WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, May 31, 2008

“ปริญญา” แนะพันธมิตสลายการชุมนุม เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อประชาชน

อ.ปริญญา เทวนฤมิตกุล ระบุประชาธิปไตยไม่มีใครได้เต็มร้อย แนะพันธมิตรฯ ควรสลายการชุมนุม พร้อมจี้ “จำลอง” ทบทวนบทเรียนจาก 17 พฤษภาคม 2535

นายปริญญา เทวานฤมิตกุล รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่าประชาธิปไตยไม่มีใครได้ 100 เปอร์เซนต์ ในเมื่อนายจักรภพ เพ็ญแข ก็ลาออกแล้ว ร่างรธน. ก็ตกไปแล้ว พันธมิตรฯ ก็ควรจะถอยบ้าง ไม่ควรจะยึดติด และควรจะสลายการชุมนุม เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อประชาชน

แม้ว่าโทษของพันธมิตรฯ ในขณะนี้จะมีเพียงแค่กีดขวางการจราจร แต่ในทางการเมืองก็ดูไม่เหมาะสม และ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ก็น่าจะได้สรุปบทเรียน 17 พฤษภาคม 2535 มากๆ ว่าควรจะทำอย่างไรต่อไป ไม่รู้ว่า 16 ปีที่ผ่านมา พล.ต.จำลอง จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรหรือไม่ เพราะเกรงว่าจะเกิดความสูญเสียโดยที่ไม่จำเป็น ทั้งๆ ที่ยังมีทางออก



เจ้าหน้าที่ตำรวจ สแตนบายพร้อมสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯ วันนี้

ตำรวจกองกำลังควบคุมฝูงชน เตรียมตัวพร้อมลงมือปฏิบัติการสลายม็อบทันทีที่ได้รับคำสั่ง เผยนายกรัฐมนตรี เน้นให้มีการเจรจาด้วยสันติวิธีก่อน

ท่ามกลางกระแสข่าวสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ มีรายงานว่ากองกำลังควบคมฝูงชนจากฉะเชิงเทรา 150 นายถึง กทม.แล้ว รอเพียงคำสั่งปฏิบัติการสลายการชุมนุมร่วมกับกำลังหนุน ตชด.และตำรวจภูธรภาค 1,2 และ 7 เท่านั้น
ทั้งนี้ มีรายงานข่าวอ้างว่า นครบาล และกองกำลังตำรวจทั้งจากหน่วย ตชด. 3 กองร้อยได้เดินทางมาถึงตั้งแต่วานนี้ และมีการวางแผนเตรียมความพร้อมเป็นที่เรียบร้อย โดยนายกรัฐมนตรี เน้นให้มีการเจรจาก้อน หากไม่สำเร็จจึงจะใช้วิธีการอื่นต่อไป

รายงานข่าวแจ้งด้วยว่า กองกำลังควบคุมฝูงชนจากฉะเชิงเทรา มี พ.ต.อ.พรพจน์ สมิตตินันทร์ รอง ผบก.ภ.จว.ฉะเชิงเทรา เป็นหัวหน้าชุดในการควบคุมการปฏิบัติ ซึ่งมีกำลังพลเจ้าหน้าที่ตำรวจจากทุกสถานี ภายใต้สังกัดตำรวจภูธรจังหวัดฉะเชิงเทรา รวม 18 ท้องที่




พปช.ยืนยันปล่อยให้ญัตติแก้ รธน.ตก รอประชามติ

การประชุมพรรคพลังประชาชนขณะนี้เสร็จสิ้นลงแล้ว ซึ่งที่ประชุมมีมติให้ ส.ส.ไปถอนชื่อออกจากญัตติแก้ รธน. เพื่อให้ญัตติตกไป และจะไม่มีการยื่นญัตติซ้ำ โดยจะรอฟังผลการทำประชามติ ว่าประชาชนส่วนใหญ่อยากให้มีการแก้ไข รธน.หรือไม่

การประชุม ส.ส.พรรคพลังประชาชนในวันนี้ มี น.พ.ประสงค์ บูรณพงศ์ รองหัวหน้าพรรคทำหน้าที่ประธานชั่วคราว โดยมีการหยิบยกญัตติด่วนที่ ส.ส.และ ส.ว.เสนอให้มีการแก้ไข รธน.ฉบับปี 2550 ขึ้นมาพิจารณา ซึ่งทางพรรคยังไม่แน่ใจว่าญัตติดังกล่าวจะตกไปแล้วหรือไม่ หลัง ส.ว.ที่ร่วมลงชื่อได้ขอถอนชื่อออกไป อย่างไรก็ตามในที่ประชุมเห็นว่า หากมีการถอนชื่อจนทำให้ญัตติตกไป พรรคก็เตรียมเสนอญัตติซ้ำ แต่จะยังไม่ใช่ในช่วงนี้ โดยจะขอรอดูสถานการณ์ทางการเมืองก่อน เพราะรัฐบาลได้เตรียมที่จะทำประชามติในเรื่องนี้อยู่แล้ว

สำหรับญัตติแก้ รธน.ขณะนี้ยังคงมีรายชื่อผู้เสนอญัตติอยู่ทั้งหมด 124 คน เป็น ส.ว. 2 คน นอกนั้นเป็น ส.ส.พรรคพลังประชาชน 113 คน , เพื่อแผ่นดิน 4 คน , รวมใจไทยชาติพัฒนา 4 คน และมัชฌิมาธิปไตย 1 คน ซึ่งพอดีกับเกณฑ์ 1 ใน 5 ของสมาชิกทั้ง 2 สภาเท่าที่มีอยู่ คือ 620 คน หาก ส.ส.หรือ ส.ว.แค่เพียงคนเดียวไปขอถอนชื่อก็จะทำให้ญัตติดังกล่าวตกไปทันที

นอกจากการหารือเพื่อกำหนดท่าทีของพรรคพลังประชาชนแล้ว คาดว่าที่ประชุมจะหารือกันถึงการสลับตำแหน่งรัฐมนตรี หลังนายจักรภพ เพ็ญแข ประกาศลาออก ซึ่งมีรายงานว่า ที่ประชุมจะให้นายพงศกร อรรณพร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาฯ ไปเป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แทนตำแหน่งที่ว่างลง แล้วให้ นายธีระชัย แสนแก้ว รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไปเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาฯ แทน แล้วดึงนายเจริญ จรรโกมล หนึ่งในแกนนำ ส.ส.อิสาน เข้ามาเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ แทนนายธีระ



แกนนำ พปช.หารือ ไม่มีการประเมินสถานการณ์ชุมนุม

กรุงเทพฯ 31 พ.ค.-การหารือของแกนนำพรรคพลังประชาชนไม่มีการประเมินสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

การหารือและรับประธานอาหารร่วมกันระหว่างนายกรัฐมนตรีกับรัฐมนตรีของพรรคพลังประชาชนใช้เวลากว่า 3 ชั่วโมง นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกระทรวงยุติธรรม และรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน เปิดเผยว่า การหารือครั้งนี้ไม่ได้ประเมินการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ และนายกรัฐมนตรีก็ไม่ได้วิตกกังวล แต่เป็นการพูดถึงปัญาการทำงานของรัฐมนตรีแต่ละกระทรวง ตลอด 4 เดือนที่ผ่านมา และไม่ได้หารือการปรับคณะรัฐมนตรี โดยส่วนตัวเห็นว่าควรปรับเล็กเฉพาะตำแหน่งเท่านั้น

ขณะที่นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ปฏิเสธการให้สัมภาษณ์ แต่จะไปชี้แจงเกี่ยวกับการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรทางสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที เช้าวันนี้.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-31 01:10:24

ตำรวจเพิ่มกำลังคุมเข้มการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯ

สะพานมัฆวานฯ 31 พ.ค.-ตำรวจสั่งเพิ่มกำลังคุมเข้มการชุมนุม ขณะที่แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ประกาศพร้อมเคลื่อนขบวนไปชุมนุมทำเนียบรัฐบาล

หลังแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยประกาศยกระดับการชุมนุมจากต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นขับไล่รัฐบาล แกนนำยังคงผลัดเปลี่ยนกันขึ้นเวทีปราศรัย โดยนายสนธิ ลิ้มทองกุล ชี้แจงเหตุผลการชุมนุม พร้อมทั้งประกาศว่า จะชุมนุมยืดเยื้อต่อไป หากมีความพร้อมก็จะเคลื่อนการชุมนุมไปทำเนียบรัฐบาล

ส่วนบรรยากาศโดยรอบ กลุ่มพันธมิตรฯ ซึ่งอ้างตัวว่าเป็นอาสาสมัครพันธมิตรประมาณ 40 คน พยายามเดินอ้อมเข้าไปทำเนียบรัฐบาล และไปลานพระบรมรูปทรงม้า แต่ถูกกำลังตำรวจสกัดไว้ได้

ขณะที่ตำรวจนครบาลประสานขอกำลังไปยังหน่วยงานข้างเคียง เข้ามาดูแลความสงบเรียบร้อยเพิ่มจากกำลังปกติกว่า 450 นาย พร้อมทั้งสั่งตรึงกำลังคุมเข้มรอบทำเนียบรัฐบาลตลอด 24 ชั่วโมง ห้ามผู้ไม่เกี่ยวข้องเข้าออกอย่างเด็ดขาด

ด้านการชุมนุมของกลุ่มซึ่งอ้างตัวว่า กลุ่มสภาสนามหลวงต่อต้านเผด็จการ มีการปราศรัยโจมตีกลุ่มพันธมิตรและพรรคฝ่ายค้าน พร้อมทั้งออกแถลงการณ์ระบุว่า กลุ่มพันธมิตรเปลี่ยนวัตถุประสงค์การชุมนุม เพราะต้องการสร้างความวุ่นวายทางการเมือง โดยแกนนำประกาศจุดยืนจะชุมนุมที่สนามหลวงทุกวันเวลา 17.00-24.00 น. ก่อนสลายตัวไปเมื่อ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-31 01:08:45

ส.ว.แห่ถอนชื่อ จนส่งผลให้ญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญตกไป

รัฐสภา 30 พ.ค. - ส.ว.แห่ถอนชื่อจากการลงชื่อสนับสนุนญัตติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ เหลือผู้สนับสนุนญัตติเพียง 123 คน ทำให้มีเสียงไม่ถึง 1 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภาฯ คือ 124 เสียง ส่งผลให้ญัตติตกไป

นายทวีศักดิ์ คิดบรรจง ส.ว.บุรีรัมย์ ได้เดินทางมายื่นหนังสือขอถอนชื่อจากการลงชื่อสนับสนุน ญัตติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ 2250 ที่รัฐสภา และเปิดเผยว่า การขอถอนชื่อครั้งนี้ เพื่อไม่ให้เป็นเงื่อนไขทางสังคม ประกอบกับรัฐบาลเตรียมจะทำประชามติในเรื่องนี้แล้ว ดังนั้น ทุกฝ่ายควรสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้น จึงถอนชื่อเพื่อให้ญัตติตกไป แม้เรื่องนี้จะขัดกับหลักการของตน ที่ตั้งใจไว้แต่แรกว่าจะไม่ถอนรายชื่อ แต่เมื่อเห็นว่าเรื่องนี้จะนำไปสู่เงื่อนไขที่จะทำให้การชุมนุมยืดเยื้อ จึงต้องถอนเพื่อให้หมดเรื่อง

“ความจริงถ้าเอาปัญหานี้เข้ามาพิจารณาในสภาฯ จะเป็นเรื่องดี แทนที่จะไปคุยกันข้างนอก ที่ผมมาวันนี้ก็ยังฝืนความรู้สึกอยู่ แต่ก็ต้องมาเพราะ ส.ว.ที่เหลือพากันถอนชื่อกันเกือบหมดแล้ว ก็ต้องว่าตามกัน ส่วนที่ติดต่อผมไม่ได้ก่อนหน้านี้ เพราะเพิ่งเดินทางกลับมาจากต่างจังหวัด ไม่ได้คิดหนีอะไร ส่วนตอนนี้เหลือคุณสมพร จูมั่น ส.ว.เพชรบูรณ์ เพียงคนเดียวซี่งยังไม่ได้ถอนชื่อ” นายทวีศักดิ์ กล่าว

เมื่อถามว่าคิดอย่างไรที่ญัตติดังกล่าวตกไปแล้ว แต่ส.ส.พรรคพลังประชาชนจะยื่นญัตติเข้ามาใหม่อีก นายทวีศักดิ์ กล่าวว่า เป็นเรื่องของพรรคพลังประชาชน ส่วนกรณีที่กลุ่มพันธมิตรฯ ยืนยันจะมีการชุมนุมยืดเยื้อต่อไปนั้น ก็แล้วแต่ว่า ใครจะเล่นบทอะไร แต่วันนี้ตนเห็นว่าเงื่อนไขจบไปแล้ว เพราะนายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ประกาศลาออกแล้ว และญัตติเสนอแก้รัฐธรรมนูญก็ตกไป

ทั้งนี้ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 291 ได้ระบุไว้ว่า ต้องใช้เสียง ส.ส.และ ส.ว.ในการยื่นญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญ สองสภาฯ รวมกัน มีจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภาฯ ซึ่งล่าสุดขณะนี้มี ส.ส.470 คน ส.ว. 150 คน รวม 620 คน เสียง 1 ใน 5 คือ 124 เสียง ดังนั้น การถอนชื่อของนายทวีศักดิ์ ทำให้เหลือผู้สนับสนุนญัตติเพียง 123 คน ส่งผลให้ญัตติเสนอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญมีอันตกไปในที่สุด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ส.ส.และ ส.ว.ที่เข้าชื่อยื่นญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ 2550 มีจำนวนทั้งสิ้น 150 คน คือ พรรคพลังประชาชน 117 คน พรรคเพื่อแผ่นดิน 5 คน พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา 4 คน พรรคมัชฌิมาธิปไตย 2 คน พรรคประชาราช 1 คน และ ส.ว. 29 คน แต่ก่อนที่จะยื่นญัตติมี ส.ว.ขอถอนชื่อ 8 คน. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-30 18:47:03


ศาลฎีกามีมติไม่แต่งตั้งผู้ไต่สวนอิสระคดี สุเทพ ร้อง มท.1

กรุงเทพฯ 30 พ.ค. - ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกามีมติไม่แต่งตั้งผู้ไต่สวนอิสระ ในคดีที่ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” ร้อง “ร.ต.อ.เฉลิม” สั่งเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ “ศรีสุบรรณฟาร์ม” เหตุยังไม่มีกฎหมายกำหนดคุณสมบัติ อำนาจหน้าที่ และวิธีการไต่สวน เห็นควรให้ส่ง ป.ป.ช. ดำเนินการ

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 30 พฤษภาคม ที่ศาลฎีกา สนามหลวง นายวิรัช ลิ้มวิชัย ประธานศาลฎีกา เรียกประชุมใหญ่ผู้พิพากษาศาลฎีกา เพื่อพิจารณาคำร้องขอให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาแต่งตั้งผู้ไต่สวนอิสระ ในคดีหมายเลขดำที่ อม.2/2551 ที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ โดยบริษัทศรีสุบรรณฟาร์ม จำกัด ผู้ร้อง กับ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ผู้ถูกร้อง เรื่อง เป็นเจ้าพนักงานปฎิบัติหรือละเว้นการปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฎิบัติ หรือละเว้นการปฎิบัติหน้าที่โดยทุจริต กรณีสั่งการให้ นายบุญเชิด คิดเห็น รักษาการอธิบดีกรมที่ดิน ตรวจสอบการออกเอกสารสิทธิที่ดิน บริษัท ศรีสุบรรณฟาร์ม จำกัดและสั่งเพิกถอนเอกสารสิทธิที่ดินของบริษัท ศรีสุบรรณฟาร์ม จำนวน 1,338 ไร่ 59 แปลง บริเวณ ต.น้ำหัก อ.คีรีรัฐนิคม จ.สุราษฎร์ธานี

โดยผลการลงมติของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา เห็นควรส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินการไต่สวนตามรัฐธรรมแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มาตรา 250 (2) แทนการแต่งตั้งผู้ไต่สวนอิสระ เนื่องจากตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 276 วรรค 2 กำหนดว่า คุณสมบัติ อำนาจหน้าที่ วิธีการไต่สวน และการดำเนินการอื่นที่จะเป็นของผู้ไต่สวนอิสระ ให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการแต่งตั้งผู้ไต่สวนอิสระ จึงเห็นสมควรส่งคำร้องขอดังกล่าวให้ ป.ป.ช. ดำเนินการแทน. – สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-30 18:33:18

ร้อย ร.1542 กับภารกิจนำสันติสุขกลับคืนสู่ ต.ปะแต

หากเอ่ยถึง ต.ปะแต อ.ยะหา จ.ยะลา ถือว่าเป็นพื้นที่ที่มีเหตุการณ์รุนแรง มีการซุ่มยิง วางระเบิดโจมตีเจ้าหน้าที่รัฐ โดยเหตุการณ์สะเทือนขวัญประชาชนมากที่สุดที่เคยเกิดขึ้นในพื้นที่คือ เหตุการณ์คนร้ายก่อเหตุยิงรถตู้สายเบตง ฆ่าผู้โดยสารชาวไทยพุทธที่บริสุทธิ์จำนวน 8 ราย เกิดขึ้นในวันที่ 14 มีนาคม 2550 ทำให้เจ้าหน้าที่รัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพยายามจะเข้ามาแก้ไข โดยใช้งานด้านยุทธการและยุทธศาสตร์ ตามแนวพระราชดำริ เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา เพื่อให้เหตุการณ์ดังกล่าวบรรเทาลง และคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น

ร.อ.พรรษา พุทธผล ผบ.ร้อย ร.1542 รับผิดชอบพื้นที่ 9 หมู่บ้าน ต.ปะแต อ.ยะหา จ.ยะลา กล่าวว่า ทางร้อย ร.1542 ภายใต้คำสั่งของ พ.ท.วรเดช เดชรักษา ผบ.ฉก.ยะลา 14 ได้ทำการเข้าสู่หมู่บ้านโดยพยายามใช้งานมวลชนเป็นหลัก แต่ได้ถูกตอบโต้จากกลุ่มก่อความไม่สงบ จำเป็นต้องกดดันด้วยงานด้านยุทธการ จนทางเจ้าหน้าที่ได้ปะทะกับทางหัวหน้ากลุ่มแกนนำคือ นายมุสลิม มะสัน เสียชีวิตภายหลังการปะทะ และได้จับกุม นายยูนุ มะแอ

ซึ่งเป็นแกนนำระดับปฏิบัติการ จากการปะทะกับเจ้าหน้าที่อีกหลายครั้ง ที่ทำให้แกนนำแนวร่วมตัวสำคัญเสียชีวิตลง หมู่บ้านที่จัดตั้งเป็นหมู่บ้านก่อความไม่สงบ เมื่อขาดแกนนำหลักที่ค่อยควบคุมและชี้นำชาวบ้าน ทำให้ภายในหมู่บ้านเริ่มมีความเชื่อมั่นในอำนาจรัฐ และก็ต้องให้โอกาสผู้หลงผิดกลับมาร่วมพัฒนาบ้านเมือง พัฒนาหมู่บ้าน ให้กลับสู่สันติสุขเป็นปกติ

“ทุกวันนี้เราได้แนวร่วมยอมกลับตัวกลับใจมาช่วยเหลือ ให้เบาะแสและการเคลื่อนไหวและที่ซ่องสุม จึงออกลาดตระเวนป้องปรามป้องกันให้ชาวบ้านในพื้นที่ เมื่อรู้เส้นทางหลบหนีและที่อยู่อาศัย ก็สามารถปิดล้อมตรวจค้น จับกุม ทำลายกลุ่มก่อความไม่สงบในพื้นที่ได้ เมื่อเขาเปลี่ยนใจวางอาวุธเข้ามาร่วมมือก็สามารถให้โอกาสเขาได้ จะไม่มีความรุนแรง ดำเนินตามกฎหมาย หากไม่ยอมวางอาวุธก็ต้องใช้ความรุนแรงเพื่อให้เกิดสันติสุขกับพื้นที่”

ผบ.ร้อย ร.1542 กล่าวอีกว่า ทางหน่วยได้เข้าไปพุดคุยกับผู้นำท้องถิ่น ผู้นำศาสนา โดยประสานทุกฝ่าย ทั้งตำรวจ ทหาร และฝ่ายปกครอง ในการร่วมกันสร้างความสงบสุขในพื้นที่ ให้โอกาสชาวบ้านที่เคยเป็นแนวร่วม ที่เคยส่งเสบียง เก็บอาวุธ กระสุน เวชภัณฑ์ ที่คอยให้ความช่วยเหลือกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ ได้กลับมาพัฒนาหมู่บ้าน มอบของเหล่านี้ให้กับเจ้าหน้าที่ ทำให้ตอนนี้กองกำลังติดอาวุธของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ ไม่สามารถเข้ามาปฏิบัติงานในพื้นที่ได้ จะอาศัยพื้นที่ป่าเขาหลบซ่อนอยู่ หรือจะเข้าไปในหมู่บ้านอื่นที่ยังให้การสนับสนุนต่อไป ทางหน่วยงานที่รับผิดชอบจะพยายามใช้งานมวลชนประกอบกับยุทธวิธี ทั้งยุทธการและยุทธศาสตร์ ตามแนวพระราชดำริ เพื่อให้เกิดสันติสุขในหมู่บ้านอื่นๆ ติดตามมาต่อไป


เมื่อรถหยุดวิ่ง

เชื่อว่าเช้านี้คน กทม. คงต้องประสบกับภาวะ “รถเมล์ขาด (ตลาด)” กันไปถ้วนหน้า อันเนื่องมาจากการประท้วงหยุดวิ่งของบรรดารถร่วมฯ ซึ่งรวมๆ ก็กว่า 10,000 คัน

เห็นใจผู้โดยสารก็เห็นใจ ไหนจะต้องรอนาน ไหนจะต้องเบียดเสียดกันขึ้นไปอัดแน่นยิ่งกว่าปลากระป๋อง

แต่มองจากมุมของผู้ประกอบการรถร่วมฯ ก็น่าเห็นใจเขาเหมือนกัน เพราะราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นเช่นนี้เป็นไปตามกลไกตลาดโลก ใครก็ฉุดไม่ได้รั้งไม่อยู่

ในฐานะ “เอกชน” ที่ประกอบธุรกิจ เมื่อต้นทุนในการทำกิจการสูงเกินกว่าจะแบกรับภาระต่อไปได้ แล้วกฎหมายยังไม่อนุญาตให้ขึ้นราคาค่าสินค้าหรือบริการอีกเช่นนี้ ก็เห็นทีจะต้องปิดหรือหยุดพักกิจการกันแต่เพียงเท่านั้น

ไม่เหมือนกิจการที่ดำเนินการหรือมีหุ้นส่วนใหญ่เป็นรัฐบาล จึงจะต้องมีหน้าที่ “ช่วยเหลือ" ประชาชน มากกว่าคำนึงเรื่องกำไร-ขาดทุน

หรือทางออกที่สาม คือ จะให้ศาลปกครองประกาศคุ้มครองการขึ้นราคาน้ำมัน แทนการคุ้มครองราคาสินค้า เช่นนี้ก็ไม่รู้ว่าจะทำได้หรือเปล่า (เพราะราคาน้ำมันในบ้านเราต้องผูกติดกับราคาน้ำมันดิบโลก) ถ้าทำได้ แก้ไขปัญหาราคาน้ำมันได้เพียงอย่างเดียว ก็สบายไปร้อยแปดอย่าง

แต่ถ้าทำไม่ได้ดังว่ามา ก็คงต้องทำใจยอมรับแล้วว่า เราก็ต้องขึ้นรถเมล์กันแพงขึ้นอยู่ดี

เกิดเหตุการณ์รถร่วมฯ หยุดวิ่งเช่นนี้ เราจึงได้เห็นภาพชัดๆ ว่า กิจการขนส่งมวลชนโดยรัฐนั้น มีน้อยเกินกว่าความต้องการไปมาก และส่วนมากก็ต้องพึ่งพาเอกชนเป็นหลัก

ทั้งที่ประชาชนส่วนมากของประเทศนี้ ยังต้องพึ่งพาขนส่งสาธารณะมากกว่ารถส่วนตัว แต่จนป่านนี้ระบบขนส่งมวลชนบ้านเราก็ยังไม่เคยสะดวกสบาย ทั้งในด้านปริมาณ (เพียงพอต่อความต้องการ) และด้านคุณภาพ

บ่นไปก็เท่านั้น เพราะถามว่าแล้วจะให้รัฐทำอย่างไร ก็ไม่รู้ จะให้คุ้มครองราคาค่าตั๋วต่อไปหรือไม่ ก็ไม่น่าจะได้ เพราะคงไม่มีเอกชนรายไหนยอมวิ่งรถ-เรือให้ขาดทุน

คงตอบได้อย่างเดียวในฐานะคนเดินดิน คือ จะทำอย่างไรก็ให้ทำกันไปทางหนึ่งเถิด เพราะสุดท้ายคนที่เดือดร้อนที่สุด ก็คือชาวบ้านตาดำๆ นี่เอง

ปฏิญา ยอดเมฆ


พันธมิตร จะเผด็จศึกใคร

แม้การชุมนุมครั้งนี้จะเริ่มต้นด้วยการประกาศว่า เพื่อต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

แต่คนที่ติดตามและรู้จัก “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” มาเป็นอย่างดี ย่อมไม่มีใครเชื่อว่าแก๊งนี้จะมีเหตุผลแท้จริงเพียงเท่านั้น

เพียงแต่จะรอดูว่า แล้วแกนนำของพันธมิตรฯ จะหาทางออกอย่างไร จะชักนำมวลชนไปด้วยเหตุผลอะไร

แล้วก็เป็นไปตามคาด เมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา แกนนำอย่าง นายสุริยะใส กตะศิลา แพลมออกมาว่า อาจมีการหารือว่าจะเปลี่ยนจุดยืนจากเรื่องรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องการขับไล่รัฐบาล

อาจถึงการขับไล่คณะรัฐมนตรีให้ลาออกกันไปทั้งคณะ

แม้ปากจะบอกว่า “จะมีการหารือ” แต่ถ้าไม่ได้กินหญ้าเป็นอาหาร ก็ย่อมดูออกว่า นี่คืออีกหนึ่งเป้าหมายที่แกนนำพันธมิตรฯ วางเอาไว้แล้ว ตั้งแต่ก่อนจะประกาศการชุมนุมที่มีเรื่องรัฐธรรมนูญมาบังหน้าด้วยซ้ำ

เพราะถ้ามักน้อยกันแค่นั้น ไหนเลยต้องทำฮึกเหิมขนาดประกาศ ตายเป็นตาย เจ๊งเป็นเจ๊ง

และยิ่งไม่มีความจำเป็นที่คนอย่าง “พล.ต.จำลอง ศรีเมือง” จะต้องประกาศให้มวลชนชักจูงคนมาร่วมให้มากๆ เพื่อทำการ “เผด็จศึก”

จะเผด็จศึกใคร จะเผด็จกันอย่างไร จะเหมือนที่ พล.ต.จำลอง เคยมีส่วนในการชักจูงผู้คนมา “เผด็จศึก” อย่างนั้นหรือไม่

ยังไม่มีใครกล้าคิด

แต่ที่แน่ๆ มีการ “แยกมิตร แยกศัตรู” กันไปแล้วเรียบร้อย

นั่นคือความพยายาม “ตำหนิ” การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ว่าหละหลวม เข้าข้างเลือกฝักเลือกฝ่าย ไม่เต็มใจรักษาความปลอดภัยให้แก่ผู้ชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ

ราวกับต้องการให้ตำรวจตีหัวม็อบฝ่ายตรงข้ามให้หัวร้างข้างแตก จึงจะพอใจ

ที่สำคัญ แกนนำม็อบถึงกับประกาศให้ผู้ชุมนุมสามารถ “จัดการ” กับฝ่ายตรงข้าม ด้วย “วิธีการใดก็ได้” เพราะถือเสียแล้วว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่อาจเป็นที่พึ่งพา

ประกาศความเป็นนักเลงที่ไม่เคารพขื่อแปบ้านเมืองกันมาโต้งๆ อย่างไม่เกรงกลัว

ถ้าไม่มี “ผู้หนุนหลัง” อย่างใหญ่เบิ้ม ก็คงไม่เหิมเกริมขนาดนี้

ที่น่าสงสัยมากกว่าคือ คนนั้นคือใคร

แล้วได้ประโยชน์อะไรจากการทำร้ายให้บ้านเมืองเสียหาย ทรุดหนักทั้งทางการเมือง สังคม เศรษฐกิจอย่างนี้

อีกฝ่ายที่ก็ยังต้องจับตาดูให้ดี ไม่พ้นกองทัพ

เพราะมีสรรพสำเนียงถึงความแตกกันเล็กๆ ออกมาให้ได้ยินพอกระเส็นกระสาย

ที่ขัดแย้งกันไม่มีอะไรมากไปกว่า อีกฝ่ายยังเชื่อมั่นในการรัฐประหาร ขณะที่อีกฝ่ายเข็ดหลาบและไม่ต้องการให้กองทัพโดนด่าไปมากกว่านี้

จะมีบ้างที่ยังรอดูท่าทีของ “มวลชน” พลเรือนทั้งสองฝั่ง

ถ้ามีท่าทีแตกร้าวหนัก หรือใครที่ได้รับใบสั่งให้สร้างสถานการณ์แล้วทำได้อย่างสุดฝีมือ

เมื่อนั้น ก็ได้เวลาที่กองทัพจะกลืนน้ำลายตัวเอง

ขณะนี้จึงเป็นเวลาที่ “รัฐบาล” กำลังเคร่งเครียดจับตา

และพันธมิตรฯ ก็รอเวลาที่จะได้ร้องเฮ!