการปฏิบัติหน้าที่ 7 วัน ตามที่ยื่นใบลาจาก นายกฯ ซึ่งจะครบกำหนดกลับมาทำงานวันที่ 2 มิ.ย. การจะรับดีเบตหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของนายจักรภพ ส่วนกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ระบุว่า มีคำแปล 8 จุดของนายจักรภพ ที่มีเนื้อหาบิดเบือนนั้น เรื่องนี้คำแปลของทั้งนายจักรภพและพรรคประชาธิปัตย์ไม่ตรงกันมาแต่แรก ทั้งสองฝ่ายต่างมั่นใจในคำแปลของตัวเอง แต่คนที่จะพิจารณาและประเมินได้ดีที่สุดคือ ประชาชนที่ติดตามข่าวสารเรื่องนี้มาตลอด จะเป็นผู้เปรียบเทียบคำแปลของทั้งสองฝ่ายเอง

ท้าพิสูจน์ความเป็นจริงและเหตุผล

นายณัฐวุฒิกล่าวว่า นอกจากนี้ทราบว่าตำรวจได้จัดทำคำแปลเรื่องนี้ไว้แล้วชุดหนึ่ง และได้ไปสอบปากคำผู้เกี่ยวข้องกับการจัดบรรยาย ที่สโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศ ไว้บ้างแล้ว ตำรวจก็ทำงานคืบหน้าไปเรื่อยๆ ดังนั้นคำแปลของทั้งสองฝ่าย สังคมต้องใช้วิจารณญาณ ส่วนกรณีที่นายศิริโชค โสภา ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่านายจักรภพไม่ควรยกระดับตัวเองไปดีเบตกับนายอภิสิทธิ์นั้น ไม่อยากให้มองเรื่องนี้เป็นการยกระดับหรือลดระดับบนเวทีการเมือง เพราะในระบอบประชาธิปไตยทุกคนมีสิทธิ เสมอภาคเท่ากัน ทั้งนายอภิสิทธิ์และนายจักรภพ จะต่างกันแค่นายจักรภพไม่เคยเป็นหัวหน้าพรรคเหมือนนายอภิสิทธิ์เท่านั้น แต่ความเป็นจริง เหตุผลและความบริสุทธิ์ใจต่างหากที่จะทำให้ดูแตกต่างกัน

“กุเทพ” บ่ายเบี่ยงโดดอุ้ม “จักรภพ”

ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน กล่าวว่า ไม่ขอแสดงความเห็นเรื่องที่พรรคประชาธิปัตย์ ออกมาเปิดเผยคำแปล ที่นายจักรภพไปบรรยายที่สโมสร ผู้สื่อข่าวต่างประเทศ เพียงแต่เห็นว่าคำแปลทั้งของนายจักรภพและพรรคประชาธิปัตย์มีความสมบูรณ์ แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องกระบวนการยุติธรรมที่ต้องว่ากันต่อไป เมื่อถามว่า พรรคยังหนุนนายจักรภพสุดตัวหรือไม่ ร.ท.กุเทพบ่ายเบี่ยงที่จะตอบคำถาม โดยระบุว่าไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไรดี


กลุ่มพันธมิตรฯ แจกคู่มือเตรียมพร้อมหาก ตร.สลายการชุมนุม

สะพานมัฆวานฯ 29 พ.ค.-กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยแจกคู่มือเตรียมพร้อม หากตำรวจเข้าสลายการชุมนุม

การชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยบริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ ต้องยุติลงชั่วคราว เมื่อเกิดฝนตกลงมาอย่างหนัก หลังฝนหยุด แกนนำผลัดเปลี่ยนกันขึ้นเวทีปราศรัยโจมตีรัฐบาล และประกาศจุดยืนจะชุมนุมยืดเยื้อจนกว่ารัฐบาลจะถอนญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญออกจากรัฐสภา โดยก่อนหน้านี้ แกนนำได้แจกคู่มือการชุมนุม เนื้อหาระบุว่า หากตำรวจสลายการชุมนุม อย่าวิ่งหนี แต่ให้นอนคว่ำ หรือหากตำรวจใช้แก๊สน้ำตาขอให้ใช้ผ้าเปียกน้ำปิดดวงตา

ส่วนการรักษาความปลอดภัย พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รักษาการผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เดินทางไปอำนวยการด้วยตนเอง พร้อมสั่งการเร่งเจรจาให้ผู้ชุมนุมเปิดเส้นทาง เนื่องจากประชาชน นักเรียน นักศึกษา กำลังเดือดร้อนอย่างหนัก จนมีผู้เข้าแจ้งความแล้ว 167 คน หากจะเคลื่อนขบวนไปชุมนุมสถานที่เหมาะสม ตำรวจพร้อมดูแลความปลอดภัยอย่างเต็มที่ และจะไม่อนุญาตให้เคลื่อนไปชุมนุมในสถานที่ราชการอย่างเด็ดขาด

ส่วนการชุมนุมใหญ่วันศุกร์นี้ มั่นใจสามารถดูแลสถานการณ์ได้ โดยตำรวจเตรียมนำแผงเหล็กไปกั้นบริเวณสะพานผ่านฟ้า เพื่อป้องกันการปะทะกันระหว่างผู้ชุมนุมกับกลุ่มต่อต้าน.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-29 01:17:28



รมว.กลาโหม กำชับกองทัพช่วยประชาชนหากเกิดภัยพิบัติ


กรุงเทพฯ 28 พ.ค. - พล.ท.พีระพงษ์ มานะกิจ รองโฆษกกระทรวงกลาโหม แถลงผลการประชุมสภากลาโหม ที่มีนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานการประชุม ว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ขอบคุณกองทัพไทยที่ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพายุไซโคลนนาร์กีสในสหภาพพม่า และการที่ไทยเป็นประเทศแรกที่ให้การช่วยเหลือ นับเป็นผลดีอย่างมากต่อภาพลักษณ์และการเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีกับประเทศพม่ามากขึ้น

รองโฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า สิ่งที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเป็นห่วง คือ อุบัติภัยที่เกิดกับพม่าและจีน ซึ่งมีที่ตั้งติดกับประเทศไทย ประกอบกับในห้วงเวลานี้เป็นห้วงฤดูฝน มีฝนตกหนัก อาจทำให้เกิดภัยพิบัติในพื้นที่ที่มีความเสี่ยง จึงขอให้หน่วยขึ้นตรงกระทรวงกลาโหม และเหล่าทัพที่จัดตั้งศูนย์บรรเทาสาธารณภัยของหน่วยไว้แล้ว เตรียมความพร้อมในการช่วยเหลือประชาชนด้วย. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-28 19:17:04



กกต.ยกร่างกฎหมายประชามติเสร็จแล้ว

สำนักงาน กกต. 28 พ.ค.- คณะกรรมการด้านกิจการพรรคการเมือง กกต.ยกร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. เสร็จแล้ว มี 42 มาตรา เตรียมเสนอที่ประชุม กกต. พิจารณา พรุ่งนี้ (29 พ.ค.)

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะกรรมการด้านกิจการพรรคการเมือง ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีการประชุมพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ.... โดยเห็นชอบเนื้อหาสาระที่คณะกรรมการยกร่างเสนอมา และจะมีการนำเข้าสู่ที่ประชุม กกต.ในวันพรุ่งนี้ ( 29 พ.ค.) ซึ่งร่างกฎหมายดังกล่าวมี 42 มาตรา เนื้อหาสาระเป็นการผสมผสานระหว่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2541 ประกาศสภาร่างรัฐธรรมนูญเรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการว่าด้วยการเผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญและการออกเสียงประชามติ พ.ศ.2550 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยความเรียบร้อย ในการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ 2550 รวมทั้งมีการนำบางมาตราใน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.และการได้มาซึ่ง ส.ว. พ.ศ.2550 มาใส่ไว้ด้วย

สาระสำคัญในการออกเสียงประชามติ พ.ศ. ....ประกอบด้วย มาตรา5 ในกรณีที่จะมีการดำเนินการจัดทำประชามติ ตามมาตรา 165 ( 1) ของรัฐธรรมนูญ ให้มีการออกประกาศของนายกรัฐมนตรี เพื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษา โดยจะต้องมีรายละเอียด 1. กำหนดเรื่องในการจัดทำประชามติ ซึ่งจะต้องมีข้อความที่ชัดเจนเพียงพอ ที่จะขอคำปรึกษาจากผู้มีสิทธิออกเสียงว่า จะลงคะแนนเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ ในเรื่องที่จะจัดทำประชามติ 2. กำหนดว่าการจัดให้มีการออกเสียง ดังกล่าวเป็นไปเพื่อให้มีข้อยุติ โดยเสียงข้างมากของผู้มีสิทธิออกเสียงหรือ เป็นไปเพื่อให้คำปรึกษาแก่คณะรัฐมนตรี

มาตรา 6 เมื่อมีประกาศของนายกรัฐมนตรีให้มีการออกเสียงประชามติแล้วภายใน 7 วัน ให้ กกต. ประกาศกำหนดวันออกเสียงประชามติในราชกิจจานุเบกษา โดยวันออกเสียง ต้องไม่ก่อน 45 วัน แต่ไม่ช้ากว่า 90 วัน นับแต่วันประกาศกำหนดวันออกเสียงประชามติในราชกิจจานุเบกษา และการออกเสียงประชามติต้องกระทำภายในวันเดียวกันทั่วราชอานาจักร หรือวันเดียวกันทั้งเขต ออกเสียง แล้วแต่กรณี

มาตรา 7 การออกเสียงให้ใช้วิธีการการออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ มาตรา 8 ผลการออกเสียงกรณีที่เป็นการออกเสียง เพื่อให้มีข้อยุติโดยเสียงข้างมากของผู้มีสิทธิออกเสียง หากปรากฏว่า ผู้มาใช้สิทธิออกเสียงเป็นจำนวนไม่เกินกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนผู้มีสิทธิออกเสียงให้ถือว่าประชาชนโดยเสียงข้างมาก ไม่เห็นชอบด้วยกับเรื่องที่จัดทำประชามติ แต่ถ้ามีผู้มาใช้สิทธิเกินกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนผู้มีสิทธิออกเสียงและปรากฏว่า ผู้ออกเสียงโดยเสียงข้างมากให้ความเห็นชอบให้ถือว่าประชาชนโดยเสียงข้างมากเห็นชอบด้วยกับเรื่องที่จัดทำประชามตินั้น

มาตรา 10 เมื่อมีประกาศกำหนดการออกเสียงประชามติแล้ว ให้ กกต.หรือผู้ซึ่ง กกต.มอบหมายดำเนินการให้ข้อมูลและจัดให้มีการเผยแพร่เอกสารเกี่ยวกับเรื่องที่จัดทำประชามติ เพื่อให้ผู้มีสิทธิออกเสียงทราบ รวมทั้งจัดให้มีการแสดงความคิดเห็นโดยอิสระและเท่าเทียมกัน ทั้งผู้ที่เห็นชอบและไม่เห็นชอบในเรื่องที่จัดทำประชามติ

มาตรา 20 การลงคะแนนในบัตรออกเสียงประชามติให้ผู้ออกเสียงทำเครื่องหมายกากบาท ในช่องทำเครื่องหมายใต้ข้อความแสดงความคิดเห็นที่ผู้ออกเสียงเลือก มาตรา 21 ในวันออกเสียงประชามติให้เปิดการลงคะแนนออกเสียงตั้งแต่เวลา 08.00 น.ถึง 15.00 น.

มาตรา 24 กรณีที่การออกเสียงประชามติกระทำทั่วราชอาณาจักร ผู้มีสิทธิออกเสียงผู้ใดอยู่ในจังหวัดอื่น นอกจังหวัดที่ตนมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน หรือมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านติดต่อกันเป็นเวลาน้อยกว่า 90 วัน หากประสงค์จะใช้สิทธิออกเสียงในจังหวัดที่ตนเองอยู่ต้องมาลงทะเบียนขอใช้สิทธิออกเสียงนอกเขตจังหวัดก่อนวันออกเสียงไม่น้อยกว่า 30 วัน

มาตรา 33 เมื่อได้ผลการออกเสียงประชามติจากที่ออกเสียงทุกแห่งแล้วให้ กกต.ประกาศผลการออกเสียง และจำนวนผู้มาใช้สิทธิออกเสียง และหากเป็นการใช้สิทธิออกเสียงประชามติ ตามมาตรา 165 ( 1 ) ของรัฐธรรมนูญให้ประกาศในราชกิจานุเบกษาโดยเร็วและแจ้งผลไปยังนายกรัฐมนตรีหรือองค์กรที่เกี่ยวข้องทราบ

มาตรา 34 เมื่อสิ้นสุดการลงคะแนนออกเสียงหากผู้มาใช้สิทธิจำนวนไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 ของผู้มาใช้สิทธิในหน่วยออกเสียงใดเห็นว่าการออกเสียงในหน่วยนั้นไม่สุจริตเที่ยงธรรม ให้มีสิทธิยื่นคำร้องคัดค้านพร้อมแสดงหลักฐานว่าการออกเสียงนั้นไม่ถูกต้อง หรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย ต่อ กกต.ภายใน 24 ชั่วโมง นับแต่การลงคะแนนออกเสียงสิ้นสุดลง

มาตรา 35 เมื่อ กกต.ได้รับคำร้องคัดค้านแล้วก็ให้ดำเนินการสอบสวนหาข้อเท็จจริงโดยพลัน ถ้าเห็นว่าการลงคะแนนออกเสียงในหน่วยออกเสียงนั้นไม่สุจริตเที่ยงธรรมให้มีคำสั่งให้ดำเนินการออกเสียงใหม่ในหน่วยออกเสียงนั้น เว้นแต่จะไม่ทำให้ผลการออกเสียงเปลี่ยนแปลงไปให้ กกต.มีคำสั่งยกคำร้องคัดค้าน

ส่วนเรื่องบทลงโทษ เริ่มจากมาตรา 36-42 นั้นเป็นการนำบทลงโทษที่เคยกำหนดไว้ใน พ.ร.บ.ว่าด้วยความเรียบร้อยในการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 มาใส่ไว้ทั้งหมด อาทิ ผู้ใดกระทำการในระหว่างการลงคะแนนออกเสียง เช่น ใช้บัตรอื่นที่ไม่ใช่บัตรออกเสียงมาลงคะแนนออกเสียง ก่อความวุ่นวายขึ้นในที่ออกเสียงอันเป็นการรบกวนหรือเป็นอุปสรรต่อการออกเสียง หรือเล่นการพนันขันต่อ อันมีผลจูงใจให้ผู้มีสิทธิอกเสียงไปใช้สิทธิออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่ง เรียกรับทรัพย์สินประโยชน์ มีโทษทั้งจำทั้งปรับ เริ่มตั้งแต่ จำคุกไม่เกิน 5 ปี ถึง 10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 2 หมื่นถึง 2 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และอาจถูกศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง มีกำหนดไม่เกิน 5 ปีด้วย และยังเพิ่มเติมเกี่ยวกับผู้ที่ได้รับทรัพย์หรือประโยชน์ เพื่อให้ไปใช้สิทธิอย่างใดอย่างหนึ่งหรือไม่ไปออกเสียง ถ้ามีการแจ้งถึงการกระทำดังกล่าว ต่อ กกต.หรือผู้ที่ กกต. มอบหมายก่อนหรือในวันออกเสียงผู้นั้นไม่ต้องรับโทษ

ส่วนการเผยแพร่ผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการออกเสียงมีการขยาย โดยห้ามในช่วง 7 วันก่อนวันออกเสียงจนถึงเวลาสิ้นสุดวันออกเสียง จากเดิมที่กำหนดไว้เพียง 3 วันก่อนวันออกเสียงจนถึงเวลาสิ้นสุดการออกเสียง. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-28 19:05:16



ม็อบชั่วหวังรัฐประหาร

เป็นที่ทราบกันโดยแน่ชัดแล้วว่า การเคลื่อนไหวของประชาชนกลุ่มหนึ่ง ที่ยิ่งเคลื่อนยิ่งทำให้เห็นธาตุแท้ภายในจิตใจที่แสดงออกมาเป็น “พันธมารประชาธิปไตย”

เพรียกหาแต่เรื่องการใช้ความรุนแรง ท้าตีท้าต่อย พูดจาโกหกพกลม อ้างความเดือดร้อนของประชาชนในยุคน้ำมันแพงหูฉี่ แล้วลงท้ายด้วยการเรียกหา “ทหาร” ให้ออกมาทำการปฏิวัติรัฐประหาร

ถือเป็น ม็อบชั่ว ที่ต้องการทำลายบ้านทำลายเมือง ทำลายบรรยากาศประชาธิปไตย โดย หวังผลประโยชน์กับตนและพวกพ้อง เหมือนกรณีที่เกิดการปฏิวัติ 19 กันยายน 2549 ที่ลูกสมุนคณะเคลื่อนไหวได้ดิบได้ดีถ้วนหน้า

สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่มีความพยายามสร้างเงื่อนไข โดยมีคนร่วมไม่กี่ส่วน
1.สื่อสารมวลชน บางสำนัก
2.นักเคลื่อนไหว บางคน
3.พรรคการเมือง บางพรรค
4.คนมีสี บางคน

หลายคนมองว่าเกิดอะไรขึ้นในประเทศไทย สื่อมวลชนนำเสนอข่าวการเคลื่อนไหวของคนกลุ่มนี้เสมือนว่าไม่รู้เบื้องหน้าเบื้องหลัง ไม่รู้แผนเบื้องลึกเหล่านี้ว่าคืออะไร

ทั้งที่ตอนแรกอ้างเรื่องคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 (ทั้งที่ความจริงแล้ว ที่มาและเนื้อหาไม่เป็นประชาธิปไตย) การพูดจาบนเวที การนำเสนอเรื่องนี้ไม่ใช่ประเด็นที่จะนำไปสู่ความขัดแย้งถึงขั้นต้อง ประกาศทำสงคราม หรือปิดถนนไล่รัฐบาล เพราะรัฐบาลกำลังทำ “ประชามติ” เพื่อสอบถามความคิดเห็นของคนทั้งประเทศ 63 ล้านคนอยู่แล้ว แต่ที่สุด มีความพยายามโยงใยปลุกปั่นทหาร เพื่อให้เข้ามาทำการปฏิวัติรัฐประหาร โดยการไปสัมภาษณ์บรรดาแม่ทัพนายกอง สร้างกระแสรุกเร้า แกนนำบางคนถึงขนาดพูดบนเวทีเสมือนการปฏิวัติรัฐประหารเป็นเรื่องสนุกสนาน

การสมคบคิดกันสร้างสถานการณ์ ทำให้เกิดความวุ่นวาย เพื่อทำให้เกิดการปฏิวัติรัฐประหาร ถือเป็นการกระทำที่เป็นอันตรายต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

เมื่อ “จับไต๋” รู้เบื้องลึกในการวางแผนการอันแยบยล ที่คนทั่วๆ ไปอาจจะ ไม่รู้ ไม่เข้าใจ ได้ทัน ดังนี้แล้ว หากใครที่รักชาติ และรักประชาธิปไตย คงไม่มีใครที่จะไปเข้าร่วมกับ “แผนอุบาทว์” ดังนี้ได้

คงไม่ไปบอกให้รัฐบาลสกัดกั้นความพยายามในการสร้างสถานการณ์ โดยมีเป้าหมายเพื่อการปฏิวัติรัฐประหาร ในครั้งนี้อย่างไร

แต่สำหรับภาค ประชาชนผู้รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และรักประชาธิปไตย จะต้องคิดตระเตรียมการกันอย่างไร หากเป้าหมายในแผนการของเขาสำเร็จถึงขั้นมีการปฏิวัติรัฐประหาร เกิดขึ้น

เราจะออกมาปกป้องการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยต่อต้านการปฏิวัติรัฐประหารกันได้อย่างไร คิดตระเตรียมการศึกครั้งนี้เอาไว้บ้างหรือยัง?

คอลัมน์ : สามเหลี่ยมดินแดง

** สวัสดีท่านผู้อ่าน หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ รายวัน พบกันเป็นปีที่ 1 ฉบับที่ 162 ประจำวันพฤหัสบดีที่ 29 พฤษภาคม 2551 อยู่กับ แทง แทนไท ท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมืองที่ไม่ปกติ มีการสมคบวางแผนการอันแยบยลในการสร้างความปั่นป่วนวุ่นวายขึ้นในชาติ เพื่อหวังให้ ท.ทหาร เข้ามาทำการปฏิวัติรัฐประหาร ยึดอำนาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทยไปอีก ขอเตือน! แต่คราวนี้คิดจะทำปฏิวัติรัฐประหาร ไม่ง่ายเสียแล้ว เพราะประชาชนจับไต๋ คลำทางถูกแล้ว ทำนายว่าจะมีกลุ่มต่อต้านการปฏิวัติรัฐประหารเป็นหัวหมู่ทะลวงฟัน จะมีการเสียเลือดเสียเนื้อครั้งประวัติศาสตร์ เพราะ ประชาชนผู้รักชาติและประชาธิปไตย ไม่ยอมแล้ว!

** น่าแปลกไหม? สื่อสารมวลชนไทย ทำไม จึงไม่ให้ความสำคัญในเป้าหมายการเคลื่อนไหว เพื่อการ ทำปฏิวัติรัฐประหาร ของ กลุ่มพันธมารเพื่อประชาธิปไตย ที่กำลัง ป่วนบ้านป่วนเมือง! กันอยู่เวลานี้ หรือจงใจจะ ปกปิด ปิดบัง อำพราง หรือ ไม่รู้จริงๆ เป็นที่น่าสงสัยยิ่งนักกับท่าทีของสื่อสารมวลชนหลายแขนง ที่รายงานข่าวให้กับคนกลุ่มนี้เหมือน ฮีโร่ ก็ไม่ปาน มาชุมนุมกัน 4-5 พัน บอกว่า มาเป็นหมื่น ไม่รู้ว่าความเป็นกลาง เป็นธรรม มันอยู่ตรงไหนกัน

** ความหวัง ความพยายาม ที่จะเปลี่ยนแปลงการปกครองใน วิถีทางที่ไม่ใช่ประชาธิปไตย คนพวกนี้ไม่กล้าพูดตรงๆ แต่จากพฤติกรรมที่ผ่านมา และจากการรับฟังบน เวทีปราศรัย สภาวการณ์แวดล้อม ล้วนบ่งบอกถึงแนวทาง จุดประสงค์

** ขนาดแกนนำต้องขึ้นเวทีปลุกระดมให้คนในม็อบช่วยกันโทรศัพท์เรียกพ่อ แม่ พี่ น้อง มาร่วมชุมนุม แสดงว่าอะไร แสดงว่าคนไม่เอาด้วยแล้ว จะเรียกอย่างไรเขาก็ไม่มา ธรรมดาเมื่อก่อน เหตุการณ์ปฏิวัติรัฐประหาร เคยเห็นคนพวกนี้แคร์ประชาชน เรียกประชาชนด้วยตนเองแบบนี้ไหม? หรือเพราะมีการจ้างคนมากันตามที่ ประชาชนใน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เขาบอกจริงๆ มาครั้งนี้ ทีพีไอ ไม่ให้เงิน เลยแบะ...แบะ...ไม่มีเงินจ้างคน

** เมื่อเรารู้ว่าฝ่ายหนึ่ง ปลุกม็อบ สร้างกระแสเพื่อ หวังโค่นล้มรัฐบาล ด้วยวิถีทางที่ไม่เป็นประชาธิปไตย เรียกร้อง ทหารมาทำการปฏิวัติรัฐประหาร เป็นที่น่ายินดีว่า กลุ่ม “ประชาชนสนามหลวงต่อต้านการรัฐประหาร” ได้จัดตั้งแกนนำขึ้นอย่างเป็นระบบแล้ว โดยมี นายสุรชัย แซ่ด่าน เป็นคนคุมเกม เขาฝาก แทง แทนไท มาบอก พ่อแม่พี่น้องคนไหนไม่เห็นด้วยกับ “พันธมารประชาธิปไตย” ไม่เห็นด้วยกับการเดินเกมเพื่อการปฏิวัติรัฐประหาร เชิญไปร่วมกับ “กลุ่มประชาชนสนามหลวงเพื่อต่อต้านการรัฐประหาร” ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

** แกนนำกลุ่มประชาชนสนามหลวงต่อต้านการรัฐประหาร บอกด้วยว่า การเคลื่อนไหวของกลุ่มเขายืนยันว่าจะไม่ใช้ความรุนแรงใดๆ ทั้งสิ้น และจะไม่เคลื่อนผู้ชุมนุมไปชนกับ พันธมารเพื่อการรัฐประหาร อย่างเด็ดขาด ถ้า พันธมารเพื่อการรัฐประหาร ไม่เคลื่อนที่ไปไหน ก็จะไม่เคลื่อนที่ออกจากสนามหลวงอย่างแน่นอน ส่วนจะ นัดชุมนุมใหญ่เพื่อแสดงพลัง วันไหน ยังไม่แจ้งมา

** แทง แทนไท มองว่า เป้าหมายของ พันธมารประชาธิปไตย ไม่ง่ายอย่างที่คิดเสียแล้ว งานนี้มีประชาชนผู้รักชาติและประชาธิปไตยออกมาเป็น แนวหน้าต่อสู้กับพวกป่วนเมือง อย่าง เป็นรูปธรรม ไม่ต้องมาเถียงว่าคนในสนามหลวงเป็น นปก. หรือ นปช. หรือไม่ อีกต่อไป เพราะไม่ว่าจะเป็น คนคุ้นหน้า หรือ คนหน้าใหม่ ล้วนมีจุดประสงค์เป้าหมายเดียวกันคือ จุดประสงค์ จุดมุ่งหมาย เพื่อการปกป้องรักษาไว้ ซึ่งการ ปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ใครคิดทำการนอกเหนือจากนี้ ประชาชนจะไม่ยอมรับอย่างแน่นอน!

** ตระเตรียมการศึกไว้กาลบัดนี้ฤๅ...ศึกติดจะคิดแก้ ห่อนได้ ทันควัน...คือคำกลอนของนักรบที่เตือนใจตลอดเวลา น่าจะเอามาใช้ในยามนี้ สำหรับประชาชนที่คิดจะปกป้องประชาธิปไตย ต้องช่วยกันเตรียมวางแผน ในการพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ทุกวิธีการ ทุกรูปแบบ หากมีการนำกองกำลังทหารเข้ามาทำการปฏิวัติรัฐประหาร อีก อย่าให้เขาทำได้โดยง่าย เหมือนทุกๆ ครั้งที่ผ่านมา

** แทง แทนไท ว่า 1 ชีวิตนี้จะต้องทำเพื่อชาติบ้านเมือง ในฐานะที่ต้องตอบแทนคุณแผ่นดิน ในเมื่อมีการปฏิวัติรัฐประหาร มีการ ปล้นอำนาจอธิปไตยไปจากปวงชนชาวไทย แล้ว เราจะมีชีวิต อยู่ไปทำไม หากบ้านเมืองไม่มีความเป็นประชาธิปไตย เราทุกคนผู้รักชาติและประชาธิปไตย ต้องร่วมมือร่วมใจกันในการกระทำทุกวิถีทาง เพื่อสกัดกั้น ยับยั้ง ความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับประเทศชาติบ้านเมืองของเรา หลายคนบอกว่า มือเปล่าหรือจะสู้ปืน!...แต่ แทง แทนไท เชื่อว่า ไม่มีใครอยากจะเป็นผู้นำมือเปื้อนเลือด ชื่อเสียงวงศ์ตระกูลป่นปี้ หาแผ่นดินตายไม่ได้เป็นแน่แท้ ในทางรัฐศาสตร์การปกครองสมัยใหม่ ย่อมรู้กันดีว่า โลกยุคใหม่ ไม่มีพลังใดจะใหญ่เท่า “พลังของประชาชน”

** หันมามอง “เสี่ยตือ” สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล หลังจากที่ลึกๆ ลับๆ กับบ้านใหม่ ที่ วัดพระธรรมกาย ได้ยื่นตรวจสอบถึงทรัพย์ศฤงคาร ถามหาที่มาอันโปร่งใสหรือไม่ ปรากฏว่า ไปสร้างความลึกๆ ลับๆ เพิ่มขึ้นมาอีก ในการไปชมฟุตบอล ชิงแชมป์ยูฟ่า แชมป์เปี้ยน ลีก หรือ ศึกฟุตบอลสโมสรยุโรป ซึ่งจัดที่ประเทศรัสเซีย มีคู่ชิงสมน้ำสมเนื้อ แมนฯ ยูไนเต็ด กับ เชลซี ที่มีค่าตั๋วชมฟุตบอลแมชช์นี้ราคาหลายบาท ไม่เท่าไร ที่น่าสงสัยคือ ค่าเครื่องบินไปท่องแดนรัสเซีย ชั้นอะไร เฟิร์สคลาส พร้อมคณะ 3 ที่นั่ง นั้นราคาร่วมครึ่งล้าน กลิ่น ตุตุ! เพราะค่าเครื่องบินไปรัสเซียไม่ใช่น้อยๆ คนละไม่ต่ำกว่า 2-3 แสนบาท ไปกันตั้ง 3 คน เจ้ามือ หรือ มือควัก คือ ใคร? ไม่รวมค่าตั๋ว ค่ากิน ค่าห้องหับ ค่าที่นอน หมอนมุ้ง


คนขี้ขลาด ถอนญัตติแก้ไข รธน.

ดูจะเป็นเสียงเรียกร้องที่เกิดหนาหูขึ้น นั่นก็คือ การขอให้ ส.ส. หรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และ ส.ว. หรือสมาชิกวุฒิสภา จำนวน 164 คน ที่ยื่นญัตติขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ ถอดถอนรายชื่อออก เพื่อให้ญัตติดังกล่าวนี้ตกไป

โดยรายงานข่าวล่าสุด มีผู้ขอถอดถอนรายชื่อแล้ว 22 คน แบ่งเป็นจาก ส.ว. 20 คน จาก ส.ส. 2 คน พร้อมมีรายชื่อซ้ำซ้อน หักลบกลบกันแล้ว ปัจจุบันยังคงมี ส.ส. และ ส.ว. ร่วมสนับสนุนทั้งสิ้น 134 คน

คือเกินอยู่ 8 เสียง จาก 126 เสียง ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ที่ให้สิทธิ ส.ส. และ ส.ว. ลงชื่อร่วมกัน เพื่อขอแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ตามมาตรา 291 คือ 1 ใน 5 ของ 2 สภารวมกัน 630 เสียง

อย่างไรก็ตาม ถือเป็นเอกสิทธิ์ของ ส.ส. และ ส.ว. ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญเช่นกัน ที่ไม่จำเป็นต้องทำตามมติของพรรคต้นสังกัดก็ได้

นั่นก็คือ ทั้งการยื่นญัตติและการถอดถอนชื่อออก เป็นไปตามดุลพินิจของ ส.ส. และ ส.ว. แต่ละคนนั่นเอง...

แต่ก็ดูพิกล เมื่อข้อเรียกร้องดังกล่าวนี้เกิดขึ้นต่อเนื่อง สอดรับกับการออกมาชุมนุมเคลื่อนไหวข่มขู่ของ “กลุ่มพันธมิตร พันธมาร” ที่สื่อเผด็จการช่วยกันประโคมข่าวให้ดูประหนึ่งจะกลายเป็นความวุ่นวายของบ้านเมือง...???

ทั้งที่การออกมาแสดงอิทธิฤทธิ์ อิทธิเดช ของแก๊งข้างถนนนี้ ต่างก็รู้อยู่แก่ใจว่า คือการเรียกร้องให้คงระบอบอำมาตยาธิปไตย ที่กลุ่มทหารเผด็จการจงใจปล้นอำนาจอธิปไตยไปจากประชาชน เมื่อ 19 กันยายน 2549 และตราระบอบนี้เอาไว้...

ให้ชัดก็คือ กลุ่มแก๊งกวนเมืองนี้ กำลังปกป้องอำนาจนิยมเผด็จการเอาไว้นั่นเอง...!!!

ขณะเดียวกัน ก็ยังมีเสียงเล็ดลอดปูดข่าวออกมาจาก ผู้เฒ่า “เสนาะ เทียนทอง” หัวหน้าพรรคประชาราช หนึ่งในพรรคร่วมรัฐบาลด้วยว่า

เขาได้พูดคุยกับผู้ใหญ่ในพรรคพลังประชาชนแล้วหลายคน และมีความประสงค์จะให้ถอนรายชื่อออกมาทั้งหมด เพื่อให้ญัตตินี้ตกไป

รวมทั้งยังอ้างถึงอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็เห็นควรให้ถอนญัตติขอแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้ออกมาเช่นกันด้วย ทั้งที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ปัจจุบันไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเมืองแล้ว

อย่างไรก็ตาม หากจะกล่าวกันตรงๆ การยื่นญัตติขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 นับเป็นความชอบธรรมยิ่ง เพราะรัฐธรรมนูญ 2550 มีที่มาจากการใช้กำลังทางทหารเข้ายึดอำนาจ แล้วให้กลุ่มพวกพ้องตัวเองช่วยกันร่างขึ้นมา

ขณะเดียวกัน พรรคพลังประชาชน ที่เป็นแกนจัดตั้งรัฐบาล ได้รับเสียงท่วมท้นจากประชาชนทั่วประเทศ ด้วย สัญญาประชาคมที่จะเข้ามาแก้ไขรัฐธรรมนูญโจรฉบับนี้

จึงไม่มีเหตุผลใดทั้งสิ้นที่จะต้องถอดถอนญัตติการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ออกมาจากรัฐสภา

เนื่องจากเป็นความชอบธรรมตามที่กล่าวมาแล้ว...
ประเด็นสำคัญจึงมาอยู่ที่ว่า อะไรคือสาเหตุที่มีการถอดถอนรายชื่อออกไปบ้างแล้ว ซึ่งหากเป็นมุมมองเก่าๆ แล้วก็คงไม่พ้น “ความกลัว ความหวั่นไหว และผลประโยชน์”

หนึ่ง...อาจเป็นเพราะหวั่นไหวต่อคำขู่ของกลุ่มแก๊งข้างถนน ที่อาจสร้างสถานการณ์นำพาไปสู่ความวุ่นวายของบ้านเมืองไม่รู้จบ จึงหวังให้ญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญตกไปก่อน เพื่อลดกระแสกดดันลง

หนึ่ง...อาจเป็นเพราะยังคงกลัวกำลังกองทัพ กลัวการใช้กำลังทางทหารเข้ายึดอำนาจอีกครั้ง ซึ่งอาจเป็นภัยต่อตัวเองและครอบครัวในวันข้างหน้า

หรือหนึ่ง...อาจเป็นเพราะอามิสสินจ้าง ซึ่งไม่อยากพูดถึง เพื่อเป็นการให้เกียรติแก่ผู้แทนของปวงชน ทั้งที่ในอดีต อุบัติการณ์พฤติกรรมเหล่านี้ เคยเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า

แต่จะอย่างไรก็ตาม อยากขอเตือน...อยากขอให้สำนึกว่า การได้เข้ามาเป็นผู้แทนราษฎร ด้วยการรับเลือกมาจากประชาชน ในช่วงการต่อสู้ระหว่างระบอบเผด็จการกับระบอบประชาธิปไตยนั้น

เป้าหมายสำคัญคือ ฟื้นฟู และนำระบอบประชาธิปไตยกลับคืนสู่อ้อมอกของประชาชน...

อย่าให้เสียรังวัด...อย่าให้เสียชื่อของความเป็นผู้แทนของประชาชน...อย่าลืมสัญญาประชาคมที่ให้ไว้เมื่อคราวหาเสียง...อย่าให้ประชาชนสิ้นศรัทธา

และอย่าลืมหันหลังกลับไปดูว่า ที่ได้รับเลือกตั้งมาด้วยเสียงท่วมท้นนั้น ประชาชนก็ยังคงยืนเป็นแผงให้การสนับสนุนอย่างไม่เสื่อมคลาย และพร้อมร่วมต่อสู้กับอำนาจเผด็จการอย่างไม่ถดถอย

ที่สำคัญ อย่าให้ใครมาตราหน้าได้ว่า แค่นี้ก็เป็น ส.ส. “ขี้ขลาด” เสียแล้ว...

พร ภัทร (แทน)

ขอประณาม (ล่วงหน้า) การทำรัฐประหาร! (1)

อ.ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เขียนบทความเรื่อง “ขอประณาม (ล่วงหน้า) การทำรัฐประหาร!” เพื่อประเมินสถานการณ์ทางการเมืองที่คุกรุ่นอยู่ในปัจจุบัน

รวมทั้งเป็นการเตือนให้เห็นถึงผลเสียที่ร้ายแรง หากมีความพยายามเรียกร้องให้ทหารเข้ามาทำรัฐประหารอีก ความดังนี้...

“สถานการณ์การเมืองในขณะนี้มีความขัดแย้งมากขึ้นทุกที โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเผชิญหน้าและการปะทะกันระหว่างฝ่ายพันธมิตรฯ และฝ่ายต่อต้านพันธมิตรฯ ในคืนวันอาทิตย์ที่ 25 พฤษภาคม จนมีกระแสกล่าวถึงเรื่องการทำรัฐประหารตามสื่อต่างๆ อย่างกว้างขวาง ผมเห็นว่าการทำรัฐประหารนอกจากจะมิใช่เป็นหนทางในการแก้ไขปัญหาแล้ว กลับจะทำให้สถานการณ์การเมือง ปัญหาเศรษฐกิจ และภาพลักษณ์ของประเทศไทย เลวร้ายหนักลงไปอีก

1.เงื่อนไขของการทำรัฐประหารมีจริงหรือ
เป็นที่ทราบกันดีว่า การเมืองไทยเวียนว่ายกับการยึดอำนาจรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้ง เเละทุกครั้งที่มี “ปัญหา” ทางการเมือง (ซึ่งคนไทยก็ไม่เคยเข้าใจหรือเเกล้งทำเป็นไม่เข้าใจว่า โดยธรรมชาติของการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ต้องมีความเห็นเเตกต่างเป็นของปกติธรรมดา) ก็มักจะมีการพูดถึงรัฐประหาร โดยเฉพาะในขณะนี้มักมีการพูดกันมากว่า “รัฐบาลอย่าสร้างเงื่อนไขของการทำรัฐประหาร” หรือที่ทหารบางท่านกล่าวว่า “อะไรจะเกิดก็เกิด” คำพูดนี้สะท้อนอะไร ในความเห็นของผมไม่มี “เงื่อนไขของรัฐประหาร” อยู่จริง นอกเสียจากการสร้างสถานการณ์ หรือประโคมข่าวอะไรบางอย่างเพื่อใช้เป็น “ข้ออ้าง” (Pretext) ในการยึดอำนาจเท่านั้นเอง

อะไรคือเงื่อนไขของการทำรัฐประหาร หากย้อนดูอดีต การยึดอำนาจมักจะอ้างปัญหาคอร์รัปชั่น เเต่เกือบทุกครั้งที่มีการยึดอำนาจสำเร็จ คณะรัฐประหารนั่นเองที่มีข่าวพัวพันการทุจริต แจกผลประโยชน์ให้กับพวกพ้อง ไม่เว้นแม้แต่การทำรัฐประหาร 19 กันยายน ที่ผ่านมา

ต่อมาก็อ้างความล้มเหลวในการบริหารประเทศ ซึ่งรัฐบาลสุรยุทธ์ที่มาจากการแต่งตั้งของคณะรัฐประหาร ก็เป็นหลักฐานที่เห็นชัดที่สุดของความล้มเหลวของรัฐบาลที่มาจากการทำรัฐประหาร ผมไม่ทราบว่าคราวนี้จะอ้างอะไรมาเป็นเงื่อนไขของการทำรัฐประหาร อาจเป็นได้ว่านำเรื่องความไม่จงรักภักดีมาเป็นข้ออ้าง แต่การทำรัฐประหารก็มิได้ทำให้ประเด็นดังกล่าวมีน้ำหนักมากพอ เนื่องจากมีมาตรา 112 แห่งประมวลกฎหมายอาญาและกระบวนการยุติธรรม ที่คอยทำหน้าที่พิสูจน์ความผิดอยู่เเล้ว

อีกข้ออ้างหนึ่งที่จะนำมาใช้คือ การปะทะของมวลชน ซึ่งข้ออ้างนี้คณะรัฐประหารชุดล่าสุดก็ใช้เป็นเหตุในการทำรัฐประหาร เมื่อวันที่ 19 กันยายน ที่ผ่านมา ประกอบกับเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม ที่ผ่านมา มีการปะทะกันระหว่าง ฝ่ายพันธมิตรฯ กับฝ่ายต่อต้านพันธมิตรฯ ยังผลให้ผู้เข้าร่วมชุมนุมได้รับบาดเจ็บนั้น ถามว่าข้ออ้างนี้มีน้ำหนักมากพอหรือไม่ที่จะใช้เป็นข้ออ้างในการทำรัฐประหาร

คำตอบก็คือ “ไม่” ไม่ในความหมายของผมมิได้หมายความว่า “ไม่มากพอ” แต่หมายถึง “ไม่เด็ดขาด” หากมีการยอมรับข้ออ้างนี้ เราคงเห็นการทำรัฐประหารทั่วภูมิภาคของโลกไปแล้ว เพราะว่าเกือบทุกประเทศมีความขัดแย้งหรือการชุมนุมเป็นเรื่องปกติ ยกตัวอย่างง่ายๆ เรามักได้ยินข่าวบ่อยๆ ว่า แฟนบอลประเทศโน้นประเทศนี้ปะทะกัน ตีกัน จนถึงแก่ความตายก็มี หรือหลายประเทศในยุโรปก็มีการเผาประท้วง ปิดถนน ผมก็ไม่เห็นมีการทำรัฐประหารเลย อีกทั้งเกือบทุกประเทศรวมถึงประเทศไทย ก็มีตำรวจหรือเจ้าหน้าที่ที่ทำหน้าที่ในการควบคุมหรือสลายมวลชนอยู่แล้ว เช่น การยิงด้วยกระสุนยาง กระบองยาง หรือใช้น้ำฉีด เป็นต้น นอกจากนี้ การควบคุมหรือสลายการชุมนุม ประเทศที่เจริญแล้วจะใช้เจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นผู้รับผิดชอบ ส่วนทหารนั้นไม่ได้ถูกฝึกมาเพื่อปฏิบัติภารกิจด้านนี้โดยตรง

กล่าวโดยสรุป ไม่ว่าจะพิจารณาในแง่มุมใดก็ตาม ผมเห็นว่าเงื่อนไขของการทำรัฐประหารนั้นไม่มีอยู่จริงอย่างสิ้นเชิง การเสนอ “วาทกรรมเรื่องเงื่อนไขของการทำรัฐประหาร” นั้นเเสดงถึงความอับจนทางสติปัญญาของผู้พูด และแสดงถึง “ทัศนคติที่เป็นอันตราย” อย่างยิ่งต่อระบอบประชาธิปไตย ประชาธิปไตยอยู่ร่วมโลกไม่ได้กับรัฐประหาร การพูดถึงเงื่อนไขของรัฐประหาร เท่ากับว่าเรากำลังให้ความชอบธรรมกับการทำรัฐประหาร ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม สำหรับผมนั้น ไม่มีเงื่อนไขของการยึดอำนาจรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเลย

ไม่ว่ากรณีใดๆ เปรียบได้ว่า เจ้าบ้านซื้อทองและแหวนเพชรไว้ในบ้าน เท่ากับเป็นการสร้างเงื่อนไขให้มีการลักทรัพย์ดอกหรือ การที่ขโมยขึ้นบ้านเอาทองและแหวนเพชรไป โจรผู้นั้นอ้างได้หรือไม่ว่า ที่ลักขโมยทองและแหวนเพชรไปเพราะว่าเจ้าของบ้านสร้างเงื่อนไขในการลักทรัพย์ โดยการซื้อทองและแหวนเพชรไว้ในบ้าน หากไม่ซื้อทองและแหวนเพชร โจรก็จะไม่ขึ้นบ้าน ตรรกะแบบนี้โจรเท่านั้นที่อ้าง วิญญูชนทั่วไปอย่าว่าแต่จะ “อ้าง” เลย แค่ “คิด” เขาก็ไม่คิดแล้ว

2.หลักความสูงสุดของรัฐบาลพลเรือนเหนือทหาร (Supremacy of Civilian Government)
กรัฐศาสตร์ที่มีชื่อเสียงมากอย่าง Huntington เสนอ “หลักความสูงสุดของรัฐบาลพลเรือนเหนือทหาร” หลักนี้หมายความว่า รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งมีอำนาจควบคุมการบังคับบัญชาเหนือกองทัพ และกองทัพถูกทำให้ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง ทหารเป็นทหารอาชีพ (Profession) แต่หลักนี้ไม่เคยหยั่งรากลึกในการเมืองไทยเลย หากมองย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์การเมืองไทย ทหารเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมืองไทยมาโดยตลอด

อีกทั้งสังคมไทยยังมีความเข้าใจผิดๆ มาโดยตลอดว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมต้องเป็นทหาร เพราะทหารเท่านั้นที่จะรู้เรื่องทหาร หากไปดูประเทศที่พัฒนาแล้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมมักจะเป็นพลเรือน นับแต่นี้ไป กองทัพจะต้องเป็นกองทัพโดยอาชีพ การวางตัวของผู้บัญชาการกองทัพบกคนปัจจุบันถือว่าวางตัวได้ถูกต้อง ที่จะไม่นำกองทัพเข้ายุ่งเกี่ยวกับการเมือง ส่วนทหารท่านใดที่แสดงความคิดเห็นในเชิงไว้ท่าทีเกี่ยวกับการทำรัฐประหาร หากเกิดขึ้นในสังคมที่เจริญแล้ว เป็นที่เชื่อแน่ว่า ทหารผู้นั้นคงโดยย้ายหรือปลดไปแล้ว เพราะขัดกับ “หลักความสูงสุดของรัฐบาลพลเรือนเหนือทหาร”

การแสดงความคิดเห็นทางการเมือง โดยเฉพาะการสงวนท่าทีในการทำรัฐประหารนั้น ต้องถือว่าขัดกับความเป็นทหารอาชีพ และเป็นการทำลายเกียรติของคนพูดเอง