WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, June 2, 2008

ยึดหลักกฎหมาย

ที่ใดไม่มีกฎหมาย ที่นั่นจะไม่มีเสรีภาพ เนื่องจากเสรีภาพคือการเป็นอิสระจากการถูกจำกัด ถูกกำหนดและถูกใช้ความรุนแรงโดยผู้อื่น หากปราศจากเสียซึ่งกฎหมายแล้วความเป็นอิสระ เช่นว่านี้ก็จะไม่มีอยู่ เสรีภาพไม่ใช่สิ่งที่แต่ละคนจะทำสิ่งใดๆทั้งหมดอย่างที่ตนต้องการได้ แต่เป็นเสรีภาพที่แต่ละคนจะทำ...ภายใต้การอนุญาตของกฎหมายทั้งมวลในสังคม อันเป็นเสรีภาพที่ไม่ขึ้นต่อความประสงค์ตามอำเภอใจของผู้อื่น...”

ผมเชื่อว่า หากเมืองไทยนำแนวคิดเรื่องนี้ ของจอห์น ล็อค นักปรัชญาชาวอังกฤษ มาเป็นหลักปกครองบ้านเมือง สังคมไทยก็จะเกิดความสงบสุข ไม่สับสนวุ่นวายเหมือนที่ผ่านมา

ด้วยเหตุนี้ การดำเนินการของนายกฯสมัคร ที่สั่งให้มีการบังคับใช้กฎหมาย อย่างเคร่งครัดจัดการกับกลุ่มบุคคลที่ยึดถนนสาธารณะ เป็นเวทีปราศรัย จึงถือเป็นคำสั่งที่ชอบแล้ว แม้กลุ่มผู้ชุมนุมจะอ้างว่า เป็นสิทธิในการชุมนุม โดยสงบปราศจากอาวุธตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ

แต่รัฐธรรมนูญก็ไม่ได้อนุญาตให้ไปชุมนุมกันบนท้องถนนที่เป็นเส้นทางสัญจรของ ประชาชนนับแสนนับล้านคน เพราะถ้าการชุมนุมอย่างสงบสามารถกระทำที่ใดก็ได้ ต่อไปก็จะมีคนไปชุมนุมอย่างสงบตามสี่แยกไฟแดงทั่วเมืองไทย โดยอ้างสิทธิตามรัฐธรรมนูญ

ถ้าเป็นเช่นนั้น บ้านเมืองจะไม่วุ่นวายโกลาหลไม่รู้จบรู้สิ้นหรอกหรือ

ที่ผ่านมา เมืองไทยต้องประสบกับเคราะห์กรรมจากการไปยึดถือกฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย เพียงใด ทุกคนคงรู้แก่ใจตัวเองแล้วนับจากนี้ต่อไป หากยังมีใครไม่ยำเกรงกฎหมายบ้านเมืองอีก รัฐบาลก็ต้องดำเนินการอย่างเฉียบขาด เพื่อรักษาบ้านเมืองอันเป็นของส่วนรวมเอาไว้

โดยเฉพาะหากมีความพยายามจากใครก็ตามที่ต้องการสร้างวัฒนธรรมเอ็ดตะโรข้างถนน เพื่อมาข่มขู่ตัวแทนประชาชนในสภาฯ อ้างการเมืองภาคประชาชนข้างถนน แทนที่จะเป็นการเมืองภาคประชาชนในคูหาเลือกตั้ง

รัฐบาลจะต้องไม่เกรงกลัวและไม่ยอมรับข้อเสนอใดๆทั้งสิ้น

โดยเฉพาะการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญของเสียงข้างมาก ต้องถือเป็นความชอบธรรมตามกฎหมายสูงสุดของบ้านเมือง ใครจะเอาอารมณ์ความรู้สึก ส่วนตัวมาคัดค้านอย่างไร แม้จะมีสิทธิคัดค้านได้ แต่ไม่มีสิทธิขัดขวาง เพราะรัฐธรรมนูญไม่ได้เขียนเอาไว้ว่า ห้ามแก้ไข เมื่อกฎหมายว่าไว้อย่างไร ก็ต้องว่าไปตามนั้น

ผมถือว่า กฎหมายก็คือ เสรีภาพที่ถูกต้องตามหลักการประชาธิปไตย

ข้อสำคัญ การมีความเห็นแตกต่างกันในทางการเมือง ต้องถือเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่ความผิด แต่ปรากฏว่า เสียงข้างน้อยกลับใช้ความเห็นที่แตกต่างของตัวเองไปตัดสินคนอื่นว่า เป็นคนผิด เป็นโจร เป็นคนขายชาติ

ในทางกลับกัน หากอีกฝ่ายกล่าวหาเสียงข้างน้อยว่า เป็นพวกเถื่อน ถ่อย นอกรีต ต้องการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยบ้างจะว่าอย่างไร ต่างฝ่ายต่างก็กล่าวหากันได้ทั้งนั้น แล้วจะเอาอะไรมาตัดสินชี้ขาด ถ้าไม่ใช่กฎหมาย

ส่วนเหตุผลสำคัญที่ควรแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยเร็ว อย่าปล่อยให้เป็นอนุสรณ์ ประจานการกระทำผิดต่อหลักนิติธรรมของเมืองไทย พรุ่งนี้ผมจะอธิบายให้ฟัง.

“เห่าดง”


ไม่เคยมีใบสั่งสลายชุมนุม ผบช.น.ชี้ไม่นานมีข่าวดี

พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล กล่าวเมื่อช่วงกลางดึกที่ผ่านมา (2 มิ.ย.) ถึงความคืบหน้าการเจรจากับแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยว่า มีการเจรจากันตลอด มีการบอกว่าขอให้อยู่กับที่ อย่าได้เคลื่อนไปไหน แม้จะทำผิดกฎหมายการจราจร ทั้งนี้ตำรวจกำลังพยายามแก้ไขอยู่ ส่วนสถานการณ์ขณะนี้ไม่น่าจะมีอะไร

"ยืนยันไม่มีการสลายการชุมนุม คำว่า สลายไม่เคยออกจากปากผม และไม่เคยได้รับคำสั่งจากผู้หนึ่งผู้ใด" ผบช.น. กล่าว และว่า ขอวิงวอนกลุ่มผู้ชุมนุม และแกนนำว่า เป็นไปได้อยากให้ขยับที่ เพื่อเปิดการจราจรไปอยู่บริเวณอื่น บริเวณไหนก็ได้ที่อยากจะไป โดยจะไปส่งถึงที่ด้วยความปลอดภัย ขอยืนยันด้วยเกียรติ ขอให้ช่วยกันคนละนิดละหน่อย เพราะความเดือดร้อนของสังคม ไม่ว่าจะเป็นคนทำงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กนักเรียนที่อยู่บริเวณใกล้เคียง

พล.ต.ท.อัศวิน กล่าวด้วยว่า ฝ่ายพันธมิตรฯ เริ่มเข้าใจกำลังพูดคุยกันในกลุ่มอยู่ คิดว่าประมาณ 1-2 วันจะประสบความสำเร็จในการพูดจากัน


มูลนิธิ 111 ทำบุญบ้านปากเกร็ด

วันที่ 1 มิ.ย. ที่สถานสงเคราะห์เด็กชายบ้านปากเกร็ดนายพงศ์เเทพ เทพกาญจนา ประธานมูลนิธิ 111 ไทยรักไทย ได้นำกรรมการมูลนิธิ 20 คน อาทิ นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช นายพิมล ศรีวิกรม์ นายพินิจ จันทรสุรินทร์ เลี้ยงอาหารกลางวันแก่เด็กชายบ้านปากเกร็ด โดยนายพงศ์เทพกล่าวตอนหนึ่งว่า 1 ปีที่ผ่านมา สมาชิก 111 ไทยรักไทยได้พบประสบการณ์ที่ไม่มีใครปรารถนาอยากได้พบ วันนี้เป็นโอกาสครบรอบ 1 ปีที่ศาลรัฐธรรมนูญพิพากษายุบพรรคไทยรักไทย จึงมีสมาชิกเสนอให้ทำอะไรเพื่อสะกิดเตือนจึงนัดกันมาเลี้ยงข้าวกลางวันน้องๆ ซึ่งเด็กและเยาวชนแห่งนี้ถือว่าประสบการณ์ที่หนักกว่าพวกเราจึงอยากมา ให้กำลังใจ พร้อมกันนี้ทางมูลนิธิฯได้มอบเครื่องทำน้ำเย็นแก่สถานสงเคราะห์


แกนนำพันธมิตรฯ ยืนยันไม่เคลื่อนขบวนไปไหน

กรุงเทพฯ 2 มิ.ย. - แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ยืนยันจะยังไม่มีการเคลื่อนขบวนไปไหน และจะปักหลักอยู่ที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ต่อไป

นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ได้ขึ้นเวทีปราศรัย โดยยืนยันจะปักหลักชุมนุมอยู่ที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ ซึ่งบรรยากาศโดยรวมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย แม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีกลุ่มรถจักรยานยนต์มาป่วนการชุมนุมบ้างก็ตาม แต่หลังจากนายสนธิได้ลงจากเวทีไม่นานนัก ปรากฏว่าได้มีฝนตกโปรยปรายลงมา ทำให้ผู้ที่มานั่งฟังการปราศรัยเดินทางกลับไปเกือบครึ่ง เหลือแต่ผู้ที่เตรียมอุปกรณ์กันฝนติดตัวมาด้วย ที่ยังคงปักหลักฟังคำปราศรัยของบรรดาแกนนำต่อไป ทั้งยังได้อ่านแถลงการณ์ย้ำจุดยืน และเรียกร้องในกลุ่มผู้ชุมนุมจะปักหลักชุมนุมโดยไม่เคลื่อนที่ไปไหน และเตรียมพร้อมรับมือการสลายการชุมนุม

ขณะที่เมื่อช่วงค่ำที่ผ่านมา (1 มิ.ย.) มีกลุ่มต่อต้านประมาณ 100 คน เดินทางมาจากสนามหลวง แต่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจสกัดกั้นไว้ที่บริเวณแยกผ่านฟ้า . - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-06-02 01:10:47


นายกรัฐมนตรีไทยเลี้ยง รมว.กลาโหมสหรัฐ

กรุงเทพฯ 1 มิ.ย. - รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐ แสดงความเป็นห่วงการชุมนุมของไทย และต้องการเห็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เลี้ยงต้อนรับนายโรเบิร์ต เกตส์ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐอเมริกา ที่โรงแรมพลาซ่า แอทธินี ถนนวิทยุ โดยมี พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ตัวแทนเหล่าทัพ และเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศให้การต้อนรับ ซึ่งการเดินทางมาเยือนของนายโรเบิร์ต ครั้งนี้ เพื่อสร้างความคุ้นเคยและหารือประเด็นต่างๆ ในภูมิภาค ซึ่งคาดว่าจะเกี่ยวข้องกับภารกิจทางการทหารที่ต้องมีความร่วมมือระหว่างกัน รวมทั้งสื่อให้เห็นท่าทีของสหรัฐอเมริกา ว่าเป็นห่วงการชุมนุมในประเทศไทย และต้องการเห็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

ขณะที่นายกรัฐมนตรี ได้ตรวจสอบอาหาร เครื่องดื่ม ตลอดจนการแสดงศิลปะของไทยด้วยตนเอง เพื่อให้การต้อนรับเป็นไปอย่างสมเกียรติ. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-06-01 23:11:06


สัญญาณลวง ? สลายม็อบพันธมิตร

การออกมาแถลงของ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ทางสถานีโทรทัศน์ NBT ถึงสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ทำให้หลายฝ่ายเชื่อมั่นว่า จะมีการสลายม็อบเพื่อเปิดเส้นทางจราจรและยุติการเคลื่อนไหวของกลุ่มจ้องล้มล้างรัฐบาล แต่ในที่สุดก็สร้างความผิดหวัง เมื่อท่าทีของรัฐบาลได้เปลี่ยนไปในที่สุด

โดยในตอนแรก นายสมัครได้ประกาศผ่านจอโทรทัศน์ว่า

“ผมมีหน้าที่จะต้องมาบอกให้รู้ว่า ผมจะต้องจัดการ คุณมาอยู่ตรงนี้ไม่ได้ ผิดกฎหมาย คุณมีสิทธิเสรีภาพจะไม่ชอบผม จะตำหนิติเตียนว่ากล่าวไป ถ้าเกิดรุนแรงไปผมจะไปฟ้องคดีหมิ่นประมาท แต่จริงๆ แล้วคุณใช้สิทธิตรงนี้ไม่ได้ เพราะฉะนั้นผมจะต้องดำเนินการเอาออกจากตรงนั้น คุณมาตั้งป้อมมีไม้อะไรต่างๆ คุณจะไปหาใครต่อใคร เอาคนร้ายมาสะสมไว้เพื่อจะก่อการร้ายบ้านเมือง คุณจะต้องรับกรรมในสิ่งที่คุณทำ

ผมไม่ยอมหรอกครับ และตำรวจและทหารก็ไม่ยอมด้วย อย่าหวังเลยครับ ไม่มีหรอกครับ บ้านเมืองนี้เขาต้องการความสงบ มีโอกาสพัฒนาบ้านเมืองได้ พวกคุณ 5 คนก่อกวนให้เกิดความยุ่งยากในบ้านเมือง เป็นความเสียหายอย่างยิ่ง เป็นความเสียหายอย่างยิ่ง การค้า การขาย การจะลงทุนต่างๆ เสียหายหมด พวกคุณรับผิดชอบอะไรล่ะครับ แต่ผมต้องรับผิดชอบ ผมต้องป้องกันสถานการณ์บ้านเมืองนี้ไว้ รอยแผลเป็นที่คุณสร้างมา 7 วัน ผมต้องลบออก ไม่ได้หรอกครับ”


คอลัมน์ : สามเหลี่ยมดินแดง

* หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ รายวัน ฉบับประจำ วันจันทร์ที่ 2 มิถุนายน 2551 จงรัก ภักดีราช รายงานตัวกับทุกท่าน ด้วยอารมณ์ครื้นเครงเป็นยิ่งนัก เมื่อได้ดู การแก้ผ้าล่อนจ้อนของ 5 แกนนำพันธมิตรประชาชนปล้นประชาธิปไตย

* ตลอดทั้งวันเสาร์ที่ผ่านมา หลังจากเจอ เกมเหนือชั้นของ สมัคร สุนทรเวช หลอกให้แสดงอาการของคนปากกล้า ขาสั่น 5 แกนนำพันธมิตรฯ ก็คิดสั้นๆ วางแผนปลุกระดมใช้ประชาชนเป็นโล่มนุษย์ให้กับตัวเอง เมื่อคิดว่าวาระสุดท้ายมาเยือนถึงตัว นี่น่ะหรือ ผู้นำมวลชน ที่ประกาศกร้าว ยอมอุทิศชีวิตเพื่อปกป้องปวงประชาและประเทศชาติ ถึงคราวจวนตัวก็สำแดงธาตุแท้ให้เห็น ที่แท้ก็หลอกใช้ปวงประชาผู้น่าสงสาร ปกป้องชีวิตตัวเองต่างหาก

* เด็กน้อยบางนายที่อุตริประกาศตัวเป็นแกนนำ แตกตื่นตกใจกับเกมตบโต๊ะของ สมัคร สุนทรเวช ถึงกับทิ้งเวที หนีหน้าหายหัว ตามหาตัวไม่เจอ จนป่านนี้ไม่รู้ เช็ดฉี่เล็ด เช็ดอึเรี่ยราด ในกางเกงตัวเองหมดหรือยัง หากทำความสะอาดเสร็จแล้ว ก็กลับไปสมทบที่เวทีก็แล้วกัน พี่ๆ น้องๆ ร่วมอุดมการณ์ปากกล้า ขาสั่น คงให้อภัยได้ เพราะสูเจ้ายังเยาว์นัก

* ไม่รู้ว่า เฉลิม อยู่บำรุง ไปรับแผนใครมา จึงออกปากเชิญชวนประชาชนเข้าร่วมชุมนุมกับพันธมิตรฯ ได้ตามสะดวกสบาย แต่ที่แน่ๆ ต้องไม่ใช่แผนเดียวกับ สมัคร สุนทรเวช อย่างแน่นอน และเป็นการยืนยันให้เห็นว่าแท้จริงแล้ว เฉลิม อยู่บำรุง กับ สมัคร สุนทรเวช ไม่ใช่คนในทีมเดียวกัน ในวาระการแก้ปัญหาการชุมนุมทางการเมือง เพราะจนถึงนาทีนี้ สมัครยังยืนยันห้ามปิดถนนชุมนุมอย่างเด็ดขาด

* จงรัก ภักดีราช เห็นสีหน้าแววตาของ สมัคร สุนทรเวช แล้วเชื่อว่า เจ็บปวดจริงๆ เมื่อพูดว่า “เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินต้องหลบเลี่ยงไปใช้เส้นทางอื่น ใช้เส้นทางเสด็จพระราชดำเนินตามปกติไม่ได้ เพราะถนนราชดำเนินถูกยึดเป็นสถานที่ชุมนุม” ไม่รู้ว่าคนไทยคนอื่นๆ ได้ยินแล้วรู้สึกอย่างไร เมื่อ ระบอบกษัตริย์ยังต้องหลีกทางให้ระบอบพันธมิตรฯ และพระราชวงศ์ยังต้องหลบให้กับ 5 แกนนำพันธมิตรฯ

* จำได้ว่า เมื่อครั้ง ทักษิณ ชินวัตร ถูกโค่นเก้าอี้นายกรัฐมนตรีหมาดๆ บรรหาร ศิลปอาชา แสดงความห่วงใยกับอนาคตการเมืองไทยว่า หากปล่อยให้พันธมิตรฯ ทำอะไรได้ตามใจแบบนี้ วันหนึ่งข้างหน้าสังคมไทยจะตกอยู่ใต้ระบอบสนธิ (ลิ้มทองกุล) วันนี้ชัดยิ่งกว่าชัดว่า ระบอบสนธิ ยิ่งใหญ่เพียงใดในประเทศไทย อยู่เหนือกฎหมาย และไม่มีใครกล้าดำเนินการ ทั้งๆ ที่ทำผิดกฎหมายซึ่งหน้า

* ระบอบสนธิยิ่งใหญ่กระทั่งว่า บรรหาร ศิลปอาชา ยังต้องไปร่วมประชุม 4 พรรคร่วมรัฐบาล เพราะ เกรงว่าระบอบสนธิจะล่มสลาย หากว่าตำรวจใช้อำนาจตามกฎหมายเคลียร์ถนนราชดำเนิน คืนเส้นทางเสด็จฯ ให้แก่พระบรมวงศานุวงศ์ และคืนถนนให้แก่ประชาชน ข้าราชการ และเด็กนักเรียน ได้ใช้สัญจรกันตามปกติ

* ถามแกนนำ 4 พรรคร่วมรัฐบาลสักคำเถิด ที่ไปนั่งประชุมกันในร้านอาหารจีน กดดันนายกรัฐมนตรี ไม่ให้สั่งการตำรวจดำเนินการตามกฎหมายกับม็อบพันธมิตรฯ น่ะ เพราะเห็นชอบกับการชุมนุมขับไล่รัฐบาลของระบอบสนธิใช่หรือไม่ หากมือไม่ช่วยพายก็อย่าเอาเท้าราน้ำเลย หรือ หากเห็นว่าระบอบสนธิดีกว่าระบอบประชาธิปไตย ก็ถอนตัวออกจากทำเนียบรัฐบาล ไปยืนอยู่แทบเท้า สนธิ ลิ้มทองกุล คอยรับใช้พวกก่อการร้ายระบอบประชาธิปไตย เลยจะดีไหม

* คืนวันศุกร์ที่ผ่านมา มีคนเห็น หนุ่มใหญ่ชาวใต้ รูปร่างหน้าตาละม้ายคล้ายคลึงเลขาธิการพรรคการเมือง พรรคหนึ่ง ไปนั่งบัญชาการเกมการเมืองภาคประชาชน ที่โรงแรมใหญ่แห่งหนึ่ง ใกล้เคียงกับเวทีม็อบพันธมิตรฯ หากไม่ใช่วาระสำคัญๆ จริง คงไม่มีใครได้เห็นตัว แต่จำเป็นต้องปรากฏตัวให้ได้เห็น เพราะ มีวาระที่จะต้องมานั่งนับหัวผู้ชุมนุมด้วยตนเอง หลังจากที่จ่ายไปแยะ แต่ผู้ชุมนุมมาไม่เยอะตามที่ตกลงกัน

* หลังจาก 5 แกนนำพันธมิตรฯ เปลี่ยนเป้าหมายการชุมนุม จากต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็น ขับไล่รัฐบาล ล้มล้างรัฐบาลในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งมาตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ก็ทำให้เข้าใจเป็นอื่นไปไม่ได้ นอกเสียจากว่ากำลังก่อการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจปกครองประเทศ ด้วยวิธีการที่ไม่เป็นตามรัฐธรรมนูญ พฤติกรรมเช่นนี้ ขัดรัฐธรรมนูญชัดเจน

* หากพรรคประชาธิปัตย์ยังคงส่งเสริมเข้าด้วยช่วยเหลือ ส่งสมาชิกเข้าร่วมวางแผน ขึ้นเวทีปราศรัย และสนับสนุนมวลชนเข้าร่วมชุมนุม ก็เท่ากับตอกย้ำว่า ไม่ได้ยึดมั่นระบบรัฐสภาตามที่เคยโอ้อวดไว้ แต่ไพล่ไปยึดระบบการเมืองข้างถนน และหันหลังให้กับระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แล้วเดินหน้าเข้าใส่ระบอบสนธิ อย่างเต็มตัว เพราะชัวร์แล้วว่า หากยังอยู่กับระบอบประชาธิปไตย และระบบรัฐสภา ต้องทำหน้าที่ฝ่ายค้านไปจนตาย

* จงรัก ภักดีราช ขอฝากไปยังพวกที่ยังหวังลมๆ แล้งๆ ว่า ทหารจะปฏิวัติรัฐประหาร หาก 5 แกนนำพันธมิตรฯ ก่อกวนบ้านเมืองจนเป็นเงื่อนไขสุกงอมให้เป็นเหตุได้ ได้โปรดใช้สติปัญญาใคร่ครวญสักนิดว่า นายทหารอย่าง พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก เป็นคนเบาปัญญาถึงขนาดที่จะยอมตนเป็นเครื่องมือของพวก 5 แกนนำพันธมิตรฯ เลยกระนั้นหรือ

* ทุกวันนี้เป็น ผู้บัญชาการทหารบก มีอำนาจครบเครื่อง และมีบารมีแผ่ไปทั่วทุกวงการอยู่แล้ว และยังมีสถานะอยู่เช่นนี้อีกอย่างน้อย 2 ปีเศษ โดยที่ไม่มีใครกล้าท้าทายแย่งชิงเก้าอี้ ตัวนี้ ก่อนเวลาที่กำหนดไว้โดยกฎหมาย และยังมีนายกรัฐมนตรีค้ำประกันให้อีก แล้วจะมีเหตุผลอันใดที่ทำให้ผู้บัญชาการทหารบกพลีกายพลีใจไปร่วมกับพวกนักคิดแนวรัฐประหารอีก ถาม 3 ข้อ 1.ทำแล้วบ้านเมืองได้อะไร? 2.กองทัพได้อะไร? 3.ใครได้ประโยชน์?

* บรรทัดนี้ขอแสดงความเสียใจ เสียดาย ต่อการลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีของ จักรภพ เพ็ญแข และขอ แสดงความคารวะต่อการเสียสละอันมีคุณค่ายิ่งต่อการรักษาระบอบประชาธิปไตย ของยอดนักสู้แห่งสังเวียนสนามหลวงคนนี้ ด้วยหัวใจ


ร่วมต้าน สื่อเลว!

บรรดาสื่อสารมวลชน ที่มักอวดอ้างเป็นผู้มีคุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณ กลับมิได้ทำหน้าที่ตามที่กล่าวอ้างแต่อย่างใด แฝงไว้ด้วย อคติ ในการรายงานข้อมูลข่าวสาร 2 มาตรฐาน ถามข่าวด้วยอารมณ์เข้าข้าง กลุ่มผลประโยชน์ บางกลุ่ม บางฝ่าย บางพวก โดยไม่สนใจตรวจสอบการเคลื่อนไหวที่น่าสงสัยนี้แม้แต่น้อย ทั้งที่คนทั่วบ้านทั่วเมืองเขารู้กันหมดว่ามีจุดประสงค์ เพื่อรัฐประหาร หรือ เพื่อประชาธิปไตย กันแน่!

ซ้ำร้ายกว่านั้น มีการบิดเบือนข้อมูลข่าวสารอย่างหน้าด้านๆ ไร้ยางอาย ไม่สมควรที่จะเป็นสื่อสารมวลชนอีกต่อไป
ยกตัวอย่างกรณีที่มีนักข่าวกลุ่มหนึ่ง อ้างตัวว่าเป็นผู้แทนสมาคมวิชาชีพ มาสัมภาษณ์บรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ แต่เรื่องราวการสัมภาษณ์กลับไปโผล่ในหนังสือพิมพ์คม ชัด ลึก เป็นการหลอกลวงอย่างชัดแจ้ง เท่านั้นยังไม่พอ ยังได้มีการลงเนื้อหาการให้สัมภาษณ์ที่บิดเบือนอย่างชัดเจน โดยจงใจที่จะรายงานข่าวว่ามีนักการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องกับการลงทุนอยู่ด้วย

เหลือบไปเห็นรายชื่อคนทำเรื่องราวเลวทรามต่ำช้าแบบนี้ เลยถึงบางอ้อ

“เสถียร วิริยะพรรณพงศา”

ผู้รายงานข่าวแกนนำม็อบพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย พูดจาจาบจ้วง ส่อว่าจะหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ใน ครั้งก่อนโน้น นั่นเอง ซึ่งส่งผลให้มี ประชาชนผู้รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ไม่พอใจ ต้องไปปิดล้อมอาคารสำนักงานของสื่อในเครือเดอะ เนชั่น เพื่อสอบถามความจริง และขอให้ดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อไม่ให้กระทบต่อสถาบันสูงสุด

เรื่องนี้คงเป็น คดีความค้างคาอยู่ในโรงในศาล ที่ศาลท่านจะเมตตาตัดสินกันอย่างไร

แต่หากจะใช้บรรทัดฐานของคดีความก่อนหน้า
การที่ทำหนังสือขอพระราชทานอภัยโทษในกรณีที่ลงข่าวนี้ พร้อมกับประกาศปิดหนังสือพิมพ์ 3 วัน เท่ากับยอมรับผิดอยู่แล้ว

แต่เหตุการณ์ยังไม่ผ่านพ้นไป ได้พอหายใจหายคอ คนคนเดียวกันนี้ กลับนำบทสัมภาษณ์ที่บิดเบือนมานำเสนออีกครั้งหนึ่ง โดยครั้งนี้เกิดขึ้นกับบรรณาธิการประชาทรรศน์ คนในแวดวงสื่อด้วยกันเอง

มันแสดงให้เห็นถึง เจตนา อย่างชัดแจ้ง ของผู้มาสัมภาษณ์

หลอกลวงว่าจะสัมภาษณ์ไปลงในสารของสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ใน วารสารชื่อ “ราชดำเนิน” โดยอ้างตัวว่าเป็น ฟรีแลนซ์ ของสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

แต่ดันเอาเรื่องไปลงในหนังสือพิมพ์คม ชัด ลึก ซึ่งเป็นการผิดมารยาทอย่างร้ายกาจ เพราะไม่ได้ขออนุญาตเจ้าตัวผู้ให้สัมภาษณ์ก่อน

เท่านั้นยังไม่พอ!!!

พยายามบิดเบือนข้อความในการสัมภาษณ์ว่า มีนักการเมืองเกี่ยวข้องเป็นนายทุนให้กับหนังสือพิมพ์ฉบับนี้ หวังจะโยงไปถึงว่า เป็นการกระทำที่ขัดกับรัฐธรรมนูญ ทั้งที่เขาพูดอย่างหนึ่ง เอาไปเขียนอีกอย่างหนึ่ง

เลวทรามต่ำช้าไหม นี่หรือจริยธรรมนักข่าว ผู้สื่อข่าว

โทรศัพท์มาขอโทษสักคำ หรือจะเดินทางมาขอขมา ยังไม่มีเลย

“เสถียร วิริยะพรรณพงศา” ถูกชักนำเข้ามาสู่วงการโดย “นายสุริยะใส กตะศิลา” พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ใช่หรือไม่ โดยไปอยู่กับ นสพ.แนวหน้า เป็นเล่มแรกใช่ไหม จากนั้นจึงย้ายไปอยู่สื่อในเครือ “เดอะ เนชั่น”

มีสื่ออีกมากมายที่สนิทสนมกับ นายสุริยะใส กตะศิลา เป็นรีไรเตอร์ในหนังสือพิมพ์หัวการเมืองเอียงกระเท่เร่เล่มหนึ่งก็มี
เป็นนักข่าวในสนามข่าวที่นายสุริยะใสฝากฝังชีวิตเอาไว้ จำนวนมากมาย

จึงไม่ต้องแปลกใจว่าทำไม สื่อสารมวลชน ในประเทศไทย จึงกลายเป็นเสนอข่าวเลือกข้าง หรือเข้าข้างฝ่ายสนับสนุนการปฏิวัติรัฐประหาร กันนักหนา


“บ้านป่าเมืองเถื่อน” นัยที่ต้องมาตั้งสติกันใหม่

การประกาศของนายกรัฐมนตรี นายสมัคร สุนทรเวช เมื่อเช้าวันเสาร์ที่ 31 พฤษภาคม ด้วยสาระเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่สะพานมัฆวานรังสรรค์

“ไม่มีความชอบธรรม สร้างความเดือนร้อนให้กับประชาชน กระทั่งเป็นการปิดกั้นการจราจร และเส้นทางเสด็จพระราชดำเนิน" ซึ่งนายกรัฐมนตรี ระบุ จะไม่ยินยอมให้กลุ่มพันธมิตรฯ ชุมนุม ณ ที่แห่งนั้น อย่างแน่นอน

และพลันที่สิ้นประโยคนี้ ก็ถูกตีความในทันทีว่า รัฐบาลกำลังจะใช้อำนาจหน้าที่ตามกฎหมายเข้าดำเนินการสลายการชุมนุม

สายตาและความรู้สึกของผู้คนทั้งประเทศ จึงจับจ้องลุ้นระทึกกันไปทั่ว...!!!

บ้างก็อยากให้ดำเนินการเฉียบขาดกับแกนนำพันธมิตรฯ .... บ้างก็ไม่เห็นด้วยต่อการใช้กำลัง ซึ่งแน่นอนว่า ความเห็นของทั้ง 2 ฝ่าย ยังคงอยู่ที่ 2 ขั้วของความคิด

หนึ่งก็คือ ฝ่ายที่ให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ สนับสนุนให้ดำเนินการตามกฎหมาย และอีกหนึ่งก็คือ ฝ่ายที่ต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โจมตีรัฐบาลไม่ชอบธรรมหากใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุม

แต่แล้วเมื่อข่าวสารด้านรัฐบาลเริ่มแผ่วเบาลง พร้อมปฏิเสธไม่ประสงค์เข้าสลายการชุมนุม และดูจะต้องจำยอมปล่อยให้กลุ่มพันธมิตรฯปักหลักอยู่ต่อไปตามใจชอบ ปรากฎเด่นชัดขึ้น

ความรู้สึกของประชาชนก็เริ่มสับสนต่อการทำหน้าที่ของรัฐบาลในทันที....???

และความสับสนที่ว่า ก็กำลังจะกลายเป็นเสียงที่เคยสนับสุนนรัฐบาลอย่างท้วมท้น พลิกข้างไปเป็นเสียงที่รัฐบาลกลับจะต้องถูกวิพากษ์วิจารณ์ในอีกทิศทางหนึ่ง นั่นก็คือ “ไร้น้ำยา”

แต่กระนั้นก็ตาม คำถามที่เกิดขึ้นในสังคม ก็ยังคงไม่หยุดนิ่งอยู่เพียงแค่รัฐบาลไร้น้ำยา เท่านั้น...???

เพราะภายใต้ความสับสน ย่อมต้องกลายเป็นความสงสัยขึ้นด้วยว่า แล้วเหตุใดรัฐบาลจึงออกอาการอ่อนปวกเปียกได้ถึงเพียงนี้....???

อ่อนปวกเปียก ที่แม้เวทีของกลุ่มพันธมิตรฯจะใช้ความก้าวร้าว หยาบคาย สุดลิ่มทิ่มตำอย่างเหลือคณานับ ทั้งด่าทอ ทั้งโกหก บิดเบือน แต่รัฐบาลก็มิกล้าแตะต้อง

อ่อนปวกเปียก ที่แม้คนทั้งประเทศจะแลเห็นอย่างชัดเจนต่อพฤติกรรมของกลุ่มพันธมิตรฯ ถือไม้ ถือพอง ถือโล่ สวมหมวกกันน็อก เสมือนกำลังสร้างกองกำลังพิเศษขึ้นเพื่อพร้อมต่อกรต่อสู้กับเจ้าหน้าที่รัฐ แต่รัฐบาลก็ยังเพิกเฉย

อ่อนปวกเปียก จนกลายเป็นว่า กลุ่มพันธมิตรฯ กระทำการใดก็ได้ตามใจชอบ กลุ่มพันธมิตรฯ กระทำการใดก็ได้ เหนืออำนาจที่รัฐบาลได้รับมอบหมายจากเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนเข้ามาทำหน้าที่บริหารประเทศ

หรือแม้กระทั่ง กลุ่มพันธมิตรฯกระทำการใดก็ได้ เพื่อล้มล้างรัฐบาล ตามแถลงการณ์ที่ระบุไว้อย่างชัดเจน....!!!

สอดรับอย่างมีนัยยิ่ง เมื่อผลการวิจัย “อารมณ์ความรู้สึกของสาธารณชนต่อเหตุการณ์บ้านเมืองขณะนี้” ของ เอแบคโพล ที่ทำกรณีศึกษาตัวอย่างคนไทยใน 15 จังหวัดของประเทศ ทั้งในเขตเทศบาลและนอกเขตเทศบาล

ได้แก่ กรุงเทพฯ สมุทรปราการ เชียงใหม่ อุตรดิตถ์ สมุทรสาคร ระยอง อยุธยา นครปฐม ชลบุรี นครพนม ชัยภูมิ บุรีรัมย์ ขอนแก่น ภูเก็ต และสงขลา จำนวน 3,487 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 25 -31 พฤษภาคม 2551 และพบว่า

ประชาชนอยากเห็นสื่อมวลชนเสนอข่าวให้คนไทยรู้สึกดีต่อกันเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 81.7 มาอยู่ที่ร้อยละ 86.5

ประชาชนเชื่อว่า ความสงบสุขจะทำให้ประเทศไทยผ่านพ้นวิกฤตต่างๆ ไปได้จากร้อยละ 80.3 มาอยู่ที่ร้อยละ 83.7

ประชาชนวิตกกังวลต่อปัญหาเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 62.4 ในเดือนมีนาคม มาอยู่ที่ร้อยละ 79.6 ในเดือนพฤษภาคม

ประชาชนวิตกกังวลต่อเหตุการณ์บ้านเมืองเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 58.2 มาอยู่ที่ร้อยละ 85.5 และคิดว่าการแบ่งขั้วทางการเมืองทำให้สังคมไทยแตกแยกเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากร้อยละ 57.1 มาอยู่ที่ร้อยละ 60.3

ที่สำคัญ ผลสำรวจระบุ ประชาชนมองว่าสังคมไทยกำลังเข้าใกล้สภาพ “บ้านป่าเมืองเถื่อน”เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 53.9 ในเดือนมีนาคม มาอยู่ที่ร้อยละ 74.8

สำหรับสาเหตุของการใช้ความรุนแรงในการชุมนุม ผลสำรวจพบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 79.1 ระบุมาจากการท้าทาย ยั่วยุ ข่มขู่

รองลงมาคือ ร้อยละ 72.2 ระบุ เป็นเพราะการขาดสติ ไม่ยับยั้งชั่งใจ ร้อยละ 70.8 ระบุ เป็นการกระทำของมือที่สามสร้างสถานการณ์ ร้อยละ 65.2 ระบุ เป็นเพราะความเครียด

ร้อยละ 64.9 ระบุ เป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่ ร้อยละ 59.0 ระบุ เป็นการกระทำของฝ่ายผู้ชุมนุม ร้อยละ 57.4 เป็นเพราะการพกพาและใช้อาวุธ และร้อยละ 56.3 ระบุ เป็นเพราะจากการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชน

และเมื่อผลสำรวจถามถึงทางออกของปัญหาการเมืองขณะนี้ พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 80.2 ระบุ ความมีสติสัมปชัญญะ ใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์

รองลงมาคือ ร้อยละ 75.4 การยอมถอยคนละก้าว ร้อยละ 72.7 ระบุ รู้จักการให้อภัย ร้อยละ 69.3 ระบุ การให้โอกาสแก่กันและกัน ร้อยละ 68.3 ระบุ กระบวนการยุติธรรม ร้อยละ 67.6 ระบุความอดทนอดกลั้น

ร้อยละ 57.9 ระบุ ความเสียสละ ร้อยละ 54.2 ระบุ การปลุกจิตสำนึกความรักชาติ ร้อยละ 53.8 ระบุ ความเข้มงวดของเจ้าหน้าที่รัฐ และร้อยละ 51.1 ระบุ การไม่แทรกแซง ไม่ใช้อำนาจบาตรใหญ่ข่มขู่

ทั้งหมดเมื่อเอามาร้อยเรียง เทียบเคียงกันดูแล้ว ความน่าสนใจจึงอยู่ที่ความคิดเห็นว่า“สังคมไทยมีความเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อนมากขึ้น” ซึ่งเป็นผลต่อเนื่องมาจากการท้าทาย ยั่วยุ ข่มขู่ ใช้อำนาจบาตรใหญ่ ไม่เคารพกติกาบ้านเมือง และมีสื่อมวลชนปลุกเร้าอยู่ด้วย

มาถึงวันนี้ ไม่ว่าจะมีใครหดหู่ ไม่ว่าจะมีใครเริ่มสิ้นศรัทธาต่อการทำหน้าที่ของรัฐบาล มากน้อยขึ้นเพียงใด

ก็คงจะบอกได้เพียงว่า “เราคงต้องมาตั้งสติกันใหม่” และเรายังคงต้องมีศรัทธาต่อการทำหน้าที่ของรัฐบาลต่อไป เพื่อต่อสู้กับความไม่ชอบธรรมที่คาดว่า จะได้ใจและรุกไล่มากขึ้นเป็นลำดับ....

พร ภัทร


แนวร่วมมุมกลับของพันธมาร?

เกิดปฏิกิริยาหลายอย่างที่น่าวิเคราะห์ กับเหตุการณ์เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ซึ่งน่าจะเป็นตัวบ่งชี้ได้ว่า คนกลุ่มต่างๆ โดยเฉพาะในเหล่าปัญญาชน นักวิชาการ และสื่อมวลชน มีจุดยืนแบบไหนอย่างไร

หลังการออกมาชี้แจงของนายกรัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวช ที่มีต่อการชุมนุมของพันธมิตร เราได้เห็นธาตุแท้ของ สื่อที่อ้างว่าตนเป็นทีวีสาธารณะอย่าง “ไทยพีบีเอส” ที่เสนอภาพ และทิศทางข่าวโน้มเอียงไปในทางที่ว่า “รัฐบาลจะใช้ความรุนแรงปราบปรามประชาชนกลุ่มพันธมิตรที่ชุมนุมอย่างสงบ” ภาพที่นำเสนอทำให้ประชาชนผู้ดูรายงานข่าว รู้สึกราวกับว่า เหมือนได้เห็นเหตุการณ์พฤษภาทมิฬกลับมาอีกครั้ง

ประเด็นของการเสนอข่าว รายการสัมภาษณ์บุคคลต่างๆ อยู่ที่ประเด็นเดียวคือ การสร้างภาพให้รัฐบาลคือผู้ที่จะใช้กำลัง ใช้ความรุนแรงเข้าสลายการชุมนุมโดยสงบของประชาชน ซึ่งเป็นประเด็นที่สอดคล้องและเข้ากันได้ดี กับ “สาร” ที่แกนนำพันธมิตรฯ สื่อออกมา

ราวกับว่า สื่อช่องนี้ เป็นสาขาหนึ่งของสื่อพันธมิตรฯ อย่างไรอย่างนั้น

นอกจากสื่อที่กระโดดออกมาหนุนพันธมิตรฯ อย่างสุดจิต สุดใจ ประชาชนอย่างเราๆ ท่านๆ ยังได้เห็น ปัญญาชน นักวิชาการ และผู้ที่เรียกตัวเองว่า “นักสิทธิมนุษยชน” ออกมาแถลงการณ์คัดค้านบ้างก็ประณามรัฐบาลกันอย่างพึ่บพั่บ
และเราได้เห็น กลุ่มคนที่เสนอว่า พวกตนเป็นทางเลือกที่สาม ไม่เห็นด้วยกับพันธมิตร และไม่ได้สนับสนุนรัฐบาล แต่ก็ออกมายืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า รัฐบาลจะจัดการกับการชุมนุมโดยสงบของพันธมิตรฯไม่ได้ บ้างก็พูดไปถึงขนาดว่า รัฐบาลจะถูกขับไล่เหมือนกับรัฐบาลเผด็จการถนอม , นานาประเทศจะไม่ยอมรับการกระทำของรัฐบาล ฯลฯ

กลุ่มคนเหล่านี้กำลังทำอะไร ?
ประเด็นสำคัญต้องพิจารณาเพื่อให้เห็นจุดยืนของพวกเขาคือ“สาร”ที่ส่งผ่านสาธารณะ

สารที่เหมือนกันทั้งกลุ่มทั้งก้อนคือ ย้ำว่า

“รัฐบาลกำลังใช้ความรุนแรง กับประชาชนที่ชุมนุมกันอย่างสงบ , การชุมนุมเป็นสิทธิ เสรีภาพขั้นพื้นฐาน, รัฐบาลกำลังปราบปรามประชาชน”

สถานการณ์เป็นอย่างที่กลุ่มปัญญาชนเหล่านี้พูดจริงหรือ? พวกเขาเหล่านี้ มีความบริสุทธิ์ใจ ห่วงใย ต่อสถานการณ์บ้านเมือง โดยไม่เลือกข้าง ไม่เข้าข้างฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่ง เป็นทางเลือกที่สามให้แก่สังคมได้จริงหรือ?

คำตอบ คือ ไม่

ปัญญาชน กลุ่มก้อนเหล่านี้ ที่บอกว่าตัวเองเป็นกลาง กำลังเป็นแนวร่วมให้กับพันธมิตรฯ
ทำไมจึงบอกเช่นนั้น

เพราะ กลุ่มคนเหล่านี้ มองเห็นเพียงแต่ “เปลือก”ที่ห่อหุ้ม สิ่งที่พวกเขาเรียกว่า “ความรุนแรง”

เพราะพวกเขา ลืมตามองเพียงด้านเดียว และวิเคราะห์ความรุนแรงเพียงแค่เชิงกายภาพ พวกเขาไม่ได้ลืมตามองสาเหตุ ใจกลางของปัญหาที่แท้จริงว่า “การชุมนุม เคลื่อนไหว ข้อเรียกร้อง เป้าหมายของพันธมิตรฯ คือความรุนแรงเชิงโครงสร้าง ที่สร้างความเสียหายมากกว่า การปะทะกันของกลุ่มคนเมื่อวันที่ 25 ที่ผ่านมา รุนแรงมากกว่า รัฐบาลจะใช้อำนาจตามกฎหมายจัดการกับการชุมนุม

เพราะเป้าหมายที่แท้จริงของพันธมิตรฯคือ “การโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน “ คือ “การเรียกหาการรัฐประหาร” โดยใช้วิธีการ บิดเบือนข้อมูล ใส่ความฝ่ายตรงข้าม และใช้วิธีการที่สกปรกที่สุดคือ การแอบอ้าง “ความจงรักภักดี” ทำลายผู้คนอื่นที่คิดต่างจากกลุ่มตน

จึงน่าสมเพชกับ”สาร”ที่สื่อถึงการชุมนุมของพันธมิตรฯ ที่มีเป้าหมายเพื่อล้มล้างระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา สนับสนุนการรัฐประหาร พิทักษ์รัฐธรรมนูญของเผด็จการว่าเป็นการแสดงออกบนวิถีทางประชาธิปไตย เป็นการชุมนุมโดยสงบไม่มีความรุนแรง และอ้างหลักการสิทธิ เสรีภาพ ไปอธิบายสร้างความชอบธรรมให้กับการชุมนุมของพันธมิตรฯ
หากจะดำรงตนอย่าง”เป็นกลาง” อย่างเป็นปัญญาชน นักสิทธิมนุษยชนจริงๆ คงต้องตั้งคำถามและทบทวนกับ “วิธีคิด” ของตัวเองก่อน ก่อนที่จะสำราก “สาร” ออกมาต่อสาธารณะ

เพราะ”สาร”ที่ส่งผ่านมานั้น คือการทำให้พันธมิตรฯ ชอบธรรมมากยิ่งขึ้นที่จะชุมนุม และบรรลุเป้าหมาย
อย่าทำตัวเป็น “อีแอบ” ซุกตัวในนามของปัญญาชน สื่อ นักสิทธิฯ นักสร้างทางเลือกที่ 3 โดยสวมเสื้อคลุมว่าเป็นกลาง อีกต่อไปเลย

ยอมรับเถิดว่า สิ่งที่ทำอยู่คือการเป็นแนวร่วมให้กับพันธมิตรฯ เพื่อทำลายประชาธิปไตยนั่นเอง