WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, May 31, 2008

นปช.จุดพลุเปิดเวทีคู่ขนาน รวมพลต้าน “พันธมาร”

แกนนำ นปช. ทยอยขึ้นเวทีกล่าวปราศรัยหลังประกาศเดินหน้าชุมนุมใหญ่ 5 โมงเย็นวันนี้ ย้ำเจตนารมณ์ต้านการปฏิวัติรัฐประหาร หลังมี กระบวนการ ปลุกปั่นกระแสปฏิวัติ ด้าน อ.จรัล จี้รัฐบาล - พลังประชาชนอย่านิ่งเฉย ต้องสกัดทุกวิถีทาง ขณะที่ประชาชนผู้รักประชาธิปไตยออกมาแสดงพลังกันอย่างคึกคัก

ท่ามกลางกระแสข่าวว่าจะเกิดการปฏิวัติรัฐประหารอีกครั้งจากท่าทีในการชุมนุมครั้งใหญ่ของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่นัดดีเดย์ในวันนี้ (30 พ.ค.) ขณะเดียวกันท่าทีของแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ ตลอดจนการส่งสัญญาณของทหารบางนาย ทำให้หลายฝ่ายเกิดความหวั่นไหวว่าจะเกิดเหตุการณ์ร้ายขึ้นในบ้านเมืองอีกครั้ง หลังจากที่ผลกระทบทางการเมือง เศรษฐกิจ และความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนเพิ่งจะอยู่ในระยะฟื้นตัว

นายจรัล ดิษฐาอภิชัย แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และอดีตกรรมการสิทธิมนุษยชน กล่าวบนเวที นปช. สนามหลวงวันนี้ (30 พ.ค.) ว่า สถานการณ์ต่อไปนี้ไม่รู้ว่าจะมีไรเกิดขึ้น การชุมนุมเพื่อแก้ไขต้องมีจุดมุ่งหมายเพิ่มขึ้น คือต่อต้านรัฐประหารเพราะขณะนี้มีข่าวลือการรัฐประหารทุกสัปดาห์ การชุมนุมสนามหลวงเพื่อต่อต้านการรัฐประหาร หากทหารกลุ่มที่จะฉวยโอกาสจากรัฐประหาร ก็จะถูกพวกเราต่อต้าน เพราะมันจะเป็นการล้มระบอบประชาธิปไตย

“หากมีรัฐประหารครั้งนี้ต้องแตกต่างกับ 19 กันยายน จึงขอประประชาชนพี่น้องเตรียมตัว และความคิด อย่างจริงจัง เพราะครั้งนี้ไม่อาจทราบได้ว่าสถานการณ์เป็นอย่างไร ตอนนี้เราได้รัฐบาล แต่เรายังไม่ได้อำนาจอย่างแท้จริง ดังนั้นแล้ว รัฐบาลมีหน้าที่ต้องปกป้องการรัฐประหาร เป็นปราการด่านแรก จึงขอเรียกร้องให้ทำหน้าที่นี้ เพราะไม่มีรัฐบาลชาติใดอยากให้เกิดการรัฐประหาร พรรคพลังประชาชนและรัฐบาลต้องตื่นตัว” อ.จรัล กล่าว

อย่างไรก็ดี การแก้ไขรัฐธรรมนูญยังถือเป็นภาระของพวกเรา หากพวกเราช่วยกันหนุนให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ ก็จะเป็นการป้งอกันการรัฐประหารไปในตัว



“สมัคร” พร้อมปรับ ครม.หลังการลาออก “จักรภพ” มีผลแล้ว

ลือสะพัด! โยก “พงศกร อรรณนพพร” เสียบแทน ดัน “เจริญ จรรย์โกมล” จ่อนั่ง รมช.เกษตรฯ แทน “ธีระชัย แสนแก้ว” ที่คาดไปนั่ง รมช.ศึกษาฯ ด้าน “จักรภพ” เปิดทางนายกฯ ตัดสินใจ รมต.คนใหม่ ระบุไม่ใช่โควต้า นปก.

วันนี้ (30 พ.ค.) นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม กล่าวก่อนให้การต้อนรับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมประเทศฝรั่งเศส และนำตรวจแถวกองทหารเกียรติยศผสม 3 เหล่าทัพ โดยระบุว่า การปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายหลังจากที่ นายจักรภพ เพ็ญแข ลาออกจากตำแหน่ง รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีนั้น จะตัดสินใจเมื่อการลาออกของนายจักรภพมีผลแล้ว ขณะที่ปฏิเสธไม่เคยได้ยินการสลับตำแหน่งเก้าอี้รัฐมนตรี และปฏิเสธที่จะเปิดเผยว่า พิจารณาใครเป็นพิเศษแล้วหรือยัง

พร้อมกันนี้ ยืนยันว่าจะไปร่วมรับประทานอาหารมื้อค่ำหารือ ร่วมกับรัฐมนตรีในสังกัดพรรคพลังประชาชนในวันนี้อย่างแน่นอน โดยเป็นการประชุมเดือนละครั้งอยู่แล้ว

ก่อนหน้านี้ นายจักรภพ แถลงลาออกจากตำแหน่งหลังคณะกรรมการสอบสวนคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ของกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง สรุปว่ามีพฤติกรรมเข้าข่ายความผิด โดยการลาออกดังกล่าวนั้นจะมีผลในสัปดาห์หน้า พร้อมระบุถึงบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งแทนนั้น ขอให้เป็นเรื่องของนายกรัฐมนตรีที่จะพิจารณา และยืนยันว่า ตำแหน่งนี้ไม่ใช่โควต้าของทางกลุ่ม นปก. (แนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ)

และยังได้ฝากให้รัฐมนตรีคนใหม่ดูแลกรมประชาสัมพันธ์ ให้มีการพัฒนาเรื่องการแข่งขันกับสถานีอื่นๆ และการบริหารงานที่ควรจะบริหารงานให้กว้างขวาง ไม่ใช่เฉพาะในกรมประชาสัมพันธ์เท่านั้น

ในวันเดียวกันที่พรรคพลังประชาชน ภายหลังที่นายจักรภพประกาศลาออกจากตำแหน่งแล้วจะมีการปรับ ครม. 3 ตำแหน่ง โดยอาจย้าย นายพงศกร อรรณนพพร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ไปดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แทนนายจักรภพ ย้ายธีระชัย แสนแก้ว มาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และให้นายเจริญ จรรย์โกมล ส.ส.ชัยภูมิ กลุ่มอีสานพัฒนา พรรคพลังประชาชน ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ทันทีที่ นายเจริญเดินทางถึงพรรคพลังประชาชน พร้อมกับ ส.ส.กลุ่มอีสานพัฒนา เพื่อเข้าร่วมประชุมพรรค นายเจริญ ปฎิเสธไม่ทราบกระแสข่าวดังกล่าว “ไม่รู้เรื่อง ต้องไปถามผู้ใหญ่” จากนั้นได้เดินเข้าลิฟท์ไปทันที ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวพยายามร้องขอให้นายเจริญตอบถึงกระแสข่าวดังกล่าว แต่นายพรศักดิ์ เจริญประเสริฐ ส.ส.ศรีสะเกษ ได้กล่าวติดตลก ว่า “ไม่ได้ คุยไม่ได้ เดี๋ยวหลุดโผ”


ปธ.คปพร. ย้ำจุดยืน เดินหน้าแก้รธน. ไม่หวั่นญัตติแรกตกสภา

“อ.จรัล” ไม่สนญัตติแก้ รธน. ตกสภา หลัง 7 ส.ว. ตื่นพันธมิตรฯ แจ้นถอนชื่ออีก เดินหน้าหนุนแก้ รธน. 50 ต่อไป ขณะที่ ส.ว. หลงกลเกมพันธมาร อ้างเหตุเพื่อยุติเงื่อนไขการชุมนุม ที่แท้กลัวถูกล่าชื่อถอดถอนกลับ

ภายหลังมี ส.ส. – ส.ว. ทยอยถอนรายชื่อออกจากการรับรองญัตติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ที่ยื่นต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรไปแล้วนั้น โดยจำนวนตัวเลขเมื่อเย็นวานนี้ ( 29 พ.ค.) อยู่ที่ 131 คน แต่ล่าสุดขณะนี้เหลือเพียง 124 รายชื่อ เนื่องจากเมื่อเช้าวันนี้ (30 พ.ค.) มี ส.ว. 7 คนทำการถอดถอนเพิ่มเติม ส่งผลให้จำนวนเสียงไม่ถึง 1 ใน 5 ตามมาตรา 291 ที่กำหนดไว้ เป็นเหตุให้ญัตติการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่สามารถผลัดดันเข้าสู่การพิจารณาในวาระที่ 1 ของการประชุมสภาผู้แทนราษฎรสมัยวิสามัญที่จะมีขึ้นในวันที่ 9 มิถุนายนนี้ได้

วันนี้ (30 พ.ค.) นายจรัล ดิษฐาอภิชัย ประธานคณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ (คปพร.) และแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ให้สัมภาษณ์ถึงการถอนรายชื่อของ ส.ส.และ ส.ว.ออกจากญัตติเสนอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ 2550 ว่า แม้ว่าจะมี ส.ว.ถอนชื่อเพิ่มอีก 7 คน ซึ่งอาจจะส่งผลให้ญัตติตกไปก็ตาม แต่ทั้งนี้ก็ไม่เกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญที่พวกเราดำเนินการเสนอ ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการตรวจสอบรายชื่อประชาชนว่าถูกต้องครบถ้วน มีตัวตนจริงอยู่หรือไม่ และขอยืนยันจะเคลื่อนไหวเพื่อสนับสนุนให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อไป

ขณะเดียวกัน ที่รัฐสภา ส.ว. 7 ราย นำโดย นายประสิทธิ์ โพธสุธน ส.ว.สุพรรณบุรี นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ ส.ว.ศรีสะเกษ นายเกชา ศักดิ์สมบูรณ์ ส.ว.ราชบุรี นายบวรศักดิ์ คณาเสน ส.ว.อำนาจเจริญ นายรักษ์พงษ์ ณ อุบล ส.ว.หนองบัวลำภู นายมงคล ศรีคำแหง ส.ว.จันทบุรี และนายยุทธนา ยุพฤทธิ์ ส.ว.ยโสธร ร่วมกันแถลงข่าว ประกาศถอนรายชื่อจากญัตติเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ได้ลงชื่อก่อนหน้านี้

โดยระบุถึงสาเหตุต้องการยุติเงื่อนไขการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ประกาศชุมนุมเพื่อคัดค้านการแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งเมื่อกลุ่มตนเองถอนชื่อออกแล้วก็จะทำให้ญัตติตกไป แต่หากพันธมิตรฯ ยังเดินหน้าชุมนุมก็เป็นเรื่องที่ประชาชนจะพิจารณา

ขณะเดียวกัน มีกระแสข่าวระบุว่า ก่อนแถลงข่าวกลุ่ม ส.ว.ทั้ง 7 คน ได้พยายามขอเจรจากับกลุ่มพันธมิตรฯ ที่เดินทางมายื่นเสนอถอดถอนสมาชิกรัฐสภาที่ลงชื่อในญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่กลุ่มพันธมิตรฯ ปฏิเสธที่จะเจรจาด้วย โดยให้เหตุผลว่า ไม่ต้องการให้เป็นเกมการเมือง เนื่องจากการเมืองไม่ควรแก้ด้วยการเมืองแต่ควรแก้ด้วยความจริงใจ และเห็นว่า แม้ ส.ว. จะถอนรายชื่อขณะนี้ก็ไม่เกิดประโยชน์ เพราะถือว่ามีการตัดสินใจอย่างรอบคอบไปแล้วก่อนที่จะลงรายชื่อ



“เหลิม” จวกก๊วนพิสดารเลียนแบบพฤษภาทมิฬฯ จุดไฟเผาเมือง

มท.1 ออกโรงซัด “คนหัวโต - หน้าแหลม - หัวเกรียน” บงการสร้างสถานการณ์ปลุกปั่นปฏิวัติล้มล้างรัฐบาล ปูดแหล่งเงินใต้ดินหนุนพันธมาร ทั้ง “เจ้ามือหวย - เจ้าของบ่อน” ย่านบางซื่อ - บางยี่ขัน ปัดข่าวรัฐบาลไม่คิดสลายการชุมนุม

วันนี้ (30 พ.ค.) ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย กล่าวถึงสถานการณ์การชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่จะจัดชุมนุมใหญ่ในวันนี้ ว่า เป็นการสร้างสถานการณ์ให้วุ่นวายและพัฒนาไปสู่ความรุนแรง โดยความร่วมมือของ “คนหัวโต-คนหน้าแหลม-คนหัวเกรียน” ที่ประสานกับกลุ่มที่ก่อเหตุปาระเบิด 9 จุดและการใช้วิธีเผาบ้านเผาเรือน เหมือนเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ขณะนี้กระบวนการดังกล่าวได้เริ่มขึ้นแล้ว ส่วนตัวไม่กล้าจะพูดว่าการสร้างสถานการณ์ หวังเพื่อให้เกิดปฏิวัติล้มล้างรัฐบาลหรือไม่

ทั้งนี้ ยืนยันว่า รัฐบาลไม่มีแนวคิดสลายการชุมนุม แต่จะดูแลรักษาความเรียบร้อย โดยเรียกร้องให้พันธมิตรฯ กำหนดจุดยืนที่ชัดเจน ซึ่งหากมีการประสานขอเจรจา ส่วนตัวก็พร้อมที่จะเจรจาด้วย

นอกจากนี้ ร.ต.อ.เฉลิม ยังเปิดเผยถึงแหล่งที่มาเงินทุนของพันธมิตรฯว่า ได้มาจากเจ้ามือหวยและเจ้าของบ่อนย่านบางซื่อและบ่อนลอยฟ้าย่าน สน.บางยี่ขัน

ร.ต.อ.เฉลิม ยังกล่าวถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้พบกับ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ในงานสวดอภิธรรมศพมารดาของพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก เมื่อค่ำวันที่ 29 พ.ค.ที่ผ่านมา มีตนอยู่ร่วมในเหตุการณ์ด้วย เป็นเรื่องที่ดี เด็กเข้าไปพบกับผู้ใหญ่ เป็นภาพที่น่ารัก แต่ไม่ได้คุยอะไรกันมาก แค่ทักทายกันเท่านั้น และ พ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้พูดอะไรกับตนเกี่ยวกับสถานการณ์บ้านเมือง ส่วนตนได้พูดคุยกับ พล.อ.เปรม เป็นเวลานาน แต่ไม่สามารถบอกได้ว่าพูดอะไรบ้าง

ด้าน นายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศ ปฏิเสธไม่แสดงความเห็นในเรื่องดังกล่าว แต่ส่วนตัวเห็นว่าการไหว้ผู้ใหญ่เป็นประเพณีไทยที่น่าสนับสนุน เป็นสิ่งที่ดี และปฏิเสธไม่น่ามีนัยทางการเมือง แต่เป็นการแสดงออกทางวัฒนธรรมและศาสนามากกว่า

พปช. ไม่หวั่น เดินหน้าล่าชื่อ96ส.ส.ยื่นญัตติแก้รธน.รอบสอง หากญัตติแรกตก

“นิสิต สินธุไพร” ลั่นพร้อมรวบรวมชื่อยื่นญัตติแก้ไข รธน.รอบสอง ใช้ช่องทาง ส.ส. 96 เสียงตามมาตรา 291 เดินหน้าผลักดันร่าง คปพร. ฉบับ 40 ก เข้าสภาเช่นเดิม หลัง ส.ส. – ส.ว. ใจเสาะยกโขยงถอดรายชื่อ คาดยื่นได้ก่อนเปิดประชุมสมัยวิสามัญ 9 มิ.ย.นี้

นายนิสิต สินธุไพร ส.ส.ร้อยเอ็ด กรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน แกนนำ ส.ส. ยื่นญัตติขอแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติม 2550 กล่าวถึงญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ อาจต้องตกไปเพราะมี 8 ส.ส.พรรคพลังประชาชน กลุ่มอีสานอาวุโสหรืออีสานพัฒนา จะถอนรายชื่อ ว่า ยังไม่ทราบว่ามีใครถอนรายชื่อบ้าง แต่ถ้ามีการถอนชื่อจริง ตนก็จะทำการรวบรวมรายชื่อเพื่อยื่นเสนอญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญรอบสอง เพราะเรามีเจตจำนงที่ต้องการให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น ดังนั้น เราจะยื่นญัตติ เพื่อรอฟังผลการทำประชามติโดยจะใช้ร่างเดิมกลับไปอีกครั้ง

ส่วนที่นายจักรภพ เพ็ญแข รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ประกาศลาออกจากตำแหน่ง ผนวกกับหากญัตติดังกล่าวอาจตกไป อาจทำให้สถานการณ์คลี่คลายลงไปนั้น ต้องวิเคราะห์ให้ดี อย่างไรก็จะต้องรวบรวมรายชื่อไว้ก่อน โดยจะใช้ช่องทางยื่นเฉพาะ ส.ส.ใช้เสียง 96 คน มั่นใจว่า จะได้รายชื่อ ส.ส.มากกว่าเดิม ซึ่งในขณะนี้สามารถรวบรวมได้แล้ว 100 คน ส่วน ส่วนจะยื่นเมื่อไหร่นั้นคงต้องขอหารือกันก่อน แต่คาดว่าจะยื่นได้ก่อนเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญในวันที่ 9 มิถุนายนนี้

“เรื่องนี้พรรคคงไม่มีมติให้มีการถอนญัตติ เพราะเป็นการยื่นเป็นเอกสิทธิ์ของ ส.ส.ไม่ใช่มติของพรรค และเป็นเรื่องของรัฐบาล ดังนั้น พรรคคงไม่ก้าวล่วง หรือมีมติมาบังคับพวกเราไม่ได้ แต่ในพรรคอาจมีการปรึกษาหารือ ซึ่งเรื่องนี้ไม่มีผู้ใหญ่คนใดมาเกี่ยวข้อง แต่เป็นเรื่องของ ส.ส. เท่าที่คุยมั่นใจว่ารายชื่อ 96 ส.ส.คงไม่น่ามีปัญหา เพราะกระแสการแก้ไขรัฐธรรมนูญยังมีอยู่ อย่างไรก็ตามในการประชุม ส.ส.ของพรรควันนี้ (30 พ.ค.) คงจะได้มีการพูดคุยกัน ถ้าพรรคมีเหตุผลดี เราก็รับฟัง หากไม่ดีก็ต้องชี้แจงกัน

พร้อมระบุถึง ส.ส.และ ส.ว.ที่ขอถอนชื่อออกไปนั้น ใครถอนชื่อก็ต้องรับกรรมกันไปเอง ก็ต้องไปตอบคำถามกับประชาชนในพื้นที่ว่า ทำไมถึงต้องถอนชื่อ และเชื่อว่าอาจส่งผลกระทบต่ออนาคตทางการเมืองด้วย


“จักรภพ” โชว์สปิริต ประกาศลาออกรักษา “สมัคร –รัฐบาล”

“ผมเป็นเพียงเหยื่อ” สุภาพบุรุษสายล่อฟ้า ยืดอกป้อง “รัฐนาวา” ให้อยู่รอด ยืนยันพร้อมต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรม หวังลดเงื่อนไขพันธมิตรฯ จ้องล้มรัฐบาล ลั่นจะไม่ยอมให้ “ปชป.-พันธมิตร” ใช้วิชามารชี้นำประเทศ หนังสือถึงมือนายกฯ วันนี้ มีผลต้นสัปดาห์หน้า

วันนี้ (30 พ.ค.) เมื่อเวลา 12.20 น. นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แถลงข่าวลาออกจากตำแหน่งแล้วที่ทำเนียบรัฐบาล โดยให้เหตุผลว่า เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคมที่ผ่านมา ตนได้แถลงชี้แจงถึงคำบรรยายที่สโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2550 ว่าเป็นการปาฐกถาเชิงวิชาการ เมื่อประมาณ 1 ปีที่ผ่านมา

ซึ่งขอยืนยันความบริสุทธิ์ใจอีกครั้ง ว่าไม่มีเจตนาหมิ่นเบื้องสูง แต่มาถึงวันนี้มีกระบวนการกดดันรัฐบาลจากกลุ่มบุคคลและพรรคการเมือง เพื่อโค่นล้มรัฐบาลจึงเห็นว่า เพื่อว่าเพื่อรักษาเรือลำใหญ่ จึงจำเป็นต้องสละตำแหน่ง และขอยืนว่า จะต่อสู้ทางคดีต่อไป โดยไม่ได้หวังว่าจะได้ความเป็นธรรมจากกระบวนยุติธรรมเพียงอย่างเดียว แต่เพื่อสร้างบรรทัดฐานขจัดฉ้อฉลให้หมดสิ้นไปจากสังคม โดยจะยื่นใบลาออกในวันนี้ ให้มีผลในต้นสัปดาห์หน้า เพื่อจะได้สะสางงาน และเตรียมส่งไม้ให้กับผู้รับผิดชอบต่อจากผมด้วยความราบรื่น

“ผมมีความบริสุทธิ์ใจและไม่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างไร ในบัดนี้ก็คิดแบบนี้อยู่ ผมไม่มีเจตนาใดๆ ในการหมิ่นเบื้องสูง คำบรรยายเป็นวิชาการต่อที่ประชุมเปิดกว้าง ก่อนเป็นรัฐมนตรี 10 เดือน ผมจะต่อสู้คดีโดยไม่หวังความยุติธรรมสำหรับตนเอง แต่จะวางบรรทัดฐานให้สังคม ฉ้อฉลได้ยากขึ้น ลำพังผมคนเดียว ผมไม่ถอย แต่ 3 วันตกหนักที่นายกรัฐมนตรี มีเสียงร่ำลือรัฐประหาร ในกระบวนการวิชามาร ผมเป็นเพียงเหยื่อรายเดียว เพราะเรื่องที่เขาจับไปโยงกับระดับ ผมมีความจำใจ รักษาขุนไว้ให้รอด ผมจึงจำเป็นถอด ขอลาออกจาก รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ” นายจักรภพ กล่าว

พร้อมยืนหยัดว่าจะต่อสู้กับพรรคประชาธิปัตย์และพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่ทำตัวเป็นเจ้าขอและชี้นำประเทศไปเสียทุกเรื่อง เมื่อเห็นว่าภาระไปตกหนักอยู่ที่รัฐบาล โดยเฉพาะนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี กระทั่งเกิดเสียงร่ำลือว่าจะมียึดอำนาจซ้ำ โดยใช้ตนเป็นเครื่องมือทางการเมือง จึงมีความจำเป็นต้องรักษาขุนเพื่อปกป้องรัฐบาล

โดยหวังว่า การลาออกในครั้งนี้ กลุ่มพันธมิตรฯ จะยุติการเคลื่อนไหวเพื่อกดดันรัฐบาล และขอขอบคุณนายกรัฐมนตรีที่ให้โอกาสตัดสินใจจนถึงวินาทีสุดท้าย รวมทั้งขอโทษผู้สนับสนุนการลาออกครั้งนี้ไม่ใช่ความท้อถอย แต่เป็นหมากทางการเมือง ทั้งนี้ ตนจะไม่ใช้เวทีมวลชน หรือเวทีของกลุ่มแนวร่วมประชิปไตยต่อต้านเผด็จการ (นปก.) ในการตอบโต้หรือเป็นพื้นที่เพื่อชี้แจงในกรณีดังกล่าว

แถลงเปิดใจ “สุภาพบุรุษสายล่อฟ้า” - นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ความว่า

“เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ผมได้แถลงข่าวกับท่านทั้งหลายไปแล้วครั้งหนึ่ง เพื่ออธิบายถึงข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการหมิ่นเบื้องสูง ผมได้อธิบายไปว่า มีความบริสุทธิ์ใจ และมีเจตนาที่ไม่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างไรในการบรรยายที่สโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศ เมื่อเกือบ 1 ปีที่ผ่านมาแล้ว และที่สำคัญก็คือว่า ได้บอกผ่านพี่น้องสื่อมวลชนไปยังพี่น้องประชาชนด้วยว่า ผมมีแนวทางในการต่อสู้กับความฉ้อฉลในครั้งนี้อย่างไร ขอเรียนว่า ในบัดนี้ผมก็ยังคิดอย่างนั้นอยู่ และจะไม่เปลี่ยนแปลงความคิดนี้เลย ผมไม่มีเจตนาใดๆ ในการหมิ่นเบื้องสูง ซึ่งก็จะได้พิสูจน์ทราบในกระบวนการขั้นตอนทางกฎหมายกันต่อไป

คำบรรยายเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2550 นั้น เป็นคำบรรยายทางวิชาการ ต่อที่ประชุมซึ่งเปิดกว้างต่อคนทั้งหลาย ไม่มีการหลบเร้น และเป็นคำบรรยายที่เกิดขึ้นมานานถึง 10 เดือน ก่อนที่จะได้รับพพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมเป็นรัฐมนตรี เพราะฉะนั้นจึงอยากเรียนในประเด็นแรกว่า ผมจะต่อสู้ในคดีนี้ต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง โดยไม่ได้หวังเพียงความยุติธรรม และความเป็นธรรมสำหรับตนเองเท่านั้น แต่หวังไปถึงว่า ผมจะมีส่วน ไม่มากก็น้อย ในการวางบรรทัดฐานบางอย่างเพื่อให้สังคมนี้ฉ้อฉลน้อยลง ทำลายกันด้วยวิชามารได้ยากขึ้น และหวังว่าจะทำให้เกิดแสงสว่างทางปัญญามากขึ้นด้วย

เพราะฉะนั้น ลำพังตัวผมคนเดียว ผมไม่ถอยแน่ เพราะผมไม่อาจปล่อยให้พรรคประชาธิปัตย์ และกลุ่มพันธมิตรฯ ทำตัวเป็นพระเจ้าที่ชี้นำประเทศนี้ได้ แต่ในช่วง 3 วันที่ผ่านมานี้ ทุกอย่างกลับไปตกหนักอยู่ที่ท่านนายกรัฐมนตรีอย่างไม่เป็นธรรม ในที่สุดก็เกิดกระแสข่าวที่ไม่เป็นมงคลขึ้นมากมาย ทั้งความมุ่งหมายที่จะโค่นล้มรัฐบาล ทั้งในรัฐสภา และนอกรัฐสภา เสียงร่ำลือในเรื่องการยึดอำนาจรัฐประหาร และการไล่รุกเข้ามาเรื่อยๆ ของผู้เล่นต่างๆ ตามแผนที่วางกันไว้แล้วของคนภายนอก

ในขบวนการวิชามารทั้งหมดนี้ อยากจะเรียนว่า “ผมเป็นเพียงเหยื่อ” รายเดียวในทั้งหมดเท่านั้น แต่ก็มีความร้อนแรงมาก เพราะเรื่องที่เขาจับนั้นไปโยงกับสถาบันระดับสูง ผมจึงสรุปในใจว่า ผมมีความจำเป็นต้องรักษาขุนไว้ให้รอด เพื่อประชาธิปไตยจะได้ชัยชนะในบั้นปลาย

จะสังเกตว่าในช่วง 3 วันนี้ มีข่าวออกมาทั้งบนดินและใต้ดิน ทั้งข่าวว่า ผมเสี้ยมผู้ใหญ่ในฟากรัฐบาลให้ชนกันเพื่อตัวจะได้อยู่รอด ข่าวว่ามีผลประโยชน์เกี่ยวข้อง ก็เลยไม่ยอมลุกขึ้นจากเก้าอี้ ข่าวเหล่านี้เป็นความสามานย์ที่คนกุข่าวจะต้องชดใช้บาปกรรมของตนเองในไม่ช้านี้ แต่ก็เป็นตัวอย่างว่า คนในฟากรัฐบาลเราเองบางครั้งก็เผลอสายตาสั้นไปร่วมแห่กับฝ่ายตรงกันข้ามเขาด้วย เพราะฉะนั้นสิ่งที่มีความสำคัญและเป็นบทเรียนสำหรับคราวนี้ก็คือ พุทธภาษิตที่ว่า "วินาศกาเล วิปริตพุทธิ" เมื่อถึงคราววินาศ ปัญญาย่อมวิปลาสไปนั้น ต้องไม่พยายามให้เกิดขึ้น

เมื่อเรื่องนี้ไม่เป็นไปตามหลักเหตุผล แต่เป็นเกมอำนาจล้วนๆ แล้วท่านนายกรัฐมนตรีก็เป็นผู้ได้รับผลดังกล่าวนั้น ผมจึงต้องตัดสินใจถอดตนเองออกจากเกมอำนาจนี้ เพื่อรักษาเรือลำใหญ่ไว้ให้รอด ผมจึงขอลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีของรัฐบาลชุดนี้ และจะได้ยื่นใบลาออกในวันนี้ โดยให้มีผลในต้นสัปดาห์หน้า เพื่อจะได้สะสางงาน และเตรียมส่งไม้ให้กับผู้รับผิดชอบต่อจากผมด้วยความราบรื่น

การลาออกในครั้งนี้ น่าจะส่งผลให้คนหยุดพูดเรื่องการรัฐประหารกันเสียที และน่าจะมีผลยุติความเคลื่อนไหวของกลุ่มใดๆ ที่อ้างเหตุผลทางการเมืองมาเคลื่อนไหว ถ้าหากเกมนี้ยังดำเนินต่อไป โดยมุ่งตีเมืองขึ้นไปเรื่อยๆ ผมก็หวังว่ารัฐบาลจะตัดสินใจอย่างชัดเจนในการพิทักษ์บ้านเมืองให้พ้นจากมือของผู้ที่ไม่ปรารถนาดีเหล่านี้

ผมขอขอบพระคุณท่านนายกรัฐมนตรี ที่ท่านมีความเป็นสุภาพบุรุษตั้งแต่ต้นจนนาทีสุดท้าย ผมมีความศรัทธา มีความเคารพในวิธีทางการเมืองของท่านนายกรัฐมนตรี และจะยึดหลายอย่างในตัวท่านเป็นแบบอย่างในทางการเมืองต่อไป ท่านนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ใหญ่ ให้แนวทางที่เป็นสติปัญญาและความสว่างกับนักการเมืองรุ่นหลัง จะเรียกว่ารุ่นลูก รุ่นหลาน ก็ไม่ผิดจากความจริง ให้ได้รู้แนวทางที่จะเดินต่อไป ท่านนายกรัฐมนตรีมีความหมายและมีความสำคัญในการรักษาบ้านเมืองในระยะนี้ เพราะฉะนั้นเหตุใดก็ตามที่จะนำไปสู่ผลกระทบต่อตัวท่านโดยตรง ผมจะยอมไม่ได้

นี่คือเหตุผลที่เมื่อวันจันทร์ ผมได้แถลงที่นี่ว่าผมจะสู้ต่อไป แต่มาวันนี้ถึงได้กลับเป็นการลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรี เหตุผลก็ง่าย สั้นๆ นิดเดียวครับ เราต้องรักษาท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลไว้ให้รอดในระยะนี้ เพื่อประชาธิปไตยจะได้รอดในระยะยาว

และสุดท้าย ผมต้องขอกล่าวคำนี้ครับ “ผมขอโทษผู้สนับสนุนตัวผมเอง” ซึ่งคงจะทำให้ท่านผิดหวังที่มีวันนี้เกิดขึ้น หวังว่าเมื่อท่านฟังเหตุผลตั้งแต่ต้นมาจนบัดนี้แล้ว ท่านก็คงพลอยเข้าใจไปด้วย ว่าผมไม่ได้มีความคิดที่จะลาออก ผมไม่ได้ทำอะไรผิด ผมจะพิสูจน์ตนเองในทางกฎหมายต่อไป และจะวางบรรทัดฐานไม่ให้คนมาใช้เรื่องแบบนี้เพื่อการทำลายกันได้ง่ายเหมือนที่เกิดกับตัวผมเองอีกด้วย

เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ขอให้ผู้สนับสนุนทุกท่านได้ทราบว่า ไม่ใช่ความอ่อนแอ ทดท้อ ไม่ใช่การถอยเพื่อที่จะถอดใจทั้งสิ้น นี่เป็นเพียงขั้นตอนทางการเมือง ซึ่งเราต้องรักษาส่วนรวมไว้เท่านั้นเอง ขอโทษท่านผู้สนับสนุนถ้าหากทำให้ท่านผิดหวัง แต่ในระยะยาวแล้วท่านจะไม่ผิดหวังแน่นอนครับ ขอบคุณมากครับ”


ชาวเน็ตล่าชื่อ ท้วงปชป. เหมารวมหมิ่นฯ จี้

ชาวไซเบอร์สุดทน!พฤติกรรมพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวหาหมิ่นเบื้องสูง ใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองโจมตีบุคคคลอื่น ย้ำพื้นที่บนเน็ตเปิดรับความเห็นต่าง โดยคนเล่นเน็ตจะช่วยกันตรวจสอบดูแลด้วยตัวเอง

เมื่อวันที่ 29 พ.ค. ที่ผ่านมา พลเมืองในโลกไซเบอร์ร่วมกันออกล่าชื่อออกแถลงการณ์ เรียกร้องความรับผิดชอบจากนายเทพไท เสนพงศ์ และพรรคประชาธิปัตย์ หลังออกมาระบุชื่อ 29 เว็บไซต์ที่ส่อเค้าว่าหมิ่นเบื้องสูง ชี้ไม่ตรวจสอบข้อมูล แต่ต้องการกดดันฝ่ายตรงข้ามโดยใช้ข้อหาหมิ่นฯ เป็นเครื่องมือทางการเมือง ย้ำ พื้นที่บนเน็ตเปิดรับความเห็นแม้จะเห็นต่าง โดยคนเล่นเน็ตจะช่วยกันตรวจสอบดูแลด้วยตัวเอง

การล่ารายชื่อนี้ ทำผ่านเว็บไซต์ล่ารายชื่อออนไลน์ http://gopetition.com/online/19589 และถูกส่งต่อกระจายออกไปทางอีเมลและบล็อกต่างๆ บนจุดยืนสองประการ คือ หนึ่ง เห็นว่าสิทธิและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างต้องได้รับการปกป้อง โดยถ้อยคำตอนหนึ่งในแถลงการณ์ระบุว่า “ความเคารพและมีความเข้าใจอันดีต่อกัน การเอาใจเขามาใส่ใจเรา เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดเรื่องหนึ่งในการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ในสังคมที่ผู้คนมีความแตกต่างหลากหลาย และหนทางเดียวที่จะนำเราไปสู่การเรียนรู้ที่จะเข้าใจและเคารพกันได้ คือสภาพสังคมที่เอื้อให้ทุกๆ คนมีสิทธิเสรีภาพในแสดงออกด้วยความรับผิดชอบอย่างเต็มที่”

ประเด็นที่สอง คือ ผู้เล่นเน็ตไม่เห็นด้วยกับการนำสถาบันกษัตริย์มาเป็นเครื่องมือทางการเมือง แถลงการณ์ระบุว่ารายชื่อเว็บไซต์และเว็บล็อกหลายแห่งที่ถูกระบุชื่อ นำเสนอข้อมูลทางวิชาการอย่างมีเหตุผล การกล่าวหาเว็บไซต์ทั้ง 29 นั้น มาจากการเหมารวมของนายเทพไท ที่ขาดการตรวจสอบข้อมูล และกดดันเพื่อปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นโดยไม่เลือกวิธีการ และถือเป็นการปลุกปั่นนำสถาบันพระมหากษัตริย์มาเป็นเครื่องมือทางการเมือง เพื่อทำลายฝั่งตรงข้าม

โดยแถลงการณ์นี้ ลงนามบุคคลในสถานะต่างๆ ซึ่งใช้อินเทอร์เน็ต อาทิ บล็อกเกอร์ คนเล่นเน็ต ฯลฯ ช่วงท้ายแถลงการณ์มีถ้อยคำระบุว่า “เชิญชวนชาวอินเทอร์เน็ตและพลเมืองทุกคน ให้ยึดมั่นในสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นอย่างเท่าเทียมและรับผิดชอบ และร่วมกันตรวจสอบดูแลและปกป้องพื้นที่อินเทอร์เน็ต ให้เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้แสวงหาปัญญาและยอมรับความคิดอันหลากหลายของเพื่อนมนุษย์ ไม่ว่าเราจะเห็นด้วยกับความคิดเหล่านั้นหรือไม่ก็ตาม”

//////////////////////////////////////////////////////////////


แถลงการณ์จาก
ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตและสื่อพลเมือง
ผู้สนับสนุนสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น

29 พฤษภาคม 2551

เรื่อง ขอเรียกร้องความรับผิดชอบจากนายเทพไท เสนพงศ์ และ พรรคประชาธิปัตย์ และขอเชิญชวนพลเมืองทุกคนร่วมกันปกป้องสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น

ตามที่นายเทพไท เสนพงศ์ ผู้ช่วยเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาเปิดเผยรายชื่อ 29 เว็บไซต์* ว่าเป็นเว็บไซต์อันตรายที่ส่อเค้าหมิ่นเบื้องสูง พร้อมทั้งเรียกร้องให้รัฐบาลและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศจัดการ ตามข่าวทางสื่อมวลชนทั่วไป ความแจ้งแล้วนั้น พวกเราดังมีรายนามข้างท้ายมีความเห็นต่อกรณีดังกล่าว ดังต่อไปนี้

1. เราเห็นว่าสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างหลากหลายต้องได้รับการเคารพและปกป้อง สังคมประชาธิปไตยทุกสังคม ที่ปรารถนาความสงบสุข สันติภาพและความสมานฉันท์ จำเป็นต้อง ส่งเสริม และ ปกป้องสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนอย่างเต็มที่

เหตุเพราะความเคารพและความเข้าใจอันดีต่อกัน “เอาใจเขามาใส่ใจเรา” เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดเรื่องหนึ่งในการอยู่ร่วมกันอย่างสันติในสังคมที่ผู้คนมีความแตกต่างหลากหลาย และหนทางเดียวที่จะนำเราไปสู่การเรียนรู้ที่จะเข้าใจและเคารพกันได้ คือสภาพสังคมที่เอื้อให้ทุกๆ คน มีสิทธิเสรีภาพในแสดงออกด้วยความรับผิดชอบอย่างเต็มที่ประตูที่จะนำไปสู่ความยอมรับเคารพซึ่งกันและกัน จะถูกปิดตาย เมื่อปากและใจของเราถูกบังคับให้ปิดลง

2. เราไม่เห็นด้วยกับการนำสถาบันพระมหากษัตริย์มาเป็นเครื่องมือทางการเมือง รายชื่อเว็บไซต์และเว็บล็อกส่วนใหญ่ที่ถูกระบุชื่อ มิได้นำเสนอข้อมูลหรือเนื้อหาที่หมิ่นพระมหากษัตริย์ หลายแห่งนำเสนอข้อมูลทางวิชาการอย่างมีเหตุมีผล การกล่าวหาเว็บไซต์ต่างๆ เหล่านั้นอย่างเหมารวมของนายเทพไท เสนพงศ์ จึงเป็นความผิดพลาด ขาดการตรวจสอบข้อมูล เป็นการกดดันเพื่อปิดกั้นความคิดเห็นของคนอื่นโดยไม่เลือกวิธีการ เป็นการปลุกปั่นนำสถาบันพระมหากษัตริย์มาเป็นเครื่องมือทางการเมืองในการทำลายฝ่ายตรงกันข้าม รวมทั้งเป็นการก่อความแตกแยกของคนภายในชาติ ทั้งหมดที่กล่าวมานี้แสดงให้เห็นถึงการขาดจิตวิญญาณประชาธิปไตย

พวกเราดังมีรายนามข้างท้ายนี้ขอเรียกร้องให้นายเทพไท เสนพงศ์ และพรรคประชาธิปัตย์ แสดงความรับผิดชอบต่อการกระทำดังกล่าว และหยุดการใส่ร้ายป้ายสีเว็บไซต์หรือบุคคลอื่นอย่างไม่เป็นธรรม รวมทั้งหยุดกดดันหรือสร้างกระแสให้มีการปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นไม่ว่าด้วยวิธีใดๆ โดยทันที

และเนื่องด้วยการกระทำเช่นนายเทพไท เสนพงศ์ ในครั้งนี้ ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีการใช้ข้อหาหมิ่นพระมหากษัตริย์มาเป็นเครื่องมือในการลิดรอนสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของฝ่ายอื่นๆ และแม้การกระทำเช่นนี้ เป็นเรื่องที่ไม่สามารถยอมรับได้ แต่เราก็ยังพบเห็นพฤติกรรมดังกล่าวอยู่เสมอ จากทั้งหน่วยงานรัฐ นักการเมือง และสื่อมวลชน เราจึงขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายหยุดพฤติกรรมดังกล่าวด้วยเช่นกัน

พร้อมกันนี้ พวกเราขอเชิญชวนชาวอินเทอร์เน็ตและพลเมืองทุกคน ให้ยึดมั่นในสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นอย่างเท่าเทียมและรับผิดชอบ และร่วมกันตรวจสอบดูแลและปกป้องพื้นที่อินเทอร์เน็ต ให้เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้แสวงหาปัญญาและยอมรับความคิดอันหลากหลายของเพื่อนมนุษย์ ไม่ว่าเราจะเห็นด้วยกับความคิดเหล่านั้นหรือไม่ก็ตาม

ขอแสดงความนับถือ
(ผู้ลงชื่อ)



Friday, May 30, 2008

สมัคร ปฏิเสธให้ความเห็นกรณี จักรภพ

วัดโสมนัสวิหาร 29 พ.ค. - นายกรัฐมนตรีร่วมงานพระราชทานน้ำหลวงอาบศพมารดาผู้บัญชาการทหารบก ปฏิเสธตอบคำถามกรณีตำรวจสรุปผลสอบ “จักรภพ” ผิดจริงตามข้อกล่าวหาหมิ่นสถาบัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 17.00 น. วันนี้ (29 พ.ค.) นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้มาร่วมในพิธีพระราชทานน้ำหลวงอาบศพนางบุญเรือน เผ่าจินดา มารดา พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ที่วัดโสมนัสวิหาร โดยปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์เมื่อถูกถามถึงกรณีคณะกรรมการของตำรวจสอบสวนกลางสรุปผลการตรวจสอบว่า นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มีความผิดตามข้อกล่าวหาหมิ่นสถาบัน โดยนายกรัฐมนตรีมีสีหน้าเคร่งเครียด ก่อนขึ้นรถยนต์เดินทางกลับออกจากงาน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า งานดังกล่าวมีบุคคลสำคัญเดินทางมาร่วมงานจำนวนมาก อาทิ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พล.อ.บุญรอด สมทัศน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีตผู้บัญชาการทหารบก พล.อ.วิชิต ยาทิพย์ อดีตรองผู้บัญชาการทหารบก พล.ร.อ.สถิรพันธุ์ เกยานนท์ ผู้บัญชาการทหารเรือ พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข ผู้บัญชาการทหารอากาศ พล.ท.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แม่ทัพภาคที่ 1 พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รักษาการผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ท.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

นอกจากนี้ยังมีพวงหรีดจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งนำมาโดย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาว ซึ่งให้สัมภาษณ์เพียงสั้น ๆ ว่า เป็นตัวแทนของ พ.ต.ท.ทักษิณ เนื่องจาก พล.อ.อนุพงษ์ เป็นเพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหาร 10 รุ่นเดียวกับ พ.ต.ท.ทักษิณ อีกทั้งตนยังรู้จักเป็นการส่วนตัวกับ พล.อ.อนุพงษ์ ด้วย ส่วน พ.ต.ท.ทักษิณ จะมาร่วมงานหรือไม่ ยังไม่ทราบ เพราะยังมีเวลาอีกหลายวัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลาประมาณ 18.50 น. พล.อ.ปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ และ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี ได้เดินทางมาร่วมในงานสวดพระอภิธรรมศพด้วย โดยก่อนหน้านี้ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มาร่วมงาน ขณะที่มีรายงานว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จะเดินทางมาเช่นกัน โดยส่งเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยส่วนตัวล่วงหน้ามาที่บริเวณงานก่อน และในเวลาประมาณ 19.00 น. พ.ต.ท.ทักษิณ จึงเดินทางมาถึง และร่วมฟังการสวดอภิธรรมศพ หลังเสร็จพิธีดังกล่าว พ.ต.ท.ทักษิณ ลุกขึ้นยืนและเดินเข้าไปสวัสดี พล.อ.สุรยุทธ์ ขณะกำลังจะเดินทางกลับ ซึ่ง พล.อ.สุรยุทธ์ รับไหว้และทักทายกันเล็กน้อย จากนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ได้เข้าไปสวัสดี พล.อ.เปรม และพูดคุยกันประมาณ 1 นาที โดยทั้งหมดปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ใด ๆ ก่อนเดินทางกลับ. -สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-29 20:24:32


แจ้งจับม็อบป่วนบิดเบือนรธน.402โรงเรียนปิดหนี



แจ้งจับ “สนธิ” พร้อมพวกแล้ว ฐานบิดเบือนข้อเท็จจริงผ่านเวทีพันธมิตรฯ เป็นชนวนแตกแยก นำไปสู่ความวุ่นวายในบ้านเมือง ขณะที่การชุมนุมทำเดือดร้อนกันไปทั่ว 2 โรงเรียนสั่งปิดแล้ววันนี้ หวั่นนักเรียนไม่ปลอดภัย แถมเสียงยังดังจนเรียนไม่รู้เรื่อง เช่นเดียวกับชุมนุมใกล้เคียงระบุเสียงดังจนนอนไม่ได้ ขายของก็ลำบากเพราะคนไม่กล้าออกมาซื้อ เด็กนักเรียนโอดต้องเดินตั้ง 3 ป้ายรถเมล์

ก่อนหน้านี้มีนักกฎหมายหลายต่อหลายคนได้ออกมาชี้ชัดว่า การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย รวมทั้งท่าทีและพฤติกรรมต่างๆ ที่ส่อว่าจะเป็นการล้มล้างรัฐบาลและเชื้อเชิญให้เกิดการปฏิวัติรัฐประหาร เข้าข่ายความผิดตามกฎหมายนั้น

ล่าสุด เมื่อตอนสายวันที่ 29 พฤษภาคม ที่ผ่านมา นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข แกนนำกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย ได้เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และพวกแล้ว ที่ สน.สำราญราษฎร์ ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 เนื่องจากมีการกล่าวคำปราศรัยบิดเบือนความจริง เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ ฉบับ 2540 ว่าต้องการปรับเปลี่ยนการปกครองเป็นระบอบสาธารณรัฐ จนก่อให้เกิดความวุ่นวาย และความเข้าใจผิดในสังคม โดยมีพ.ต.อ. สมาน รอดกำเนิด ผู้กำกับการสืบสวนสอบสวน สน.สำราญราษฎร์ เป็นผู้รับแจ้งความดังกล่าว

เชื่อ “สนธิ” จงใจให้เกิดปฏิวัติ
นายสมยศ กล่าวว่าตนได้นำเอกสารรายนามผู้ร่วมร้องทุกข์ พร้อมหลักฐานวีซีดีบันทึกเสียง คำปราศรัยของ นายสนธิ ลิ้มทองกุล บนเวทีการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ บริเวณ สะพานมัฆวานรังสรรค์ เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม ที่ผ่านมา โดยมีเนื้อหายั่วยุ บิดเบือน ในประเด็นรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 ในบางมาตรา ที่กล่าวหาว่ากฎหมายต้องการเปลี่ยนเป็นระบบสาธารณรัฐ ซึ่งหากพิจารณาดูแล้วรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 มีระยะเวลาการใช้มายาวนาน ไม่มีตัวบทกฎหมายใดระบุให้มีการปกครองตามที่นายสนธิระบุ


นอกจากนี้การที่นายสนธิ และพวกทำการชุมนุมดังกล่าวได้สร้างความเดือดร้อนต่อประชาชน นอกจากนี้จุดประสงค์หลักคือ เพื่อกดดันรัฐบาล และปลุกกระแสสร้างเงื่อนไขให้เกิดการปฏิวัติ เหมือนกับเหตุการณ์ 19 กันยายน 2549 อีกครั้ง

ถือเป็นเรื่องที่ประชาชนไม่ต้องการให้เกิดขึ้นอีก เพราะไม่ส่งผลดีต่อประเทศแต่ จึงอยากเรียกร้องให้กลุ่มพันธมิตรฯ หยุดใช้วิชามาร และหยุดก่อความวุ่นวายต่อประเทศชาติบ้านเมือง รวมทั้งขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งดำเนินการสืบสวนสอบสวนโดยเร็ว ทั้งนี้ตนจะเร่งถอดเทปเสียงดังกล่าวและนำเอกสารการคำปราศรัยมายื่นให้เจ้าหน้าที่ตำรวจต่อไป
ด้านพ.ต.อ.สมาน รอดกำเนิด ผู้กำกับการสืบสวนสอบสวน สน.สำราญราษฎร์ ระบุว่าคดีความดังกล่าว ได้จัดเตรียมคณะทำงานเพื่อสืบสวนสอบสวนเฉพาะอยู่แล้ว ซึ่งหลักฐานที่นายสมยศได้ยื่นมา เจ้าหน้าที่จะมอบส่งให้คณะทำงานเพื่อดำเนินการสืบสวนต่อไป ส่วนระยะเวลาแล้วเสร็จนั้นยังไม่สามารถระบุได้

เผยนักลงทุนต่างชาติผวาม็อบ
ด้าน นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า นักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศยังคงมีความกังวลเรื่องการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่อาจมีแนวโน้มลุกลามนำไปสู่ปัญหาทางการเมือง ดังที่เคยเกิดขึ้น จึงไม่แน่ใจและไม่มั่นใจว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร แต่ตนเองมองในเชิงบวกว่าบทเรียนในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา น่าจะทำให้ทุกคนรู้ขอบข่ายการแสดงความเห็น เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อประเทศโดยรวม


พร้อมมอบหมายให้เอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ไทยทั่วโลก ได้ไปทำความเข้าใจกับนักลงทุนต่างประเทศถึงสถานการณ์ทางการเมืองไทยว่า ทุกอย่างจะดำเนินไปตามกระบวนการประชาธิปไตย โดยเห็นว่าหากมีการแสดงออกซึ่งความเห็นตามกระบวนการประชาธิปไตย คงไม่มีปัญหาต่อการเดินหน้าและพัฒนาเศรษฐกิจไทย

น.พ.สุรพงษ์ ยังได้กล่าวถึงสถานการณ์ความผันผวนในตลาดหลักทรัพย์ในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมาว่า เป็นเพียงการผันผวนเพียงชั่วคราว ซึ่งหากทุกอย่างไม่มีอะไรรุนแรงสถานการณ์ในตลาดหลักทรัพย์ก็จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ

เตือน!มีข่าวระเบิดการชุมนุม
ด้าน ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่พันธมิตรฯ เปลี่ยนแผนการชุมนุมเป็นการขับไล่รัฐบาลว่า การชุมนุมในที่สุดแล้วจะทำให้เห็นและรู้ว่าใครเป็นใครรัฐบาลไม่คิดสลายการชุมนุมแต่เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ต้องดูแลความสงบเรียบร้อย ส่วนการชุมนุมใหญ่ในวันที่ 30 พฤษภาคม จะมีความรุนแรงหรือไม่อยู่ที่กลุ่มพันธมิตรฯ ถ้าไม่ก่อเหตุทำกันเองก็จะไม่มีอะไร

อย่างไรก็ตามส่วนตัวได้ทราบจากการข่าวว่า จะมีการวางระเบิดทำร้ายซึ่งกันและกันซึ่งหากเรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นจริงขอยืนยันว่ารัฐบาลไม่มีส่วนเกี่ยวข้องขอให้ประชาชนที่รักประชาธิปไตยควรติดตามการชุมนุมทางโทรทัศน์ไม่ควรออกไปร่วมชุมนุม

ส่วนกรณีที่ นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยออกมาแสดงความเป็นห่วงและอยากให้ทั้ง 2 ฝ่ายถอยคนละก้าวว่า ในฐานะรัฐมนตรี ได้มีการขอเจรจาแล้ว แต่ได้รับการปฏิเสธ

ผบ.สส.ห่วงม็อบ- ยันไม่ปฏิวัติ
ทางด้าน พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด กล่าวว่ากองทัพต่างแสดงความเป็นห่วงต่อสถานการณ์การเมืองที่เกิดขึ้นในขณะนี้ โดยเฉพาะกรณีการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ซึ่งทางทหารพร้อมจะออกไปดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยหากมีคำสั่งจากรัฐบาล ตามแผนการรักษาความสงบเรียบร้อยตามกฎหมาย แต่ยืนยันว่าไม่ใช่การออกไปทำปฏิวัติ

พล.อ.บุญสร้าง ยังเชื่อว่า สถานการณ์ในขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจยังสามารถดูแลความสงบเรียบร้อยของในการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ได้ อีกทั้ง นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม จะเข้าใจเหตุผลดีว่าทหารยังไม่ควรออกมาเคลื่อนไหวดูแลความสงบเรียบร้อยของการชุมนุมในช่วงนี้ แต่หากประเมินแล้วว่าถ้าทหารไม่ทำจะเกิดผลเสียหายแก่ประเทศมากกว่าก็คงจำเป็นต้องทำ

“บิ๊กจิ๋ว”เตือนม็อบพอได้แล้ว
พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวว่าการชุมนุมน่าจะยุติกันได้แล้ว เพราะขณะนี้บ้านเมืองบอบช้ำมาพอแล้ว รู้สึกว่ารัฐบาลก็โอนอ่อนพอสมควร ดังนั้น ทุกฝ่ายต้องหันหน้าพูดคุยกัน เชื่อว่าความรับผิดชอบในตัวบุคคลของแต่ละคนยังมีอยู่ คงรู้ว่าอะไรเหมาะสม ไม่เหมาะสม คิดว่าสุดท้ายทุกอย่างคงจบลงด้วยดี

สำหรับกรณีของ นายจักรภพ เพ็ญแข ก็คงรู้ตัวดีอยู่แล้ว ว่าไม่เหมาะสมอย่างไร หากเป็นความจริงก็ต้องแสดงความรับผิดชอบ เพราะเรื่องของการหมิ่นสถาบันเบื้องสูงนั้น เป็นสิ่งที่ประชาชนคนไทยทุกคนยอมไม่ได้
ส่วนกรณีที่ คุณทักษิณ พาชาวต่างชาติมาดูการทำนาในประเทศไทย ตนมองว่า คนต่างประเทศเริ่มสนใจเรื่องข้าวมากขึ้น ส่วนคนอื่นคิดยังไงตนไม่ทราบ นอกจากนี้ ยังมีชาวต่างชาติหลายรายมีความสนใจผลิตข้าวไทย ตรงนี้เป็นสิ่งที่น่าชื่นชม น่าให้การสนับสนุน

ปิดโรงเรียนหนีม็อบก่อกวน
นอกจากนี้การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ก็ได้สร้างความเดือดร้อนแก่ผู้ใช้เส้นทางสัญจร และผู้คนในย่านนั้นอย่างกว้างขวาง โดยมีการประกาศปิดเรียนเนื่องจากเกรงนักเรียนได้รับอันตรายและเดินทางไม่สะดวกแล้วถึง 2 โรงเรียน คือโรงเรียนวัดโสมนัส และโรงเรียนวัดวัดมกุฏกษัตริยาราม

นายชาญณรงค์ แก้วเล็ก ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดโสมนัส กล่าวว่าจากการหารือกับผู้ปกครองมีข้อสรุปให้ทางโรงเรียนปิดการเรียนการสอนในวันที่ 30 พฤษภาคม 1 วัน เนื่องจากนักเรียนระดับอนุบาลถึงระดับประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 429 คน รวมทั้งผู้ปกครองและครูได้รับผลกระทบจากการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่จัดเวทีปราศรัยบริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ ซึ่งตั้งห่างจากโรงเรียนไม่ถึง 100 เมตร นอกจากการเรียนการสอนถูกรบกวนจากการเสียงปราศรัยและเพลงของกลุ่มผู้ชุมนุมแล้ว การปิดถนนราชดำเนินนอกและถนนใกล้เคียงยังทำให้การเดินทางของนักเรียนและครูเป็นไปอย่างยากลำบาก ต้องมาโรงเรียนสาย และทำให้เด็กนักเรียนถึงร้อยละ 10 ขาดเรียน

รถประจำทางสาย 53 ที่เคยจอดหน้าโรงเรียน และรถประจำทางสายอื่น ๆ มีการเปลี่ยนเส้นทาง ทำให้นักเรียนต้องลงรถเดินเท้าเข้าโรงเรียนซึ่งมีระยะทางไกลถึง 2 กิโลเมตร หรือบางคนก็หลงทาง เพราะไม่คุ้นเคยเส้นทาง

ผวาเสียงม็อบเด็กพิเศษร้องไห้จ้า
นายชาญณรงค์ กล่าวด้วยว่า แม้แต่การเดินทางมาโรงเรียนของตนเองนั้น ก็ได้รับผลกระทบอย่างมาก ต้องจอดรถยนต์ไว้ที่ศรีย่าน จากนั้นนั่งรถจักรยานยนต์รับจ้าง และเดินเท้าต่อเพื่อเข้าโรงเรียน

ทั้งนี้ การชุมนุมยังทำให้การดูแลเรื่องความปลอดภัยหน้าโรงเรียนทำได้ยากขึ้น และยังต้องเพิ่มครูดูแลความปลอดภัยในโรงเรียนมากขึ้น

ส่วนการเรียนการสอนภายในห้องเรียนเด็กพิเศษ อาทิ ออทิสติก ดาวน์ซินโดรม จำนวน 58 คนนั้น เด็กบางคนได้ยินเสียงดังจากการชุมนุมถึงกับร้องไห้ สำหรับการหยุดเรียนครั้งนี้ ทางโรงเรียนจะเปิดทำการตามปกติอีกครั้งในวันจันทร์ที่ 2 มิ.ย.นี้ และจะมีการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ การหยุดเรียนดังกล่าวยังไม่ถือว่ามีผลกระทบกับการเรียนการสอน เพราะโรงเรียนได้เปิดภาคเรียนก่อนปกติถึง 4 วัน

ขณะเดียวกันก็มีตัวแทนข้าราชการกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมลงชื่อ 143 คน เข้าแจ้งความถึงผลกระทบที่ได้รับจากการชุมนุมของพันธมิตรฯ ที่สน.ลางเลิ้ง

พ่อค้าบ่นคนผวาม็อบขายของไม่ได้
ขณะที่ชาวบ้านในชุมชนข้างวัดโสมนัส บริเวณติดกับการชุมนุมก็ออกมาเปิดเผยกับ “ประชาทรรศน์” ว่าได้รับผลกระทบอย่างมาก และกำลังรวมตัวกันเพื่อเข้าชื่อร้องเรียนกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อดำเนินคดีกับผู้กลุ่มพันธมิตรฯที่มาก่อความวุ่นวายต่อไป

นายสมศักดิ์ ชัยเจริญวุฒิ อายุ 56 ปี อาชีพค้าขาย หนึ่งประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน กล่าวว่าตนประกอบอาชีพค้าขายอยู่ย่านนี้มานาน ไม่เคยรู้สึกหวาดกลัวและไม่สบายใจเช่นนี้มาก่อน เพราะเกรงว่าจะเกิดความรุนแรงเมื่อเกิดการประจันหน้ากันขึ้น ซึ่งเกรงว่ากลุ่มม็อบอาจลุกขึ้นมาก่อเหตุให้เกิดอันตรายต่อคนในครอบครัวและชุมชนตามที่มีภาพปรากฏอยู่ตามสื่อต่าง ๆ

ส่วนในเรื่องของความเดือดร้อนในการประกอบอาชีพนั้นตนและบรรดาพ่อค้าแม่ค้าในย่านชุมชนนี้ต่างได้รับผลกระทบอย่างมาก ยิ่งตอนนี้เศรษฐกิจก็กำลังย่ำแย่อยู่มากค่าครองชีพก็สูง ลูกค้าต่างพากันมาอุดหนุนน้อยลงไปกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด คนที่เคยเป็นลูกค้าประจำรู้สึกว่าไม่มีความปลอดภัยและลำบากที่จะเข้ามาอุดหนุนทำให้ไม่แวะเวียนเข้ามา จากเมื่อก่อนก็พอมีอยู่บ้างได้กำไรพอเลี้ยงครอบครัวได้ ช่วงนี้เลยทำให้ขาดรายได้อยู่มาก

ชุมชนใกล้เคียงไม่ได้หลับไม่ได้นอน

ตั้งแต่มีม็อบมาตั้งกลุ่มชุมนุมตรงแยกสะพานมัฆวานรังสรรค์ ตั้งกลุ่มปักหลักชุมนุมยืดเยื้อจนทำให้มีการปิดการจราจรทั้ง 4 มุม ส่งผลให้การสัญจรไปมาไม่สะดวกตำรวจมีการปรับการจราจรให้มีการผ่านมาทางย่านชุมชนทำให้มีรถเพิ่มมากขึ้นส่งเสียงดังรบกวน อีกทั้งยังเกรงว่าจะเป็นอันตรายต่อเด็กในชุมชนซึ่งไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อนเลย

นายสมศักดิ์ ยังกล่าวต่ออีกว่า ในช่วงกลางคืนบริเวณม็อบพันธมิตรฯ ใช้เครื่องขยายเสียงในการปราศรัยจนทำให้เกิดเสียงกระจายเป็นวงกว้างซึ่งรบกวนการพักผ่อนของประชาชนในชุมชนจนนอนไม่ได้ จนทำให้หลับไม่สนิทมาหลายวันแล้ว ซึ่งส่งผลอย่างมากกับคนในครอบครัว ตนในช่วงเช้าต้องออกไปจับจ่ายวัตถุดิบเพื่อมาประกอบอาชีพก็ทำได้ลำบากต้องโดยสารรถเมล์อ้อมไปอีกไกล ลูกหลานไม่เป็นอันเรียนหนังสือเพราะขาดสมาธิประกอบกับพักผ่อนไม่เพียงพอ ผู้ปกครองที่มาส่งลูกที่โรงเรียนวัดโสมนัส ก็ไม่ได้รับความสะดวกในการรับ-ส่งต้องปล่อยให้เดินกันมาโรงเรียนเอง ซึ่งเด็กนักเรียนได้รับผลกระทบเป็นอย่างมาก

ต้องขับรถอ้อมทั้งที่น้ำมันแพง
ด้าน นายดิเรก ป้องศรี อายุ 54 ปี อาชีพรับจ้าง หนึ่งในผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนกล่าวในทำนองเดียวกันว่า การสัญจรไปมาภายในชุมชนทำได้ลำบากกว่าเมื่อก่อนมาก ซึ่งจะไปทำธุระในบริเวณใกล้เคียงจากที่เคยขับรถตรงไปนิดหน่อยก็ถึง กลับกลายเป็นว่าต้องขับอ้อมออกไปอีกไกลจะเดินไปก็เกรงว่าจะได้รับอันตรายหากบรรดาม็อบเข้าใจผิด ทำให้ตนต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นโดยใช่เหตุ ช่วงนี้ประสบปัญหาน้ำมันแพงอยู่ด้วย เหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัด

ซึ่งตอนนี้ชาวบ้านในชุมชนซึ่งได้รับผลกระทบกำลังร่วมตัวกันเพื่อเข้าร่วมลงชื่อเพื่อไปแจ้งความเอาผิดกับกลุ่มพันธมิตรฯที่มาก่อความวุ่นวายให้กับพวกตน โดยได้ทราบข่าวว่ามีบรรดากลุ่มครูโรงเรียนวัดมกุฏได้รวมตัวกว่าร้อยคน ไปร้องเรียนถึงความเดือดร้อนที่เด็กนักเรียนและบรรดาครูในโรงเรียนได้รับ

ฉะพันธมิตรใช้วิธีโบราณ

ขณะเดียวกันทหารหญิงคนหนึ่งที่ขอไม่เปิดเผยชื่อ กล่าวว่า ตนทำงานที่กองบัญชาการทหารบก ซึ่งได้รับผลกระทบอย่างยิ่งในการเดินทางมาทำงาน จากที่เคยนั่งรถมาลงได้เลยที่บริเวณหน้าที่ทำงาน ปัจจุบันต้องลงเดินมาทำงาน ซึ่งอยากบอกกล่าวทางกลุ่มพันธมิตรฯว่าการกระทำเช่นนี้ไม่สมควรอย่างยิ่งพวกพันธมิตรฯผิดคำพูด ทำอะไรไม่มีสัจจะ ก่อเรื่องเลยเถิดกว่าที่ควรจะเป็น อย่าหวังว่าจะทำการใหญ่ได้ มาเรียกร้องเอาประชาธิปไตยแต่ตัวเองกลับไม่มีความเป็นประชาธิปไตยเลยแม้แต่น้อย ซึ่งพันธมิตรฯเองนั้นแหละที่เป็นเผด็จการ อย่าไปกล่าวหาคนอื่น ๆ เลย

ที่ออกมาร่วมตัวชุมนุมเช่นนี้ เท่ากับว่าเป็นการฟ้องไปทั่วโลกว่ามีเจตนาทำให้บ้านเมืองเสียหาย การที่ออกมากล่าวว่า ทำเพื่อประเทศชาติทำเพื่อในหลวง แต่ว่าการกระทำมันค้านกับการปฏิบัติอย่างมาก รู้ตัวหรือไม่ว่าทำให้ประเทศชาติเสียหายมากซึ่งมีแต่เรื่องเสียหายทุกอย่าง ผู้นำพันธมิตรฯก็ดูมีความรู้ไม่น่าใช้วิธีล้าหลัง ผู้นำบางคนก็ดูถือศีล แต่ทำไมไม่ลดละเลิกในสิ่งเหล่านี้บ้าง

“กูต้องเดินตั้ง 3 ป้ายรถเมล์”

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่าชาวบ้านในย่านใกล้เคียง ยังได้วิพากษ์วิจารณ์กลุ่มพันธมิตรฯ อย่างเผ็ดร้อน เนื่องมาจากได้รับผลกระทบทั้งการสัญจรไปมา และเสียงที่ดังมากตลอดทั้งวันทั้งคืน และที่สำคัญได้เห็นพฤติกรรมของพันธมิตร และรู้ว่ามีอาวุธเตรียมพร้อมแล้ว ทำให้รู้สึกเป็นห่วงความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน รวมทั้งห่วงลูกหลานที่ต้องออกไปนอกบ้าน

ชาวบ้านบางรายให้สัมภาษณ์ดุเดือดจนไม่สามารถนำมาเสนอได้ แต่ขณเดยวกันบางราย ก็ไม่กล้าเปิดเผยตัวเนื่องจาก
กลัวว่าจะไม่ได้รับความปลอดภัย มีชาวบ้านบางคนอ้างว่าเคยเดินออกไปด๔การชุมนุม เหมือนกับว่ามีการนำเอานักเลงมาคุมการชุมนุมอยู่โดยรอบ และบางจุดยังมีการวางไม้กระบอง มีกระเป๋าที่อาจจะเป็นอาวุธอยู่ด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่าในช่วงเย็นเด็กนักเรียนต้องเดินไกลมากเนื่องจากถนนถูกปิดจนรถเมล์วิ่งไม่ได้ เด็กนักเรียนกลุ่มหนึ่งที่เดินมา 4-5 คน ถึงกับบ่นออกมาดังๆ
“แม่งงงงง ไอ้เหี้...กูต้องเดินตั้ง 3 ป้ายรถเมล์”

บอกปัด “บุญสร้าง” ไกล่เกลี่ย
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่าในตอนสายวันเดียวกันนี้นอกจาก พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ จะออกมาพลิกลิ้นปรับท่าทีการชุมนุมจากการเรียกร้องให้ถอนญัตติการแก้รัฐธรรมนูญ เป็นการขับไล่นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรัฐบาลแทน แล้ว

พล.ต.จำลอง ยังปฏิเสธการไกล่เกลี่ยยุติปัญหาของ พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด จนเสมือนว่าไม่ต้องการยุติการชุมนุม โดยกล่าวอย่างเล่นลิ้นว่าพันธมิตรฯ รับได้ หาก พล.อ.บุญสร้าง จะเข้ามาเป็นตัวกลางในการไกล่เกลี่ยยุติความขัดแย้ง ซึ่งหากจะเข้ามาเป็นตัวกลางแล้ว จะต้องเข้าข้างความถูกต้อง ซึ่งพันธมิตรไม่ได้ทำอะไรผิด ดังนั้น หากไม่เข้าข้างพันธมิตรแล้ว ก็ไม่ต้องเข้ามาไกล่เกลี่ย

ส่วนกรอบระยะเวลาของการชุมนุม ที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ จะยาวนานเท่าใดนั้น ต้องขึ้นอยู่กับการลงประชามติ จากกลุ่มผู้ชุมนุมในวันพรุ่งนี้ พร้อมยืนยัน พันธมิตรจะดำเนินการตามสถานการณ์ แต่ยังเรียกร้องตามจุดยืนเดิม คือ รัฐบาลจะต้องหยุดคิด หรือ ทำเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเด็ดขาด โดยไม่มีเงื่อนไข เรื่องการทำประชามติ



ขอประณาม (ล่วงหน้า) การทำรัฐประหาร! (จบ)


3.ผู้พิพากษาจะทำอย่างไรเมื่อเผชิญปัญหาการใช้กฎหมายที่ออกโดยคณะรัฐประหาร

นักกฎหมายท่านหนึ่งนามว่า Tayyab Mahmud ได้รวบรวมทางเลือกที่ผู้พิพากษาต้องประสบยามวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย อันเป็นผลพวงมาจากการทำรัฐประหาร โดยมีอยู่ 4 ทางเลือกดังนี้

1) รับรองความชอบด้วยกฎหมายของการทำรัฐประหาร และบรรดากฎหมายที่ออกโดยรัฐประหาร (Validation of Usurpation) ทางเลือกนี้หมายถึง ผู้พิพากษายอมรับว่าเมื่อมีการทำรัฐประหารสำเร็จ คณะรัฐประหารได้เปลี่ยนสถานะตนเองกลายเป็นรัฐบาลตามความเป็นจริง (De Facto) แม้จะมิใช่รัฐบาลที่ชอบด้วยกฎหมายก็ตาม และรับรองบรรดาคำสั่งหรือประกาศที่ออกโดยคณะรัฐประหารว่าเป็นกฎหมาย

2) ตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายภายใต้รัฐธรรมนูญ (Strict Constitutionalism) ทางเลือกนี้อยู่ตรงกันข้ามกับทางเลือกแรกอย่างสิ้นเชิง กรณีนี้ผู้พิพากษาวินิจฉัยว่า การทำรัฐประหารเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย และบรรดาคำสั่งและประกาศของคณะรัฐประหาร ผู้พิพากษาจะทำการตรวจสอบอย่างละเอียดว่าชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ คำสั่งและประกาศบางฉบับที่ออกโดยคณะรัฐประหาร ผู้พิพากษาให้ยอมให้มีผลใช้บังคับเป็นกฎหมายได้ แต่กรณีนี้ถือว่าเป็นการ “ให้อภัย” มิใช่เป็นการให้ความชอบธรรม (Condonation not Legitimation)

3) การลาออกจากการเป็นผู้พิพากษา (Resignation of Office) ทางเลือกนี้ต้องอาศัยความกล้าหาญทางจริยธรรมส่วนบุคคลของผู้พิพากษา ที่ไม่ยอมตกเป็นเครื่องมือรับรองความชอบด้วยกฎหมายของคณะรัฐประหาร การที่ผู้พิพากษาเลือกที่จะลาออกนั้น นอกจากจะเป็นการรักษาหลักนิติรัฐแล้ว ยังเป็นการรักษาเกียรติภูมิของวิชาชีพตุลาการมิให้มัวหมองอีกด้วย

4) การจำหน่ายคดีโดยอ้างว่าเป็นปัญหาทางการเมือง (The Doctrine of Political Question) ผู้พิพากษาอาจปฏิเสธที่จะวินิจฉัยความชอบด้วยกฎหมายของบรรดาคำสั่งและประกาศ ที่ออกโดยคณะรัฐประหารโดยอ้างว่าปัญหาดังกล่าวเป็น “ปัญหาทางการเมือง” (Political Question) ทฤษฎี “ปัญหาทางการเมือง” เป็นทฤษฎีที่ใช้ในระบบกฎหมายคอมมอนลอว์ โดยทฤษฎีนี้ถือว่าปัญหาใดที่ถือว่าเป็นปัญหาการเมือง ปัญหานั้นอยู่นอกขอบเขตอำนาจของตุลาการ กล่าวอีกนัยหนึ่ง เป็นประเด็นที่ไม่อยู่ในข่ายที่ศาลจะทำการตรวจสอบ (Judicial Review)

จากทางเลือก 4 ประการข้างต้น ศาลไทยเลือกทางเลือกแรก คือ รับรองสถานะของคณะรัฐประหารที่ทำสำเร็จว่าเป็น องค์อธิปัตย์ และรับรองความชอบด้วยกฎหมายของบรรดาคำสั่งและประกาศที่ออกโดยคณะรัฐประหารมาโดยตลอด แต่มีข้อสังเกตว่า กรณีคำสั่งยึดทรัพย์เมื่อคราว รสช. นั้น ศาลฎีกาเคยวินิจฉัยว่าคำสั่งยึดทรัพย์นั้นไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 912/2536) ซึ่งจัดว่าเป็นทางเลือกที่สอง แต่สำหรับคดียุบพรรคนั้นเป็นที่เห็นได้ชัดว่า ตุลาการเฉพาะกิจรับรองความชอบด้วยกฎหมายของ “ประกาศ” คณะรัฐประหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การยอมรับว่า “การเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งย้อนหลัง” ที่กำหนดไว้ในประกาศฉบับที่ 27 ข้อ 3 นั้นไม่ขัดกับหลักนิติรัฐ

อนึ่ง น่าจับตามองว่าศาลจะมีท่าทีอย่างไรกับมาตรา 309 ซึ่งแม้จะบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญที่ผ่านการลงประชามติก็ตาม แต่โดยข้อเท็จจริงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า มาตรา 309 (ซึ่งเกี่ยวกับการนิรโทษกรรมล่วงหน้า และการตัดมิให้มีการตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ) อันเป็น “สิ่งตกค้าง” มาจากการทำรัฐประหาร เนื่องจากมาตรา 309 มีข้อความเหมือนกับมาตรา 36 แห่งรัฐธรรมนูญชั่วคราว ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยว่า ประกาศฉบับที่ 30 เกี่ยวกับการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ และการต่ออายุ คตส. จะขัดกับรัฐธรรมนูญหรือไม่

4.ผลร้ายของรัฐประหารที่มีต่อหลักนิติศาสตร์และระบอบประชาธิปไตย

ผลร้ายประการแรก ที่ชัดเจนที่สุดคือ การทำกฎหมายให้กลายเป็นเรื่องของ “อำนาจดิบเถื่อน” ไป แทนที่กฎหมายจะเป็นเรื่องของ “เหตุผล” คำนิยามของกฎหมายที่ฝังหัวผู้เรียนกฎหมายก็คือ กฎหมายคือ “คำสั่งของรัฐธิปัตย์ ใครไม่ปฏิบัติตามจะต้องได้รับโทษ” คำนิยามนี้มาจากนักนิติศาสตร์นามว่า John Austin ซึ่งมีอิทธิพลมากต่อพระองค์เจ้ารพีฯ หลังจากที่ท่านสำเร็จการศึกษาท่านก็สอนตาม Austin จนอิทธิพลคำสอนของ Austin ครอบงำผู้เรียนและผู้ใช้กฎหมายจนโงหัวไม่ขึ้นจนถึงทุกวันนี้

ผลร้ายประการที่สอง คือ การบิดเบือนหลักกฎหมายนิรโทษกรรม โดยปกติแล้ว การนิรโทษกรรมนั้นจะมีผลเฉพาะเหตุการณ์ในอดีตที่เกิดขึ้นและสิ้นสุดลงแล้ว ซึ่งภายหลังที่มีการตรากฎหมายนิรโทษกรรมโดยฝ่ายนิติบัญญัติมีผลใช้บังคับแล้ว การกระทำเช่นว่านั้นไม่ได้รับอานิสงส์ของกฎหมายนิรโทษกรรมด้วย แต่มาตรา 36 และ 37 แห่งรัฐธรรมนูญชั่วคราวและมาตรา 309 แห่งรัฐธรรมนูญ 2550 ที่กำหนดให้บรรดาการกระทำที่เกิดขึ้นแม้หลังจากที่รัฐธรรมนูญประกาศใช้แล้วก็ตาม ให้ถือว่าเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ

อีกทั้งเมื่อมีการยึดอำนาจเสร็จในวันที่ 19 กันยายน 2549 ก็มีการออกกฎหมายนิรโทษกรรมตนเองในอีกไม่กี่วันต่อมาไว้ในรัฐธรรมนูญชั่วคราว ซึ่งโดยปกติแล้ว การออกกฎหมายนิรโทษกรรมเป็นอำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติ จะเห็นได้ว่าการทำรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 มีการทำลายหลักวิชานิติศาสตร์อย่างแนบเนียนมากขึ้นกว่าแต่ก่อน และร้ายแรงกว่าที่แล้วๆ มา

ผลร้ายประการที่สาม การยืมมือตุลาการมาเป็นส่วนหนึ่งของรัฐประหาร ในอดีตที่ผ่านมาศาลไทยรับรองว่า บรรดาคำสั่งหรือประกาศของคณะรัฐประหารเป็นกฎหมายมาโดยตลอด ยิ่งกว่านั้น ในการทำรัฐประหารครั้งล่าสุด คณะรัฐประหารได้ยุบศาลรัฐธรรมนูญ (ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องใหญ่มาก) และตั้งตุลาการเฉพาะกิจให้วินิจฉัยคดียุบพรรคการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการออกกฎหมายให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง อันเป็นโทษที่ไม่มีขณะที่มีการกระทำความผิดขึ้น แต่เป็นโทษที่มีการเพิ่มเข้าในภายหลัง

ผลร้ายประการที่สี่ การแต่งตั้งคณะบุคคลเฉพาะกิจขึ้นมาทำหน้าที่ต่างๆ ที่ผ่านมา เมื่อมีการทำรัฐประหารสำเร็จ มักมีการแต่งตั้งคณะบุคคลเฉพาะกิจขึ้นมาทำหน้าที่เป็นรัฐบาล ฝ่ายนิติบัญญัติ สภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ คตส. การแต่งตั้งองค์กรเฉพาะกิจข้างต้น ย่อมส่งผลกระทบตามมาในภายหลัง ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า ปัญหาการเมืองไทยในขณะนี้ก็เป็นผลสืบเนื่องมาจากการทำรัฐประหารในวันที่ 19 กันยายน 2549 การโต้ตอบทางการเมืองนี้ส่วนหนึ่งเป็นผลพวงมาจากการทำรัฐประหาร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่มาของคตส. ไม่เว้นแม้แต่ตัวรัฐธรรมนูญ 2550 เอง

ส่งท้าย
นอกจากรัฐประหารจะมิใช่เป็นหนทาง (Solution) ในการแก้ไขปัญหาแล้ว รัฐประหารยังเป็นสัญลักษณ์ของ “ความด้อยพัฒนา” อีกด้วย ในขณะที่บรรดากฎหมายที่ออกโดยอาศัยอำนาจของคณะรัฐประหารที่อยู่ในรูปของ “ประกาศ” หรือ “คำสั่ง” โดยไม่สนใจไยดีต่อหลักนิติรัฐ หลักความยุติธรรม และหลักการพื้นฐานของการปกครองระบอบประชาธิปไตยนั้น เป็นการดูถูก (Affront) หลักวิชานิติศาสตร์อย่างยิ่ง

การที่คณะรัฐประหารใช้อำนาจออกกฎหมายอย่างไรก็ได้โดยไม่มีขีดจำกัด (Unfettered Legislative Power) นิรโทษกรรมให้กับตนเอง รวมถึงตัดขาดมิให้มีการตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญนั้น เท่ากับเป็นการทำลายป้อมปราการของหลักนิติรัฐโดยสิ้นเชิง ดังนั้นหากยอมให้มีการทำรัฐประหารขึ้นอีก ก็จะส่งผลร้ายแรงทั้งต่อระบบกฎหมาย กระบวนการยุติธรรม และระบอบประชาธิปไตย

ด้วยเหตุผลดังกล่าว ผมจึงขอประณาม “ความคิด” (แม้จะอยู่ในหัวสมองก็ตาม) ที่จะกระทำรัฐประหาร และการตระเตรียม ความพยายาม รวมถึงความผิดสำเร็จด้วย (ในกรณีที่ยึดอำนาจสำเร็จ) พูดให้ง่ายเข้า ผมขอประณามทุกขั้นตอนของการทำรัฐประหาร รวมถึงบุคคลที่เกี่ยวข้องด้วย ไม่ว่าในฐานะผู้ใช้ ตัวการ และผู้สนับสนุนและเรียกร้องให้มีการชุมนุมตามเงื่อนไขที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้คือ โดยสงบและปราศจากอาวุธ