WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, May 31, 2008

ตำรวจเสริมกำลังดูแลความปลอดภัยบ้านพักนายกฯ

กทม. 31 พ.ค. - ตำรวจเสริมกำลังดูแลความปลอดภัยบ้านพักนายกรัฐมนตรี

แม้ว่านายกรัฐมนตรีไม่ได้อยู่ที่บ้าน เดินทางไปปฏิบัติภารกิจที่จังหวัดสุพรรณบุรี แต่บรรยากาศที่บ้านพักของนายกรัฐมนตรี หมู่บ้านโอฬาร 2 ถนนนวมินทร์ วันนี้มีการเสริมกำลังตำรวจดูแลรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด โดย พ.ต.อ.มันทาร อภัยวงศ์ รองผู้บังคับการตำรวจนครบาล 4 เดินทางมาตรวจดูความเรียบร้อย ระบุว่า ได้มีการเสริมกำลังตำรวจจากกองบังคับการตำรวจนครบาล 8 สน. กว่า 50 นาย รวมทั้งจัดชุดสายสืบนอกเครื่องแบบสำรวจการข่าว หากกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเคลื่อนไหวมาชุมนุมที่บ้านพักนายกรัฐมนตรี ทางตำรวจยืนยันสามารถรับมือได้ เพราะได้มีการนำแผงเหล็กมาเตรียมพร้อมหากมีเหตุรุนแรงขึ้น อย่างไรก็ตาม การเสริมกำลังครั้งนี้ไม่ได้เป็นคำสั่งของนายกรัฐมนตรี.

ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-31 16:02:51


นายกฯ ให้ผู้ชุมนุมหาที่รวมตัวใหม่ที่ไม่ใช่สะพานมัฆวานฯ

เอ็นบีที 31 พ.ค.-นายกรัฐมนตรีออกรายการชี้แจงสถานการณ์การชุมนุมทางการเมือง ยืนยัน สามารถดูแลความสงบเรียบร้อยของประเทศได้ แนะให้กลุ่มผู้ชุมนุมหาที่รวมตัวกันใหม่หรือยุติการชุมนุม เพราะถ้าไม่ยุติ จะใช้กำลังตำรวจ-ทหารดำเนินการพร้อมรับผิดชอบทุกสิ่งที่จะเกิดขึ้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลาประมาณ 09.00 น. นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี / รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมได้ออกรายการ “นายกฯชี้แจงสถานการณ์การชุมนุมทางการเมือง” ว่า รัฐบาลมาจากการเลือกตั้งและทำงานมาจะครบ 4 เดือนแล้วแต่อาจเกิดปัญหาบ้าง เพราะเป็นช่วงรอยต่อกับการรัฐประหาร และได้ทำงานอย่างเต็มที่ในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้กับประชาชน มั่นใจว่าจะทำงานให้บ้านเมืองได้และเข้าได้กับข้าราชการทุกกระทรวง สถานการณ์การเมืองที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ เกิดจากการที่มีคนไม่พอใจ ไม่อยากเห็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทั้งที่เป็นการแก้ไขตามกรอบของกฎหมายด้วยการให้ส.ส.และส.ว.ยื่นญัตติแก้ไข จึงเป็นการไม่ถูกต้องที่กลุ่มพันธมิตรจะใช้เหตุผลเรื่องนี้มาเป็นตัวจุดชนวนการชุมนุม ซึ่งการปิดถนน หากเข้ามาล้อมทำเนียบรัฐบาลได้ ก็จะทำให้เสียภาพพจน์ของประเทศ อีกทั้ง มีการอ้างไปถึงพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีว่าเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเมือง ทั้งที่ไม่เป็นความจริง

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การชุมนุมของพันธมิตรฯ ได้มีการพูดจาหยาบคายโจมตีตนเอง และตนไม่ใช่คนที่จะยอมได้ทุกอย่าง หากมีการหมิ่นประมาทก็จะฟ้องร้องดำเนินคดีตามกฎหมาย อีกทั้ง การปิดถนนราชดำเนิน เพื่อชุมนุมคัดค้านตามสิทธิเสรีภาพตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด แต่ส่งผลให้เกิดความเดือร้อนกับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาการจราจรติดขัด และการตั้งกลุ่มรักษาความปลอดภัยพร้อมเครื่องป้องตัวนั้น เห็นว่าไม่สมควร เพราะไม่ได้อยู่ในสถานกาณ์รุนแรงหรือรบกับใคร ทั้งนี้ เห็นว่าแกนนำผู้ชุมนุมต้องการให้เหตุการณ์กลับไปเหมือน 19 กันยายน 2549 โดยหวังให้มีใครมายึดอำนาจ แต่ในฐานะที่ตนเองเป็นนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ทำงานและมีความสัมพันธ์ที่ดีร่วมกับผู้นำเหล่าทัพและดูแลฝ่ายความมั่นคง ยืนยันว่าจะไม่มีรัฐประหารเกิดขึ้น

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ผ่านมามีแนวคิดจะลดความรุนแรงของสถานการณ์การเมืองด้วยการทำประชามติการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และต้องฟังความเห็นของประชาชน หากเห็นว่าไม่ควรแก้ไขก็จะยุติทันที พรรคพลังประชาชนพรรคเดียวไม่สามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ แต่ต้องฟังเสียงของสภาด้วย คนที่สนับสนุนรัฐธรรมนูญปี 2550 อย่าหลับหูหลับตาเชื่อว่ารัฐธรรมนูญดีอย่างเดียว ทั้งที่สามารถแก้ไขได้ และพรรคพลังประชาชนได้หาเสียงไว้กับประชาชนไว้แล้วว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ อีกทั้ง ที่ผ่านมาทุกส่วนก็เคยกล่าวไว้ว่าสามารถแก้ไขได้ การแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

“คนเป็นนายกฯ นิ่งเฉยให้ด่าทอ ผมไม่ได้ดีขนาดนั้น คนต้องใช้ถนนราชดำเนินเป็นเส้นทางเดินทางก็ต้องได้รับความเดือดร้อน อยากถามว่าบ้านเมืองที่ชุลมุนวุ่นวายอยู่ในขณะนี้ แกนนำพันธมิตรทั้ง 5 คนคิดอะไรอยู่ ตกลงจะขับไล่รัฐบาลหรือหาเหตุ อยากถามย้อนกลับไปว่า รัฐบาลเข้าตามตรอกอออกตามประตู มาจากการเลือกตั้ง มีหน้าที่แก้ไขปัญหาบ้านเมือง มีสิทธิที่จะทำให้บ้านเมืองเต็มไปด้วยความสงบเรียบร้อย และผมไม่เครียดเรื่องการชุมนุม การกล่าวอ้างว่าจะผมจะทำให้ประเทศเป็นสาธารณรัฐนั้น ไม่ถูกต้อง ที่ผ่านมาทำงานสนองพระเดชพระคุณมาตลอด จึงไม่มีแนวคิดดังกล่าว การพูดที่ไม่มีเหตุผลจะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย และจะมีการฟ้องข้อหาหมิ่นประมาท”นายกรัฐมนตรี กล่าว

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ขณะนี้ได้เตรียมกำลังทหาร-ตำรวจไว้พร้อมจะทำให้การชุมนุมออกจากบริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์แล้ว ซึ่งไม่ใช่การข่มขู่หรือท้าทาย แต่ต้องการอยากให้ประชาชนมั่นใจว่ารัฐบาลสามารถจะดูแลประเทศชาติบ้านเมืองให้อยู่ในความสงบเรียบร้อยได้ ขอให้สื่อช่วยนำเสนอข้อมูลข่าวสารในแง่ดี ไม่ส่งผลกระทบหรือสร้างความเสียหาย เพราะทุกเรื่องจะถูกขยายไปยังต่างประเทศ ทำให้ภาพพจน์เสียหาย เศรษฐกิจชะงัก โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยวที่เป็นตัวสำคัญและสร้างรายได้

“ผมอยากให้ประชาชนสบายใจ คนที่เข้าร่วมชุมนุมก็อยากให้กลับบ้าน เพราะไม่มีเหตุผลที่จะร่วมชุมนุมต่อแล้ว การโจมตีหรือจะชุมนุมต่อ สามารถทำได้ แต่ต้องไม่ใช่ที่สะพานมัฆวานฯ ขอให้ไปหาสถานที่ที่ไม่สร้างความเดือดร้อนกับประชาชน จะชุมนุมเป็นปีก็ไม่เป็นไร ถ้าไม่รื้อ ตำรวจก็จะไปรื้อ ที่พูดอย่างนี้ แสดงให้รู้ว่ารัฐบาลจะรับผิดชอบทุกอย่างกับทุกสิ่งที่ทหาร –ตำรวจทำ”นายกรัฐมนตรี กล่าว.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-31 11:50:58

อพช. แถลงเรียกร้องยุติความรุนแรง จี้พันธมิตรเลิกยั่วยุ สร้างสถานาการณ์

กป.อพช. ออกแถลงการณ์ เรียกร้องทุกฝ่ายหยุดใช้ความรุนแรง พร้อมทั้งฝากถึงกลุ่มันธมิตรฯ ต้องเลิกยั่วยุ สร้างสถานการณ์ที่จะนำไปสู่ความรุนแรง รวมท้งทหารต้องไม่ฉวยโอกาส

บ่ายวันนี้ คณะกรรมการประสานงานองค์การพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) พร้อมด้วยคณะกรรมการคาทอลิกเพื่อความยุติธรรมและสันติ(ยส.) แอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนลประเทศไทย คณะกรรมการรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน (ครส.) ได้ร่วมกันออกแถลงการณ์ เรียกร้องให้ทุกฝ่ายไม่ใช้ความรุนแรง

ขณะเดียวกันก็จากถึงกลุ่มพันธมิตรฯ ว่าควรยึดหลักการชุมนุมโดยสงบ เปิดเผย ปราศจากอาวุธ
ตามสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานในรัฐธรรมนูญ และคำนึงถึงความปลอดภัยในชีวิตของประชาชนที่เข้าร่วมการชุมนุมด้วย รวม

ทั้งยุติการสร้างสถานการณ์ที่ยั่วยุให้มีการใช้ความรุนแรงและต้องแสดงให้เห็นว่ากลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยไม่ใช้ความรุนแรงและไม่สนับสนุนให้มีการใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบ

รวมทั้งขอให้ฝ่ายทหารอย่าฉกฉวยสถานการณ์ก่อการรัฐประหาร เพราะ การรัฐประหาร คือ อาชญากรรมต่อระบอบประชาธิปไตยและประชาชนทุกฝ่ายจะต่อต้านจนนำไปสู่ความรุนแรงต่อชาติและประชาชนโดยไม่มีเหตุอันควร



สมาพันธ์ปชต. จี้พันธมิตรฯ หยุดเคลื่อนไหวป่วนเมือง

“สมาพันธ์” ออกแถลงการณ์จี้พันธมิตรฯ หยุดการเคลื่อนไหว ยั่วยุประชาชน หวังให้เกิดเหตุการณ์รุนแรงอีกครั้งในบ้านเมือง ระบุส่อผิด ม.63,68 และ 113 โทษถึงประหาร

บ่ายวันนี้ สมาพันธ์ประชาธิปไตย ได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้พันธมิตรฯเคารพรัฐธรรมนูญ 2550 และหยุดสร้างเงื่อนไขให้เกิดรัฐประหาร โดยระบุว่าในเมื่อพันธมิตรฯ ยืนยันมีท่าทีเห็นด้วยกับ รธน. 50 อย่างเต็มเปี่ยมจึงต้องเคารพและปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะมาตรา 63,68 และ 113

มาตรา63ในรัฐธรรมนูญ2550ได้รับรองเสรีภาพในการชุนนุมไว้ แต่ต้องเป็นการชุนนุม โดยปราศจากอาวุธ การที่พันธมิตรฯไปบังคับเอาไม้เบสบอลจำนวนมากคืนจากเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ไม่ต้องการให้มีสิ่งที่เป็นอาวุธในที่ชุนนุมแสดงให้เห็นชัดเจนว่าพันธมิตรฯมีเจตนาที่นำมาไว้ใช้เป็นอาวุธ เป็นการขัดกับรัฐธรรมนูญอย่างชัดแจ้ง และยิ่งมีการทำร้ายคนเมาสุราในที่ชุนนุมอย่างรุนแรง รวมทั้งการประกาศกร้าวว่าจะทำร้ายผู้ที่มาต่อต้านให้ถึงขั้นเข้าไอซียู (หอบริบารผู้ป่วยอาการสาหัส) ด้วยแล้ว ยิ่งแสดงชัดเจนว่าการชุมนุมของพันธมิตรฯไม่ได้การรับรองจากรัฐธรรมนูญแม้แต่น้อย

มาตรา68ในรัฐธรรมนูญ2550ได้ระบุชัดเจนว่า บุคคลจะใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ “เพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้........มิได้ ดังนั้นการที่พันธมิตรฯประกาศโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนตามรัฐธรรมนูญนี้ เท่ากับพันธมิตรฯได้กระทำการอันขัดต่อมาตรา 68 ของรัฐธรรมนูญนี้แล้ว

และย่อมเข้าข่ายมีความผิดตามมาตรา113ของประมวลกฎหมายอาญาที่กล่าวไว้ว่า “ผู้ใดใช้กำลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ยว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อ (1)........................(2) ล้มล้างอำนาจ........อำนาจบริหาร หรือให้ใช้อำนาจดังกล่าวแล้วไม่ได้.(3)..................................ผู้นั้นกระทำความผิดฐานเป็นกบฏต้องระวางโทษประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต

นอกจากนี้ จุดมุ่งหมายที่พันธมิตรฯ ชุมนุมเดินขบวนก็เพื่อ “ต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และยื่นถอดถอนสส.สว.ที่เข้าชื่อยื่นญัตติในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ” ในขณะนี้ ญัตติของสส.สว.ดังกล่าวได้ตกไปแล้วเพราะจำนวนผู้เข้าชื่อยื่นญัตติมีไม่ถึง 126 เสียง เป้าหมายของพันธมิตรฯจึงบรรลุแล้ว

การยกระดับไปเป็นการ “ขับไล่รัฐบาลโดยข้อกล่าวหาร้ายแรงและเป็นเท็จที่ว่า มีขบวนการสร้างระบอบสาธารณรัฐขึ้นในประเทศไทยล้มล้างสถาบันกษัตริย์เพื่อเปลี่ยนให้เป็นประธานาธิบดี”ที่ไม่มีหลักฐานและเหตุผลเพียงพอ นั้นมีจุดมุ่งหมายเพียงเพื่อสร้างความวุ่นวายยุ่งเหยิงให้เกิดขึ้นกับประเทศชาติบ้านเมืองอันอาจจะเป็นสาเหตุให้เกิดการยึดอำนาจรัฐประหารขึ้น ซ้ำรอยกับเหตุการณ์สองปีที่แล้วเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549

จึงเป็นสิ่งที่เปิดเผยให้เห็นธาตุแท้ของพันธมิตรฯที่มุ่งสร้างเงื่อนไขให้เกิดการรัฐประหารยึดอำนาจ เป็นการทำลายล้างระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขที่เลวร้ายที่สุดสร้างความพินาศวอดวายให้กับประเทศที่ยับเยินอยู่แล้วให้หนักหน่วงยิ่งขึ้น

พันธมิตรฯ หยุดการเคลื่อนไหวทุกอย่างได้แล้ว ท่านหมดความชอบธรรมในการเคลื่อนไหวแล้ว


ตรึงกำลังเข้มบ้านนายกฯ หลังม็อบถ่อยขู่บุก

เพิ่มกำลังตำรวจคุมเข้มบ้าน “สมัคร” หลังม็อบถ่อยขู่นำกำลังบุก แถมใช้วิชามารแจกเบอร์บ้านนายกฯ กลางเวทีชุมนุม ทำเอาโทรศัพท์ดังไม่หยุดหย่อน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าที่บ้านพักนายสมัคร หมู่บ้านโอฬาร 2 ถนนนวมินทร์ 81 ได้มีการจัดกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบ ดูแลรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด หลังจากที่ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรฯ ประกาศจะนำม็อบบุกบ้านนายสมัคร

พ.ต.อ.(พิเศษ)มันทาร อภัยวงศ์ รองผู้บังคับการตำรวจนครบาล 4 เปิดเผยว่า ได้มีการเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ จาก 8 ส.น. พร้อมเหล็กกั้น คือ หัวหมาก , ลาดพร้าว , วังทองหลาง, โชคชัย , บึงกุ่ม , บางชัน , ประเวศ และ อุดมสุข เป็นตำรวจในเครื่องแบบจำนวน 50 นาย และ นอกเครื่องแบบอีก จำนวนหนึ่งโดยถือว่าเป็นการดูแลความเรียบร้อยตามปกติ และยังไม่มีคำสั่งจากหน่วยเหนือให้ดูแลอะไรเป็นพิเศษ ซึ่งหากม็อบพันธมิตรฯ มากจริงก็จะสามารถดูแลได้

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการตั้งด่านสกัดการเดินทางของม็อบที่จะมาบ้านนายกฯ และนายกฯ ก็ไม่ได้สั่งการอะไรเป็นพิเศษ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่เวทีพันธมิตรฯ ประกาศให้เบอร์โทรศัพท์ ที่บ้านนายสมัคร ปรากฎว่า เสียงโทรศัพท์ ดังไม่ขาดสาย โดยคนใกล้ชิดนายสมัคร ได้โทรศัพท์มาสอบถามแม่บ้านถึงความเคลื่อนไหวดังกล่าวด้วย



.บชน.สั่งกำลังพลเตรียมพร้อม – คุมเข้ม จยย.ป่วน

“อัศวิน ขวัญเมือง” สั่งการเจ้าหน้าที่ตำรวจทุก สน. เตรียมตัว พร้อมรับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาทันที เพื่อสกัดและป้องกันการรวมตัวก่อความวุ่นวาย

พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) สั่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทุก สน.เตรียมกำลังพลให้พร้อมปฏิบัติงานในพื้นที่ตัวเองอย่างเต็มที่ พร้อมกับเตรียมรับการประสานงานจากผู้บังคับบัญชาตลอดเวลาเพื่อนำกำลังพลเข้าสนับสนุนในจุดต่างๆ ได้ทันที ในกรณีมีคำสั่งรวมพลของผู้บังคับบัญชาระดับสูง

ทั้งนี้ ยังให้เฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ กลุ่มผู้ชุมนุมบริเวณท้องสนามหลวง และจุดต่างๆ ในพื้นที่รับผิดชอบอย่างใกล้ชิดตลอดเวลา เพื่อป้องกันการรวมตัวเคลื่อนไหวของกลุ่มบุคคลต่างๆ นอกจากนี้ ยังมีคำสั่งให้ตั้งด่านตรวจยึดรถจักรยานยนต์ต้องสงสัย ที่มุ่งหน้าสะพานมัฆวานรังสรรค์ ด้วย

“ปริญญา” แนะพันธมิตสลายการชุมนุม เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อประชาชน

อ.ปริญญา เทวนฤมิตกุล ระบุประชาธิปไตยไม่มีใครได้เต็มร้อย แนะพันธมิตรฯ ควรสลายการชุมนุม พร้อมจี้ “จำลอง” ทบทวนบทเรียนจาก 17 พฤษภาคม 2535

นายปริญญา เทวานฤมิตกุล รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่าประชาธิปไตยไม่มีใครได้ 100 เปอร์เซนต์ ในเมื่อนายจักรภพ เพ็ญแข ก็ลาออกแล้ว ร่างรธน. ก็ตกไปแล้ว พันธมิตรฯ ก็ควรจะถอยบ้าง ไม่ควรจะยึดติด และควรจะสลายการชุมนุม เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อประชาชน

แม้ว่าโทษของพันธมิตรฯ ในขณะนี้จะมีเพียงแค่กีดขวางการจราจร แต่ในทางการเมืองก็ดูไม่เหมาะสม และ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ก็น่าจะได้สรุปบทเรียน 17 พฤษภาคม 2535 มากๆ ว่าควรจะทำอย่างไรต่อไป ไม่รู้ว่า 16 ปีที่ผ่านมา พล.ต.จำลอง จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรหรือไม่ เพราะเกรงว่าจะเกิดความสูญเสียโดยที่ไม่จำเป็น ทั้งๆ ที่ยังมีทางออก



เจ้าหน้าที่ตำรวจ สแตนบายพร้อมสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯ วันนี้

ตำรวจกองกำลังควบคุมฝูงชน เตรียมตัวพร้อมลงมือปฏิบัติการสลายม็อบทันทีที่ได้รับคำสั่ง เผยนายกรัฐมนตรี เน้นให้มีการเจรจาด้วยสันติวิธีก่อน

ท่ามกลางกระแสข่าวสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ มีรายงานว่ากองกำลังควบคมฝูงชนจากฉะเชิงเทรา 150 นายถึง กทม.แล้ว รอเพียงคำสั่งปฏิบัติการสลายการชุมนุมร่วมกับกำลังหนุน ตชด.และตำรวจภูธรภาค 1,2 และ 7 เท่านั้น
ทั้งนี้ มีรายงานข่าวอ้างว่า นครบาล และกองกำลังตำรวจทั้งจากหน่วย ตชด. 3 กองร้อยได้เดินทางมาถึงตั้งแต่วานนี้ และมีการวางแผนเตรียมความพร้อมเป็นที่เรียบร้อย โดยนายกรัฐมนตรี เน้นให้มีการเจรจาก้อน หากไม่สำเร็จจึงจะใช้วิธีการอื่นต่อไป

รายงานข่าวแจ้งด้วยว่า กองกำลังควบคุมฝูงชนจากฉะเชิงเทรา มี พ.ต.อ.พรพจน์ สมิตตินันทร์ รอง ผบก.ภ.จว.ฉะเชิงเทรา เป็นหัวหน้าชุดในการควบคุมการปฏิบัติ ซึ่งมีกำลังพลเจ้าหน้าที่ตำรวจจากทุกสถานี ภายใต้สังกัดตำรวจภูธรจังหวัดฉะเชิงเทรา รวม 18 ท้องที่




พปช.ยืนยันปล่อยให้ญัตติแก้ รธน.ตก รอประชามติ

การประชุมพรรคพลังประชาชนขณะนี้เสร็จสิ้นลงแล้ว ซึ่งที่ประชุมมีมติให้ ส.ส.ไปถอนชื่อออกจากญัตติแก้ รธน. เพื่อให้ญัตติตกไป และจะไม่มีการยื่นญัตติซ้ำ โดยจะรอฟังผลการทำประชามติ ว่าประชาชนส่วนใหญ่อยากให้มีการแก้ไข รธน.หรือไม่

การประชุม ส.ส.พรรคพลังประชาชนในวันนี้ มี น.พ.ประสงค์ บูรณพงศ์ รองหัวหน้าพรรคทำหน้าที่ประธานชั่วคราว โดยมีการหยิบยกญัตติด่วนที่ ส.ส.และ ส.ว.เสนอให้มีการแก้ไข รธน.ฉบับปี 2550 ขึ้นมาพิจารณา ซึ่งทางพรรคยังไม่แน่ใจว่าญัตติดังกล่าวจะตกไปแล้วหรือไม่ หลัง ส.ว.ที่ร่วมลงชื่อได้ขอถอนชื่อออกไป อย่างไรก็ตามในที่ประชุมเห็นว่า หากมีการถอนชื่อจนทำให้ญัตติตกไป พรรคก็เตรียมเสนอญัตติซ้ำ แต่จะยังไม่ใช่ในช่วงนี้ โดยจะขอรอดูสถานการณ์ทางการเมืองก่อน เพราะรัฐบาลได้เตรียมที่จะทำประชามติในเรื่องนี้อยู่แล้ว

สำหรับญัตติแก้ รธน.ขณะนี้ยังคงมีรายชื่อผู้เสนอญัตติอยู่ทั้งหมด 124 คน เป็น ส.ว. 2 คน นอกนั้นเป็น ส.ส.พรรคพลังประชาชน 113 คน , เพื่อแผ่นดิน 4 คน , รวมใจไทยชาติพัฒนา 4 คน และมัชฌิมาธิปไตย 1 คน ซึ่งพอดีกับเกณฑ์ 1 ใน 5 ของสมาชิกทั้ง 2 สภาเท่าที่มีอยู่ คือ 620 คน หาก ส.ส.หรือ ส.ว.แค่เพียงคนเดียวไปขอถอนชื่อก็จะทำให้ญัตติดังกล่าวตกไปทันที

นอกจากการหารือเพื่อกำหนดท่าทีของพรรคพลังประชาชนแล้ว คาดว่าที่ประชุมจะหารือกันถึงการสลับตำแหน่งรัฐมนตรี หลังนายจักรภพ เพ็ญแข ประกาศลาออก ซึ่งมีรายงานว่า ที่ประชุมจะให้นายพงศกร อรรณพร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาฯ ไปเป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แทนตำแหน่งที่ว่างลง แล้วให้ นายธีระชัย แสนแก้ว รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไปเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาฯ แทน แล้วดึงนายเจริญ จรรโกมล หนึ่งในแกนนำ ส.ส.อิสาน เข้ามาเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ แทนนายธีระ



แกนนำ พปช.หารือ ไม่มีการประเมินสถานการณ์ชุมนุม

กรุงเทพฯ 31 พ.ค.-การหารือของแกนนำพรรคพลังประชาชนไม่มีการประเมินสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

การหารือและรับประธานอาหารร่วมกันระหว่างนายกรัฐมนตรีกับรัฐมนตรีของพรรคพลังประชาชนใช้เวลากว่า 3 ชั่วโมง นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกระทรวงยุติธรรม และรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน เปิดเผยว่า การหารือครั้งนี้ไม่ได้ประเมินการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ และนายกรัฐมนตรีก็ไม่ได้วิตกกังวล แต่เป็นการพูดถึงปัญาการทำงานของรัฐมนตรีแต่ละกระทรวง ตลอด 4 เดือนที่ผ่านมา และไม่ได้หารือการปรับคณะรัฐมนตรี โดยส่วนตัวเห็นว่าควรปรับเล็กเฉพาะตำแหน่งเท่านั้น

ขณะที่นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ปฏิเสธการให้สัมภาษณ์ แต่จะไปชี้แจงเกี่ยวกับการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรทางสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที เช้าวันนี้.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-31 01:10:24