WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, May 29, 2008

แฉลบเข้าเนื้อตัวเอง

“ไม่เข้าใจว่าทำไมผู้นำพรรคพลังประชาชนจึงไม่มีบารมีเพียงพอที่จะขับเคลื่อนพรรคให้อยู่ในความสามัคคีกลมเกลียว เพราะอีกฝ่ายก็พยายามที่จะทำอะไรเอาใจนายใหญ่ โดยไม่คำนึงถึงหลักการและเหตุผล”

จากบทสรุปข้างต้น กลับกลายเป็นคนนอกอย่าง “ป๋าเหนาะ” นายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช ซะอีก ที่มองสถานการณ์ความเป็นไปในพรรคพลังประชาชนได้แบบปรุโปร่ง

อ่านกันทะลุเลย

ที่แน่ๆมีข่าวว่า “ลุงหมัก” นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ได้นัดรัฐมนตรีทั้ง 22 คน ของพรรคพลังประชาชน ไปรับประทานอาหารร่วมกันที่บ้านริมคลองของ “สิงห์เหลิม” ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย ในวันที่ 30 พฤษภาคม นี้

แน่นอนวาระต้องมีแน่ๆ คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

แต่ที่ควรจะต้องพูดกันให้ลึกไปกว่านั้นก็คือ “เรื่องของการนำ” ไม่น่าจะใช่รูปแบบที่ “ป๋าเหนาะ” อ่านขาด ประเภทนายกฯประกาศให้ทำประชามติ แต่ ส.ส.พรรคพลังประชาชนชิงไปยื่นญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญคาไว้ที่สภา

พรรคเดียวกันแต่ดันผิดคิว เล่นกันคนละคีย์

กลายเป็นว่า ไม่รู้ใครใหญ่จริง ระดับนายกฯสมัครยังคุมลูกแถวไม่ได้ ปล่อยให้ “พ่อมดเขมร” คุมเกมฮาร์ดคอร์ ตั้งหน้าตั้งตาโชว์ผลงานเอาใจนายใหญ่

เปิดใบเสร็จ ทวงบำเหน็จกันไม่เลิก

และผลจากการที่พรรคแกนนำเกิดอาการ “กลวงใน” ไม่รู้ใครคุมใครได้ ก็ไม่แปลกที่พรรคร่วมรัฐบาลจะออกอาการเฮี้ยวใส่

โดยเฉพาะพรรคชาติไทยของ “บิ๊กเติ้ง” นายบรรหาร ศิลปอาชา เปรี้ยวรายวันเลย

ล่าสุดเป็นเวรปฏิบัติหน้าที่ของนายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ ส.ส.สุพรรณบุรี พรรคชาติไทย เปิดเกมกดดัน ทำหนังสือเปิดผนึกถึงนายกรัฐมนตรีเรียกร้องให้นายจักรภพ เพ็ญแข รมต.ประจำสำนักนายกฯ

แสดงความบริสุทธิ์ใจด้วยการลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรี

พร้อมทั้งแสดงความไม่เห็นด้วยกับการใช้เงิน 2,000 ล้านบาท ไปทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ

“เด็กเติ้ง” เปลี่ยนเวรกันขย่ม

แต่ที่ตั้งท่าเป็นฝ่ายข่ม แล้วดันพลาดเข้าเนื้อตัวเอง

แรงสั่นสะเทือนจากรายการ “น้องไม่สู้ พี่บู๊เอง” นายประสิทธิ์ โพธสุธน ส.ว.สุพรรณบุรี พี่ชายนายประภัตร โพธสุธน เลขาธิการพรรคชาติไทย ออกมาใส่เกียร์ห้าลุยแลกหมัด “เสี่ยตือ” นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รมว.เกษตรและสหกรณ์

สาวไส้กันมันหยด

แฉกันไปแฉกันมา ปรากฏว่า ไม่ได้หยุดแค่เรื่องข้าวซาอุฯกับปมปุ๋ยยูเครน

กับคำถามลอยๆที่ “เสี่ยประสิทธิ์” จุดพลุขึ้นมา “ไปนั่งดูฟุตบอลที่รัสเซียสนุกมั้ย”

ล่าสุด “เสี่ยตือ” ออกมายอมรับเองว่า ได้เดินทางไปชมฟุตบอลคู่ชิงชนะเลิศถ้วยยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ระหว่างสโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กับสโมสรเชลซี ที่ประเทศรัสเซียจริงๆ

“บัตรดังกล่าวได้มาจากการรู้จักเพื่อนสนิทคนหนึ่งชื่อนายวานิช ซึ่งผมจำนามสกุลไม่ได้ ทำงานเป็นตัวแทนบริษัทไฮเนเก้นประจำประเทศไทย และเป็นผู้สนับสนุนหลักฟุตบอลยูฟ่าอย่างเป็นทางการ ถือเป็นการได้มาอย่างเพื่อนสนิทเท่านั้น เรื่องนี้ผมอธิบายได้

ส่วนเรื่องราคาบัตรนั้นผมจำไม่ได้ เพราะเป็นบัตรที่ไม่มีการตีราคาหน้าตั๋ว เป็นบัตรในส่วนของผู้สนับสนุน ผมจึงไม่รู้ราคาบัตร”

เผลอๆจะเป็นเรื่องใหญ่

เพราะในประกาศ ป.ป.ช.มาตรา 103 กำหนดว่า การรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจากบุคคลอื่นซึ่งมิใช่ญาติ มีราคาหรือมูลค่าในการรับจากแต่ละบุคคลและแต่ละโอกาสไม่เกิน 3,000 บาท

ในขณะที่ตั๋วชมฟุตบอลนัดชิงชนะเลิศยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ที่สมาพันธ์ฟุตบอลยุโรป (ยูฟ่า) ประกาศไว้ในเว็บไซต์มี 3 ราคาคือ 80, 120 และ 200 ยูโร ตกยูโรละ 51.49 บาท

ราคาต่ำสุดคือ 4,000 กว่าบาท

“เสี่ยตือ” เตรียมตัวเคลียร์ให้ดี.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

“ประทีป-หมอเหวง” จี้ปลด “สพรั่ง”

วันที่ 28 พ.ค. ที่สำนักงานเลขานุการกองทัพบก นางประทีป อึ้งทรงธรรม ประธานสมาพันธ์ประชาธิปไตย พร้อมด้วย นพ.เหวง โตจิราการ ได้เข้ายื่นหนังสือถึง พล.อ. อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. เพื่อขอให้ทหารเป็นองค์กรหลักในการรักษาระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข โดยในหนังสือดังกล่าวระบุว่า ขณะนี้ได้เกิดวิกฤติประชาธิปไตยที่จะนำไปสู่ความรุนแรง มีพยายามใช้ สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นเครื่องมือในการทำลายฝ่ายตรงข้าม สร้างเรื่องเท็จปลุกเร้าให้คนในชาติแตกความสามัคคี เพื่อล้มล้างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง จึงอยากเรียกร้องให้ ทหารวางตัวเป็นกลาง ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ให้การเมืองเดินไปตามวิถีทางประชาธิปไตย ถึงแม้จะมีความรุนแรง ก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของตำรวจและกระบวนการยุติธรรม ในการจัดการกับผู้ก่อความรุนแรงหรือทำผิดกฎหมาย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากนั้นนางประทีปและ นพ.เหวงได้เดินทางไปยื่นหนังสือถึงนายสมัคร สุนทรเวช รมว.กลาโหม เพื่อขอให้พิจารณาปลด พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม ประธานที่ปรึกษากระทรวงกลาโหม และ พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร รองปลัดกลาโหม เนื่องจากได้แสดงความเห็นให้ใช้กำลังทหารเข้ามาแก้ไขปัญหาการเมือง เท่ากับสนับสนุนทหารทำการปฏิวัติ แสดงให้เห็นว่ามีจิตวิญญาณเผด็จการ

ผบ.สูงสุดยันทหารไม่ยุ่งเกี่ยวม็อบ

พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผบ.ทหารสูงสุด กล่าวถึงการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่รุนแรงมากขึ้นว่า ทุกคนต้องทำตามหน้าที่ เพราะบ้านเมืองมีกลไกดูแล เพื่อให้ทุกสิ่งอยู่ในระเบียบเรียบร้อยตามกฎหมาย หากอยู่ในขอบเขตไม่น่ามีปัญหาอะไร ส่วนแนวทางที่จะไม่ให้ การชุมนุมรุนแรงนั้น ต้องช่วยกันพูด ที่ผ่านมาผู้ใหญ่พูดหลายครั้งว่า บ้านเมืองมีปัญหามากที่สุด คือเรื่องความสามัคคี ดังนั้น ทุกฝ่ายต้องช่วยกัน เมื่อถามว่า เป็นห่วงการยั่วยุให้สองฝ่ายปะทะกันรุนแรง พล.อ.บุญสร้างตอบว่า เป็นไปได้ทั้งนั้น เพราะในอดีตเคยเกิดขึ้นแล้ว ขึ้นอยู่ ที่คนไทยทั้งประเทศ เมื่อถามว่า ยืนยันหรือไม่ว่าไม่ใช่ หน้าที่ทหารมาควบคุมสถานการณ์ พล.อ.บุญสร้างตอบว่า จะไปยืนยันอะไรได้ ทั้งนี้จะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด และอยากเห็นบ้านเมืองปลอดสิ่งไม่ดีทั้งหลาย เมื่อถามว่า มีปัจจัยอะไรที่ชี้ว่าทหารจะออกมาคุมสถานการณ์ พล.อ.บุญสร้างตอบว่า ปัจจัยคือระดับรัฐบาลที่จะบอกว่าได้เวลาหรือไม่ เมื่อถามว่าเกรงหรือไม่ว่าจะเกิดพฤษภาทมิฬอีกครั้ง พล.อ.บุญสร้างตอบว่า หวังว่าจะไม่มีอะไรเกิดขึ้น และจะจบลงด้วยดี คนที่เป็นผู้นำไม่ควรทะเลาะกัน เพราะบ่งบอกถึงความไม่รับผิดชอบ

อย่านำสังคมไปสู่การทะเลาะวิวาท

เมื่อถามว่าหากทั้งสองฝ่ายถอยกันคนละก้าวจะดีขึ้นหรือไม่ พล.อ.บุญสร้างตอบว่า ดีมาก หลายก้าวยิ่งดี ถ้าทุกคนถอยและหันมาตั้งต้นว่า จะสร้างบ้านเมืองกัน อย่างไรจะดีที่สุด ต้องมีความรับผิดชอบว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รวมทั้งบรรพบุรุษทั้งหลายในอดีต ที่สร้างประเทศมาถึงขณะนี้ แล้วจะมาทำลายกันอยู่เรื่อยๆ ถือเป็นความไม่รับผิดชอบ

“ถ้าไปอยู่ในประเทศที่ไม่เคยมีบ้านเมือง ไม่เคยมีประเทศแล้วจะรู้ อย่างผมเคยไปอยู่ที่ติมอร์ ที่ไม่เคยเป็นประเทศมาก่อน กว่าที่จะทำให้เป็นประเทศได้ไม่ใช่ เรื่องง่าย และขณะนี้ก็ยังเดือดร้อน การเป็นประเทศที่อยู่ ในระดับมาตรฐานอย่างไทยไม่ใช่ง่ายๆ ลองสูญสลายแล้วตั้งใหม่ จะยุ่งยากมากมายมหาศาล ประชาชนคงจะเสียชีวิต เลือดเนื้ออีกมากมายมหาศาลกว่าจะได้มาตรฐานขนาดนี้ แต่การทำลายมันง่าย เหมือนกับการปลูกป่าที่ทำได้ยาก แต่ถ้าตัดไม้เดี๋ยวเดียว ไม่รู้จะสร้างขึ้นมาใหม่ได้เมื่อไร ดังนั้นต้องรับผิดชอบ อยากฝากไปถึงผู้นำทั้งหลายว่า ด้วยอารมณ์จะตีกันอย่างไรก็แล้วแต่ แต่ในการปฏิบัติต้องรับผิด ชอบในฐานะผู้นำ ต้องไม่นำสังคมไทยไปสู่การทะเลาะวิวาท ตีกันเหมือนเด็กๆ” พล.อ.บุญสร้างกล่าวในที่สุด

ชาติไทยเรียกร้องให้ปลด “จักรภพ”

วันที่ 28 พ.ค. นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ ส.ส. สุพรรณบุรี พรรคชาติไทย ได้ทำหนังสือเปิดผนึกถึงนายสมัคร สุนทรเวช นายกฯและหัวหน้าพรรคพลังประชาชน เรียกร้องให้นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ แสดงความบริสุทธิ์ใจด้วยการลาออกจากตำแหน่ง โดยระบุว่า การเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่เป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวไทยทั้งชาติที่สูงสุด ดังนั้น การกระทำของรัฐมนตรีที่อยู่ร่วมในรัฐบาล โดยการนำของนายสมัคร แม้จะยังไม่ได้ข้อยุติในกระบวนการยุติธรรม แต่พฤติกรรมเยี่ยงนี้ก็กระทบต่อความรู้สึกของประชาชนมาก สมควรที่จะเร่งแสดงออกให้สังคมได้เห็นว่านายกฯมีความจงรักภักดีอย่างยิ่ง และปฏิบัติตามนโยบายที่ได้แถลงไว้ จึงควรให้ นายจักรภพถอยออกมา เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ด้วยการลาออก เพื่อเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อกรณีที่เกิดขึ้นหรือปรับออกจากตำแหน่งรัฐมนตรี เพื่อแม้ว่าภายหลังจะมีคำพิพากษาว่ามิได้กระทำผิด ก็จะได้รับการยกย่องและมีความสง่างามเพิ่มขึ้น

นายณัฐวุฒิกล่าวว่า การทำจดหมายเปิดผนึกดังกล่าวไปยังนายกฯ ทำในนามส่วนตัวไม่เกี่ยวข้องกับพรรคชาติไทย ส่วนสาเหตุที่ทำจดหมายเปิดผนึกนี้ เพราะได้รับการร้องเรียนจากประชาชนในพื้นที่ที่ไม่สบายใจในเรื่องดังกล่าว

“ป้าอุ” สอนต้องเคารพรักสถาบัน

นางอุไรวรรณ เทียนทอง รมว.แรงงาน กล่าวถึงกรณีที่นายจักรภพ เพ็ญแข รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พูดจาพาดพิงสถาบันเบื้องสูงว่า ไม่ขอออกความเห็น แต่ในฐานะที่เป็นคนไทยคนหนึ่งเชื่อว่าคนไทยทุกคนรักและเคารพในสถาบัน ดังนั้น ตรงนี้เราไม่รู้ว่าใครผิดใครถูก ขอให้รู้ว่าคนไทยรักสถาบัน การที่จะพูดถึง การที่จะทำอะไรก็แล้วแต่ต้องด้วยความเคารพเท่าชีวิต ต้องพึงระมัดระวัง ส่วนเรื่องสปิริตของนายจักรภพจะลาออกหรือไม่เป็นเรื่องส่วนบุคคล

ชัย ยืนยันไม่รีบบรรจุญัตติแก้ไข รธน.

กรุงเทพฯ 29 พ.ค. - ประธานสภาฯ ยืนยันไม่รีบบรรจุญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญ แม้มีพระราชกฤษฎีกาเปิดสมัยประชุมฯ แล้ว ขอพิจารณาอย่างรอบคอบ ระบุยังไม่มี ส.ส.ถอนรายชื่อรับรองญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญ

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงข่าวที่ ส.ส.กลุ่มอีสานพัฒนา พรรคพลังประชาชน จะถอนชื่อออกจากญัตติการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่า ยังไม่ทราบว่ามีใครถอนหรือไม่ถอนรายชื่อ ทราบเพียงข่าวจากสื่อมวลชนเท่านั้น อย่างไรก็ตาม จำนวนสมาชิกรัฐสภาที่ลงชื่อสนับสนุนญัตติฯ ยังอยู่ที่ 134 คน ยังไม่มีผู้ถอนรายชื่อ ส่วนการเคลื่อนไหวคัดค้านการแก้รัฐธรรมนูญของ 51 ส.ว.นั้น ส่วนตัวเห็นว่า ส.ว.ดังกล่าวไม่ได้ลงชื่อสนับสนุนญัตติ เพราะไม่เห็นด้วย ดังนั้น กลุ่ม ส.ว.จึงมีสิทธิ์ในการอภิปรายคัดค้านในห้องประชุมสภาฯ อยู่แล้ว

“ผมไม่ได้มองอะไร เขาก็ทำถูกต้องตามความคิดเห็นในฐานะที่เป็น ส.ว.ทั้งสรรหาและเลือกตั้ง เป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญอยู่แล้วที่เขาจะแสดงความคิดเห็น ถ้าจะคัดค้านขอให้ทำในรัฐสภาก็แล้วกัน” นายชัย กล่าว

เมื่อถามว่า การคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะมีผลต่อการเปิดประชุมสภาฯ สมัยวิสามัญ ในวันที่ 9 มิ.ย.นี้ หรือไม่ ประธานสภาฯ กล่าวว่า ญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญจะยังไม่เข้าสู่การพิจารณาทันที ตนขอพิจารณาอย่างรอบคอบ ขอดูเหตุผลของประชาชนทั้งประเทศว่า เหตุผลความเดือดร้อนของประชาชนสำคัญกว่าปัญหารัฐธรรมนูญหรือไม่

ต่อข้อถามว่า หากพิจารณาเห็นว่าปัญหาเศรษฐกิจหนักกว่าปัญหารัฐธรรมนูญ จะชะลอการบรรจุญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญไปก่อนหรือไม่ นายชัย กล่าวว่า เมื่อเปิดประชุมสภาฯ สมัยวิสามัญแล้ว หากรายชื่อผู้สนับสนุนญัตติยังสมบูรณ์ คือ มีผู้สนับสนุนเกิน 126 คน ประธานรัฐสภาจะต้องบรรจุญัตติเข้าสู่การพิจารณา หากไม่ทำเช่นนั้นจะถือเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

เมื่อถามว่า รัฐบาลได้ประสานเสนอร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ.... เข้าสู่การพิจารณาของสภาฯ หรือยัง ประธานสภาฯ กล่าวว่า ยังต้องรอดูว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะส่งเรื่องมาให้สภาฯ พิจารณาหรือไม่. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-29 14:31:52




มท.1 ตั้ง ฉก.ปราบยาเสพติด มีอำนาจคลุมทั่วประเทศ


ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า ในฐานะที่ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด จะมีคำสั่งตั้งคณะอนุกรรมการสืบสวนปราบปรามและประชาสัมพันธ์ขึ้นเพียงชุดเดียว แต่จะมีประสิทธิภาพ มีอำนาจตรวจค้นจับกุมได้ทั่วประเทศ โดยจะมีตำรวจระดับผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติขึ้นไปเป็นประธาน และเป็นการสนธิการทำงานระหว่างทหาร ตำรวจ และพลเรือน รวมกว่า 30 คน โดยจะไม่ซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่น และไม่ใช่ชุดเฉพาะกิจของกระทรวงมหาดไทย ทั้งนี้ เพื่อให้การทำงานคล่องตัว แก้ปัญหาอิทธิพลในพื้นที่ได้. – สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-29 14:31:40

ผบ.ทบ.ลงนามปรับย้ายนายทหารระดับผู้บังคับกองพัน 98 นาย


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (29 พ.ค.) พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ได้ลงนามในคำสั่งกองทัพบก ที่ 155/2551 เรื่องให้นายทหารรับราชการและปรับเงินเดือน จำนวน 98 นาย โดยให้มีผลตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ซึ่งการปรับย้ายครั้งนี้เป็นการปรับย้ายในระดับผู้บังคับหน่วยระดับกองพัน โดยมีตำแหน่งที่น่าสนใจ อาทิ พ.ท.บรรยง ทองน่วม ผู้บังคับกองพันที่ 2 กรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็ก รักษาพระองค์ เป็นฝ่ายยุทธการกองทัพภาคที่ 1 พ.ท.จักรกฤษณ์ ศรีนนท์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการกองฝ่ายส่งกำลังบำรุง กองทัพน้อยที่ 1 และอดีตนายทหารคนสนิท พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีตผู้บัญชาการทหารบก เป็นผู้บังคับกองพันที่ 2 กรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็ก รักษาพระองค์ พ.อ.เรืองศักดิ์ อรรคทิมากูล เสนาธิการกรมทหาราบที่ 19 เป็นรองเสนาธิการกองพลทหารราบที่ 9 พ.ท.ฐกัด หลอดศิริ ผู้บังคับกองพันที่ 2 กรมทหารราบที่ 19 เป็นเสนาธิการกรมทหารราบที่ 19 พ.ท.วิวัฒน์ หงส์บันดาลสุข หัวหน้าฝ่ายส่งกำลังบำรุง กองพลทหารราบที่ 9 เป็นผู้บังคับกองพันที่ 2 กรมทหารราบที่ 19

พ.ท.เวชยันต์ แว่นไธสงค์ หัวหน้าฝ่ายกิจการพลเรือน กองพลทหารราบที่ 9 เป็นผู้บังคับกองพันที่ 1 กรมทหารราบที่ 19 พ.ท. กฤษดา ปานทับทิม หัวหน้าฝ่ายยุทธการ กองพลทหารราบที่ 4 เป็นผู้บังคับกองพันที่ 4 กรมทหารราบที่ 4 พ.อ.ทิม เรือนโต ผู้บังคับการกรมทหาพรานที่ 41 เป็นเสนาธิการกรมทหารราบที่ 25 และ พ.อ.สัญญลักษณ์ ทั่งศิริ ฝ่ายยุทธการ กองทัพภาคที่ 1 เป็นผู้บังคับการกรมทหารพรานที่ 14.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-29 14:29:27

ร.ต.อ.เฉลิม ระบุเป็นเรื่องดีหาก ดวง อยู่ ฉก.ปราบยาเสพติด


กรุงเทพฯ 29 พ.ค. - ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกระแสข่าวกรณีว่าที่ ร.ต.ดวง อยู่บำรุง บุตรชาย จะถูกขอตัวไปช่วยราชการกับชุดเฉพาะกิจป้องกันและปราบปรามยาเสพติดของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่า ยังไม่มีการขอตัว และยังไม่ได้คิดว่าจะไปช่วยราชการหรือไม่ ส่วนกรณีที่ก่อนหน้านี้บุตรชายไปช่วยงานกับชุดเฉพาะกิจดังกล่าวนั้น เป็นการช่วยงานในฐานะผู้ช่วยเจ้าพนักงาน ซึ่งเป็นลักษณะของอาสาสมัครที่สามารถทำได้ อย่างไรก็ตาม หากมีการขอไปช่วยราชการจริง ก็เห็นว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะเป็นการทำหน้าที่ช่วยชาติ ไม่ได้เป็นหัวหน้าโจร. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-29 14:25:51

ร.ต.อ.เฉลิม ปัดย้ายที่หารือ รมต.พปช.ไม่ใช่เพราะถูกรังเกียจ


กรุงเทพฯ 29 พ.ค. - ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า การนัดหารือและร่วมรับประทานอาหารเย็นระหว่างรัฐมนตรีพรรคพลังประชาชน วันพรุ่งนี้ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ได้เปลี่ยนสถานที่จากบ้านริมคลองของตนไปเป็นที่ทำการพรรคพลังประชาชน หลังการประชุมพรรคแทน

“การยกเลิกดังกล่าวเป็นเรื่องปกติ เพราะนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ตัดสินใจ ไม่ใช่เพราะรัฐมนตรีในพรรคไม่อยากไปบ้านผมแต่อย่างใด” ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-29 14:22:31

บรรหาร พร้อมทำความเข้าใจ ณัฐวุฒิ เกี่ยวกับกฎระเบียบในพรรค


นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย ให้สัมภาษณ์ก่อนร่วมประชุมคณะกรรมการติดตามเร่งรัดพัฒนากระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ถึงกรณีที่นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ รองเลขาธิการพรรคชาติไทย ยื่นหนังสือให้นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ทบทวนท่าทีของนายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และไม่เห็นด้วยในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่า ยังไม่เห็นหนังสือดังกล่าว และเพิ่งทราบจากข่าว อย่างไรก็ตาม ยังไม่ได้พบกับนายณัฐวุฒิ แต่คิดว่าคงจะทำความเข้าใจและตักเตือนได้

“หากมองอีกมุม นายณัฐวุฒิอาจคิดว่าเป็นเอกสิทธิ์ส่วนบุคคล แต่เมื่ออยู่ในพรรค ต้องมีระเบียบวินัย ซึ่งเรื่องนี้ต้องมีการพูดคุยกัน และไม่ใช่เรื่องใหญ่ อย่างไรก็ตาม ได้มีการหารือกับผู้ใหญ่ในรัฐบาลแล้ว ซึ่งไม่มีข้อวิตก และไม่มีปัญหา ทุกอย่างจบแล้ว” นายบรรหาร กล่าว. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-29 14:05:00


นักธุรกิจเมืองชลสุดทนพันธมิตร/ยื่นหนังสือประณามทำลายชาติ สถาบันทหาร

กลุ่มนักธุรกิจชาวชลบุรีรวมตัว บุกยื่นหนังสือผ่านปธ.สภา ขอประณามพันธมิตรก่อหวอดชุมนุม ทำลายเศรษฐกิจชาติ สถาบันทหาร ขอให้ยุติการกระทำ ขณะที่ “ชัย” เอือม แต่ยังหวังน่าจะมีสำนึกบ้าง

โดยที่รัฐสภาในวันนี้ (29 พ.ค.) กลุ่มนักธุรกิจเพื่อประชาธิปไตยชาวชลบุรีประมาณ 10 คน นำโดย นายสมควร นกหงษ์ ได้เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อ นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา เพื่อเรียกร้องให้กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ยุติการเคลื่อนไหวและอย่าทำลายเศรษฐกิจของชาติ

โดยนายสมควร กล่าวว่า การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ทำให้เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจของประเทศ ทำลายเกียรติภูมิความน่าเชื่อถือของสถาบันทหารให้ถูกเกลียดชัง ทำให้ประชาชนไขว้เขว สับสน และตื่นตระหนกกลัวทหารจะออกมาปฏิวัติรัฐประหาร หากรัฐบาลไม่ทำตามข้อเรียกร้องของกลุ่มพันธมิตรฯ โดยกากระทำของกลุ่มพันธมิตรฯ ไม่ส่งเสริมรัฐบาลประชาธิปไตย ปิดกั้นและก่อกวนการบริหารงานของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

ดังนั้น กลุ่มนักธุรกิจเพื่อประชาธิปไตยฯ จึงขอประณามการชุมนุม และขอเรียกร้องผ่านประธานรัฐสภา ให้กลุ่มพันธมิตรฯยุติการเคลื่อนไหวและยุติการกระทำก่อกวนชาติ โดยขอสนับสนุนการทำงานของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง และการทำประชามติเพื่อให้ประชาชนตัดสินใจว่า เห็นด้วยหรือไม่กับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยผลการทำประชามติออกมาอย่างไร ก็ให้ยอมรับเพื่อเดินไปตามวิถีทางประชาธิปไตย

ด้านนายชัย กล่าวว่า ขอฝากผ่านสื่อเพื่อแจ้งการเรียกร้องของกลุ่มนักธุรกิจฯไปยังกลุ่มพันธมิตรฯด้วย โดยเห็นว่า การที่นักธุรกิจมายื่นหนังสือในวันนี้ เกิดจากประชาชนเริ่มมีความตื่นตัวในปัญหาเศรษฐกิจ โดยเห็นว่า การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯทำให้เศรษฐกิจตกต่ำ จึงเรียกร้องให้กลุ่มพันธมิตรฯเห็นแก่ชาติบ้านเมือง และเชื่อว่าการเรียกร้องนี้จะทำให้กลุ่มพันธมิตร เกิดความสำนึกบ้าง

“ขอให้ทุกฝ่ายต้องพยายามถอยคนละก้าว เพื่อชาติบ้านเมือง และอยากให้ประชาชนมีจิตสำนึก และช่วยกันบอกญาติพี่น้องที่เข้าร่วมกับกลุ่มพันธมิตรฯ ว่า อย่าได้ร่วมกันสร้างความเดือดร้อนให้ชาติบ้านเมืองเลย” ประธานสภา กล่าววิงวอน

กกต.นำ พ.ร.บ.ออกเสียงประชามติเข้าพิจารณาในวันนี้

คาดส่งสภาฯได้ในวันศุกร์ที่ 30 พ.ค. เผย นำกฎหมายประชามติปี 41 มาเป็นต้นร่าง โดยไม่มีบทลงโทษหรือเสียสิทธิ์ทางการเมือง หากไม่ไปออกเสียง

นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวว่า เมื่อวานนี้ (28 พ.ค.) คณะกรรมการที่ปรึกษาด้านกิจการพรรคการเมือง ได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.)ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ เสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยฝ่ายเลขาธิการ ฝ่ายกิจการพรรคการเมือง ได้ทำรายงานเพื่อส่งให้ประธาน กกต. ในที่ประชุมวันนี้ (29 พ.ค.) ส่วนจะส่งให้สภาผู้แทนราษฎรได้เมื่อใดนั้น ขึ้นอยู่กับที่ประชุม กกต.จะพิจารณาต่อไป

เลขาธิการ กกต. กล่าวด้วยว่า สำหรับการยกร่าง พ.ร.บ.ออกเสียงประชามติ ครั้งนี้ได้นำกฎหมายประชามติ ปี 41 มาเป็นต้นร่าง รวมทั้งบทกำหนดโทษบางส่วนด้วย ที่ถือว่าการออกเสียงประชามติเป็นสิทธิ์ที่จะออกไปใช้สิทธิ์หรือไม่ก็ได้โดยไม่มีความผิด และจะไม่เสียสิทธิ์ทางการเมืองเหมือนการเลือกตั้งทั่วไป

โดยการพิจารณาของ กกต. ทำงานด้วยความละเอียดรอบคอบ เพราะกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญถือว่ามีความสำคัญอย่างมาก และพิจารณาไปตามกรอบเวลา 1 ปี ซึ่งจะสิ้นสุดภายในเดือนสิงหาคม แต่ถ้าสามารถพิจารณาเสร็จก่อนระยะเวลาเพื่อเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ กกต.ยินดีที่จะเร่งดำเนินการให้ โดยอยู่บนพื้นฐานของความละเอียดรอบคอบเป็นสำคัญ

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ นางสดศรี สัตยธรรม กกต. ด้านกิจการพรรคการเมือง ได้เคยออกมากล่าวว่า ร่าง พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติ ของ กกต. จะสามารถพิจารณาส่งร่างดังกล่าวให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาได้ในวันศุกร์ที่ 30 พ.ค.นี้