วันที่ 1 มิ.ย. ที่สถานสงเคราะห์เด็กชายบ้านปากเกร็ดนายพงศ์เเทพ เทพกาญจนา ประธานมูลนิธิ 111 ไทยรักไทย ได้นำกรรมการมูลนิธิ 20 คน อาทิ นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช นายพิมล ศรีวิกรม์ นายพินิจ จันทรสุรินทร์ เลี้ยงอาหารกลางวันแก่เด็กชายบ้านปากเกร็ด โดยนายพงศ์เทพกล่าวตอนหนึ่งว่า 1 ปีที่ผ่านมา สมาชิก 111 ไทยรักไทยได้พบประสบการณ์ที่ไม่มีใครปรารถนาอยากได้พบ วันนี้เป็นโอกาสครบรอบ 1 ปีที่ศาลรัฐธรรมนูญพิพากษายุบพรรคไทยรักไทย จึงมีสมาชิกเสนอให้ทำอะไรเพื่อสะกิดเตือนจึงนัดกันมาเลี้ยงข้าวกลางวันน้องๆ ซึ่งเด็กและเยาวชนแห่งนี้ถือว่าประสบการณ์ที่หนักกว่าพวกเราจึงอยากมา ให้กำลังใจ พร้อมกันนี้ทางมูลนิธิฯได้มอบเครื่องทำน้ำเย็นแก่สถานสงเคราะห์
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Monday, June 2, 2008
มูลนิธิ 111 ทำบุญบ้านปากเกร็ด
แกนนำพันธมิตรฯ ยืนยันไม่เคลื่อนขบวนไปไหน
นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ได้ขึ้นเวทีปราศรัย โดยยืนยันจะปักหลักชุมนุมอยู่ที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ ซึ่งบรรยากาศโดยรวมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย แม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีกลุ่มรถจักรยานยนต์มาป่วนการชุมนุมบ้างก็ตาม แต่หลังจากนายสนธิได้ลงจากเวทีไม่นานนัก ปรากฏว่าได้มีฝนตกโปรยปรายลงมา ทำให้ผู้ที่มานั่งฟังการปราศรัยเดินทางกลับไปเกือบครึ่ง เหลือแต่ผู้ที่เตรียมอุปกรณ์กันฝนติดตัวมาด้วย ที่ยังคงปักหลักฟังคำปราศรัยของบรรดาแกนนำต่อไป ทั้งยังได้อ่านแถลงการณ์ย้ำจุดยืน และเรียกร้องในกลุ่มผู้ชุมนุมจะปักหลักชุมนุมโดยไม่เคลื่อนที่ไปไหน และเตรียมพร้อมรับมือการสลายการชุมนุม ขณะที่เมื่อช่วงค่ำที่ผ่านมา (1 มิ.ย.) มีกลุ่มต่อต้านประมาณ 100 คน เดินทางมาจากสนามหลวง แต่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจสกัดกั้นไว้ที่บริเวณแยกผ่านฟ้า . - สำนักข่าวไทย กรุงเทพฯ 2 มิ.ย. - แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ยืนยันจะยังไม่มีการเคลื่อนขบวนไปไหน และจะปักหลักอยู่ที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ต่อไป
อัพเดตเมื่อ 2008-06-02 01:10:47

นายกรัฐมนตรีไทยเลี้ยง รมว.กลาโหมสหรัฐ
นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เลี้ยงต้อนรับนายโรเบิร์ต เกตส์ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐอเมริกา ที่โรงแรมพลาซ่า แอทธินี ถนนวิทยุ โดยมี พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ตัวแทนเหล่าทัพ และเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศให้การต้อนรับ ซึ่งการเดินทางมาเยือนของนายโรเบิร์ต ครั้งนี้ เพื่อสร้างความคุ้นเคยและหารือประเด็นต่างๆ ในภูมิภาค ซึ่งคาดว่าจะเกี่ยวข้องกับภารกิจทางการทหารที่ต้องมีความร่วมมือระหว่างกัน รวมทั้งสื่อให้เห็นท่าทีของสหรัฐอเมริกา ว่าเป็นห่วงการชุมนุมในประเทศไทย และต้องการเห็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ขณะที่นายกรัฐมนตรี ได้ตรวจสอบอาหาร เครื่องดื่ม ตลอดจนการแสดงศิลปะของไทยด้วยตนเอง เพื่อให้การต้อนรับเป็นไปอย่างสมเกียรติ. - สำนักข่าวไทย กรุงเทพฯ 1 มิ.ย. - รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐ แสดงความเป็นห่วงการชุมนุมของไทย และต้องการเห็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง
อัพเดตเมื่อ 2008-06-01 23:11:06

สัญญาณลวง ? สลายม็อบพันธมิตร
การออกมาแถลงของ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ทางสถานีโทรทัศน์ NBT ถึงสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ทำให้หลายฝ่ายเชื่อมั่นว่า จะมีการสลายม็อบเพื่อเปิดเส้นทางจราจรและยุติการเคลื่อนไหวของกลุ่มจ้องล้มล้างรัฐบาล แต่ในที่สุดก็สร้างความผิดหวัง เมื่อท่าทีของรัฐบาลได้เปลี่ยนไปในที่สุด
โดยในตอนแรก นายสมัครได้ประกาศผ่านจอโทรทัศน์ว่า
“ผมมีหน้าที่จะต้องมาบอกให้รู้ว่า ผมจะต้องจัดการ คุณมาอยู่ตรงนี้ไม่ได้ ผิดกฎหมาย คุณมีสิทธิเสรีภาพจะไม่ชอบผม จะตำหนิติเตียนว่ากล่าวไป ถ้าเกิดรุนแรงไปผมจะไปฟ้องคดีหมิ่นประมาท แต่จริงๆ แล้วคุณใช้สิทธิตรงนี้ไม่ได้ เพราะฉะนั้นผมจะต้องดำเนินการเอาออกจากตรงนั้น คุณมาตั้งป้อมมีไม้อะไรต่างๆ คุณจะไปหาใครต่อใคร เอาคนร้ายมาสะสมไว้เพื่อจะก่อการร้ายบ้านเมือง คุณจะต้องรับกรรมในสิ่งที่คุณทำ
ผมไม่ยอมหรอกครับ และตำรวจและทหารก็ไม่ยอมด้วย อย่าหวังเลยครับ ไม่มีหรอกครับ บ้านเมืองนี้เขาต้องการความสงบ มีโอกาสพัฒนาบ้านเมืองได้ พวกคุณ 5 คนก่อกวนให้เกิดความยุ่งยากในบ้านเมือง เป็นความเสียหายอย่างยิ่ง เป็นความเสียหายอย่างยิ่ง การค้า การขาย การจะลงทุนต่างๆ เสียหายหมด พวกคุณรับผิดชอบอะไรล่ะครับ แต่ผมต้องรับผิดชอบ ผมต้องป้องกันสถานการณ์บ้านเมืองนี้ไว้ รอยแผลเป็นที่คุณสร้างมา 7 วัน ผมต้องลบออก ไม่ได้หรอกครับ”
คอลัมน์ : สามเหลี่ยมดินแดง
* หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ รายวัน ฉบับประจำ วันจันทร์ที่ 2 มิถุนายน 2551 จงรัก ภักดีราช รายงานตัวกับทุกท่าน ด้วยอารมณ์ครื้นเครงเป็นยิ่งนัก เมื่อได้ดู การแก้ผ้าล่อนจ้อนของ 5 แกนนำพันธมิตรประชาชนปล้นประชาธิปไตย
* ตลอดทั้งวันเสาร์ที่ผ่านมา หลังจากเจอ เกมเหนือชั้นของ สมัคร สุนทรเวช หลอกให้แสดงอาการของคนปากกล้า ขาสั่น 5 แกนนำพันธมิตรฯ ก็คิดสั้นๆ วางแผนปลุกระดมใช้ประชาชนเป็นโล่มนุษย์ให้กับตัวเอง เมื่อคิดว่าวาระสุดท้ายมาเยือนถึงตัว นี่น่ะหรือ ผู้นำมวลชน ที่ประกาศกร้าว ยอมอุทิศชีวิตเพื่อปกป้องปวงประชาและประเทศชาติ ถึงคราวจวนตัวก็สำแดงธาตุแท้ให้เห็น ที่แท้ก็หลอกใช้ปวงประชาผู้น่าสงสาร ปกป้องชีวิตตัวเองต่างหาก
* เด็กน้อยบางนายที่อุตริประกาศตัวเป็นแกนนำ แตกตื่นตกใจกับเกมตบโต๊ะของ สมัคร สุนทรเวช ถึงกับทิ้งเวที หนีหน้าหายหัว ตามหาตัวไม่เจอ จนป่านนี้ไม่รู้ เช็ดฉี่เล็ด เช็ดอึเรี่ยราด ในกางเกงตัวเองหมดหรือยัง หากทำความสะอาดเสร็จแล้ว ก็กลับไปสมทบที่เวทีก็แล้วกัน พี่ๆ น้องๆ ร่วมอุดมการณ์ปากกล้า ขาสั่น คงให้อภัยได้ เพราะสูเจ้ายังเยาว์นัก
* ไม่รู้ว่า เฉลิม อยู่บำรุง ไปรับแผนใครมา จึงออกปากเชิญชวนประชาชนเข้าร่วมชุมนุมกับพันธมิตรฯ ได้ตามสะดวกสบาย แต่ที่แน่ๆ ต้องไม่ใช่แผนเดียวกับ สมัคร สุนทรเวช อย่างแน่นอน และเป็นการยืนยันให้เห็นว่าแท้จริงแล้ว เฉลิม อยู่บำรุง กับ สมัคร สุนทรเวช ไม่ใช่คนในทีมเดียวกัน ในวาระการแก้ปัญหาการชุมนุมทางการเมือง เพราะจนถึงนาทีนี้ สมัครยังยืนยันห้ามปิดถนนชุมนุมอย่างเด็ดขาด
* จงรัก ภักดีราช เห็นสีหน้าแววตาของ สมัคร สุนทรเวช แล้วเชื่อว่า เจ็บปวดจริงๆ เมื่อพูดว่า “เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินต้องหลบเลี่ยงไปใช้เส้นทางอื่น ใช้เส้นทางเสด็จพระราชดำเนินตามปกติไม่ได้ เพราะถนนราชดำเนินถูกยึดเป็นสถานที่ชุมนุม” ไม่รู้ว่าคนไทยคนอื่นๆ ได้ยินแล้วรู้สึกอย่างไร เมื่อ ระบอบกษัตริย์ยังต้องหลีกทางให้ระบอบพันธมิตรฯ และพระราชวงศ์ยังต้องหลบให้กับ 5 แกนนำพันธมิตรฯ
* จำได้ว่า เมื่อครั้ง ทักษิณ ชินวัตร ถูกโค่นเก้าอี้นายกรัฐมนตรีหมาดๆ บรรหาร ศิลปอาชา แสดงความห่วงใยกับอนาคตการเมืองไทยว่า หากปล่อยให้พันธมิตรฯ ทำอะไรได้ตามใจแบบนี้ วันหนึ่งข้างหน้าสังคมไทยจะตกอยู่ใต้ระบอบสนธิ (ลิ้มทองกุล) วันนี้ชัดยิ่งกว่าชัดว่า ระบอบสนธิ ยิ่งใหญ่เพียงใดในประเทศไทย อยู่เหนือกฎหมาย และไม่มีใครกล้าดำเนินการ ทั้งๆ ที่ทำผิดกฎหมายซึ่งหน้า
* ระบอบสนธิยิ่งใหญ่กระทั่งว่า บรรหาร ศิลปอาชา ยังต้องไปร่วมประชุม 4 พรรคร่วมรัฐบาล เพราะ เกรงว่าระบอบสนธิจะล่มสลาย หากว่าตำรวจใช้อำนาจตามกฎหมายเคลียร์ถนนราชดำเนิน คืนเส้นทางเสด็จฯ ให้แก่พระบรมวงศานุวงศ์ และคืนถนนให้แก่ประชาชน ข้าราชการ และเด็กนักเรียน ได้ใช้สัญจรกันตามปกติ
* ถามแกนนำ 4 พรรคร่วมรัฐบาลสักคำเถิด ที่ไปนั่งประชุมกันในร้านอาหารจีน กดดันนายกรัฐมนตรี ไม่ให้สั่งการตำรวจดำเนินการตามกฎหมายกับม็อบพันธมิตรฯ น่ะ เพราะเห็นชอบกับการชุมนุมขับไล่รัฐบาลของระบอบสนธิใช่หรือไม่ หากมือไม่ช่วยพายก็อย่าเอาเท้าราน้ำเลย หรือ หากเห็นว่าระบอบสนธิดีกว่าระบอบประชาธิปไตย ก็ถอนตัวออกจากทำเนียบรัฐบาล ไปยืนอยู่แทบเท้า สนธิ ลิ้มทองกุล คอยรับใช้พวกก่อการร้ายระบอบประชาธิปไตย เลยจะดีไหม
* คืนวันศุกร์ที่ผ่านมา มีคนเห็น หนุ่มใหญ่ชาวใต้ รูปร่างหน้าตาละม้ายคล้ายคลึงเลขาธิการพรรคการเมือง พรรคหนึ่ง ไปนั่งบัญชาการเกมการเมืองภาคประชาชน ที่โรงแรมใหญ่แห่งหนึ่ง ใกล้เคียงกับเวทีม็อบพันธมิตรฯ หากไม่ใช่วาระสำคัญๆ จริง คงไม่มีใครได้เห็นตัว แต่จำเป็นต้องปรากฏตัวให้ได้เห็น เพราะ มีวาระที่จะต้องมานั่งนับหัวผู้ชุมนุมด้วยตนเอง หลังจากที่จ่ายไปแยะ แต่ผู้ชุมนุมมาไม่เยอะตามที่ตกลงกัน
* หลังจาก 5 แกนนำพันธมิตรฯ เปลี่ยนเป้าหมายการชุมนุม จากต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็น ขับไล่รัฐบาล ล้มล้างรัฐบาลในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งมาตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ก็ทำให้เข้าใจเป็นอื่นไปไม่ได้ นอกเสียจากว่ากำลังก่อการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจปกครองประเทศ ด้วยวิธีการที่ไม่เป็นตามรัฐธรรมนูญ พฤติกรรมเช่นนี้ ขัดรัฐธรรมนูญชัดเจน
* หากพรรคประชาธิปัตย์ยังคงส่งเสริมเข้าด้วยช่วยเหลือ ส่งสมาชิกเข้าร่วมวางแผน ขึ้นเวทีปราศรัย และสนับสนุนมวลชนเข้าร่วมชุมนุม ก็เท่ากับตอกย้ำว่า ไม่ได้ยึดมั่นระบบรัฐสภาตามที่เคยโอ้อวดไว้ แต่ไพล่ไปยึดระบบการเมืองข้างถนน และหันหลังให้กับระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แล้วเดินหน้าเข้าใส่ระบอบสนธิ อย่างเต็มตัว เพราะชัวร์แล้วว่า หากยังอยู่กับระบอบประชาธิปไตย และระบบรัฐสภา ต้องทำหน้าที่ฝ่ายค้านไปจนตาย
* จงรัก ภักดีราช ขอฝากไปยังพวกที่ยังหวังลมๆ แล้งๆ ว่า ทหารจะปฏิวัติรัฐประหาร หาก 5 แกนนำพันธมิตรฯ ก่อกวนบ้านเมืองจนเป็นเงื่อนไขสุกงอมให้เป็นเหตุได้ ได้โปรดใช้สติปัญญาใคร่ครวญสักนิดว่า นายทหารอย่าง พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก เป็นคนเบาปัญญาถึงขนาดที่จะยอมตนเป็นเครื่องมือของพวก 5 แกนนำพันธมิตรฯ เลยกระนั้นหรือ
* ทุกวันนี้เป็น ผู้บัญชาการทหารบก มีอำนาจครบเครื่อง และมีบารมีแผ่ไปทั่วทุกวงการอยู่แล้ว และยังมีสถานะอยู่เช่นนี้อีกอย่างน้อย 2 ปีเศษ โดยที่ไม่มีใครกล้าท้าทายแย่งชิงเก้าอี้ ตัวนี้ ก่อนเวลาที่กำหนดไว้โดยกฎหมาย และยังมีนายกรัฐมนตรีค้ำประกันให้อีก แล้วจะมีเหตุผลอันใดที่ทำให้ผู้บัญชาการทหารบกพลีกายพลีใจไปร่วมกับพวกนักคิดแนวรัฐประหารอีก ถาม 3 ข้อ 1.ทำแล้วบ้านเมืองได้อะไร? 2.กองทัพได้อะไร? 3.ใครได้ประโยชน์?
* บรรทัดนี้ขอแสดงความเสียใจ เสียดาย ต่อการลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีของ จักรภพ เพ็ญแข และขอ แสดงความคารวะต่อการเสียสละอันมีคุณค่ายิ่งต่อการรักษาระบอบประชาธิปไตย ของยอดนักสู้แห่งสังเวียนสนามหลวงคนนี้ ด้วยหัวใจ
ร่วมต้าน สื่อเลว!
ซ้ำร้ายกว่านั้น มีการบิดเบือนข้อมูลข่าวสารอย่างหน้าด้านๆ ไร้ยางอาย ไม่สมควรที่จะเป็นสื่อสารมวลชนอีกต่อไป
ยกตัวอย่างกรณีที่มีนักข่าวกลุ่มหนึ่ง อ้างตัวว่าเป็นผู้แทนสมาคมวิชาชีพ มาสัมภาษณ์บรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ แต่เรื่องราวการสัมภาษณ์กลับไปโผล่ในหนังสือพิมพ์คม ชัด ลึก เป็นการหลอกลวงอย่างชัดแจ้ง เท่านั้นยังไม่พอ ยังได้มีการลงเนื้อหาการให้สัมภาษณ์ที่บิดเบือนอย่างชัดเจน โดยจงใจที่จะรายงานข่าวว่ามีนักการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องกับการลงทุนอยู่ด้วย
เหลือบไปเห็นรายชื่อคนทำเรื่องราวเลวทรามต่ำช้าแบบนี้ เลยถึงบางอ้อ
“เสถียร วิริยะพรรณพงศา”
ผู้รายงานข่าวแกนนำม็อบพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย พูดจาจาบจ้วง ส่อว่าจะหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ใน ครั้งก่อนโน้น นั่นเอง ซึ่งส่งผลให้มี ประชาชนผู้รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ไม่พอใจ ต้องไปปิดล้อมอาคารสำนักงานของสื่อในเครือเดอะ เนชั่น เพื่อสอบถามความจริง และขอให้ดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อไม่ให้กระทบต่อสถาบันสูงสุด
เรื่องนี้คงเป็น คดีความค้างคาอยู่ในโรงในศาล ที่ศาลท่านจะเมตตาตัดสินกันอย่างไร
แต่หากจะใช้บรรทัดฐานของคดีความก่อนหน้า
การที่ทำหนังสือขอพระราชทานอภัยโทษในกรณีที่ลงข่าวนี้ พร้อมกับประกาศปิดหนังสือพิมพ์ 3 วัน เท่ากับยอมรับผิดอยู่แล้ว
แต่เหตุการณ์ยังไม่ผ่านพ้นไป ได้พอหายใจหายคอ คนคนเดียวกันนี้ กลับนำบทสัมภาษณ์ที่บิดเบือนมานำเสนออีกครั้งหนึ่ง โดยครั้งนี้เกิดขึ้นกับบรรณาธิการประชาทรรศน์ คนในแวดวงสื่อด้วยกันเอง
มันแสดงให้เห็นถึง เจตนา อย่างชัดแจ้ง ของผู้มาสัมภาษณ์
หลอกลวงว่าจะสัมภาษณ์ไปลงในสารของสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ใน วารสารชื่อ “ราชดำเนิน” โดยอ้างตัวว่าเป็น ฟรีแลนซ์ ของสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย
แต่ดันเอาเรื่องไปลงในหนังสือพิมพ์คม ชัด ลึก ซึ่งเป็นการผิดมารยาทอย่างร้ายกาจ เพราะไม่ได้ขออนุญาตเจ้าตัวผู้ให้สัมภาษณ์ก่อน
เท่านั้นยังไม่พอ!!!
พยายามบิดเบือนข้อความในการสัมภาษณ์ว่า มีนักการเมืองเกี่ยวข้องเป็นนายทุนให้กับหนังสือพิมพ์ฉบับนี้ หวังจะโยงไปถึงว่า เป็นการกระทำที่ขัดกับรัฐธรรมนูญ ทั้งที่เขาพูดอย่างหนึ่ง เอาไปเขียนอีกอย่างหนึ่ง
เลวทรามต่ำช้าไหม นี่หรือจริยธรรมนักข่าว ผู้สื่อข่าว
โทรศัพท์มาขอโทษสักคำ หรือจะเดินทางมาขอขมา ยังไม่มีเลย
“เสถียร วิริยะพรรณพงศา” ถูกชักนำเข้ามาสู่วงการโดย “นายสุริยะใส กตะศิลา” พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ใช่หรือไม่ โดยไปอยู่กับ นสพ.แนวหน้า เป็นเล่มแรกใช่ไหม จากนั้นจึงย้ายไปอยู่สื่อในเครือ “เดอะ เนชั่น”
มีสื่ออีกมากมายที่สนิทสนมกับ นายสุริยะใส กตะศิลา เป็นรีไรเตอร์ในหนังสือพิมพ์หัวการเมืองเอียงกระเท่เร่เล่มหนึ่งก็มี
เป็นนักข่าวในสนามข่าวที่นายสุริยะใสฝากฝังชีวิตเอาไว้ จำนวนมากมาย
จึงไม่ต้องแปลกใจว่าทำไม สื่อสารมวลชน ในประเทศไทย จึงกลายเป็นเสนอข่าวเลือกข้าง หรือเข้าข้างฝ่ายสนับสนุนการปฏิวัติรัฐประหาร กันนักหนา

“บ้านป่าเมืองเถื่อน” นัยที่ต้องมาตั้งสติกันใหม่
การประกาศของนายกรัฐมนตรี นายสมัคร สุนทรเวช เมื่อเช้าวันเสาร์ที่ 31 พฤษภาคม ด้วยสาระเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่สะพานมัฆวานรังสรรค์
“ไม่มีความชอบธรรม สร้างความเดือนร้อนให้กับประชาชน กระทั่งเป็นการปิดกั้นการจราจร และเส้นทางเสด็จพระราชดำเนิน" ซึ่งนายกรัฐมนตรี ระบุ จะไม่ยินยอมให้กลุ่มพันธมิตรฯ ชุมนุม ณ ที่แห่งนั้น อย่างแน่นอน
และพลันที่สิ้นประโยคนี้ ก็ถูกตีความในทันทีว่า รัฐบาลกำลังจะใช้อำนาจหน้าที่ตามกฎหมายเข้าดำเนินการสลายการชุมนุม
สายตาและความรู้สึกของผู้คนทั้งประเทศ จึงจับจ้องลุ้นระทึกกันไปทั่ว...!!!
บ้างก็อยากให้ดำเนินการเฉียบขาดกับแกนนำพันธมิตรฯ .... บ้างก็ไม่เห็นด้วยต่อการใช้กำลัง ซึ่งแน่นอนว่า ความเห็นของทั้ง 2 ฝ่าย ยังคงอยู่ที่ 2 ขั้วของความคิด
หนึ่งก็คือ ฝ่ายที่ให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ สนับสนุนให้ดำเนินการตามกฎหมาย และอีกหนึ่งก็คือ ฝ่ายที่ต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โจมตีรัฐบาลไม่ชอบธรรมหากใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุม
แต่แล้วเมื่อข่าวสารด้านรัฐบาลเริ่มแผ่วเบาลง พร้อมปฏิเสธไม่ประสงค์เข้าสลายการชุมนุม และดูจะต้องจำยอมปล่อยให้กลุ่มพันธมิตรฯปักหลักอยู่ต่อไปตามใจชอบ ปรากฎเด่นชัดขึ้น
ความรู้สึกของประชาชนก็เริ่มสับสนต่อการทำหน้าที่ของรัฐบาลในทันที....???
และความสับสนที่ว่า ก็กำลังจะกลายเป็นเสียงที่เคยสนับสุนนรัฐบาลอย่างท้วมท้น พลิกข้างไปเป็นเสียงที่รัฐบาลกลับจะต้องถูกวิพากษ์วิจารณ์ในอีกทิศทางหนึ่ง นั่นก็คือ “ไร้น้ำยา”
แต่กระนั้นก็ตาม คำถามที่เกิดขึ้นในสังคม ก็ยังคงไม่หยุดนิ่งอยู่เพียงแค่รัฐบาลไร้น้ำยา เท่านั้น...???
เพราะภายใต้ความสับสน ย่อมต้องกลายเป็นความสงสัยขึ้นด้วยว่า แล้วเหตุใดรัฐบาลจึงออกอาการอ่อนปวกเปียกได้ถึงเพียงนี้....???
อ่อนปวกเปียก ที่แม้เวทีของกลุ่มพันธมิตรฯจะใช้ความก้าวร้าว หยาบคาย สุดลิ่มทิ่มตำอย่างเหลือคณานับ ทั้งด่าทอ ทั้งโกหก บิดเบือน แต่รัฐบาลก็มิกล้าแตะต้อง
อ่อนปวกเปียก ที่แม้คนทั้งประเทศจะแลเห็นอย่างชัดเจนต่อพฤติกรรมของกลุ่มพันธมิตรฯ ถือไม้ ถือพอง ถือโล่ สวมหมวกกันน็อก เสมือนกำลังสร้างกองกำลังพิเศษขึ้นเพื่อพร้อมต่อกรต่อสู้กับเจ้าหน้าที่รัฐ แต่รัฐบาลก็ยังเพิกเฉย
อ่อนปวกเปียก จนกลายเป็นว่า กลุ่มพันธมิตรฯ กระทำการใดก็ได้ตามใจชอบ กลุ่มพันธมิตรฯ กระทำการใดก็ได้ เหนืออำนาจที่รัฐบาลได้รับมอบหมายจากเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนเข้ามาทำหน้าที่บริหารประเทศ
หรือแม้กระทั่ง กลุ่มพันธมิตรฯกระทำการใดก็ได้ เพื่อล้มล้างรัฐบาล ตามแถลงการณ์ที่ระบุไว้อย่างชัดเจน....!!!
สอดรับอย่างมีนัยยิ่ง เมื่อผลการวิจัย “อารมณ์ความรู้สึกของสาธารณชนต่อเหตุการณ์บ้านเมืองขณะนี้” ของ เอแบคโพล ที่ทำกรณีศึกษาตัวอย่างคนไทยใน 15 จังหวัดของประเทศ ทั้งในเขตเทศบาลและนอกเขตเทศบาล
ได้แก่ กรุงเทพฯ สมุทรปราการ เชียงใหม่ อุตรดิตถ์ สมุทรสาคร ระยอง อยุธยา นครปฐม ชลบุรี นครพนม ชัยภูมิ บุรีรัมย์ ขอนแก่น ภูเก็ต และสงขลา จำนวน 3,487 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 25 -31 พฤษภาคม 2551 และพบว่า
ประชาชนอยากเห็นสื่อมวลชนเสนอข่าวให้คนไทยรู้สึกดีต่อกันเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 81.7 มาอยู่ที่ร้อยละ 86.5
ประชาชนเชื่อว่า ความสงบสุขจะทำให้ประเทศไทยผ่านพ้นวิกฤตต่างๆ ไปได้จากร้อยละ 80.3 มาอยู่ที่ร้อยละ 83.7
ประชาชนวิตกกังวลต่อปัญหาเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 62.4 ในเดือนมีนาคม มาอยู่ที่ร้อยละ 79.6 ในเดือนพฤษภาคม
ประชาชนวิตกกังวลต่อเหตุการณ์บ้านเมืองเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 58.2 มาอยู่ที่ร้อยละ 85.5 และคิดว่าการแบ่งขั้วทางการเมืองทำให้สังคมไทยแตกแยกเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากร้อยละ 57.1 มาอยู่ที่ร้อยละ 60.3
ที่สำคัญ ผลสำรวจระบุ ประชาชนมองว่าสังคมไทยกำลังเข้าใกล้สภาพ “บ้านป่าเมืองเถื่อน”เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 53.9 ในเดือนมีนาคม มาอยู่ที่ร้อยละ 74.8
สำหรับสาเหตุของการใช้ความรุนแรงในการชุมนุม ผลสำรวจพบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 79.1 ระบุมาจากการท้าทาย ยั่วยุ ข่มขู่
รองลงมาคือ ร้อยละ 72.2 ระบุ เป็นเพราะการขาดสติ ไม่ยับยั้งชั่งใจ ร้อยละ 70.8 ระบุ เป็นการกระทำของมือที่สามสร้างสถานการณ์ ร้อยละ 65.2 ระบุ เป็นเพราะความเครียด
ร้อยละ 64.9 ระบุ เป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่ ร้อยละ 59.0 ระบุ เป็นการกระทำของฝ่ายผู้ชุมนุม ร้อยละ 57.4 เป็นเพราะการพกพาและใช้อาวุธ และร้อยละ 56.3 ระบุ เป็นเพราะจากการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชน
และเมื่อผลสำรวจถามถึงทางออกของปัญหาการเมืองขณะนี้ พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 80.2 ระบุ ความมีสติสัมปชัญญะ ใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์
รองลงมาคือ ร้อยละ 75.4 การยอมถอยคนละก้าว ร้อยละ 72.7 ระบุ รู้จักการให้อภัย ร้อยละ 69.3 ระบุ การให้โอกาสแก่กันและกัน ร้อยละ 68.3 ระบุ กระบวนการยุติธรรม ร้อยละ 67.6 ระบุความอดทนอดกลั้น
ร้อยละ 57.9 ระบุ ความเสียสละ ร้อยละ 54.2 ระบุ การปลุกจิตสำนึกความรักชาติ ร้อยละ 53.8 ระบุ ความเข้มงวดของเจ้าหน้าที่รัฐ และร้อยละ 51.1 ระบุ การไม่แทรกแซง ไม่ใช้อำนาจบาตรใหญ่ข่มขู่
ทั้งหมดเมื่อเอามาร้อยเรียง เทียบเคียงกันดูแล้ว ความน่าสนใจจึงอยู่ที่ความคิดเห็นว่า“สังคมไทยมีความเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อนมากขึ้น” ซึ่งเป็นผลต่อเนื่องมาจากการท้าทาย ยั่วยุ ข่มขู่ ใช้อำนาจบาตรใหญ่ ไม่เคารพกติกาบ้านเมือง และมีสื่อมวลชนปลุกเร้าอยู่ด้วย
มาถึงวันนี้ ไม่ว่าจะมีใครหดหู่ ไม่ว่าจะมีใครเริ่มสิ้นศรัทธาต่อการทำหน้าที่ของรัฐบาล มากน้อยขึ้นเพียงใด
ก็คงจะบอกได้เพียงว่า “เราคงต้องมาตั้งสติกันใหม่” และเรายังคงต้องมีศรัทธาต่อการทำหน้าที่ของรัฐบาลต่อไป เพื่อต่อสู้กับความไม่ชอบธรรมที่คาดว่า จะได้ใจและรุกไล่มากขึ้นเป็นลำดับ....
พร ภัทร
แนวร่วมมุมกลับของพันธมาร?
หลังการออกมาชี้แจงของนายกรัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวช ที่มีต่อการชุมนุมของพันธมิตร เราได้เห็นธาตุแท้ของ สื่อที่อ้างว่าตนเป็นทีวีสาธารณะอย่าง “ไทยพีบีเอส” ที่เสนอภาพ และทิศทางข่าวโน้มเอียงไปในทางที่ว่า “รัฐบาลจะใช้ความรุนแรงปราบปรามประชาชนกลุ่มพันธมิตรที่ชุมนุมอย่างสงบ” ภาพที่นำเสนอทำให้ประชาชนผู้ดูรายงานข่าว รู้สึกราวกับว่า เหมือนได้เห็นเหตุการณ์พฤษภาทมิฬกลับมาอีกครั้ง
ประเด็นของการเสนอข่าว รายการสัมภาษณ์บุคคลต่างๆ อยู่ที่ประเด็นเดียวคือ การสร้างภาพให้รัฐบาลคือผู้ที่จะใช้กำลัง ใช้ความรุนแรงเข้าสลายการชุมนุมโดยสงบของประชาชน ซึ่งเป็นประเด็นที่สอดคล้องและเข้ากันได้ดี กับ “สาร” ที่แกนนำพันธมิตรฯ สื่อออกมา
ราวกับว่า สื่อช่องนี้ เป็นสาขาหนึ่งของสื่อพันธมิตรฯ อย่างไรอย่างนั้น
นอกจากสื่อที่กระโดดออกมาหนุนพันธมิตรฯ อย่างสุดจิต สุดใจ ประชาชนอย่างเราๆ ท่านๆ ยังได้เห็น ปัญญาชน นักวิชาการ และผู้ที่เรียกตัวเองว่า “นักสิทธิมนุษยชน” ออกมาแถลงการณ์คัดค้านบ้างก็ประณามรัฐบาลกันอย่างพึ่บพั่บ
และเราได้เห็น กลุ่มคนที่เสนอว่า พวกตนเป็นทางเลือกที่สาม ไม่เห็นด้วยกับพันธมิตร และไม่ได้สนับสนุนรัฐบาล แต่ก็ออกมายืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า รัฐบาลจะจัดการกับการชุมนุมโดยสงบของพันธมิตรฯไม่ได้ บ้างก็พูดไปถึงขนาดว่า รัฐบาลจะถูกขับไล่เหมือนกับรัฐบาลเผด็จการถนอม , นานาประเทศจะไม่ยอมรับการกระทำของรัฐบาล ฯลฯ
กลุ่มคนเหล่านี้กำลังทำอะไร ?
ประเด็นสำคัญต้องพิจารณาเพื่อให้เห็นจุดยืนของพวกเขาคือ“สาร”ที่ส่งผ่านสาธารณะ
สารที่เหมือนกันทั้งกลุ่มทั้งก้อนคือ ย้ำว่า
“รัฐบาลกำลังใช้ความรุนแรง กับประชาชนที่ชุมนุมกันอย่างสงบ , การชุมนุมเป็นสิทธิ เสรีภาพขั้นพื้นฐาน, รัฐบาลกำลังปราบปรามประชาชน”
สถานการณ์เป็นอย่างที่กลุ่มปัญญาชนเหล่านี้พูดจริงหรือ? พวกเขาเหล่านี้ มีความบริสุทธิ์ใจ ห่วงใย ต่อสถานการณ์บ้านเมือง โดยไม่เลือกข้าง ไม่เข้าข้างฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่ง เป็นทางเลือกที่สามให้แก่สังคมได้จริงหรือ?
คำตอบ คือ ไม่
ปัญญาชน กลุ่มก้อนเหล่านี้ ที่บอกว่าตัวเองเป็นกลาง กำลังเป็นแนวร่วมให้กับพันธมิตรฯ
ทำไมจึงบอกเช่นนั้น
เพราะ กลุ่มคนเหล่านี้ มองเห็นเพียงแต่ “เปลือก”ที่ห่อหุ้ม สิ่งที่พวกเขาเรียกว่า “ความรุนแรง”
เพราะพวกเขา ลืมตามองเพียงด้านเดียว และวิเคราะห์ความรุนแรงเพียงแค่เชิงกายภาพ พวกเขาไม่ได้ลืมตามองสาเหตุ ใจกลางของปัญหาที่แท้จริงว่า “การชุมนุม เคลื่อนไหว ข้อเรียกร้อง เป้าหมายของพันธมิตรฯ คือความรุนแรงเชิงโครงสร้าง ที่สร้างความเสียหายมากกว่า การปะทะกันของกลุ่มคนเมื่อวันที่ 25 ที่ผ่านมา รุนแรงมากกว่า รัฐบาลจะใช้อำนาจตามกฎหมายจัดการกับการชุมนุม
เพราะเป้าหมายที่แท้จริงของพันธมิตรฯคือ “การโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน “ คือ “การเรียกหาการรัฐประหาร” โดยใช้วิธีการ บิดเบือนข้อมูล ใส่ความฝ่ายตรงข้าม และใช้วิธีการที่สกปรกที่สุดคือ การแอบอ้าง “ความจงรักภักดี” ทำลายผู้คนอื่นที่คิดต่างจากกลุ่มตน
จึงน่าสมเพชกับ”สาร”ที่สื่อถึงการชุมนุมของพันธมิตรฯ ที่มีเป้าหมายเพื่อล้มล้างระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา สนับสนุนการรัฐประหาร พิทักษ์รัฐธรรมนูญของเผด็จการว่าเป็นการแสดงออกบนวิถีทางประชาธิปไตย เป็นการชุมนุมโดยสงบไม่มีความรุนแรง และอ้างหลักการสิทธิ เสรีภาพ ไปอธิบายสร้างความชอบธรรมให้กับการชุมนุมของพันธมิตรฯ
หากจะดำรงตนอย่าง”เป็นกลาง” อย่างเป็นปัญญาชน นักสิทธิมนุษยชนจริงๆ คงต้องตั้งคำถามและทบทวนกับ “วิธีคิด” ของตัวเองก่อน ก่อนที่จะสำราก “สาร” ออกมาต่อสาธารณะ
เพราะ”สาร”ที่ส่งผ่านมานั้น คือการทำให้พันธมิตรฯ ชอบธรรมมากยิ่งขึ้นที่จะชุมนุม และบรรลุเป้าหมาย
อย่าทำตัวเป็น “อีแอบ” ซุกตัวในนามของปัญญาชน สื่อ นักสิทธิฯ นักสร้างทางเลือกที่ 3 โดยสวมเสื้อคลุมว่าเป็นกลาง อีกต่อไปเลย
ยอมรับเถิดว่า สิ่งที่ทำอยู่คือการเป็นแนวร่วมให้กับพันธมิตรฯ เพื่อทำลายประชาธิปไตยนั่นเอง
คนไทยหรือเปล่า?
ความตอนหนึ่งว่า...เมื่อวานผมอธิบายชัดเจน ที่พูดไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง แต่เมื่อพูดไปแล้วสถานีโทรทัศน์สองช่องที่ไม่ชอบขี้หน้ารัฐบาล ก็ไปเสนอข่าว ทีแรกผมจะไปสุพรรณบุรี ไปดูเขาเกี่ยวข้าว เมื่อพูดเสร็จก็ไป อ.ต.ก. ไปจ่ายของ นักข่าวก็ตามไปถ่าย ไม่รู้จะตามไปทำไม พ่อค้าแม่ค้าก็เคือง เอาดอกไม้มาให้กัน เสร็จแล้วผมก็ไปเยี่ยมลูกสาว ก็ไปบอกว่าผมเครียด เข้าโรงพยาบาล โถ ลูกสาวออกลูก ผมก็ต้องไปเยี่ยมหลาน นักข่าวก็ไปกันเต็มโรงพยาบาล ก็ตื่นเต้นกัน
ผมก็ทำหน้าที่ปกติไม่ได้แปลกพิสดาร ที่ผมพูดคือ จะดำเนินการทุกประการ แต่กลายเป็นว่านายสมัครจุดชนวนให้บ้านเมืองร้าวฉาน เหมือนกับเร่าร้อนที่ผมพูด พอบ่าย โทรทัศน์ช่องหนึ่งก็ออกข่าว ตำรวจจะขีดเส้นบ่ายโมงสลายม็อบ ผมกลายเป็นคนร้ายในฉับพลัน
ผมโทร.ถามตำรวจว่า ไปกำหนดเวลาหรือไม่ เขาบอกว่าไม่ได้กำหนด ผมรำคาญเต็มที ออกข่าวรุนแรง ออกข่าวไปทั่วโลกว่านายกฯ ไทยสั่งสลายม็อบ นึกถึงใครไม่ได้ก็นึกถึงคุณเฉลิม ซึ่งก็ช่วยยืนยันว่าตำรวจไม่สลายม็อบ คุณเฉลิมก็เสนอข่าว ก็เป็นความปรารถนาดี กลับกลายเป็นว่า เพราะท่านเกิดหลุดมาว่าเชิญชุมนุมกันตามสบาย หนังสือพิมพ์เช้าวันนี้ก็พาดหัวว่า “รัฐกลับลำ ไม่สลายการชุมนุม” “คนแห่ร่วมพันธมิตรฯ หลังสมัครขู่ลุย เฉลิมแจ้นแก้ข่าว”
ผมไม่ได้ขู่จะลุย ขอยืนยันความหมายตามที่ผมได้พูดว่า ที่มาทำที่ตีนสะพานผิดกฎหมาย และเจ้าหน้าที่ก็ดำเนินการ ส่วนวิธีการจะทำอย่างไร เขาตกลงกันแล้ว ผมเป็นหัวหน้ารัฐบาล ปล่อยมาแล้ว 7 วัน เขาก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินต้องเสด็จฯ ไปทางอื่น นักเรียนก็เดือดร้อน คำว่าสลายไม่ใช่ แต่ตำรวจต้องไปเจรจาความว่าทำตรงนี้ไม่ได้ ขอให้รื้อออกไป ที่เน้นคือจะใช้โทรทัศน์ทุกช่องด้วย
ถ้ายอมมาถ่ายให้คนทั่วโลกได้รู้ ขอร้องว่าถนนตรงนี้อยู่ไม่ได้ เขาไม่ได้ตั้งว่าเวลาเท่าไร และการพูดจาจะออกขยายเสียงให้คนทั่วโลกได้รู้ว่าขวางตรงนี้ไม่ได้ ถ้าคุณไม่รื้อ ตำรวจก็ต้องรื้อ ไม่มีการออกไปตบตี หรือจับใครสักคน แต่ทำกันเอง ปลุกระดมกันเอง นักวิชาการก็เฮกันออกมาว่า ถ้ารัฐทำเช่นนั้นก็แพ้ บทเรียนที่ด่ากันในสหประชาชาติ ผมไม่ให้เกิด แต่จะทิ้งต่อไปไม่ได้ หน้าตารัฐบาลไทยไม่เหลือ บ้านเมืองต้องมีตัวบทกฎหมาย พวกที่มาทำควรที่จะอาย ไม่อยากจะบอกคนหยิบมือจะมาเทียบกับคน 63 ล้านคน กระบองก็ไม่มี มือถือปืนก็ไม่ใช่ ผมไม่รู้ทำไมถึงอยากให้บุกเข้าไปเยอะๆ
ผมทำหน้าที่ของผม ก็เริ่มต้นกันเรื่องนั้นเรื่องนี้ พอเหตุหมดก็มาไล่รัฐบาล ไม่มีหรอกครับ ถอยไปนั่งตรงกลางวง กลัวจะถูกจับกุม ถ้ารักเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินก็นั่งต่อ คนทั้งบ้านทั้งเมืองเขาจะได้เห็นว่าหน้าตาคนเป็นอย่างไร ที่ให้เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินต้องเสด็จพระราชดำเนินหลบไปทางอื่น ไหวไหมละครับคนอย่างนี้ คนไทยหรือเปล่าครับ
ผมบอกว่าผมพูดจากันธรรมดา ไม่ได้มีอะไรอื่นเลย ไม่ได้มีอะไรแอบแฝงเคลือบแคลง พูดจาอธิบายชัดเจน เป็นหน้าที่ของคนเป็นนายกรัฐมนตรี อยากให้นักวิชาการประกาศเลย การไปนั่งขวางทำให้เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินเดือดร้อน โทรทัศน์ช่องที่ศาลคุ้มครองนั่นแหละครับ ที่ปลุกระดม ผมยังยืนยันเหมือนเดิมไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ตำรวจต้องดำเนินการ
ผมกลายเป็นคนร้ายไปฉับพลัน รีบโทร.ถามตำรวจ เขาก็บอกว่าไม่ได้พูด ก็รำคาญเต็มที ออกข่าวกันรุนแรงมากทุกที ผมบอกให้ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ช่วยบอกด้วยว่า ตำรวจยังไม่ได้ยืนยันว่าจะสลายม็อบ ที่พูดทุกอย่างก็เป็นความปรารถนาดีของ ร.ต.อ.เฉลิม แต่ท่านก็หลุดมาว่า “เชิญชุมนุมกันต่อไปตามสบาย” คนที่ทำงานกันอยู่ก็งง ว่าเอายังไงกันแน่ ผมไม่ได้ขู่ว่าจะลุย แต่ผมบอกว่ามันผิดกฎหมาย ที่ปิดสะพานมัฆวานรังสรรค์ คำว่าสลายม็อบไม่เคยมีการใช้ แค่บอกว่ามาทำอย่างนี้ไม่ถูกต้อง
รัฐบาลพร้อมแก้ปัญหาราคาข้าว
เมื่อวานผมตั้งใจไปดูชาวนาเกี่ยวข้าว หลายเรื่องหลายรูปหลายแบบ ข้าวใหม่ ข้าวเก่าเก็บไว้ จนเป็นข้าวเก่าจริงๆ สต๊อกของรัฐบาล 2.1 ล้าน เก็บไว้นานจนไม่มียาง คนจะซื้อก็ต้องการของใหม่ ข้าวเก่าในสต๊อกมากมายก่ายกอง กินข้าวเก่าไม่มียาง แต่ว่าเขาอยากจะกินข้าวใหม่ ผมจะต้องเอารัฐมนตรีที่มาเยี่ยมผม มาจากต่างประเทศ ซื้อหม้อข้าวมาหุงข้าวให้ดู ว่าเอาข้าวเก่า 5 ส่วนกับข้าวใหม่ สองส่วนผสมกัน แล้วมันออกมาขึ้นหม้อด้วยและมียางดีอย่างไร ทำอย่างนี้คนเป็นนายกรัฐมนตรีนะครับ ต้องพูดกับรัฐมนตรีเกษตร กับเจ้าหน้าที่และทูตที่เขามาเจรจาความเรื่องจะซื้อข้าว เขาซื้อข้าวเยอะนะครับ เขาซื้อ 500,000 ตัน คนนั้นขอซื้อ คนนี้ขอซื้อ
แต่ก็ยังมีปัญหาเรื่องราคาข้าวชาวนาตกต่ำ ปลุกระดมกัน ราคานี่แพง ไอ้นี่แพง ใส่ข้าวราคาถูก ออกข้าวถุงราคาถูกมาปั๊บ ราคาข้าวชาวนาตกต่ำ ผมถึงจะไปได้คุยกับชาวนาถึงเรื่องข้าว มีความชื้น คือชื้นเกินไปปั๊บทางรัฐมนตรีเกษตรก็จะเอาเครื่องความชื้นไปดู
ผมคิดว่าแต่ก่อนนี้ก็ตากกันแบบชาวบ้าน วางข้างๆ ถนนต่างๆ เดี๋ยวนี้ผลิตกันมากขึ้น เขาก็บอกว่าท่าข้าว ซึ่งเคยว่าชาวนามาซื้อมาขายกัน เสร็จแล้วจะชื้นอย่างไรก็จะซื้อ เราก็รู้ว่าเดี๋ยวตากแล้วรอบสองรอบก็ได้ เดี๋ยวก็เก็บได้ เดี๋ยวก็คลุมได้ ท่าข้าวก็แต่นั้นมา พอรัฐบาลไปรับซื้อรับจำนำ ไปใช้ระบบโรงสี ไปใช้ทำอะไรเข้า ท่าข้าวก็เลิกกิจการ ผมไปถามเรื่องท่าข้าว ก็บอกชาวนาทำไมไม่ขนแล้วไปตากกันที่นั่น แต่ถ้าเป็นท่าข้าว รัฐบาลทำท่าข้าวเองได้ไหม ลานคอนกรีตใหญ่ๆ ผมก็นึกว่าต้องไปถาม ต้องไปดูเองครับ เพราะจริงๆ เป็นอย่างไร
ผมไปดูเรื่องข้าว ทำไมชาวนาไม่เอารถขนข้าวไปตาก เขาบอกว่าระบบไซโลถ้ารัฐบาลมีเท่าไรก็จะนำมาขาย ไม่น่าเชื่อข้าวถุงออกไปปุ๊บ พ่อค้ากดราคาทันที คนบริโภคก็บ่นข้าวถุงราคาแพง ชาวนาก็บ่นข้าวไม่ได้ราคา ต้องมาเทียบราคาให้ดูว่าราคาขึ้นไม่มาก อย่างไรก็ตาม วันนี้ นักวิชาการจะมาถกกันเรื่องข้าวลูกผสม
ในเดือนกรกฎาคมนี้ จะมีผลผลิตข้าวนาปรังออกมาอีก 3 ล้านตัน ขณะที่มีข้าวเก่าอยู่ 2 ล้านตัน ซึ่งในส่วนของรัฐบาลต้องบริหารจัดการ ระบายขายข้าวเก่า ด้วยการชี้แจงต่อผู้ซื้อจากต่างประเทศ ว่าในการบริโภคสามารถนำข้าวเก่า 5 ส่วนมาผสมกับข้าวใหม่ 5 ส่วน สามารถหุงออกมาได้ขึ้นหม้อ อย่างไรก็ตาม ในเรื่องข้าวยังต้องมีการพัฒนาพันธุ์ข้าว ที่เรียกว่า ไฮบริด ซึ่งให้ผลผลิตต่อไร่มาก แต่ไม่สามารถนำมาทำพันธุ์ได้ ซึ่งส่วนตัวก็จะติดตามข่าวการประชุมของนักวิชาการเกี่ยวกับเรื่องนี้ รวมทั้งการนำเทคโนโลยีมาใช้ เพื่อเพิ่มผลผลิตข้าวต่อไร่ให้มากขึ้น
การก่อสร้างพระเมรุคืบหน้าไปมาก
ขณะนี้การดำเนินการจัดสร้างพระเมรุ ในการพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ มีความคืบหน้าไปมาก ทั้งในส่วนของโครงสร้างภายนอกของพระเมรุ และรายละเอียดของลวดลายต่างๆ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายได้ร่วมมือกันถวายงานเรื่องนี้อย่างเต็มที่ โดยในช่วง 2 วันหลังจากนี้ ผมจะได้ไปติดตามความคืบหน้าเกี่ยวกับงานราชรถและงานแห่ต่างๆ
รายงานช่วยจีน-พม่า
ส่วนการช่วยเหลือประเทศพม่าที่ได้รับผลกระทบจากพายุนาร์กีส ขณะนี้พม่าก็เข้าใจ ยอมให้อเมริกานำเครื่องบินลง ผมก็บอกว่าอยากให้นายบัน คี มุน เลขาธิการยูเอ็น เข้าไปดูหน่อย ซึ่ง นายบัน คี มุน จะมาประชุมที่ กทม. ก็คืบหน้า ไปดูชี้แจงอะไรทั้งหมด 47 ประเทศที่เอาสิ่งของเข้าไป เขาถามว่าสิ่งของที่ตกลงไว้ เงินบริจาคที่ไปซื้อของต้องตรงตามราชการ ซื้อเครื่องสูบน้ำ 100 เครื่อง บริษัท ซีพี เขาก็ยินดีบริจาคเครื่องสูบน้ำให้อีก 100 เครื่อง
ส่วนทางเมืองจีนก็ไปช่วยเหลือกัน มีหน่วยงานไปจัดการครับ ทางเขาก็พรักพร้อมครับ เงินบริจาคทางจีนเยอะครับ เขาก็อาจจะเขาเปิดประตูง่ายกว่าหรืออย่างไรไม่ทราบได้ครับ ก็คอยฟังสดับตรับฟังข่าว เขาก็เอาของเขาพอใช้ได้พออยู่ละครับ แต่ยังต้องหลบต้องหนี คือไหวแล้วเกิดเป็นทะเลสาบ เขาก็ต้องเอาน้ำหลบอะไรกัน ก็ฟังข่าวอยู่ครับ ทั้งหมดการบริจาคก็คงจะใช้เวลาพอสมควร รับบริจาคแล้วก็ไปช่วยเขา เท่านั้นครับเป็นความคืบหน้า
พระสังฆราชมี 1 แล้วมีท่านเจ้าพระคุณสมเด็จมี 4 สมเด็จพระพุทธาจารย์ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ สมเด็จพระวันรัต สมเด็จมหาวีรวงศ์ มี 4 ครับ ถัดไปเจ้าคณะรองคือรองสมเด็จ แต่ก่อนถ้ามี 4 เจ้าคณะรองก็มี 8 ชั้นรอง ถ้าเผื่อเรียกกันสมัยโบราณ คล่องๆ ปากเรียกว่า ชั้นพรหม พอ 8 แล้วก็ไป 16 ถัดไปก็ไปถึงชั้นเทพมี 45 ถัดไปเป็นเจ้าคุณราชมี 108 ไปถึงท่านเจ้าคุณสามัญ พระราชทานชั้นสามัญมี 324
ทั้งหมดที่ว่าเป็นพระชั้นที่มีสมณศักดิ์ ก็มีว่าชั้นฐานล่างสุดเจ้าคุณสามัญ 324 แต่เจ้าประคุณสมเด็จนั้นเพิ่มจาก 2 คือ จากสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ สมเด็จพระวันรัต สมเด็จพระพุทธาจารย์ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ เพิ่มอีก 2 ใช้ราชทินนามเดียวกันคือ สมเด็จพระญาณสังวร และสมเด็จพระธีรญาณมุนี
นอกจากนั้นอีก 4 สมณศักดิ์จะเปลี่ยนแปลงไปตามพระพุทธิวงศ์มุนี สมเด็จพระ คือเปลี่ยนหมด สมเด็จพระธีรญาณมุนี ต่อมาเวลาเจ้าประคุณสมเด็จวัดชนะขึ้นมา ก็เปลี่ยนเป็นพระมหาธีราจารย์ จนบัดนี้ คนอย่างผมซึ่งแต่ก่อนก็จำได้อย่างนี้หมด เดี๋ยวนี้ก็จำได้ไม่หมด บอกกันตรงๆ ครับ มี 8 มี 4 ซึ่งใช้ราชทินนามขึ้นมา แล้วเปลี่ยนแปลง ถ้ามรณภาพไปแล้วก็จะขึ้นสถาปนาใหม่ ก็จะมีราชทินนามใหม่
ตอบคำถามประชาชน
น้ำตาลขึ้นแล้วทำไมอ้อยไม่ขึ้นบ้าง อยากได้เงินชดเชยบ้าง - เขาต้องขึ้นครับ เวลาเขาต้องซื้อใหม่ เขาต้องตกลง ต้องขึ้นแน่นอน ใครไม่ได้ขึ้นยังไงให้มาบอกหน่อย พูดกันเรียบร้อยหมดแล้วครับ…อยากให้นายกฯ แก้ปัญหาราคาน้ำมัน - ถึงมาบอกแก้ไม่ได้ ผมไม่พูดหรอกครับ แต่ว่าเราทำกันทุกวิถีทาง ทั้งหมดนี้โรงกลั่นจะมีกำไรจากการนี้ประมาณ 3 บาท 4 บาท เขามีอย่างนั้น เขาเป็นบริษัทจดทะเบียนหลักทรัพย์ เป็นธุรกิจของเขา กำไรขนาดนั้นก็พอได้
บัดนี้โรงกลั่นสิงคโปร์เกิดอะไรไม่ทราบ ขึ้นราคาไปสูงเกินเหตุ ก็มีคนไปจับจ้องดูว่าคุณได้ตั้ง 9 บาท คุณได้ 8 บาท 9 บาท เลยมีการเจรจาความกัน บอกเขามาลดราคาให้หน่อย เขาบอกจะเอาเงินมาชดเชย ก็พูดจากันครับ ท่านรัฐมนตรีผู้หญิงนะ พล.ท. หญิง พูนภิรมย์ ลิปตพัลลภ ก็เจรจาความ ในที่สุดก็ตกลงกันได้ว่าเขาจะขายน้ำมันให้ราคาถูกกว่าธรรมดา 3 บาท และจะขายให้เป็นจำนวนพอสมควร เวลา 6 เดือน เดือนละกี่ร้อยล้านลิตรก็ว่ากันไป ก็จะไปช่วย
การเมืองภาคประชาชน ประชาชนสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้สัญจร เข้ามาปิดถนน ก่อการวิวาท กฎหมายคุ้มครองด้วยหรือเปล่า - มีกฎหมายแน่นอนครับ ทำร้ายร่างกายกันในถนนก็มีกฎหมายครับ ไปจับไปกุมใครเข้า ตำรวจก็จะต้องดูตามจังหวะจะโคน คือต้องการจะให้จลาจลกับบ้านเมืองนี้ละครับ เป้าหมายคือว่า ให้รัฐบาลนี้พ้นไปเสีย
ผมก็ร้องถามว่า ต่อไปจะให้ทำอย่างไร รัฐบาลนี้พ้นไปจะให้ใครเป็นรัฐบาล จะเลือกตั้งกันใหม่ หรือจะทำอะไรยังไง มันไม่มีท่าเลย ผมย้ำว่ามันต้องมีเหตุ ต้องมีความไม่บังควรเกิดขึ้นในบ้านเมือง จึงจะต้องทำอะไรกันอย่างนั้น นี่มันไม่มีอะไรยังไงเลย ไม่ชอบใจเรื่องแก้รัฐธรรมนูญ ไม่ชอบใจเรื่องคนนั้นคนนี้ ชนวนหมดดับไปก็เหมา บอกว่าให้ไล่รัฐบาล เรื่องนี้บอกว่าประชาชนเดือดร้อนผมจึงต้องแก้ไขปัญหา
ประชาชนสามารถลงชื่อถอดถอน ส.ว. ส.ส. ที่ไปร่วมกับพันธมิตรฯ ได้หรือไม่ - เรื่องนี้ถ้าเผื่อว่าเขามาถอดถอน ส.ส. ที่ยื่นแก้รัฐธรรมนูญได้ ก็ต้องยื่นได้เหมือนกัน ถ้ารวบรวมต้องได้เหมือนกันครับ…รายการ ASTV ใช้ภาษาหยาบคาย ทำไมถึงไม่สั่งให้ปิดเสียที - ปิดไม่ได้ครับ ศาลท่านสั่งคุ้มครองไว้ ขอย้ำครับ ต้องทนฟัง ถ้าไม่อยากดูก็อย่าไปเปิดดูเขาเท่านั้นเองครับ ผมก็จำเป็นต้องดู เพราะอยากรู้ว่าเขาด่ายังไงบ้าง เขาออกอากาศได้อยู่ทุกวันนี้เพราะศาลท่านสั่งคุ้มครองครับ คุ้มครองมา 2 ปีแล้วครับ
สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ยังเป็น ส.ส. หรือเปล่า – ยังเป็นอยู่ครับ เป็น ส.ส. จะมาชุมนุมให้คนอื่นเขาเดือดร้อนทำไม ถ้าอยากชุมนุมต้องลาออกจากการเป็น ส.ส. - ก็เอาข่าวนี้ผ่านจากผมไปแล้วกัน คำถามนะครับ ผมไม่ได้เป็นคนพูดเรื่องนี้ ท่านถามมาผมก็อ่านให้ฟัง อยากให้นักข่าวไปสัมภาษณ์ผู้นำม็อบ 5 คน ว่าทางพระราชวงศ์จะเสด็จฯ เส้นทางจะปิดล้อมทำไม - ครับ ผู้สื่อข่าวไม่ถามเรื่องพรรค์นี้ครับ
ผมก็อยากจะถามผู้สื่อข่าวเหมือนกันว่า ทำไมไม่ไปถามเรื่องพรรค์นี้ ขอบคุณครับที่ตั้งชนวนอันนี้ให้ ผู้สื่อข่าวฟังแล้วก็ช่วยกรุณาหน่อยครับ พันธมิตรฯ กู้ชาติ อยากทราบว่าใครขายชาติ ขายได้เท่าไร พันธมิตรฯ จะเอาอะไรมากู้ชาติ เป็นกำลังใจนายกฯ - ครับ ก็ใช้กันพร่ำเพรื่อละครับ กู้ชาติๆๆ ไม่รู้ว่าชาติล่มไปตั้งแต่เมื่อไร
อยากให้รัฐบาลแก้ปัญหาเรื่องประท้วงให้ชัดเจน เพราะประชาชนเดือดร้อน - ก็เริ่มดำเนินการละครับ และได้ทำชัดเจน บอกชัดเจนนะครับไม่มีทุบ ไม่มีตี ไม่มีจับ ไม่มีกุม แต่จะไปขอร้องว่าคุณอยู่ตรงนี้ไม่ได้ คุณทำผิดกฎหมาย อยากให้รัฐบาลจัดการพวกประท้วงให้เด็ดขาด - ยังไม่ทันจะทำอะไรละครับ เขาจัดการล่อกันเอง ไม่มีละครับจะสลายม็อบ จะให้นั่น คำว่าสลายยังใช้ไม่ได้ละครับ ม็อบเขาศักดิ์สิทธิ์ครับ ใครจะไปแตะไปต้องอะไรยังไงเข้า คนเดือดร้อนเข้ามาออกรับกันมากมายก่ายกอง บรรดานักวิชาการทั้งหลายนั่นละครับ เพียงแต่ว่าเขาบอกขีดเส้นห้าโมงเย็น บอกรัฐบาลแพ้แล้ว
อย่างนี้ไม่ไหวหรอกครับ ไม่ได้หรอกครับ ขอย้ำนะครับว่าทุกอย่างจะเป็นไปเหมือนที่ผมได้พูดไว้เมื่อวานนี้ และผมก็ยืนยันว่าจะทำทุกอย่างตามกฎหมาย ไม่มีการไปตบไปตีไปขับไปไล่ใครทั้งสิ้น จะต้องไปขอร้องว่าต้องย้ายออก และการดำเนินการนั้นจะถ่ายทอดให้ดูถึงองค์การสหประชาชาติเลยครับว่า เราจะดำเนินการกับคนที่มาขัดขวางการสัญจรของประชาชน เขามีความเดือดร้อน หน้าตาเป็นยังไง อาทิตย์หน้าเจอกันใหม่นะครับ สวัสดีครับ
คนไทย?
ที่ยืนยันผ่านสถานีโทรทัศน์ NBT ว่าจะปล่อยให้มีการชุมนุม กีดขวางการจราจร สร้างความเดือดร้อนรำคาญให้พี่น้องประชาชนที่ต้องใช้เส้นทางสัญจร รวมไปถึงปล่อยให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญต่อชุมชนและโรงเรียนในย่านนั้น ต่อไปอีกไม่ได้
คำแถลงข่าวดังกล่าวได้ถูกตะแบงออกไปว่า จะมีการใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุมด้วยความรุนแรง
เป็นการฉกฉวยโอกาสของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่นำเอามาหลอกกลุ่มผู้ชุมนุมที่เชิงสะพานมัฆวานให้รู้สึกฮึกเหิมและขณะเดียวกันก็ใช้เป็นข้ออ้างในการเรียกคนออกมาชุมนุมให้มาก
เป็นความพยายามในการแปรวิกฤติให้เป็นโอกาสอย่างได้จังหวะ ที่อาจมองได้ว่านายกรัฐมนตรีผิดพลาดหรือไม่ที่ออกไปป่าวประกาศ
บ้างก็ว่าไม่น่าจะไปบอกให้รู้ตัว แล้วอาศัยช่วงทีเผลอเข้าจับกุมแกนนำทั้ง 5 คน ให้หมดฤทธิ์ หมดเดช ก็เป็นอันจบเรื่องราว
การที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ-ทหาร ไม่ได้ใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุม ทำเอาบรรดาผู้รักประชาธิปไตย ที่ออกแนวฮาร์ดคอร์ พากันผิดหวังไปตามๆ กัน และมีการโพสต์ข้อความต่อว่านายกรัฐมนตรีกันสนั่นเว็บไซต์
ที่รัฐบาลไม่ลงไม้ลงมือกับพวกป่วนเมือง แถม ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย ยังออกมาสำทับว่ารัฐบาลไม่เคยมีแนวคิดในเรื่องดังกล่าว และเชื้อเชิญให้ชุมนุมกันตามสบาย
คำประกาศยืนยันของ รมว.มหาดไทย เชื่อว่าทำเอาหลายคนกินไม่ได้ นอนไม่หลับ เพราะหลงคิดว่ารัฐบาลยอมจำนนให้กับกลุ่มพันธมิตรฯ เสียแล้ว
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรฯ ออกมาประกาศชัยชนะแต่เช้าตรู่ ตามด้วยหนังสือพิมพ์หลายฉบับที่พุ่งเป้าถล่มรัฐบาล ด้วยข้อกล่าวหาว่ากลับลำ ไม่กล้าปราบปรามม็อบขวางถนน
แต่เมื่อได้ฟังนายกรัฐมนตรีออกมาพูดชัดๆ อีกครั้ง ผ่านรายการ “สนทนาประสาสมัคร” จึงได้ถึงบางอ้อว่า จุดยืนของรัฐบาลต่อการชุมนุมยังครบถ้วนเหมือนเดิมทุกประการ
ว่าคนเพียงส่วนน้อยจะมาทำให้คนส่วนใหญ่ได้รับความเดือดร้อนไม่ได้ และนายสมัคร ในฐานะผู้นำรัฐบาล ก็ยืนยันชัดเจนว่าจะไม่ปล่อยให้เหตุการณ์ทำนองนี้เกิดขึ้นในบ้านเมือง
แต่จะดำเนินการอย่างไร เป็นเรื่องของฝ่ายที่รับผิดชอบจะเป็นผู้ดำเนินการตามแผนและแนวทางที่มีการวางเอาไว้แล้ว
บนหลักการที่ย้ำมากคือจะต้องไม่ให้เกิดการสูญเสีย ทุกอย่างต้องเป็นไปด้วยความละมุนละม่อม และเริ่มต้นด้วยการเจรจาทำความเข้าใจกันก่อนเป็นอันดับแรก
พูดง่ายๆ ก็คือว่า หากแกนนำการชุมนุมพูดจา “ภาษาคน” เข้าใจง่ายๆ ทุกอย่างก็จะสงบจบลงได้ด้วยดี ส่วนจะมีข้อบกพร่องของรัฐบาลเกิดขึ้นอีกอย่างหนึ่งอย่างใดในวันข้างหน้า ก็ว่ากันใหม่
เพราะข้ออ้างในการออกมาชุมนุมครั้งนี้ได้หมดความชอบธรรมไปแล้วตั้งแต่ร่างแก้ไข รธน. ตกไป ตามด้วยการลาออกของ นายจักรภพ เพ็ญแข
หากกลุ่มพันธมิตรฯ ยังมีสติ ยังมีสัจจะอยู่บ้าง ก็น่าจะรู้ดีว่าควรจะทำอย่างไรต่อไป
ไม่ใช่ดึงดันปักหลักชุมนุม แล้วก็หาเหตุผลข้ออ้างใหม่ๆ ออกมาหลอกลวงประชาชนทุกวี่ทุกวัน
เพราะหากเป็นเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ เชื่อว่าไม่นานพี่น้องประชาชนก็จะจับทางได้ว่า จุดประสงค์สำคัญของการเคลื่อนไหว ที่แท้ก็ไม่ใช่การเรียกร้องเพื่อประโยชน์ของบ้านเมือง แต่กลับเป็นเพียงการทำเพื่อตัวเองและพวกพ้อง
เชื่อว่าท่ามกลางการเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ ที่ยังคงพยายามปลุกระดมผู้คนออกมาอย่างต่อเนื่อง มีพี่น้องจำนวนไม่น้อยที่เริ่มเข้าใจ และเริ่มได้เห็นชัดแล้วว่า การชุมนุมครั้งนี้ได้มีความพยายามที่จะขยายผลออกไปเรื่อยๆ ด้วยการเติมข้อมูลเท็จเพื่อโน้มน้าวให้ผู้ฟังคล้อยตาม
เพราะหากจับความดีๆ การปราศรัยบนเวทีถ้าไม่ใช่เรื่องเก่า ก็มีแต่เรื่อง “เขาเล่าว่า” หรือ “สมมติว่า” แทบทั้งสิ้น
ฉะนัน จึงเป็นเรื่องสมเหตุสมผลแล้วไม่ใช่หรือ ที่กลุ่มพันธมิตรฯ จะต้องยุติการชุมนุมกีดขวางการจราจร เหมือนอย่างที่เจ้าหน้าที่บ้านเมืองพยายามเจรจาขอร้องมาอย่างต่อเนื่อง
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเด็นที่นายกฯ ได้พูดในรายการ “สนทนาประสาสมัคร” ถึงการใช้เส้นทางเสด็จพระราชดำเนิน
ที่เชื่อว่าคนที่อ้างรักชาติ และเทิดทูนสถาบัน คงจะเข้าใจได้ไม่ยาก...!!
บิ๊กโบ๊ต