WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, June 2, 2008

นักวิชาการแนะปัญหาการเมืองต้องแก้ รธน.ให้ทุกฝ่ายยอมรับ

สำนักข่าวไทย 2 มิ.ย. - นักวิชาการมองสถานการณ์การเมืองขณะนี้ยังไม่คลี่คลาย แม้ยังไม่แก้ไข รธน. แนะการแก้ปัญหาต้องสร้างกติกาให้เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย ไม่ให้มีใครได้เปรียบ-เสียเปรียบ และหากจะแก้ รธน.ต้องให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม

“สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์” อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ กล่าวใน “ข่าวเช้าโมเดิร์นไนน์” มองว่า สถานการณ์การเมืองขณะนี้ยังไม่คลี่คลาย แม้จะยังไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะเป็นเพียงการยุติชั่วคราว หรือซื้อเวลาเท่านั้น ดังนั้น การแก้ปัญหาดังกล่าวได้ ต้องดำเนินการบางอย่างเพื่อสร้างกติกาให้เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย ไม่ให้มีใครได้เปรียบหรือเสียเปรียบกัน และหากจะแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องใช้เวลาอีกสักระยะ ซึ่งเนื้อหาต้องป้องกันไม่ให้มีข้อที่จะก่อให้เกิดปัญหาทางการเมืองอีก โดยทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในการทำ

ต่อข้อถามว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นขณะนี้ มองว่าทำให้นายกรัฐมนตรีตัดสินใจลาออกได้หรือไม่ นายสมชาย กล่าวว่า คงตอบแทนใครไม่ได้ แต่ถ้ามองในมุมประชาชน ต้องดูสาเหตุว่าทำไมเกิดการชุมนุมบ่อยครั้ง เพราะสิ่งที่ผ่านมากติกาไม่เป็นกติกา และต้องดูถึงความชอบธรรมของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง และการบริหารงานจะเป็นตัวอธิบายได้

ส่วนการชุมนุมมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างไร นายสมชาย มองว่า ถ้ากติกาทางการเมืองยังไม่เป็นที่ยอมรับ ภาคเอกชนจะต้องแบกรับภาระความไม่แน่นอนไปอีกหลายปี. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-06-02 08:02:13


มิถุนาทมิฬ

ต้องยอมรับความจริงว่าติดตามข่าวสารบ้านเมืองด้วยอาการ ว้าเหว่ ทั้งๆที่เบื่อแสนเบื่อ แต่เมื่อเป็นหน้าที่ในฐานะสื่อมวลชน ก็ต้อง ใกล้ชิดข้อมูลให้มากที่สุด เพื่อรายงานให้ประชาชน ได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏ โดยปราศจากความหวาดกลัวหรือลำเอียง ไม่ตกเป็นเครื่องมือของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดหรือทำเกินหน้าที่ชี้นำ ปลุกระดมให้เกิดความปั่นป่วน วุ่นวายในสังคม

ความกลัวมักทำให้เสื่อม

การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯตั้งแต่วันที่ 25 พ.ค.ที่ผ่านมา ในที่สุดก็ประกาศเจตนาที่แท้จริง คือการตามล้างตามเช็ดระบอบทักษิณ โดยการไล่รัฐบาลสมัครที่ถูกเหมาเอาว่าเป็นนอมินีตัว แทน

โดยอาศัยพื้นฐานของปัญหามาจาก กรณีการเตรียมแก้รัฐธรรมนูญ ที่ไม่ถูกจังหวะและเวลา ไม่เป็นไปตามธรรมชาติ มีจุดอ่อนให้โจมตีว่า ต้องการแก้รัฐธรรมนูญเพื่อฟอกตัวให้บุคคล บางคนพ้นผิด

โดยอาศัย จุดอ่อนของ รมต.ในรัฐบาลบางคน ที่มีต้นทุนต่ำอยู่แล้ว โยงเข้ากับเรื่องของการ ละเมิดสถาบัน ในยามที่สถานการณ์อ่อนไหว แค่เสี้ยมนิดเดียว ก็ได้เรื่อง

ดูเผินๆอาจจะมีการตะโกนด่ากันโหวกเหวกโวยวาย ใช้ถ้อยคำหยาบคายจนเป็นเรื่องธรรมดา มีการปลุกระดมให้ล้มล้างรัฐบาล หรืออาจจะเกินเลยไปจนถึงตะโกนเรียกให้ทหารกลับมาอีกครั้ง

ดูเผินๆอาจจะไม่รุนแรงเพราะไม่ได้เป็นการขับไล่รัฐบาลเผด็จการทหารเหมือนในอดีต แต่เป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ แต่ต้นเรื่องก็คล้ายๆกับปรากฏ พฤษภาทมิฬ มีการออกมาขับไล่รัฐบาล พล.อ.สุจินดา คราประยูร ทั้งๆที่เพิ่งจะเข้ามารับตำแหน่งไม่ถึงเดือน โดยรัฐบาล พล.อ.สุจินดาที่ได้รับการสนับสนุน จากบรรดาพรรคการเมืองและมีกองทัพหนุนหลังก็ตกอย ู่ในความประมาท

มีกระบวนการปลุกระดมจากประชาชนกลุ่มหนึ่ง ที่อ้างว่ายังเป็นรัฐบาล ในคราบเผด็จการทหาร นำโดย พล.ต.จำลอง ศรีเมือง และคณะ มีคนมาชุมนุมจำนวนหนึ่งบริเวณถนนราชดำเนิน

ผมจำได้ว่า พล.อ.สุจินดา กำลังอยู่ในระหว่างออกเยี่ยมประชาชนในต่างจังหวัด วันเกิดเหตุอยู่ที่ จ.น่าน ซักประมาณ 3 ทุ่มเศษๆ คุณอนันต์ อนันตกูล ปลัดมหาดไทยในขณะนั้น ได้เข้าไปปลุก พล.อ.สุจินดา บอกว่า การชุมนุมมีความรุนแรง มีการเผาสถานที่ราชการ

พล.อ.สุจินดา นั่งรับทราบสถานการณ์จนกระทั่งประมาณตีหนึ่ง ท่าทางจะบานปลาย ขึ้นเรื่อยๆ จึงนั่งเครื่องบินกลับ กทม. และมีการนัดประชุม ครม.ฉุกเฉินในตอนเช้าวันรุ่งขึ้น

ที่ประชุม ครม.ตัดสินใจประกาศใช้กฎอัยการศึกเข้าสลายการชุมนุมในบ่ายวันเดียวกันนั้น มีการเข้าจับกุมแกนนำและ พล.ต.จำลอง แทนที่เรื่องจะยุติ กลับมีการชุมนุมหนักขึ้น มีการใช้กำลังเข้าปราบปรามการชุมนุม กลายเป็นปัญหาน้ำผึ้งหยดเดียว คนไทยฆ่ากันเองอีกกระทอก..

หมัดเหล็ก


ยึดหลักกฎหมาย

ที่ใดไม่มีกฎหมาย ที่นั่นจะไม่มีเสรีภาพ เนื่องจากเสรีภาพคือการเป็นอิสระจากการถูกจำกัด ถูกกำหนดและถูกใช้ความรุนแรงโดยผู้อื่น หากปราศจากเสียซึ่งกฎหมายแล้วความเป็นอิสระ เช่นว่านี้ก็จะไม่มีอยู่ เสรีภาพไม่ใช่สิ่งที่แต่ละคนจะทำสิ่งใดๆทั้งหมดอย่างที่ตนต้องการได้ แต่เป็นเสรีภาพที่แต่ละคนจะทำ...ภายใต้การอนุญาตของกฎหมายทั้งมวลในสังคม อันเป็นเสรีภาพที่ไม่ขึ้นต่อความประสงค์ตามอำเภอใจของผู้อื่น...”

ผมเชื่อว่า หากเมืองไทยนำแนวคิดเรื่องนี้ ของจอห์น ล็อค นักปรัชญาชาวอังกฤษ มาเป็นหลักปกครองบ้านเมือง สังคมไทยก็จะเกิดความสงบสุข ไม่สับสนวุ่นวายเหมือนที่ผ่านมา

ด้วยเหตุนี้ การดำเนินการของนายกฯสมัคร ที่สั่งให้มีการบังคับใช้กฎหมาย อย่างเคร่งครัดจัดการกับกลุ่มบุคคลที่ยึดถนนสาธารณะ เป็นเวทีปราศรัย จึงถือเป็นคำสั่งที่ชอบแล้ว แม้กลุ่มผู้ชุมนุมจะอ้างว่า เป็นสิทธิในการชุมนุม โดยสงบปราศจากอาวุธตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ

แต่รัฐธรรมนูญก็ไม่ได้อนุญาตให้ไปชุมนุมกันบนท้องถนนที่เป็นเส้นทางสัญจรของ ประชาชนนับแสนนับล้านคน เพราะถ้าการชุมนุมอย่างสงบสามารถกระทำที่ใดก็ได้ ต่อไปก็จะมีคนไปชุมนุมอย่างสงบตามสี่แยกไฟแดงทั่วเมืองไทย โดยอ้างสิทธิตามรัฐธรรมนูญ

ถ้าเป็นเช่นนั้น บ้านเมืองจะไม่วุ่นวายโกลาหลไม่รู้จบรู้สิ้นหรอกหรือ

ที่ผ่านมา เมืองไทยต้องประสบกับเคราะห์กรรมจากการไปยึดถือกฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย เพียงใด ทุกคนคงรู้แก่ใจตัวเองแล้วนับจากนี้ต่อไป หากยังมีใครไม่ยำเกรงกฎหมายบ้านเมืองอีก รัฐบาลก็ต้องดำเนินการอย่างเฉียบขาด เพื่อรักษาบ้านเมืองอันเป็นของส่วนรวมเอาไว้

โดยเฉพาะหากมีความพยายามจากใครก็ตามที่ต้องการสร้างวัฒนธรรมเอ็ดตะโรข้างถนน เพื่อมาข่มขู่ตัวแทนประชาชนในสภาฯ อ้างการเมืองภาคประชาชนข้างถนน แทนที่จะเป็นการเมืองภาคประชาชนในคูหาเลือกตั้ง

รัฐบาลจะต้องไม่เกรงกลัวและไม่ยอมรับข้อเสนอใดๆทั้งสิ้น

โดยเฉพาะการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญของเสียงข้างมาก ต้องถือเป็นความชอบธรรมตามกฎหมายสูงสุดของบ้านเมือง ใครจะเอาอารมณ์ความรู้สึก ส่วนตัวมาคัดค้านอย่างไร แม้จะมีสิทธิคัดค้านได้ แต่ไม่มีสิทธิขัดขวาง เพราะรัฐธรรมนูญไม่ได้เขียนเอาไว้ว่า ห้ามแก้ไข เมื่อกฎหมายว่าไว้อย่างไร ก็ต้องว่าไปตามนั้น

ผมถือว่า กฎหมายก็คือ เสรีภาพที่ถูกต้องตามหลักการประชาธิปไตย

ข้อสำคัญ การมีความเห็นแตกต่างกันในทางการเมือง ต้องถือเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่ความผิด แต่ปรากฏว่า เสียงข้างน้อยกลับใช้ความเห็นที่แตกต่างของตัวเองไปตัดสินคนอื่นว่า เป็นคนผิด เป็นโจร เป็นคนขายชาติ

ในทางกลับกัน หากอีกฝ่ายกล่าวหาเสียงข้างน้อยว่า เป็นพวกเถื่อน ถ่อย นอกรีต ต้องการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยบ้างจะว่าอย่างไร ต่างฝ่ายต่างก็กล่าวหากันได้ทั้งนั้น แล้วจะเอาอะไรมาตัดสินชี้ขาด ถ้าไม่ใช่กฎหมาย

ส่วนเหตุผลสำคัญที่ควรแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยเร็ว อย่าปล่อยให้เป็นอนุสรณ์ ประจานการกระทำผิดต่อหลักนิติธรรมของเมืองไทย พรุ่งนี้ผมจะอธิบายให้ฟัง.

“เห่าดง”


ไม่เคยมีใบสั่งสลายชุมนุม ผบช.น.ชี้ไม่นานมีข่าวดี

พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล กล่าวเมื่อช่วงกลางดึกที่ผ่านมา (2 มิ.ย.) ถึงความคืบหน้าการเจรจากับแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยว่า มีการเจรจากันตลอด มีการบอกว่าขอให้อยู่กับที่ อย่าได้เคลื่อนไปไหน แม้จะทำผิดกฎหมายการจราจร ทั้งนี้ตำรวจกำลังพยายามแก้ไขอยู่ ส่วนสถานการณ์ขณะนี้ไม่น่าจะมีอะไร

"ยืนยันไม่มีการสลายการชุมนุม คำว่า สลายไม่เคยออกจากปากผม และไม่เคยได้รับคำสั่งจากผู้หนึ่งผู้ใด" ผบช.น. กล่าว และว่า ขอวิงวอนกลุ่มผู้ชุมนุม และแกนนำว่า เป็นไปได้อยากให้ขยับที่ เพื่อเปิดการจราจรไปอยู่บริเวณอื่น บริเวณไหนก็ได้ที่อยากจะไป โดยจะไปส่งถึงที่ด้วยความปลอดภัย ขอยืนยันด้วยเกียรติ ขอให้ช่วยกันคนละนิดละหน่อย เพราะความเดือดร้อนของสังคม ไม่ว่าจะเป็นคนทำงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กนักเรียนที่อยู่บริเวณใกล้เคียง

พล.ต.ท.อัศวิน กล่าวด้วยว่า ฝ่ายพันธมิตรฯ เริ่มเข้าใจกำลังพูดคุยกันในกลุ่มอยู่ คิดว่าประมาณ 1-2 วันจะประสบความสำเร็จในการพูดจากัน


มูลนิธิ 111 ทำบุญบ้านปากเกร็ด

วันที่ 1 มิ.ย. ที่สถานสงเคราะห์เด็กชายบ้านปากเกร็ดนายพงศ์เเทพ เทพกาญจนา ประธานมูลนิธิ 111 ไทยรักไทย ได้นำกรรมการมูลนิธิ 20 คน อาทิ นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช นายพิมล ศรีวิกรม์ นายพินิจ จันทรสุรินทร์ เลี้ยงอาหารกลางวันแก่เด็กชายบ้านปากเกร็ด โดยนายพงศ์เทพกล่าวตอนหนึ่งว่า 1 ปีที่ผ่านมา สมาชิก 111 ไทยรักไทยได้พบประสบการณ์ที่ไม่มีใครปรารถนาอยากได้พบ วันนี้เป็นโอกาสครบรอบ 1 ปีที่ศาลรัฐธรรมนูญพิพากษายุบพรรคไทยรักไทย จึงมีสมาชิกเสนอให้ทำอะไรเพื่อสะกิดเตือนจึงนัดกันมาเลี้ยงข้าวกลางวันน้องๆ ซึ่งเด็กและเยาวชนแห่งนี้ถือว่าประสบการณ์ที่หนักกว่าพวกเราจึงอยากมา ให้กำลังใจ พร้อมกันนี้ทางมูลนิธิฯได้มอบเครื่องทำน้ำเย็นแก่สถานสงเคราะห์


แกนนำพันธมิตรฯ ยืนยันไม่เคลื่อนขบวนไปไหน

กรุงเทพฯ 2 มิ.ย. - แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ยืนยันจะยังไม่มีการเคลื่อนขบวนไปไหน และจะปักหลักอยู่ที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ต่อไป

นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ได้ขึ้นเวทีปราศรัย โดยยืนยันจะปักหลักชุมนุมอยู่ที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ ซึ่งบรรยากาศโดยรวมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย แม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีกลุ่มรถจักรยานยนต์มาป่วนการชุมนุมบ้างก็ตาม แต่หลังจากนายสนธิได้ลงจากเวทีไม่นานนัก ปรากฏว่าได้มีฝนตกโปรยปรายลงมา ทำให้ผู้ที่มานั่งฟังการปราศรัยเดินทางกลับไปเกือบครึ่ง เหลือแต่ผู้ที่เตรียมอุปกรณ์กันฝนติดตัวมาด้วย ที่ยังคงปักหลักฟังคำปราศรัยของบรรดาแกนนำต่อไป ทั้งยังได้อ่านแถลงการณ์ย้ำจุดยืน และเรียกร้องในกลุ่มผู้ชุมนุมจะปักหลักชุมนุมโดยไม่เคลื่อนที่ไปไหน และเตรียมพร้อมรับมือการสลายการชุมนุม

ขณะที่เมื่อช่วงค่ำที่ผ่านมา (1 มิ.ย.) มีกลุ่มต่อต้านประมาณ 100 คน เดินทางมาจากสนามหลวง แต่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจสกัดกั้นไว้ที่บริเวณแยกผ่านฟ้า . - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-06-02 01:10:47


นายกรัฐมนตรีไทยเลี้ยง รมว.กลาโหมสหรัฐ

กรุงเทพฯ 1 มิ.ย. - รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐ แสดงความเป็นห่วงการชุมนุมของไทย และต้องการเห็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เลี้ยงต้อนรับนายโรเบิร์ต เกตส์ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐอเมริกา ที่โรงแรมพลาซ่า แอทธินี ถนนวิทยุ โดยมี พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ตัวแทนเหล่าทัพ และเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศให้การต้อนรับ ซึ่งการเดินทางมาเยือนของนายโรเบิร์ต ครั้งนี้ เพื่อสร้างความคุ้นเคยและหารือประเด็นต่างๆ ในภูมิภาค ซึ่งคาดว่าจะเกี่ยวข้องกับภารกิจทางการทหารที่ต้องมีความร่วมมือระหว่างกัน รวมทั้งสื่อให้เห็นท่าทีของสหรัฐอเมริกา ว่าเป็นห่วงการชุมนุมในประเทศไทย และต้องการเห็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

ขณะที่นายกรัฐมนตรี ได้ตรวจสอบอาหาร เครื่องดื่ม ตลอดจนการแสดงศิลปะของไทยด้วยตนเอง เพื่อให้การต้อนรับเป็นไปอย่างสมเกียรติ. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-06-01 23:11:06


สัญญาณลวง ? สลายม็อบพันธมิตร

การออกมาแถลงของ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ทางสถานีโทรทัศน์ NBT ถึงสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ทำให้หลายฝ่ายเชื่อมั่นว่า จะมีการสลายม็อบเพื่อเปิดเส้นทางจราจรและยุติการเคลื่อนไหวของกลุ่มจ้องล้มล้างรัฐบาล แต่ในที่สุดก็สร้างความผิดหวัง เมื่อท่าทีของรัฐบาลได้เปลี่ยนไปในที่สุด

โดยในตอนแรก นายสมัครได้ประกาศผ่านจอโทรทัศน์ว่า

“ผมมีหน้าที่จะต้องมาบอกให้รู้ว่า ผมจะต้องจัดการ คุณมาอยู่ตรงนี้ไม่ได้ ผิดกฎหมาย คุณมีสิทธิเสรีภาพจะไม่ชอบผม จะตำหนิติเตียนว่ากล่าวไป ถ้าเกิดรุนแรงไปผมจะไปฟ้องคดีหมิ่นประมาท แต่จริงๆ แล้วคุณใช้สิทธิตรงนี้ไม่ได้ เพราะฉะนั้นผมจะต้องดำเนินการเอาออกจากตรงนั้น คุณมาตั้งป้อมมีไม้อะไรต่างๆ คุณจะไปหาใครต่อใคร เอาคนร้ายมาสะสมไว้เพื่อจะก่อการร้ายบ้านเมือง คุณจะต้องรับกรรมในสิ่งที่คุณทำ

ผมไม่ยอมหรอกครับ และตำรวจและทหารก็ไม่ยอมด้วย อย่าหวังเลยครับ ไม่มีหรอกครับ บ้านเมืองนี้เขาต้องการความสงบ มีโอกาสพัฒนาบ้านเมืองได้ พวกคุณ 5 คนก่อกวนให้เกิดความยุ่งยากในบ้านเมือง เป็นความเสียหายอย่างยิ่ง เป็นความเสียหายอย่างยิ่ง การค้า การขาย การจะลงทุนต่างๆ เสียหายหมด พวกคุณรับผิดชอบอะไรล่ะครับ แต่ผมต้องรับผิดชอบ ผมต้องป้องกันสถานการณ์บ้านเมืองนี้ไว้ รอยแผลเป็นที่คุณสร้างมา 7 วัน ผมต้องลบออก ไม่ได้หรอกครับ”


คอลัมน์ : สามเหลี่ยมดินแดง

* หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ รายวัน ฉบับประจำ วันจันทร์ที่ 2 มิถุนายน 2551 จงรัก ภักดีราช รายงานตัวกับทุกท่าน ด้วยอารมณ์ครื้นเครงเป็นยิ่งนัก เมื่อได้ดู การแก้ผ้าล่อนจ้อนของ 5 แกนนำพันธมิตรประชาชนปล้นประชาธิปไตย

* ตลอดทั้งวันเสาร์ที่ผ่านมา หลังจากเจอ เกมเหนือชั้นของ สมัคร สุนทรเวช หลอกให้แสดงอาการของคนปากกล้า ขาสั่น 5 แกนนำพันธมิตรฯ ก็คิดสั้นๆ วางแผนปลุกระดมใช้ประชาชนเป็นโล่มนุษย์ให้กับตัวเอง เมื่อคิดว่าวาระสุดท้ายมาเยือนถึงตัว นี่น่ะหรือ ผู้นำมวลชน ที่ประกาศกร้าว ยอมอุทิศชีวิตเพื่อปกป้องปวงประชาและประเทศชาติ ถึงคราวจวนตัวก็สำแดงธาตุแท้ให้เห็น ที่แท้ก็หลอกใช้ปวงประชาผู้น่าสงสาร ปกป้องชีวิตตัวเองต่างหาก

* เด็กน้อยบางนายที่อุตริประกาศตัวเป็นแกนนำ แตกตื่นตกใจกับเกมตบโต๊ะของ สมัคร สุนทรเวช ถึงกับทิ้งเวที หนีหน้าหายหัว ตามหาตัวไม่เจอ จนป่านนี้ไม่รู้ เช็ดฉี่เล็ด เช็ดอึเรี่ยราด ในกางเกงตัวเองหมดหรือยัง หากทำความสะอาดเสร็จแล้ว ก็กลับไปสมทบที่เวทีก็แล้วกัน พี่ๆ น้องๆ ร่วมอุดมการณ์ปากกล้า ขาสั่น คงให้อภัยได้ เพราะสูเจ้ายังเยาว์นัก

* ไม่รู้ว่า เฉลิม อยู่บำรุง ไปรับแผนใครมา จึงออกปากเชิญชวนประชาชนเข้าร่วมชุมนุมกับพันธมิตรฯ ได้ตามสะดวกสบาย แต่ที่แน่ๆ ต้องไม่ใช่แผนเดียวกับ สมัคร สุนทรเวช อย่างแน่นอน และเป็นการยืนยันให้เห็นว่าแท้จริงแล้ว เฉลิม อยู่บำรุง กับ สมัคร สุนทรเวช ไม่ใช่คนในทีมเดียวกัน ในวาระการแก้ปัญหาการชุมนุมทางการเมือง เพราะจนถึงนาทีนี้ สมัครยังยืนยันห้ามปิดถนนชุมนุมอย่างเด็ดขาด

* จงรัก ภักดีราช เห็นสีหน้าแววตาของ สมัคร สุนทรเวช แล้วเชื่อว่า เจ็บปวดจริงๆ เมื่อพูดว่า “เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินต้องหลบเลี่ยงไปใช้เส้นทางอื่น ใช้เส้นทางเสด็จพระราชดำเนินตามปกติไม่ได้ เพราะถนนราชดำเนินถูกยึดเป็นสถานที่ชุมนุม” ไม่รู้ว่าคนไทยคนอื่นๆ ได้ยินแล้วรู้สึกอย่างไร เมื่อ ระบอบกษัตริย์ยังต้องหลีกทางให้ระบอบพันธมิตรฯ และพระราชวงศ์ยังต้องหลบให้กับ 5 แกนนำพันธมิตรฯ

* จำได้ว่า เมื่อครั้ง ทักษิณ ชินวัตร ถูกโค่นเก้าอี้นายกรัฐมนตรีหมาดๆ บรรหาร ศิลปอาชา แสดงความห่วงใยกับอนาคตการเมืองไทยว่า หากปล่อยให้พันธมิตรฯ ทำอะไรได้ตามใจแบบนี้ วันหนึ่งข้างหน้าสังคมไทยจะตกอยู่ใต้ระบอบสนธิ (ลิ้มทองกุล) วันนี้ชัดยิ่งกว่าชัดว่า ระบอบสนธิ ยิ่งใหญ่เพียงใดในประเทศไทย อยู่เหนือกฎหมาย และไม่มีใครกล้าดำเนินการ ทั้งๆ ที่ทำผิดกฎหมายซึ่งหน้า

* ระบอบสนธิยิ่งใหญ่กระทั่งว่า บรรหาร ศิลปอาชา ยังต้องไปร่วมประชุม 4 พรรคร่วมรัฐบาล เพราะ เกรงว่าระบอบสนธิจะล่มสลาย หากว่าตำรวจใช้อำนาจตามกฎหมายเคลียร์ถนนราชดำเนิน คืนเส้นทางเสด็จฯ ให้แก่พระบรมวงศานุวงศ์ และคืนถนนให้แก่ประชาชน ข้าราชการ และเด็กนักเรียน ได้ใช้สัญจรกันตามปกติ

* ถามแกนนำ 4 พรรคร่วมรัฐบาลสักคำเถิด ที่ไปนั่งประชุมกันในร้านอาหารจีน กดดันนายกรัฐมนตรี ไม่ให้สั่งการตำรวจดำเนินการตามกฎหมายกับม็อบพันธมิตรฯ น่ะ เพราะเห็นชอบกับการชุมนุมขับไล่รัฐบาลของระบอบสนธิใช่หรือไม่ หากมือไม่ช่วยพายก็อย่าเอาเท้าราน้ำเลย หรือ หากเห็นว่าระบอบสนธิดีกว่าระบอบประชาธิปไตย ก็ถอนตัวออกจากทำเนียบรัฐบาล ไปยืนอยู่แทบเท้า สนธิ ลิ้มทองกุล คอยรับใช้พวกก่อการร้ายระบอบประชาธิปไตย เลยจะดีไหม

* คืนวันศุกร์ที่ผ่านมา มีคนเห็น หนุ่มใหญ่ชาวใต้ รูปร่างหน้าตาละม้ายคล้ายคลึงเลขาธิการพรรคการเมือง พรรคหนึ่ง ไปนั่งบัญชาการเกมการเมืองภาคประชาชน ที่โรงแรมใหญ่แห่งหนึ่ง ใกล้เคียงกับเวทีม็อบพันธมิตรฯ หากไม่ใช่วาระสำคัญๆ จริง คงไม่มีใครได้เห็นตัว แต่จำเป็นต้องปรากฏตัวให้ได้เห็น เพราะ มีวาระที่จะต้องมานั่งนับหัวผู้ชุมนุมด้วยตนเอง หลังจากที่จ่ายไปแยะ แต่ผู้ชุมนุมมาไม่เยอะตามที่ตกลงกัน

* หลังจาก 5 แกนนำพันธมิตรฯ เปลี่ยนเป้าหมายการชุมนุม จากต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็น ขับไล่รัฐบาล ล้มล้างรัฐบาลในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งมาตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ก็ทำให้เข้าใจเป็นอื่นไปไม่ได้ นอกเสียจากว่ากำลังก่อการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจปกครองประเทศ ด้วยวิธีการที่ไม่เป็นตามรัฐธรรมนูญ พฤติกรรมเช่นนี้ ขัดรัฐธรรมนูญชัดเจน

* หากพรรคประชาธิปัตย์ยังคงส่งเสริมเข้าด้วยช่วยเหลือ ส่งสมาชิกเข้าร่วมวางแผน ขึ้นเวทีปราศรัย และสนับสนุนมวลชนเข้าร่วมชุมนุม ก็เท่ากับตอกย้ำว่า ไม่ได้ยึดมั่นระบบรัฐสภาตามที่เคยโอ้อวดไว้ แต่ไพล่ไปยึดระบบการเมืองข้างถนน และหันหลังให้กับระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แล้วเดินหน้าเข้าใส่ระบอบสนธิ อย่างเต็มตัว เพราะชัวร์แล้วว่า หากยังอยู่กับระบอบประชาธิปไตย และระบบรัฐสภา ต้องทำหน้าที่ฝ่ายค้านไปจนตาย

* จงรัก ภักดีราช ขอฝากไปยังพวกที่ยังหวังลมๆ แล้งๆ ว่า ทหารจะปฏิวัติรัฐประหาร หาก 5 แกนนำพันธมิตรฯ ก่อกวนบ้านเมืองจนเป็นเงื่อนไขสุกงอมให้เป็นเหตุได้ ได้โปรดใช้สติปัญญาใคร่ครวญสักนิดว่า นายทหารอย่าง พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก เป็นคนเบาปัญญาถึงขนาดที่จะยอมตนเป็นเครื่องมือของพวก 5 แกนนำพันธมิตรฯ เลยกระนั้นหรือ

* ทุกวันนี้เป็น ผู้บัญชาการทหารบก มีอำนาจครบเครื่อง และมีบารมีแผ่ไปทั่วทุกวงการอยู่แล้ว และยังมีสถานะอยู่เช่นนี้อีกอย่างน้อย 2 ปีเศษ โดยที่ไม่มีใครกล้าท้าทายแย่งชิงเก้าอี้ ตัวนี้ ก่อนเวลาที่กำหนดไว้โดยกฎหมาย และยังมีนายกรัฐมนตรีค้ำประกันให้อีก แล้วจะมีเหตุผลอันใดที่ทำให้ผู้บัญชาการทหารบกพลีกายพลีใจไปร่วมกับพวกนักคิดแนวรัฐประหารอีก ถาม 3 ข้อ 1.ทำแล้วบ้านเมืองได้อะไร? 2.กองทัพได้อะไร? 3.ใครได้ประโยชน์?

* บรรทัดนี้ขอแสดงความเสียใจ เสียดาย ต่อการลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีของ จักรภพ เพ็ญแข และขอ แสดงความคารวะต่อการเสียสละอันมีคุณค่ายิ่งต่อการรักษาระบอบประชาธิปไตย ของยอดนักสู้แห่งสังเวียนสนามหลวงคนนี้ ด้วยหัวใจ


ร่วมต้าน สื่อเลว!

บรรดาสื่อสารมวลชน ที่มักอวดอ้างเป็นผู้มีคุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณ กลับมิได้ทำหน้าที่ตามที่กล่าวอ้างแต่อย่างใด แฝงไว้ด้วย อคติ ในการรายงานข้อมูลข่าวสาร 2 มาตรฐาน ถามข่าวด้วยอารมณ์เข้าข้าง กลุ่มผลประโยชน์ บางกลุ่ม บางฝ่าย บางพวก โดยไม่สนใจตรวจสอบการเคลื่อนไหวที่น่าสงสัยนี้แม้แต่น้อย ทั้งที่คนทั่วบ้านทั่วเมืองเขารู้กันหมดว่ามีจุดประสงค์ เพื่อรัฐประหาร หรือ เพื่อประชาธิปไตย กันแน่!

ซ้ำร้ายกว่านั้น มีการบิดเบือนข้อมูลข่าวสารอย่างหน้าด้านๆ ไร้ยางอาย ไม่สมควรที่จะเป็นสื่อสารมวลชนอีกต่อไป
ยกตัวอย่างกรณีที่มีนักข่าวกลุ่มหนึ่ง อ้างตัวว่าเป็นผู้แทนสมาคมวิชาชีพ มาสัมภาษณ์บรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ แต่เรื่องราวการสัมภาษณ์กลับไปโผล่ในหนังสือพิมพ์คม ชัด ลึก เป็นการหลอกลวงอย่างชัดแจ้ง เท่านั้นยังไม่พอ ยังได้มีการลงเนื้อหาการให้สัมภาษณ์ที่บิดเบือนอย่างชัดเจน โดยจงใจที่จะรายงานข่าวว่ามีนักการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องกับการลงทุนอยู่ด้วย

เหลือบไปเห็นรายชื่อคนทำเรื่องราวเลวทรามต่ำช้าแบบนี้ เลยถึงบางอ้อ

“เสถียร วิริยะพรรณพงศา”

ผู้รายงานข่าวแกนนำม็อบพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย พูดจาจาบจ้วง ส่อว่าจะหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ใน ครั้งก่อนโน้น นั่นเอง ซึ่งส่งผลให้มี ประชาชนผู้รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ไม่พอใจ ต้องไปปิดล้อมอาคารสำนักงานของสื่อในเครือเดอะ เนชั่น เพื่อสอบถามความจริง และขอให้ดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อไม่ให้กระทบต่อสถาบันสูงสุด

เรื่องนี้คงเป็น คดีความค้างคาอยู่ในโรงในศาล ที่ศาลท่านจะเมตตาตัดสินกันอย่างไร

แต่หากจะใช้บรรทัดฐานของคดีความก่อนหน้า
การที่ทำหนังสือขอพระราชทานอภัยโทษในกรณีที่ลงข่าวนี้ พร้อมกับประกาศปิดหนังสือพิมพ์ 3 วัน เท่ากับยอมรับผิดอยู่แล้ว

แต่เหตุการณ์ยังไม่ผ่านพ้นไป ได้พอหายใจหายคอ คนคนเดียวกันนี้ กลับนำบทสัมภาษณ์ที่บิดเบือนมานำเสนออีกครั้งหนึ่ง โดยครั้งนี้เกิดขึ้นกับบรรณาธิการประชาทรรศน์ คนในแวดวงสื่อด้วยกันเอง

มันแสดงให้เห็นถึง เจตนา อย่างชัดแจ้ง ของผู้มาสัมภาษณ์

หลอกลวงว่าจะสัมภาษณ์ไปลงในสารของสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ใน วารสารชื่อ “ราชดำเนิน” โดยอ้างตัวว่าเป็น ฟรีแลนซ์ ของสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

แต่ดันเอาเรื่องไปลงในหนังสือพิมพ์คม ชัด ลึก ซึ่งเป็นการผิดมารยาทอย่างร้ายกาจ เพราะไม่ได้ขออนุญาตเจ้าตัวผู้ให้สัมภาษณ์ก่อน

เท่านั้นยังไม่พอ!!!

พยายามบิดเบือนข้อความในการสัมภาษณ์ว่า มีนักการเมืองเกี่ยวข้องเป็นนายทุนให้กับหนังสือพิมพ์ฉบับนี้ หวังจะโยงไปถึงว่า เป็นการกระทำที่ขัดกับรัฐธรรมนูญ ทั้งที่เขาพูดอย่างหนึ่ง เอาไปเขียนอีกอย่างหนึ่ง

เลวทรามต่ำช้าไหม นี่หรือจริยธรรมนักข่าว ผู้สื่อข่าว

โทรศัพท์มาขอโทษสักคำ หรือจะเดินทางมาขอขมา ยังไม่มีเลย

“เสถียร วิริยะพรรณพงศา” ถูกชักนำเข้ามาสู่วงการโดย “นายสุริยะใส กตะศิลา” พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ใช่หรือไม่ โดยไปอยู่กับ นสพ.แนวหน้า เป็นเล่มแรกใช่ไหม จากนั้นจึงย้ายไปอยู่สื่อในเครือ “เดอะ เนชั่น”

มีสื่ออีกมากมายที่สนิทสนมกับ นายสุริยะใส กตะศิลา เป็นรีไรเตอร์ในหนังสือพิมพ์หัวการเมืองเอียงกระเท่เร่เล่มหนึ่งก็มี
เป็นนักข่าวในสนามข่าวที่นายสุริยะใสฝากฝังชีวิตเอาไว้ จำนวนมากมาย

จึงไม่ต้องแปลกใจว่าทำไม สื่อสารมวลชน ในประเทศไทย จึงกลายเป็นเสนอข่าวเลือกข้าง หรือเข้าข้างฝ่ายสนับสนุนการปฏิวัติรัฐประหาร กันนักหนา