WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, May 31, 2008

ตำรวจเพิ่มกำลังคุมเข้มการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯ

สะพานมัฆวานฯ 31 พ.ค.-ตำรวจสั่งเพิ่มกำลังคุมเข้มการชุมนุม ขณะที่แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ประกาศพร้อมเคลื่อนขบวนไปชุมนุมทำเนียบรัฐบาล

หลังแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยประกาศยกระดับการชุมนุมจากต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นขับไล่รัฐบาล แกนนำยังคงผลัดเปลี่ยนกันขึ้นเวทีปราศรัย โดยนายสนธิ ลิ้มทองกุล ชี้แจงเหตุผลการชุมนุม พร้อมทั้งประกาศว่า จะชุมนุมยืดเยื้อต่อไป หากมีความพร้อมก็จะเคลื่อนการชุมนุมไปทำเนียบรัฐบาล

ส่วนบรรยากาศโดยรอบ กลุ่มพันธมิตรฯ ซึ่งอ้างตัวว่าเป็นอาสาสมัครพันธมิตรประมาณ 40 คน พยายามเดินอ้อมเข้าไปทำเนียบรัฐบาล และไปลานพระบรมรูปทรงม้า แต่ถูกกำลังตำรวจสกัดไว้ได้

ขณะที่ตำรวจนครบาลประสานขอกำลังไปยังหน่วยงานข้างเคียง เข้ามาดูแลความสงบเรียบร้อยเพิ่มจากกำลังปกติกว่า 450 นาย พร้อมทั้งสั่งตรึงกำลังคุมเข้มรอบทำเนียบรัฐบาลตลอด 24 ชั่วโมง ห้ามผู้ไม่เกี่ยวข้องเข้าออกอย่างเด็ดขาด

ด้านการชุมนุมของกลุ่มซึ่งอ้างตัวว่า กลุ่มสภาสนามหลวงต่อต้านเผด็จการ มีการปราศรัยโจมตีกลุ่มพันธมิตรและพรรคฝ่ายค้าน พร้อมทั้งออกแถลงการณ์ระบุว่า กลุ่มพันธมิตรเปลี่ยนวัตถุประสงค์การชุมนุม เพราะต้องการสร้างความวุ่นวายทางการเมือง โดยแกนนำประกาศจุดยืนจะชุมนุมที่สนามหลวงทุกวันเวลา 17.00-24.00 น. ก่อนสลายตัวไปเมื่อ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-31 01:08:45

ส.ว.แห่ถอนชื่อ จนส่งผลให้ญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญตกไป

รัฐสภา 30 พ.ค. - ส.ว.แห่ถอนชื่อจากการลงชื่อสนับสนุนญัตติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ เหลือผู้สนับสนุนญัตติเพียง 123 คน ทำให้มีเสียงไม่ถึง 1 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภาฯ คือ 124 เสียง ส่งผลให้ญัตติตกไป

นายทวีศักดิ์ คิดบรรจง ส.ว.บุรีรัมย์ ได้เดินทางมายื่นหนังสือขอถอนชื่อจากการลงชื่อสนับสนุน ญัตติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ 2250 ที่รัฐสภา และเปิดเผยว่า การขอถอนชื่อครั้งนี้ เพื่อไม่ให้เป็นเงื่อนไขทางสังคม ประกอบกับรัฐบาลเตรียมจะทำประชามติในเรื่องนี้แล้ว ดังนั้น ทุกฝ่ายควรสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้น จึงถอนชื่อเพื่อให้ญัตติตกไป แม้เรื่องนี้จะขัดกับหลักการของตน ที่ตั้งใจไว้แต่แรกว่าจะไม่ถอนรายชื่อ แต่เมื่อเห็นว่าเรื่องนี้จะนำไปสู่เงื่อนไขที่จะทำให้การชุมนุมยืดเยื้อ จึงต้องถอนเพื่อให้หมดเรื่อง

“ความจริงถ้าเอาปัญหานี้เข้ามาพิจารณาในสภาฯ จะเป็นเรื่องดี แทนที่จะไปคุยกันข้างนอก ที่ผมมาวันนี้ก็ยังฝืนความรู้สึกอยู่ แต่ก็ต้องมาเพราะ ส.ว.ที่เหลือพากันถอนชื่อกันเกือบหมดแล้ว ก็ต้องว่าตามกัน ส่วนที่ติดต่อผมไม่ได้ก่อนหน้านี้ เพราะเพิ่งเดินทางกลับมาจากต่างจังหวัด ไม่ได้คิดหนีอะไร ส่วนตอนนี้เหลือคุณสมพร จูมั่น ส.ว.เพชรบูรณ์ เพียงคนเดียวซี่งยังไม่ได้ถอนชื่อ” นายทวีศักดิ์ กล่าว

เมื่อถามว่าคิดอย่างไรที่ญัตติดังกล่าวตกไปแล้ว แต่ส.ส.พรรคพลังประชาชนจะยื่นญัตติเข้ามาใหม่อีก นายทวีศักดิ์ กล่าวว่า เป็นเรื่องของพรรคพลังประชาชน ส่วนกรณีที่กลุ่มพันธมิตรฯ ยืนยันจะมีการชุมนุมยืดเยื้อต่อไปนั้น ก็แล้วแต่ว่า ใครจะเล่นบทอะไร แต่วันนี้ตนเห็นว่าเงื่อนไขจบไปแล้ว เพราะนายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ประกาศลาออกแล้ว และญัตติเสนอแก้รัฐธรรมนูญก็ตกไป

ทั้งนี้ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 291 ได้ระบุไว้ว่า ต้องใช้เสียง ส.ส.และ ส.ว.ในการยื่นญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญ สองสภาฯ รวมกัน มีจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภาฯ ซึ่งล่าสุดขณะนี้มี ส.ส.470 คน ส.ว. 150 คน รวม 620 คน เสียง 1 ใน 5 คือ 124 เสียง ดังนั้น การถอนชื่อของนายทวีศักดิ์ ทำให้เหลือผู้สนับสนุนญัตติเพียง 123 คน ส่งผลให้ญัตติเสนอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญมีอันตกไปในที่สุด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ส.ส.และ ส.ว.ที่เข้าชื่อยื่นญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ 2550 มีจำนวนทั้งสิ้น 150 คน คือ พรรคพลังประชาชน 117 คน พรรคเพื่อแผ่นดิน 5 คน พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา 4 คน พรรคมัชฌิมาธิปไตย 2 คน พรรคประชาราช 1 คน และ ส.ว. 29 คน แต่ก่อนที่จะยื่นญัตติมี ส.ว.ขอถอนชื่อ 8 คน. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-30 18:47:03


ศาลฎีกามีมติไม่แต่งตั้งผู้ไต่สวนอิสระคดี สุเทพ ร้อง มท.1

กรุงเทพฯ 30 พ.ค. - ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกามีมติไม่แต่งตั้งผู้ไต่สวนอิสระ ในคดีที่ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” ร้อง “ร.ต.อ.เฉลิม” สั่งเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ “ศรีสุบรรณฟาร์ม” เหตุยังไม่มีกฎหมายกำหนดคุณสมบัติ อำนาจหน้าที่ และวิธีการไต่สวน เห็นควรให้ส่ง ป.ป.ช. ดำเนินการ

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 30 พฤษภาคม ที่ศาลฎีกา สนามหลวง นายวิรัช ลิ้มวิชัย ประธานศาลฎีกา เรียกประชุมใหญ่ผู้พิพากษาศาลฎีกา เพื่อพิจารณาคำร้องขอให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาแต่งตั้งผู้ไต่สวนอิสระ ในคดีหมายเลขดำที่ อม.2/2551 ที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ โดยบริษัทศรีสุบรรณฟาร์ม จำกัด ผู้ร้อง กับ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ผู้ถูกร้อง เรื่อง เป็นเจ้าพนักงานปฎิบัติหรือละเว้นการปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฎิบัติ หรือละเว้นการปฎิบัติหน้าที่โดยทุจริต กรณีสั่งการให้ นายบุญเชิด คิดเห็น รักษาการอธิบดีกรมที่ดิน ตรวจสอบการออกเอกสารสิทธิที่ดิน บริษัท ศรีสุบรรณฟาร์ม จำกัดและสั่งเพิกถอนเอกสารสิทธิที่ดินของบริษัท ศรีสุบรรณฟาร์ม จำนวน 1,338 ไร่ 59 แปลง บริเวณ ต.น้ำหัก อ.คีรีรัฐนิคม จ.สุราษฎร์ธานี

โดยผลการลงมติของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา เห็นควรส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินการไต่สวนตามรัฐธรรมแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มาตรา 250 (2) แทนการแต่งตั้งผู้ไต่สวนอิสระ เนื่องจากตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 276 วรรค 2 กำหนดว่า คุณสมบัติ อำนาจหน้าที่ วิธีการไต่สวน และการดำเนินการอื่นที่จะเป็นของผู้ไต่สวนอิสระ ให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการแต่งตั้งผู้ไต่สวนอิสระ จึงเห็นสมควรส่งคำร้องขอดังกล่าวให้ ป.ป.ช. ดำเนินการแทน. – สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-30 18:33:18

ร้อย ร.1542 กับภารกิจนำสันติสุขกลับคืนสู่ ต.ปะแต

หากเอ่ยถึง ต.ปะแต อ.ยะหา จ.ยะลา ถือว่าเป็นพื้นที่ที่มีเหตุการณ์รุนแรง มีการซุ่มยิง วางระเบิดโจมตีเจ้าหน้าที่รัฐ โดยเหตุการณ์สะเทือนขวัญประชาชนมากที่สุดที่เคยเกิดขึ้นในพื้นที่คือ เหตุการณ์คนร้ายก่อเหตุยิงรถตู้สายเบตง ฆ่าผู้โดยสารชาวไทยพุทธที่บริสุทธิ์จำนวน 8 ราย เกิดขึ้นในวันที่ 14 มีนาคม 2550 ทำให้เจ้าหน้าที่รัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพยายามจะเข้ามาแก้ไข โดยใช้งานด้านยุทธการและยุทธศาสตร์ ตามแนวพระราชดำริ เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา เพื่อให้เหตุการณ์ดังกล่าวบรรเทาลง และคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น

ร.อ.พรรษา พุทธผล ผบ.ร้อย ร.1542 รับผิดชอบพื้นที่ 9 หมู่บ้าน ต.ปะแต อ.ยะหา จ.ยะลา กล่าวว่า ทางร้อย ร.1542 ภายใต้คำสั่งของ พ.ท.วรเดช เดชรักษา ผบ.ฉก.ยะลา 14 ได้ทำการเข้าสู่หมู่บ้านโดยพยายามใช้งานมวลชนเป็นหลัก แต่ได้ถูกตอบโต้จากกลุ่มก่อความไม่สงบ จำเป็นต้องกดดันด้วยงานด้านยุทธการ จนทางเจ้าหน้าที่ได้ปะทะกับทางหัวหน้ากลุ่มแกนนำคือ นายมุสลิม มะสัน เสียชีวิตภายหลังการปะทะ และได้จับกุม นายยูนุ มะแอ

ซึ่งเป็นแกนนำระดับปฏิบัติการ จากการปะทะกับเจ้าหน้าที่อีกหลายครั้ง ที่ทำให้แกนนำแนวร่วมตัวสำคัญเสียชีวิตลง หมู่บ้านที่จัดตั้งเป็นหมู่บ้านก่อความไม่สงบ เมื่อขาดแกนนำหลักที่ค่อยควบคุมและชี้นำชาวบ้าน ทำให้ภายในหมู่บ้านเริ่มมีความเชื่อมั่นในอำนาจรัฐ และก็ต้องให้โอกาสผู้หลงผิดกลับมาร่วมพัฒนาบ้านเมือง พัฒนาหมู่บ้าน ให้กลับสู่สันติสุขเป็นปกติ

“ทุกวันนี้เราได้แนวร่วมยอมกลับตัวกลับใจมาช่วยเหลือ ให้เบาะแสและการเคลื่อนไหวและที่ซ่องสุม จึงออกลาดตระเวนป้องปรามป้องกันให้ชาวบ้านในพื้นที่ เมื่อรู้เส้นทางหลบหนีและที่อยู่อาศัย ก็สามารถปิดล้อมตรวจค้น จับกุม ทำลายกลุ่มก่อความไม่สงบในพื้นที่ได้ เมื่อเขาเปลี่ยนใจวางอาวุธเข้ามาร่วมมือก็สามารถให้โอกาสเขาได้ จะไม่มีความรุนแรง ดำเนินตามกฎหมาย หากไม่ยอมวางอาวุธก็ต้องใช้ความรุนแรงเพื่อให้เกิดสันติสุขกับพื้นที่”

ผบ.ร้อย ร.1542 กล่าวอีกว่า ทางหน่วยได้เข้าไปพุดคุยกับผู้นำท้องถิ่น ผู้นำศาสนา โดยประสานทุกฝ่าย ทั้งตำรวจ ทหาร และฝ่ายปกครอง ในการร่วมกันสร้างความสงบสุขในพื้นที่ ให้โอกาสชาวบ้านที่เคยเป็นแนวร่วม ที่เคยส่งเสบียง เก็บอาวุธ กระสุน เวชภัณฑ์ ที่คอยให้ความช่วยเหลือกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ ได้กลับมาพัฒนาหมู่บ้าน มอบของเหล่านี้ให้กับเจ้าหน้าที่ ทำให้ตอนนี้กองกำลังติดอาวุธของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ ไม่สามารถเข้ามาปฏิบัติงานในพื้นที่ได้ จะอาศัยพื้นที่ป่าเขาหลบซ่อนอยู่ หรือจะเข้าไปในหมู่บ้านอื่นที่ยังให้การสนับสนุนต่อไป ทางหน่วยงานที่รับผิดชอบจะพยายามใช้งานมวลชนประกอบกับยุทธวิธี ทั้งยุทธการและยุทธศาสตร์ ตามแนวพระราชดำริ เพื่อให้เกิดสันติสุขในหมู่บ้านอื่นๆ ติดตามมาต่อไป


เมื่อรถหยุดวิ่ง

เชื่อว่าเช้านี้คน กทม. คงต้องประสบกับภาวะ “รถเมล์ขาด (ตลาด)” กันไปถ้วนหน้า อันเนื่องมาจากการประท้วงหยุดวิ่งของบรรดารถร่วมฯ ซึ่งรวมๆ ก็กว่า 10,000 คัน

เห็นใจผู้โดยสารก็เห็นใจ ไหนจะต้องรอนาน ไหนจะต้องเบียดเสียดกันขึ้นไปอัดแน่นยิ่งกว่าปลากระป๋อง

แต่มองจากมุมของผู้ประกอบการรถร่วมฯ ก็น่าเห็นใจเขาเหมือนกัน เพราะราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นเช่นนี้เป็นไปตามกลไกตลาดโลก ใครก็ฉุดไม่ได้รั้งไม่อยู่

ในฐานะ “เอกชน” ที่ประกอบธุรกิจ เมื่อต้นทุนในการทำกิจการสูงเกินกว่าจะแบกรับภาระต่อไปได้ แล้วกฎหมายยังไม่อนุญาตให้ขึ้นราคาค่าสินค้าหรือบริการอีกเช่นนี้ ก็เห็นทีจะต้องปิดหรือหยุดพักกิจการกันแต่เพียงเท่านั้น

ไม่เหมือนกิจการที่ดำเนินการหรือมีหุ้นส่วนใหญ่เป็นรัฐบาล จึงจะต้องมีหน้าที่ “ช่วยเหลือ" ประชาชน มากกว่าคำนึงเรื่องกำไร-ขาดทุน

หรือทางออกที่สาม คือ จะให้ศาลปกครองประกาศคุ้มครองการขึ้นราคาน้ำมัน แทนการคุ้มครองราคาสินค้า เช่นนี้ก็ไม่รู้ว่าจะทำได้หรือเปล่า (เพราะราคาน้ำมันในบ้านเราต้องผูกติดกับราคาน้ำมันดิบโลก) ถ้าทำได้ แก้ไขปัญหาราคาน้ำมันได้เพียงอย่างเดียว ก็สบายไปร้อยแปดอย่าง

แต่ถ้าทำไม่ได้ดังว่ามา ก็คงต้องทำใจยอมรับแล้วว่า เราก็ต้องขึ้นรถเมล์กันแพงขึ้นอยู่ดี

เกิดเหตุการณ์รถร่วมฯ หยุดวิ่งเช่นนี้ เราจึงได้เห็นภาพชัดๆ ว่า กิจการขนส่งมวลชนโดยรัฐนั้น มีน้อยเกินกว่าความต้องการไปมาก และส่วนมากก็ต้องพึ่งพาเอกชนเป็นหลัก

ทั้งที่ประชาชนส่วนมากของประเทศนี้ ยังต้องพึ่งพาขนส่งสาธารณะมากกว่ารถส่วนตัว แต่จนป่านนี้ระบบขนส่งมวลชนบ้านเราก็ยังไม่เคยสะดวกสบาย ทั้งในด้านปริมาณ (เพียงพอต่อความต้องการ) และด้านคุณภาพ

บ่นไปก็เท่านั้น เพราะถามว่าแล้วจะให้รัฐทำอย่างไร ก็ไม่รู้ จะให้คุ้มครองราคาค่าตั๋วต่อไปหรือไม่ ก็ไม่น่าจะได้ เพราะคงไม่มีเอกชนรายไหนยอมวิ่งรถ-เรือให้ขาดทุน

คงตอบได้อย่างเดียวในฐานะคนเดินดิน คือ จะทำอย่างไรก็ให้ทำกันไปทางหนึ่งเถิด เพราะสุดท้ายคนที่เดือดร้อนที่สุด ก็คือชาวบ้านตาดำๆ นี่เอง

ปฏิญา ยอดเมฆ


พันธมิตร จะเผด็จศึกใคร

แม้การชุมนุมครั้งนี้จะเริ่มต้นด้วยการประกาศว่า เพื่อต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

แต่คนที่ติดตามและรู้จัก “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” มาเป็นอย่างดี ย่อมไม่มีใครเชื่อว่าแก๊งนี้จะมีเหตุผลแท้จริงเพียงเท่านั้น

เพียงแต่จะรอดูว่า แล้วแกนนำของพันธมิตรฯ จะหาทางออกอย่างไร จะชักนำมวลชนไปด้วยเหตุผลอะไร

แล้วก็เป็นไปตามคาด เมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา แกนนำอย่าง นายสุริยะใส กตะศิลา แพลมออกมาว่า อาจมีการหารือว่าจะเปลี่ยนจุดยืนจากเรื่องรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องการขับไล่รัฐบาล

อาจถึงการขับไล่คณะรัฐมนตรีให้ลาออกกันไปทั้งคณะ

แม้ปากจะบอกว่า “จะมีการหารือ” แต่ถ้าไม่ได้กินหญ้าเป็นอาหาร ก็ย่อมดูออกว่า นี่คืออีกหนึ่งเป้าหมายที่แกนนำพันธมิตรฯ วางเอาไว้แล้ว ตั้งแต่ก่อนจะประกาศการชุมนุมที่มีเรื่องรัฐธรรมนูญมาบังหน้าด้วยซ้ำ

เพราะถ้ามักน้อยกันแค่นั้น ไหนเลยต้องทำฮึกเหิมขนาดประกาศ ตายเป็นตาย เจ๊งเป็นเจ๊ง

และยิ่งไม่มีความจำเป็นที่คนอย่าง “พล.ต.จำลอง ศรีเมือง” จะต้องประกาศให้มวลชนชักจูงคนมาร่วมให้มากๆ เพื่อทำการ “เผด็จศึก”

จะเผด็จศึกใคร จะเผด็จกันอย่างไร จะเหมือนที่ พล.ต.จำลอง เคยมีส่วนในการชักจูงผู้คนมา “เผด็จศึก” อย่างนั้นหรือไม่

ยังไม่มีใครกล้าคิด

แต่ที่แน่ๆ มีการ “แยกมิตร แยกศัตรู” กันไปแล้วเรียบร้อย

นั่นคือความพยายาม “ตำหนิ” การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ว่าหละหลวม เข้าข้างเลือกฝักเลือกฝ่าย ไม่เต็มใจรักษาความปลอดภัยให้แก่ผู้ชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ

ราวกับต้องการให้ตำรวจตีหัวม็อบฝ่ายตรงข้ามให้หัวร้างข้างแตก จึงจะพอใจ

ที่สำคัญ แกนนำม็อบถึงกับประกาศให้ผู้ชุมนุมสามารถ “จัดการ” กับฝ่ายตรงข้าม ด้วย “วิธีการใดก็ได้” เพราะถือเสียแล้วว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่อาจเป็นที่พึ่งพา

ประกาศความเป็นนักเลงที่ไม่เคารพขื่อแปบ้านเมืองกันมาโต้งๆ อย่างไม่เกรงกลัว

ถ้าไม่มี “ผู้หนุนหลัง” อย่างใหญ่เบิ้ม ก็คงไม่เหิมเกริมขนาดนี้

ที่น่าสงสัยมากกว่าคือ คนนั้นคือใคร

แล้วได้ประโยชน์อะไรจากการทำร้ายให้บ้านเมืองเสียหาย ทรุดหนักทั้งทางการเมือง สังคม เศรษฐกิจอย่างนี้

อีกฝ่ายที่ก็ยังต้องจับตาดูให้ดี ไม่พ้นกองทัพ

เพราะมีสรรพสำเนียงถึงความแตกกันเล็กๆ ออกมาให้ได้ยินพอกระเส็นกระสาย

ที่ขัดแย้งกันไม่มีอะไรมากไปกว่า อีกฝ่ายยังเชื่อมั่นในการรัฐประหาร ขณะที่อีกฝ่ายเข็ดหลาบและไม่ต้องการให้กองทัพโดนด่าไปมากกว่านี้

จะมีบ้างที่ยังรอดูท่าทีของ “มวลชน” พลเรือนทั้งสองฝั่ง

ถ้ามีท่าทีแตกร้าวหนัก หรือใครที่ได้รับใบสั่งให้สร้างสถานการณ์แล้วทำได้อย่างสุดฝีมือ

เมื่อนั้น ก็ได้เวลาที่กองทัพจะกลืนน้ำลายตัวเอง

ขณะนี้จึงเป็นเวลาที่ “รัฐบาล” กำลังเคร่งเครียดจับตา

และพันธมิตรฯ ก็รอเวลาที่จะได้ร้องเฮ!

นปช.จุดพลุเปิดเวทีคู่ขนาน รวมพลต้าน “พันธมาร”

แกนนำ นปช. ทยอยขึ้นเวทีกล่าวปราศรัยหลังประกาศเดินหน้าชุมนุมใหญ่ 5 โมงเย็นวันนี้ ย้ำเจตนารมณ์ต้านการปฏิวัติรัฐประหาร หลังมี กระบวนการ ปลุกปั่นกระแสปฏิวัติ ด้าน อ.จรัล จี้รัฐบาล - พลังประชาชนอย่านิ่งเฉย ต้องสกัดทุกวิถีทาง ขณะที่ประชาชนผู้รักประชาธิปไตยออกมาแสดงพลังกันอย่างคึกคัก

ท่ามกลางกระแสข่าวว่าจะเกิดการปฏิวัติรัฐประหารอีกครั้งจากท่าทีในการชุมนุมครั้งใหญ่ของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่นัดดีเดย์ในวันนี้ (30 พ.ค.) ขณะเดียวกันท่าทีของแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ ตลอดจนการส่งสัญญาณของทหารบางนาย ทำให้หลายฝ่ายเกิดความหวั่นไหวว่าจะเกิดเหตุการณ์ร้ายขึ้นในบ้านเมืองอีกครั้ง หลังจากที่ผลกระทบทางการเมือง เศรษฐกิจ และความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนเพิ่งจะอยู่ในระยะฟื้นตัว

นายจรัล ดิษฐาอภิชัย แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และอดีตกรรมการสิทธิมนุษยชน กล่าวบนเวที นปช. สนามหลวงวันนี้ (30 พ.ค.) ว่า สถานการณ์ต่อไปนี้ไม่รู้ว่าจะมีไรเกิดขึ้น การชุมนุมเพื่อแก้ไขต้องมีจุดมุ่งหมายเพิ่มขึ้น คือต่อต้านรัฐประหารเพราะขณะนี้มีข่าวลือการรัฐประหารทุกสัปดาห์ การชุมนุมสนามหลวงเพื่อต่อต้านการรัฐประหาร หากทหารกลุ่มที่จะฉวยโอกาสจากรัฐประหาร ก็จะถูกพวกเราต่อต้าน เพราะมันจะเป็นการล้มระบอบประชาธิปไตย

“หากมีรัฐประหารครั้งนี้ต้องแตกต่างกับ 19 กันยายน จึงขอประประชาชนพี่น้องเตรียมตัว และความคิด อย่างจริงจัง เพราะครั้งนี้ไม่อาจทราบได้ว่าสถานการณ์เป็นอย่างไร ตอนนี้เราได้รัฐบาล แต่เรายังไม่ได้อำนาจอย่างแท้จริง ดังนั้นแล้ว รัฐบาลมีหน้าที่ต้องปกป้องการรัฐประหาร เป็นปราการด่านแรก จึงขอเรียกร้องให้ทำหน้าที่นี้ เพราะไม่มีรัฐบาลชาติใดอยากให้เกิดการรัฐประหาร พรรคพลังประชาชนและรัฐบาลต้องตื่นตัว” อ.จรัล กล่าว

อย่างไรก็ดี การแก้ไขรัฐธรรมนูญยังถือเป็นภาระของพวกเรา หากพวกเราช่วยกันหนุนให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ ก็จะเป็นการป้งอกันการรัฐประหารไปในตัว



“สมัคร” พร้อมปรับ ครม.หลังการลาออก “จักรภพ” มีผลแล้ว

ลือสะพัด! โยก “พงศกร อรรณนพพร” เสียบแทน ดัน “เจริญ จรรย์โกมล” จ่อนั่ง รมช.เกษตรฯ แทน “ธีระชัย แสนแก้ว” ที่คาดไปนั่ง รมช.ศึกษาฯ ด้าน “จักรภพ” เปิดทางนายกฯ ตัดสินใจ รมต.คนใหม่ ระบุไม่ใช่โควต้า นปก.

วันนี้ (30 พ.ค.) นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม กล่าวก่อนให้การต้อนรับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมประเทศฝรั่งเศส และนำตรวจแถวกองทหารเกียรติยศผสม 3 เหล่าทัพ โดยระบุว่า การปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายหลังจากที่ นายจักรภพ เพ็ญแข ลาออกจากตำแหน่ง รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีนั้น จะตัดสินใจเมื่อการลาออกของนายจักรภพมีผลแล้ว ขณะที่ปฏิเสธไม่เคยได้ยินการสลับตำแหน่งเก้าอี้รัฐมนตรี และปฏิเสธที่จะเปิดเผยว่า พิจารณาใครเป็นพิเศษแล้วหรือยัง

พร้อมกันนี้ ยืนยันว่าจะไปร่วมรับประทานอาหารมื้อค่ำหารือ ร่วมกับรัฐมนตรีในสังกัดพรรคพลังประชาชนในวันนี้อย่างแน่นอน โดยเป็นการประชุมเดือนละครั้งอยู่แล้ว

ก่อนหน้านี้ นายจักรภพ แถลงลาออกจากตำแหน่งหลังคณะกรรมการสอบสวนคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ของกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง สรุปว่ามีพฤติกรรมเข้าข่ายความผิด โดยการลาออกดังกล่าวนั้นจะมีผลในสัปดาห์หน้า พร้อมระบุถึงบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งแทนนั้น ขอให้เป็นเรื่องของนายกรัฐมนตรีที่จะพิจารณา และยืนยันว่า ตำแหน่งนี้ไม่ใช่โควต้าของทางกลุ่ม นปก. (แนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ)

และยังได้ฝากให้รัฐมนตรีคนใหม่ดูแลกรมประชาสัมพันธ์ ให้มีการพัฒนาเรื่องการแข่งขันกับสถานีอื่นๆ และการบริหารงานที่ควรจะบริหารงานให้กว้างขวาง ไม่ใช่เฉพาะในกรมประชาสัมพันธ์เท่านั้น

ในวันเดียวกันที่พรรคพลังประชาชน ภายหลังที่นายจักรภพประกาศลาออกจากตำแหน่งแล้วจะมีการปรับ ครม. 3 ตำแหน่ง โดยอาจย้าย นายพงศกร อรรณนพพร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ไปดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แทนนายจักรภพ ย้ายธีระชัย แสนแก้ว มาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และให้นายเจริญ จรรย์โกมล ส.ส.ชัยภูมิ กลุ่มอีสานพัฒนา พรรคพลังประชาชน ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ทันทีที่ นายเจริญเดินทางถึงพรรคพลังประชาชน พร้อมกับ ส.ส.กลุ่มอีสานพัฒนา เพื่อเข้าร่วมประชุมพรรค นายเจริญ ปฎิเสธไม่ทราบกระแสข่าวดังกล่าว “ไม่รู้เรื่อง ต้องไปถามผู้ใหญ่” จากนั้นได้เดินเข้าลิฟท์ไปทันที ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวพยายามร้องขอให้นายเจริญตอบถึงกระแสข่าวดังกล่าว แต่นายพรศักดิ์ เจริญประเสริฐ ส.ส.ศรีสะเกษ ได้กล่าวติดตลก ว่า “ไม่ได้ คุยไม่ได้ เดี๋ยวหลุดโผ”


ปธ.คปพร. ย้ำจุดยืน เดินหน้าแก้รธน. ไม่หวั่นญัตติแรกตกสภา

“อ.จรัล” ไม่สนญัตติแก้ รธน. ตกสภา หลัง 7 ส.ว. ตื่นพันธมิตรฯ แจ้นถอนชื่ออีก เดินหน้าหนุนแก้ รธน. 50 ต่อไป ขณะที่ ส.ว. หลงกลเกมพันธมาร อ้างเหตุเพื่อยุติเงื่อนไขการชุมนุม ที่แท้กลัวถูกล่าชื่อถอดถอนกลับ

ภายหลังมี ส.ส. – ส.ว. ทยอยถอนรายชื่อออกจากการรับรองญัตติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ที่ยื่นต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรไปแล้วนั้น โดยจำนวนตัวเลขเมื่อเย็นวานนี้ ( 29 พ.ค.) อยู่ที่ 131 คน แต่ล่าสุดขณะนี้เหลือเพียง 124 รายชื่อ เนื่องจากเมื่อเช้าวันนี้ (30 พ.ค.) มี ส.ว. 7 คนทำการถอดถอนเพิ่มเติม ส่งผลให้จำนวนเสียงไม่ถึง 1 ใน 5 ตามมาตรา 291 ที่กำหนดไว้ เป็นเหตุให้ญัตติการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่สามารถผลัดดันเข้าสู่การพิจารณาในวาระที่ 1 ของการประชุมสภาผู้แทนราษฎรสมัยวิสามัญที่จะมีขึ้นในวันที่ 9 มิถุนายนนี้ได้

วันนี้ (30 พ.ค.) นายจรัล ดิษฐาอภิชัย ประธานคณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ (คปพร.) และแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ให้สัมภาษณ์ถึงการถอนรายชื่อของ ส.ส.และ ส.ว.ออกจากญัตติเสนอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ 2550 ว่า แม้ว่าจะมี ส.ว.ถอนชื่อเพิ่มอีก 7 คน ซึ่งอาจจะส่งผลให้ญัตติตกไปก็ตาม แต่ทั้งนี้ก็ไม่เกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญที่พวกเราดำเนินการเสนอ ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการตรวจสอบรายชื่อประชาชนว่าถูกต้องครบถ้วน มีตัวตนจริงอยู่หรือไม่ และขอยืนยันจะเคลื่อนไหวเพื่อสนับสนุนให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อไป

ขณะเดียวกัน ที่รัฐสภา ส.ว. 7 ราย นำโดย นายประสิทธิ์ โพธสุธน ส.ว.สุพรรณบุรี นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ ส.ว.ศรีสะเกษ นายเกชา ศักดิ์สมบูรณ์ ส.ว.ราชบุรี นายบวรศักดิ์ คณาเสน ส.ว.อำนาจเจริญ นายรักษ์พงษ์ ณ อุบล ส.ว.หนองบัวลำภู นายมงคล ศรีคำแหง ส.ว.จันทบุรี และนายยุทธนา ยุพฤทธิ์ ส.ว.ยโสธร ร่วมกันแถลงข่าว ประกาศถอนรายชื่อจากญัตติเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ได้ลงชื่อก่อนหน้านี้

โดยระบุถึงสาเหตุต้องการยุติเงื่อนไขการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ประกาศชุมนุมเพื่อคัดค้านการแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งเมื่อกลุ่มตนเองถอนชื่อออกแล้วก็จะทำให้ญัตติตกไป แต่หากพันธมิตรฯ ยังเดินหน้าชุมนุมก็เป็นเรื่องที่ประชาชนจะพิจารณา

ขณะเดียวกัน มีกระแสข่าวระบุว่า ก่อนแถลงข่าวกลุ่ม ส.ว.ทั้ง 7 คน ได้พยายามขอเจรจากับกลุ่มพันธมิตรฯ ที่เดินทางมายื่นเสนอถอดถอนสมาชิกรัฐสภาที่ลงชื่อในญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่กลุ่มพันธมิตรฯ ปฏิเสธที่จะเจรจาด้วย โดยให้เหตุผลว่า ไม่ต้องการให้เป็นเกมการเมือง เนื่องจากการเมืองไม่ควรแก้ด้วยการเมืองแต่ควรแก้ด้วยความจริงใจ และเห็นว่า แม้ ส.ว. จะถอนรายชื่อขณะนี้ก็ไม่เกิดประโยชน์ เพราะถือว่ามีการตัดสินใจอย่างรอบคอบไปแล้วก่อนที่จะลงรายชื่อ



“เหลิม” จวกก๊วนพิสดารเลียนแบบพฤษภาทมิฬฯ จุดไฟเผาเมือง

มท.1 ออกโรงซัด “คนหัวโต - หน้าแหลม - หัวเกรียน” บงการสร้างสถานการณ์ปลุกปั่นปฏิวัติล้มล้างรัฐบาล ปูดแหล่งเงินใต้ดินหนุนพันธมาร ทั้ง “เจ้ามือหวย - เจ้าของบ่อน” ย่านบางซื่อ - บางยี่ขัน ปัดข่าวรัฐบาลไม่คิดสลายการชุมนุม

วันนี้ (30 พ.ค.) ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย กล่าวถึงสถานการณ์การชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่จะจัดชุมนุมใหญ่ในวันนี้ ว่า เป็นการสร้างสถานการณ์ให้วุ่นวายและพัฒนาไปสู่ความรุนแรง โดยความร่วมมือของ “คนหัวโต-คนหน้าแหลม-คนหัวเกรียน” ที่ประสานกับกลุ่มที่ก่อเหตุปาระเบิด 9 จุดและการใช้วิธีเผาบ้านเผาเรือน เหมือนเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ขณะนี้กระบวนการดังกล่าวได้เริ่มขึ้นแล้ว ส่วนตัวไม่กล้าจะพูดว่าการสร้างสถานการณ์ หวังเพื่อให้เกิดปฏิวัติล้มล้างรัฐบาลหรือไม่

ทั้งนี้ ยืนยันว่า รัฐบาลไม่มีแนวคิดสลายการชุมนุม แต่จะดูแลรักษาความเรียบร้อย โดยเรียกร้องให้พันธมิตรฯ กำหนดจุดยืนที่ชัดเจน ซึ่งหากมีการประสานขอเจรจา ส่วนตัวก็พร้อมที่จะเจรจาด้วย

นอกจากนี้ ร.ต.อ.เฉลิม ยังเปิดเผยถึงแหล่งที่มาเงินทุนของพันธมิตรฯว่า ได้มาจากเจ้ามือหวยและเจ้าของบ่อนย่านบางซื่อและบ่อนลอยฟ้าย่าน สน.บางยี่ขัน

ร.ต.อ.เฉลิม ยังกล่าวถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้พบกับ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ในงานสวดอภิธรรมศพมารดาของพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก เมื่อค่ำวันที่ 29 พ.ค.ที่ผ่านมา มีตนอยู่ร่วมในเหตุการณ์ด้วย เป็นเรื่องที่ดี เด็กเข้าไปพบกับผู้ใหญ่ เป็นภาพที่น่ารัก แต่ไม่ได้คุยอะไรกันมาก แค่ทักทายกันเท่านั้น และ พ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้พูดอะไรกับตนเกี่ยวกับสถานการณ์บ้านเมือง ส่วนตนได้พูดคุยกับ พล.อ.เปรม เป็นเวลานาน แต่ไม่สามารถบอกได้ว่าพูดอะไรบ้าง

ด้าน นายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศ ปฏิเสธไม่แสดงความเห็นในเรื่องดังกล่าว แต่ส่วนตัวเห็นว่าการไหว้ผู้ใหญ่เป็นประเพณีไทยที่น่าสนับสนุน เป็นสิ่งที่ดี และปฏิเสธไม่น่ามีนัยทางการเมือง แต่เป็นการแสดงออกทางวัฒนธรรมและศาสนามากกว่า