WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, May 29, 2008

มท.1 ตั้ง ฉก.ปราบยาเสพติด มีอำนาจคลุมทั่วประเทศ


ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า ในฐานะที่ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด จะมีคำสั่งตั้งคณะอนุกรรมการสืบสวนปราบปรามและประชาสัมพันธ์ขึ้นเพียงชุดเดียว แต่จะมีประสิทธิภาพ มีอำนาจตรวจค้นจับกุมได้ทั่วประเทศ โดยจะมีตำรวจระดับผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติขึ้นไปเป็นประธาน และเป็นการสนธิการทำงานระหว่างทหาร ตำรวจ และพลเรือน รวมกว่า 30 คน โดยจะไม่ซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่น และไม่ใช่ชุดเฉพาะกิจของกระทรวงมหาดไทย ทั้งนี้ เพื่อให้การทำงานคล่องตัว แก้ปัญหาอิทธิพลในพื้นที่ได้. – สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-29 14:31:40

ผบ.ทบ.ลงนามปรับย้ายนายทหารระดับผู้บังคับกองพัน 98 นาย


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (29 พ.ค.) พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ได้ลงนามในคำสั่งกองทัพบก ที่ 155/2551 เรื่องให้นายทหารรับราชการและปรับเงินเดือน จำนวน 98 นาย โดยให้มีผลตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ซึ่งการปรับย้ายครั้งนี้เป็นการปรับย้ายในระดับผู้บังคับหน่วยระดับกองพัน โดยมีตำแหน่งที่น่าสนใจ อาทิ พ.ท.บรรยง ทองน่วม ผู้บังคับกองพันที่ 2 กรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็ก รักษาพระองค์ เป็นฝ่ายยุทธการกองทัพภาคที่ 1 พ.ท.จักรกฤษณ์ ศรีนนท์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการกองฝ่ายส่งกำลังบำรุง กองทัพน้อยที่ 1 และอดีตนายทหารคนสนิท พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีตผู้บัญชาการทหารบก เป็นผู้บังคับกองพันที่ 2 กรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็ก รักษาพระองค์ พ.อ.เรืองศักดิ์ อรรคทิมากูล เสนาธิการกรมทหาราบที่ 19 เป็นรองเสนาธิการกองพลทหารราบที่ 9 พ.ท.ฐกัด หลอดศิริ ผู้บังคับกองพันที่ 2 กรมทหารราบที่ 19 เป็นเสนาธิการกรมทหารราบที่ 19 พ.ท.วิวัฒน์ หงส์บันดาลสุข หัวหน้าฝ่ายส่งกำลังบำรุง กองพลทหารราบที่ 9 เป็นผู้บังคับกองพันที่ 2 กรมทหารราบที่ 19

พ.ท.เวชยันต์ แว่นไธสงค์ หัวหน้าฝ่ายกิจการพลเรือน กองพลทหารราบที่ 9 เป็นผู้บังคับกองพันที่ 1 กรมทหารราบที่ 19 พ.ท. กฤษดา ปานทับทิม หัวหน้าฝ่ายยุทธการ กองพลทหารราบที่ 4 เป็นผู้บังคับกองพันที่ 4 กรมทหารราบที่ 4 พ.อ.ทิม เรือนโต ผู้บังคับการกรมทหาพรานที่ 41 เป็นเสนาธิการกรมทหารราบที่ 25 และ พ.อ.สัญญลักษณ์ ทั่งศิริ ฝ่ายยุทธการ กองทัพภาคที่ 1 เป็นผู้บังคับการกรมทหารพรานที่ 14.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-29 14:29:27

ร.ต.อ.เฉลิม ระบุเป็นเรื่องดีหาก ดวง อยู่ ฉก.ปราบยาเสพติด


กรุงเทพฯ 29 พ.ค. - ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกระแสข่าวกรณีว่าที่ ร.ต.ดวง อยู่บำรุง บุตรชาย จะถูกขอตัวไปช่วยราชการกับชุดเฉพาะกิจป้องกันและปราบปรามยาเสพติดของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่า ยังไม่มีการขอตัว และยังไม่ได้คิดว่าจะไปช่วยราชการหรือไม่ ส่วนกรณีที่ก่อนหน้านี้บุตรชายไปช่วยงานกับชุดเฉพาะกิจดังกล่าวนั้น เป็นการช่วยงานในฐานะผู้ช่วยเจ้าพนักงาน ซึ่งเป็นลักษณะของอาสาสมัครที่สามารถทำได้ อย่างไรก็ตาม หากมีการขอไปช่วยราชการจริง ก็เห็นว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะเป็นการทำหน้าที่ช่วยชาติ ไม่ได้เป็นหัวหน้าโจร. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-29 14:25:51

ร.ต.อ.เฉลิม ปัดย้ายที่หารือ รมต.พปช.ไม่ใช่เพราะถูกรังเกียจ


กรุงเทพฯ 29 พ.ค. - ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า การนัดหารือและร่วมรับประทานอาหารเย็นระหว่างรัฐมนตรีพรรคพลังประชาชน วันพรุ่งนี้ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ได้เปลี่ยนสถานที่จากบ้านริมคลองของตนไปเป็นที่ทำการพรรคพลังประชาชน หลังการประชุมพรรคแทน

“การยกเลิกดังกล่าวเป็นเรื่องปกติ เพราะนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ตัดสินใจ ไม่ใช่เพราะรัฐมนตรีในพรรคไม่อยากไปบ้านผมแต่อย่างใด” ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-29 14:22:31

บรรหาร พร้อมทำความเข้าใจ ณัฐวุฒิ เกี่ยวกับกฎระเบียบในพรรค


นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย ให้สัมภาษณ์ก่อนร่วมประชุมคณะกรรมการติดตามเร่งรัดพัฒนากระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ถึงกรณีที่นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ รองเลขาธิการพรรคชาติไทย ยื่นหนังสือให้นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ทบทวนท่าทีของนายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และไม่เห็นด้วยในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่า ยังไม่เห็นหนังสือดังกล่าว และเพิ่งทราบจากข่าว อย่างไรก็ตาม ยังไม่ได้พบกับนายณัฐวุฒิ แต่คิดว่าคงจะทำความเข้าใจและตักเตือนได้

“หากมองอีกมุม นายณัฐวุฒิอาจคิดว่าเป็นเอกสิทธิ์ส่วนบุคคล แต่เมื่ออยู่ในพรรค ต้องมีระเบียบวินัย ซึ่งเรื่องนี้ต้องมีการพูดคุยกัน และไม่ใช่เรื่องใหญ่ อย่างไรก็ตาม ได้มีการหารือกับผู้ใหญ่ในรัฐบาลแล้ว ซึ่งไม่มีข้อวิตก และไม่มีปัญหา ทุกอย่างจบแล้ว” นายบรรหาร กล่าว. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-29 14:05:00


นักธุรกิจเมืองชลสุดทนพันธมิตร/ยื่นหนังสือประณามทำลายชาติ สถาบันทหาร

กลุ่มนักธุรกิจชาวชลบุรีรวมตัว บุกยื่นหนังสือผ่านปธ.สภา ขอประณามพันธมิตรก่อหวอดชุมนุม ทำลายเศรษฐกิจชาติ สถาบันทหาร ขอให้ยุติการกระทำ ขณะที่ “ชัย” เอือม แต่ยังหวังน่าจะมีสำนึกบ้าง

โดยที่รัฐสภาในวันนี้ (29 พ.ค.) กลุ่มนักธุรกิจเพื่อประชาธิปไตยชาวชลบุรีประมาณ 10 คน นำโดย นายสมควร นกหงษ์ ได้เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อ นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา เพื่อเรียกร้องให้กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ยุติการเคลื่อนไหวและอย่าทำลายเศรษฐกิจของชาติ

โดยนายสมควร กล่าวว่า การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ทำให้เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจของประเทศ ทำลายเกียรติภูมิความน่าเชื่อถือของสถาบันทหารให้ถูกเกลียดชัง ทำให้ประชาชนไขว้เขว สับสน และตื่นตระหนกกลัวทหารจะออกมาปฏิวัติรัฐประหาร หากรัฐบาลไม่ทำตามข้อเรียกร้องของกลุ่มพันธมิตรฯ โดยกากระทำของกลุ่มพันธมิตรฯ ไม่ส่งเสริมรัฐบาลประชาธิปไตย ปิดกั้นและก่อกวนการบริหารงานของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

ดังนั้น กลุ่มนักธุรกิจเพื่อประชาธิปไตยฯ จึงขอประณามการชุมนุม และขอเรียกร้องผ่านประธานรัฐสภา ให้กลุ่มพันธมิตรฯยุติการเคลื่อนไหวและยุติการกระทำก่อกวนชาติ โดยขอสนับสนุนการทำงานของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง และการทำประชามติเพื่อให้ประชาชนตัดสินใจว่า เห็นด้วยหรือไม่กับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยผลการทำประชามติออกมาอย่างไร ก็ให้ยอมรับเพื่อเดินไปตามวิถีทางประชาธิปไตย

ด้านนายชัย กล่าวว่า ขอฝากผ่านสื่อเพื่อแจ้งการเรียกร้องของกลุ่มนักธุรกิจฯไปยังกลุ่มพันธมิตรฯด้วย โดยเห็นว่า การที่นักธุรกิจมายื่นหนังสือในวันนี้ เกิดจากประชาชนเริ่มมีความตื่นตัวในปัญหาเศรษฐกิจ โดยเห็นว่า การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯทำให้เศรษฐกิจตกต่ำ จึงเรียกร้องให้กลุ่มพันธมิตรฯเห็นแก่ชาติบ้านเมือง และเชื่อว่าการเรียกร้องนี้จะทำให้กลุ่มพันธมิตร เกิดความสำนึกบ้าง

“ขอให้ทุกฝ่ายต้องพยายามถอยคนละก้าว เพื่อชาติบ้านเมือง และอยากให้ประชาชนมีจิตสำนึก และช่วยกันบอกญาติพี่น้องที่เข้าร่วมกับกลุ่มพันธมิตรฯ ว่า อย่าได้ร่วมกันสร้างความเดือดร้อนให้ชาติบ้านเมืองเลย” ประธานสภา กล่าววิงวอน

กกต.นำ พ.ร.บ.ออกเสียงประชามติเข้าพิจารณาในวันนี้

คาดส่งสภาฯได้ในวันศุกร์ที่ 30 พ.ค. เผย นำกฎหมายประชามติปี 41 มาเป็นต้นร่าง โดยไม่มีบทลงโทษหรือเสียสิทธิ์ทางการเมือง หากไม่ไปออกเสียง

นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวว่า เมื่อวานนี้ (28 พ.ค.) คณะกรรมการที่ปรึกษาด้านกิจการพรรคการเมือง ได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.)ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ เสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยฝ่ายเลขาธิการ ฝ่ายกิจการพรรคการเมือง ได้ทำรายงานเพื่อส่งให้ประธาน กกต. ในที่ประชุมวันนี้ (29 พ.ค.) ส่วนจะส่งให้สภาผู้แทนราษฎรได้เมื่อใดนั้น ขึ้นอยู่กับที่ประชุม กกต.จะพิจารณาต่อไป

เลขาธิการ กกต. กล่าวด้วยว่า สำหรับการยกร่าง พ.ร.บ.ออกเสียงประชามติ ครั้งนี้ได้นำกฎหมายประชามติ ปี 41 มาเป็นต้นร่าง รวมทั้งบทกำหนดโทษบางส่วนด้วย ที่ถือว่าการออกเสียงประชามติเป็นสิทธิ์ที่จะออกไปใช้สิทธิ์หรือไม่ก็ได้โดยไม่มีความผิด และจะไม่เสียสิทธิ์ทางการเมืองเหมือนการเลือกตั้งทั่วไป

โดยการพิจารณาของ กกต. ทำงานด้วยความละเอียดรอบคอบ เพราะกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญถือว่ามีความสำคัญอย่างมาก และพิจารณาไปตามกรอบเวลา 1 ปี ซึ่งจะสิ้นสุดภายในเดือนสิงหาคม แต่ถ้าสามารถพิจารณาเสร็จก่อนระยะเวลาเพื่อเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ กกต.ยินดีที่จะเร่งดำเนินการให้ โดยอยู่บนพื้นฐานของความละเอียดรอบคอบเป็นสำคัญ

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ นางสดศรี สัตยธรรม กกต. ด้านกิจการพรรคการเมือง ได้เคยออกมากล่าวว่า ร่าง พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติ ของ กกต. จะสามารถพิจารณาส่งร่างดังกล่าวให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาได้ในวันศุกร์ที่ 30 พ.ค.นี้



หมอเลี้ยบฝากทูตไทยแจงสถานการณ์การเมืองไทย

นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าววานนี้ (28 พ.ค.) ว่า ได้ฝากให้เอกอัครราชทูตไทยในที่ประชุมเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ไทย ประจำปี 2551 ช่วยชี้แจงสถานการณ์การเมืองไทย ซึ่งรัฐบาลไทยยังเชื่อมั่นว่า ทุกอย่างจะเป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย และจะไม่เกิดเหตุการณ์รัฐประหารอีก เนื่องจากทุกฝ่ายรู้ดีว่า การกระทำดังกล่าวส่งผลเสียต่อประเทศชาติ


กฎหมายกับการเมือง

ระหว่าง หลักนิติศาสตร์กับหลักรัฐศาสตร์ ระหว่างการบังคับใช้กฎหมายกับใช้อำนาจในการปกครอง เหมือนดาบสองคม ถ้าไปด้วยกันได้อย่างสมดุล จะเกิดประโยชน์กับผู้ถูกปกครองและผู้ปกครองอย่างมหาศาล แต่ถ้าปีนเกลียวกันเมื่อไหร่ จะนำมาซึ่งความหายนะอย่างใหญ่หลวง

เหมือนลิ้นกับฟัน

ถึงอย่างไรก็แยกกันไม่ออก ซึ่งถ้าจะดูกันในรายละเอียดเช่นเดียวกับวิกฤติการเมืองที่เป็นอยู่ในเวลานี้ เมื่อใช้กฎหมายโดยไม่เที่ยงธรรมก็เกิดการโต้แย้งขัดขืน เมื่อปกครองไม่เที่ยงธรรมก็มีการแข็งขืนเช่นกัน

ฟังว่า รัฐบาลจะไม่สลายการชุมนุม ตราบใดที่ยังเป็นการชุมนุมโดยไม่ขัดกับกฎหมาย แต่ถ้าผิดกฎหมายเมื่อไหร่ก็ต้องจับทันที ไม่ยกเว้นฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ผมว่าฝ่ายรัฐบาลไม่มีอะไรน่ากลัว ไม่ว่ารัฐบาลจะทำอะไรก็ต้องคิดหน้าคิดหลัง เพราะมีแต่เสียกับเสียลูกเดียว

ที่น่ากลัวคือมือที่มองไม่เห็น

ถ้าปล่อยให้การชุมนุมยืดเยื้อก็จะควบคุมลำบาก วันดีคืนดีมีคนโยนอะไรเข้าไปในที่ชุมนุมมีการบาดเจ็บล้มตายขึ้นมา รับรองยุ่งตายหะ หมากเกมนี้จะยุติลงอย่างไรยากที่จะคาดเดา อยู่บนความหมิ่นเหม่

ระหว่างกฎหมายกับการเมือง

ฟังมาว่า คตส.ตัดสินใจส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดส่งฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และครอบครัว ข้อหาใช้อำนาจหน้าที่เอื้อประโยชน์ต่อธุรกิจตนเองและพวกพ้อง และร้องให้ยึดทรัพย์สินจำนวนกว่า 7 หมื่นล้านเป็นของแผ่นดิน ดูจากคำบรรยายส่งฟ้องแล้วน่ากลัวชวนขนหัวลุก

แถมด้วยกรณีการจัดซื้อเครื่องตรวจสอบวัตถุระเบิดซีทีเอ็กซ์อีกกระทง ทีนี้ปัญหาอยู่ที่ว่า คตส.ยังมีอำนาจอยู่หรือไม่ เนื่องจากอยู่ในระหว่างการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญว่า การต่ออายุ คตส.และที่มาของ คตส.ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ คงต้องว่ากันให้ชอบธรรมและยุติธรรมจริงๆ ก็ยังคาบลูกคาบดอก

ระหว่างกฎหมายกับการเมือง

การจะหาทางออกในวิกฤติรัฐธรรมนูญ แม้แต่วิธีการในระบอบประชาธิปไตย โดยการทำประชามติ ก็ยังครึ่งๆกลางๆ ยังมีข้อขัดแย้งสำหรับรายละเอียดในกฎหมายที่จะทำประชามติ โดยไม่ได้มองจุดหมายสูงสุด คือการแก้รัฐธรรมนูญโดยชอบธรรม แต่กลับบิดเบือนเอาเรื่องของรัฐธรรมนูญไปเป็นชนวนการเมือง

เกิดข้อขัดแย้งระหว่างกฎหมายกับการเมืองอีก

ทั้งหลายทั้งปวงที่เป็นไปอยู่ในเวลานี้ อยู่ที่เจตนาทั้งสิ้น ถ้าอยู่บนเจตนาที่บริสุทธิ์และมองประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง สังคมย่อมจะสงบสุข แต่ถ้าคิดจะเอาสีข้างเข้าถู สังคมก็จะกลายเป็นสงครามไม่สิ้นสุด.

หมัดเหล็ก

จวก “อภิสิทธิ์” ทัศนคติอันตราย

ส่วนกรณีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านฯและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ออกมายืนยันว่านายจักรภพ เพ็ญแข รมต.ประจำสำนักนายกฯ เป็นผู้มีทัศนคติอันตรายต่อสถาบันนั้น นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชน ในฐานะอดีตแกนนำ นปก. กล่าวว่า ทัศนคติ ที่อันตรายต่อระบอบประชาธิปไตยมีเพียงคนเดียว คือนายอภิสิทธิ์ ที่เสนอให้ใช้มาตรา 7 ของรัฐธรรมนูญ กรณีการบรรยายของนายจักรภพ หากนายอภิสิทธิ์เห็นว่าทำผิดขอให้ไปแจ้งความดำเนินคดี ไม่ควรมากล่าวหากัน พรรคประชาธิปัตย์ควรหยุดกล่าวหากันได้แล้ว การไม่หยุดพูดถือเป็นชนวนไปสู่การล้มล้างระบอบประชาธิปไตย ผู้สื่อข่าวถามว่า พรรคประชาธิปัตย์ระบุว่า การที่นายจักรภพโจมตีประธานองคมนตรี เท่ากับโจมตีสถาบันด้วย นายจตุพร ตอบว่า กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพไม่เกี่ยวกับองคมนตรี ถ้าเห็นว่ามีการโจมตีองคมนตรีให้ไปแจ้งความข้อหาหมิ่นประมาท ทั้งนี้เมื่อองคมนตรีไปเป็นที่ปรึกษาให้คนอื่นก็ไม่ถือว่าเป็นองคมนตรีแล้ว

หนุนหาคนกลางแปลคำบรรยาย

ผู้สื่อข่าวถามว่า พรรคประชาธิปัตย์ตั้งข้อสังเกตคำแปล 8 ข้อ ของนายจักรภพมีการบิดเบือนสำนวนการแปล นายจตุพรตอบว่า มองว่าเนื้อหาการแปลไม่แตกต่างกันเท่าไร แต่ทำไมพรรคประชาธิปัตย์ไม่ให้โอกาสนายจักรภพต่อสู้ ตามกระบวนการ เรื่องนี้ควรหาผู้เชี่ยวชาญทางการแปลที่มีความเป็นกลางจริงๆ ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญบนเวทีพันธมิตรฯเป็นผู้แปล สิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์นำมาขยายความ ถือว่าสร้างความเสียหายต่อระบอบประชาธิปไตย หากจะอ้างว่าการรับผิดชอบทางการเมือง กับการรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นคนละเรื่องกัน อยากถามพรรคประชาธิปัตย์ว่า ช่วงที่พรรคประชาธิปัตย์ถูกอภิปรายเรื่องคดี สปก.4-01 หรือนายอภิสิทธิ์ พูดถึงเรื่องการใช้มาตรา 7 นั้น พรรคประชาธิปัตย์ได้แสดงความรับผิดชอบทางการเมืองอย่างไร

“ณัฐวุฒิ” ปัด “จักรภพ” นัดดีเบต

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวถึงกระแสข่าวที่ระบุเป็นผู้ให้สัมภาษณ์ว่า นปก.จะนัดหารือกับนายจักรภพ เพื่อหาข้อสรุปเรื่องการนัดคำท้า ดีเบตจากพรรคประชาธิปัตย์กรณีการหมิ่นสถาบันว่า ยืนยันไม่ได้ให้สัมภาษณ์เรื่องนี้ และ นปก.ไม่มีการนัดหมายเจอกับนายจักรภพ เพื่อหารือในเรื่องดังกล่าว ขณะนี้นายจักรภพอยู่ระหว่างพักการปฏิบัติหน้าที่ 7 วัน ตามที่ยื่นใบลาจาก นายกฯ ซึ่งจะครบกำหนดกลับมาทำงานวันที่ 2 มิ.ย. การจะรับดีเบตหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของนายจักรภพ ส่วนกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ระบุว่า มีคำแปล 8 จุดของนายจักรภพ ที่มีเนื้อหาบิดเบือนนั้น เรื่องนี้คำแปลของทั้งนายจักรภพและพรรคประชาธิปัตย์ไม่ตรงกันมาแต่แรก ทั้งสองฝ่ายต่างมั่นใจในคำแปลของตัวเอง แต่คนที่จะพิจารณาและประเมินได้ดีที่สุดคือ ประชาชนที่ติดตามข่าวสารเรื่องนี้มาตลอด จะเป็นผู้เปรียบเทียบคำแปลของทั้งสองฝ่ายเอง

ท้าพิสูจน์ความเป็นจริงและเหตุผล

นายณัฐวุฒิกล่าวว่า นอกจากนี้ทราบว่าตำรวจได้จัดทำคำแปลเรื่องนี้ไว้แล้วชุดหนึ่ง และได้ไปสอบปากคำผู้เกี่ยวข้องกับการจัดบรรยาย ที่สโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศ ไว้บ้างแล้ว ตำรวจก็ทำงานคืบหน้าไปเรื่อยๆ ดังนั้นคำแปลของทั้งสองฝ่าย สังคมต้องใช้วิจารณญาณ ส่วนกรณีที่นายศิริโชค โสภา ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่านายจักรภพไม่ควรยกระดับตัวเองไปดีเบตกับนายอภิสิทธิ์นั้น ไม่อยากให้มองเรื่องนี้เป็นการยกระดับหรือลดระดับบนเวทีการเมือง เพราะในระบอบประชาธิปไตยทุกคนมีสิทธิ เสมอภาคเท่ากัน ทั้งนายอภิสิทธิ์และนายจักรภพ จะต่างกันแค่นายจักรภพไม่เคยเป็นหัวหน้าพรรคเหมือนนายอภิสิทธิ์เท่านั้น แต่ความเป็นจริง เหตุผลและความบริสุทธิ์ใจต่างหากที่จะทำให้ดูแตกต่างกัน

“กุเทพ” บ่ายเบี่ยงโดดอุ้ม “จักรภพ”

ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน กล่าวว่า ไม่ขอแสดงความเห็นเรื่องที่พรรคประชาธิปัตย์ ออกมาเปิดเผยคำแปล ที่นายจักรภพไปบรรยายที่สโมสร ผู้สื่อข่าวต่างประเทศ เพียงแต่เห็นว่าคำแปลทั้งของนายจักรภพและพรรคประชาธิปัตย์มีความสมบูรณ์ แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องกระบวนการยุติธรรมที่ต้องว่ากันต่อไป เมื่อถามว่า พรรคยังหนุนนายจักรภพสุดตัวหรือไม่ ร.ท.กุเทพบ่ายเบี่ยงที่จะตอบคำถาม โดยระบุว่าไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไรดี