WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, May 31, 2008

เมื่อรถหยุดวิ่ง

เชื่อว่าเช้านี้คน กทม. คงต้องประสบกับภาวะ “รถเมล์ขาด (ตลาด)” กันไปถ้วนหน้า อันเนื่องมาจากการประท้วงหยุดวิ่งของบรรดารถร่วมฯ ซึ่งรวมๆ ก็กว่า 10,000 คัน

เห็นใจผู้โดยสารก็เห็นใจ ไหนจะต้องรอนาน ไหนจะต้องเบียดเสียดกันขึ้นไปอัดแน่นยิ่งกว่าปลากระป๋อง

แต่มองจากมุมของผู้ประกอบการรถร่วมฯ ก็น่าเห็นใจเขาเหมือนกัน เพราะราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นเช่นนี้เป็นไปตามกลไกตลาดโลก ใครก็ฉุดไม่ได้รั้งไม่อยู่

ในฐานะ “เอกชน” ที่ประกอบธุรกิจ เมื่อต้นทุนในการทำกิจการสูงเกินกว่าจะแบกรับภาระต่อไปได้ แล้วกฎหมายยังไม่อนุญาตให้ขึ้นราคาค่าสินค้าหรือบริการอีกเช่นนี้ ก็เห็นทีจะต้องปิดหรือหยุดพักกิจการกันแต่เพียงเท่านั้น

ไม่เหมือนกิจการที่ดำเนินการหรือมีหุ้นส่วนใหญ่เป็นรัฐบาล จึงจะต้องมีหน้าที่ “ช่วยเหลือ" ประชาชน มากกว่าคำนึงเรื่องกำไร-ขาดทุน

หรือทางออกที่สาม คือ จะให้ศาลปกครองประกาศคุ้มครองการขึ้นราคาน้ำมัน แทนการคุ้มครองราคาสินค้า เช่นนี้ก็ไม่รู้ว่าจะทำได้หรือเปล่า (เพราะราคาน้ำมันในบ้านเราต้องผูกติดกับราคาน้ำมันดิบโลก) ถ้าทำได้ แก้ไขปัญหาราคาน้ำมันได้เพียงอย่างเดียว ก็สบายไปร้อยแปดอย่าง

แต่ถ้าทำไม่ได้ดังว่ามา ก็คงต้องทำใจยอมรับแล้วว่า เราก็ต้องขึ้นรถเมล์กันแพงขึ้นอยู่ดี

เกิดเหตุการณ์รถร่วมฯ หยุดวิ่งเช่นนี้ เราจึงได้เห็นภาพชัดๆ ว่า กิจการขนส่งมวลชนโดยรัฐนั้น มีน้อยเกินกว่าความต้องการไปมาก และส่วนมากก็ต้องพึ่งพาเอกชนเป็นหลัก

ทั้งที่ประชาชนส่วนมากของประเทศนี้ ยังต้องพึ่งพาขนส่งสาธารณะมากกว่ารถส่วนตัว แต่จนป่านนี้ระบบขนส่งมวลชนบ้านเราก็ยังไม่เคยสะดวกสบาย ทั้งในด้านปริมาณ (เพียงพอต่อความต้องการ) และด้านคุณภาพ

บ่นไปก็เท่านั้น เพราะถามว่าแล้วจะให้รัฐทำอย่างไร ก็ไม่รู้ จะให้คุ้มครองราคาค่าตั๋วต่อไปหรือไม่ ก็ไม่น่าจะได้ เพราะคงไม่มีเอกชนรายไหนยอมวิ่งรถ-เรือให้ขาดทุน

คงตอบได้อย่างเดียวในฐานะคนเดินดิน คือ จะทำอย่างไรก็ให้ทำกันไปทางหนึ่งเถิด เพราะสุดท้ายคนที่เดือดร้อนที่สุด ก็คือชาวบ้านตาดำๆ นี่เอง

ปฏิญา ยอดเมฆ


พันธมิตร จะเผด็จศึกใคร

แม้การชุมนุมครั้งนี้จะเริ่มต้นด้วยการประกาศว่า เพื่อต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

แต่คนที่ติดตามและรู้จัก “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” มาเป็นอย่างดี ย่อมไม่มีใครเชื่อว่าแก๊งนี้จะมีเหตุผลแท้จริงเพียงเท่านั้น

เพียงแต่จะรอดูว่า แล้วแกนนำของพันธมิตรฯ จะหาทางออกอย่างไร จะชักนำมวลชนไปด้วยเหตุผลอะไร

แล้วก็เป็นไปตามคาด เมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา แกนนำอย่าง นายสุริยะใส กตะศิลา แพลมออกมาว่า อาจมีการหารือว่าจะเปลี่ยนจุดยืนจากเรื่องรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องการขับไล่รัฐบาล

อาจถึงการขับไล่คณะรัฐมนตรีให้ลาออกกันไปทั้งคณะ

แม้ปากจะบอกว่า “จะมีการหารือ” แต่ถ้าไม่ได้กินหญ้าเป็นอาหาร ก็ย่อมดูออกว่า นี่คืออีกหนึ่งเป้าหมายที่แกนนำพันธมิตรฯ วางเอาไว้แล้ว ตั้งแต่ก่อนจะประกาศการชุมนุมที่มีเรื่องรัฐธรรมนูญมาบังหน้าด้วยซ้ำ

เพราะถ้ามักน้อยกันแค่นั้น ไหนเลยต้องทำฮึกเหิมขนาดประกาศ ตายเป็นตาย เจ๊งเป็นเจ๊ง

และยิ่งไม่มีความจำเป็นที่คนอย่าง “พล.ต.จำลอง ศรีเมือง” จะต้องประกาศให้มวลชนชักจูงคนมาร่วมให้มากๆ เพื่อทำการ “เผด็จศึก”

จะเผด็จศึกใคร จะเผด็จกันอย่างไร จะเหมือนที่ พล.ต.จำลอง เคยมีส่วนในการชักจูงผู้คนมา “เผด็จศึก” อย่างนั้นหรือไม่

ยังไม่มีใครกล้าคิด

แต่ที่แน่ๆ มีการ “แยกมิตร แยกศัตรู” กันไปแล้วเรียบร้อย

นั่นคือความพยายาม “ตำหนิ” การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ว่าหละหลวม เข้าข้างเลือกฝักเลือกฝ่าย ไม่เต็มใจรักษาความปลอดภัยให้แก่ผู้ชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ

ราวกับต้องการให้ตำรวจตีหัวม็อบฝ่ายตรงข้ามให้หัวร้างข้างแตก จึงจะพอใจ

ที่สำคัญ แกนนำม็อบถึงกับประกาศให้ผู้ชุมนุมสามารถ “จัดการ” กับฝ่ายตรงข้าม ด้วย “วิธีการใดก็ได้” เพราะถือเสียแล้วว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่อาจเป็นที่พึ่งพา

ประกาศความเป็นนักเลงที่ไม่เคารพขื่อแปบ้านเมืองกันมาโต้งๆ อย่างไม่เกรงกลัว

ถ้าไม่มี “ผู้หนุนหลัง” อย่างใหญ่เบิ้ม ก็คงไม่เหิมเกริมขนาดนี้

ที่น่าสงสัยมากกว่าคือ คนนั้นคือใคร

แล้วได้ประโยชน์อะไรจากการทำร้ายให้บ้านเมืองเสียหาย ทรุดหนักทั้งทางการเมือง สังคม เศรษฐกิจอย่างนี้

อีกฝ่ายที่ก็ยังต้องจับตาดูให้ดี ไม่พ้นกองทัพ

เพราะมีสรรพสำเนียงถึงความแตกกันเล็กๆ ออกมาให้ได้ยินพอกระเส็นกระสาย

ที่ขัดแย้งกันไม่มีอะไรมากไปกว่า อีกฝ่ายยังเชื่อมั่นในการรัฐประหาร ขณะที่อีกฝ่ายเข็ดหลาบและไม่ต้องการให้กองทัพโดนด่าไปมากกว่านี้

จะมีบ้างที่ยังรอดูท่าทีของ “มวลชน” พลเรือนทั้งสองฝั่ง

ถ้ามีท่าทีแตกร้าวหนัก หรือใครที่ได้รับใบสั่งให้สร้างสถานการณ์แล้วทำได้อย่างสุดฝีมือ

เมื่อนั้น ก็ได้เวลาที่กองทัพจะกลืนน้ำลายตัวเอง

ขณะนี้จึงเป็นเวลาที่ “รัฐบาล” กำลังเคร่งเครียดจับตา

และพันธมิตรฯ ก็รอเวลาที่จะได้ร้องเฮ!

นปช.จุดพลุเปิดเวทีคู่ขนาน รวมพลต้าน “พันธมาร”

แกนนำ นปช. ทยอยขึ้นเวทีกล่าวปราศรัยหลังประกาศเดินหน้าชุมนุมใหญ่ 5 โมงเย็นวันนี้ ย้ำเจตนารมณ์ต้านการปฏิวัติรัฐประหาร หลังมี กระบวนการ ปลุกปั่นกระแสปฏิวัติ ด้าน อ.จรัล จี้รัฐบาล - พลังประชาชนอย่านิ่งเฉย ต้องสกัดทุกวิถีทาง ขณะที่ประชาชนผู้รักประชาธิปไตยออกมาแสดงพลังกันอย่างคึกคัก

ท่ามกลางกระแสข่าวว่าจะเกิดการปฏิวัติรัฐประหารอีกครั้งจากท่าทีในการชุมนุมครั้งใหญ่ของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่นัดดีเดย์ในวันนี้ (30 พ.ค.) ขณะเดียวกันท่าทีของแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ ตลอดจนการส่งสัญญาณของทหารบางนาย ทำให้หลายฝ่ายเกิดความหวั่นไหวว่าจะเกิดเหตุการณ์ร้ายขึ้นในบ้านเมืองอีกครั้ง หลังจากที่ผลกระทบทางการเมือง เศรษฐกิจ และความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนเพิ่งจะอยู่ในระยะฟื้นตัว

นายจรัล ดิษฐาอภิชัย แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และอดีตกรรมการสิทธิมนุษยชน กล่าวบนเวที นปช. สนามหลวงวันนี้ (30 พ.ค.) ว่า สถานการณ์ต่อไปนี้ไม่รู้ว่าจะมีไรเกิดขึ้น การชุมนุมเพื่อแก้ไขต้องมีจุดมุ่งหมายเพิ่มขึ้น คือต่อต้านรัฐประหารเพราะขณะนี้มีข่าวลือการรัฐประหารทุกสัปดาห์ การชุมนุมสนามหลวงเพื่อต่อต้านการรัฐประหาร หากทหารกลุ่มที่จะฉวยโอกาสจากรัฐประหาร ก็จะถูกพวกเราต่อต้าน เพราะมันจะเป็นการล้มระบอบประชาธิปไตย

“หากมีรัฐประหารครั้งนี้ต้องแตกต่างกับ 19 กันยายน จึงขอประประชาชนพี่น้องเตรียมตัว และความคิด อย่างจริงจัง เพราะครั้งนี้ไม่อาจทราบได้ว่าสถานการณ์เป็นอย่างไร ตอนนี้เราได้รัฐบาล แต่เรายังไม่ได้อำนาจอย่างแท้จริง ดังนั้นแล้ว รัฐบาลมีหน้าที่ต้องปกป้องการรัฐประหาร เป็นปราการด่านแรก จึงขอเรียกร้องให้ทำหน้าที่นี้ เพราะไม่มีรัฐบาลชาติใดอยากให้เกิดการรัฐประหาร พรรคพลังประชาชนและรัฐบาลต้องตื่นตัว” อ.จรัล กล่าว

อย่างไรก็ดี การแก้ไขรัฐธรรมนูญยังถือเป็นภาระของพวกเรา หากพวกเราช่วยกันหนุนให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ ก็จะเป็นการป้งอกันการรัฐประหารไปในตัว



“สมัคร” พร้อมปรับ ครม.หลังการลาออก “จักรภพ” มีผลแล้ว

ลือสะพัด! โยก “พงศกร อรรณนพพร” เสียบแทน ดัน “เจริญ จรรย์โกมล” จ่อนั่ง รมช.เกษตรฯ แทน “ธีระชัย แสนแก้ว” ที่คาดไปนั่ง รมช.ศึกษาฯ ด้าน “จักรภพ” เปิดทางนายกฯ ตัดสินใจ รมต.คนใหม่ ระบุไม่ใช่โควต้า นปก.

วันนี้ (30 พ.ค.) นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม กล่าวก่อนให้การต้อนรับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมประเทศฝรั่งเศส และนำตรวจแถวกองทหารเกียรติยศผสม 3 เหล่าทัพ โดยระบุว่า การปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายหลังจากที่ นายจักรภพ เพ็ญแข ลาออกจากตำแหน่ง รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีนั้น จะตัดสินใจเมื่อการลาออกของนายจักรภพมีผลแล้ว ขณะที่ปฏิเสธไม่เคยได้ยินการสลับตำแหน่งเก้าอี้รัฐมนตรี และปฏิเสธที่จะเปิดเผยว่า พิจารณาใครเป็นพิเศษแล้วหรือยัง

พร้อมกันนี้ ยืนยันว่าจะไปร่วมรับประทานอาหารมื้อค่ำหารือ ร่วมกับรัฐมนตรีในสังกัดพรรคพลังประชาชนในวันนี้อย่างแน่นอน โดยเป็นการประชุมเดือนละครั้งอยู่แล้ว

ก่อนหน้านี้ นายจักรภพ แถลงลาออกจากตำแหน่งหลังคณะกรรมการสอบสวนคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ของกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง สรุปว่ามีพฤติกรรมเข้าข่ายความผิด โดยการลาออกดังกล่าวนั้นจะมีผลในสัปดาห์หน้า พร้อมระบุถึงบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งแทนนั้น ขอให้เป็นเรื่องของนายกรัฐมนตรีที่จะพิจารณา และยืนยันว่า ตำแหน่งนี้ไม่ใช่โควต้าของทางกลุ่ม นปก. (แนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ)

และยังได้ฝากให้รัฐมนตรีคนใหม่ดูแลกรมประชาสัมพันธ์ ให้มีการพัฒนาเรื่องการแข่งขันกับสถานีอื่นๆ และการบริหารงานที่ควรจะบริหารงานให้กว้างขวาง ไม่ใช่เฉพาะในกรมประชาสัมพันธ์เท่านั้น

ในวันเดียวกันที่พรรคพลังประชาชน ภายหลังที่นายจักรภพประกาศลาออกจากตำแหน่งแล้วจะมีการปรับ ครม. 3 ตำแหน่ง โดยอาจย้าย นายพงศกร อรรณนพพร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ไปดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แทนนายจักรภพ ย้ายธีระชัย แสนแก้ว มาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และให้นายเจริญ จรรย์โกมล ส.ส.ชัยภูมิ กลุ่มอีสานพัฒนา พรรคพลังประชาชน ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ทันทีที่ นายเจริญเดินทางถึงพรรคพลังประชาชน พร้อมกับ ส.ส.กลุ่มอีสานพัฒนา เพื่อเข้าร่วมประชุมพรรค นายเจริญ ปฎิเสธไม่ทราบกระแสข่าวดังกล่าว “ไม่รู้เรื่อง ต้องไปถามผู้ใหญ่” จากนั้นได้เดินเข้าลิฟท์ไปทันที ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวพยายามร้องขอให้นายเจริญตอบถึงกระแสข่าวดังกล่าว แต่นายพรศักดิ์ เจริญประเสริฐ ส.ส.ศรีสะเกษ ได้กล่าวติดตลก ว่า “ไม่ได้ คุยไม่ได้ เดี๋ยวหลุดโผ”


ปธ.คปพร. ย้ำจุดยืน เดินหน้าแก้รธน. ไม่หวั่นญัตติแรกตกสภา

“อ.จรัล” ไม่สนญัตติแก้ รธน. ตกสภา หลัง 7 ส.ว. ตื่นพันธมิตรฯ แจ้นถอนชื่ออีก เดินหน้าหนุนแก้ รธน. 50 ต่อไป ขณะที่ ส.ว. หลงกลเกมพันธมาร อ้างเหตุเพื่อยุติเงื่อนไขการชุมนุม ที่แท้กลัวถูกล่าชื่อถอดถอนกลับ

ภายหลังมี ส.ส. – ส.ว. ทยอยถอนรายชื่อออกจากการรับรองญัตติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ที่ยื่นต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรไปแล้วนั้น โดยจำนวนตัวเลขเมื่อเย็นวานนี้ ( 29 พ.ค.) อยู่ที่ 131 คน แต่ล่าสุดขณะนี้เหลือเพียง 124 รายชื่อ เนื่องจากเมื่อเช้าวันนี้ (30 พ.ค.) มี ส.ว. 7 คนทำการถอดถอนเพิ่มเติม ส่งผลให้จำนวนเสียงไม่ถึง 1 ใน 5 ตามมาตรา 291 ที่กำหนดไว้ เป็นเหตุให้ญัตติการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่สามารถผลัดดันเข้าสู่การพิจารณาในวาระที่ 1 ของการประชุมสภาผู้แทนราษฎรสมัยวิสามัญที่จะมีขึ้นในวันที่ 9 มิถุนายนนี้ได้

วันนี้ (30 พ.ค.) นายจรัล ดิษฐาอภิชัย ประธานคณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ (คปพร.) และแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ให้สัมภาษณ์ถึงการถอนรายชื่อของ ส.ส.และ ส.ว.ออกจากญัตติเสนอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ 2550 ว่า แม้ว่าจะมี ส.ว.ถอนชื่อเพิ่มอีก 7 คน ซึ่งอาจจะส่งผลให้ญัตติตกไปก็ตาม แต่ทั้งนี้ก็ไม่เกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญที่พวกเราดำเนินการเสนอ ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการตรวจสอบรายชื่อประชาชนว่าถูกต้องครบถ้วน มีตัวตนจริงอยู่หรือไม่ และขอยืนยันจะเคลื่อนไหวเพื่อสนับสนุนให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อไป

ขณะเดียวกัน ที่รัฐสภา ส.ว. 7 ราย นำโดย นายประสิทธิ์ โพธสุธน ส.ว.สุพรรณบุรี นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ ส.ว.ศรีสะเกษ นายเกชา ศักดิ์สมบูรณ์ ส.ว.ราชบุรี นายบวรศักดิ์ คณาเสน ส.ว.อำนาจเจริญ นายรักษ์พงษ์ ณ อุบล ส.ว.หนองบัวลำภู นายมงคล ศรีคำแหง ส.ว.จันทบุรี และนายยุทธนา ยุพฤทธิ์ ส.ว.ยโสธร ร่วมกันแถลงข่าว ประกาศถอนรายชื่อจากญัตติเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ได้ลงชื่อก่อนหน้านี้

โดยระบุถึงสาเหตุต้องการยุติเงื่อนไขการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ประกาศชุมนุมเพื่อคัดค้านการแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งเมื่อกลุ่มตนเองถอนชื่อออกแล้วก็จะทำให้ญัตติตกไป แต่หากพันธมิตรฯ ยังเดินหน้าชุมนุมก็เป็นเรื่องที่ประชาชนจะพิจารณา

ขณะเดียวกัน มีกระแสข่าวระบุว่า ก่อนแถลงข่าวกลุ่ม ส.ว.ทั้ง 7 คน ได้พยายามขอเจรจากับกลุ่มพันธมิตรฯ ที่เดินทางมายื่นเสนอถอดถอนสมาชิกรัฐสภาที่ลงชื่อในญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่กลุ่มพันธมิตรฯ ปฏิเสธที่จะเจรจาด้วย โดยให้เหตุผลว่า ไม่ต้องการให้เป็นเกมการเมือง เนื่องจากการเมืองไม่ควรแก้ด้วยการเมืองแต่ควรแก้ด้วยความจริงใจ และเห็นว่า แม้ ส.ว. จะถอนรายชื่อขณะนี้ก็ไม่เกิดประโยชน์ เพราะถือว่ามีการตัดสินใจอย่างรอบคอบไปแล้วก่อนที่จะลงรายชื่อ



“เหลิม” จวกก๊วนพิสดารเลียนแบบพฤษภาทมิฬฯ จุดไฟเผาเมือง

มท.1 ออกโรงซัด “คนหัวโต - หน้าแหลม - หัวเกรียน” บงการสร้างสถานการณ์ปลุกปั่นปฏิวัติล้มล้างรัฐบาล ปูดแหล่งเงินใต้ดินหนุนพันธมาร ทั้ง “เจ้ามือหวย - เจ้าของบ่อน” ย่านบางซื่อ - บางยี่ขัน ปัดข่าวรัฐบาลไม่คิดสลายการชุมนุม

วันนี้ (30 พ.ค.) ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย กล่าวถึงสถานการณ์การชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่จะจัดชุมนุมใหญ่ในวันนี้ ว่า เป็นการสร้างสถานการณ์ให้วุ่นวายและพัฒนาไปสู่ความรุนแรง โดยความร่วมมือของ “คนหัวโต-คนหน้าแหลม-คนหัวเกรียน” ที่ประสานกับกลุ่มที่ก่อเหตุปาระเบิด 9 จุดและการใช้วิธีเผาบ้านเผาเรือน เหมือนเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ขณะนี้กระบวนการดังกล่าวได้เริ่มขึ้นแล้ว ส่วนตัวไม่กล้าจะพูดว่าการสร้างสถานการณ์ หวังเพื่อให้เกิดปฏิวัติล้มล้างรัฐบาลหรือไม่

ทั้งนี้ ยืนยันว่า รัฐบาลไม่มีแนวคิดสลายการชุมนุม แต่จะดูแลรักษาความเรียบร้อย โดยเรียกร้องให้พันธมิตรฯ กำหนดจุดยืนที่ชัดเจน ซึ่งหากมีการประสานขอเจรจา ส่วนตัวก็พร้อมที่จะเจรจาด้วย

นอกจากนี้ ร.ต.อ.เฉลิม ยังเปิดเผยถึงแหล่งที่มาเงินทุนของพันธมิตรฯว่า ได้มาจากเจ้ามือหวยและเจ้าของบ่อนย่านบางซื่อและบ่อนลอยฟ้าย่าน สน.บางยี่ขัน

ร.ต.อ.เฉลิม ยังกล่าวถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้พบกับ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ในงานสวดอภิธรรมศพมารดาของพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก เมื่อค่ำวันที่ 29 พ.ค.ที่ผ่านมา มีตนอยู่ร่วมในเหตุการณ์ด้วย เป็นเรื่องที่ดี เด็กเข้าไปพบกับผู้ใหญ่ เป็นภาพที่น่ารัก แต่ไม่ได้คุยอะไรกันมาก แค่ทักทายกันเท่านั้น และ พ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้พูดอะไรกับตนเกี่ยวกับสถานการณ์บ้านเมือง ส่วนตนได้พูดคุยกับ พล.อ.เปรม เป็นเวลานาน แต่ไม่สามารถบอกได้ว่าพูดอะไรบ้าง

ด้าน นายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศ ปฏิเสธไม่แสดงความเห็นในเรื่องดังกล่าว แต่ส่วนตัวเห็นว่าการไหว้ผู้ใหญ่เป็นประเพณีไทยที่น่าสนับสนุน เป็นสิ่งที่ดี และปฏิเสธไม่น่ามีนัยทางการเมือง แต่เป็นการแสดงออกทางวัฒนธรรมและศาสนามากกว่า

พปช. ไม่หวั่น เดินหน้าล่าชื่อ96ส.ส.ยื่นญัตติแก้รธน.รอบสอง หากญัตติแรกตก

“นิสิต สินธุไพร” ลั่นพร้อมรวบรวมชื่อยื่นญัตติแก้ไข รธน.รอบสอง ใช้ช่องทาง ส.ส. 96 เสียงตามมาตรา 291 เดินหน้าผลักดันร่าง คปพร. ฉบับ 40 ก เข้าสภาเช่นเดิม หลัง ส.ส. – ส.ว. ใจเสาะยกโขยงถอดรายชื่อ คาดยื่นได้ก่อนเปิดประชุมสมัยวิสามัญ 9 มิ.ย.นี้

นายนิสิต สินธุไพร ส.ส.ร้อยเอ็ด กรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน แกนนำ ส.ส. ยื่นญัตติขอแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติม 2550 กล่าวถึงญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ อาจต้องตกไปเพราะมี 8 ส.ส.พรรคพลังประชาชน กลุ่มอีสานอาวุโสหรืออีสานพัฒนา จะถอนรายชื่อ ว่า ยังไม่ทราบว่ามีใครถอนรายชื่อบ้าง แต่ถ้ามีการถอนชื่อจริง ตนก็จะทำการรวบรวมรายชื่อเพื่อยื่นเสนอญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญรอบสอง เพราะเรามีเจตจำนงที่ต้องการให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น ดังนั้น เราจะยื่นญัตติ เพื่อรอฟังผลการทำประชามติโดยจะใช้ร่างเดิมกลับไปอีกครั้ง

ส่วนที่นายจักรภพ เพ็ญแข รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ประกาศลาออกจากตำแหน่ง ผนวกกับหากญัตติดังกล่าวอาจตกไป อาจทำให้สถานการณ์คลี่คลายลงไปนั้น ต้องวิเคราะห์ให้ดี อย่างไรก็จะต้องรวบรวมรายชื่อไว้ก่อน โดยจะใช้ช่องทางยื่นเฉพาะ ส.ส.ใช้เสียง 96 คน มั่นใจว่า จะได้รายชื่อ ส.ส.มากกว่าเดิม ซึ่งในขณะนี้สามารถรวบรวมได้แล้ว 100 คน ส่วน ส่วนจะยื่นเมื่อไหร่นั้นคงต้องขอหารือกันก่อน แต่คาดว่าจะยื่นได้ก่อนเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญในวันที่ 9 มิถุนายนนี้

“เรื่องนี้พรรคคงไม่มีมติให้มีการถอนญัตติ เพราะเป็นการยื่นเป็นเอกสิทธิ์ของ ส.ส.ไม่ใช่มติของพรรค และเป็นเรื่องของรัฐบาล ดังนั้น พรรคคงไม่ก้าวล่วง หรือมีมติมาบังคับพวกเราไม่ได้ แต่ในพรรคอาจมีการปรึกษาหารือ ซึ่งเรื่องนี้ไม่มีผู้ใหญ่คนใดมาเกี่ยวข้อง แต่เป็นเรื่องของ ส.ส. เท่าที่คุยมั่นใจว่ารายชื่อ 96 ส.ส.คงไม่น่ามีปัญหา เพราะกระแสการแก้ไขรัฐธรรมนูญยังมีอยู่ อย่างไรก็ตามในการประชุม ส.ส.ของพรรควันนี้ (30 พ.ค.) คงจะได้มีการพูดคุยกัน ถ้าพรรคมีเหตุผลดี เราก็รับฟัง หากไม่ดีก็ต้องชี้แจงกัน

พร้อมระบุถึง ส.ส.และ ส.ว.ที่ขอถอนชื่อออกไปนั้น ใครถอนชื่อก็ต้องรับกรรมกันไปเอง ก็ต้องไปตอบคำถามกับประชาชนในพื้นที่ว่า ทำไมถึงต้องถอนชื่อ และเชื่อว่าอาจส่งผลกระทบต่ออนาคตทางการเมืองด้วย


“จักรภพ” โชว์สปิริต ประกาศลาออกรักษา “สมัคร –รัฐบาล”

“ผมเป็นเพียงเหยื่อ” สุภาพบุรุษสายล่อฟ้า ยืดอกป้อง “รัฐนาวา” ให้อยู่รอด ยืนยันพร้อมต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรม หวังลดเงื่อนไขพันธมิตรฯ จ้องล้มรัฐบาล ลั่นจะไม่ยอมให้ “ปชป.-พันธมิตร” ใช้วิชามารชี้นำประเทศ หนังสือถึงมือนายกฯ วันนี้ มีผลต้นสัปดาห์หน้า

วันนี้ (30 พ.ค.) เมื่อเวลา 12.20 น. นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แถลงข่าวลาออกจากตำแหน่งแล้วที่ทำเนียบรัฐบาล โดยให้เหตุผลว่า เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคมที่ผ่านมา ตนได้แถลงชี้แจงถึงคำบรรยายที่สโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2550 ว่าเป็นการปาฐกถาเชิงวิชาการ เมื่อประมาณ 1 ปีที่ผ่านมา

ซึ่งขอยืนยันความบริสุทธิ์ใจอีกครั้ง ว่าไม่มีเจตนาหมิ่นเบื้องสูง แต่มาถึงวันนี้มีกระบวนการกดดันรัฐบาลจากกลุ่มบุคคลและพรรคการเมือง เพื่อโค่นล้มรัฐบาลจึงเห็นว่า เพื่อว่าเพื่อรักษาเรือลำใหญ่ จึงจำเป็นต้องสละตำแหน่ง และขอยืนว่า จะต่อสู้ทางคดีต่อไป โดยไม่ได้หวังว่าจะได้ความเป็นธรรมจากกระบวนยุติธรรมเพียงอย่างเดียว แต่เพื่อสร้างบรรทัดฐานขจัดฉ้อฉลให้หมดสิ้นไปจากสังคม โดยจะยื่นใบลาออกในวันนี้ ให้มีผลในต้นสัปดาห์หน้า เพื่อจะได้สะสางงาน และเตรียมส่งไม้ให้กับผู้รับผิดชอบต่อจากผมด้วยความราบรื่น

“ผมมีความบริสุทธิ์ใจและไม่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างไร ในบัดนี้ก็คิดแบบนี้อยู่ ผมไม่มีเจตนาใดๆ ในการหมิ่นเบื้องสูง คำบรรยายเป็นวิชาการต่อที่ประชุมเปิดกว้าง ก่อนเป็นรัฐมนตรี 10 เดือน ผมจะต่อสู้คดีโดยไม่หวังความยุติธรรมสำหรับตนเอง แต่จะวางบรรทัดฐานให้สังคม ฉ้อฉลได้ยากขึ้น ลำพังผมคนเดียว ผมไม่ถอย แต่ 3 วันตกหนักที่นายกรัฐมนตรี มีเสียงร่ำลือรัฐประหาร ในกระบวนการวิชามาร ผมเป็นเพียงเหยื่อรายเดียว เพราะเรื่องที่เขาจับไปโยงกับระดับ ผมมีความจำใจ รักษาขุนไว้ให้รอด ผมจึงจำเป็นถอด ขอลาออกจาก รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ” นายจักรภพ กล่าว

พร้อมยืนหยัดว่าจะต่อสู้กับพรรคประชาธิปัตย์และพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่ทำตัวเป็นเจ้าขอและชี้นำประเทศไปเสียทุกเรื่อง เมื่อเห็นว่าภาระไปตกหนักอยู่ที่รัฐบาล โดยเฉพาะนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี กระทั่งเกิดเสียงร่ำลือว่าจะมียึดอำนาจซ้ำ โดยใช้ตนเป็นเครื่องมือทางการเมือง จึงมีความจำเป็นต้องรักษาขุนเพื่อปกป้องรัฐบาล

โดยหวังว่า การลาออกในครั้งนี้ กลุ่มพันธมิตรฯ จะยุติการเคลื่อนไหวเพื่อกดดันรัฐบาล และขอขอบคุณนายกรัฐมนตรีที่ให้โอกาสตัดสินใจจนถึงวินาทีสุดท้าย รวมทั้งขอโทษผู้สนับสนุนการลาออกครั้งนี้ไม่ใช่ความท้อถอย แต่เป็นหมากทางการเมือง ทั้งนี้ ตนจะไม่ใช้เวทีมวลชน หรือเวทีของกลุ่มแนวร่วมประชิปไตยต่อต้านเผด็จการ (นปก.) ในการตอบโต้หรือเป็นพื้นที่เพื่อชี้แจงในกรณีดังกล่าว

แถลงเปิดใจ “สุภาพบุรุษสายล่อฟ้า” - นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ความว่า

“เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ผมได้แถลงข่าวกับท่านทั้งหลายไปแล้วครั้งหนึ่ง เพื่ออธิบายถึงข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการหมิ่นเบื้องสูง ผมได้อธิบายไปว่า มีความบริสุทธิ์ใจ และมีเจตนาที่ไม่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างไรในการบรรยายที่สโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศ เมื่อเกือบ 1 ปีที่ผ่านมาแล้ว และที่สำคัญก็คือว่า ได้บอกผ่านพี่น้องสื่อมวลชนไปยังพี่น้องประชาชนด้วยว่า ผมมีแนวทางในการต่อสู้กับความฉ้อฉลในครั้งนี้อย่างไร ขอเรียนว่า ในบัดนี้ผมก็ยังคิดอย่างนั้นอยู่ และจะไม่เปลี่ยนแปลงความคิดนี้เลย ผมไม่มีเจตนาใดๆ ในการหมิ่นเบื้องสูง ซึ่งก็จะได้พิสูจน์ทราบในกระบวนการขั้นตอนทางกฎหมายกันต่อไป

คำบรรยายเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2550 นั้น เป็นคำบรรยายทางวิชาการ ต่อที่ประชุมซึ่งเปิดกว้างต่อคนทั้งหลาย ไม่มีการหลบเร้น และเป็นคำบรรยายที่เกิดขึ้นมานานถึง 10 เดือน ก่อนที่จะได้รับพพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมเป็นรัฐมนตรี เพราะฉะนั้นจึงอยากเรียนในประเด็นแรกว่า ผมจะต่อสู้ในคดีนี้ต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง โดยไม่ได้หวังเพียงความยุติธรรม และความเป็นธรรมสำหรับตนเองเท่านั้น แต่หวังไปถึงว่า ผมจะมีส่วน ไม่มากก็น้อย ในการวางบรรทัดฐานบางอย่างเพื่อให้สังคมนี้ฉ้อฉลน้อยลง ทำลายกันด้วยวิชามารได้ยากขึ้น และหวังว่าจะทำให้เกิดแสงสว่างทางปัญญามากขึ้นด้วย

เพราะฉะนั้น ลำพังตัวผมคนเดียว ผมไม่ถอยแน่ เพราะผมไม่อาจปล่อยให้พรรคประชาธิปัตย์ และกลุ่มพันธมิตรฯ ทำตัวเป็นพระเจ้าที่ชี้นำประเทศนี้ได้ แต่ในช่วง 3 วันที่ผ่านมานี้ ทุกอย่างกลับไปตกหนักอยู่ที่ท่านนายกรัฐมนตรีอย่างไม่เป็นธรรม ในที่สุดก็เกิดกระแสข่าวที่ไม่เป็นมงคลขึ้นมากมาย ทั้งความมุ่งหมายที่จะโค่นล้มรัฐบาล ทั้งในรัฐสภา และนอกรัฐสภา เสียงร่ำลือในเรื่องการยึดอำนาจรัฐประหาร และการไล่รุกเข้ามาเรื่อยๆ ของผู้เล่นต่างๆ ตามแผนที่วางกันไว้แล้วของคนภายนอก

ในขบวนการวิชามารทั้งหมดนี้ อยากจะเรียนว่า “ผมเป็นเพียงเหยื่อ” รายเดียวในทั้งหมดเท่านั้น แต่ก็มีความร้อนแรงมาก เพราะเรื่องที่เขาจับนั้นไปโยงกับสถาบันระดับสูง ผมจึงสรุปในใจว่า ผมมีความจำเป็นต้องรักษาขุนไว้ให้รอด เพื่อประชาธิปไตยจะได้ชัยชนะในบั้นปลาย

จะสังเกตว่าในช่วง 3 วันนี้ มีข่าวออกมาทั้งบนดินและใต้ดิน ทั้งข่าวว่า ผมเสี้ยมผู้ใหญ่ในฟากรัฐบาลให้ชนกันเพื่อตัวจะได้อยู่รอด ข่าวว่ามีผลประโยชน์เกี่ยวข้อง ก็เลยไม่ยอมลุกขึ้นจากเก้าอี้ ข่าวเหล่านี้เป็นความสามานย์ที่คนกุข่าวจะต้องชดใช้บาปกรรมของตนเองในไม่ช้านี้ แต่ก็เป็นตัวอย่างว่า คนในฟากรัฐบาลเราเองบางครั้งก็เผลอสายตาสั้นไปร่วมแห่กับฝ่ายตรงกันข้ามเขาด้วย เพราะฉะนั้นสิ่งที่มีความสำคัญและเป็นบทเรียนสำหรับคราวนี้ก็คือ พุทธภาษิตที่ว่า "วินาศกาเล วิปริตพุทธิ" เมื่อถึงคราววินาศ ปัญญาย่อมวิปลาสไปนั้น ต้องไม่พยายามให้เกิดขึ้น

เมื่อเรื่องนี้ไม่เป็นไปตามหลักเหตุผล แต่เป็นเกมอำนาจล้วนๆ แล้วท่านนายกรัฐมนตรีก็เป็นผู้ได้รับผลดังกล่าวนั้น ผมจึงต้องตัดสินใจถอดตนเองออกจากเกมอำนาจนี้ เพื่อรักษาเรือลำใหญ่ไว้ให้รอด ผมจึงขอลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีของรัฐบาลชุดนี้ และจะได้ยื่นใบลาออกในวันนี้ โดยให้มีผลในต้นสัปดาห์หน้า เพื่อจะได้สะสางงาน และเตรียมส่งไม้ให้กับผู้รับผิดชอบต่อจากผมด้วยความราบรื่น

การลาออกในครั้งนี้ น่าจะส่งผลให้คนหยุดพูดเรื่องการรัฐประหารกันเสียที และน่าจะมีผลยุติความเคลื่อนไหวของกลุ่มใดๆ ที่อ้างเหตุผลทางการเมืองมาเคลื่อนไหว ถ้าหากเกมนี้ยังดำเนินต่อไป โดยมุ่งตีเมืองขึ้นไปเรื่อยๆ ผมก็หวังว่ารัฐบาลจะตัดสินใจอย่างชัดเจนในการพิทักษ์บ้านเมืองให้พ้นจากมือของผู้ที่ไม่ปรารถนาดีเหล่านี้

ผมขอขอบพระคุณท่านนายกรัฐมนตรี ที่ท่านมีความเป็นสุภาพบุรุษตั้งแต่ต้นจนนาทีสุดท้าย ผมมีความศรัทธา มีความเคารพในวิธีทางการเมืองของท่านนายกรัฐมนตรี และจะยึดหลายอย่างในตัวท่านเป็นแบบอย่างในทางการเมืองต่อไป ท่านนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ใหญ่ ให้แนวทางที่เป็นสติปัญญาและความสว่างกับนักการเมืองรุ่นหลัง จะเรียกว่ารุ่นลูก รุ่นหลาน ก็ไม่ผิดจากความจริง ให้ได้รู้แนวทางที่จะเดินต่อไป ท่านนายกรัฐมนตรีมีความหมายและมีความสำคัญในการรักษาบ้านเมืองในระยะนี้ เพราะฉะนั้นเหตุใดก็ตามที่จะนำไปสู่ผลกระทบต่อตัวท่านโดยตรง ผมจะยอมไม่ได้

นี่คือเหตุผลที่เมื่อวันจันทร์ ผมได้แถลงที่นี่ว่าผมจะสู้ต่อไป แต่มาวันนี้ถึงได้กลับเป็นการลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรี เหตุผลก็ง่าย สั้นๆ นิดเดียวครับ เราต้องรักษาท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลไว้ให้รอดในระยะนี้ เพื่อประชาธิปไตยจะได้รอดในระยะยาว

และสุดท้าย ผมต้องขอกล่าวคำนี้ครับ “ผมขอโทษผู้สนับสนุนตัวผมเอง” ซึ่งคงจะทำให้ท่านผิดหวังที่มีวันนี้เกิดขึ้น หวังว่าเมื่อท่านฟังเหตุผลตั้งแต่ต้นมาจนบัดนี้แล้ว ท่านก็คงพลอยเข้าใจไปด้วย ว่าผมไม่ได้มีความคิดที่จะลาออก ผมไม่ได้ทำอะไรผิด ผมจะพิสูจน์ตนเองในทางกฎหมายต่อไป และจะวางบรรทัดฐานไม่ให้คนมาใช้เรื่องแบบนี้เพื่อการทำลายกันได้ง่ายเหมือนที่เกิดกับตัวผมเองอีกด้วย

เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ขอให้ผู้สนับสนุนทุกท่านได้ทราบว่า ไม่ใช่ความอ่อนแอ ทดท้อ ไม่ใช่การถอยเพื่อที่จะถอดใจทั้งสิ้น นี่เป็นเพียงขั้นตอนทางการเมือง ซึ่งเราต้องรักษาส่วนรวมไว้เท่านั้นเอง ขอโทษท่านผู้สนับสนุนถ้าหากทำให้ท่านผิดหวัง แต่ในระยะยาวแล้วท่านจะไม่ผิดหวังแน่นอนครับ ขอบคุณมากครับ”


ชาวเน็ตล่าชื่อ ท้วงปชป. เหมารวมหมิ่นฯ จี้

ชาวไซเบอร์สุดทน!พฤติกรรมพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวหาหมิ่นเบื้องสูง ใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองโจมตีบุคคคลอื่น ย้ำพื้นที่บนเน็ตเปิดรับความเห็นต่าง โดยคนเล่นเน็ตจะช่วยกันตรวจสอบดูแลด้วยตัวเอง

เมื่อวันที่ 29 พ.ค. ที่ผ่านมา พลเมืองในโลกไซเบอร์ร่วมกันออกล่าชื่อออกแถลงการณ์ เรียกร้องความรับผิดชอบจากนายเทพไท เสนพงศ์ และพรรคประชาธิปัตย์ หลังออกมาระบุชื่อ 29 เว็บไซต์ที่ส่อเค้าว่าหมิ่นเบื้องสูง ชี้ไม่ตรวจสอบข้อมูล แต่ต้องการกดดันฝ่ายตรงข้ามโดยใช้ข้อหาหมิ่นฯ เป็นเครื่องมือทางการเมือง ย้ำ พื้นที่บนเน็ตเปิดรับความเห็นแม้จะเห็นต่าง โดยคนเล่นเน็ตจะช่วยกันตรวจสอบดูแลด้วยตัวเอง

การล่ารายชื่อนี้ ทำผ่านเว็บไซต์ล่ารายชื่อออนไลน์ http://gopetition.com/online/19589 และถูกส่งต่อกระจายออกไปทางอีเมลและบล็อกต่างๆ บนจุดยืนสองประการ คือ หนึ่ง เห็นว่าสิทธิและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างต้องได้รับการปกป้อง โดยถ้อยคำตอนหนึ่งในแถลงการณ์ระบุว่า “ความเคารพและมีความเข้าใจอันดีต่อกัน การเอาใจเขามาใส่ใจเรา เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดเรื่องหนึ่งในการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ในสังคมที่ผู้คนมีความแตกต่างหลากหลาย และหนทางเดียวที่จะนำเราไปสู่การเรียนรู้ที่จะเข้าใจและเคารพกันได้ คือสภาพสังคมที่เอื้อให้ทุกๆ คนมีสิทธิเสรีภาพในแสดงออกด้วยความรับผิดชอบอย่างเต็มที่”

ประเด็นที่สอง คือ ผู้เล่นเน็ตไม่เห็นด้วยกับการนำสถาบันกษัตริย์มาเป็นเครื่องมือทางการเมือง แถลงการณ์ระบุว่ารายชื่อเว็บไซต์และเว็บล็อกหลายแห่งที่ถูกระบุชื่อ นำเสนอข้อมูลทางวิชาการอย่างมีเหตุผล การกล่าวหาเว็บไซต์ทั้ง 29 นั้น มาจากการเหมารวมของนายเทพไท ที่ขาดการตรวจสอบข้อมูล และกดดันเพื่อปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นโดยไม่เลือกวิธีการ และถือเป็นการปลุกปั่นนำสถาบันพระมหากษัตริย์มาเป็นเครื่องมือทางการเมือง เพื่อทำลายฝั่งตรงข้าม

โดยแถลงการณ์นี้ ลงนามบุคคลในสถานะต่างๆ ซึ่งใช้อินเทอร์เน็ต อาทิ บล็อกเกอร์ คนเล่นเน็ต ฯลฯ ช่วงท้ายแถลงการณ์มีถ้อยคำระบุว่า “เชิญชวนชาวอินเทอร์เน็ตและพลเมืองทุกคน ให้ยึดมั่นในสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นอย่างเท่าเทียมและรับผิดชอบ และร่วมกันตรวจสอบดูแลและปกป้องพื้นที่อินเทอร์เน็ต ให้เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้แสวงหาปัญญาและยอมรับความคิดอันหลากหลายของเพื่อนมนุษย์ ไม่ว่าเราจะเห็นด้วยกับความคิดเหล่านั้นหรือไม่ก็ตาม”

//////////////////////////////////////////////////////////////


แถลงการณ์จาก
ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตและสื่อพลเมือง
ผู้สนับสนุนสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น

29 พฤษภาคม 2551

เรื่อง ขอเรียกร้องความรับผิดชอบจากนายเทพไท เสนพงศ์ และ พรรคประชาธิปัตย์ และขอเชิญชวนพลเมืองทุกคนร่วมกันปกป้องสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น

ตามที่นายเทพไท เสนพงศ์ ผู้ช่วยเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาเปิดเผยรายชื่อ 29 เว็บไซต์* ว่าเป็นเว็บไซต์อันตรายที่ส่อเค้าหมิ่นเบื้องสูง พร้อมทั้งเรียกร้องให้รัฐบาลและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศจัดการ ตามข่าวทางสื่อมวลชนทั่วไป ความแจ้งแล้วนั้น พวกเราดังมีรายนามข้างท้ายมีความเห็นต่อกรณีดังกล่าว ดังต่อไปนี้

1. เราเห็นว่าสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างหลากหลายต้องได้รับการเคารพและปกป้อง สังคมประชาธิปไตยทุกสังคม ที่ปรารถนาความสงบสุข สันติภาพและความสมานฉันท์ จำเป็นต้อง ส่งเสริม และ ปกป้องสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนอย่างเต็มที่

เหตุเพราะความเคารพและความเข้าใจอันดีต่อกัน “เอาใจเขามาใส่ใจเรา” เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดเรื่องหนึ่งในการอยู่ร่วมกันอย่างสันติในสังคมที่ผู้คนมีความแตกต่างหลากหลาย และหนทางเดียวที่จะนำเราไปสู่การเรียนรู้ที่จะเข้าใจและเคารพกันได้ คือสภาพสังคมที่เอื้อให้ทุกๆ คน มีสิทธิเสรีภาพในแสดงออกด้วยความรับผิดชอบอย่างเต็มที่ประตูที่จะนำไปสู่ความยอมรับเคารพซึ่งกันและกัน จะถูกปิดตาย เมื่อปากและใจของเราถูกบังคับให้ปิดลง

2. เราไม่เห็นด้วยกับการนำสถาบันพระมหากษัตริย์มาเป็นเครื่องมือทางการเมือง รายชื่อเว็บไซต์และเว็บล็อกส่วนใหญ่ที่ถูกระบุชื่อ มิได้นำเสนอข้อมูลหรือเนื้อหาที่หมิ่นพระมหากษัตริย์ หลายแห่งนำเสนอข้อมูลทางวิชาการอย่างมีเหตุมีผล การกล่าวหาเว็บไซต์ต่างๆ เหล่านั้นอย่างเหมารวมของนายเทพไท เสนพงศ์ จึงเป็นความผิดพลาด ขาดการตรวจสอบข้อมูล เป็นการกดดันเพื่อปิดกั้นความคิดเห็นของคนอื่นโดยไม่เลือกวิธีการ เป็นการปลุกปั่นนำสถาบันพระมหากษัตริย์มาเป็นเครื่องมือทางการเมืองในการทำลายฝ่ายตรงกันข้าม รวมทั้งเป็นการก่อความแตกแยกของคนภายในชาติ ทั้งหมดที่กล่าวมานี้แสดงให้เห็นถึงการขาดจิตวิญญาณประชาธิปไตย

พวกเราดังมีรายนามข้างท้ายนี้ขอเรียกร้องให้นายเทพไท เสนพงศ์ และพรรคประชาธิปัตย์ แสดงความรับผิดชอบต่อการกระทำดังกล่าว และหยุดการใส่ร้ายป้ายสีเว็บไซต์หรือบุคคลอื่นอย่างไม่เป็นธรรม รวมทั้งหยุดกดดันหรือสร้างกระแสให้มีการปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นไม่ว่าด้วยวิธีใดๆ โดยทันที

และเนื่องด้วยการกระทำเช่นนายเทพไท เสนพงศ์ ในครั้งนี้ ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีการใช้ข้อหาหมิ่นพระมหากษัตริย์มาเป็นเครื่องมือในการลิดรอนสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของฝ่ายอื่นๆ และแม้การกระทำเช่นนี้ เป็นเรื่องที่ไม่สามารถยอมรับได้ แต่เราก็ยังพบเห็นพฤติกรรมดังกล่าวอยู่เสมอ จากทั้งหน่วยงานรัฐ นักการเมือง และสื่อมวลชน เราจึงขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายหยุดพฤติกรรมดังกล่าวด้วยเช่นกัน

พร้อมกันนี้ พวกเราขอเชิญชวนชาวอินเทอร์เน็ตและพลเมืองทุกคน ให้ยึดมั่นในสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นอย่างเท่าเทียมและรับผิดชอบ และร่วมกันตรวจสอบดูแลและปกป้องพื้นที่อินเทอร์เน็ต ให้เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้แสวงหาปัญญาและยอมรับความคิดอันหลากหลายของเพื่อนมนุษย์ ไม่ว่าเราจะเห็นด้วยกับความคิดเหล่านั้นหรือไม่ก็ตาม

ขอแสดงความนับถือ
(ผู้ลงชื่อ)



Friday, May 30, 2008

สมัคร ปฏิเสธให้ความเห็นกรณี จักรภพ

วัดโสมนัสวิหาร 29 พ.ค. - นายกรัฐมนตรีร่วมงานพระราชทานน้ำหลวงอาบศพมารดาผู้บัญชาการทหารบก ปฏิเสธตอบคำถามกรณีตำรวจสรุปผลสอบ “จักรภพ” ผิดจริงตามข้อกล่าวหาหมิ่นสถาบัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 17.00 น. วันนี้ (29 พ.ค.) นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้มาร่วมในพิธีพระราชทานน้ำหลวงอาบศพนางบุญเรือน เผ่าจินดา มารดา พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ที่วัดโสมนัสวิหาร โดยปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์เมื่อถูกถามถึงกรณีคณะกรรมการของตำรวจสอบสวนกลางสรุปผลการตรวจสอบว่า นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มีความผิดตามข้อกล่าวหาหมิ่นสถาบัน โดยนายกรัฐมนตรีมีสีหน้าเคร่งเครียด ก่อนขึ้นรถยนต์เดินทางกลับออกจากงาน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า งานดังกล่าวมีบุคคลสำคัญเดินทางมาร่วมงานจำนวนมาก อาทิ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พล.อ.บุญรอด สมทัศน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีตผู้บัญชาการทหารบก พล.อ.วิชิต ยาทิพย์ อดีตรองผู้บัญชาการทหารบก พล.ร.อ.สถิรพันธุ์ เกยานนท์ ผู้บัญชาการทหารเรือ พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข ผู้บัญชาการทหารอากาศ พล.ท.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แม่ทัพภาคที่ 1 พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รักษาการผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ท.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

นอกจากนี้ยังมีพวงหรีดจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งนำมาโดย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาว ซึ่งให้สัมภาษณ์เพียงสั้น ๆ ว่า เป็นตัวแทนของ พ.ต.ท.ทักษิณ เนื่องจาก พล.อ.อนุพงษ์ เป็นเพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหาร 10 รุ่นเดียวกับ พ.ต.ท.ทักษิณ อีกทั้งตนยังรู้จักเป็นการส่วนตัวกับ พล.อ.อนุพงษ์ ด้วย ส่วน พ.ต.ท.ทักษิณ จะมาร่วมงานหรือไม่ ยังไม่ทราบ เพราะยังมีเวลาอีกหลายวัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลาประมาณ 18.50 น. พล.อ.ปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ และ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี ได้เดินทางมาร่วมในงานสวดพระอภิธรรมศพด้วย โดยก่อนหน้านี้ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มาร่วมงาน ขณะที่มีรายงานว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จะเดินทางมาเช่นกัน โดยส่งเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยส่วนตัวล่วงหน้ามาที่บริเวณงานก่อน และในเวลาประมาณ 19.00 น. พ.ต.ท.ทักษิณ จึงเดินทางมาถึง และร่วมฟังการสวดอภิธรรมศพ หลังเสร็จพิธีดังกล่าว พ.ต.ท.ทักษิณ ลุกขึ้นยืนและเดินเข้าไปสวัสดี พล.อ.สุรยุทธ์ ขณะกำลังจะเดินทางกลับ ซึ่ง พล.อ.สุรยุทธ์ รับไหว้และทักทายกันเล็กน้อย จากนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ได้เข้าไปสวัสดี พล.อ.เปรม และพูดคุยกันประมาณ 1 นาที โดยทั้งหมดปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ใด ๆ ก่อนเดินทางกลับ. -สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-29 20:24:32