WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, June 4, 2008

ร่าง พ.ร.บ.ประชามติ 51 ถึงสภาผู้แทนฯ แล้ว/กำหนดออกเสียงไม่ถึงครึ่งประชามติไม่ผ่าน

กกต.ส่งร่าง พ.ร.บ.ออกเสียงประชามติปี 51 ให้สภาผู้แทนราษฎรแล้ว กำหนดออกเสียงไม่ถึงกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิ์ ประชามติไม่ผ่าน “ชัย” คาด ปชป.ขวางผ่าน 3 วาระรวด

คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้มอบให้นายธนิศร์ ศรีประเทศ ผู้อำนวยการสำนักบริหารการสนับสนุนโดยรัฐ และนายกฤช เอื้อวงศ์ รองผู้อำนวยการสำนักกิจการพรรคการเมือง และการออกเสียงประชามติ นำร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติปี 2551 มายื่นต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยยื่นผ่าน นายธงชัย ดุลยสุข ผู้อำนวยการสำนักการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเป็นตัวแทนรับมอบแล้ว

สำหรับร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว มี 42 มาตรา เนื้อหาส่วนใหญ่ของร่าง พ.ร.บ.ยังคงยึดเนื้อหาของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติของปี 2541 เป็นหลัก แต่มีการปรับปรุงเนื้อหาบางส่วน เช่น หากผู้มาออกเสียงประชามติไม่ถึงกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิออกเสียงให้ถือว่า เสียงส่วนใหญ่ไม่เห็นชอบกับการจัดทำประชามติ การให้สิทธิ์คนไทยในต่างประเทศมีสิทธิ์ออกเสียงประชามติ และผู้มีสิทธิ์ออกเสียงประชามติจะต้องเป็นผู้ที่มีสิทธิ์การเลือกตั้ง รวมทั้งการกำหนดไม่ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการทุจริต เพื่อมิให้การลงประชามติเป็นไปโดยไม่สุจริตและเที่ยงธรรม

ขณะที่ นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา ยืนยัน จะเร่งนำร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว เข้าสู่การพิจารณาในสมัยประชุมวิสามัญนี้ ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 9 มิถุนายน แต่คาดว่าไม่น่าจะผ่าน 3 วาระรวด เนื่องจากมีถึง 42 มาตรา และอาจจะมีผู้ขอแปรญัตติจำนวนมาก โดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์


บีบีซี แจ้งทั่วโลก สลดใจ“เฮด”ถูกบิดเบือนหมิ่นเบื้องสูง

บรรณาธิการฯ ร่อนอีเมล์ แจ้งทั่วโลก กล่าวหานักข่าวหมิ่นสถาบัน ไม่มีมูลความจริง รู้สึกเสียใจ แต่ก็พร้อมให้ความร่วมมือตำรวจ รอยเตอร์ระบุ การเมืองไทยใช้ข้อหาหมิ่นสาดโคลนฝ่ายตรงข้าม

ทั้งนี้ บรรษัทกระจายเสียงของอังกฤษ (บีบีซี) ประจำภูมิภาคเอเชีย ออกแถลงการณ์ผ่านอีเมล์ โดยนายพอล ดานาฮาร์

บรรณาธิการบีบีซี ประจำภูมิภาคเอเชีย ระบุว่า ข้อกล่าวหาของ พ.ต.ท.วัฒนศักดิ์ มุ่งกิจการดี พนักงานสอบสวน สน.บางมด ที่มีต่อนายโจนาธาน เฮด ผู้สื่อข่าวของบีบีซี เป็นข้อกล่าวหาที่ไม่มีมูลอย่างสิ้นเชิง อย่างไรก็ตาม บีบีซี เข้าใจดีว่า ตำรวจไทยจำเป็นต้องทำหน้าที่ในการสอบสวนข้อกล่าวหาดังกล่าว จึงพร้อมที่จะให้ความร่วมมือในการสอบสวนอย่างเต็มที่

“แต่ก็เป็นเรื่องที่น่าเสียใจอย่างยิ่งที่งานของ เฮด ถูกนำเสนออย่างไม่ถูกต้องเช่นนี้ และข้อกล่าวหาดังกล่าวได้สร้างความทุกข์ต่อตัวนายโจนาธานและครอบครัวของเขาอย่างมาก” บรรณาธิการบีบีซี ประจำภูมิภาคเอเชีย ระบุในแถลงการณ์

ขณะเดียวกัน สำนักข่าว รอยเตอร์ รายงานในเรื่องเดียวกันนี้ด้วยว่า ข้อกล่าวหาหมิ่นเบื้องสูงในครั้งนี้ มีขึ้นในขณะที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความตึงเครียดทางการเมืองเพิ่มขึ้น รวมถึงกระแสข่าวลืออย่างต่อเนื่องที่อาจเกิดการรัฐประหารขึ้นอีกครั้ง หลังกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ออกมาชุมนุมขับไล่รัฐบาลพรรคพลังประชาชน

โดยความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ในประเทศไทย มีโทษจำคุกสูงสุด 15 ปี ซึ่งใครจะกล่าวหาฟ้องร้องผู้ใดด้วยข้อกล่าวหานี้ก็ได้ ทำให้ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการกลั่นแกล้งทางการเมืองที่เป็นศัตรูกัน ทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเคยมีพระราชกระแสรับสั่งเมื่อปี 2548 ว่า พระองค์ไม่ควรอยู่เหนือการวิพากษ์วิจารณ์

ทั้งนี้ พ.ต.ท.วัฒนศักดิ์ มุ่งกิจการดี ได้ร้องทุกข์ต่อกองบังคับการปราบปราม เมื่อวันที่ 30 พ.ค.ที่ผ่านมา โดยกล่าวหานายโจนาธาน เฮด ผู้สื่อข่าวบีบีซีประจำภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ว่า มีเจตนาวิพากษ์วิจารณ์พระมหากษัตริย์หลายต่อหลายครั้ง และนาย เฮด นักข่าวชาวอังกฤษซึ่งมีประสบการณ์ในแถบอุษาคเนย์มานานกว่า 12 ปี มีส่วนในการคบคิดกับขบวนการต่อต้านพระมหากษัตริย์ ซึ่งพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย


Tuesday, June 3, 2008

บีบีซีปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา นักข่าวโดนคดีหมิ่นเบื้องสูง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 2 มิ.ย. ระบุว่า บริษัทบริติช บรอดแคสต์ติ้ง คอร์ปอร์เรชั่น (บีบีซี) ออกแถลงการณ์กรณี นายโจนาธาน เฮด ผู้สื่อข่าวบีบีซีประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ถูกแจ้งข้อหาว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ หลังเป็นผู้ดำเนินรายการในงานที่นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ไปบรรยายพิเศษที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศว่า ข้อกล่าวหาดังกล่าวไม่มีมูลความจริงโดยสิ้นเชิง

"บีบีซีตระหนักดีว่าตำรวจไทยมีหน้าที่จะต้องสอบสวนข้อกล่าวหาคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพทุกกรณี และยินดีให้ความร่วมมือในการสอบสวน แต่เป็นเรื่องที่น่าเสียใจอย่างยิ่งที่งานของนายโจนาธานถูกนำเสนออย่างไม่ถูกต้องเช่นนี้ และข้อกล่าวหาดังกล่าวได้สร้างความทุกข์ต่อตัวนายโจนาธานและครอบครัว" แถลงการณ์ ระบุ


ของชอบ 'สมัคร' เลยล่ะ

ก่อนอื่นเลย รายงานการจราจรช่วงเช้าของวันจันทร์ที่ 2 มิถุนายนที่ผ่านมา ตั้งแต่เวลา 06.00-07.00 น. ปริมาณรถหนาแน่น โดยเฉพาะเส้นทางที่ใช้หลีกเลี่ยงการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ซึ่งชุมนุมบริเวณถนนราชดำเนินนอก เชิงสะพานมัฆวานรังสรรค์

มีปริมาณรถติดสะสมจำนวนมาก

ตั้งแต่แยกลานพระราชวังดุสิตจนถึงแยกวังแดง การจราจรติดอย่างมาก โดยรถที่ลงจากสะพานพระราม 8 มุ่งหน้าไปแยก จปร. รถติดปริมาณมาก เคลื่อนตัวได้ช้า และในส่วนของสนามหลวงมุ่งหน้าไปนางเลิ้ง ปริมาณรถหนาแน่น ติดขัดเช่นกัน

อันนี้ก็ไม่แน่ใจ กับหลักการที่ว่า การชุมนุมเป็นสิทธิของประชาชนตามระบอบประชาธิปไตย แต่ต้องไม่สร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่น

มันละเมิดหลักการหรือยัง

แต่ที่ไม่อินังขังขอบเห็นๆเลย กับคิวที่นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ชิงจังหวะด่าออกอากาศดังๆ บ้านเมืองต้องมีขื่อมีแป มีตัวบทกฎหมาย ใครจะมาทำอะไรกันตามอำเภอใจ ยึดใจกลางถนน

คนพวกที่มาทำควรจะละอาย พี่น้องประชาชนทั้งหลายที่ไปร่วมขบวนการต้องอาย

“เพราะเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินต้องหลีกเลี่ยงไปทางอื่น เพราะม็อบไปนั่งขวางทางเสด็จพระราชดำเนิน ถนนนั้นชื่อถนนราชดำเนิน”

งัดมุกแหลมๆกะวัดใจ

และก็ทันทีทันควัน “มหาจำลอง” พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรม็อบไล่ “ทักษิณ” สวนเปรี้ยงแบบนิ่มๆ

“ตำรวจก็รู้ดีว่าสามารถจัดเส้นทางเสด็จฯไปเส้นทางอื่นได้ ชอบเอาเรื่องนี้มาอ้าง มากดดันเรา เมื่อคราวพฤษภาทมิฬ หรือเมื่อ 19 กันยายน 2549 ก็กดดันแบบนี้เช่นกัน”

ไม่เต้นตามเกมวัดใจของนายกฯสมัคร

“มหาจำลอง” โชว์ลูกเก๋า ระดับนี้ผ่านมาทุกม็อบ ใส่เสื้อหม้อห้อมข้าเฝ้าฯพร้อม “บิ๊กสุ” พล.อ. สุจินดา คราประยูร อดีตนายกรัฐมนตรี ก็เคยมาแล้ว

พะยี่ห้อการันตีความ “ดื้อ”

และก็เป็นอะไรที่ตั้งท่ายึดถนนราชดำเนินอีกยาว ล่าสุด นายสมศักดิ์ โกศัยสุข 1 ใน 5 แกนนำ พันธมิตรฯ ปราศรัยว่า กำลังจะมีการตั้งเวทีใหม่ เป็นเวทีถาวร และเตรียมเปลี่ยนจากการชุมนุมให้เป็นเมืองพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โดยไม่ขึ้นกับรัฐบาล

แยกเป็นรัฐอิสระกันเลย

โดยกระบวนท่าที่จ้องรบแตกหักของพันธมิตรม็อบไล่ “ทักษิณ” เดินเกมยั่วรายวัน เหมือนท้าทายคนชื่อ “สมัคร” ที่ออกอาการชักเข้าชักออก

ทำเหมือนกล้าๆกลัวๆ

ในขณะที่อาการของพรรคร่วมรัฐบาล “บิ๊กเติ้ง” นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย แสดงความเป็นห่วงสถานการณ์ อาจจะมีการบานปลายได้ หลังจากนายสมัครประกาศท่าทีว่าจะจัดการกับกลุ่มพันธมิตรฯ

ประสานเสียงกับ “ป๋าเหนาะ” นายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช ที่ประกาศ หากนายกฯไม่หารือร่วมกับพรรคร่วมรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาการเมือง และทำให้เกิดเหตุรุนแรงจนบานปลาย ก็เป็นหน้าที่ของนายกฯต้องรับผิดชอบ พรรคร่วมรัฐบาลจะไม่ร่วมรับผิดชอบในสิ่งที่เกิดขึ้นด้วย

เหมือนกับว่า “สมัคร” และพรรคพลังประชาชนกำลังถูกปล่อยให้ลุยเดี่ยว

แต่อะไรที่เห็นกันฉากหน้าก็ไม่ได้เป็นอย่างที่คิดเสมอไป

ที่แน่ๆเลยกับข่าวที่ลือกันว่า นายกฯสมัครส่งซิกให้เคลียร์ม็อบ แต่กองทัพไม่รับมุกด้วย จนทำให้นายกรัฐมนตรีต้องพลิกบทเล่นกันใหม่

ล่าสุดสำนักข่าวซินหัวของทางการจีน รายงานว่า พลเอกบุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผบ.ทหารสูงสุดของไทย ได้ให้สัมภาษณ์ โดยยืนยันอย่างหนักแน่นว่า ทหารจะอยู่ฝ่ายเดียวกับรัฐบาลไทย

ภายใต้การนำของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี

พลเอกบุญสร้างย้ำว่า ทหารมีหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติตามคำสั่งของรัฐบาล และถ้ามีการออกคำสั่งให้ทหารใช้กำลังเข้าจัดการกับกลุ่มพันธมิตรฯ ทหารก็จะปฏิบัติตามโดยเคร่งครัด

ของจริง “สมัคร” กับทหาร พูดจาภาษาเดียวกัน

และก็เป็นอะไรที่ย้อนไปดูประวัติได้ คนชื่อ “สมัคร สุนทรเวช” ผ่านงานกับคณะปฏิรูปการปกครองมาแล้วกี่ยุคกี่สมัย

แล้วในสถานการณ์ที่ลูกไหลมาเข้าทางอย่างนี้ กับโอกาสเป็นนายกรัฐมนตรีของคณะปฏิรูปฯ ที่กองทัพหนุน โดยไม่มีเสียงในสภาฯของพรรคร่วมรัฐบาล และเหล่าไอ้ห้อยไอ้โหนของหมอผีเขมรมารบกวนใจ

อย่าคิดว่า มันเป็นไปไม่ได้.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน


เฉลิม การันตี สมัคร ไม่ถอดใจ

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์วานนี้ (2 มิ.ย.) ถึงกระแสข่าวนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เริ่มถอดใจต่อแรงกดดันทางการเมืองในช่วงนี้ว่า ไม่มี พูดเรื่อยเปื่อย คนอย่างนายสมัครไม่มีถอดใจ ชาติหน้าบ่ายๆ ตอนนี้ยังคึกคัก ฮึกเหิม ชัดเจนแน่นอน จะไปถอดใจอะไร และไม่มีการยุบสภาแน่ กำลังดีๆอยู่ ไม่มีการถูกกดดัน รัฐบาลชุดนี้ เหมือนอั้งชิกกง เวลารบโรมรันพันตูก็ม้วนตัวเอี้ยวหลบ จับไม่ได้ง่ายๆ เมื่อถามถึงข่าวพรรคร่วมรัฐบาลแสดงความอึดอัด อาจจะถอนตัว ร.ต.อ.เฉลิมตอบว่า ใครอึดอัด ไม่รู้ พรรคไหนอึดอัด ถ้าอึดอัดมากให้ไปกินอีโน จะได้หาย

เด็ก เนวินปฏิเสธบีบนายกฯไขก๊อก

นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ ส.ส.นครราชสีมา พรรคพลังประชาชน กลุ่มของนายเนวิน ชิดชอบ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีกระแสข่าว ส.ส.ในกลุ่มของนายเนวินกดดันให้ นายสมัคร สุนทรเวช ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีว่า ไม่มี จะไปกดดันทำไม เมื่อเช้ายังคุยกับนายเนวินอยู่เลย ไม่เห็นมีเรื่องนี้ เป็นการปล่อยข่าวมากกว่า เพราะจะไปกดดันทำไม ไม่มีเหตุผล นายสมัครอยู่ยาวอยู่แล้วตามที่หมอดูทำนาย ส่วนกรณีมีกระแสข่าวจะมีการปฏิวัตินั้น คงไม่มีใครกล้าทำ เพราะคนทำคงไม่สามารถแก้ไขปัญหาของประเทศได้ ดังนั้นขอให้ปล่อยรัฐบาลบริหารประเทศไปเถอะ

กลุ่มเหนือปัดข่าวดัน สมชายขึ้นแทน

นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ พรรค พลังประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีมีคลื่นใต้น้ำในพรรคพลังประชาชนกดดันให้นายสมัครลาออกจากตำแหน่งนายกฯ เพื่อผลักดันให้นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯและ รมว.ศึกษาฯ ในฐานะรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ขึ้นเป็นนายกฯแทนว่า เป็นไปไม่ได้ เพราะที่ผ่านมาการประชุมภาคเหนือแต่ละครั้งไม่มีการกดดันให้นายสมัครลาออก ภาคเหนือค่อนข้างอะลุ้มอล่วย เปรียบเหมือนการฟ้อนรำที่ก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าวแล้วถอยหลังสองก้าว ทั้งนี้อาจจะมีปัญหาที่ภาคอีสานที่มีทั้งกลุ่ม ส.ส.อีสานเหนือและกลุ่ม ส.ส.อีสานใต้ ผู้สื่อข่าวถามกลุ่มไหนที่มีพลังกดดันให้นายสมัครลาออกได้ นายสุรพงษ์ตอบว่า คงเป็นกลุ่มที่มี ส.ส.เยอะที่สุด

นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯ และ รมว.ศึกษาฯ กล่าวถึงกรณีมีกระแสข่าว ส.ส.พรรคพลังประชาชนผลักดันให้ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกฯแทนนายสมัคร สุนทรเวช ว่า ไม่เคยได้ยินข่าวดังกล่าว และยังพอใจกับการทำงานในกระทรวงศึกษาธิการ

พงศกรพร้อมเสียบแทน จักรภพ

นายพงศกร อรรณนพพร รมช.ศึกษาธิการ กล่าวถึงกรณีกระแสข่าวการปรับ ครม.ที่มีแนวโน้มจะถูกโยกไปดำรงตำแหน่ง รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีแทนนายจักรภพ เพ็ญแข ที่ลาออกไปว่า หากเห็นว่าตนเหมาะสมก็พร้อมที่จะรับตำแหน่ง แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้รับทาบทาม ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี แต่ในพรรคพลังประชาชนก็ยังไม่ได้มีการหารือถึงการปรับ ครม.แต่อย่างใด เรื่องนี้ต้องแล้วแต่ผู้หลักผู้ใหญ่ของพรรคที่จะต้องพิจารณาหาคนที่เหมาะสมมาดำรงตำแหน่งแทนนายจักรภพ

ชท.เตือน พปช.อยู่พรรคเดียวไม่ได้

ส่วนความขัดแย้งระหว่างพรรคพลังประชาชนกับพรรคร่วมรัฐบาลนั้น นายเอกพจน์ ปานแย้ม ส.ส.ปทุมธานี พรรคชาติไทย กล่าวถึงกรณีที่นายภิรมย์ พลวิเศษ ส.ส.นครราชสีมา พรรคพลังประชาชน ออกมาตำหนิท่าทีของพรรคร่วมรัฐบาล ถึงขั้นท้าให้ถอนตัวจากการร่วมรัฐบาลว่า ที่ผ่านมา มีหลายครั้งที่พรรคพลังประชาชนก็ไม่เคยเห็นความสำคัญและไม่ให้ความสำคัญพรรคร่วมรัฐบาล เช่นกรณีการยื่นญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือคัดเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร หรือแม้กระทั่งการออกมาแถลงรายการพิเศษของนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 31 พ.ค.ที่ผ่านมา ก็ไม่เคยหารือกับพรรคร่วมรัฐบาลก่อน อยากบอกว่าการที่พรรคร่วมรัฐบาลจะอยู่หรือไปนั้น ไม่มีปัญหา แต่ขอเตือนว่าอย่ามองว่าพรรคพลังประชาชนมีความสำคัญเพียงพรรคเดียว เพราะหากไม่มีพรรคร่วมรัฐบาลอีก 5 พรรคให้การสนับสนุน พรรคพลังประชาชนก็จัดตั้งรัฐบาลไม่ได้

สอนแกนนำอย่าส่งลิ่วล้อมายั่วยุ

นายเอกพจน์กล่าวว่า การจะพูดจาอะไรออกมา อยากให้แกนนำพรรคพลังประชาชนตักเตือนและควบคุมสมาชิกพรรคให้รักษามารยาททางการเมืองด้วย ไม่ใช่ปล่อยให้ลิ่วล้อออกมาพูดในลักษณะยั่วยุ ไม่ให้เกียรติสมาชิกพรรคร่วมรัฐบาลเช่นนี้ นอกจากจะไม่ส่งผลดีต่อภาพลักษณ์รัฐบาลแล้ว ยังกระทบต่อความรู้สึกของสมาชิกพรรคร่วมรัฐบาลด้วย และสิ่งที่แกนนำพรรคร่วมรัฐบาลกระทำลงไปนั้นต่างก็มีเหตุมีผลรองรับ ทุกพรรคมีสิทธิที่จะนัดหารือเพื่อติดตามความเป็นไปของสถานการณ์บ้านเมืองด้วยความห่วงใย ดังนั้น ขอความกรุณาอย่าส่งลิ่วล้อมาพูดในลักษณะเช่นนี้อีก

ส.ส.พปช.อ้างแค่สะกิดเตือน

ขณะที่นายภิรมย์ พลวิเศษ ส.ส.นครราชสีมา พรรคพลังประชาชน ให้สัมภาษณ์กรณีที่เสนอให้พรรคร่วมรัฐบาลถอนตัวจากการร่วมรัฐบาลหากไม่เห็นด้วยกับการที่นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม จะสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯว่า คงไม่มีเจตนาถึงกับขับไล่ แค่สะกิดให้คิดว่าก่อนที่จะไปร่วมแถลงข่าวที่มีจุดยืนตรงข้ามกับรัฐบาลในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของบ้านเมือง มันไม่เหมาะสม ควรมาหารือกันก่อนเพราะอยู่ร่วมรัฐบาลด้วยกัน ส่วนที่นายกฯประกาศจะสลายการชุมนุม โดยไม่บอกให้พรรคร่วมรัฐบาลทราบ เป็นแค่กลยุทธ์ในการรักษาบ้านเมืองให้เกิดความสงบ เป็นแค่การขู่เฉยๆ สุดท้ายแล้วก็ไม่มีการไปสลายการชุมนุม อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าคงไม่ทำให้เกิดความบาดหมางในพรรคร่วมรัฐบาล เพราะแค่พูดในหลักการว่าควรรักษามารยาทในการร่วมรัฐบาล และที่ผ่านมาพรรคร่วมรัฐบาลบางพรรคก็ปล่อยให้นายกฯและรองนายกฯถูกด่าจากกรณีการขึ้นราคาน้ำตาล ไม่เคยออกมาชี้แจงให้สังคมรับทราบ ได้แต่อยู่เฉยๆ ทั้งที่เป็นกระทรวงที่รับผิดชอบต่อเรื่องนี้โดยตรง

สมพงษ์ ดอดโอ๋ ป๋าเหนาะ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บ่ายวานนี้ (2 มิ.ย.) นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน เดินทางเข้าพบนายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช ที่บ้านเมืองทองธานี ใช้เวลาหารือกันประมาณ 1 ชั่วโมง จากนั้นนายสมพงษ์เปิดเผยว่า มาชี้แจงให้นายเสนาะฟังเกี่ยวกับกรณีที่ ส.ส.พรรคพลังประชาชนเคลื่อนไหวจะยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญรอบสอง เนื่องจากเห็นว่านายเสนาะแสดงความไม่พอใจในเรื่องนี้ ซึ่งได้ยืนยันว่าพรรคพลังประชาชนไม่เคยมีมติในเรื่องนี้ และก็ไม่เห็นด้วยที่จะยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญอีก ในพรรคเพียงแค่คุยกันว่าจะหยุดยื่นญัตติจนกว่าผลการทำประชามติจะออกมา ส่วนนายเสนาะบอกว่าที่ไม่พอใจก็พูดในฐานะ ส.ส.อาวุโส ไม่เกี่ยวกับพรรคร่วมรัฐบาล ทั้งนี้จะนำเรื่องที่ทำความเข้าใจกับนายเสนาะไปเล่าให้นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคพลังประชาชน รับทราบ

เสนาะเคลิ้มเริ่มเสียงอ่อน

ด้านนายเสนาะกล่าวว่า นายสมพงษ์ยืนยันว่าพรรคพลังประชาชนไม่ได้มีมติที่จะยื่นญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญอีกครั้งตามที่เป็นข่าว หากจะมีการยื่นแก้ไขก็เป็นเรื่องส่วนตัวของ ส.ส. นอกจากนี้ยังพูดถึงเรื่องการสลายม็อบว่าจะมีไม่มีการสลายม็อบอย่างที่เป็นข่าว ทุกอย่างขึ้นอยู่ที่นายสมัคร สุนทรเวช นายกฯ ต้องออกมาพูดยืนยันว่าไม่มีการสลายม็อบ ถ้าเป็นอย่างนี้เชื่อว่าทุกอย่างก็จบ เมื่อไม่มีการสลายม็อบแล้ว นายกฯคนเดียวต้องออกมาแถลงเองเรื่องการสลายม็อบ เพราะอาจเป็นนโยบายส่วนตัวในฐานะที่นายกฯดูแลบ้านเมือง อยากให้บ้านเมืองเกิดความสงบ แต่ไม่ใช่ว่าให้คนอื่นมาพูดแทน นายกฯ ต้องออกมาพูดเองว่ารัฐบาลไม่มีนโยบาย ขอความร่วมมือประชาชนมาช่วยแก้ไขปัญหาบ้านเมืองในยามวิกฤติ สำหรับมติของพรรคร่วมรัฐบาลก็ตรงกันว่าเจตนาไม่มีอะไร เพียงแค่แสดงความเป็นห่วงหากจะมีการสลายม็อบ นายกฯเป็นผู้ใหญ่ ถ้ารู้วิธีเคลียร์ดี ทำไมจะพูดกันไม่รู้ หากถอยคนละก้าวทุกอย่างจะจบลงด้วยดี จะเอาอะไรกันอีก ทุกอย่างรัฐบาลก็ยอมแล้ว

เชษฐาเด้งเชือกจุดยืน รช.

พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร หัวหน้าพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ไม่มีตัวแทนพรรครวมใจไทยฯ เข้าร่วมหารือกับแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลเมื่อคืนวันที่ 31 พ.ค. ที่ผ่านมา ที่มีจุดยืนไม่ขอรับผิดชอบต่อเหตุการณ์รุนแรง หากรัฐบาลสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ว่า เรื่องนี้จะนำไปหารือภายในพรรคเพื่อกำหนดท่าทีต่อไป ส่วนในหลักการเห็นด้วยที่จะไม่ใช้ความรุนแรงเข้าไปแก้ปัญหา เพราะปัญหายุ่งๆจะตามมา ทำให้เหตุการณ์ลุกลามบานปลาย และกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพรัฐบาล ดังนั้น ทางออกที่ดีที่สุดรัฐบาลและกลุ่มผู้ชุมนุมจะต้องหารือร่วมกันว่าอะไรทำได้หรือไม่ได้ แล้วให้ประชาชนตัดสินเอง เมื่อถามว่าพรรครวมใจไทยฯจะนำจุดยืนของพรรคร่วมรัฐบาลที่ระบุว่าหากใช้กำลังสลายการชุมนุมจะถอนตัวจากการร่วมรัฐบาล และไม่ขอแสดงความรับผิดชอบ มาพิจารณาด้วยหรือไม่ พล.อ.เชษฐาตอบว่า ต้องนำมาพิจารณาว่าถ้าเกิดเหตุการณ์ในระดับ 1-2-3 แล้วจะดำเนินการอย่างไร




กลุ่มพันธมิตรฯ ยืนยันจะทบทวนการชุมนุม เมื่อนายกฯ ประกาศไม่แก้ รธน.

กทม. 2 มิ.ย. - กลุ่มพันธมิตรฯ เตรียมจัดระเบียบการชุมนุมใหม่ เรียกหน่วยงานที่เดือดร้อนจากการชุมนุมหาวิธีแก้ปัญหา ปรับสาระการอภิปรายให้สุภาพ เน้นเรื่องสาเหตุที่ต้องชุมนุม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ ในช่วงค่ำวันนี้ (2 มิ.ย.) เริ่มคึกคักขึ้น เมื่อมีประชาชนเริ่มทยอยมาเข้าร่วมชุมนุมจำนวนมาก ขณะที่บนเวทีได้มีแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ สลับขึ้นปราศรัย ควบคู่กับการแสดงดนตรีสด

นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานกลุ่มพันธมิตรฯ ให้สัมภาษณ์ว่า แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ได้หารือถึงสถานการณ์และกำหนดท่าทีการชุมนุม โดยเห็นตรงกันว่า จะจัดระเบียบการชุมนุมใหม่ นอกจากจะเปิดช่องทางจราจรด้านหลังเวทีในช่วงชั่วโมงเร่งด่วนเช้า-เย็นแล้ว ยังจะเชิญหน่วยงานราชการที่ได้รับความเดือดร้อนมาหารือถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาด้วย นอกจากนี้จะเพิ่มความเข้มงวดในการรักษาความปลอดภัย เพื่อป้องกันมือที่ 3 ที่จะมาก่อเหตุเป็นพิเศษ และจะปรับวิธีการปราศรัยตั้งแต่เวลา 19.00-22.00 น. โดยเน้นการชี้แจงเนื้อหาสาระและสาเหตุของการชุมนุมด้วยถ้อยคำที่สุภาพ โดยจะเชิญผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการมาเข้าร่วม

นายสุริยะใส ยืนยันกลุ่มพันธมิตรฯ จะปักหลักชุมนุมต่อไป แม้ว่าจะมีท่าทีของสภาฯ ที่จะเสนอญัตติตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาศึกษาปัญหารัฐธรรมนูญก็ตาม เพราะเห็นว่ารัฐบาลยังไม่มีท่าทีที่จะถอย ดังนั้น กลุ่มพันธมิตรฯ จะทบทวนการชุมนุมต่อเมื่อนายกรัฐมนตรีได้ประกาศชัดเจนว่า จะไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญจนกว่าคดีที่เกี่ยวข้องกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และพรรคพลังประชาชนจะสิ้นสุดลง

ส่วนกรณีที่มีนักวิชาการเสนอแนวทางการติดริบบิ้นขาว สร้างความสมานฉันท์ในประเทศนั้น นายสุริยะใส กล่าวว่า ถือเป็นเรื่องที่ดี สร้างสรรค์ และจะช่วยลดการเผชิญหน้า ทั้งนี้ ที่ผ่านมากลุ่มพันธมิตรฯ ชุมนุมอย่างสันติ แต่อีกกลุ่มกลับมุ่งคุกคามทำร้าย จึงอยากเรียกร้องให้ฝ่ายต่าง ๆ อย่าสร้างเงื่อนไขให้เกิดการเผชิญหน้า อย่างไรก็ตาม ไม่รู้สึกหนักใจจากกรณีที่กลุ่มหาประชาชนร่วมพิทักษ์ประชาธิปไตย จะนัดรวมพลใหญ่ในวันที่ 4 มิถุนายนนี้ ใกล้กับสถานที่การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ เพราะเชื่อว่าตำรวจจะดูแลรักษาความเรียบร้อยได้ จึงไม่มีการเตรียมการรองรับอะไรเป็นพิเศษ. -สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-06-02 19:31:33


คตส.มีมติส่ง อสส.ฟ้อง สุริยะ กรณีโครงการท่อร้อยสาย

คตส. 2 มิ.ย.- คตส.มีมติส่งอัยการสูงสุดฟ้อง “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” จากโครงการระบบจ่ายไฟฟ้าและท่อร้อยสาย ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ฐานความผิดละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ขณะที่ “ศรีสุข จันทรางศุ” เจอความผิดฐานล็อกสเปก-ฮั้วประมูล

นายสัก กอแสงเรือง โฆษกคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) แถลงภายหลังการประชุม คตส.ชุดใหญ่ วันนี้ (2 มิ.ย.) มีนายนาม ยิ้มแย้ม ประธาน คตส. เป็นประธาน ว่า ที่ประชุมได้พิจารณาสำนวนไต่สวนเรื่องโครงการระบบจ่ายไฟฟ้าและท่อร้อยสาย ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ที่มีคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา กรรมการ คตส. เป็นประธานอนุกรรมการ และมีมติส่งสำนวนให้อัยการสูงสุด สั่งฟ้องนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตรัฐมนตรีว่าการคมนาคม ในฐานความผิดละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 เนื่องจากไม่ได้มีคำสั่งดำเนินการใด หลังจากที่ สตง.ได้ออกหนังสือถึงความผิดปกติการประกวดราคา

“นอกจากนี้ยังมีนายศรีสุข จันทรางศุ ในฐานะปลัดกระทรวงคมนาคม และประธานคณะกรรมการ บริษัท ท่าอากาศยานสากลกรุงเทพแห่งใหม่ จำกัด (บทม.) รวมถึงผู้ถูกกล่าวหาที่เป็นคณะกรรมการตรวจการจ้างออกแบบ คณะกรรมการกำหนดราคากลาง กลุ่มบริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายท่อ ผู้ทำการแทน และกลุ่มผู้ออกแบบ จำนวน 20 ราย มีความผิดกรณีล็อกสเปกโครงการก่อสร้างระบบวางท่อร้อยสายไฟฟ้าใต้ดิน ซึ่งเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ ตามมาตรา 5, 7, 10 และ 11 และตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 152, 157, 341 และ 83” นายสัก กล่าว

นายสัก กล่าวว่า คตส. จะส่งสำนวนให้อัยการสูงสุดพิจารณา เพื่อส่งฟ้องต่อศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ภายใน 14 วัน นับตั้งแต่วันที่ คตส.มีมติ และยืนยันว่า คตส. จะประชุมเพื่อสรุปคดีที่เหลือทั้งหมด ส่งให้อัยการสูงสุดพิจารณาส่งฟ้องให้ทัน ก่อนที่ คตส.จะหมดอายุในวันที่ 30 มิถุนายนนี้ และในวันที่ 6 มิถุนายน เวลา 13.00 น. คตส.จะประชุมคณะกรรมการร่วม คตส. และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อสรุปแนวทางการทำงานของคดี หากอัยการสูงสุดไม่พิจารณาส่งฟ้อง.- สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-06-02 19:24:49

คตส.ส่งอัยการสูงสุดฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณ

สตง. 2 มิ.ย.- คตส.สรุปส่งอัยการสูงสุดสั่งฟ้อง “พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร” ผิดฐานร่วมกันสนับสนุนให้กระทำความผิด จากกรณี ธ.กรุงไทย อนุมัติเงินกู้ให้บริษัทในเครือกฤษฎามหานคร ส่วน “พานทองแท้ ชินวัตร” เจอข้อกล่าวหารับของโจร ขณะที่คุณหญิงพจมาน ชินวัตร รอด

นายสัก กอแสงเรือง โฆษกคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) แถลงภายหลังการประชุม คตส.ชุดใหญ่ วันนี้ (2 มิ.ย.) มีนายนาม ยิ้มแย้ม ประธาน คตส. เป็นประธาน ว่า ที่ประชุมมีมติส่งสำนวนกรณีการไต่สวนอนุมัติเงินกู้ของผู้บริหารธนาคารกรุงไทย ให้แก่บริษัทในเครือกฤษฎามหานคร ที่มีนางเสาวณีย์ อัศวโรจน์ กรรมการ คตส. เป็นประธานอนุกรรมการ ให้อัยการสูงสุดสั่งฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี รวมถึงพนักงานเจ้าหน้าที่ คณะกรรมการสินเชื่อ คณะกรรมการบริหารของธนาคารกรุงไทย กลุ่มนิติบุคคล ผู้แทนนิติบุคคล นักการเมือง และพวกพ้องที่เกี่ยวข้องกับการปล่อยกู้ในครั้งนี้ รวม 31 ราย ฐานเป็นตัวการในการร่วมกันทำผิดในการอนุมัติสินเชื่อเงินกู้ธนาคารกรุงไทย ให้กับบริษัทในเครือกฤษฎามหานคร วงเงิน 11,585 ล้านบาท

“บริษัทในเครือดังกล่าว มีสถานะเป็นลูกหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ของธนาคารกรุงไทย และมีการเปลี่ยนแปลงเอกสารเพื่อปรับสถานะทางการเงินให้ดีขึ้น ซึ่งผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การ หรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 4, 8 และ 11 พ.ร.บ. ธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505 มาตรา 46 นว พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 มาตรา 307, 308, 311, 313 และ 315 พ.ร.บ.บริษัทมหาชน จำกัด พ.ศ. 2535 มาตรา 85 และ 91 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 152, 157, 352, 353, 354 ประกอบ มาตรา 83, 84 และ 86” นายสัก กล่าว

นายสัก กล่าวว่า จากการตรวจสอบพบพฤติกรรมว่านำเงินที่ปล่อยกู้ไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ เพราะปกติการขอรีไฟแนนซ์ ต้องได้เช็คเพียงฉบับเดียว แต่การปล่อยกู้ดังกล่าว แยกเช็คออกเป็น 11 ฉบับ โดยจ่ายผ่านไปยังบุคคลภายนอก ดังนั้นในส่วนของนายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชาย พ.ต.ท.ทักษิณ นางกาญจนาภา หงส์เหิน นายวันชัย หงส์เหิน และนายมานพ ทิวารี แม้ไม่มีส่วนร่วมในการกระทำความผิด แต่ได้รับเงินที่ได้จากการกระทำความผิดฐานยักยอก จึงให้ดำเนินคดีในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 ฐานรับของโจร โดยต้องชดใช้เงินที่ได้มาจากการกระทำความผิด ภายหลังจากศาลอาญาพิจารณาความผิดแล้ว

“ส่วนคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยา พ.ต.ท.ทักษิณ ผู้ถูกกล่าวหาในชั้นตรวจสอบ ข้อกล่าวหาตกไป เนื่องจากเห็นว่าไม่มีหลักฐานแสดงว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด” นายสัก กล่าวและว่า คตส.จะส่งสำนวนคดีให้อัยการสูงสุดพิจารณา เพื่อส่งฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ภายใน 14 วัน นับตั้งแต่วันที่ คตส.มีมติ. -สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-06-02 19:17:29


ใช้สีขาวเป็นสัญญลักษณ์ยุติความรุนแรง

2 มิ.ย.-ขณะที่สังคมไทย กำลังเผชิญหน้ากับความแตกแยก เครือข่ายประชาธิปไตยเห็นต่างกันได้ แต่อย่าใช้ความรุนแรง เรียกร้องให้ทุกฝ่ายยุติความรุนแรง โดยใช้สีขาวเป็นสัญลักษณ์ติดตามบ้าน รถ เชื่อว่าจะเป็นพลังเงียบช่วยคลี่คลายสถานการณ์.

ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย

อัพเดตเมื่อ 2008-06-02 19:07:49









“ชินวัตร”ฉะ “สนธิบัง” พ่นน้ำลายหนุนพันธมิตรฯแค่โกหกคำโตตอบแทนบุญคุณ

นายกแท็กซี่ “ชินวัตร หาบุญพาด”สุดทน “สนธิบัง” ออกโรงพูดหนุนพันธมิตรชุมนุม ซัดกลับ แค่ตอบแทนบุญคุณ ช่วยให้ยึดอำนาจ ไม่พ้นชอบโกหก ไม่รับผิดชอบ

ทั้งนี้ เมื่อช่วงหัวค่ำ (2 มิ.ย.) ที่เวที สภาสนามหลวง นายชินวัตร หาบุญพาด นายกสมาคมพิทักษ์ผลประโยชน์ผู้ขับรถแท็กซี่ ได้กล่าวตอบโต้ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ที่ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยนั้นมีเหตุผล ที่รัฐบาลต้องรับฟังว่า พล.อ.สนธิ แค่ออกมาโกหกอีกครั้ง เพื่อตอบแทนบุญคุณกลุ่มพันธมิตรฯที่ช่วยสร้างกระแสความปั่นป่วน ที่ พล.อ.สนธิ ได้นำมาเป็นข้ออ้าง ในการใช้กำลังทางทหารเข้ายึดอำนาจการปกครองของประเทศเมื่อ 19 กันยายน 2549

นายชินวัตร กล่าวต่อไปว่า อยากให้พี่น้องประชาชนย้อนกับไปทบทวนคำกล่าวอ้าง 4 ข้อ ของ คมช.ในการเข้ายึดอำนาจมาจากรัฐบาลอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่มาจากการเลือกตั้งอีกครั้งว่า มาถึงปัจจุบันนี้ ได้กลายเป็นการโกหกคำโตของ พล.อ.สนธิ ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการกล่าวหาหมิ่นสถาบัน อัยการก็ไม่สั่งฟ้อง การโกงกิน ก็ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ พิพากษาแม้สักคดีว่ามีความผิดจริง หรือแม้แต่การกล่าวหาว่าแทรกแซงองค์กรอิสระ แต่เมื่อเทียบกับหลังที่ พล.อ.สนธิ ยึดอำนาจได้แล้ว ก็แต่งตั้งกลุ่มพวกพ้องตัวเองเข้าไปนั่งเก้าอี้องค์กรเหล่านี้กันอย่างถ้วนหน้าอย่างไม่อาย ขณะที่องค์กรอิสระในสมัยรัฐบาลนายกฯพ.ต.ท.ทักษิณ มาจากการสรรหาตามรัฐธรรมนูญ 2540 ของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ฯลฯ การกล่าวอ้างว่าคนไทยจะปะทะกัน ก็เป็นเรื่องโกหก จึงอยากย้อนถาม พล.อ.สนธิ ว่า นับแต่ประเทศไทยมีวิกฤติการเมืองถึงขั้นนองเลือดไม่ว่าจะเป็น 14 ตุลา 6 ตุลา หรือพฤษภาทมิฬ ทุกครั้งเป็นการกระทำของทหารเผด็จการกับประชาชนทั้งสิ้น “พล.อ.สนธิ ยึดอำนาจเมื่อ 19 กันยายน 2549 ไม่ใช่เป็นเพียงแค่ยึดอำนาจแค่รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ แต่เป็นการปล้นอำนาจไปจากประชาชนทั่วประเทศ ที่ขณะนั้นอีกไม่กี่วันประชาชนจะได้ไปใช้อำนาจของพวกเขา ในการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นแล้วในวันที่ 15 ต.ค. 2549 ดังนั้น การออกมาพูดสนับสนุนกลุ่มพันธมิตรฯของ พล.อ.สนธิ จึงไม่มีอะไรนอกจากใช้ความถนัดคือ โกหก และไม่รับผิดชอบใดๆ อีกเช่นเคย” นายชินวัตร กล่าว นายก ส.แท็กซี่ “ชินวัตร หาบุญพาด”สุดทน “สนธิบัง” ออกโรงพูดหนุนพันธมิตรชุมนุม ซัดกลับ แค่ตอบแทนบุญคุณ ช่วยให้ยึดอำนาจ ไม่พ้นชอบโกหก ไม่รับผิดชอบ ทั้งนี้ เมื่อช่วงหัวค่ำ (2 มิ.ย.) ที่เวที สภาสนามหลวง นายชินวัตร หาบุญพาด นายกสมาคมพิทักษ์ผลประโยชน์ผู้ขับรถแท็กซี่ ได้กล่าวตอบโต้ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ที่ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยนั้นมีเหตุผล ที่รัฐบาลต้องรับฟังว่า พล.อ.สนธิ แค่ออกมาโกหกอีกครั้ง เพื่อตอบแทนบุญคุณกลุ่มพันธมิตรฯที่ช่วยสร้างกระแสความปั่นป่วน ที่ พล.อ.สนธิ ได้นำมาเป็นข้ออ้าง ในการใช้กำลังทางทหารเข้ายึดอำนาจการปกครองของประเทศเมื่อ 19 กันยายน 2549 นายชินวัตร กล่าวต่อไปว่า อยากให้พี่น้องประชาชนย้อนกับไปทบทวนคำกล่าวอ้าง 4 ข้อ ของ คมช.ในการเข้ายึดอำนาจมาจากรัฐบาลอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่มาจากการเลือกตั้งอีกครั้งว่า มาถึงปัจจุบันนี้ ได้กลายเป็นการโกหกคำโตของ พล.อ.สนธิ ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการกล่าวหาหมิ่นสถาบัน อัยการก็ไม่สั่งฟ้อง การโกงกิน ก็ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ พิพากษาแม้สักคดีว่ามีความผิดจริง หรือแม้แต่การกล่าวหาว่าแทรกแซงองค์กรอิสระ ที่เมื่อเทียบกับหลังที่ พล.อ.สนธิ ยึดอำนาจได้แล้ว ก็แต่งตั้งกลุ่มพวกพ้องตัวเองเข้าไปนั่งเก้าอี้องค์กรเหล่านี้กันอย่างถ้วนหน้าอย่างไม่อาย ขณะที่องค์กรอิสระในสมัยรัฐบาลนายกฯพ.ต.ท.ทักษิณ มาจากการสรรหาตามรัฐธรรมนูญ 2540 ของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ฯลฯ

การกล่าวอ้างว่าคนไทยจะปะทะกัน ก็เป็นเรื่องโกหก จึงอยากย้อนถาม พล.อ.สนธิ ว่า นับแต่ประเทศไทยมีวิกฤติการเมืองถึงขั้นนองเลือดไม่ว่าจะเป็น 14 ตุลา 6 ตุลา หรือพฤษภาทมิฬ ทุกครั้งเป็นการกระทำของทหารเผด็จการกับประชาชนทั้งสิ้น

“พล.อ.สนธิ ยึดอำนาจเมื่อ 19 กันยายน 2549 ไม่ใช่เป็นเพียงแค่ยึดอำนาจแค่รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ แต่เป็นการปล้นอำนาจไปจากประชาชนทั่วประเทศ ที่ขณะนั้นอีกไม่กี่วันประชาชนจะได้ไปใช้อำนาจของพวกเขา ในการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นแล้วในวันที่ 15 ต.ค. 2549 ดังนั้น การออกมาพูดสนับสนุนกลุ่มพันธมิตรฯของ พล.อ.สนธิ จึงไม่มีอะไรนอกจากใช้ความถนัดคือ โกหก และไม่รับผิดชอบใดๆ อีกเช่นเคย” นายชินวัตร กล่าว