WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, June 2, 2008

คนไทย?

ตลอดช่วงบ่ายวันที่ 1 มิถุนายนที่ผ่านมา ข่าวการใช้กำลังตำรวจ-ทหาร เข้าสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ มีออกมาหนาหูมาก อันเนื่องมาจากการแถลงของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี

ที่ยืนยันผ่านสถานีโทรทัศน์ NBT ว่าจะปล่อยให้มีการชุมนุม กีดขวางการจราจร สร้างความเดือดร้อนรำคาญให้พี่น้องประชาชนที่ต้องใช้เส้นทางสัญจร รวมไปถึงปล่อยให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญต่อชุมชนและโรงเรียนในย่านนั้น ต่อไปอีกไม่ได้

คำแถลงข่าวดังกล่าวได้ถูกตะแบงออกไปว่า จะมีการใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุมด้วยความรุนแรง

เป็นการฉกฉวยโอกาสของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่นำเอามาหลอกกลุ่มผู้ชุมนุมที่เชิงสะพานมัฆวานให้รู้สึกฮึกเหิมและขณะเดียวกันก็ใช้เป็นข้ออ้างในการเรียกคนออกมาชุมนุมให้มาก

เป็นความพยายามในการแปรวิกฤติให้เป็นโอกาสอย่างได้จังหวะ ที่อาจมองได้ว่านายกรัฐมนตรีผิดพลาดหรือไม่ที่ออกไปป่าวประกาศ

บ้างก็ว่าไม่น่าจะไปบอกให้รู้ตัว แล้วอาศัยช่วงทีเผลอเข้าจับกุมแกนนำทั้ง 5 คน ให้หมดฤทธิ์ หมดเดช ก็เป็นอันจบเรื่องราว

การที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ-ทหาร ไม่ได้ใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุม ทำเอาบรรดาผู้รักประชาธิปไตย ที่ออกแนวฮาร์ดคอร์ พากันผิดหวังไปตามๆ กัน และมีการโพสต์ข้อความต่อว่านายกรัฐมนตรีกันสนั่นเว็บไซต์

ที่รัฐบาลไม่ลงไม้ลงมือกับพวกป่วนเมือง แถม ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย ยังออกมาสำทับว่ารัฐบาลไม่เคยมีแนวคิดในเรื่องดังกล่าว และเชื้อเชิญให้ชุมนุมกันตามสบาย

คำประกาศยืนยันของ รมว.มหาดไทย เชื่อว่าทำเอาหลายคนกินไม่ได้ นอนไม่หลับ เพราะหลงคิดว่ารัฐบาลยอมจำนนให้กับกลุ่มพันธมิตรฯ เสียแล้ว

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรฯ ออกมาประกาศชัยชนะแต่เช้าตรู่ ตามด้วยหนังสือพิมพ์หลายฉบับที่พุ่งเป้าถล่มรัฐบาล ด้วยข้อกล่าวหาว่ากลับลำ ไม่กล้าปราบปรามม็อบขวางถนน

แต่เมื่อได้ฟังนายกรัฐมนตรีออกมาพูดชัดๆ อีกครั้ง ผ่านรายการ “สนทนาประสาสมัคร” จึงได้ถึงบางอ้อว่า จุดยืนของรัฐบาลต่อการชุมนุมยังครบถ้วนเหมือนเดิมทุกประการ

ว่าคนเพียงส่วนน้อยจะมาทำให้คนส่วนใหญ่ได้รับความเดือดร้อนไม่ได้ และนายสมัคร ในฐานะผู้นำรัฐบาล ก็ยืนยันชัดเจนว่าจะไม่ปล่อยให้เหตุการณ์ทำนองนี้เกิดขึ้นในบ้านเมือง

แต่จะดำเนินการอย่างไร เป็นเรื่องของฝ่ายที่รับผิดชอบจะเป็นผู้ดำเนินการตามแผนและแนวทางที่มีการวางเอาไว้แล้ว
บนหลักการที่ย้ำมากคือจะต้องไม่ให้เกิดการสูญเสีย ทุกอย่างต้องเป็นไปด้วยความละมุนละม่อม และเริ่มต้นด้วยการเจรจาทำความเข้าใจกันก่อนเป็นอันดับแรก

พูดง่ายๆ ก็คือว่า หากแกนนำการชุมนุมพูดจา “ภาษาคน” เข้าใจง่ายๆ ทุกอย่างก็จะสงบจบลงได้ด้วยดี ส่วนจะมีข้อบกพร่องของรัฐบาลเกิดขึ้นอีกอย่างหนึ่งอย่างใดในวันข้างหน้า ก็ว่ากันใหม่

เพราะข้ออ้างในการออกมาชุมนุมครั้งนี้ได้หมดความชอบธรรมไปแล้วตั้งแต่ร่างแก้ไข รธน. ตกไป ตามด้วยการลาออกของ นายจักรภพ เพ็ญแข

หากกลุ่มพันธมิตรฯ ยังมีสติ ยังมีสัจจะอยู่บ้าง ก็น่าจะรู้ดีว่าควรจะทำอย่างไรต่อไป

ไม่ใช่ดึงดันปักหลักชุมนุม แล้วก็หาเหตุผลข้ออ้างใหม่ๆ ออกมาหลอกลวงประชาชนทุกวี่ทุกวัน

เพราะหากเป็นเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ เชื่อว่าไม่นานพี่น้องประชาชนก็จะจับทางได้ว่า จุดประสงค์สำคัญของการเคลื่อนไหว ที่แท้ก็ไม่ใช่การเรียกร้องเพื่อประโยชน์ของบ้านเมือง แต่กลับเป็นเพียงการทำเพื่อตัวเองและพวกพ้อง

เชื่อว่าท่ามกลางการเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ ที่ยังคงพยายามปลุกระดมผู้คนออกมาอย่างต่อเนื่อง มีพี่น้องจำนวนไม่น้อยที่เริ่มเข้าใจ และเริ่มได้เห็นชัดแล้วว่า การชุมนุมครั้งนี้ได้มีความพยายามที่จะขยายผลออกไปเรื่อยๆ ด้วยการเติมข้อมูลเท็จเพื่อโน้มน้าวให้ผู้ฟังคล้อยตาม

เพราะหากจับความดีๆ การปราศรัยบนเวทีถ้าไม่ใช่เรื่องเก่า ก็มีแต่เรื่อง “เขาเล่าว่า” หรือ “สมมติว่า” แทบทั้งสิ้น

ฉะนัน จึงเป็นเรื่องสมเหตุสมผลแล้วไม่ใช่หรือ ที่กลุ่มพันธมิตรฯ จะต้องยุติการชุมนุมกีดขวางการจราจร เหมือนอย่างที่เจ้าหน้าที่บ้านเมืองพยายามเจรจาขอร้องมาอย่างต่อเนื่อง

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเด็นที่นายกฯ ได้พูดในรายการ “สนทนาประสาสมัคร” ถึงการใช้เส้นทางเสด็จพระราชดำเนิน

ที่เชื่อว่าคนที่อ้างรักชาติ และเทิดทูนสถาบัน คงจะเข้าใจได้ไม่ยาก...!!

บิ๊กโบ๊ต



ชาวแท็กซี่มึน! รัฐบาลบ้อท่า ยอมงอ-ไม่ยอมหัก‘พันธมิตร’

มึนกันเป็นแถว! ผิดหวังนายกฯ ยอมอ่อนข้อให้พันธมิตรฯ หวั่นยิ่งทำให้ได้ใจส่งผลให้สถานการณ์บานปลายไปมากกว่าเดิม บรรดาโชเฟอร์แท็กซี่-รถรับจ้าง ระบุเสียความรู้สึกที่ไม่ทำอย่างที่พูด ประชดลาออกแล้วยกประเทศให้กลุ่มม็อบไปเลยดีกว่า ดีเจรายการวิทยุเผยผู้ฟังโทรมาสายแทบไหม้ ต่างบ่นเป็นเสียงเดียวว่าเสียความรู้สึก โดยเฉพาะปล่อยให้ “จำลอง” เอาไปเย้ยได้ว่าชนะแล้ว “คนสนามหลวง” บ่นท้อ สงสัยจะต้องเคลื่อนไหวเอง สอดรับ “ประชา ประสพดี” ประกาศเคลื่อนม็อบแสนคนหากรัฐบาลไม่จัดการขั้นเด็ดขาด

หลังจาก นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ได้แถลงผ่านสถานีโทรทัศน์ NBT ในวันเสาร์ที่ผ่านมา ว่าจะไม่ยอมให้การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กีดขวางการจราจร สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนที่สัญจรไปมา และโรงเรียนตลอดจนชุมชน ในย่านดังกล่าวอีกต่อไป ประกอบกับการตระเตรียมกำลังตำรวจหลายหน่วย ได้ทำให้เกิดความเข้าใจตรงกันของหลายฝ่ายว่าจะมีการสลายการชุมนุมเกิดขึ้นนั้น

แต่เมื่อต่อมา ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ด้วยท่าทีที่เปลี่ยนไป โดยยืนยันว่าจะไม่มีการใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุม ได้สร้างความผิดหวังให้กับผู้คนจำนวนมาก และกลายเป็นประเด็นที่มีการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง และเป็นประเด็นที่กลุ่มพันธมิตรฯ ถึงกับนำไปกล่าวอ้างเป็นชัยชนะของการชุมนุม

โดย พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ได้ขึ้นประกาศบนเวทีในตอนเช้าตรู่วันที่ 1 มิถุนายน หลังจากมีการเฝ้าระวังการสลายการชุมนุมตลอดทั้งคืนว่า รุ่งอรุณวันนี้ เป็นชัยชนะของกลุ่มพันธมิตรฯ แล้ว พร้อมกับเรียกร้องให้ประชาชนออกมาร่วมชุมนุมให้มาก

เช่นเดียวกับ นายสมศักดิ์ โกศัยสุข หนึ่งในแกนนำพันธมิตรฯ ที่ระบุว่า ไม่ได้ให้ความสนใจกับคำพูดของนายกรัฐมนตรี ที่ออกมาพูดกลับไปกลับมาในเรื่องการสลายการชุมนุม พร้อมยืนยันจะปักหลักยืดเยื้อต่อไป

เสียความรู้สึกรัฐบาลไม่เด็ดขาด
ซึ่งกรณีดังกล่าว เสียงของประชาชนที่ผิดหวังกับการตัดสินใจของนายกรัฐมนตรี ได้ถูกสะท้อนออกมาผ่านสื่อต่างๆ รวมทั้งทางสถานีวิทยุชุมชนคนแท็กซี่ FM 92.75 MHz ที่ผู้ฟังส่วนใหญ่เป็นคนขับรถแท็กซี่ และขับรถรับจ้าง ผู้ใช้แรงงาน

นายสนอง การะเกด ผู้ดำเนินรายการวิทยุชุมชนคนแท็กซี่ ในช่วงรายการข่าวสารการเมืองและเศรษฐกิจสังคม ในช่วงบ่ายวันจันทร์-วันศุกร์ กล่าวว่าในวันที่ผ่านมาได้มีประชาชนโทร.เข้ามาพูดคุยในรายการเป็นจำนวนมากเกี่ยวกับกรณีที่นายสมัคร เปลี่ยนใจไม่สลายการชุมนุม โดยบางสายถึงกับระบุว่าในเมื่อรัฐบาลได้ประกาศไปแล้ว แต่ไม่กล้าที่จะสลายม็อบ ก็สมควรที่จะต้องลาออกแล้วยกประเทศให้กับกลุ่มพันธมิตรฯ เพราะก่อนหน้านี้ประชาชนคาดหวังว่านายกฯ จะจัดการเด็ดขาด

ห่วงไม่ปราบม็อบแล้วจะทำอะไรได้
เพราะถ้ามองย้อนกลับไปเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ในช่วงรัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร รัฐบาลไม่ได้ให้ความสนใจกับการชุมนุม จนเกิดความเสียหายมาแล้ว การที่ตอนแรกออกมาประกาศจะสลายม็อบ ประชาชนถือว่าเด็ดขาด และเชื่อว่ารัฐบาลชุดนี้จะต้องเข้มแข็งและต่อสู้กับกลุ่มพันธมิตรฯ ได้ เพราะว่าประชาชนส่วนใหญ่ก็ไม่เห็นด้วยกับกลุ่มพันธมิตรฯ

เมื่อนายสมัครออกมาว่าจะสลายม็อบ ประชาชนต่างดีใจ พอไม่เป็นไปตามนั้นประชาชนก็ไม่เข้าใจว่าเหตุผลมันคืออะไร รัฐบาลที่เขาเลือกเข้ามามอบหมายให้ทำงานให้ แต่ถ้าเรื่องแค่นี้ยังทำไม่ได้ แล้วจะไปทำอะไรได้ ประชาชนหลายคนต่างก็คิดอย่างนี้

ทางด้าน น.ส.เมธานี จงประเสริฐ ผู้ดำเนินรายการในช่วงสาระน่ารู้ วันเสาร์-วันอาทิตย์ เวลา 12.00-13.00 น. กล่าวในประเด็นเดียวกันว่า ประชาชนที่โทร.เข้ามาส่วนมากเครียดกับสิ่งที่เกิดขึ้น บอกว่าถ้านายกฯ พูดอะไรต่อไปนี้จะไม่เชื่อแล้ว เพราะรัฐบาลให้ความหวังไว้ว่าจะสลายม็อบ แต่ปรากฏว่าก็ไม่มีอะไร หนังสือก็มาลงว่ารัฐบาลกลับลำ แสดงว่าออกมาเยาะเย้ยรัฐบาลที่ว่า พูดแล้วไม่ทำจริง

แท็กซี่-จยย.มึน!นายกฯไม่กล้า
ทางด้าน ผู้ดำเนินรายการสาวเมืองนนท์ ผู้ดำเนินรายการสรุปข่าวสารรอบสัปดาห์ วันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 13.00-15.00 น. กล่าวในทำนองเดียวกันว่า ประชาชนต่างให้ความเห็นว่ามีความรู้สึกผิดหวัง ในเมื่อรัฐบาลนายกฯ ออกมาประกาศว่าจะสลายม็อบ ผู้คนต่างดีใจ มีความหวังว่าบ้านเมืองจะสงบสุข แต่ก็ไม่ใช่เพราะว่าเหตุการณ์มันเปลี่ยนไป จะด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ ประชาชนต่างผิดหวัง หมดหวังกับรัฐบาลที่เขาเลือกเข้ามา

“ถ้ารัฐบาลยังคงปล่อยให้คนกลุ่มนี้ยืดเยื้อต่อไปประเทศชาติจะยิ่งเสียหายมากกว่านี้ เพราะว่าประชาชนต่างก็ไม่ยอมกัน ถ้าหากรัฐบาลไม่จัดการอะไร ประชาชนเขาจะรวมตัวกันทำอะไรสักอย่างหนึ่งเพื่อแก้ปัญหาตรงนี้”
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่าจากการออกสุ่มถามความคิดเห็นโชเฟอร์รถแท็กซี่หลายคัน และวินจักรยานยนต์ย่านห้วยขวาง ได้รับคำตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า ผิดหวังมากที่นายกฯ ไม่ดำเนินการกับกลุ่มพันธมิตรฯ ขั้นเด็ดขาด

คนสนามหลวงผิดหวัง “สมัคร”
ขณะที่เวทีสภาสนามหลวง ในคืนวันที่ 31 พฤษภาคม ที่ผ่านมา บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก ผู้ปราศรัยต่างให้กำลังใจประชาชนที่มาร่วมรับฟัง อย่าออกไปเผชิญหน้ากับกลุ่มพันธมิตรฯ ที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ โดยขอติดตามสถานการณ์ที่คาดว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจะเข้าสลายการชุมนุม ซึ่งนอกเหนือจากการปราศรัยบนเวทีแล้ว ประชาชนส่วนหนึ่งยังมีการจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์ไปพร้อมกันด้วย โดยต่างเชื่อมั่นว่า จะต้องมีการเข้าสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ อย่างแน่นอน โดยเฉพาะต่อการเข้าจับกุมตัวแกนนำของกลุ่มพันธมิตรฯ

อย่างไรก็ตาม เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไป หลายคนได้เริ่มหันมาวิจารณ์รัฐบาล ส่วนใหญ่ระบุว่าท้อแท้ต่อการไม่ดำเนินการจริงจังกับกลุ่มพันธมิตรฯ ซึ่งตลอดทั้งคืนได้ขึ้นกล่าวปราศรัยพาดพิงรัฐบาลอย่างตอเนื่อง เช่น มองว่ารัฐบาลไม่กล้าสลายการชุมนุม เป็นรัฐบาลหน่อมแน้ม และบางกลุ่มยังหารือกันถึงขั้นอาจต้องรวมกลุ่มประชาชนออกไปขับไล่กันเองก็มี ซึ่งท้ายสุดเมื่อ นายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ ประธานสภาสนามหลวง กล่าวยุติการปราศรัย เป็นที่น่าสังเกตได้ทันทีว่า ประชาชนที่มาชุมนุมที่ท้องสนามหลวง ต่างก็อยู่ในอาการและอารมณ์ที่ผิดหวังต่อรัฐบาลอย่างเห็นได้ชัด

“ถ้ารัฐบาลอ่อนข้อให้พันธมิตรฯ แบบนี้ ก็จะยิ่งทำให้พันธมิตรฯ ได้ใจ และก็ไม่เข้าใจว่ารัฐบาลกลัวอะไรกับพันธมิตรฯ หนักหนา ทั้งที่การกระทำของพันธมิตรฯ ผิดกฎหมาย อย่างนี้ถ้าพวกเราก็จัดชุมนุมปิดกั้นการจราจรได้เช่นเดียวกันบ้าง” ผู้ร่วมชุมนุมผู้หนึ่งกล่าวในวงสนทนา

ขณะที่ผู้เข้าร่วมชุมนุมอีกคนหนึ่ง ระบุว่า “ตอนที่ นปก. จัดชุมนุมหรือเดินขบวน เราจะติดต่อกับเจ้าหน้าที่ตำรวจตลอด และจะคอยป้องกันไม่ให้คนอื่นเดือดร้อน เช่น การปักหลักปิดกั้นการจราจรเราก็ไม่ทำ แต่กลุ่มพันธมิตรฯ ทำได้โดยรัฐบาลที่เราเลือกมากลับไม่ดำเนินการ”

ระดมแสนคนต้านพันธมิตรฯ
ด้านนายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ พรรคพลังประชาชน ในฐานะกลุ่มมหาประชาชนร่วมพิทักษ์ประชาธิปไตย กล่าวว่า กลุ่มมหาประชาชนทราบข้อมูลมาว่าการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ มีพรรคการเมืองพรรคหนึ่งคอยสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง ซึ่งมีการตั้งหน่วยบัญชาการที่โรงแรมรอยัล ปริ๊นเซส เพื่อโค่นล้มรัฐบาล

ทั้งนี้ กลุ่มมหาประชาชนจะติดตามสถานการณ์จนถึงวันที่ 2 มิถุนายนนี้ หากรัฐบาลยังไม่ใช้มาตราการทางกฎหมายจัดการกับกลุ่มพันธมิตรฯ ไม่เกินวันที่ 4 มิถุนายนนี้ กลุ่มมหาประชาชนและเครือข่ายทั่วประเทศกว่าแสนคน จะมาชุมนุมปิดถนนตั้งแต่โรงแรมรัตนโกสินทร์จนถึงอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย อย่างแน่นอน เพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ กลุ่มมหาประชาชนได้เรียกประชุมแกนนำทุกภาคเป็นการด่วน เพื่อหารือถึงสถานการณ์ ซึ่งขณะนี้ได้รับการตอบรับจากเครือข่ายทั่วประเทศว่ามีความพร้อมที่จะมุ่งหน้าสู่ กทม. เพื่อชุมนุมใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นนักเรียน พระภิกษุสงฆ์ จะมาชุมนุมเรียกร้องให้รัฐบาลจัดการกับกลุ่มพันธมิตรฯ วันนี้อะไรจะเกิดก็ต้องเกิดแล้ว

ชี้ม็อบพันธมิตรส่อผิด ม.113
ด้านนายแพทย์เหวง โตจิราการ คณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 หรือ คปพร. กล่าวถึงการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ว่าเป็นสิทธิที่สามารถชุมนุมหรือเดินขบวนได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐธรรมนูญได้รับรองไว้ถูกต้องตามกฎหมาย รวมถึงการรวบรวมรายชื่อเสนอถอดถอน ส.ส. และ ส.ว. มีสิทธิโดยชอบธรรม แต่อย่างไรก็ตาม การยกระดับขับไล่รัฐบาลนั้น เห็นว่าจะเข้าข่ายผิดรัฐธรรมนูญเพราะรัฐธรรมนูญมาตรา 68 บุคคลหรือกลุ่มบุคคลไม่สามารถที่จะใช้สิทธิเสรีภาพในการโค่นล้มระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และน่าจะเข้าข่ายผิดกฎหมายอาญามาตรา 113 ด้วย คือใช้กำลังประทุษร้ายโค่นอำนาจบริหารและทำให้อำนาจบริหารไม่สามารถเดินต่อไปได้ เพราะฉะนั้นความชอบธรรมจึงได้หมดไป

อย่างไรก็ตาม นพ.เหวง กล่าวว่า เห็นด้วยที่จะให้มีการย้ายสถานที่ชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ แต่ไม่เห็นด้วยกับการที่รัฐบาลจะใช้ความรุนแรงกับประชาชน ซึ่งรัฐบาลควรใช้วิธีการละมุนละม่อมมากที่สุด

แจ้งข้อหากบฏ 5 แกนนำพันธมิตร
ขณะเดียวกันในวันเดียวกันนี้ นายวรัญชัย โชคชนะ แกนนำกลุ่มต่อต้านพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เข้าแจ้งความพนักงานสอบสวน สน.ดุสิต ให้ดำเนินคดีกับแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ 5 คน และ นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานกลุ่มพันธมิตรฯ

โดยระบุว่า การที่กลุ่มพันธมิตรฯ ประกาศจะล้มล้าง และขับไล่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ถือเป็นการทำผิดกฎหมายที่สำเร็จแล้ว และยังมีการชุมนุมกีดขวางการจราจรที่ถนนราชดำเนินนอก จึงต้องการให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีแกนนำกลุ่ม ข้อหากีดขวางการจราจร ล้มล้างรัฐบาลในลักษณะที่เป็นกบฏ สร้างความไม่สงบสุขในบ้านเมือง ยุยงส่งเสริม สมคบกันก่อกบฏ และสร้างความปั่นป่วน

นายวรัญชัย ระบุว่า หากกลุ่มพันธมิตรฯ ยังไม่สลายการชุมนุม วันพรุ่งนี้ (2มิ.ย.) ตนจะไปพบผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เพื่อสอบถามถึงแนวทางการดำเนินคดีกับกลุ่มพันธมิตรฯ ต่อไป

"สมัคร" ยันไม่ได้ขีดเส้นสลายม็อบ
วันเดียวกันนี้ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม กล่าวในรายการสนทนาประสาสมัคร ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย NBT ตอนหนึ่งว่า “ผมไม่ได้ขู่จะลุย ขอยืนยันความหมายตามที่ผมได้พูดว่า ที่มาทำที่ตีนสะพานผิดกฎหมาย และเจ้าหน้าที่ก็ดำเนินการ ส่วนวิธีการจะทำอย่างไร เขาตกลงกันแล้ว ผมเป็นหัวหน้ารัฐบาล ปล่อยมาแล้ว 7 วัน เขาก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินต้องเสด็จฯ ไปทางอื่น นักเรียนก็เดือดร้อน คำว่าสลายไม่ใช่ แต่ตำรวจต้องไปเจรจาความว่าทำตรงนี้ไม่ได้ ขอให้รื้อออกไป

ที่เน้นคือจะใช้โทรทัศน์ทุกช่องด้วยถ้ายอมมาถ่ายให้คนทั่วโลกได้รู้ ขอร้องว่าถนนตรงนี้อยู่ไม่ได้ เขาไม่ได้ตั้งว่าเวลาเท่าไร และการพูดจาจะออกขยายเสียงให้คนทั่วโลกได้รู้ว่าขวางตรงนี้ไม่ได้ ถ้าคุณไม่รื้อ ตำรวจก็ต้องรื้อ ไม่มีการออกไปตบตี หรือจับใครซักคน แต่ทำกันเอง ปลุกระดมกันเอง นักวิชาการก็เฮกันออกมาว่าถ้ารัฐทำเช่นนั้น ก็แพ้ บทเรียนที่ด่ากันในสหประชาชาติ ผมไม่ให้เกิด แต่จะทิ้งต่อไปไม่ได้ หน้าตารัฐบาลไทยไม่เหลือ”

ตำรวจย้ำยึดแนวทางเจรจา
ด้าน พล.ต.ต.สุรพล ทวนทอง รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยืนยันยังไม่มีคำสั่งเข้าสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯ โดยจะยึดแนวทางเจรจาให้ผู้ชุมนุมเปิดเส้นทางการจราจร ซึ่งยังไม่มีกรอบเวลาที่ชัดเจน โดยยอมรับว่าต้องใช้วิธีถอยคนละก้าวเพื่อป้องกันเหตุรุนแรง หากมีความจำเป็นต้องสกัดกั้นหากฝ่าฝืนต้องใช้ความละมุนละม่อม ซึ่งขณะนี้ยังควบคุมสถานการณ์ได้

ส่วนการชะลอการใช้ประกาศเจ้าพนักงานเกี่ยวกับปัญหาการจราจรนั้น เพื่อลดเงื่อนไขการยั่วยุ อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่ยังคงตรึงกำลังป้องกันการปะทะระหว่าง 2 กลุ่ม และมือที่สามสร้างสถานการณ์ โดยจะเสริมกำลังตามความเหมาะสม และขอให้ผู้ชุมนุมงดใช้คันธง ไม้ท่อน หรือเหล็กทำร้ายผู้อื่น นอกจากนี้จะมีการปิดการจราจรเพิ่มเติม จากแยกมิสกวันไปยังทำเนียบรัฐบาล เฉพาะช่วงกลางคืน

ผวา!ม็อบย้ายที่ออกหวย
นายวันชัย สุระกุล รักษาการ ผอ.สำนักงานสลากฯ เปิดเผยว่า ในการออกรางวัลสำนักงานสลากฯ ประจำงวดวันที่ 1 มิถุนายนนี้ ได้เปลี่ยนแปลงสถานที่ออกรางวัลเป็นที่ สโมสรนายทหารอากาศ บางซื่อ จากเดิมที่เคยออกรางวัลใน ห้องออกรางวัล ที่ถนนราชดำเนิน

เนื่องจากต้องการป้องกันสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่คาดฝันจากการชุมนุมของกลุ่มผู้ชุมนุมต่างๆ ที่ อยู่บริเวณโดยรอบได้ ซึ่งเชื่อว่าการออกรางวัลครั้งนี้จะไม่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นแน่ โดยประชาชนที่สนใจยังสามารถเข้าร่วมรับชมการออกรางวัล และสามารถรับฟังการถ่ายทอดเสียงทางสถานีวิทยุแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ ได้เหมือนเดิม

“การเปลี่ยนแปลงสถานที่ออกรางวัลได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการสลากฯตั้งแต่วันที่ 26 พฤษภาคม และเป็นการเตรียมความพร้อมของสำนักงานสลากฯ เท่านั้น ไม่มีใครคาดเดาสถานการณ์ได้ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นหรือไม่”



เปิดเวทีสภาประชาชนคึกคัก ตอกย้ำจุดยืนเอารธน.40คืนมา

เปิดวิกเวทีสภาประชาชนคึกคัก แน่นห้องประชุมคุรุสภา คนดังหลากหลายสาขาวิชาชีพเข้าร่วมแสดงความเห็นหนุนแก้ รธน.50 เอา รธน.40 คืนมาเพียบ รวมทั้ง “สุปรีดา พนมยงค์” บุตรชายอดีตรัฐบุรุษ “ปรีดี พนมยงค์” ที่ได้รับแต่งตั้งเป็นประธานสภาประชาชนร่วมกับ “นพ.เหวง-ดร.ประภัสสร” ส่วน “สุพจน์ ด่านตระกูล” สื่ออาวุโสเป็นประธานกิตติมศักดิ์

เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน ที่ผ่านมา นับเป็นการประชุมกันนัดแรกของสภาประชาชน หลังคณะกรรมการประชาชนเพื่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 (คปพร.) ได้ประกาศเจตนารมณ์จัดตั้งสภาประชาชนขึ้นเพื่อรับฟังความคิดเห็นในวงกว้างอย่างเป็นรูปธรรม ต่อรายละเอียดที่เห็นควรให้มีการแก้ไขเนื้อหาในรัฐธรรมนูญ 2550 ที่ได้รณรงค์มาแล้วระยะหนึ่ง

พร้อมกับได้จัดทำร่างการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ด้วยจำนวนรายชื่อประชาชน 150,000 รายชื่อ ยื่นต่อสภาผู้แทนราษฎรไปแล้วด้วยก่อนหน้านี้

ซึ่งบรรยากาศของสภาประชาชน ที่ห้องประชุมคุรุสภา เป็นไปอย่างคึกคัก โดยมีประชาชนผู้สนใจทยอยเดินทางเข้าร่วมอย่างต่อเนื่อง จนเต็มห้องประชุมที่บรรจุได้กว่า 1 พันคน

โดยเวทีสภาประชาชนในวันแรกนี้ กำหนดหัวข้อไว้คือ “ทำไมต้องแก้รัฐธรรมนูญ ทำไมต้องเอารัฐธรรมนูญ 50 คืนไป 40 คืนมา” และคงมีแกนนำ คปพร.เข้าร่วมคับคั่งเช่นเคย อาทิ ดร.จรัล ดิษฐาอภิชัย ประธาน คปพร. นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำ คปพร. นางประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ ประธานสมาพันธ์ประชาธิปไตย ดร.เมธาพันธ์ โพธิธีรโรจน์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ 2 (นปก.) นายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ ประธานสภาสนามหลวงต่อต้านเผด็จการ และ นายสมยศ พฤษาเกษมสุข แกนนำกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย ฯลฯ

นอกจากนี้ ยังมีแขกรับเชิญเป็นผู้มีชื่อเสียง ผู้ทรงคุณวุฒิ และนักวิชาการ คนดังอีกมากมายเข้าร่วมด้วย อาทิ นายสุพจน์ ด่านตระกูล สื่อมวลชนซึ่งได้รับแต่งตั้งให้เป็นประธานกิตติมศักดิ์ นายคณิน บุญสุวรรณ อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) 2540 ศ.เกียรติคุณ นพ.สันต์ หัตถีรัตน์ ที่ปรึกษาสมาพันธ์ประชาธิปไตย และ นายสุปรีดา พนมยงค์ บุตรชายอดีตนายกรัฐมนตรีและรัฐบุรุษ นายปรีดี พนมยงค์ ซึ่งที่ประชุมมีมติให้เป็นประธานสภาประชาชน ร่วมกับ นพ.เหวง และ ดร.ประภัสสร อินทรกำแหง นักวิชาการ

นายสุพจน์ ผู้ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นประธานกิตติมศักดิ์ กล่าวเปิดงานว่า การเมืองไทยทุกวันนี้เมื่อเทียบกับในอดีตเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 ที่มีความพยายามบิดเบือนหน้าประวัติศาตร์ของคณะราษฎร เพราะก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง สังคมมีความขัดแย้งกันอย่างรุนแรงระหว่างผู้ปกครองและผู้ถูกปกครอง ขณะที่ความขัดแย้งอีกรูปแบบหนึ่งคือ ผู้ปกครองกับผู้ปกครองขัดแย้งกันเอง ขัดแย้งกันระหว่างผลประโยชน์ เช่น พรรคฝ่ายค้านกับฝ่ายรัฐบาล นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เศรษฐกิจและสังคม

ในปี 2475 เมื่อความขัดแย้งระหว่างผู้ปกครองกับผู้ปกครองระเบิด จึงได้มีการเข้ายึดอำนาจเปลี่ยนการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นระบอบประชาธิปไตย รัฐธรรมนูญฉบับแรกของไทยประกาศใช้เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2475 เป็นฉบับสัญญาประชาคม ระบุไว้ว่า อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน

ขณะที่ ศ.เกียรติคุณ นพ.สันต์ ระบุว่า การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยทำให้ประชาชนมีสิทธิในการวิพากษ์วิจารณ์การบ้านการเมือง ประชาชนตื่นตัวกับการเมืองมากขึ้น เพราะกระแสการเมืองไทยในวันนี้มีความสับสนวุ่นวายมาก ดังนั้น จึงต้องมีสภาประชาชนขึ้นมาเพื่อแสดงความเห็นร่วมกัน เพื่อนำเสนอต่อผู้นำเพื่อให้มีการแก้ไขต่อไป ซึ่งการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะทำให้รัฐบาลสามารถทำงานได้อย่างสะดวกขึ้น ประชาชนจึงจำเป็นต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้ประเทศเกิดความก้าวหน้าทางการปกครอง และความสงบในชาติ ซึ่งเปิดสภาประชาชนขึ้นก็เพื่อดำเนินการให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตย

ด้านนายจรัล ประธาน คปพร. กล่าวว่า ประชาชนตื่นตัวต่อการเมืองมากขึ้น แม้จะมีเหตุการณ์ที่ต้องตื่นตระหนก แต่ประชาชนก็มารวมตัวกันเพื่อแสดงความคิดเห็นในสภาประชาชนแห่งนี้ อันจะเป็นความหมายมากในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 และต่อจิตใจผู้รักประชาธิปไตยทุกคน โดยการเคลื่อนไหวในครั้งนี้ยากเย็นกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา เพียงแค่เริ่มต้นญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ตกไปแล้ว แต่รัฐธรรมนูญฉบับประชาชนยังอยู่ในสภาและยังดำเนินการต่อไป

นอกจากนี้ นายจรัล ยังกล่าวเชิญชวนผู้ร่วมเสวนาเดินทางไปที่สนามหลวง เพื่อให้กำลังใจประชาชนที่ร่วมกลุ่มชุมนุมและช่วยรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดความรุนแรงขึ้นด้วย หลังเลิกประชุมสภาประชาชนในช่วงก่อนเย็น

นอกจากนี้ นางประทีป กล่าวว่า “เราเป็นเจ้าของประเทศและเรียกร้องสิทธิโดยชอบธรรมกันมาโดยตลอด ตอนนี้มีกลุ่มคนอยู่ 2 กลุ่ม คือผู้เรียกร้องอำนาจอธิปไตย และผู้เรียกร้องเผด็จการ และกลุ่มพันธมิตรฯ เองเรียกร้องไม่ให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อไม่ให้เข้าสู่กระบวนการประชาธิปไตย จึงอยากเรียกร้องให้ทุกคนเป็นพลังมวลชนขับเคลื่อนให้รัฐบาลกลับมาใช้รัฐธรรมนูญฉบับเดิม รัฐธรรมนูญฉบับ 2550 เป็นรัฐธรรมนูญที่ส่งเสริมระบอบอำมาตยาธิปไตย ทำให้คนชั้นล่างถูกรอนสิทธิ และในปีที่ผ่านมา เราได้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง แต่มีคนกลุ่มน้อยที่เรียกตัวเองว่าพันธมิตรฯ มาปิดกั้นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ให้ไปสู่ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ เราจึงเป็นตัวแทนของประชาชนที่เสียสละมารวมตัวกัน เพื่อแสดงให้เห็นว่าเราคือเจ้าของประชาธิปไตย และต้องการรัฐธรรมนูญ 40 กลับคืนมา”

สำหรับ นายชูพงษ์ ถี่ถ้วน ผู้อำนวยการสถานีวิทยุชุมชนคนรู้ใจ ขึ้นกล่าวเปรียบเทียบรัฐธรรมนูญกับระบอบการปกครองเป็นเหงือกกับฟัน โดยระบุว่า รัฐธรรมนูญเป็นฟัน และระบอบเผด็จการเป็นเหงือก ซึ่งหากมีอาการปวดต้องเร่งรักษา หมายถึงว่ารัฐบาลได้เดินมาถูกทางคือ ต้องเร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญ และระบอบเผด็จการ เพื่อให้ได้ความเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง พร้อมกล่าวว่า การที่กลุ่มพันธมิตรฯ เดินหน้าชุมนุมอย่างนี้เป็นการเดินลงสู่นรกภูมิ

“การเมืองวันนี้ไม่ว่ารัฐธรรมนูญจะเป็นอย่างไรก็เกิดการต่อสู้กัน เราได้รัฐบาลจากการเลือกตั้ง แต่เราไม่ได้อำนาจอย่างสมบูรณ์ จึงอยากจะถามว่าประเทศไทยปกครองด้วยระบอบอะไรกันแน่ แม้เราจะได้ประชาธิปไตยช้า แต่เราก็กำลังเดินไปสู้เป้าหมายประชาธิปไตย ไม่เหมือนพันธมิตรฯ ที่กำลังเดินสู่นรก”

ขณะที่ด้านนักวิชาการ ดร.ประภัสสร กล่าวว่า ขณะนี้มีนักวิชาการที่เป็นพลังเงียบในการสนับสนุนให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญอยู่จำนวนมาก โดยพร้อมเดินหน้าร่วมแสดงความคิดเห็นหากมีฝ่ายใดต้องการ นอกจากนี้ การที่กลุ่มพันธมิตรฯ เดินหน้าชุมนุมทำให้นักวิชาการสะเทือนใจ เพราะพันธมิตรฯ ต้องการล้มล้างรัฐบาล กลุ่มพันธมิตรฯ เป็นภัย เป็นพวกมาร ที่ปลุกระดมความคิดคนอื่น กะล่อนด้วยการพยายามทำให้คนอื่นเชื่อ ซึ่งผลเสียหายที่เกิดขึ้นคือ ต่างประเทศชะลอการลุงทุนในประเทศไทย เพราะสถานการณ์บ้านเมืองไม่สงบ

ด้าน ดร.เมธาพันธ์ กล่าวว่า ภารกิจของพวกเราในวันนี้คือ นำรัฐธรรมนูญ 2550 คืนไป เพราะไม่เอื้อต่อระบอบประชาธิปไตย ทำลายความเสมอภาคของประชาชน ให้อำนาจตุลาการมากกว่าอำนาจบริหารและนิติบัญญัติ เขียนขึ้นมาเพื่อทำลายศักดิ์ศรีของประชาชน และเพื่อสนับสนุนพรรคการเมืองบางกลุ่ม พร้อมทำลายนักการเมืองบางพรรค พร้อมระบุ หากกลุ่มพันธมิตรฯ ยังคงเดินหน้าเคลื่อนไหว เพราะไม่พอใจการได้มาของพรรคพลังประชาชน และทำตัวเหมือนเป็นเจ้าของประเทศต่อไป คงไม่ยอมอย่างแน่นอน

ด้าน นายสุวิทย์ ประยูรศักดิ์ จากสหภาพแรงงานองค์การค้าคุรุสภา กล่าวว่า รัฐธรรมนูญของประชาชนจะต้องชนะเผด็จการแน่นอน พร้อมชี้ทางประชาชนอย่าตกใจกลัวกับคำกล่าวของพันธมิตรฯ เพราะเป็นการเคลื่อนไหวที่ไม่มีเหตุผลเพื่อโค่นล้มรัฐบาล นอกจากนี้ การต่อสู้กับระบบทุนล้าหลัง อยู่ในเงื่อนไข 3 ประการ ปัจจุบันสังคมโลกเป็นสังคมทุนนิยม สังคมไทยก็เช่นกัน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นำระบบทุนนิยมมาใช้ ทำให้ประชาชนได้ลืมตาอ้าปาก ประโยชน์ตกอยู่กับพี่น้องคนไทยทุกคน อย่างนี้ก็แสดงว่าระบบทุนนิยมชนะระบบทุนล้าหลัง

อย่างไรก็ตาม ในการประชุมสภาประชาชนครั้งต่อไปจะเป็นการเดินสายตามพื้นที่ต่างจังหวัด เพื่อขยายแนวความคิด และหาแนวทางในการแก้ไขรัฐะรรมนุญร่วมกัน โดยจะจัดขึ้นในวันที่ 8 มิถุนายน ที่ จ.ระยอง วันที่ 10 มิถุนายน ที่ จ.ขอนแก่น และวันที่ 15 มิถุนายน ที่หอประชุมคุรุสภา เขตดุสิต


ฉะ!‘อภิสิทธิ์’สบถ‘ไพร่อุปถัมภ์’ ดูถูกประชาชน-ยกตนเสมอเจ้า

“ดร.เมธาพันธ์” ฉะ “อภิสิทธิ์” ดูถูกพี่น้องประชาชน คนยากคนจน ชาวไร่ ชาวนา กรรมกรแบกหามว่าเป็น “ไพร่” แถมยังยกตนเสมอเจ้า แฉสาเหตุที่สกัด “จักรภพ” เพราะหวั่นประชาธิปัตย์ล่มสลาย อีกทั้งเป็นนักการเมืองอนาคตไกล เทียบชั้นหัวหน้าพรรคการเมืองเก่าแก่ได้สบาย เลยถูกสกัดดาวรุ่ง

จากกรณีที่มีคนบางกลุ่ม บางพวก พยายามหยิบยกประเด็นสถาบันเบื้องสูง มาเป็นข้ออ้างโจมตีกล่าวหานายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และพาดพิงไปถึงรัฐบาล ที่แม้ว่านายจักรภพ จะตัดสินใจลาออกจากตำแหน่ง เพื่อรักษารัฐบาลเอาไว้ แต่ฝ่ายกล่าวหาก็ยังไม่ยอมจบเรื่องราวนั้น

ดร.เมธาพันธ์ โพธิธีรโรจน์ แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวว่าการเล่นงานนายจักรภพ อาจเป็นเพราะตั้งแต่นายจักรภพเข้ามาเป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ดูแลเรื่องสื่อ มีผลงานปฏิรูปสื่อทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 NBT และมีแผนที่จะปฏิรูป อสมท. และสื่อวิทยุของรัฐอีกหลายคลื่นหลายแห่ง คิดว่าตรงนี้เป็นปัจจัยให้พันธมิตรฯ และพรรคประชาธิปัตย์เกิดความกังวลใจว่า ถ้าปล่อยนายจักรภพไว้ ความเป็นประชาธิปัตย์อาจจะล่มสลาย จำนวน ส.ส. อาจจะลด ตรงนี้พอเข้าใจได้ว่าเป็นเกมการเมือง

“สิ่งที่นายอภิสิทธิ์ให้สัมภาษณ์กรณีนายจักรภพ ผมติดใจที่บอกว่า นายจักรภพ ได้รับการอุปถัมภ์จากระบบไพร่อุปถัมภ์ ซึ่งคำว่าไพร่ หมายถึง ไพร่ฟ้าประชาชน หมายถึง ทุกคนที่เป็นพสกนิกรในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แต่ในความหมายของนายอภิสิทธิ์ คือต้องการดูถูกพี่น้องประชาชน คนยากคนจน ชาวไร่ ชาวนา กรรมกรแบกหาม เพราะนายจักภพได้รับการเลือกตั้ง เป็นเสียงส่วนใหญ่จากประชาชนคนรากหญ้า ผู้ใช้แรงงาน คนยากคนจน เกษตรกร หรือประชาชนที่อยู่ในกรุงเทพ”
นอกจากนี้ หากนายอภิสิทธิ์หมายถึงประชาชนทั้งหมดคือ ไพร่ และ ยกตัวเอง เท่ากับกำลังตีตนเหนือเจ้า การที่บอกว่า นายจักรภพ มาจากระบบไพร่อุปถัมภ์ แสดงว่า นายอภิสิทธิ์กำลังยกตัวเองให้เป็นเจ้า เหมือนกับบุคคลบางคน หรือนายอภิสิทธิ์ได้กลายเป็น สมเด็จพระอภิสิทธิ์มหาทรราชเจ้าที่ 2 เช่นนั้นหรือไม่
“ในข้อหาเช่นนี้ ฟังแล้วผมก็ไม่สบายใจว่า ทำไมนายอภิสิทธิ์ ถึงใช้คำว่า ระบบไพร่อุปถัมภ์และยังดูถูกว่าเป็นระบบที่สามานย์ที่สุด เท่ากับนายอภิสิทธิ์ได้ฆ่าตัวเองตายทางการเมือง ถ้าดูถูกพี่น้องประชาชน ชาวไร่ ชาวนา คนยากจน ผู้ใช้แรงงาน เกษตรกร ถูกประณามหยามเหยียดว่าเป็นระบบไพร่อุปถัมภ์ ระบบที่สามานย์ที่สุด เพราะนายอภิสิทธิ์ นายชวน หลีกภัย และแกนนำทั้งหลายมีความเชื่อเสมอว่า ประชาชนที่สนับสนุนพรรคพลังประชาชน คือ คนยากจน ชาวไร่ชาวนา ที่มาลงคะแนนให้ เพราะเห็นแก่เงิน ถูกซื้อมา นี่คือความเชื่อของพรรคประชาธิปัตย์และเป็นวาทกรรมที่ใช้มาตลอด”
เพราะฉะนั้นคำพูดที่บอกว่า ไพร่อุปถัมภ์ ที่นายอภิสิทธิ์พูดจะต้องถูกขยายความว่า 1.ดูถูกประชาชน 2.ยกตนเสมอเจ้า เหมือนคนบางคนที่กระทำการในลักษณะนี้ก่อนการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 และประณามว่า ระบบไพร่ คือ ไพร่ฟ้าประชาชนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คือคนที่สามานย์ที่สุด
ดร.เมธาพันธ์ กล่าวต่อว่า หากถามว่านายอภิสิทธิ์เป็นใคร อภิสิทธิ์คือคนที่สถานะทางการเงินที่แสดงบัญชีออกมาร้อยกว่าล้าน คุณพ่อเป็นแพทย์ เป็นอำมาตยาธิปไตย เป็นอาจารย์สอนในมหาวิทยาลัย กินเงินเดือนของประชาชน นายอภิสิทธิ์ไปเรียนเมืองนอก 10 ปี ไม่เคยทำมาหากินอะไร เกิดมาบนกองเงินกองทอง เข้ามาเล่นการเมือง ยังไม่รู้เลยว่าการสู้ชีวิตของคนยากคนจนที่ปากกัดตีนถีบกว่าจะได้เงินมาเป็นอย่างไร ดังนั้น การที่ประชาชนที่ศรัทธาต่อนายจักรภพไม่ได้เกิดขึ้นด้วยความไพร่ ไม่ได้เกิดมาจากความไม่รู้ ไม่มีปัญญา
“สำหรับประชาชนพี่น้องทั้งหลาย ผมอยากจะฝากไปว่า ประชาชน ชาวไร่ ชาวนา เกษตรกร คนใช้แรงงาน คนขับแท็กซี่ คนยากจนในกรุงเทพฯ รวมทั้งคนชนชั้นกลางที่ออกมาต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย วันนี้ท่านได้ถูกนายอภิสิทธิ์ดูถูกอย่างรุนแรงว่า ท่านเป็นไพร่ที่สามานย์ที่สุด
ความศรัทธาที่พี่น้องประชาชนมีต่อ นายจักรภพ เพ็ญแข ไม่ใช่เกิดจากความไพร่ ไม่ใช่เกิดมาจากความไม่รู้ ไม่มีปัญญา จึงฝากถึงประชาชนชาวไร่ ชาวนา เกษตรกร คนใช้แรงงาน คนขับแท็กซี่ คนยากจนในกรุงเทพฯ รวมทั้งประชาชนคนชั้นกลาง ที่ออกมาต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย วันนี้ท่านได้ถูกนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ดูถูกเหยียดหยามอย่างรุนแรง ว่าพวกท่านเป็นไพร่ที่สามานย์ที่สุด”
ดร.เมธาพันธ์ กล่าวว่า นายอภิสิทธิ์ได้ยกตนเหนือคนอื่น คือการตีตนเสมอเจ้าเรียบร้อยแล้ว ฉะนั้น เราทุกคนต้องออกมาเรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์มารับผิดชอบในเรื่องนี้ว่าคำว่า ไพร่อุปถัมภ์ ไพร่ที่สามานย์ที่สุด หมายถึงอะไร หมายถึงประชาชนทั่วไป แล้วมีการยกตัวเองเป็นเจ้าตั้งแต่เมื่อไร ฉะนั้นจึงอยากเรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์รับผิดชอบ
ส่วนกรณีของนายจักรภพ ดร.เมธาพันธ์ กล่าวว่า ต้องยอมรับว่าเป็นนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย วันนี้เข้ามาสู่ตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีไม่ได้มีฐานะอะไรทั้งนั้น ไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆ การออกไปในวันนี้ตนคิดว่าไม่มีผลกระทบต่อความรู้สึกของนายจักรภพและกลุ่มแนวร่วม นปก. เพราะสิ่งที่เจอมาช่วงเรียกร้องให้ได้ประชาธิปไตยคืนมาหนักหนากว่านี้มาก ฉะนั้น วันนี้เห็นใจนายจักรภพ และขอสดุดีในการตัดสินที่จะต่อสู้เรื่องนี้ให้ถึงที่สุด และพิสูจน์ตัวเองว่าเป็นไพร่ฟ้าของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไม่ได้เป็นไพร่สามานย์อย่างที่นายอภิสิทธิ์พูด
“ผมขอให้พี่น้องประชาชนที่ได้ยินเสียงนี้ขอให้สบายใจว่า จักรภพ เพ็ญแข ลาออกจากตำแหน่งวันนี้ก็ยังคงมีอนาคตที่รุ่งเรือง วันนี้นายจักรภพมีอายุเพียง 40 ปี และอนาคตต้องไปอีกไกลและบุคคลคนนี้ผมสามารถที่จะทำนายได้ว่าน่าจะเป็นทายาททางการเมืองที่สำคัญ ที่เราจะสามารถฝากผีฝากไข้ ในฐานะจะเป็นนายกรัฐมนตรีคนหนึ่งได้ อีกทั้งจะเป็นคู่แข่งที่สำคัญของนายอภิสิทธิ์ ฉะนั้น นายอภิสิทธิ์และพรรคประชาธิปัตย์ต้องหาวิถีทางที่จะกำจัดคู่แข่งทุกวิถีทาง”


Sunday, June 1, 2008

พันธมิตรฯ หารือย้ายจุดชุมนุม

กรุงเทพฯ 1 มิ.ย. - กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ยังไม่ไว้วางใจสถานการณ์ แม้ว่ารัฐบาลจะออกมายืนยันว่า ไม่มีแนวคิดสลายการชุมนุม แต่แกนนำระบุ ทราบมาว่า คำสั่งให้สลายการชุมนุมนั้นยังคงอยู่ แต่ยังไม่มีจังหวะดำเนินการ

ดังนั้นจึงเฝ้าระวังเป็นพิเศษช่วงหลังเที่ยงคืน และช่วงกลางวันที่มีคนมาชุมนุมน้อย สำหรับความเป็นไปได้ที่จะย้ายสถานที่ชุมนุมไปที่สวนลุมฯ ซึ่งหลายฝ่ายได้ประเมินแล้ว ไม่น่าจะเป็นไปได้.- สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-06-01 19:19:36


นพ.เหวง จัดระดมความเห็นหนุนแก้ รธน.

กรุงเทพฯ 1 มิ.ย. - ผู้สนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ นัดประชุมและเตรียมรวบรวมรายชื่อให้ครบ 2 แสนชื่อ หนุนแก้ไขรัฐธรรมนูญ

คณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 หรือ คปพร. นำโดย นพ.เหวง โตจิราการ จัดงานสภาประชาชนเป็นครั้งแรก ระดมความคิดเห็นของผู้สนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่หอประชุมคุรุสภา

ทั้งนี้ ยืนยันไม่ได้ทำเพื่อใคร แต่เห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมีจุดบกพร่อง โดยเฉพาะมาตรา 309 ที่มีความไม่ชอบธรรม และเตรียมรวบรวมรายชื่อประชาชน เสนอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในเรื่องของการตรวจสอบ หรือขาดคุณสมบัติ คาดว่า รัฐสภาจะใช้เวลาในการตรวจสอบราว 3 เดือน.- สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-06-01 19:14:47


พันธมิตรฯ เตรียมหารือจุดยืนการชุมนุม


สะพานมัฆวานรังสรรค์ 1 มิ.ย.- นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เปิดเผยว่า ทางผู้ชุมนุมยังคงเตรียมพร้อมเรื่องการป้องกัน โดยค่ำวานนี้ ทางแกนนำฯ จะมีการประชุมเพื่อหารือถึงการเคลื่อนไหว โดยเฉพาะจุดยืนว่าจะชุมนุมอยู่ที่เดิม หรือจะย้ายไปที่อื่น เบื้องต้นยังไม่มีแนวทางว่า จะย้ายไปจุดไหน และพร้อมจะประสานเรื่องการเปิดเส้นทางให้กับโรงเรียน และสถานที่ราชการบริเวณรอบ ๆ. – สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-06-01 18:23:42


รองโฆษก สตช. ยืนยันนายกฯ ไม่ได้กำหนดเวลารื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง

กรุงเทพฯ 1 มิ.ย. - รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยืนยัน นายกรัฐมนตรีไม่ได้กำหนดเงื่อนเวลาให้กลุ่มพันธมิตรรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง

พล.ต.ต..สุรพล ทวนทอง รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยหลังประชุมประเมินสถานการณ์กลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ว่า เมื่อวานนี้ มียอดผู้ชุมนุมสูงสุดที่สะพานมัฆวาน 9,000 คน ขณะที่ผู้ชุมนุมต่อต้านบริเวณท้องสนามหลวง มีประมาณ 800 คน และเจ้าหน้าที่ได้สกัดกั้นจักรยานยนต์ประมาณ 100 คัน ที่เข้ามาก่อกวนในบริเวณกลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตรฯ ได้

ในวันนี้ กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เตรียมการไว้เหมือนเมื่อวาน และได้ขอร้องผู้ชุมนุมไม่ให้ถือไม้ หรือท่อนเหล็ก เพราะเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย

ส่วนการนำคำสั่งอย่างเป็นทางการให้ผู้ชุมนุมรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากถนนราชดำเนินนั้น อาจสร้างความไม่พอใจ และเป็นชนวนบานปลายได้ เจ้าหน้าที่จึงยังไม่ได้ดำเนินการ รองโฆษก สตช. ยืนยันว่า นายกรัฐมนตรีไม่ได้มีเงื่อนเวลาว่าจะต้องให้ผู้ชุมนุมรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างเมื่อไร.

ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-06-01 17:05:57


พล.ต.จำลอง ระบุพร้อมเจรจากับรัฐบาล

กรุงเทพฯ 1 มิ.ย. – กลุ่มพันธมิตรฯ ยังคงชุมนุมต่อเนื่องเป็นวันที่ 8 “พล.ต.จำลอง” ประกาศจะไม่ย้ายไปไหน แต่พร้อมเจรจารัฐบาลหากติดต่อมา

พล.ต.จำลอง ศรีเมือง หนึ่งในแกนนำพันธมิตรฯ ยืนยันว่า จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงสถานที่ชุมนุมตามความต้องการของรัฐบาล ส่วนที่มีการนำผลกระทบต่อปัญหาเศรษฐกิจมาเป็นข้ออ้างให้สลายการชุมนุม พล.ต.จำลอง กล่าวว่า ปัญหาเศรษฐกิจที่ตกต่ำ กลุ่มพันธมิตรฯ เห็นว่าไม่ได้เกิดจากการชุมนุม และเคยบอกให้เร่งแก้ไขแล้ว แต่รัฐบาลให้ความสนใจกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ตาม หากรัฐบาลจะขอเจรจาก็พร้อม แต่ไม่ใช่ลักษณะที่ทางกลุ่มพันธมิตรฯ ไปเชิญรัฐบาลมาเจรจา.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-06-01 16:03:39


นพ.เหวง ชี้การชุมนุม พันธมิตรฯ เข้าข่ายผิด กม.


กรุงเทพฯ 1 มิ.ย. - ที่หอประชุมคุรุสภา นพ.เหวง โตจิราการ ประธานคณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 (คปพร.) กล่าวถึงการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ว่า การชุมนุมเพื่อคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นสิทธิที่ทำได้ ภายใต้กรอบของกฎหมาย แต่หลังจากที่แกนนำพันธมิตรฯ ได้ประกาศยกระดับการต่อสู้เป็นการชุมนุมขับไล่รัฐบาล ถือว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย เข้าข่ายกบฏมีโทษตั้งแต่จำคุกหรือประหารชีวิต ตามความผิด ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 63 และ 68 รวมถึงเข้าข่ายผิดกฎหมายอาญามาตรา 113 ทั้งนี้ เห็นว่ารัฐบาลและตำรวจควรใช้วิธีการละมุนละม่อม เพื่อให้กลุ่มผู้ชุมนุมสลายตัว

นอกจากนี้ นพ.เหวง ยังเห็นว่า การเสนอร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการลงประชามติ จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งได้ ซึ่งเมื่อผลการลงประชามติของประชาชนออกมา ทุกฝ่ายก็ต้องยอมรับ .- สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-06-01 15:57:56