WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, June 2, 2008

“บ้านป่าเมืองเถื่อน” นัยที่ต้องมาตั้งสติกันใหม่

การประกาศของนายกรัฐมนตรี นายสมัคร สุนทรเวช เมื่อเช้าวันเสาร์ที่ 31 พฤษภาคม ด้วยสาระเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่สะพานมัฆวานรังสรรค์

“ไม่มีความชอบธรรม สร้างความเดือนร้อนให้กับประชาชน กระทั่งเป็นการปิดกั้นการจราจร และเส้นทางเสด็จพระราชดำเนิน" ซึ่งนายกรัฐมนตรี ระบุ จะไม่ยินยอมให้กลุ่มพันธมิตรฯ ชุมนุม ณ ที่แห่งนั้น อย่างแน่นอน

และพลันที่สิ้นประโยคนี้ ก็ถูกตีความในทันทีว่า รัฐบาลกำลังจะใช้อำนาจหน้าที่ตามกฎหมายเข้าดำเนินการสลายการชุมนุม

สายตาและความรู้สึกของผู้คนทั้งประเทศ จึงจับจ้องลุ้นระทึกกันไปทั่ว...!!!

บ้างก็อยากให้ดำเนินการเฉียบขาดกับแกนนำพันธมิตรฯ .... บ้างก็ไม่เห็นด้วยต่อการใช้กำลัง ซึ่งแน่นอนว่า ความเห็นของทั้ง 2 ฝ่าย ยังคงอยู่ที่ 2 ขั้วของความคิด

หนึ่งก็คือ ฝ่ายที่ให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ สนับสนุนให้ดำเนินการตามกฎหมาย และอีกหนึ่งก็คือ ฝ่ายที่ต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โจมตีรัฐบาลไม่ชอบธรรมหากใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุม

แต่แล้วเมื่อข่าวสารด้านรัฐบาลเริ่มแผ่วเบาลง พร้อมปฏิเสธไม่ประสงค์เข้าสลายการชุมนุม และดูจะต้องจำยอมปล่อยให้กลุ่มพันธมิตรฯปักหลักอยู่ต่อไปตามใจชอบ ปรากฎเด่นชัดขึ้น

ความรู้สึกของประชาชนก็เริ่มสับสนต่อการทำหน้าที่ของรัฐบาลในทันที....???

และความสับสนที่ว่า ก็กำลังจะกลายเป็นเสียงที่เคยสนับสุนนรัฐบาลอย่างท้วมท้น พลิกข้างไปเป็นเสียงที่รัฐบาลกลับจะต้องถูกวิพากษ์วิจารณ์ในอีกทิศทางหนึ่ง นั่นก็คือ “ไร้น้ำยา”

แต่กระนั้นก็ตาม คำถามที่เกิดขึ้นในสังคม ก็ยังคงไม่หยุดนิ่งอยู่เพียงแค่รัฐบาลไร้น้ำยา เท่านั้น...???

เพราะภายใต้ความสับสน ย่อมต้องกลายเป็นความสงสัยขึ้นด้วยว่า แล้วเหตุใดรัฐบาลจึงออกอาการอ่อนปวกเปียกได้ถึงเพียงนี้....???

อ่อนปวกเปียก ที่แม้เวทีของกลุ่มพันธมิตรฯจะใช้ความก้าวร้าว หยาบคาย สุดลิ่มทิ่มตำอย่างเหลือคณานับ ทั้งด่าทอ ทั้งโกหก บิดเบือน แต่รัฐบาลก็มิกล้าแตะต้อง

อ่อนปวกเปียก ที่แม้คนทั้งประเทศจะแลเห็นอย่างชัดเจนต่อพฤติกรรมของกลุ่มพันธมิตรฯ ถือไม้ ถือพอง ถือโล่ สวมหมวกกันน็อก เสมือนกำลังสร้างกองกำลังพิเศษขึ้นเพื่อพร้อมต่อกรต่อสู้กับเจ้าหน้าที่รัฐ แต่รัฐบาลก็ยังเพิกเฉย

อ่อนปวกเปียก จนกลายเป็นว่า กลุ่มพันธมิตรฯ กระทำการใดก็ได้ตามใจชอบ กลุ่มพันธมิตรฯ กระทำการใดก็ได้ เหนืออำนาจที่รัฐบาลได้รับมอบหมายจากเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนเข้ามาทำหน้าที่บริหารประเทศ

หรือแม้กระทั่ง กลุ่มพันธมิตรฯกระทำการใดก็ได้ เพื่อล้มล้างรัฐบาล ตามแถลงการณ์ที่ระบุไว้อย่างชัดเจน....!!!

สอดรับอย่างมีนัยยิ่ง เมื่อผลการวิจัย “อารมณ์ความรู้สึกของสาธารณชนต่อเหตุการณ์บ้านเมืองขณะนี้” ของ เอแบคโพล ที่ทำกรณีศึกษาตัวอย่างคนไทยใน 15 จังหวัดของประเทศ ทั้งในเขตเทศบาลและนอกเขตเทศบาล

ได้แก่ กรุงเทพฯ สมุทรปราการ เชียงใหม่ อุตรดิตถ์ สมุทรสาคร ระยอง อยุธยา นครปฐม ชลบุรี นครพนม ชัยภูมิ บุรีรัมย์ ขอนแก่น ภูเก็ต และสงขลา จำนวน 3,487 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 25 -31 พฤษภาคม 2551 และพบว่า

ประชาชนอยากเห็นสื่อมวลชนเสนอข่าวให้คนไทยรู้สึกดีต่อกันเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 81.7 มาอยู่ที่ร้อยละ 86.5

ประชาชนเชื่อว่า ความสงบสุขจะทำให้ประเทศไทยผ่านพ้นวิกฤตต่างๆ ไปได้จากร้อยละ 80.3 มาอยู่ที่ร้อยละ 83.7

ประชาชนวิตกกังวลต่อปัญหาเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 62.4 ในเดือนมีนาคม มาอยู่ที่ร้อยละ 79.6 ในเดือนพฤษภาคม

ประชาชนวิตกกังวลต่อเหตุการณ์บ้านเมืองเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 58.2 มาอยู่ที่ร้อยละ 85.5 และคิดว่าการแบ่งขั้วทางการเมืองทำให้สังคมไทยแตกแยกเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากร้อยละ 57.1 มาอยู่ที่ร้อยละ 60.3

ที่สำคัญ ผลสำรวจระบุ ประชาชนมองว่าสังคมไทยกำลังเข้าใกล้สภาพ “บ้านป่าเมืองเถื่อน”เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 53.9 ในเดือนมีนาคม มาอยู่ที่ร้อยละ 74.8

สำหรับสาเหตุของการใช้ความรุนแรงในการชุมนุม ผลสำรวจพบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 79.1 ระบุมาจากการท้าทาย ยั่วยุ ข่มขู่

รองลงมาคือ ร้อยละ 72.2 ระบุ เป็นเพราะการขาดสติ ไม่ยับยั้งชั่งใจ ร้อยละ 70.8 ระบุ เป็นการกระทำของมือที่สามสร้างสถานการณ์ ร้อยละ 65.2 ระบุ เป็นเพราะความเครียด

ร้อยละ 64.9 ระบุ เป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่ ร้อยละ 59.0 ระบุ เป็นการกระทำของฝ่ายผู้ชุมนุม ร้อยละ 57.4 เป็นเพราะการพกพาและใช้อาวุธ และร้อยละ 56.3 ระบุ เป็นเพราะจากการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชน

และเมื่อผลสำรวจถามถึงทางออกของปัญหาการเมืองขณะนี้ พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 80.2 ระบุ ความมีสติสัมปชัญญะ ใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์

รองลงมาคือ ร้อยละ 75.4 การยอมถอยคนละก้าว ร้อยละ 72.7 ระบุ รู้จักการให้อภัย ร้อยละ 69.3 ระบุ การให้โอกาสแก่กันและกัน ร้อยละ 68.3 ระบุ กระบวนการยุติธรรม ร้อยละ 67.6 ระบุความอดทนอดกลั้น

ร้อยละ 57.9 ระบุ ความเสียสละ ร้อยละ 54.2 ระบุ การปลุกจิตสำนึกความรักชาติ ร้อยละ 53.8 ระบุ ความเข้มงวดของเจ้าหน้าที่รัฐ และร้อยละ 51.1 ระบุ การไม่แทรกแซง ไม่ใช้อำนาจบาตรใหญ่ข่มขู่

ทั้งหมดเมื่อเอามาร้อยเรียง เทียบเคียงกันดูแล้ว ความน่าสนใจจึงอยู่ที่ความคิดเห็นว่า“สังคมไทยมีความเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อนมากขึ้น” ซึ่งเป็นผลต่อเนื่องมาจากการท้าทาย ยั่วยุ ข่มขู่ ใช้อำนาจบาตรใหญ่ ไม่เคารพกติกาบ้านเมือง และมีสื่อมวลชนปลุกเร้าอยู่ด้วย

มาถึงวันนี้ ไม่ว่าจะมีใครหดหู่ ไม่ว่าจะมีใครเริ่มสิ้นศรัทธาต่อการทำหน้าที่ของรัฐบาล มากน้อยขึ้นเพียงใด

ก็คงจะบอกได้เพียงว่า “เราคงต้องมาตั้งสติกันใหม่” และเรายังคงต้องมีศรัทธาต่อการทำหน้าที่ของรัฐบาลต่อไป เพื่อต่อสู้กับความไม่ชอบธรรมที่คาดว่า จะได้ใจและรุกไล่มากขึ้นเป็นลำดับ....

พร ภัทร


แนวร่วมมุมกลับของพันธมาร?

เกิดปฏิกิริยาหลายอย่างที่น่าวิเคราะห์ กับเหตุการณ์เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ซึ่งน่าจะเป็นตัวบ่งชี้ได้ว่า คนกลุ่มต่างๆ โดยเฉพาะในเหล่าปัญญาชน นักวิชาการ และสื่อมวลชน มีจุดยืนแบบไหนอย่างไร

หลังการออกมาชี้แจงของนายกรัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวช ที่มีต่อการชุมนุมของพันธมิตร เราได้เห็นธาตุแท้ของ สื่อที่อ้างว่าตนเป็นทีวีสาธารณะอย่าง “ไทยพีบีเอส” ที่เสนอภาพ และทิศทางข่าวโน้มเอียงไปในทางที่ว่า “รัฐบาลจะใช้ความรุนแรงปราบปรามประชาชนกลุ่มพันธมิตรที่ชุมนุมอย่างสงบ” ภาพที่นำเสนอทำให้ประชาชนผู้ดูรายงานข่าว รู้สึกราวกับว่า เหมือนได้เห็นเหตุการณ์พฤษภาทมิฬกลับมาอีกครั้ง

ประเด็นของการเสนอข่าว รายการสัมภาษณ์บุคคลต่างๆ อยู่ที่ประเด็นเดียวคือ การสร้างภาพให้รัฐบาลคือผู้ที่จะใช้กำลัง ใช้ความรุนแรงเข้าสลายการชุมนุมโดยสงบของประชาชน ซึ่งเป็นประเด็นที่สอดคล้องและเข้ากันได้ดี กับ “สาร” ที่แกนนำพันธมิตรฯ สื่อออกมา

ราวกับว่า สื่อช่องนี้ เป็นสาขาหนึ่งของสื่อพันธมิตรฯ อย่างไรอย่างนั้น

นอกจากสื่อที่กระโดดออกมาหนุนพันธมิตรฯ อย่างสุดจิต สุดใจ ประชาชนอย่างเราๆ ท่านๆ ยังได้เห็น ปัญญาชน นักวิชาการ และผู้ที่เรียกตัวเองว่า “นักสิทธิมนุษยชน” ออกมาแถลงการณ์คัดค้านบ้างก็ประณามรัฐบาลกันอย่างพึ่บพั่บ
และเราได้เห็น กลุ่มคนที่เสนอว่า พวกตนเป็นทางเลือกที่สาม ไม่เห็นด้วยกับพันธมิตร และไม่ได้สนับสนุนรัฐบาล แต่ก็ออกมายืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า รัฐบาลจะจัดการกับการชุมนุมโดยสงบของพันธมิตรฯไม่ได้ บ้างก็พูดไปถึงขนาดว่า รัฐบาลจะถูกขับไล่เหมือนกับรัฐบาลเผด็จการถนอม , นานาประเทศจะไม่ยอมรับการกระทำของรัฐบาล ฯลฯ

กลุ่มคนเหล่านี้กำลังทำอะไร ?
ประเด็นสำคัญต้องพิจารณาเพื่อให้เห็นจุดยืนของพวกเขาคือ“สาร”ที่ส่งผ่านสาธารณะ

สารที่เหมือนกันทั้งกลุ่มทั้งก้อนคือ ย้ำว่า

“รัฐบาลกำลังใช้ความรุนแรง กับประชาชนที่ชุมนุมกันอย่างสงบ , การชุมนุมเป็นสิทธิ เสรีภาพขั้นพื้นฐาน, รัฐบาลกำลังปราบปรามประชาชน”

สถานการณ์เป็นอย่างที่กลุ่มปัญญาชนเหล่านี้พูดจริงหรือ? พวกเขาเหล่านี้ มีความบริสุทธิ์ใจ ห่วงใย ต่อสถานการณ์บ้านเมือง โดยไม่เลือกข้าง ไม่เข้าข้างฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่ง เป็นทางเลือกที่สามให้แก่สังคมได้จริงหรือ?

คำตอบ คือ ไม่

ปัญญาชน กลุ่มก้อนเหล่านี้ ที่บอกว่าตัวเองเป็นกลาง กำลังเป็นแนวร่วมให้กับพันธมิตรฯ
ทำไมจึงบอกเช่นนั้น

เพราะ กลุ่มคนเหล่านี้ มองเห็นเพียงแต่ “เปลือก”ที่ห่อหุ้ม สิ่งที่พวกเขาเรียกว่า “ความรุนแรง”

เพราะพวกเขา ลืมตามองเพียงด้านเดียว และวิเคราะห์ความรุนแรงเพียงแค่เชิงกายภาพ พวกเขาไม่ได้ลืมตามองสาเหตุ ใจกลางของปัญหาที่แท้จริงว่า “การชุมนุม เคลื่อนไหว ข้อเรียกร้อง เป้าหมายของพันธมิตรฯ คือความรุนแรงเชิงโครงสร้าง ที่สร้างความเสียหายมากกว่า การปะทะกันของกลุ่มคนเมื่อวันที่ 25 ที่ผ่านมา รุนแรงมากกว่า รัฐบาลจะใช้อำนาจตามกฎหมายจัดการกับการชุมนุม

เพราะเป้าหมายที่แท้จริงของพันธมิตรฯคือ “การโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน “ คือ “การเรียกหาการรัฐประหาร” โดยใช้วิธีการ บิดเบือนข้อมูล ใส่ความฝ่ายตรงข้าม และใช้วิธีการที่สกปรกที่สุดคือ การแอบอ้าง “ความจงรักภักดี” ทำลายผู้คนอื่นที่คิดต่างจากกลุ่มตน

จึงน่าสมเพชกับ”สาร”ที่สื่อถึงการชุมนุมของพันธมิตรฯ ที่มีเป้าหมายเพื่อล้มล้างระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา สนับสนุนการรัฐประหาร พิทักษ์รัฐธรรมนูญของเผด็จการว่าเป็นการแสดงออกบนวิถีทางประชาธิปไตย เป็นการชุมนุมโดยสงบไม่มีความรุนแรง และอ้างหลักการสิทธิ เสรีภาพ ไปอธิบายสร้างความชอบธรรมให้กับการชุมนุมของพันธมิตรฯ
หากจะดำรงตนอย่าง”เป็นกลาง” อย่างเป็นปัญญาชน นักสิทธิมนุษยชนจริงๆ คงต้องตั้งคำถามและทบทวนกับ “วิธีคิด” ของตัวเองก่อน ก่อนที่จะสำราก “สาร” ออกมาต่อสาธารณะ

เพราะ”สาร”ที่ส่งผ่านมานั้น คือการทำให้พันธมิตรฯ ชอบธรรมมากยิ่งขึ้นที่จะชุมนุม และบรรลุเป้าหมาย
อย่าทำตัวเป็น “อีแอบ” ซุกตัวในนามของปัญญาชน สื่อ นักสิทธิฯ นักสร้างทางเลือกที่ 3 โดยสวมเสื้อคลุมว่าเป็นกลาง อีกต่อไปเลย

ยอมรับเถิดว่า สิ่งที่ทำอยู่คือการเป็นแนวร่วมให้กับพันธมิตรฯ เพื่อทำลายประชาธิปไตยนั่นเอง

คนไทยหรือเปล่า?

รายการ “สนทนาประสาสมัคร” โดย นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ออกอากาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย NBT และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ วันอาทิตย์ที่ 1 มิถุนายน 2551 เวลา 08.30-09.30 น.

ความตอนหนึ่งว่า...เมื่อวานผมอธิบายชัดเจน ที่พูดไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง แต่เมื่อพูดไปแล้วสถานีโทรทัศน์สองช่องที่ไม่ชอบขี้หน้ารัฐบาล ก็ไปเสนอข่าว ทีแรกผมจะไปสุพรรณบุรี ไปดูเขาเกี่ยวข้าว เมื่อพูดเสร็จก็ไป อ.ต.ก. ไปจ่ายของ นักข่าวก็ตามไปถ่าย ไม่รู้จะตามไปทำไม พ่อค้าแม่ค้าก็เคือง เอาดอกไม้มาให้กัน เสร็จแล้วผมก็ไปเยี่ยมลูกสาว ก็ไปบอกว่าผมเครียด เข้าโรงพยาบาล โถ ลูกสาวออกลูก ผมก็ต้องไปเยี่ยมหลาน นักข่าวก็ไปกันเต็มโรงพยาบาล ก็ตื่นเต้นกัน

ผมก็ทำหน้าที่ปกติไม่ได้แปลกพิสดาร ที่ผมพูดคือ จะดำเนินการทุกประการ แต่กลายเป็นว่านายสมัครจุดชนวนให้บ้านเมืองร้าวฉาน เหมือนกับเร่าร้อนที่ผมพูด พอบ่าย โทรทัศน์ช่องหนึ่งก็ออกข่าว ตำรวจจะขีดเส้นบ่ายโมงสลายม็อบ ผมกลายเป็นคนร้ายในฉับพลัน

ผมโทร.ถามตำรวจว่า ไปกำหนดเวลาหรือไม่ เขาบอกว่าไม่ได้กำหนด ผมรำคาญเต็มที ออกข่าวรุนแรง ออกข่าวไปทั่วโลกว่านายกฯ ไทยสั่งสลายม็อบ นึกถึงใครไม่ได้ก็นึกถึงคุณเฉลิม ซึ่งก็ช่วยยืนยันว่าตำรวจไม่สลายม็อบ คุณเฉลิมก็เสนอข่าว ก็เป็นความปรารถนาดี กลับกลายเป็นว่า เพราะท่านเกิดหลุดมาว่าเชิญชุมนุมกันตามสบาย หนังสือพิมพ์เช้าวันนี้ก็พาดหัวว่า “รัฐกลับลำ ไม่สลายการชุมนุม” “คนแห่ร่วมพันธมิตรฯ หลังสมัครขู่ลุย เฉลิมแจ้นแก้ข่าว”

ผมไม่ได้ขู่จะลุย ขอยืนยันความหมายตามที่ผมได้พูดว่า ที่มาทำที่ตีนสะพานผิดกฎหมาย และเจ้าหน้าที่ก็ดำเนินการ ส่วนวิธีการจะทำอย่างไร เขาตกลงกันแล้ว ผมเป็นหัวหน้ารัฐบาล ปล่อยมาแล้ว 7 วัน เขาก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินต้องเสด็จฯ ไปทางอื่น นักเรียนก็เดือดร้อน คำว่าสลายไม่ใช่ แต่ตำรวจต้องไปเจรจาความว่าทำตรงนี้ไม่ได้ ขอให้รื้อออกไป ที่เน้นคือจะใช้โทรทัศน์ทุกช่องด้วย

ถ้ายอมมาถ่ายให้คนทั่วโลกได้รู้ ขอร้องว่าถนนตรงนี้อยู่ไม่ได้ เขาไม่ได้ตั้งว่าเวลาเท่าไร และการพูดจาจะออกขยายเสียงให้คนทั่วโลกได้รู้ว่าขวางตรงนี้ไม่ได้ ถ้าคุณไม่รื้อ ตำรวจก็ต้องรื้อ ไม่มีการออกไปตบตี หรือจับใครสักคน แต่ทำกันเอง ปลุกระดมกันเอง นักวิชาการก็เฮกันออกมาว่า ถ้ารัฐทำเช่นนั้นก็แพ้ บทเรียนที่ด่ากันในสหประชาชาติ ผมไม่ให้เกิด แต่จะทิ้งต่อไปไม่ได้ หน้าตารัฐบาลไทยไม่เหลือ บ้านเมืองต้องมีตัวบทกฎหมาย พวกที่มาทำควรที่จะอาย ไม่อยากจะบอกคนหยิบมือจะมาเทียบกับคน 63 ล้านคน กระบองก็ไม่มี มือถือปืนก็ไม่ใช่ ผมไม่รู้ทำไมถึงอยากให้บุกเข้าไปเยอะๆ

ผมทำหน้าที่ของผม ก็เริ่มต้นกันเรื่องนั้นเรื่องนี้ พอเหตุหมดก็มาไล่รัฐบาล ไม่มีหรอกครับ ถอยไปนั่งตรงกลางวง กลัวจะถูกจับกุม ถ้ารักเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินก็นั่งต่อ คนทั้งบ้านทั้งเมืองเขาจะได้เห็นว่าหน้าตาคนเป็นอย่างไร ที่ให้เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินต้องเสด็จพระราชดำเนินหลบไปทางอื่น ไหวไหมละครับคนอย่างนี้ คนไทยหรือเปล่าครับ

ผมบอกว่าผมพูดจากันธรรมดา ไม่ได้มีอะไรอื่นเลย ไม่ได้มีอะไรแอบแฝงเคลือบแคลง พูดจาอธิบายชัดเจน เป็นหน้าที่ของคนเป็นนายกรัฐมนตรี อยากให้นักวิชาการประกาศเลย การไปนั่งขวางทำให้เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินเดือดร้อน โทรทัศน์ช่องที่ศาลคุ้มครองนั่นแหละครับ ที่ปลุกระดม ผมยังยืนยันเหมือนเดิมไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ตำรวจต้องดำเนินการ

ผมกลายเป็นคนร้ายไปฉับพลัน รีบโทร.ถามตำรวจ เขาก็บอกว่าไม่ได้พูด ก็รำคาญเต็มที ออกข่าวกันรุนแรงมากทุกที ผมบอกให้ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ช่วยบอกด้วยว่า ตำรวจยังไม่ได้ยืนยันว่าจะสลายม็อบ ที่พูดทุกอย่างก็เป็นความปรารถนาดีของ ร.ต.อ.เฉลิม แต่ท่านก็หลุดมาว่า “เชิญชุมนุมกันต่อไปตามสบาย” คนที่ทำงานกันอยู่ก็งง ว่าเอายังไงกันแน่ ผมไม่ได้ขู่ว่าจะลุย แต่ผมบอกว่ามันผิดกฎหมาย ที่ปิดสะพานมัฆวานรังสรรค์ คำว่าสลายม็อบไม่เคยมีการใช้ แค่บอกว่ามาทำอย่างนี้ไม่ถูกต้อง

รัฐบาลพร้อมแก้ปัญหาราคาข้าว
เมื่อวานผมตั้งใจไปดูชาวนาเกี่ยวข้าว หลายเรื่องหลายรูปหลายแบบ ข้าวใหม่ ข้าวเก่าเก็บไว้ จนเป็นข้าวเก่าจริงๆ สต๊อกของรัฐบาล 2.1 ล้าน เก็บไว้นานจนไม่มียาง คนจะซื้อก็ต้องการของใหม่ ข้าวเก่าในสต๊อกมากมายก่ายกอง กินข้าวเก่าไม่มียาง แต่ว่าเขาอยากจะกินข้าวใหม่ ผมจะต้องเอารัฐมนตรีที่มาเยี่ยมผม มาจากต่างประเทศ ซื้อหม้อข้าวมาหุงข้าวให้ดู ว่าเอาข้าวเก่า 5 ส่วนกับข้าวใหม่ สองส่วนผสมกัน แล้วมันออกมาขึ้นหม้อด้วยและมียางดีอย่างไร ทำอย่างนี้คนเป็นนายกรัฐมนตรีนะครับ ต้องพูดกับรัฐมนตรีเกษตร กับเจ้าหน้าที่และทูตที่เขามาเจรจาความเรื่องจะซื้อข้าว เขาซื้อข้าวเยอะนะครับ เขาซื้อ 500,000 ตัน คนนั้นขอซื้อ คนนี้ขอซื้อ

แต่ก็ยังมีปัญหาเรื่องราคาข้าวชาวนาตกต่ำ ปลุกระดมกัน ราคานี่แพง ไอ้นี่แพง ใส่ข้าวราคาถูก ออกข้าวถุงราคาถูกมาปั๊บ ราคาข้าวชาวนาตกต่ำ ผมถึงจะไปได้คุยกับชาวนาถึงเรื่องข้าว มีความชื้น คือชื้นเกินไปปั๊บทางรัฐมนตรีเกษตรก็จะเอาเครื่องความชื้นไปดู

ผมคิดว่าแต่ก่อนนี้ก็ตากกันแบบชาวบ้าน วางข้างๆ ถนนต่างๆ เดี๋ยวนี้ผลิตกันมากขึ้น เขาก็บอกว่าท่าข้าว ซึ่งเคยว่าชาวนามาซื้อมาขายกัน เสร็จแล้วจะชื้นอย่างไรก็จะซื้อ เราก็รู้ว่าเดี๋ยวตากแล้วรอบสองรอบก็ได้ เดี๋ยวก็เก็บได้ เดี๋ยวก็คลุมได้ ท่าข้าวก็แต่นั้นมา พอรัฐบาลไปรับซื้อรับจำนำ ไปใช้ระบบโรงสี ไปใช้ทำอะไรเข้า ท่าข้าวก็เลิกกิจการ ผมไปถามเรื่องท่าข้าว ก็บอกชาวนาทำไมไม่ขนแล้วไปตากกันที่นั่น แต่ถ้าเป็นท่าข้าว รัฐบาลทำท่าข้าวเองได้ไหม ลานคอนกรีตใหญ่ๆ ผมก็นึกว่าต้องไปถาม ต้องไปดูเองครับ เพราะจริงๆ เป็นอย่างไร

ผมไปดูเรื่องข้าว ทำไมชาวนาไม่เอารถขนข้าวไปตาก เขาบอกว่าระบบไซโลถ้ารัฐบาลมีเท่าไรก็จะนำมาขาย ไม่น่าเชื่อข้าวถุงออกไปปุ๊บ พ่อค้ากดราคาทันที คนบริโภคก็บ่นข้าวถุงราคาแพง ชาวนาก็บ่นข้าวไม่ได้ราคา ต้องมาเทียบราคาให้ดูว่าราคาขึ้นไม่มาก อย่างไรก็ตาม วันนี้ นักวิชาการจะมาถกกันเรื่องข้าวลูกผสม

ในเดือนกรกฎาคมนี้ จะมีผลผลิตข้าวนาปรังออกมาอีก 3 ล้านตัน ขณะที่มีข้าวเก่าอยู่ 2 ล้านตัน ซึ่งในส่วนของรัฐบาลต้องบริหารจัดการ ระบายขายข้าวเก่า ด้วยการชี้แจงต่อผู้ซื้อจากต่างประเทศ ว่าในการบริโภคสามารถนำข้าวเก่า 5 ส่วนมาผสมกับข้าวใหม่ 5 ส่วน สามารถหุงออกมาได้ขึ้นหม้อ อย่างไรก็ตาม ในเรื่องข้าวยังต้องมีการพัฒนาพันธุ์ข้าว ที่เรียกว่า ไฮบริด ซึ่งให้ผลผลิตต่อไร่มาก แต่ไม่สามารถนำมาทำพันธุ์ได้ ซึ่งส่วนตัวก็จะติดตามข่าวการประชุมของนักวิชาการเกี่ยวกับเรื่องนี้ รวมทั้งการนำเทคโนโลยีมาใช้ เพื่อเพิ่มผลผลิตข้าวต่อไร่ให้มากขึ้น

การก่อสร้างพระเมรุคืบหน้าไปมาก
ขณะนี้การดำเนินการจัดสร้างพระเมรุ ในการพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ มีความคืบหน้าไปมาก ทั้งในส่วนของโครงสร้างภายนอกของพระเมรุ และรายละเอียดของลวดลายต่างๆ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายได้ร่วมมือกันถวายงานเรื่องนี้อย่างเต็มที่ โดยในช่วง 2 วันหลังจากนี้ ผมจะได้ไปติดตามความคืบหน้าเกี่ยวกับงานราชรถและงานแห่ต่างๆ

รายงานช่วยจีน-พม่า
ส่วนการช่วยเหลือประเทศพม่าที่ได้รับผลกระทบจากพายุนาร์กีส ขณะนี้พม่าก็เข้าใจ ยอมให้อเมริกานำเครื่องบินลง ผมก็บอกว่าอยากให้นายบัน คี มุน เลขาธิการยูเอ็น เข้าไปดูหน่อย ซึ่ง นายบัน คี มุน จะมาประชุมที่ กทม. ก็คืบหน้า ไปดูชี้แจงอะไรทั้งหมด 47 ประเทศที่เอาสิ่งของเข้าไป เขาถามว่าสิ่งของที่ตกลงไว้ เงินบริจาคที่ไปซื้อของต้องตรงตามราชการ ซื้อเครื่องสูบน้ำ 100 เครื่อง บริษัท ซีพี เขาก็ยินดีบริจาคเครื่องสูบน้ำให้อีก 100 เครื่อง

ส่วนทางเมืองจีนก็ไปช่วยเหลือกัน มีหน่วยงานไปจัดการครับ ทางเขาก็พรักพร้อมครับ เงินบริจาคทางจีนเยอะครับ เขาก็อาจจะเขาเปิดประตูง่ายกว่าหรืออย่างไรไม่ทราบได้ครับ ก็คอยฟังสดับตรับฟังข่าว เขาก็เอาของเขาพอใช้ได้พออยู่ละครับ แต่ยังต้องหลบต้องหนี คือไหวแล้วเกิดเป็นทะเลสาบ เขาก็ต้องเอาน้ำหลบอะไรกัน ก็ฟังข่าวอยู่ครับ ทั้งหมดการบริจาคก็คงจะใช้เวลาพอสมควร รับบริจาคแล้วก็ไปช่วยเขา เท่านั้นครับเป็นความคืบหน้า

พระสังฆราชมี 1 แล้วมีท่านเจ้าพระคุณสมเด็จมี 4 สมเด็จพระพุทธาจารย์ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ สมเด็จพระวันรัต สมเด็จมหาวีรวงศ์ มี 4 ครับ ถัดไปเจ้าคณะรองคือรองสมเด็จ แต่ก่อนถ้ามี 4 เจ้าคณะรองก็มี 8 ชั้นรอง ถ้าเผื่อเรียกกันสมัยโบราณ คล่องๆ ปากเรียกว่า ชั้นพรหม พอ 8 แล้วก็ไป 16 ถัดไปก็ไปถึงชั้นเทพมี 45 ถัดไปเป็นเจ้าคุณราชมี 108 ไปถึงท่านเจ้าคุณสามัญ พระราชทานชั้นสามัญมี 324

ทั้งหมดที่ว่าเป็นพระชั้นที่มีสมณศักดิ์ ก็มีว่าชั้นฐานล่างสุดเจ้าคุณสามัญ 324 แต่เจ้าประคุณสมเด็จนั้นเพิ่มจาก 2 คือ จากสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ สมเด็จพระวันรัต สมเด็จพระพุทธาจารย์ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ เพิ่มอีก 2 ใช้ราชทินนามเดียวกันคือ สมเด็จพระญาณสังวร และสมเด็จพระธีรญาณมุนี

นอกจากนั้นอีก 4 สมณศักดิ์จะเปลี่ยนแปลงไปตามพระพุทธิวงศ์มุนี สมเด็จพระ คือเปลี่ยนหมด สมเด็จพระธีรญาณมุนี ต่อมาเวลาเจ้าประคุณสมเด็จวัดชนะขึ้นมา ก็เปลี่ยนเป็นพระมหาธีราจารย์ จนบัดนี้ คนอย่างผมซึ่งแต่ก่อนก็จำได้อย่างนี้หมด เดี๋ยวนี้ก็จำได้ไม่หมด บอกกันตรงๆ ครับ มี 8 มี 4 ซึ่งใช้ราชทินนามขึ้นมา แล้วเปลี่ยนแปลง ถ้ามรณภาพไปแล้วก็จะขึ้นสถาปนาใหม่ ก็จะมีราชทินนามใหม่

ตอบคำถามประชาชน
น้ำตาลขึ้นแล้วทำไมอ้อยไม่ขึ้นบ้าง อยากได้เงินชดเชยบ้าง - เขาต้องขึ้นครับ เวลาเขาต้องซื้อใหม่ เขาต้องตกลง ต้องขึ้นแน่นอน ใครไม่ได้ขึ้นยังไงให้มาบอกหน่อย พูดกันเรียบร้อยหมดแล้วครับ…อยากให้นายกฯ แก้ปัญหาราคาน้ำมัน - ถึงมาบอกแก้ไม่ได้ ผมไม่พูดหรอกครับ แต่ว่าเราทำกันทุกวิถีทาง ทั้งหมดนี้โรงกลั่นจะมีกำไรจากการนี้ประมาณ 3 บาท 4 บาท เขามีอย่างนั้น เขาเป็นบริษัทจดทะเบียนหลักทรัพย์ เป็นธุรกิจของเขา กำไรขนาดนั้นก็พอได้

บัดนี้โรงกลั่นสิงคโปร์เกิดอะไรไม่ทราบ ขึ้นราคาไปสูงเกินเหตุ ก็มีคนไปจับจ้องดูว่าคุณได้ตั้ง 9 บาท คุณได้ 8 บาท 9 บาท เลยมีการเจรจาความกัน บอกเขามาลดราคาให้หน่อย เขาบอกจะเอาเงินมาชดเชย ก็พูดจากันครับ ท่านรัฐมนตรีผู้หญิงนะ พล.ท. หญิง พูนภิรมย์ ลิปตพัลลภ ก็เจรจาความ ในที่สุดก็ตกลงกันได้ว่าเขาจะขายน้ำมันให้ราคาถูกกว่าธรรมดา 3 บาท และจะขายให้เป็นจำนวนพอสมควร เวลา 6 เดือน เดือนละกี่ร้อยล้านลิตรก็ว่ากันไป ก็จะไปช่วย

การเมืองภาคประชาชน ประชาชนสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้สัญจร เข้ามาปิดถนน ก่อการวิวาท กฎหมายคุ้มครองด้วยหรือเปล่า - มีกฎหมายแน่นอนครับ ทำร้ายร่างกายกันในถนนก็มีกฎหมายครับ ไปจับไปกุมใครเข้า ตำรวจก็จะต้องดูตามจังหวะจะโคน คือต้องการจะให้จลาจลกับบ้านเมืองนี้ละครับ เป้าหมายคือว่า ให้รัฐบาลนี้พ้นไปเสีย

ผมก็ร้องถามว่า ต่อไปจะให้ทำอย่างไร รัฐบาลนี้พ้นไปจะให้ใครเป็นรัฐบาล จะเลือกตั้งกันใหม่ หรือจะทำอะไรยังไง มันไม่มีท่าเลย ผมย้ำว่ามันต้องมีเหตุ ต้องมีความไม่บังควรเกิดขึ้นในบ้านเมือง จึงจะต้องทำอะไรกันอย่างนั้น นี่มันไม่มีอะไรยังไงเลย ไม่ชอบใจเรื่องแก้รัฐธรรมนูญ ไม่ชอบใจเรื่องคนนั้นคนนี้ ชนวนหมดดับไปก็เหมา บอกว่าให้ไล่รัฐบาล เรื่องนี้บอกว่าประชาชนเดือดร้อนผมจึงต้องแก้ไขปัญหา

ประชาชนสามารถลงชื่อถอดถอน ส.ว. ส.ส. ที่ไปร่วมกับพันธมิตรฯ ได้หรือไม่ - เรื่องนี้ถ้าเผื่อว่าเขามาถอดถอน ส.ส. ที่ยื่นแก้รัฐธรรมนูญได้ ก็ต้องยื่นได้เหมือนกัน ถ้ารวบรวมต้องได้เหมือนกันครับ…รายการ ASTV ใช้ภาษาหยาบคาย ทำไมถึงไม่สั่งให้ปิดเสียที - ปิดไม่ได้ครับ ศาลท่านสั่งคุ้มครองไว้ ขอย้ำครับ ต้องทนฟัง ถ้าไม่อยากดูก็อย่าไปเปิดดูเขาเท่านั้นเองครับ ผมก็จำเป็นต้องดู เพราะอยากรู้ว่าเขาด่ายังไงบ้าง เขาออกอากาศได้อยู่ทุกวันนี้เพราะศาลท่านสั่งคุ้มครองครับ คุ้มครองมา 2 ปีแล้วครับ

สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ยังเป็น ส.ส. หรือเปล่า – ยังเป็นอยู่ครับ เป็น ส.ส. จะมาชุมนุมให้คนอื่นเขาเดือดร้อนทำไม ถ้าอยากชุมนุมต้องลาออกจากการเป็น ส.ส. - ก็เอาข่าวนี้ผ่านจากผมไปแล้วกัน คำถามนะครับ ผมไม่ได้เป็นคนพูดเรื่องนี้ ท่านถามมาผมก็อ่านให้ฟัง อยากให้นักข่าวไปสัมภาษณ์ผู้นำม็อบ 5 คน ว่าทางพระราชวงศ์จะเสด็จฯ เส้นทางจะปิดล้อมทำไม - ครับ ผู้สื่อข่าวไม่ถามเรื่องพรรค์นี้ครับ

ผมก็อยากจะถามผู้สื่อข่าวเหมือนกันว่า ทำไมไม่ไปถามเรื่องพรรค์นี้ ขอบคุณครับที่ตั้งชนวนอันนี้ให้ ผู้สื่อข่าวฟังแล้วก็ช่วยกรุณาหน่อยครับ พันธมิตรฯ กู้ชาติ อยากทราบว่าใครขายชาติ ขายได้เท่าไร พันธมิตรฯ จะเอาอะไรมากู้ชาติ เป็นกำลังใจนายกฯ - ครับ ก็ใช้กันพร่ำเพรื่อละครับ กู้ชาติๆๆ ไม่รู้ว่าชาติล่มไปตั้งแต่เมื่อไร

อยากให้รัฐบาลแก้ปัญหาเรื่องประท้วงให้ชัดเจน เพราะประชาชนเดือดร้อน - ก็เริ่มดำเนินการละครับ และได้ทำชัดเจน บอกชัดเจนนะครับไม่มีทุบ ไม่มีตี ไม่มีจับ ไม่มีกุม แต่จะไปขอร้องว่าคุณอยู่ตรงนี้ไม่ได้ คุณทำผิดกฎหมาย อยากให้รัฐบาลจัดการพวกประท้วงให้เด็ดขาด - ยังไม่ทันจะทำอะไรละครับ เขาจัดการล่อกันเอง ไม่มีละครับจะสลายม็อบ จะให้นั่น คำว่าสลายยังใช้ไม่ได้ละครับ ม็อบเขาศักดิ์สิทธิ์ครับ ใครจะไปแตะไปต้องอะไรยังไงเข้า คนเดือดร้อนเข้ามาออกรับกันมากมายก่ายกอง บรรดานักวิชาการทั้งหลายนั่นละครับ เพียงแต่ว่าเขาบอกขีดเส้นห้าโมงเย็น บอกรัฐบาลแพ้แล้ว

อย่างนี้ไม่ไหวหรอกครับ ไม่ได้หรอกครับ ขอย้ำนะครับว่าทุกอย่างจะเป็นไปเหมือนที่ผมได้พูดไว้เมื่อวานนี้ และผมก็ยืนยันว่าจะทำทุกอย่างตามกฎหมาย ไม่มีการไปตบไปตีไปขับไปไล่ใครทั้งสิ้น จะต้องไปขอร้องว่าต้องย้ายออก และการดำเนินการนั้นจะถ่ายทอดให้ดูถึงองค์การสหประชาชาติเลยครับว่า เราจะดำเนินการกับคนที่มาขัดขวางการสัญจรของประชาชน เขามีความเดือดร้อน หน้าตาเป็นยังไง อาทิตย์หน้าเจอกันใหม่นะครับ สวัสดีครับ


คนไทย?

ตลอดช่วงบ่ายวันที่ 1 มิถุนายนที่ผ่านมา ข่าวการใช้กำลังตำรวจ-ทหาร เข้าสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ มีออกมาหนาหูมาก อันเนื่องมาจากการแถลงของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี

ที่ยืนยันผ่านสถานีโทรทัศน์ NBT ว่าจะปล่อยให้มีการชุมนุม กีดขวางการจราจร สร้างความเดือดร้อนรำคาญให้พี่น้องประชาชนที่ต้องใช้เส้นทางสัญจร รวมไปถึงปล่อยให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญต่อชุมชนและโรงเรียนในย่านนั้น ต่อไปอีกไม่ได้

คำแถลงข่าวดังกล่าวได้ถูกตะแบงออกไปว่า จะมีการใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุมด้วยความรุนแรง

เป็นการฉกฉวยโอกาสของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่นำเอามาหลอกกลุ่มผู้ชุมนุมที่เชิงสะพานมัฆวานให้รู้สึกฮึกเหิมและขณะเดียวกันก็ใช้เป็นข้ออ้างในการเรียกคนออกมาชุมนุมให้มาก

เป็นความพยายามในการแปรวิกฤติให้เป็นโอกาสอย่างได้จังหวะ ที่อาจมองได้ว่านายกรัฐมนตรีผิดพลาดหรือไม่ที่ออกไปป่าวประกาศ

บ้างก็ว่าไม่น่าจะไปบอกให้รู้ตัว แล้วอาศัยช่วงทีเผลอเข้าจับกุมแกนนำทั้ง 5 คน ให้หมดฤทธิ์ หมดเดช ก็เป็นอันจบเรื่องราว

การที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ-ทหาร ไม่ได้ใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุม ทำเอาบรรดาผู้รักประชาธิปไตย ที่ออกแนวฮาร์ดคอร์ พากันผิดหวังไปตามๆ กัน และมีการโพสต์ข้อความต่อว่านายกรัฐมนตรีกันสนั่นเว็บไซต์

ที่รัฐบาลไม่ลงไม้ลงมือกับพวกป่วนเมือง แถม ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย ยังออกมาสำทับว่ารัฐบาลไม่เคยมีแนวคิดในเรื่องดังกล่าว และเชื้อเชิญให้ชุมนุมกันตามสบาย

คำประกาศยืนยันของ รมว.มหาดไทย เชื่อว่าทำเอาหลายคนกินไม่ได้ นอนไม่หลับ เพราะหลงคิดว่ารัฐบาลยอมจำนนให้กับกลุ่มพันธมิตรฯ เสียแล้ว

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรฯ ออกมาประกาศชัยชนะแต่เช้าตรู่ ตามด้วยหนังสือพิมพ์หลายฉบับที่พุ่งเป้าถล่มรัฐบาล ด้วยข้อกล่าวหาว่ากลับลำ ไม่กล้าปราบปรามม็อบขวางถนน

แต่เมื่อได้ฟังนายกรัฐมนตรีออกมาพูดชัดๆ อีกครั้ง ผ่านรายการ “สนทนาประสาสมัคร” จึงได้ถึงบางอ้อว่า จุดยืนของรัฐบาลต่อการชุมนุมยังครบถ้วนเหมือนเดิมทุกประการ

ว่าคนเพียงส่วนน้อยจะมาทำให้คนส่วนใหญ่ได้รับความเดือดร้อนไม่ได้ และนายสมัคร ในฐานะผู้นำรัฐบาล ก็ยืนยันชัดเจนว่าจะไม่ปล่อยให้เหตุการณ์ทำนองนี้เกิดขึ้นในบ้านเมือง

แต่จะดำเนินการอย่างไร เป็นเรื่องของฝ่ายที่รับผิดชอบจะเป็นผู้ดำเนินการตามแผนและแนวทางที่มีการวางเอาไว้แล้ว
บนหลักการที่ย้ำมากคือจะต้องไม่ให้เกิดการสูญเสีย ทุกอย่างต้องเป็นไปด้วยความละมุนละม่อม และเริ่มต้นด้วยการเจรจาทำความเข้าใจกันก่อนเป็นอันดับแรก

พูดง่ายๆ ก็คือว่า หากแกนนำการชุมนุมพูดจา “ภาษาคน” เข้าใจง่ายๆ ทุกอย่างก็จะสงบจบลงได้ด้วยดี ส่วนจะมีข้อบกพร่องของรัฐบาลเกิดขึ้นอีกอย่างหนึ่งอย่างใดในวันข้างหน้า ก็ว่ากันใหม่

เพราะข้ออ้างในการออกมาชุมนุมครั้งนี้ได้หมดความชอบธรรมไปแล้วตั้งแต่ร่างแก้ไข รธน. ตกไป ตามด้วยการลาออกของ นายจักรภพ เพ็ญแข

หากกลุ่มพันธมิตรฯ ยังมีสติ ยังมีสัจจะอยู่บ้าง ก็น่าจะรู้ดีว่าควรจะทำอย่างไรต่อไป

ไม่ใช่ดึงดันปักหลักชุมนุม แล้วก็หาเหตุผลข้ออ้างใหม่ๆ ออกมาหลอกลวงประชาชนทุกวี่ทุกวัน

เพราะหากเป็นเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ เชื่อว่าไม่นานพี่น้องประชาชนก็จะจับทางได้ว่า จุดประสงค์สำคัญของการเคลื่อนไหว ที่แท้ก็ไม่ใช่การเรียกร้องเพื่อประโยชน์ของบ้านเมือง แต่กลับเป็นเพียงการทำเพื่อตัวเองและพวกพ้อง

เชื่อว่าท่ามกลางการเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ ที่ยังคงพยายามปลุกระดมผู้คนออกมาอย่างต่อเนื่อง มีพี่น้องจำนวนไม่น้อยที่เริ่มเข้าใจ และเริ่มได้เห็นชัดแล้วว่า การชุมนุมครั้งนี้ได้มีความพยายามที่จะขยายผลออกไปเรื่อยๆ ด้วยการเติมข้อมูลเท็จเพื่อโน้มน้าวให้ผู้ฟังคล้อยตาม

เพราะหากจับความดีๆ การปราศรัยบนเวทีถ้าไม่ใช่เรื่องเก่า ก็มีแต่เรื่อง “เขาเล่าว่า” หรือ “สมมติว่า” แทบทั้งสิ้น

ฉะนัน จึงเป็นเรื่องสมเหตุสมผลแล้วไม่ใช่หรือ ที่กลุ่มพันธมิตรฯ จะต้องยุติการชุมนุมกีดขวางการจราจร เหมือนอย่างที่เจ้าหน้าที่บ้านเมืองพยายามเจรจาขอร้องมาอย่างต่อเนื่อง

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเด็นที่นายกฯ ได้พูดในรายการ “สนทนาประสาสมัคร” ถึงการใช้เส้นทางเสด็จพระราชดำเนิน

ที่เชื่อว่าคนที่อ้างรักชาติ และเทิดทูนสถาบัน คงจะเข้าใจได้ไม่ยาก...!!

บิ๊กโบ๊ต



ชาวแท็กซี่มึน! รัฐบาลบ้อท่า ยอมงอ-ไม่ยอมหัก‘พันธมิตร’

มึนกันเป็นแถว! ผิดหวังนายกฯ ยอมอ่อนข้อให้พันธมิตรฯ หวั่นยิ่งทำให้ได้ใจส่งผลให้สถานการณ์บานปลายไปมากกว่าเดิม บรรดาโชเฟอร์แท็กซี่-รถรับจ้าง ระบุเสียความรู้สึกที่ไม่ทำอย่างที่พูด ประชดลาออกแล้วยกประเทศให้กลุ่มม็อบไปเลยดีกว่า ดีเจรายการวิทยุเผยผู้ฟังโทรมาสายแทบไหม้ ต่างบ่นเป็นเสียงเดียวว่าเสียความรู้สึก โดยเฉพาะปล่อยให้ “จำลอง” เอาไปเย้ยได้ว่าชนะแล้ว “คนสนามหลวง” บ่นท้อ สงสัยจะต้องเคลื่อนไหวเอง สอดรับ “ประชา ประสพดี” ประกาศเคลื่อนม็อบแสนคนหากรัฐบาลไม่จัดการขั้นเด็ดขาด

หลังจาก นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ได้แถลงผ่านสถานีโทรทัศน์ NBT ในวันเสาร์ที่ผ่านมา ว่าจะไม่ยอมให้การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กีดขวางการจราจร สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนที่สัญจรไปมา และโรงเรียนตลอดจนชุมชน ในย่านดังกล่าวอีกต่อไป ประกอบกับการตระเตรียมกำลังตำรวจหลายหน่วย ได้ทำให้เกิดความเข้าใจตรงกันของหลายฝ่ายว่าจะมีการสลายการชุมนุมเกิดขึ้นนั้น

แต่เมื่อต่อมา ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ด้วยท่าทีที่เปลี่ยนไป โดยยืนยันว่าจะไม่มีการใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุม ได้สร้างความผิดหวังให้กับผู้คนจำนวนมาก และกลายเป็นประเด็นที่มีการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง และเป็นประเด็นที่กลุ่มพันธมิตรฯ ถึงกับนำไปกล่าวอ้างเป็นชัยชนะของการชุมนุม

โดย พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ได้ขึ้นประกาศบนเวทีในตอนเช้าตรู่วันที่ 1 มิถุนายน หลังจากมีการเฝ้าระวังการสลายการชุมนุมตลอดทั้งคืนว่า รุ่งอรุณวันนี้ เป็นชัยชนะของกลุ่มพันธมิตรฯ แล้ว พร้อมกับเรียกร้องให้ประชาชนออกมาร่วมชุมนุมให้มาก

เช่นเดียวกับ นายสมศักดิ์ โกศัยสุข หนึ่งในแกนนำพันธมิตรฯ ที่ระบุว่า ไม่ได้ให้ความสนใจกับคำพูดของนายกรัฐมนตรี ที่ออกมาพูดกลับไปกลับมาในเรื่องการสลายการชุมนุม พร้อมยืนยันจะปักหลักยืดเยื้อต่อไป

เสียความรู้สึกรัฐบาลไม่เด็ดขาด
ซึ่งกรณีดังกล่าว เสียงของประชาชนที่ผิดหวังกับการตัดสินใจของนายกรัฐมนตรี ได้ถูกสะท้อนออกมาผ่านสื่อต่างๆ รวมทั้งทางสถานีวิทยุชุมชนคนแท็กซี่ FM 92.75 MHz ที่ผู้ฟังส่วนใหญ่เป็นคนขับรถแท็กซี่ และขับรถรับจ้าง ผู้ใช้แรงงาน

นายสนอง การะเกด ผู้ดำเนินรายการวิทยุชุมชนคนแท็กซี่ ในช่วงรายการข่าวสารการเมืองและเศรษฐกิจสังคม ในช่วงบ่ายวันจันทร์-วันศุกร์ กล่าวว่าในวันที่ผ่านมาได้มีประชาชนโทร.เข้ามาพูดคุยในรายการเป็นจำนวนมากเกี่ยวกับกรณีที่นายสมัคร เปลี่ยนใจไม่สลายการชุมนุม โดยบางสายถึงกับระบุว่าในเมื่อรัฐบาลได้ประกาศไปแล้ว แต่ไม่กล้าที่จะสลายม็อบ ก็สมควรที่จะต้องลาออกแล้วยกประเทศให้กับกลุ่มพันธมิตรฯ เพราะก่อนหน้านี้ประชาชนคาดหวังว่านายกฯ จะจัดการเด็ดขาด

ห่วงไม่ปราบม็อบแล้วจะทำอะไรได้
เพราะถ้ามองย้อนกลับไปเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ในช่วงรัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร รัฐบาลไม่ได้ให้ความสนใจกับการชุมนุม จนเกิดความเสียหายมาแล้ว การที่ตอนแรกออกมาประกาศจะสลายม็อบ ประชาชนถือว่าเด็ดขาด และเชื่อว่ารัฐบาลชุดนี้จะต้องเข้มแข็งและต่อสู้กับกลุ่มพันธมิตรฯ ได้ เพราะว่าประชาชนส่วนใหญ่ก็ไม่เห็นด้วยกับกลุ่มพันธมิตรฯ

เมื่อนายสมัครออกมาว่าจะสลายม็อบ ประชาชนต่างดีใจ พอไม่เป็นไปตามนั้นประชาชนก็ไม่เข้าใจว่าเหตุผลมันคืออะไร รัฐบาลที่เขาเลือกเข้ามามอบหมายให้ทำงานให้ แต่ถ้าเรื่องแค่นี้ยังทำไม่ได้ แล้วจะไปทำอะไรได้ ประชาชนหลายคนต่างก็คิดอย่างนี้

ทางด้าน น.ส.เมธานี จงประเสริฐ ผู้ดำเนินรายการในช่วงสาระน่ารู้ วันเสาร์-วันอาทิตย์ เวลา 12.00-13.00 น. กล่าวในประเด็นเดียวกันว่า ประชาชนที่โทร.เข้ามาส่วนมากเครียดกับสิ่งที่เกิดขึ้น บอกว่าถ้านายกฯ พูดอะไรต่อไปนี้จะไม่เชื่อแล้ว เพราะรัฐบาลให้ความหวังไว้ว่าจะสลายม็อบ แต่ปรากฏว่าก็ไม่มีอะไร หนังสือก็มาลงว่ารัฐบาลกลับลำ แสดงว่าออกมาเยาะเย้ยรัฐบาลที่ว่า พูดแล้วไม่ทำจริง

แท็กซี่-จยย.มึน!นายกฯไม่กล้า
ทางด้าน ผู้ดำเนินรายการสาวเมืองนนท์ ผู้ดำเนินรายการสรุปข่าวสารรอบสัปดาห์ วันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 13.00-15.00 น. กล่าวในทำนองเดียวกันว่า ประชาชนต่างให้ความเห็นว่ามีความรู้สึกผิดหวัง ในเมื่อรัฐบาลนายกฯ ออกมาประกาศว่าจะสลายม็อบ ผู้คนต่างดีใจ มีความหวังว่าบ้านเมืองจะสงบสุข แต่ก็ไม่ใช่เพราะว่าเหตุการณ์มันเปลี่ยนไป จะด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ ประชาชนต่างผิดหวัง หมดหวังกับรัฐบาลที่เขาเลือกเข้ามา

“ถ้ารัฐบาลยังคงปล่อยให้คนกลุ่มนี้ยืดเยื้อต่อไปประเทศชาติจะยิ่งเสียหายมากกว่านี้ เพราะว่าประชาชนต่างก็ไม่ยอมกัน ถ้าหากรัฐบาลไม่จัดการอะไร ประชาชนเขาจะรวมตัวกันทำอะไรสักอย่างหนึ่งเพื่อแก้ปัญหาตรงนี้”
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่าจากการออกสุ่มถามความคิดเห็นโชเฟอร์รถแท็กซี่หลายคัน และวินจักรยานยนต์ย่านห้วยขวาง ได้รับคำตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า ผิดหวังมากที่นายกฯ ไม่ดำเนินการกับกลุ่มพันธมิตรฯ ขั้นเด็ดขาด

คนสนามหลวงผิดหวัง “สมัคร”
ขณะที่เวทีสภาสนามหลวง ในคืนวันที่ 31 พฤษภาคม ที่ผ่านมา บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก ผู้ปราศรัยต่างให้กำลังใจประชาชนที่มาร่วมรับฟัง อย่าออกไปเผชิญหน้ากับกลุ่มพันธมิตรฯ ที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ โดยขอติดตามสถานการณ์ที่คาดว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจะเข้าสลายการชุมนุม ซึ่งนอกเหนือจากการปราศรัยบนเวทีแล้ว ประชาชนส่วนหนึ่งยังมีการจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์ไปพร้อมกันด้วย โดยต่างเชื่อมั่นว่า จะต้องมีการเข้าสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ อย่างแน่นอน โดยเฉพาะต่อการเข้าจับกุมตัวแกนนำของกลุ่มพันธมิตรฯ

อย่างไรก็ตาม เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไป หลายคนได้เริ่มหันมาวิจารณ์รัฐบาล ส่วนใหญ่ระบุว่าท้อแท้ต่อการไม่ดำเนินการจริงจังกับกลุ่มพันธมิตรฯ ซึ่งตลอดทั้งคืนได้ขึ้นกล่าวปราศรัยพาดพิงรัฐบาลอย่างตอเนื่อง เช่น มองว่ารัฐบาลไม่กล้าสลายการชุมนุม เป็นรัฐบาลหน่อมแน้ม และบางกลุ่มยังหารือกันถึงขั้นอาจต้องรวมกลุ่มประชาชนออกไปขับไล่กันเองก็มี ซึ่งท้ายสุดเมื่อ นายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ ประธานสภาสนามหลวง กล่าวยุติการปราศรัย เป็นที่น่าสังเกตได้ทันทีว่า ประชาชนที่มาชุมนุมที่ท้องสนามหลวง ต่างก็อยู่ในอาการและอารมณ์ที่ผิดหวังต่อรัฐบาลอย่างเห็นได้ชัด

“ถ้ารัฐบาลอ่อนข้อให้พันธมิตรฯ แบบนี้ ก็จะยิ่งทำให้พันธมิตรฯ ได้ใจ และก็ไม่เข้าใจว่ารัฐบาลกลัวอะไรกับพันธมิตรฯ หนักหนา ทั้งที่การกระทำของพันธมิตรฯ ผิดกฎหมาย อย่างนี้ถ้าพวกเราก็จัดชุมนุมปิดกั้นการจราจรได้เช่นเดียวกันบ้าง” ผู้ร่วมชุมนุมผู้หนึ่งกล่าวในวงสนทนา

ขณะที่ผู้เข้าร่วมชุมนุมอีกคนหนึ่ง ระบุว่า “ตอนที่ นปก. จัดชุมนุมหรือเดินขบวน เราจะติดต่อกับเจ้าหน้าที่ตำรวจตลอด และจะคอยป้องกันไม่ให้คนอื่นเดือดร้อน เช่น การปักหลักปิดกั้นการจราจรเราก็ไม่ทำ แต่กลุ่มพันธมิตรฯ ทำได้โดยรัฐบาลที่เราเลือกมากลับไม่ดำเนินการ”

ระดมแสนคนต้านพันธมิตรฯ
ด้านนายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ พรรคพลังประชาชน ในฐานะกลุ่มมหาประชาชนร่วมพิทักษ์ประชาธิปไตย กล่าวว่า กลุ่มมหาประชาชนทราบข้อมูลมาว่าการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ มีพรรคการเมืองพรรคหนึ่งคอยสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง ซึ่งมีการตั้งหน่วยบัญชาการที่โรงแรมรอยัล ปริ๊นเซส เพื่อโค่นล้มรัฐบาล

ทั้งนี้ กลุ่มมหาประชาชนจะติดตามสถานการณ์จนถึงวันที่ 2 มิถุนายนนี้ หากรัฐบาลยังไม่ใช้มาตราการทางกฎหมายจัดการกับกลุ่มพันธมิตรฯ ไม่เกินวันที่ 4 มิถุนายนนี้ กลุ่มมหาประชาชนและเครือข่ายทั่วประเทศกว่าแสนคน จะมาชุมนุมปิดถนนตั้งแต่โรงแรมรัตนโกสินทร์จนถึงอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย อย่างแน่นอน เพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ กลุ่มมหาประชาชนได้เรียกประชุมแกนนำทุกภาคเป็นการด่วน เพื่อหารือถึงสถานการณ์ ซึ่งขณะนี้ได้รับการตอบรับจากเครือข่ายทั่วประเทศว่ามีความพร้อมที่จะมุ่งหน้าสู่ กทม. เพื่อชุมนุมใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นนักเรียน พระภิกษุสงฆ์ จะมาชุมนุมเรียกร้องให้รัฐบาลจัดการกับกลุ่มพันธมิตรฯ วันนี้อะไรจะเกิดก็ต้องเกิดแล้ว

ชี้ม็อบพันธมิตรส่อผิด ม.113
ด้านนายแพทย์เหวง โตจิราการ คณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 หรือ คปพร. กล่าวถึงการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ว่าเป็นสิทธิที่สามารถชุมนุมหรือเดินขบวนได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐธรรมนูญได้รับรองไว้ถูกต้องตามกฎหมาย รวมถึงการรวบรวมรายชื่อเสนอถอดถอน ส.ส. และ ส.ว. มีสิทธิโดยชอบธรรม แต่อย่างไรก็ตาม การยกระดับขับไล่รัฐบาลนั้น เห็นว่าจะเข้าข่ายผิดรัฐธรรมนูญเพราะรัฐธรรมนูญมาตรา 68 บุคคลหรือกลุ่มบุคคลไม่สามารถที่จะใช้สิทธิเสรีภาพในการโค่นล้มระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และน่าจะเข้าข่ายผิดกฎหมายอาญามาตรา 113 ด้วย คือใช้กำลังประทุษร้ายโค่นอำนาจบริหารและทำให้อำนาจบริหารไม่สามารถเดินต่อไปได้ เพราะฉะนั้นความชอบธรรมจึงได้หมดไป

อย่างไรก็ตาม นพ.เหวง กล่าวว่า เห็นด้วยที่จะให้มีการย้ายสถานที่ชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ แต่ไม่เห็นด้วยกับการที่รัฐบาลจะใช้ความรุนแรงกับประชาชน ซึ่งรัฐบาลควรใช้วิธีการละมุนละม่อมมากที่สุด

แจ้งข้อหากบฏ 5 แกนนำพันธมิตร
ขณะเดียวกันในวันเดียวกันนี้ นายวรัญชัย โชคชนะ แกนนำกลุ่มต่อต้านพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เข้าแจ้งความพนักงานสอบสวน สน.ดุสิต ให้ดำเนินคดีกับแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ 5 คน และ นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานกลุ่มพันธมิตรฯ

โดยระบุว่า การที่กลุ่มพันธมิตรฯ ประกาศจะล้มล้าง และขับไล่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ถือเป็นการทำผิดกฎหมายที่สำเร็จแล้ว และยังมีการชุมนุมกีดขวางการจราจรที่ถนนราชดำเนินนอก จึงต้องการให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีแกนนำกลุ่ม ข้อหากีดขวางการจราจร ล้มล้างรัฐบาลในลักษณะที่เป็นกบฏ สร้างความไม่สงบสุขในบ้านเมือง ยุยงส่งเสริม สมคบกันก่อกบฏ และสร้างความปั่นป่วน

นายวรัญชัย ระบุว่า หากกลุ่มพันธมิตรฯ ยังไม่สลายการชุมนุม วันพรุ่งนี้ (2มิ.ย.) ตนจะไปพบผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เพื่อสอบถามถึงแนวทางการดำเนินคดีกับกลุ่มพันธมิตรฯ ต่อไป

"สมัคร" ยันไม่ได้ขีดเส้นสลายม็อบ
วันเดียวกันนี้ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม กล่าวในรายการสนทนาประสาสมัคร ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย NBT ตอนหนึ่งว่า “ผมไม่ได้ขู่จะลุย ขอยืนยันความหมายตามที่ผมได้พูดว่า ที่มาทำที่ตีนสะพานผิดกฎหมาย และเจ้าหน้าที่ก็ดำเนินการ ส่วนวิธีการจะทำอย่างไร เขาตกลงกันแล้ว ผมเป็นหัวหน้ารัฐบาล ปล่อยมาแล้ว 7 วัน เขาก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินต้องเสด็จฯ ไปทางอื่น นักเรียนก็เดือดร้อน คำว่าสลายไม่ใช่ แต่ตำรวจต้องไปเจรจาความว่าทำตรงนี้ไม่ได้ ขอให้รื้อออกไป

ที่เน้นคือจะใช้โทรทัศน์ทุกช่องด้วยถ้ายอมมาถ่ายให้คนทั่วโลกได้รู้ ขอร้องว่าถนนตรงนี้อยู่ไม่ได้ เขาไม่ได้ตั้งว่าเวลาเท่าไร และการพูดจาจะออกขยายเสียงให้คนทั่วโลกได้รู้ว่าขวางตรงนี้ไม่ได้ ถ้าคุณไม่รื้อ ตำรวจก็ต้องรื้อ ไม่มีการออกไปตบตี หรือจับใครซักคน แต่ทำกันเอง ปลุกระดมกันเอง นักวิชาการก็เฮกันออกมาว่าถ้ารัฐทำเช่นนั้น ก็แพ้ บทเรียนที่ด่ากันในสหประชาชาติ ผมไม่ให้เกิด แต่จะทิ้งต่อไปไม่ได้ หน้าตารัฐบาลไทยไม่เหลือ”

ตำรวจย้ำยึดแนวทางเจรจา
ด้าน พล.ต.ต.สุรพล ทวนทอง รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยืนยันยังไม่มีคำสั่งเข้าสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯ โดยจะยึดแนวทางเจรจาให้ผู้ชุมนุมเปิดเส้นทางการจราจร ซึ่งยังไม่มีกรอบเวลาที่ชัดเจน โดยยอมรับว่าต้องใช้วิธีถอยคนละก้าวเพื่อป้องกันเหตุรุนแรง หากมีความจำเป็นต้องสกัดกั้นหากฝ่าฝืนต้องใช้ความละมุนละม่อม ซึ่งขณะนี้ยังควบคุมสถานการณ์ได้

ส่วนการชะลอการใช้ประกาศเจ้าพนักงานเกี่ยวกับปัญหาการจราจรนั้น เพื่อลดเงื่อนไขการยั่วยุ อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่ยังคงตรึงกำลังป้องกันการปะทะระหว่าง 2 กลุ่ม และมือที่สามสร้างสถานการณ์ โดยจะเสริมกำลังตามความเหมาะสม และขอให้ผู้ชุมนุมงดใช้คันธง ไม้ท่อน หรือเหล็กทำร้ายผู้อื่น นอกจากนี้จะมีการปิดการจราจรเพิ่มเติม จากแยกมิสกวันไปยังทำเนียบรัฐบาล เฉพาะช่วงกลางคืน

ผวา!ม็อบย้ายที่ออกหวย
นายวันชัย สุระกุล รักษาการ ผอ.สำนักงานสลากฯ เปิดเผยว่า ในการออกรางวัลสำนักงานสลากฯ ประจำงวดวันที่ 1 มิถุนายนนี้ ได้เปลี่ยนแปลงสถานที่ออกรางวัลเป็นที่ สโมสรนายทหารอากาศ บางซื่อ จากเดิมที่เคยออกรางวัลใน ห้องออกรางวัล ที่ถนนราชดำเนิน

เนื่องจากต้องการป้องกันสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่คาดฝันจากการชุมนุมของกลุ่มผู้ชุมนุมต่างๆ ที่ อยู่บริเวณโดยรอบได้ ซึ่งเชื่อว่าการออกรางวัลครั้งนี้จะไม่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นแน่ โดยประชาชนที่สนใจยังสามารถเข้าร่วมรับชมการออกรางวัล และสามารถรับฟังการถ่ายทอดเสียงทางสถานีวิทยุแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ ได้เหมือนเดิม

“การเปลี่ยนแปลงสถานที่ออกรางวัลได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการสลากฯตั้งแต่วันที่ 26 พฤษภาคม และเป็นการเตรียมความพร้อมของสำนักงานสลากฯ เท่านั้น ไม่มีใครคาดเดาสถานการณ์ได้ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นหรือไม่”



เปิดเวทีสภาประชาชนคึกคัก ตอกย้ำจุดยืนเอารธน.40คืนมา

เปิดวิกเวทีสภาประชาชนคึกคัก แน่นห้องประชุมคุรุสภา คนดังหลากหลายสาขาวิชาชีพเข้าร่วมแสดงความเห็นหนุนแก้ รธน.50 เอา รธน.40 คืนมาเพียบ รวมทั้ง “สุปรีดา พนมยงค์” บุตรชายอดีตรัฐบุรุษ “ปรีดี พนมยงค์” ที่ได้รับแต่งตั้งเป็นประธานสภาประชาชนร่วมกับ “นพ.เหวง-ดร.ประภัสสร” ส่วน “สุพจน์ ด่านตระกูล” สื่ออาวุโสเป็นประธานกิตติมศักดิ์

เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน ที่ผ่านมา นับเป็นการประชุมกันนัดแรกของสภาประชาชน หลังคณะกรรมการประชาชนเพื่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 (คปพร.) ได้ประกาศเจตนารมณ์จัดตั้งสภาประชาชนขึ้นเพื่อรับฟังความคิดเห็นในวงกว้างอย่างเป็นรูปธรรม ต่อรายละเอียดที่เห็นควรให้มีการแก้ไขเนื้อหาในรัฐธรรมนูญ 2550 ที่ได้รณรงค์มาแล้วระยะหนึ่ง

พร้อมกับได้จัดทำร่างการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ด้วยจำนวนรายชื่อประชาชน 150,000 รายชื่อ ยื่นต่อสภาผู้แทนราษฎรไปแล้วด้วยก่อนหน้านี้

ซึ่งบรรยากาศของสภาประชาชน ที่ห้องประชุมคุรุสภา เป็นไปอย่างคึกคัก โดยมีประชาชนผู้สนใจทยอยเดินทางเข้าร่วมอย่างต่อเนื่อง จนเต็มห้องประชุมที่บรรจุได้กว่า 1 พันคน

โดยเวทีสภาประชาชนในวันแรกนี้ กำหนดหัวข้อไว้คือ “ทำไมต้องแก้รัฐธรรมนูญ ทำไมต้องเอารัฐธรรมนูญ 50 คืนไป 40 คืนมา” และคงมีแกนนำ คปพร.เข้าร่วมคับคั่งเช่นเคย อาทิ ดร.จรัล ดิษฐาอภิชัย ประธาน คปพร. นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำ คปพร. นางประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ ประธานสมาพันธ์ประชาธิปไตย ดร.เมธาพันธ์ โพธิธีรโรจน์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ 2 (นปก.) นายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ ประธานสภาสนามหลวงต่อต้านเผด็จการ และ นายสมยศ พฤษาเกษมสุข แกนนำกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย ฯลฯ

นอกจากนี้ ยังมีแขกรับเชิญเป็นผู้มีชื่อเสียง ผู้ทรงคุณวุฒิ และนักวิชาการ คนดังอีกมากมายเข้าร่วมด้วย อาทิ นายสุพจน์ ด่านตระกูล สื่อมวลชนซึ่งได้รับแต่งตั้งให้เป็นประธานกิตติมศักดิ์ นายคณิน บุญสุวรรณ อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) 2540 ศ.เกียรติคุณ นพ.สันต์ หัตถีรัตน์ ที่ปรึกษาสมาพันธ์ประชาธิปไตย และ นายสุปรีดา พนมยงค์ บุตรชายอดีตนายกรัฐมนตรีและรัฐบุรุษ นายปรีดี พนมยงค์ ซึ่งที่ประชุมมีมติให้เป็นประธานสภาประชาชน ร่วมกับ นพ.เหวง และ ดร.ประภัสสร อินทรกำแหง นักวิชาการ

นายสุพจน์ ผู้ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นประธานกิตติมศักดิ์ กล่าวเปิดงานว่า การเมืองไทยทุกวันนี้เมื่อเทียบกับในอดีตเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 ที่มีความพยายามบิดเบือนหน้าประวัติศาตร์ของคณะราษฎร เพราะก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง สังคมมีความขัดแย้งกันอย่างรุนแรงระหว่างผู้ปกครองและผู้ถูกปกครอง ขณะที่ความขัดแย้งอีกรูปแบบหนึ่งคือ ผู้ปกครองกับผู้ปกครองขัดแย้งกันเอง ขัดแย้งกันระหว่างผลประโยชน์ เช่น พรรคฝ่ายค้านกับฝ่ายรัฐบาล นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เศรษฐกิจและสังคม

ในปี 2475 เมื่อความขัดแย้งระหว่างผู้ปกครองกับผู้ปกครองระเบิด จึงได้มีการเข้ายึดอำนาจเปลี่ยนการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นระบอบประชาธิปไตย รัฐธรรมนูญฉบับแรกของไทยประกาศใช้เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2475 เป็นฉบับสัญญาประชาคม ระบุไว้ว่า อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน

ขณะที่ ศ.เกียรติคุณ นพ.สันต์ ระบุว่า การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยทำให้ประชาชนมีสิทธิในการวิพากษ์วิจารณ์การบ้านการเมือง ประชาชนตื่นตัวกับการเมืองมากขึ้น เพราะกระแสการเมืองไทยในวันนี้มีความสับสนวุ่นวายมาก ดังนั้น จึงต้องมีสภาประชาชนขึ้นมาเพื่อแสดงความเห็นร่วมกัน เพื่อนำเสนอต่อผู้นำเพื่อให้มีการแก้ไขต่อไป ซึ่งการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะทำให้รัฐบาลสามารถทำงานได้อย่างสะดวกขึ้น ประชาชนจึงจำเป็นต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้ประเทศเกิดความก้าวหน้าทางการปกครอง และความสงบในชาติ ซึ่งเปิดสภาประชาชนขึ้นก็เพื่อดำเนินการให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตย

ด้านนายจรัล ประธาน คปพร. กล่าวว่า ประชาชนตื่นตัวต่อการเมืองมากขึ้น แม้จะมีเหตุการณ์ที่ต้องตื่นตระหนก แต่ประชาชนก็มารวมตัวกันเพื่อแสดงความคิดเห็นในสภาประชาชนแห่งนี้ อันจะเป็นความหมายมากในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 และต่อจิตใจผู้รักประชาธิปไตยทุกคน โดยการเคลื่อนไหวในครั้งนี้ยากเย็นกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา เพียงแค่เริ่มต้นญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ตกไปแล้ว แต่รัฐธรรมนูญฉบับประชาชนยังอยู่ในสภาและยังดำเนินการต่อไป

นอกจากนี้ นายจรัล ยังกล่าวเชิญชวนผู้ร่วมเสวนาเดินทางไปที่สนามหลวง เพื่อให้กำลังใจประชาชนที่ร่วมกลุ่มชุมนุมและช่วยรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดความรุนแรงขึ้นด้วย หลังเลิกประชุมสภาประชาชนในช่วงก่อนเย็น

นอกจากนี้ นางประทีป กล่าวว่า “เราเป็นเจ้าของประเทศและเรียกร้องสิทธิโดยชอบธรรมกันมาโดยตลอด ตอนนี้มีกลุ่มคนอยู่ 2 กลุ่ม คือผู้เรียกร้องอำนาจอธิปไตย และผู้เรียกร้องเผด็จการ และกลุ่มพันธมิตรฯ เองเรียกร้องไม่ให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อไม่ให้เข้าสู่กระบวนการประชาธิปไตย จึงอยากเรียกร้องให้ทุกคนเป็นพลังมวลชนขับเคลื่อนให้รัฐบาลกลับมาใช้รัฐธรรมนูญฉบับเดิม รัฐธรรมนูญฉบับ 2550 เป็นรัฐธรรมนูญที่ส่งเสริมระบอบอำมาตยาธิปไตย ทำให้คนชั้นล่างถูกรอนสิทธิ และในปีที่ผ่านมา เราได้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง แต่มีคนกลุ่มน้อยที่เรียกตัวเองว่าพันธมิตรฯ มาปิดกั้นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ให้ไปสู่ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ เราจึงเป็นตัวแทนของประชาชนที่เสียสละมารวมตัวกัน เพื่อแสดงให้เห็นว่าเราคือเจ้าของประชาธิปไตย และต้องการรัฐธรรมนูญ 40 กลับคืนมา”

สำหรับ นายชูพงษ์ ถี่ถ้วน ผู้อำนวยการสถานีวิทยุชุมชนคนรู้ใจ ขึ้นกล่าวเปรียบเทียบรัฐธรรมนูญกับระบอบการปกครองเป็นเหงือกกับฟัน โดยระบุว่า รัฐธรรมนูญเป็นฟัน และระบอบเผด็จการเป็นเหงือก ซึ่งหากมีอาการปวดต้องเร่งรักษา หมายถึงว่ารัฐบาลได้เดินมาถูกทางคือ ต้องเร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญ และระบอบเผด็จการ เพื่อให้ได้ความเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง พร้อมกล่าวว่า การที่กลุ่มพันธมิตรฯ เดินหน้าชุมนุมอย่างนี้เป็นการเดินลงสู่นรกภูมิ

“การเมืองวันนี้ไม่ว่ารัฐธรรมนูญจะเป็นอย่างไรก็เกิดการต่อสู้กัน เราได้รัฐบาลจากการเลือกตั้ง แต่เราไม่ได้อำนาจอย่างสมบูรณ์ จึงอยากจะถามว่าประเทศไทยปกครองด้วยระบอบอะไรกันแน่ แม้เราจะได้ประชาธิปไตยช้า แต่เราก็กำลังเดินไปสู้เป้าหมายประชาธิปไตย ไม่เหมือนพันธมิตรฯ ที่กำลังเดินสู่นรก”

ขณะที่ด้านนักวิชาการ ดร.ประภัสสร กล่าวว่า ขณะนี้มีนักวิชาการที่เป็นพลังเงียบในการสนับสนุนให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญอยู่จำนวนมาก โดยพร้อมเดินหน้าร่วมแสดงความคิดเห็นหากมีฝ่ายใดต้องการ นอกจากนี้ การที่กลุ่มพันธมิตรฯ เดินหน้าชุมนุมทำให้นักวิชาการสะเทือนใจ เพราะพันธมิตรฯ ต้องการล้มล้างรัฐบาล กลุ่มพันธมิตรฯ เป็นภัย เป็นพวกมาร ที่ปลุกระดมความคิดคนอื่น กะล่อนด้วยการพยายามทำให้คนอื่นเชื่อ ซึ่งผลเสียหายที่เกิดขึ้นคือ ต่างประเทศชะลอการลุงทุนในประเทศไทย เพราะสถานการณ์บ้านเมืองไม่สงบ

ด้าน ดร.เมธาพันธ์ กล่าวว่า ภารกิจของพวกเราในวันนี้คือ นำรัฐธรรมนูญ 2550 คืนไป เพราะไม่เอื้อต่อระบอบประชาธิปไตย ทำลายความเสมอภาคของประชาชน ให้อำนาจตุลาการมากกว่าอำนาจบริหารและนิติบัญญัติ เขียนขึ้นมาเพื่อทำลายศักดิ์ศรีของประชาชน และเพื่อสนับสนุนพรรคการเมืองบางกลุ่ม พร้อมทำลายนักการเมืองบางพรรค พร้อมระบุ หากกลุ่มพันธมิตรฯ ยังคงเดินหน้าเคลื่อนไหว เพราะไม่พอใจการได้มาของพรรคพลังประชาชน และทำตัวเหมือนเป็นเจ้าของประเทศต่อไป คงไม่ยอมอย่างแน่นอน

ด้าน นายสุวิทย์ ประยูรศักดิ์ จากสหภาพแรงงานองค์การค้าคุรุสภา กล่าวว่า รัฐธรรมนูญของประชาชนจะต้องชนะเผด็จการแน่นอน พร้อมชี้ทางประชาชนอย่าตกใจกลัวกับคำกล่าวของพันธมิตรฯ เพราะเป็นการเคลื่อนไหวที่ไม่มีเหตุผลเพื่อโค่นล้มรัฐบาล นอกจากนี้ การต่อสู้กับระบบทุนล้าหลัง อยู่ในเงื่อนไข 3 ประการ ปัจจุบันสังคมโลกเป็นสังคมทุนนิยม สังคมไทยก็เช่นกัน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นำระบบทุนนิยมมาใช้ ทำให้ประชาชนได้ลืมตาอ้าปาก ประโยชน์ตกอยู่กับพี่น้องคนไทยทุกคน อย่างนี้ก็แสดงว่าระบบทุนนิยมชนะระบบทุนล้าหลัง

อย่างไรก็ตาม ในการประชุมสภาประชาชนครั้งต่อไปจะเป็นการเดินสายตามพื้นที่ต่างจังหวัด เพื่อขยายแนวความคิด และหาแนวทางในการแก้ไขรัฐะรรมนุญร่วมกัน โดยจะจัดขึ้นในวันที่ 8 มิถุนายน ที่ จ.ระยอง วันที่ 10 มิถุนายน ที่ จ.ขอนแก่น และวันที่ 15 มิถุนายน ที่หอประชุมคุรุสภา เขตดุสิต


ฉะ!‘อภิสิทธิ์’สบถ‘ไพร่อุปถัมภ์’ ดูถูกประชาชน-ยกตนเสมอเจ้า

“ดร.เมธาพันธ์” ฉะ “อภิสิทธิ์” ดูถูกพี่น้องประชาชน คนยากคนจน ชาวไร่ ชาวนา กรรมกรแบกหามว่าเป็น “ไพร่” แถมยังยกตนเสมอเจ้า แฉสาเหตุที่สกัด “จักรภพ” เพราะหวั่นประชาธิปัตย์ล่มสลาย อีกทั้งเป็นนักการเมืองอนาคตไกล เทียบชั้นหัวหน้าพรรคการเมืองเก่าแก่ได้สบาย เลยถูกสกัดดาวรุ่ง

จากกรณีที่มีคนบางกลุ่ม บางพวก พยายามหยิบยกประเด็นสถาบันเบื้องสูง มาเป็นข้ออ้างโจมตีกล่าวหานายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และพาดพิงไปถึงรัฐบาล ที่แม้ว่านายจักรภพ จะตัดสินใจลาออกจากตำแหน่ง เพื่อรักษารัฐบาลเอาไว้ แต่ฝ่ายกล่าวหาก็ยังไม่ยอมจบเรื่องราวนั้น

ดร.เมธาพันธ์ โพธิธีรโรจน์ แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวว่าการเล่นงานนายจักรภพ อาจเป็นเพราะตั้งแต่นายจักรภพเข้ามาเป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ดูแลเรื่องสื่อ มีผลงานปฏิรูปสื่อทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 NBT และมีแผนที่จะปฏิรูป อสมท. และสื่อวิทยุของรัฐอีกหลายคลื่นหลายแห่ง คิดว่าตรงนี้เป็นปัจจัยให้พันธมิตรฯ และพรรคประชาธิปัตย์เกิดความกังวลใจว่า ถ้าปล่อยนายจักรภพไว้ ความเป็นประชาธิปัตย์อาจจะล่มสลาย จำนวน ส.ส. อาจจะลด ตรงนี้พอเข้าใจได้ว่าเป็นเกมการเมือง

“สิ่งที่นายอภิสิทธิ์ให้สัมภาษณ์กรณีนายจักรภพ ผมติดใจที่บอกว่า นายจักรภพ ได้รับการอุปถัมภ์จากระบบไพร่อุปถัมภ์ ซึ่งคำว่าไพร่ หมายถึง ไพร่ฟ้าประชาชน หมายถึง ทุกคนที่เป็นพสกนิกรในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แต่ในความหมายของนายอภิสิทธิ์ คือต้องการดูถูกพี่น้องประชาชน คนยากคนจน ชาวไร่ ชาวนา กรรมกรแบกหาม เพราะนายจักภพได้รับการเลือกตั้ง เป็นเสียงส่วนใหญ่จากประชาชนคนรากหญ้า ผู้ใช้แรงงาน คนยากคนจน เกษตรกร หรือประชาชนที่อยู่ในกรุงเทพ”
นอกจากนี้ หากนายอภิสิทธิ์หมายถึงประชาชนทั้งหมดคือ ไพร่ และ ยกตัวเอง เท่ากับกำลังตีตนเหนือเจ้า การที่บอกว่า นายจักรภพ มาจากระบบไพร่อุปถัมภ์ แสดงว่า นายอภิสิทธิ์กำลังยกตัวเองให้เป็นเจ้า เหมือนกับบุคคลบางคน หรือนายอภิสิทธิ์ได้กลายเป็น สมเด็จพระอภิสิทธิ์มหาทรราชเจ้าที่ 2 เช่นนั้นหรือไม่
“ในข้อหาเช่นนี้ ฟังแล้วผมก็ไม่สบายใจว่า ทำไมนายอภิสิทธิ์ ถึงใช้คำว่า ระบบไพร่อุปถัมภ์และยังดูถูกว่าเป็นระบบที่สามานย์ที่สุด เท่ากับนายอภิสิทธิ์ได้ฆ่าตัวเองตายทางการเมือง ถ้าดูถูกพี่น้องประชาชน ชาวไร่ ชาวนา คนยากจน ผู้ใช้แรงงาน เกษตรกร ถูกประณามหยามเหยียดว่าเป็นระบบไพร่อุปถัมภ์ ระบบที่สามานย์ที่สุด เพราะนายอภิสิทธิ์ นายชวน หลีกภัย และแกนนำทั้งหลายมีความเชื่อเสมอว่า ประชาชนที่สนับสนุนพรรคพลังประชาชน คือ คนยากจน ชาวไร่ชาวนา ที่มาลงคะแนนให้ เพราะเห็นแก่เงิน ถูกซื้อมา นี่คือความเชื่อของพรรคประชาธิปัตย์และเป็นวาทกรรมที่ใช้มาตลอด”
เพราะฉะนั้นคำพูดที่บอกว่า ไพร่อุปถัมภ์ ที่นายอภิสิทธิ์พูดจะต้องถูกขยายความว่า 1.ดูถูกประชาชน 2.ยกตนเสมอเจ้า เหมือนคนบางคนที่กระทำการในลักษณะนี้ก่อนการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 และประณามว่า ระบบไพร่ คือ ไพร่ฟ้าประชาชนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คือคนที่สามานย์ที่สุด
ดร.เมธาพันธ์ กล่าวต่อว่า หากถามว่านายอภิสิทธิ์เป็นใคร อภิสิทธิ์คือคนที่สถานะทางการเงินที่แสดงบัญชีออกมาร้อยกว่าล้าน คุณพ่อเป็นแพทย์ เป็นอำมาตยาธิปไตย เป็นอาจารย์สอนในมหาวิทยาลัย กินเงินเดือนของประชาชน นายอภิสิทธิ์ไปเรียนเมืองนอก 10 ปี ไม่เคยทำมาหากินอะไร เกิดมาบนกองเงินกองทอง เข้ามาเล่นการเมือง ยังไม่รู้เลยว่าการสู้ชีวิตของคนยากคนจนที่ปากกัดตีนถีบกว่าจะได้เงินมาเป็นอย่างไร ดังนั้น การที่ประชาชนที่ศรัทธาต่อนายจักรภพไม่ได้เกิดขึ้นด้วยความไพร่ ไม่ได้เกิดมาจากความไม่รู้ ไม่มีปัญญา
“สำหรับประชาชนพี่น้องทั้งหลาย ผมอยากจะฝากไปว่า ประชาชน ชาวไร่ ชาวนา เกษตรกร คนใช้แรงงาน คนขับแท็กซี่ คนยากจนในกรุงเทพฯ รวมทั้งคนชนชั้นกลางที่ออกมาต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย วันนี้ท่านได้ถูกนายอภิสิทธิ์ดูถูกอย่างรุนแรงว่า ท่านเป็นไพร่ที่สามานย์ที่สุด
ความศรัทธาที่พี่น้องประชาชนมีต่อ นายจักรภพ เพ็ญแข ไม่ใช่เกิดจากความไพร่ ไม่ใช่เกิดมาจากความไม่รู้ ไม่มีปัญญา จึงฝากถึงประชาชนชาวไร่ ชาวนา เกษตรกร คนใช้แรงงาน คนขับแท็กซี่ คนยากจนในกรุงเทพฯ รวมทั้งประชาชนคนชั้นกลาง ที่ออกมาต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย วันนี้ท่านได้ถูกนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ดูถูกเหยียดหยามอย่างรุนแรง ว่าพวกท่านเป็นไพร่ที่สามานย์ที่สุด”
ดร.เมธาพันธ์ กล่าวว่า นายอภิสิทธิ์ได้ยกตนเหนือคนอื่น คือการตีตนเสมอเจ้าเรียบร้อยแล้ว ฉะนั้น เราทุกคนต้องออกมาเรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์มารับผิดชอบในเรื่องนี้ว่าคำว่า ไพร่อุปถัมภ์ ไพร่ที่สามานย์ที่สุด หมายถึงอะไร หมายถึงประชาชนทั่วไป แล้วมีการยกตัวเองเป็นเจ้าตั้งแต่เมื่อไร ฉะนั้นจึงอยากเรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์รับผิดชอบ
ส่วนกรณีของนายจักรภพ ดร.เมธาพันธ์ กล่าวว่า ต้องยอมรับว่าเป็นนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย วันนี้เข้ามาสู่ตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีไม่ได้มีฐานะอะไรทั้งนั้น ไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆ การออกไปในวันนี้ตนคิดว่าไม่มีผลกระทบต่อความรู้สึกของนายจักรภพและกลุ่มแนวร่วม นปก. เพราะสิ่งที่เจอมาช่วงเรียกร้องให้ได้ประชาธิปไตยคืนมาหนักหนากว่านี้มาก ฉะนั้น วันนี้เห็นใจนายจักรภพ และขอสดุดีในการตัดสินที่จะต่อสู้เรื่องนี้ให้ถึงที่สุด และพิสูจน์ตัวเองว่าเป็นไพร่ฟ้าของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไม่ได้เป็นไพร่สามานย์อย่างที่นายอภิสิทธิ์พูด
“ผมขอให้พี่น้องประชาชนที่ได้ยินเสียงนี้ขอให้สบายใจว่า จักรภพ เพ็ญแข ลาออกจากตำแหน่งวันนี้ก็ยังคงมีอนาคตที่รุ่งเรือง วันนี้นายจักรภพมีอายุเพียง 40 ปี และอนาคตต้องไปอีกไกลและบุคคลคนนี้ผมสามารถที่จะทำนายได้ว่าน่าจะเป็นทายาททางการเมืองที่สำคัญ ที่เราจะสามารถฝากผีฝากไข้ ในฐานะจะเป็นนายกรัฐมนตรีคนหนึ่งได้ อีกทั้งจะเป็นคู่แข่งที่สำคัญของนายอภิสิทธิ์ ฉะนั้น นายอภิสิทธิ์และพรรคประชาธิปัตย์ต้องหาวิถีทางที่จะกำจัดคู่แข่งทุกวิถีทาง”


Sunday, June 1, 2008

พันธมิตรฯ หารือย้ายจุดชุมนุม

กรุงเทพฯ 1 มิ.ย. - กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ยังไม่ไว้วางใจสถานการณ์ แม้ว่ารัฐบาลจะออกมายืนยันว่า ไม่มีแนวคิดสลายการชุมนุม แต่แกนนำระบุ ทราบมาว่า คำสั่งให้สลายการชุมนุมนั้นยังคงอยู่ แต่ยังไม่มีจังหวะดำเนินการ

ดังนั้นจึงเฝ้าระวังเป็นพิเศษช่วงหลังเที่ยงคืน และช่วงกลางวันที่มีคนมาชุมนุมน้อย สำหรับความเป็นไปได้ที่จะย้ายสถานที่ชุมนุมไปที่สวนลุมฯ ซึ่งหลายฝ่ายได้ประเมินแล้ว ไม่น่าจะเป็นไปได้.- สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-06-01 19:19:36


นพ.เหวง จัดระดมความเห็นหนุนแก้ รธน.

กรุงเทพฯ 1 มิ.ย. - ผู้สนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ นัดประชุมและเตรียมรวบรวมรายชื่อให้ครบ 2 แสนชื่อ หนุนแก้ไขรัฐธรรมนูญ

คณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 หรือ คปพร. นำโดย นพ.เหวง โตจิราการ จัดงานสภาประชาชนเป็นครั้งแรก ระดมความคิดเห็นของผู้สนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่หอประชุมคุรุสภา

ทั้งนี้ ยืนยันไม่ได้ทำเพื่อใคร แต่เห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมีจุดบกพร่อง โดยเฉพาะมาตรา 309 ที่มีความไม่ชอบธรรม และเตรียมรวบรวมรายชื่อประชาชน เสนอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในเรื่องของการตรวจสอบ หรือขาดคุณสมบัติ คาดว่า รัฐสภาจะใช้เวลาในการตรวจสอบราว 3 เดือน.- สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-06-01 19:14:47


พันธมิตรฯ เตรียมหารือจุดยืนการชุมนุม


สะพานมัฆวานรังสรรค์ 1 มิ.ย.- นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เปิดเผยว่า ทางผู้ชุมนุมยังคงเตรียมพร้อมเรื่องการป้องกัน โดยค่ำวานนี้ ทางแกนนำฯ จะมีการประชุมเพื่อหารือถึงการเคลื่อนไหว โดยเฉพาะจุดยืนว่าจะชุมนุมอยู่ที่เดิม หรือจะย้ายไปที่อื่น เบื้องต้นยังไม่มีแนวทางว่า จะย้ายไปจุดไหน และพร้อมจะประสานเรื่องการเปิดเส้นทางให้กับโรงเรียน และสถานที่ราชการบริเวณรอบ ๆ. – สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-06-01 18:23:42