ผู้ประสานงานกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กล่าวต่อว่า หากแกนนำทั้ง 5 คนของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ถูกจับกุม ก็พร้อมมอบตัวและจะประกันตัวออกมาต่อสู้ใหม่ ระหว่างนั้นเชื่อจะมีแกนนำรุ่นใหม่ขึ้นมาต่อสู้หรือปฏิบัติหน้าที่แทนอย่างแน่นอน เวลา 16.00 น. วันเดียวกัน นายพิภพ ธงไชย แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย อ่านแถลงการณ์พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ฉบับที่ 12 เนื้อหาระบุว่า พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย มีสิทธิในการปกป้องชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ตลอดเวลาที่มีการชุมนุมก็ได้ทำอย่างสงบ อหิงสา และไร้อาวุธ การชุมนุมถือว่าเป็นสิทธิอันชอบธรรมตามมาตรา 63 ของรัฐธรรมนูญ ปี 2550 การสลายการชุมนุมโดยไร้กฎหมายและสภาวการณ์รองรับ ไม่สามารถทำได้ตามที่ศาลจังหวัดสงขลา เคยพิพากษาไว้ นายพิภพ กล่าวต่อว่า หากเจ้าหน้าที่รัฐจะสลายการชุมนุม ก็ต้องมีกฎหมายรองรับ ไม่เช่นนั้นจะไม่ยอมให้มีการใช้อำนาจในการสลายการชุมนุม พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ยินยอมให้เจ้าหน้าที่ตำรวจที่แต่งกายด้วยเครื่องแบบครบถ้วนสามารถเข้ามาตรวจตราการชุมนุมได้ แต่จะไม่ยอมให้ผู้ใดทำร้ายผู้ชุมนุม และทำลายหรือเคลื่อนย้ายทรัพย์สินสิ่งของของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หากรัฐบาลประกาศภาวะฉุกเฉินหรือประกาศกฎอัยการศึก จะขอให้ผู้ชุมนุมทุกคนอยู่ในความสงบ แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กล่าวด้วยว่า หากมีการสลายการชุมนุมโดยมิชอบ ขอให้ประชาชนร่วมกันต่อสู่กับความไม่ถูกต้องและร่วมกันขับไล่รัฐบาลหุ่นเชิดจนกว่าจะสำเร็จ และหากมีการจับกุมตัวแกนนำ ก็จะมีแกนนำรุ่นใหม่เพื่อสานต่องานต่อไป
นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กล่าววันนี้ (31 พ.ค.) กรณี นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ประกาศแตกหักกับผู้ชุมนุม หากยังไม่เคลื่อนย้ายออกจากพื้นที่ดังกล่าว ว่า ไม่เกรงกลัวว่าจะถูกเจ้าหน้าที่สลายการชุมนุม ยืนยันว่ากลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย มีสิทธิชุมนุมได้ตามกฎหมาย หากเจ้าหน้าที่ใช้ความรุนแรงสลายการชุมนุม กลุ่มก็จำเป็นต้องป้องกันสตัวในทางสันติวิธี 
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Saturday, May 31, 2008
พันธมิตรไม่หวั่นจับ 5 แกนนำ เชื่อมีรุ่นใหม่สานต่อ
งัดพรบ.จราจรจัดการชุมนุม ไม่เคลื่อนย้าย-ใช้กำลังตร.ช่วย
"การปราบปรามใช้กับอาชญากรรม ส่วนกลุ่มผู้ชุมนุมเป็นพี่น้องประชาชนชาวไทยที่มีความคิดเห็นแตกต่างกันไปในการดำเนินการบางเรื่องของรัฐบาล กระทั่งมีการชุมนุมกันตามกฎหมายให้สิทธิไว้ เพียงแต่ว่ากลุ่มผู้ชุมนุมบางส่วนทำให้พี่น้องประชาชนได้รับความเดือดร้อนด้านการจราจร และมีการนำสิ่งของบางอย่างที่ใช้แทนอาวุธเข้าไปในการชุมนุม ถือว่าเกินกว่าขอบเขตที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงพยายามจะใช้วิธีการพูดคุยหารือกัน ว่า ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญกำหนด" นายกรัฐมนตรี และว่า การดำเนินการจะเน้นการพูดคุยประสานการกับแกนนำในการที่จะให้ย้ายพื้นที่การชุมนุมออกไป จากบริเวณดังกล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า แกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมประกาศจะไม่ย้ายการชุมนุมอกจากพื้นที่สะพานมัฆวาน ตำรวจจะสลายจะเข้าไปสลายกลุ่มผู้ชุมนุมเวลาใด รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า คาดว่าจะมีคำสั่งเจ้าพนักงานจราจรให้กลุ่มผู้ชุมนุมเคลื่อนย้ายการชุมนุม เมื่อมีคำสั่งเจ้าพนักงานจราจรแล้ว ยังไม่มีการเคลื่อนย้ายการชุมนุม เจ้าพนักงานตำรวจอาจเข้าไปช่วยเหลือในการขนย้าย สำหรับบุคคลที่ไม่เข้าใจต่อต้าน ถือเป็นเรื่องแต่ละบุคคล
"บ้านเมืองเคยเผชิญกับสิ่งต่างๆที่มีการใช้ความรุนแรง ต่อต้านความรุนแรง สุดท้ายทำให้เกิดความเสียหายแก่บ้านเมือง ระหว่างนี้คงพยายามจะพูดคุยกัน ให้ชุมนุมโดยที่ประชาชนไม่เดือดร้อน เนื่องจาก ขณะนี้ ประเด็นการชุมนุม ได้รับการสนองตอบ จากผู้ที่เกี่ยวข้องหลายส่วน ส่วนประเด็นที่ยังค้างคาใจอยู่ผู้ชุมนุมสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในการใช้รถใช้ถนนในบริเวณนั้น เป็นเรื่องต่อรอง" รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าว
รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวด้วยว่า ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มอบนโยบายชัดเจนในการดำเนินการเรื่องนี้ ว่า ให้ดำเนินการด้วยความอดทน อดกลั้น และจะใช้ความละมุนละม่อมที่สุด ส่วนผู้ที่ใช้กำลังต่อต้านถือเป็นการกระทำผิดกฎหมาย จะถือว่าเป็นเรื่องเฉพาะบุคคล ตำรวจไม่เหมารวมว่าเป็นการกระทำของกลุ่มผู้ชุมนุมชุมนุม อีกทั้ง กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยก็ให้แนวทางให้ผู้ชุมนุมนิ่งสงบ ถือเป็นแนวทางตรงกัน ถึงเวลาแล้วที่สังคมได้หันหน้ามาพูดคุยกันด้วยเหตุผล เพื่อให้สังคมเดินหน้าต่อไปได้
ต่อข้อถามว่า เตรียมการป้องกันมือที่สามไม่ให้ก่อเหตุอย่างไร รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ตำรวจระมัดระวังเรื่องนี้เป็นพิเศษ และพยายามควบคุมกลุ่มที่คิดเห็นตรงกันข้ามไม่ให้เคลื่อนไหว พร้อมประสานกลุ่มผู้ชุมนุมไม่ให้เคลื่อนย้ายไปในสถานที่ที่ไม่เหมาะสม เนื่องจากการชุมนุมที่มีผู้เข้าร่วมจำนวนมากอาจทำประสิทธิภาพการควบคุมการชุมนุมลดลงไป
ด้าน ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ตนไม่เข้าใจว่ากลุ่มผู้ชุมนุมทำไมยังรวมตัวจับกลุ่มกันอยู่ เพราะถึงวันนี้ นายจักรภพ เพ็ญแข ก็ลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี การเสนอญัตติแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญก็ได้ถอนออกไปแล้ว ถือว่าได้ปลดล็อกทุกอย่างเพื่อคลายชนวนเหตุความขัดแย้งไปหมดแล้ว การชุมนุมก็น่าจะยุติ เพื่อให้บ้านเมืองเดินหน้าต่อไป

จุดเปลี่ยนที่พลิกกันได้
บทสรุปสุดท้ายของนายจักรภพ เพ็ญแข รมต.ประจำสำนักนายกฯ แถลงเปิดหมวกลา
โดยเหตุผลที่เคลียร์กันตรงๆเลยว่า จำเป็นต้อง “สละเบี้ยเพื่อรักษาขุน” เพราะทุกอย่างไหลไปตกหนักอยู่ที่นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะขบวนการโค่นล้มรัฐบาล มีเสียงร่ำลือการยึดอำนาจรัฐประหาร
จำเป็นต้องรักษาขุนให้รอด และประคองเรือให้ลอยลำต่อไป
“จักรภพ” ปลดล็อกตัวเอง ถอดไปได้ชนวนหนึ่ง
และเท่าที่ประเมินความเคลื่อนไหว โดยความอึดอัดของทหารที่ส่งสัญญาณถึงรัฐบาล เขาขอกันแค่ปมเดียว “จักรภพ” ต้องลาออก
เพื่อเทิดทูนและรักษาไว้ซึ่งความศักดิ์สิทธิ์ของสถาบันตามที่ได้ถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา
นอกนั้นกองทัพไม่ยุ่ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือม็อบยึดถนนราชดำเนิน ปล่อยให้เป็นเรื่องของฝ่ายการเมือง
เมื่อ “จักรภพ” ถอย ตัดปมหมิ่นสถาบันออกไป ก็ผ่อนเงื่อนไข “ทหารฮึ่ม” ไม่มีกลใดจะดึงรถถังออกจากกรมกอง
ยั่วยังไงก็ไม่ขึ้น
และก็เหมือนนัดกันไว้ ล่าสุดสมาชิกวุฒิสภา 7 คน ประกอบด้วย นายประสิทธิ์ โพธสุธน ส.ว.สุพรรณบุรี นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ ส.ว.ศรีสะเกษ นายเกชา ศักดิ์สมบูรณ์ ส.ว.ราชบุรี นายบวรศักดิ์ คณาเสน ส.ว.อำนาจเจริญ นายรักษ์พงษ์ ณ อุบล ส.ว.หนองบัวลำภู นายมงคล ศรีคำแหง ส.ว.จันทบุรี และนายยุทธนา ยุพฤทธิ์ ส.ว.ยโสธร ประกาศถอนรายชื่อจากญัตติเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ได้ลงชื่อก่อนหน้า
ซึ่งผลจากการถอนชื่อของ 7 ส.ว. ทำให้เสียงที่สนับสนุนญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญ เหลือแค่ 124 เสียง ไม่ครบ 1 ใน 5 ทำให้ญัตติตกไป
เกมรื้อรัฐธรรมนูญชะลอชั่วคราว
และเหนืออื่นใด กับภาพข่าวที่ปรากฏบนหน้าหนึ่งหนังสือ พิมพ์แทบทุกฉบับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ยกมือไหว้ “ป๋าเปรม” พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ที่ยิ้มยกมือรับไหว้
ทักทายพูดคุยอย่างเป็นกันเองนานเกือบ 5 นาที
เป็นครั้งแรกหลังโดนปฏิวัติรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยา- ยน 2549 ก่อนเดินทางกลับประเทศไทยเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2551
เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นในงานสวดพระอภิธรรมศพนางบุญเรือน เผ่าจินดา มารดาของ “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก
ตัวเอกของท้องเรื่องเจอกันซึ่งๆหน้า
ศาลา 5 วัดโสมนัสวิหาร กลายเป็นที่รวมศูนย์อำนาจชั่วคราว ไล่ตั้งแต่ “ป๋าเปรม”-พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี-อดีตนายกฯ ทักษิณ-“บิ๊กป๊อก”
แม้จะเพียงห้วงนาทีสั้นๆ
แต่โดยนัยกินความลึก
อย่างน้อยสังคมเห็นภาพนี้แล้วก็ลดบรรยากาศอึดอัดลงไปเยอะ
และก็เป็นนายแพทย์ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส และประธานมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ ที่ออกมาเรียกร้องให้อดีตนายกฯทักษิณ ซึ่งมีอิทธิพลต่อการตั้งรัฐบาลชุดปัจจุบัน
ถอดชนวนความรุนแรง
ด้วยการปรับรูปลักษณ์ของรัฐบาล และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของคณะรัฐมนตรี เพื่อลดการจุดชนวนทางสังคม โดยเฉพาะในช่วงเวลาวิกฤติ
หาก พ.ต.ท.ทักษิณ สามารถถอดชนวนได้ ก็จะเป็นรัฐบุรุษ
จุดเปลี่ยนมันพลิกกันได้.
ทีมข่าวการเมือง รายงาน

ตำรวจเสริมกำลังดูแลความปลอดภัยบ้านพักนายกฯ
กทม. 31 พ.ค. - ตำรวจเสริมกำลังดูแลความปลอดภัยบ้านพักนายกรัฐมนตรี
แม้ว่านายกรัฐมนตรีไม่ได้อยู่ที่บ้าน เดินทางไปปฏิบัติภารกิจที่จังหวัดสุพรรณบุรี แต่บรรยากาศที่บ้านพักของนายกรัฐมนตรี หมู่บ้านโอฬาร 2 ถนนนวมินทร์ วันนี้มีการเสริมกำลังตำรวจดูแลรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด โดย พ.ต.อ.มันทาร อภัยวงศ์ รองผู้บังคับการตำรวจนครบาล 4 เดินทางมาตรวจดูความเรียบร้อย ระบุว่า ได้มีการเสริมกำลังตำรวจจากกองบังคับการตำรวจนครบาล 8 สน. กว่า 50 นาย รวมทั้งจัดชุดสายสืบนอกเครื่องแบบสำรวจการข่าว หากกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเคลื่อนไหวมาชุมนุมที่บ้านพักนายกรัฐมนตรี ทางตำรวจยืนยันสามารถรับมือได้ เพราะได้มีการนำแผงเหล็กมาเตรียมพร้อมหากมีเหตุรุนแรงขึ้น อย่างไรก็ตาม การเสริมกำลังครั้งนี้ไม่ได้เป็นคำสั่งของนายกรัฐมนตรี.
ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2008-05-31 16:02:51

นายกฯ ให้ผู้ชุมนุมหาที่รวมตัวใหม่ที่ไม่ใช่สะพานมัฆวานฯ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลาประมาณ 09.00 น. นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี / รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมได้ออกรายการ “นายกฯชี้แจงสถานการณ์การชุมนุมทางการเมือง” ว่า รัฐบาลมาจากการเลือกตั้งและทำงานมาจะครบ 4 เดือนแล้วแต่อาจเกิดปัญหาบ้าง เพราะเป็นช่วงรอยต่อกับการรัฐประหาร และได้ทำงานอย่างเต็มที่ในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้กับประชาชน มั่นใจว่าจะทำงานให้บ้านเมืองได้และเข้าได้กับข้าราชการทุกกระทรวง สถานการณ์การเมืองที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ เกิดจากการที่มีคนไม่พอใจ ไม่อยากเห็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทั้งที่เป็นการแก้ไขตามกรอบของกฎหมายด้วยการให้ส.ส.และส.ว.ยื่นญัตติแก้ไข จึงเป็นการไม่ถูกต้องที่กลุ่มพันธมิตรจะใช้เหตุผลเรื่องนี้มาเป็นตัวจุดชนวนการชุมนุม ซึ่งการปิดถนน หากเข้ามาล้อมทำเนียบรัฐบาลได้ ก็จะทำให้เสียภาพพจน์ของประเทศ อีกทั้ง มีการอ้างไปถึงพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีว่าเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเมือง ทั้งที่ไม่เป็นความจริง เอ็นบีที 31 พ.ค.-นายกรัฐมนตรีออกรายการชี้แจงสถานการณ์การชุมนุมทางการเมือง ยืนยัน สามารถดูแลความสงบเรียบร้อยของประเทศได้ แนะให้กลุ่มผู้ชุมนุมหาที่รวมตัวกันใหม่หรือยุติการชุมนุม เพราะถ้าไม่ยุติ จะใช้กำลังตำรวจ-ทหารดำเนินการพร้อมรับผิดชอบทุกสิ่งที่จะเกิดขึ้น
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การชุมนุมของพันธมิตรฯ ได้มีการพูดจาหยาบคายโจมตีตนเอง และตนไม่ใช่คนที่จะยอมได้ทุกอย่าง หากมีการหมิ่นประมาทก็จะฟ้องร้องดำเนินคดีตามกฎหมาย อีกทั้ง การปิดถนนราชดำเนิน เพื่อชุมนุมคัดค้านตามสิทธิเสรีภาพตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด แต่ส่งผลให้เกิดความเดือร้อนกับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาการจราจรติดขัด และการตั้งกลุ่มรักษาความปลอดภัยพร้อมเครื่องป้องตัวนั้น เห็นว่าไม่สมควร เพราะไม่ได้อยู่ในสถานกาณ์รุนแรงหรือรบกับใคร ทั้งนี้ เห็นว่าแกนนำผู้ชุมนุมต้องการให้เหตุการณ์กลับไปเหมือน 19 กันยายน 2549 โดยหวังให้มีใครมายึดอำนาจ แต่ในฐานะที่ตนเองเป็นนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ทำงานและมีความสัมพันธ์ที่ดีร่วมกับผู้นำเหล่าทัพและดูแลฝ่ายความมั่นคง ยืนยันว่าจะไม่มีรัฐประหารเกิดขึ้น
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ผ่านมามีแนวคิดจะลดความรุนแรงของสถานการณ์การเมืองด้วยการทำประชามติการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และต้องฟังความเห็นของประชาชน หากเห็นว่าไม่ควรแก้ไขก็จะยุติทันที พรรคพลังประชาชนพรรคเดียวไม่สามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ แต่ต้องฟังเสียงของสภาด้วย คนที่สนับสนุนรัฐธรรมนูญปี 2550 อย่าหลับหูหลับตาเชื่อว่ารัฐธรรมนูญดีอย่างเดียว ทั้งที่สามารถแก้ไขได้ และพรรคพลังประชาชนได้หาเสียงไว้กับประชาชนไว้แล้วว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ อีกทั้ง ที่ผ่านมาทุกส่วนก็เคยกล่าวไว้ว่าสามารถแก้ไขได้ การแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน
“คนเป็นนายกฯ นิ่งเฉยให้ด่าทอ ผมไม่ได้ดีขนาดนั้น คนต้องใช้ถนนราชดำเนินเป็นเส้นทางเดินทางก็ต้องได้รับความเดือดร้อน อยากถามว่าบ้านเมืองที่ชุลมุนวุ่นวายอยู่ในขณะนี้ แกนนำพันธมิตรทั้ง 5 คนคิดอะไรอยู่ ตกลงจะขับไล่รัฐบาลหรือหาเหตุ อยากถามย้อนกลับไปว่า รัฐบาลเข้าตามตรอกอออกตามประตู มาจากการเลือกตั้ง มีหน้าที่แก้ไขปัญหาบ้านเมือง มีสิทธิที่จะทำให้บ้านเมืองเต็มไปด้วยความสงบเรียบร้อย และผมไม่เครียดเรื่องการชุมนุม การกล่าวอ้างว่าจะผมจะทำให้ประเทศเป็นสาธารณรัฐนั้น ไม่ถูกต้อง ที่ผ่านมาทำงานสนองพระเดชพระคุณมาตลอด จึงไม่มีแนวคิดดังกล่าว การพูดที่ไม่มีเหตุผลจะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย และจะมีการฟ้องข้อหาหมิ่นประมาท”นายกรัฐมนตรี กล่าว
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ขณะนี้ได้เตรียมกำลังทหาร-ตำรวจไว้พร้อมจะทำให้การชุมนุมออกจากบริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์แล้ว ซึ่งไม่ใช่การข่มขู่หรือท้าทาย แต่ต้องการอยากให้ประชาชนมั่นใจว่ารัฐบาลสามารถจะดูแลประเทศชาติบ้านเมืองให้อยู่ในความสงบเรียบร้อยได้ ขอให้สื่อช่วยนำเสนอข้อมูลข่าวสารในแง่ดี ไม่ส่งผลกระทบหรือสร้างความเสียหาย เพราะทุกเรื่องจะถูกขยายไปยังต่างประเทศ ทำให้ภาพพจน์เสียหาย เศรษฐกิจชะงัก โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยวที่เป็นตัวสำคัญและสร้างรายได้
“ผมอยากให้ประชาชนสบายใจ คนที่เข้าร่วมชุมนุมก็อยากให้กลับบ้าน เพราะไม่มีเหตุผลที่จะร่วมชุมนุมต่อแล้ว การโจมตีหรือจะชุมนุมต่อ สามารถทำได้ แต่ต้องไม่ใช่ที่สะพานมัฆวานฯ ขอให้ไปหาสถานที่ที่ไม่สร้างความเดือดร้อนกับประชาชน จะชุมนุมเป็นปีก็ไม่เป็นไร ถ้าไม่รื้อ ตำรวจก็จะไปรื้อ ที่พูดอย่างนี้ แสดงให้รู้ว่ารัฐบาลจะรับผิดชอบทุกอย่างกับทุกสิ่งที่ทหาร –ตำรวจทำ”นายกรัฐมนตรี กล่าว.-สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2008-05-31 11:50:58

อพช. แถลงเรียกร้องยุติความรุนแรง จี้พันธมิตรเลิกยั่วยุ สร้างสถานาการณ์
บ่ายวันนี้ คณะกรรมการประสานงานองค์การพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) พร้อมด้วยคณะกรรมการคาทอลิกเพื่อความยุติธรรมและสันติ(ยส.) แอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนลประเทศไทย คณะกรรมการรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน (ครส.) ได้ร่วมกันออกแถลงการณ์ เรียกร้องให้ทุกฝ่ายไม่ใช้ความรุนแรง
ขณะเดียวกันก็จากถึงกลุ่มพันธมิตรฯ ว่าควรยึดหลักการชุมนุมโดยสงบ เปิดเผย ปราศจากอาวุธ
ตามสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานในรัฐธรรมนูญ และคำนึงถึงความปลอดภัยในชีวิตของประชาชนที่เข้าร่วมการชุมนุมด้วย รวม
ทั้งยุติการสร้างสถานการณ์ที่ยั่วยุให้มีการใช้ความรุนแรงและต้องแสดงให้เห็นว่ากลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยไม่ใช้ความรุนแรงและไม่สนับสนุนให้มีการใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบ
รวมทั้งขอให้ฝ่ายทหารอย่าฉกฉวยสถานการณ์ก่อการรัฐประหาร เพราะ การรัฐประหาร คือ อาชญากรรมต่อระบอบประชาธิปไตยและประชาชนทุกฝ่ายจะต่อต้านจนนำไปสู่ความรุนแรงต่อชาติและประชาชนโดยไม่มีเหตุอันควร
สมาพันธ์ปชต. จี้พันธมิตรฯ หยุดเคลื่อนไหวป่วนเมือง
บ่ายวันนี้ สมาพันธ์ประชาธิปไตย ได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้พันธมิตรฯเคารพรัฐธรรมนูญ 2550 และหยุดสร้างเงื่อนไขให้เกิดรัฐประหาร โดยระบุว่าในเมื่อพันธมิตรฯ ยืนยันมีท่าทีเห็นด้วยกับ รธน. 50 อย่างเต็มเปี่ยมจึงต้องเคารพและปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะมาตรา 63,68 และ 113
มาตรา63ในรัฐธรรมนูญ2550ได้รับรองเสรีภาพในการชุนนุมไว้ แต่ต้องเป็นการชุนนุม โดยปราศจากอาวุธ การที่พันธมิตรฯไปบังคับเอาไม้เบสบอลจำนวนมากคืนจากเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ไม่ต้องการให้มีสิ่งที่เป็นอาวุธในที่ชุนนุมแสดงให้เห็นชัดเจนว่าพันธมิตรฯมีเจตนาที่นำมาไว้ใช้เป็นอาวุธ เป็นการขัดกับรัฐธรรมนูญอย่างชัดแจ้ง และยิ่งมีการทำร้ายคนเมาสุราในที่ชุนนุมอย่างรุนแรง รวมทั้งการประกาศกร้าวว่าจะทำร้ายผู้ที่มาต่อต้านให้ถึงขั้นเข้าไอซียู (หอบริบารผู้ป่วยอาการสาหัส) ด้วยแล้ว ยิ่งแสดงชัดเจนว่าการชุมนุมของพันธมิตรฯไม่ได้การรับรองจากรัฐธรรมนูญแม้แต่น้อย
มาตรา68ในรัฐธรรมนูญ2550ได้ระบุชัดเจนว่า บุคคลจะใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ “เพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้........มิได้ ดังนั้นการที่พันธมิตรฯประกาศโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนตามรัฐธรรมนูญนี้ เท่ากับพันธมิตรฯได้กระทำการอันขัดต่อมาตรา 68 ของรัฐธรรมนูญนี้แล้ว
และย่อมเข้าข่ายมีความผิดตามมาตรา113ของประมวลกฎหมายอาญาที่กล่าวไว้ว่า “ผู้ใดใช้กำลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ยว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อ (1)........................(2) ล้มล้างอำนาจ........อำนาจบริหาร หรือให้ใช้อำนาจดังกล่าวแล้วไม่ได้.(3)..................................ผู้นั้นกระทำความผิดฐานเป็นกบฏต้องระวางโทษประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต
นอกจากนี้ จุดมุ่งหมายที่พันธมิตรฯ ชุมนุมเดินขบวนก็เพื่อ “ต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และยื่นถอดถอนสส.สว.ที่เข้าชื่อยื่นญัตติในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ” ในขณะนี้ ญัตติของสส.สว.ดังกล่าวได้ตกไปแล้วเพราะจำนวนผู้เข้าชื่อยื่นญัตติมีไม่ถึง 126 เสียง เป้าหมายของพันธมิตรฯจึงบรรลุแล้ว
การยกระดับไปเป็นการ “ขับไล่รัฐบาลโดยข้อกล่าวหาร้ายแรงและเป็นเท็จที่ว่า มีขบวนการสร้างระบอบสาธารณรัฐขึ้นในประเทศไทยล้มล้างสถาบันกษัตริย์เพื่อเปลี่ยนให้เป็นประธานาธิบดี”ที่ไม่มีหลักฐานและเหตุผลเพียงพอ นั้นมีจุดมุ่งหมายเพียงเพื่อสร้างความวุ่นวายยุ่งเหยิงให้เกิดขึ้นกับประเทศชาติบ้านเมืองอันอาจจะเป็นสาเหตุให้เกิดการยึดอำนาจรัฐประหารขึ้น ซ้ำรอยกับเหตุการณ์สองปีที่แล้วเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549
จึงเป็นสิ่งที่เปิดเผยให้เห็นธาตุแท้ของพันธมิตรฯที่มุ่งสร้างเงื่อนไขให้เกิดการรัฐประหารยึดอำนาจ เป็นการทำลายล้างระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขที่เลวร้ายที่สุดสร้างความพินาศวอดวายให้กับประเทศที่ยับเยินอยู่แล้วให้หนักหน่วงยิ่งขึ้น
พันธมิตรฯ หยุดการเคลื่อนไหวทุกอย่างได้แล้ว ท่านหมดความชอบธรรมในการเคลื่อนไหวแล้ว
ตรึงกำลังเข้มบ้านนายกฯ หลังม็อบถ่อยขู่บุก
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าที่บ้านพักนายสมัคร หมู่บ้านโอฬาร 2 ถนนนวมินทร์ 81 ได้มีการจัดกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบ ดูแลรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด หลังจากที่ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรฯ ประกาศจะนำม็อบบุกบ้านนายสมัคร
พ.ต.อ.(พิเศษ)มันทาร อภัยวงศ์ รองผู้บังคับการตำรวจนครบาล 4 เปิดเผยว่า ได้มีการเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ จาก 8 ส.น. พร้อมเหล็กกั้น คือ หัวหมาก , ลาดพร้าว , วังทองหลาง, โชคชัย , บึงกุ่ม , บางชัน , ประเวศ และ อุดมสุข เป็นตำรวจในเครื่องแบบจำนวน 50 นาย และ นอกเครื่องแบบอีก จำนวนหนึ่งโดยถือว่าเป็นการดูแลความเรียบร้อยตามปกติ และยังไม่มีคำสั่งจากหน่วยเหนือให้ดูแลอะไรเป็นพิเศษ ซึ่งหากม็อบพันธมิตรฯ มากจริงก็จะสามารถดูแลได้
อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการตั้งด่านสกัดการเดินทางของม็อบที่จะมาบ้านนายกฯ และนายกฯ ก็ไม่ได้สั่งการอะไรเป็นพิเศษ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่เวทีพันธมิตรฯ ประกาศให้เบอร์โทรศัพท์ ที่บ้านนายสมัคร ปรากฎว่า เสียงโทรศัพท์ ดังไม่ขาดสาย โดยคนใกล้ชิดนายสมัคร ได้โทรศัพท์มาสอบถามแม่บ้านถึงความเคลื่อนไหวดังกล่าวด้วย
.บชน.สั่งกำลังพลเตรียมพร้อม – คุมเข้ม จยย.ป่วน
พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) สั่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทุก สน.เตรียมกำลังพลให้พร้อมปฏิบัติงานในพื้นที่ตัวเองอย่างเต็มที่ พร้อมกับเตรียมรับการประสานงานจากผู้บังคับบัญชาตลอดเวลาเพื่อนำกำลังพลเข้าสนับสนุนในจุดต่างๆ ได้ทันที ในกรณีมีคำสั่งรวมพลของผู้บังคับบัญชาระดับสูง
ทั้งนี้ ยังให้เฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ กลุ่มผู้ชุมนุมบริเวณท้องสนามหลวง และจุดต่างๆ ในพื้นที่รับผิดชอบอย่างใกล้ชิดตลอดเวลา เพื่อป้องกันการรวมตัวเคลื่อนไหวของกลุ่มบุคคลต่างๆ นอกจากนี้ ยังมีคำสั่งให้ตั้งด่านตรวจยึดรถจักรยานยนต์ต้องสงสัย ที่มุ่งหน้าสะพานมัฆวานรังสรรค์ ด้วย
“ปริญญา” แนะพันธมิตสลายการชุมนุม เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อประชาชน
นายปริญญา เทวานฤมิตกุล รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่าประชาธิปไตยไม่มีใครได้ 100 เปอร์เซนต์ ในเมื่อนายจักรภพ เพ็ญแข ก็ลาออกแล้ว ร่างรธน. ก็ตกไปแล้ว พันธมิตรฯ ก็ควรจะถอยบ้าง ไม่ควรจะยึดติด และควรจะสลายการชุมนุม เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อประชาชน
แม้ว่าโทษของพันธมิตรฯ ในขณะนี้จะมีเพียงแค่กีดขวางการจราจร แต่ในทางการเมืองก็ดูไม่เหมาะสม และ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ก็น่าจะได้สรุปบทเรียน 17 พฤษภาคม 2535 มากๆ ว่าควรจะทำอย่างไรต่อไป ไม่รู้ว่า 16 ปีที่ผ่านมา พล.ต.จำลอง จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรหรือไม่ เพราะเกรงว่าจะเกิดความสูญเสียโดยที่ไม่จำเป็น ทั้งๆ ที่ยังมีทางออก