WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, May 29, 2008

บรรหาร พร้อมทำความเข้าใจ ณัฐวุฒิ เกี่ยวกับกฎระเบียบในพรรค


นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย ให้สัมภาษณ์ก่อนร่วมประชุมคณะกรรมการติดตามเร่งรัดพัฒนากระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ถึงกรณีที่นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ รองเลขาธิการพรรคชาติไทย ยื่นหนังสือให้นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ทบทวนท่าทีของนายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และไม่เห็นด้วยในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่า ยังไม่เห็นหนังสือดังกล่าว และเพิ่งทราบจากข่าว อย่างไรก็ตาม ยังไม่ได้พบกับนายณัฐวุฒิ แต่คิดว่าคงจะทำความเข้าใจและตักเตือนได้

“หากมองอีกมุม นายณัฐวุฒิอาจคิดว่าเป็นเอกสิทธิ์ส่วนบุคคล แต่เมื่ออยู่ในพรรค ต้องมีระเบียบวินัย ซึ่งเรื่องนี้ต้องมีการพูดคุยกัน และไม่ใช่เรื่องใหญ่ อย่างไรก็ตาม ได้มีการหารือกับผู้ใหญ่ในรัฐบาลแล้ว ซึ่งไม่มีข้อวิตก และไม่มีปัญหา ทุกอย่างจบแล้ว” นายบรรหาร กล่าว. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-29 14:05:00


นักธุรกิจเมืองชลสุดทนพันธมิตร/ยื่นหนังสือประณามทำลายชาติ สถาบันทหาร

กลุ่มนักธุรกิจชาวชลบุรีรวมตัว บุกยื่นหนังสือผ่านปธ.สภา ขอประณามพันธมิตรก่อหวอดชุมนุม ทำลายเศรษฐกิจชาติ สถาบันทหาร ขอให้ยุติการกระทำ ขณะที่ “ชัย” เอือม แต่ยังหวังน่าจะมีสำนึกบ้าง

โดยที่รัฐสภาในวันนี้ (29 พ.ค.) กลุ่มนักธุรกิจเพื่อประชาธิปไตยชาวชลบุรีประมาณ 10 คน นำโดย นายสมควร นกหงษ์ ได้เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อ นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา เพื่อเรียกร้องให้กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ยุติการเคลื่อนไหวและอย่าทำลายเศรษฐกิจของชาติ

โดยนายสมควร กล่าวว่า การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ทำให้เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจของประเทศ ทำลายเกียรติภูมิความน่าเชื่อถือของสถาบันทหารให้ถูกเกลียดชัง ทำให้ประชาชนไขว้เขว สับสน และตื่นตระหนกกลัวทหารจะออกมาปฏิวัติรัฐประหาร หากรัฐบาลไม่ทำตามข้อเรียกร้องของกลุ่มพันธมิตรฯ โดยกากระทำของกลุ่มพันธมิตรฯ ไม่ส่งเสริมรัฐบาลประชาธิปไตย ปิดกั้นและก่อกวนการบริหารงานของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

ดังนั้น กลุ่มนักธุรกิจเพื่อประชาธิปไตยฯ จึงขอประณามการชุมนุม และขอเรียกร้องผ่านประธานรัฐสภา ให้กลุ่มพันธมิตรฯยุติการเคลื่อนไหวและยุติการกระทำก่อกวนชาติ โดยขอสนับสนุนการทำงานของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง และการทำประชามติเพื่อให้ประชาชนตัดสินใจว่า เห็นด้วยหรือไม่กับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยผลการทำประชามติออกมาอย่างไร ก็ให้ยอมรับเพื่อเดินไปตามวิถีทางประชาธิปไตย

ด้านนายชัย กล่าวว่า ขอฝากผ่านสื่อเพื่อแจ้งการเรียกร้องของกลุ่มนักธุรกิจฯไปยังกลุ่มพันธมิตรฯด้วย โดยเห็นว่า การที่นักธุรกิจมายื่นหนังสือในวันนี้ เกิดจากประชาชนเริ่มมีความตื่นตัวในปัญหาเศรษฐกิจ โดยเห็นว่า การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯทำให้เศรษฐกิจตกต่ำ จึงเรียกร้องให้กลุ่มพันธมิตรฯเห็นแก่ชาติบ้านเมือง และเชื่อว่าการเรียกร้องนี้จะทำให้กลุ่มพันธมิตร เกิดความสำนึกบ้าง

“ขอให้ทุกฝ่ายต้องพยายามถอยคนละก้าว เพื่อชาติบ้านเมือง และอยากให้ประชาชนมีจิตสำนึก และช่วยกันบอกญาติพี่น้องที่เข้าร่วมกับกลุ่มพันธมิตรฯ ว่า อย่าได้ร่วมกันสร้างความเดือดร้อนให้ชาติบ้านเมืองเลย” ประธานสภา กล่าววิงวอน

กกต.นำ พ.ร.บ.ออกเสียงประชามติเข้าพิจารณาในวันนี้

คาดส่งสภาฯได้ในวันศุกร์ที่ 30 พ.ค. เผย นำกฎหมายประชามติปี 41 มาเป็นต้นร่าง โดยไม่มีบทลงโทษหรือเสียสิทธิ์ทางการเมือง หากไม่ไปออกเสียง

นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวว่า เมื่อวานนี้ (28 พ.ค.) คณะกรรมการที่ปรึกษาด้านกิจการพรรคการเมือง ได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.)ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ เสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยฝ่ายเลขาธิการ ฝ่ายกิจการพรรคการเมือง ได้ทำรายงานเพื่อส่งให้ประธาน กกต. ในที่ประชุมวันนี้ (29 พ.ค.) ส่วนจะส่งให้สภาผู้แทนราษฎรได้เมื่อใดนั้น ขึ้นอยู่กับที่ประชุม กกต.จะพิจารณาต่อไป

เลขาธิการ กกต. กล่าวด้วยว่า สำหรับการยกร่าง พ.ร.บ.ออกเสียงประชามติ ครั้งนี้ได้นำกฎหมายประชามติ ปี 41 มาเป็นต้นร่าง รวมทั้งบทกำหนดโทษบางส่วนด้วย ที่ถือว่าการออกเสียงประชามติเป็นสิทธิ์ที่จะออกไปใช้สิทธิ์หรือไม่ก็ได้โดยไม่มีความผิด และจะไม่เสียสิทธิ์ทางการเมืองเหมือนการเลือกตั้งทั่วไป

โดยการพิจารณาของ กกต. ทำงานด้วยความละเอียดรอบคอบ เพราะกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญถือว่ามีความสำคัญอย่างมาก และพิจารณาไปตามกรอบเวลา 1 ปี ซึ่งจะสิ้นสุดภายในเดือนสิงหาคม แต่ถ้าสามารถพิจารณาเสร็จก่อนระยะเวลาเพื่อเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ กกต.ยินดีที่จะเร่งดำเนินการให้ โดยอยู่บนพื้นฐานของความละเอียดรอบคอบเป็นสำคัญ

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ นางสดศรี สัตยธรรม กกต. ด้านกิจการพรรคการเมือง ได้เคยออกมากล่าวว่า ร่าง พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติ ของ กกต. จะสามารถพิจารณาส่งร่างดังกล่าวให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาได้ในวันศุกร์ที่ 30 พ.ค.นี้



หมอเลี้ยบฝากทูตไทยแจงสถานการณ์การเมืองไทย

นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าววานนี้ (28 พ.ค.) ว่า ได้ฝากให้เอกอัครราชทูตไทยในที่ประชุมเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ไทย ประจำปี 2551 ช่วยชี้แจงสถานการณ์การเมืองไทย ซึ่งรัฐบาลไทยยังเชื่อมั่นว่า ทุกอย่างจะเป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย และจะไม่เกิดเหตุการณ์รัฐประหารอีก เนื่องจากทุกฝ่ายรู้ดีว่า การกระทำดังกล่าวส่งผลเสียต่อประเทศชาติ


กฎหมายกับการเมือง

ระหว่าง หลักนิติศาสตร์กับหลักรัฐศาสตร์ ระหว่างการบังคับใช้กฎหมายกับใช้อำนาจในการปกครอง เหมือนดาบสองคม ถ้าไปด้วยกันได้อย่างสมดุล จะเกิดประโยชน์กับผู้ถูกปกครองและผู้ปกครองอย่างมหาศาล แต่ถ้าปีนเกลียวกันเมื่อไหร่ จะนำมาซึ่งความหายนะอย่างใหญ่หลวง

เหมือนลิ้นกับฟัน

ถึงอย่างไรก็แยกกันไม่ออก ซึ่งถ้าจะดูกันในรายละเอียดเช่นเดียวกับวิกฤติการเมืองที่เป็นอยู่ในเวลานี้ เมื่อใช้กฎหมายโดยไม่เที่ยงธรรมก็เกิดการโต้แย้งขัดขืน เมื่อปกครองไม่เที่ยงธรรมก็มีการแข็งขืนเช่นกัน

ฟังว่า รัฐบาลจะไม่สลายการชุมนุม ตราบใดที่ยังเป็นการชุมนุมโดยไม่ขัดกับกฎหมาย แต่ถ้าผิดกฎหมายเมื่อไหร่ก็ต้องจับทันที ไม่ยกเว้นฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ผมว่าฝ่ายรัฐบาลไม่มีอะไรน่ากลัว ไม่ว่ารัฐบาลจะทำอะไรก็ต้องคิดหน้าคิดหลัง เพราะมีแต่เสียกับเสียลูกเดียว

ที่น่ากลัวคือมือที่มองไม่เห็น

ถ้าปล่อยให้การชุมนุมยืดเยื้อก็จะควบคุมลำบาก วันดีคืนดีมีคนโยนอะไรเข้าไปในที่ชุมนุมมีการบาดเจ็บล้มตายขึ้นมา รับรองยุ่งตายหะ หมากเกมนี้จะยุติลงอย่างไรยากที่จะคาดเดา อยู่บนความหมิ่นเหม่

ระหว่างกฎหมายกับการเมือง

ฟังมาว่า คตส.ตัดสินใจส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดส่งฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และครอบครัว ข้อหาใช้อำนาจหน้าที่เอื้อประโยชน์ต่อธุรกิจตนเองและพวกพ้อง และร้องให้ยึดทรัพย์สินจำนวนกว่า 7 หมื่นล้านเป็นของแผ่นดิน ดูจากคำบรรยายส่งฟ้องแล้วน่ากลัวชวนขนหัวลุก

แถมด้วยกรณีการจัดซื้อเครื่องตรวจสอบวัตถุระเบิดซีทีเอ็กซ์อีกกระทง ทีนี้ปัญหาอยู่ที่ว่า คตส.ยังมีอำนาจอยู่หรือไม่ เนื่องจากอยู่ในระหว่างการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญว่า การต่ออายุ คตส.และที่มาของ คตส.ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ คงต้องว่ากันให้ชอบธรรมและยุติธรรมจริงๆ ก็ยังคาบลูกคาบดอก

ระหว่างกฎหมายกับการเมือง

การจะหาทางออกในวิกฤติรัฐธรรมนูญ แม้แต่วิธีการในระบอบประชาธิปไตย โดยการทำประชามติ ก็ยังครึ่งๆกลางๆ ยังมีข้อขัดแย้งสำหรับรายละเอียดในกฎหมายที่จะทำประชามติ โดยไม่ได้มองจุดหมายสูงสุด คือการแก้รัฐธรรมนูญโดยชอบธรรม แต่กลับบิดเบือนเอาเรื่องของรัฐธรรมนูญไปเป็นชนวนการเมือง

เกิดข้อขัดแย้งระหว่างกฎหมายกับการเมืองอีก

ทั้งหลายทั้งปวงที่เป็นไปอยู่ในเวลานี้ อยู่ที่เจตนาทั้งสิ้น ถ้าอยู่บนเจตนาที่บริสุทธิ์และมองประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง สังคมย่อมจะสงบสุข แต่ถ้าคิดจะเอาสีข้างเข้าถู สังคมก็จะกลายเป็นสงครามไม่สิ้นสุด.

หมัดเหล็ก

จวก “อภิสิทธิ์” ทัศนคติอันตราย

ส่วนกรณีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านฯและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ออกมายืนยันว่านายจักรภพ เพ็ญแข รมต.ประจำสำนักนายกฯ เป็นผู้มีทัศนคติอันตรายต่อสถาบันนั้น นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชน ในฐานะอดีตแกนนำ นปก. กล่าวว่า ทัศนคติ ที่อันตรายต่อระบอบประชาธิปไตยมีเพียงคนเดียว คือนายอภิสิทธิ์ ที่เสนอให้ใช้มาตรา 7 ของรัฐธรรมนูญ กรณีการบรรยายของนายจักรภพ หากนายอภิสิทธิ์เห็นว่าทำผิดขอให้ไปแจ้งความดำเนินคดี ไม่ควรมากล่าวหากัน พรรคประชาธิปัตย์ควรหยุดกล่าวหากันได้แล้ว การไม่หยุดพูดถือเป็นชนวนไปสู่การล้มล้างระบอบประชาธิปไตย ผู้สื่อข่าวถามว่า พรรคประชาธิปัตย์ระบุว่า การที่นายจักรภพโจมตีประธานองคมนตรี เท่ากับโจมตีสถาบันด้วย นายจตุพร ตอบว่า กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพไม่เกี่ยวกับองคมนตรี ถ้าเห็นว่ามีการโจมตีองคมนตรีให้ไปแจ้งความข้อหาหมิ่นประมาท ทั้งนี้เมื่อองคมนตรีไปเป็นที่ปรึกษาให้คนอื่นก็ไม่ถือว่าเป็นองคมนตรีแล้ว

หนุนหาคนกลางแปลคำบรรยาย

ผู้สื่อข่าวถามว่า พรรคประชาธิปัตย์ตั้งข้อสังเกตคำแปล 8 ข้อ ของนายจักรภพมีการบิดเบือนสำนวนการแปล นายจตุพรตอบว่า มองว่าเนื้อหาการแปลไม่แตกต่างกันเท่าไร แต่ทำไมพรรคประชาธิปัตย์ไม่ให้โอกาสนายจักรภพต่อสู้ ตามกระบวนการ เรื่องนี้ควรหาผู้เชี่ยวชาญทางการแปลที่มีความเป็นกลางจริงๆ ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญบนเวทีพันธมิตรฯเป็นผู้แปล สิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์นำมาขยายความ ถือว่าสร้างความเสียหายต่อระบอบประชาธิปไตย หากจะอ้างว่าการรับผิดชอบทางการเมือง กับการรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นคนละเรื่องกัน อยากถามพรรคประชาธิปัตย์ว่า ช่วงที่พรรคประชาธิปัตย์ถูกอภิปรายเรื่องคดี สปก.4-01 หรือนายอภิสิทธิ์ พูดถึงเรื่องการใช้มาตรา 7 นั้น พรรคประชาธิปัตย์ได้แสดงความรับผิดชอบทางการเมืองอย่างไร

“ณัฐวุฒิ” ปัด “จักรภพ” นัดดีเบต

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวถึงกระแสข่าวที่ระบุเป็นผู้ให้สัมภาษณ์ว่า นปก.จะนัดหารือกับนายจักรภพ เพื่อหาข้อสรุปเรื่องการนัดคำท้า ดีเบตจากพรรคประชาธิปัตย์กรณีการหมิ่นสถาบันว่า ยืนยันไม่ได้ให้สัมภาษณ์เรื่องนี้ และ นปก.ไม่มีการนัดหมายเจอกับนายจักรภพ เพื่อหารือในเรื่องดังกล่าว ขณะนี้นายจักรภพอยู่ระหว่างพักการปฏิบัติหน้าที่ 7 วัน ตามที่ยื่นใบลาจาก นายกฯ ซึ่งจะครบกำหนดกลับมาทำงานวันที่ 2 มิ.ย. การจะรับดีเบตหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของนายจักรภพ ส่วนกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ระบุว่า มีคำแปล 8 จุดของนายจักรภพ ที่มีเนื้อหาบิดเบือนนั้น เรื่องนี้คำแปลของทั้งนายจักรภพและพรรคประชาธิปัตย์ไม่ตรงกันมาแต่แรก ทั้งสองฝ่ายต่างมั่นใจในคำแปลของตัวเอง แต่คนที่จะพิจารณาและประเมินได้ดีที่สุดคือ ประชาชนที่ติดตามข่าวสารเรื่องนี้มาตลอด จะเป็นผู้เปรียบเทียบคำแปลของทั้งสองฝ่ายเอง

ท้าพิสูจน์ความเป็นจริงและเหตุผล

นายณัฐวุฒิกล่าวว่า นอกจากนี้ทราบว่าตำรวจได้จัดทำคำแปลเรื่องนี้ไว้แล้วชุดหนึ่ง และได้ไปสอบปากคำผู้เกี่ยวข้องกับการจัดบรรยาย ที่สโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศ ไว้บ้างแล้ว ตำรวจก็ทำงานคืบหน้าไปเรื่อยๆ ดังนั้นคำแปลของทั้งสองฝ่าย สังคมต้องใช้วิจารณญาณ ส่วนกรณีที่นายศิริโชค โสภา ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่านายจักรภพไม่ควรยกระดับตัวเองไปดีเบตกับนายอภิสิทธิ์นั้น ไม่อยากให้มองเรื่องนี้เป็นการยกระดับหรือลดระดับบนเวทีการเมือง เพราะในระบอบประชาธิปไตยทุกคนมีสิทธิ เสมอภาคเท่ากัน ทั้งนายอภิสิทธิ์และนายจักรภพ จะต่างกันแค่นายจักรภพไม่เคยเป็นหัวหน้าพรรคเหมือนนายอภิสิทธิ์เท่านั้น แต่ความเป็นจริง เหตุผลและความบริสุทธิ์ใจต่างหากที่จะทำให้ดูแตกต่างกัน

“กุเทพ” บ่ายเบี่ยงโดดอุ้ม “จักรภพ”

ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน กล่าวว่า ไม่ขอแสดงความเห็นเรื่องที่พรรคประชาธิปัตย์ ออกมาเปิดเผยคำแปล ที่นายจักรภพไปบรรยายที่สโมสร ผู้สื่อข่าวต่างประเทศ เพียงแต่เห็นว่าคำแปลทั้งของนายจักรภพและพรรคประชาธิปัตย์มีความสมบูรณ์ แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องกระบวนการยุติธรรมที่ต้องว่ากันต่อไป เมื่อถามว่า พรรคยังหนุนนายจักรภพสุดตัวหรือไม่ ร.ท.กุเทพบ่ายเบี่ยงที่จะตอบคำถาม โดยระบุว่าไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไรดี


กลุ่มพันธมิตรฯ แจกคู่มือเตรียมพร้อมหาก ตร.สลายการชุมนุม

สะพานมัฆวานฯ 29 พ.ค.-กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยแจกคู่มือเตรียมพร้อม หากตำรวจเข้าสลายการชุมนุม

การชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยบริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ ต้องยุติลงชั่วคราว เมื่อเกิดฝนตกลงมาอย่างหนัก หลังฝนหยุด แกนนำผลัดเปลี่ยนกันขึ้นเวทีปราศรัยโจมตีรัฐบาล และประกาศจุดยืนจะชุมนุมยืดเยื้อจนกว่ารัฐบาลจะถอนญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญออกจากรัฐสภา โดยก่อนหน้านี้ แกนนำได้แจกคู่มือการชุมนุม เนื้อหาระบุว่า หากตำรวจสลายการชุมนุม อย่าวิ่งหนี แต่ให้นอนคว่ำ หรือหากตำรวจใช้แก๊สน้ำตาขอให้ใช้ผ้าเปียกน้ำปิดดวงตา

ส่วนการรักษาความปลอดภัย พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รักษาการผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เดินทางไปอำนวยการด้วยตนเอง พร้อมสั่งการเร่งเจรจาให้ผู้ชุมนุมเปิดเส้นทาง เนื่องจากประชาชน นักเรียน นักศึกษา กำลังเดือดร้อนอย่างหนัก จนมีผู้เข้าแจ้งความแล้ว 167 คน หากจะเคลื่อนขบวนไปชุมนุมสถานที่เหมาะสม ตำรวจพร้อมดูแลความปลอดภัยอย่างเต็มที่ และจะไม่อนุญาตให้เคลื่อนไปชุมนุมในสถานที่ราชการอย่างเด็ดขาด

ส่วนการชุมนุมใหญ่วันศุกร์นี้ มั่นใจสามารถดูแลสถานการณ์ได้ โดยตำรวจเตรียมนำแผงเหล็กไปกั้นบริเวณสะพานผ่านฟ้า เพื่อป้องกันการปะทะกันระหว่างผู้ชุมนุมกับกลุ่มต่อต้าน.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-29 01:17:28



รมว.กลาโหม กำชับกองทัพช่วยประชาชนหากเกิดภัยพิบัติ


กรุงเทพฯ 28 พ.ค. - พล.ท.พีระพงษ์ มานะกิจ รองโฆษกกระทรวงกลาโหม แถลงผลการประชุมสภากลาโหม ที่มีนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานการประชุม ว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ขอบคุณกองทัพไทยที่ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพายุไซโคลนนาร์กีสในสหภาพพม่า และการที่ไทยเป็นประเทศแรกที่ให้การช่วยเหลือ นับเป็นผลดีอย่างมากต่อภาพลักษณ์และการเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีกับประเทศพม่ามากขึ้น

รองโฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า สิ่งที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเป็นห่วง คือ อุบัติภัยที่เกิดกับพม่าและจีน ซึ่งมีที่ตั้งติดกับประเทศไทย ประกอบกับในห้วงเวลานี้เป็นห้วงฤดูฝน มีฝนตกหนัก อาจทำให้เกิดภัยพิบัติในพื้นที่ที่มีความเสี่ยง จึงขอให้หน่วยขึ้นตรงกระทรวงกลาโหม และเหล่าทัพที่จัดตั้งศูนย์บรรเทาสาธารณภัยของหน่วยไว้แล้ว เตรียมความพร้อมในการช่วยเหลือประชาชนด้วย. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-28 19:17:04



กกต.ยกร่างกฎหมายประชามติเสร็จแล้ว

สำนักงาน กกต. 28 พ.ค.- คณะกรรมการด้านกิจการพรรคการเมือง กกต.ยกร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. เสร็จแล้ว มี 42 มาตรา เตรียมเสนอที่ประชุม กกต. พิจารณา พรุ่งนี้ (29 พ.ค.)

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะกรรมการด้านกิจการพรรคการเมือง ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีการประชุมพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ.... โดยเห็นชอบเนื้อหาสาระที่คณะกรรมการยกร่างเสนอมา และจะมีการนำเข้าสู่ที่ประชุม กกต.ในวันพรุ่งนี้ ( 29 พ.ค.) ซึ่งร่างกฎหมายดังกล่าวมี 42 มาตรา เนื้อหาสาระเป็นการผสมผสานระหว่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2541 ประกาศสภาร่างรัฐธรรมนูญเรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการว่าด้วยการเผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญและการออกเสียงประชามติ พ.ศ.2550 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยความเรียบร้อย ในการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ 2550 รวมทั้งมีการนำบางมาตราใน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.และการได้มาซึ่ง ส.ว. พ.ศ.2550 มาใส่ไว้ด้วย

สาระสำคัญในการออกเสียงประชามติ พ.ศ. ....ประกอบด้วย มาตรา5 ในกรณีที่จะมีการดำเนินการจัดทำประชามติ ตามมาตรา 165 ( 1) ของรัฐธรรมนูญ ให้มีการออกประกาศของนายกรัฐมนตรี เพื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษา โดยจะต้องมีรายละเอียด 1. กำหนดเรื่องในการจัดทำประชามติ ซึ่งจะต้องมีข้อความที่ชัดเจนเพียงพอ ที่จะขอคำปรึกษาจากผู้มีสิทธิออกเสียงว่า จะลงคะแนนเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ ในเรื่องที่จะจัดทำประชามติ 2. กำหนดว่าการจัดให้มีการออกเสียง ดังกล่าวเป็นไปเพื่อให้มีข้อยุติ โดยเสียงข้างมากของผู้มีสิทธิออกเสียงหรือ เป็นไปเพื่อให้คำปรึกษาแก่คณะรัฐมนตรี

มาตรา 6 เมื่อมีประกาศของนายกรัฐมนตรีให้มีการออกเสียงประชามติแล้วภายใน 7 วัน ให้ กกต. ประกาศกำหนดวันออกเสียงประชามติในราชกิจจานุเบกษา โดยวันออกเสียง ต้องไม่ก่อน 45 วัน แต่ไม่ช้ากว่า 90 วัน นับแต่วันประกาศกำหนดวันออกเสียงประชามติในราชกิจจานุเบกษา และการออกเสียงประชามติต้องกระทำภายในวันเดียวกันทั่วราชอานาจักร หรือวันเดียวกันทั้งเขต ออกเสียง แล้วแต่กรณี

มาตรา 7 การออกเสียงให้ใช้วิธีการการออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ มาตรา 8 ผลการออกเสียงกรณีที่เป็นการออกเสียง เพื่อให้มีข้อยุติโดยเสียงข้างมากของผู้มีสิทธิออกเสียง หากปรากฏว่า ผู้มาใช้สิทธิออกเสียงเป็นจำนวนไม่เกินกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนผู้มีสิทธิออกเสียงให้ถือว่าประชาชนโดยเสียงข้างมาก ไม่เห็นชอบด้วยกับเรื่องที่จัดทำประชามติ แต่ถ้ามีผู้มาใช้สิทธิเกินกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนผู้มีสิทธิออกเสียงและปรากฏว่า ผู้ออกเสียงโดยเสียงข้างมากให้ความเห็นชอบให้ถือว่าประชาชนโดยเสียงข้างมากเห็นชอบด้วยกับเรื่องที่จัดทำประชามตินั้น

มาตรา 10 เมื่อมีประกาศกำหนดการออกเสียงประชามติแล้ว ให้ กกต.หรือผู้ซึ่ง กกต.มอบหมายดำเนินการให้ข้อมูลและจัดให้มีการเผยแพร่เอกสารเกี่ยวกับเรื่องที่จัดทำประชามติ เพื่อให้ผู้มีสิทธิออกเสียงทราบ รวมทั้งจัดให้มีการแสดงความคิดเห็นโดยอิสระและเท่าเทียมกัน ทั้งผู้ที่เห็นชอบและไม่เห็นชอบในเรื่องที่จัดทำประชามติ

มาตรา 20 การลงคะแนนในบัตรออกเสียงประชามติให้ผู้ออกเสียงทำเครื่องหมายกากบาท ในช่องทำเครื่องหมายใต้ข้อความแสดงความคิดเห็นที่ผู้ออกเสียงเลือก มาตรา 21 ในวันออกเสียงประชามติให้เปิดการลงคะแนนออกเสียงตั้งแต่เวลา 08.00 น.ถึง 15.00 น.

มาตรา 24 กรณีที่การออกเสียงประชามติกระทำทั่วราชอาณาจักร ผู้มีสิทธิออกเสียงผู้ใดอยู่ในจังหวัดอื่น นอกจังหวัดที่ตนมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน หรือมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านติดต่อกันเป็นเวลาน้อยกว่า 90 วัน หากประสงค์จะใช้สิทธิออกเสียงในจังหวัดที่ตนเองอยู่ต้องมาลงทะเบียนขอใช้สิทธิออกเสียงนอกเขตจังหวัดก่อนวันออกเสียงไม่น้อยกว่า 30 วัน

มาตรา 33 เมื่อได้ผลการออกเสียงประชามติจากที่ออกเสียงทุกแห่งแล้วให้ กกต.ประกาศผลการออกเสียง และจำนวนผู้มาใช้สิทธิออกเสียง และหากเป็นการใช้สิทธิออกเสียงประชามติ ตามมาตรา 165 ( 1 ) ของรัฐธรรมนูญให้ประกาศในราชกิจานุเบกษาโดยเร็วและแจ้งผลไปยังนายกรัฐมนตรีหรือองค์กรที่เกี่ยวข้องทราบ

มาตรา 34 เมื่อสิ้นสุดการลงคะแนนออกเสียงหากผู้มาใช้สิทธิจำนวนไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 ของผู้มาใช้สิทธิในหน่วยออกเสียงใดเห็นว่าการออกเสียงในหน่วยนั้นไม่สุจริตเที่ยงธรรม ให้มีสิทธิยื่นคำร้องคัดค้านพร้อมแสดงหลักฐานว่าการออกเสียงนั้นไม่ถูกต้อง หรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย ต่อ กกต.ภายใน 24 ชั่วโมง นับแต่การลงคะแนนออกเสียงสิ้นสุดลง

มาตรา 35 เมื่อ กกต.ได้รับคำร้องคัดค้านแล้วก็ให้ดำเนินการสอบสวนหาข้อเท็จจริงโดยพลัน ถ้าเห็นว่าการลงคะแนนออกเสียงในหน่วยออกเสียงนั้นไม่สุจริตเที่ยงธรรมให้มีคำสั่งให้ดำเนินการออกเสียงใหม่ในหน่วยออกเสียงนั้น เว้นแต่จะไม่ทำให้ผลการออกเสียงเปลี่ยนแปลงไปให้ กกต.มีคำสั่งยกคำร้องคัดค้าน

ส่วนเรื่องบทลงโทษ เริ่มจากมาตรา 36-42 นั้นเป็นการนำบทลงโทษที่เคยกำหนดไว้ใน พ.ร.บ.ว่าด้วยความเรียบร้อยในการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 มาใส่ไว้ทั้งหมด อาทิ ผู้ใดกระทำการในระหว่างการลงคะแนนออกเสียง เช่น ใช้บัตรอื่นที่ไม่ใช่บัตรออกเสียงมาลงคะแนนออกเสียง ก่อความวุ่นวายขึ้นในที่ออกเสียงอันเป็นการรบกวนหรือเป็นอุปสรรต่อการออกเสียง หรือเล่นการพนันขันต่อ อันมีผลจูงใจให้ผู้มีสิทธิอกเสียงไปใช้สิทธิออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่ง เรียกรับทรัพย์สินประโยชน์ มีโทษทั้งจำทั้งปรับ เริ่มตั้งแต่ จำคุกไม่เกิน 5 ปี ถึง 10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 2 หมื่นถึง 2 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และอาจถูกศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง มีกำหนดไม่เกิน 5 ปีด้วย และยังเพิ่มเติมเกี่ยวกับผู้ที่ได้รับทรัพย์หรือประโยชน์ เพื่อให้ไปใช้สิทธิอย่างใดอย่างหนึ่งหรือไม่ไปออกเสียง ถ้ามีการแจ้งถึงการกระทำดังกล่าว ต่อ กกต.หรือผู้ที่ กกต. มอบหมายก่อนหรือในวันออกเสียงผู้นั้นไม่ต้องรับโทษ

ส่วนการเผยแพร่ผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการออกเสียงมีการขยาย โดยห้ามในช่วง 7 วันก่อนวันออกเสียงจนถึงเวลาสิ้นสุดวันออกเสียง จากเดิมที่กำหนดไว้เพียง 3 วันก่อนวันออกเสียงจนถึงเวลาสิ้นสุดการออกเสียง. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-28 19:05:16



ม็อบชั่วหวังรัฐประหาร

เป็นที่ทราบกันโดยแน่ชัดแล้วว่า การเคลื่อนไหวของประชาชนกลุ่มหนึ่ง ที่ยิ่งเคลื่อนยิ่งทำให้เห็นธาตุแท้ภายในจิตใจที่แสดงออกมาเป็น “พันธมารประชาธิปไตย”

เพรียกหาแต่เรื่องการใช้ความรุนแรง ท้าตีท้าต่อย พูดจาโกหกพกลม อ้างความเดือดร้อนของประชาชนในยุคน้ำมันแพงหูฉี่ แล้วลงท้ายด้วยการเรียกหา “ทหาร” ให้ออกมาทำการปฏิวัติรัฐประหาร

ถือเป็น ม็อบชั่ว ที่ต้องการทำลายบ้านทำลายเมือง ทำลายบรรยากาศประชาธิปไตย โดย หวังผลประโยชน์กับตนและพวกพ้อง เหมือนกรณีที่เกิดการปฏิวัติ 19 กันยายน 2549 ที่ลูกสมุนคณะเคลื่อนไหวได้ดิบได้ดีถ้วนหน้า

สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่มีความพยายามสร้างเงื่อนไข โดยมีคนร่วมไม่กี่ส่วน
1.สื่อสารมวลชน บางสำนัก
2.นักเคลื่อนไหว บางคน
3.พรรคการเมือง บางพรรค
4.คนมีสี บางคน

หลายคนมองว่าเกิดอะไรขึ้นในประเทศไทย สื่อมวลชนนำเสนอข่าวการเคลื่อนไหวของคนกลุ่มนี้เสมือนว่าไม่รู้เบื้องหน้าเบื้องหลัง ไม่รู้แผนเบื้องลึกเหล่านี้ว่าคืออะไร

ทั้งที่ตอนแรกอ้างเรื่องคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 (ทั้งที่ความจริงแล้ว ที่มาและเนื้อหาไม่เป็นประชาธิปไตย) การพูดจาบนเวที การนำเสนอเรื่องนี้ไม่ใช่ประเด็นที่จะนำไปสู่ความขัดแย้งถึงขั้นต้อง ประกาศทำสงคราม หรือปิดถนนไล่รัฐบาล เพราะรัฐบาลกำลังทำ “ประชามติ” เพื่อสอบถามความคิดเห็นของคนทั้งประเทศ 63 ล้านคนอยู่แล้ว แต่ที่สุด มีความพยายามโยงใยปลุกปั่นทหาร เพื่อให้เข้ามาทำการปฏิวัติรัฐประหาร โดยการไปสัมภาษณ์บรรดาแม่ทัพนายกอง สร้างกระแสรุกเร้า แกนนำบางคนถึงขนาดพูดบนเวทีเสมือนการปฏิวัติรัฐประหารเป็นเรื่องสนุกสนาน

การสมคบคิดกันสร้างสถานการณ์ ทำให้เกิดความวุ่นวาย เพื่อทำให้เกิดการปฏิวัติรัฐประหาร ถือเป็นการกระทำที่เป็นอันตรายต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

เมื่อ “จับไต๋” รู้เบื้องลึกในการวางแผนการอันแยบยล ที่คนทั่วๆ ไปอาจจะ ไม่รู้ ไม่เข้าใจ ได้ทัน ดังนี้แล้ว หากใครที่รักชาติ และรักประชาธิปไตย คงไม่มีใครที่จะไปเข้าร่วมกับ “แผนอุบาทว์” ดังนี้ได้

คงไม่ไปบอกให้รัฐบาลสกัดกั้นความพยายามในการสร้างสถานการณ์ โดยมีเป้าหมายเพื่อการปฏิวัติรัฐประหาร ในครั้งนี้อย่างไร

แต่สำหรับภาค ประชาชนผู้รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และรักประชาธิปไตย จะต้องคิดตระเตรียมการกันอย่างไร หากเป้าหมายในแผนการของเขาสำเร็จถึงขั้นมีการปฏิวัติรัฐประหาร เกิดขึ้น

เราจะออกมาปกป้องการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยต่อต้านการปฏิวัติรัฐประหารกันได้อย่างไร คิดตระเตรียมการศึกครั้งนี้เอาไว้บ้างหรือยัง?