WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, June 4, 2008

ม็อบเถื่อน...! ฉุดเศรษฐกิจดิ่งเหว

เห็นข่าว CNN ที่ประโคมออกไปทั่วโลกแล้วน่าตกใจ เพราะระบุชัดว่า เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบแล้วจากการปักหลักชุมนุมกดดันรัฐบาลอย่างไร้เหตุผลของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

ที่สำคัญเป็นการมองข้ามชอตไปอีกว่า เศรษฐกิจทุกภาคส่วนชะลอตัวไปหมด เพราะมีเค้าลางที่พอเชื่อได้ว่า อาจจะเกิดการปฏิวัติรัฐประหาร

เพราะลีลาท่าทางการขับเคลื่อนของกลุ่มผู้ชุมนุม ละม้ายคล้ายคลึงกับเมื่อคราวออกมาชุมนุมต่อต้านรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จนเกิดการปฏิวัติ ที่นำโดย พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน

แม้ว่าเรื่องราวของผลกระทบทางเศรษฐกิจอันเกิดมาจากปัจจัยทางการเมืองในประเทศ จะเป็นเรื่องที่เราท่านรู้กันดีอยู่แล้ว

ว่าการชุมนุมเรื้อรังที่อาจส่งผลให้เกิดการปฏิวัติรัฐประหารได้ทุกเมื่อนั้น สร้างความหวั่นไหวให้เกิดกับนักลงทุนทั้งชาวไทยและต่างประเทศมากน้อยแค่ไหน

ส่งผลให้เม็ดเงินในการลงทุนที่จะไหลเข้าสู่ประเทศไทย หดหายไปจำนวนมหาศาล และยิ่งน่าเศร้า เมื่อมูลค่าการลงทุนในภูมิภาคนี้ไปปูดอยู่ที่เวียดนามถึงกว่า 7 หมื่นล้านบาท ในช่วงปลายปีก่อนมาจนถึงปัจจุบัน

ทั้งที่ศักยภาพในการรองรับนักลงทุนในบ้านเรายังเป็นต่ออยู่หลายขุม เพราะแม้ว่าเวียดนามจะมีอัตราเติบโตแบบก้าวกระโดด แต่ในด้าน infrastructure แล้วยังตามหลังไทยอยู่มาก ซึ่งเรื่องเหล่านี้นักลงทุนต่างก็รู้ดี

เพราะฉะนั้นหากสถานการณ์บ้านเมืองของเราอยู่ในภาวะปกติ พอที่จะให้นักลงทุนมีความสบายใจ ย่อมหมายถึงการลงทุนส่วนหนึ่งที่ยังสนใจที่จะใช้เมืองไทยเป็นฐานการผลิต

อันหมายถึงเงินทุนหมุนเวียนภายในประเทศจำนวนมหาศาล รายได้ที่จะเกิดขึ้นในประเทศอีกจำนวนมาก ทั้งที่เกิดจากการเข้าไปร่วมทุน การไปรับช่วงงาน หรือที่สำคัญที่สุดก็คือ การสร้างงานให้คนไทยอีกนับหมื่นนับแสนคน

ซึ่งทั้งหมดนั้นยังหมายรวมไปถึง โอกาสในการถ่ายทอดเทคโนโลยี ที่เป็นโอกาสอันสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมในบ้านเมืองเราในวันข้างหน้า

และนอกเหนือไปจากเรื่องการลงทุนทางอุตสาหกรรมแล้ว ในด้านตลาดทุนก็พลอยซบเซา และส่งผลกระทบในเบื้องต้นไปแล้วไม่น้อยกว่า 2% และยังมีแนวโน้มว่าความเสียหายจะเพิ่มมากขึ้นไปอีกหากปัญหายังไม่ถูกแก้ไข

และตัวเลข 2% ที่ว่า หากคิดเป็นตัวเลขความสูญเสียก็ไม่ใช่เงินน้อยๆ เพราะตัวเลขการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แต่ละวันนั้น มีมูลค่านับหมื่นนับแสนล้านบาท

ทั้งหมดนั้น นักวิเคราะห์ต่างชาติ กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย และตลาดหลักทรัพย์ มีข้อมูลชี้ชัดอย่างเดียวกันว่า เกิดจากปัญหาความไม่สงบภายในประเทศ

ซึ่งจะหมายถึงอื่นใดไปไม่ได้ นอกจากจะหมายถึงการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ขอจารึกไว้ตรงนี้ว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นใหญ่หลวงกับประเทศชาตินั้น เกิดขึ้นเพียงเพราะฝีมือคน 5-6 คน

ไม่ว่าจะเป็น...

สนธิ ลิ้มทองกุล

จำลอง ศรีเมือง

พิภพ ธงไชย

สมศักดิ์ โกศัยสุข

สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์

สุริยะใส กตะศิลา

รวมไปถึงพรรคการเมืองบางพรรค ที่หันมานิยมชมชอบวิธีการข้างถนน และแอบอยู่หลังกลุ่มผู้ชุมนุม

ซึ่งรายชื่อทั้งหมดที่นำมาแสดงไว้ตรงนี้ ก็เพื่อพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบกันไปทั่วทั้งประเทศ จะได้ด่าหรือสาปแช่งไม่ผิดตัว

จะได้รู้กันว่าคนพวกนี้แหละ ที่ออกมากล่าวหารัฐบาลปาวๆ ว่าไม่ดูแลปัญหาเศรษฐกิจ ทั้งที่กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ รวมไปถึงกระทรวงพลังงาน คลอดมาตรการแก้ปัญหาทั้งระยะสั้นระยะยาวออกมาไม่เว้นแต่ละวัน

ตั้งแต่ปัญหาปากท้อง การเพิ่มรายได้ การดูแลราคาสินค้า การแก้ปัญหาพลังงานทดแทน ฯลฯ ซึ่งล้วนแต่เป็นประเด็นที่เกิดจากปัจจัยภายนอก เกิดจากภาวะเศรษฐกิจและราคาน้ำมันในตลาดโลก

แต่คนพวกนี้ก็ยังตะแบง ออกมากล่าวหารัฐบาลอย่างหน้าด้านๆ

ทีพวกตัวเองออกมาทำลายภาพลักษณ์บ้านเมือง ทำลายความเชื่อมั่นในสายตาชาวโลก จนบ้านเมืองฉิบหายวายวอด เสือ_ไม่พูดถึง...!!


“เอิด”

วันนี้ขออนุญาตนำภาษาถิ่นของภาคใต้ คำว่า “เอิด” มาเขียนถึง เพราะผมยังมีความเป็นคนภาคใต้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แม้สำเนาทะเบียนบ้านจะย้ายออกมาแล้วก็ตาม เช่นเดียวกับ นายวีระ มุสิกพงศ์ ซึ่งคนที่เคารพนับถือกันจะเรียกว่า นายหัววีระ อ.จรัล ดิษฐาอภิชัย ยังมีความเป็นคนภาคใต้สมบูรณ์แบบ ยังได้ลาออกตามคำขู่ของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่เดินทางมาจากภาคใต้ เพราะไม่รู้จะลาออกกับใคร

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ผมได้เจอกับ นายหัววีระ มุสิกพงศ์ จึงถือโอกาสถามว่า ได้ลาออกจากการเป็นคนภาคใต้หรือยัง นายหัววีระตอบว่า ยัง เพราะไม่รู้จะลาออกกับใคร เช่นเดียวกับความเป็นคนไทย เชื้อชาติไทย สัญชาติไทย ไม่รู้จะไปลาออกกับใคร

ในการนั่งสนทนาปัญหาการบ้านการเมือง กับนักการเมืองระดับบรมครูอย่างนายหัววีระ ไม่มีวันจบสิ้น ผมจึงถือโอกาสเรียนเชิญให้นายหัววีระมาร่วมเติมความเข้มข้นให้กับ นสพ.ประชาทรรศน์ นายหัววีระตอบรับทันที โดยตั้งชื่อคอลัมน์ให้เรียบร้อยว่า

“วีระ มุสิกพงศ์ สวัสดีวันจันทร์”

ข้อเขียนของนายหัววีระ ผมไม่ต้องบรรยายสรรพคุณ การปราศรัยบนเวที การอภิปรายในสภา เป็นอย่างไร ข้อเขียนก็เป็นอย่างนั้น

ยิ่ง นสพ.ประชาทรรศน์ เป็นสื่อทางเลือกของประชาชน เพื่อประชาธิปไตย ต่อต้านเผด็จการทุกรูปแบบ ยิ่งเข้าทางนายหัววีระ ผู้มีจิตและวิญญาณความเป็นประชาธิปไตยเต็มเปี่ยม

ซึ่งนายหัววีระรับปากกับผมว่า วันจันทร์หน้าจะมาสวัสดีกับท่านผู้อ่านแน่นอน

เช้าวันจันทร์ที่ผ่านมา อ.จรัล ดิษฐาอภิชัย ที่ปรึกษาและคอลัมนิสต์ของ นสพ.ประชาทรรศน์ ก็มาเขียนต้นฉบับ ผมก็ถามถึงการลาออกจากความเป็นคนใต้ อ.จรัล ตอบในทำนองเดียวกับนายหัววีระ

สำหรับ อ.จรัล นั้นน่าจะหนักข้อกว่านายหัววีระ หากจะให้ลาออกจากความเป็นคนภาคใต้ เพราะหาก อ.จรัล รู้ว่าคนที่สนทนาด้วยเป็นคนภาคใต้ อ.จรัล จะไม่พูดภาษากลางเลย จะต้องแหลงใต้กับคู่สนทนาที่เป็นคนภาคใต้

เมื่อเจอหน้า อ.จรัล ผมจึงขอใช้สิทธิ์ขอคำปรึกษาในฐานะที่ อ.จรัล เป็นที่ปรึกษาของหนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ ถึงคำว่า “เอิด” ซึ่งเป็นภาษาถิ่นของภาคใต้

เมื่อผมยกคำว่า “เอิด” ขึ้นมา อ.จรัล จึงเสริมทันทีว่า พฤติกรรมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ยึดสะพานมัฆวานฯ ปิดถนนประท้วงขับไล่รัฐบาลอยู่ขณะนี้ โดยไร้เหตุผล แสดงความเหิมเกริม เพราะเคยชุมนุมประท้วงขับไล่รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร สำเร็จมาแล้ว โดยการกวักมือเรียกให้ทหารเข้ามาทำการรัฐประหาร และยิ่งได้ใจที่รัฐบาลไม่สามารถจะทำอะไรได้ ทั้งๆ ที่สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน

นั่นแหละที่คนภาคใต้เรียกว่า “เอิด”

จะไม่ว่า “เอิด” ได้อย่างไร ในเมื่อเหตุของการยุยงให้คนมาชุมนุมประท้วงนั้น เพื่อต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับหน้าแหลมฟันดำ ที่ ส.ส. พรรคพลังประชาชนเป็นแกนนำในการรวบรวมรายชื่อยื่นญัตติต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร นายชัย ชิดชอบ ซึ่งเป็นสิทธิของของ ส.ส. พึงกระทำได้ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ จากนั้นบานปลายเป็นเรื่องของ นายจักรภพ เพ็ญแข อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กรณีไปพูดที่สโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศ เมื่อกลางปีที่ผ่านมา มีนายตำรวจคนหนึ่งไปแจ้งความกล่าวหาว่าหมิ่นสถาบันเบื้องสูง

เมื่อญัตติการขอแก้ไขรัฐธรรมนูญถูกปลดล็อก โดยสมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรส่วนหนึ่ง ต้องการเห็นความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง จึงถอนชื่อจนญัตติตกไป และนายจักรภพได้ลาออกแล้ว

แทนที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จะยอมสลายการชุมนุม กลับประกาศชุมนุมต่อไปเพื่อขับไล่รัฐบาล นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี หรือให้ยุบสภา เข้าทำนอง ได้คืบจะเอาศอก ได้ศอกจะเอาวา

ทั้ง 2 เรื่องที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเรียกร้อง ไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะเรียกร้องได้เลย เพราะรัฐบาลนี้เพิ่งบริหารราชการแผ่นดินได้เพียง 4 เดือน เพิ่งเริ่มทำงาน จะให้เห็นผลงานทันใจเหมือนกับเพาะถั่วงอกได้อย่างไร

แม้จะอ้างว่าไม่สามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจวิกฤติได้ เป็นการกล่าวอ้างโดยทำเป็นไม่รู้ว่าปัญหาเศรษฐกิจวันนี้ วิกฤติทั่วโลก อันเกิดจากปัญหาราคาน้ำมันแพงไม่รู้จบ

และ...ที่สำคัญ วันนี้ประเทศไทยปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย รัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง หากรัฐบาลบริหารงานผิดพลาด ก็ควรจะแก้ไขปัญหาด้วยระบบรัฐสภา เป็นหน้าที่ของฝ่ายค้านที่จะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจได้

อาจจะเป็นเพราะ ส.ส. ฝ่ายค้าน มาร่วมเล่นการเมืองนอกสภา ทั้งที่ปากบอกว่ายึดมั่นในระบบรัฐสภา นี่ไง ที่ทำให้กลุ่มผู้ชุมนุม “เอิด” โดยไม่เกรงกลัวกฎหมาย

เอกฉัตร




แจ้งจับ 'แป๊ะลิ้ม'พร้อมสมุนอีก8ผิด ม.28-เป็นปรปักษ์ต่อรัฐธรรมนูญ

“ชมรมผู้พิทักษ์กฎหมายและความยุติธรรม” ร้องผบ.ตร.ดำเนินคดี "สนธิ ลิ้มทองกุล" และพวกรวม 9 คน ฐานทำผิดกฎหมายอาญาและเป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐธรรมนูญ หลังบิดเบือนประเด็นการชุมนุมไปสู่การขับไล่นายกรัฐมนตรี ที่มาจากการเลือกตั้งตามวิถีทางประชาธิปไตย “เฉลิม” ไล่ “แป๊ะลิ้ม” ตั้งพรรคการเมืองเผื่อได้เป็นนายกคนคุก ขณะที่ฝ่ายตำรวจหน่าย จนปัญญาเจรจาให้ม็อบดื้อด้านเปิดเส้นทางจราจร

หลังจากกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ปลุกระดมผู้คนออกมาปิดถนนชุมนุมสร้างความเดือดร้อนไปทั่วตลอด 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา จากข้ออ้างในประเด็นคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และมีความบิดเบือนมาสู่การขับไล่นายกรัฐมนตรี นายสมัคร สุนทรเวช นั้น

ได้กลายเป็นประเด็นที่มีผู้ไม่เห็นด้วย และมองว่าเป็นการกระทำที่ขัดต้อกฎหมาย ได้เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับแกนนำพันธมิตรฯ ทั้งหมดแล้ว

แจ้งจับ 9 หัวโจกเวทีพันธมิตร
โดยในตอนบ่ายวันที่ 3 มิถุนายนที่ผ่านมา พ.ต.อ. บรรจบ สุดใจ อดีตผู้กำกับ สน.ท่าข้าม ในฐานะประธานชมรมผู้พิทักษ์กฎหมายและความยุติธรรม ได้เข้าร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เพื่อให้ดำเนินคดีกับ นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย พร้อมพวกรวม 9 คน ประกอบด้วย นายสนธิ ลิ้มทองกุล พล.ต.จำลอง ศรีเมือง นายสมศักดิ์ โกศัยสุข นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ นายสุริยะใส กตะศิลา นายเติมศักดิ์ จารุปราณ นางสโรชา พรอุดมศักดิ์ นางอัญชลี ไพรีรัก และบุคคลอื่นๆ ที่ผลการสอบสวนมีพยานหลักฐานพาดพิงถึงโดยเฉพาะผู้ที่ร่วมปราศรัยบนเวทีทุกคน

ฐานกระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ 116 รวมถึงความผิดกระทำการที่เป็นการปฏิปักษ์ต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มาตรา 28

จากกรณีที่นายสนธิ และพวก เป็นแกนนำชุมนุมขับไล่รัฐบาลซึ่งมี นายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง นอกจากนี้ยังเห็นว่า การชุมนุมดังกล่าวเข้าข่ายยั่วยุ ปลุกระดมประชาชน เพื่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง จึงให้พนักงานสอบสวน รวบรวมพยานหลักฐานดำเนินคดีต่อไป

โดยมี พล.ต.ต.วีระพัฒน์ ตันศรีสกุล เลขานุการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นผู้รับเรื่องไว้ส่งให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีต่อไป

ชี้ม็อบปลุกระดมทำวุ่นวาย
พ.ต.อ.บรรจบ กล่าวว่า กลุ่มพันธมิตรฯ ได้ร่วมกันปลุกปั่นประชาชนมาตั้งแต่ปลายปี 2548 เพื่อขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ทำให้เกิดความวุ่นวายอย่างกว้างขวาง จนนำไปสู่การปฏิวัติ หลังการปฏิวัติจนมีการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย ได้นายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรีและมีการจัดตั้งรัฐบาลขึ้น ประชาชนก็ตั้งความหวังว่าประเทศจะดีขึ้น แต่กลุ่มพันธมิตรฯ กลับมาตั้งเวทีชุมนุมขับไล่รัฐบาลอีก ทำให้บ้านเมืองเกิดความวุ่นวาย เกิดความเสียหายต่อประเทศ

ไล่รัฐบาลไม่ชอบด้วยกฎหมาย
พ.ต.อ.บรรจบ กล่าวว่า การกระทำของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ออกมาขับไล่รัฐบาลคัดค้านการแก้รัฐธรรมนูญนั้น กลุ่มพันธมิตรฯ ไม่ชอบตามกฎหมาย เพราะการแก้รัฐธรรมนูญนั้นเป็นเรื่องของรัฐสภาที่มีอำนาจแก้ไขกฎหมาย ออกกฎหมายต่างๆ กลุ่มพันธมิตรฯ ไม่มีสิทธิใดๆ ในการคัดค้าน อีกทั้งนายสนธิและพวกยังไม่มีสิทธิในการยื่นเรื่องต่อประธานวุฒิสภาเพื่อขอถอดถอนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภาที่ลงชื่อในญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะเป็นสิทธิและหน้าที่โดยเฉพาะ บุคคลดังกล่าวไม่ได้ทำผิดอะไร

พ.ต.อ.บรรจบ กล่าวด้วยว่า กลุ่มพันธมิตรฯ มีการตั้งเวทีปราศรัยบริเวณผิวถนนราชดำเนินกลาง เป็นการกีดขวางการจราจรของผู้ใช้รถใช้ถนน จนเป็นเหตุให้เกิดความปั่นป่วนในหมู่ประชาชน เป็นการก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร จนเกิดมีการปะทะต่อสู้ทำร้ายกันระหว่างผู้คัดค้าการชุมนุม ประชาชนผู้ใช้ถนน กับกลุ่มพันธมิตรฯ และผู้ร่วมชุมนุม เป็นการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116(2 ) และผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก กระทบต่อความสะดวกของประชาชนที่ใช้ที่สาธารณะ ซึ่งมีประชาชนไปแจ้งความร้องทุกข์ไว้แล้วที่ สน.สำราญราษฎร์ สน.นางเลิ้ง และกองบังคับการตำรวจจราจร จำนวนมาก

เผยนายกฯ กำชับไม่ให้รุนแรง
ด้าน พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. กล่าวว่าได้มีการพูดคุยกับนายกรัฐมนตรี ถึงแนวทางแก้ปัญหากลุ่มผู้ชุมนุม โดยนายกรัฐมนตรีได้กำชับว่าไม่ให้ใช้วิธีรุนแรงในการแก้ปัญหา และดูแลความสงบเรียบร้อยในการชุมนุมป้องกันการปะทะกันระหว่าง 2 ฝ่าย โดยตำรวจพยายามจะใช้การเจรจากับกลุ่มผู้ชุมนุมเป็นหลัก
โดยให้ ผบช.น. หรือรอง ผบช.น. เจรจากับแกนนำตลอดเพื่อให้ย้ายสถานที่การชุมนุมเนื่องจากผิดกฎหมายจราจร แม้ว่าการชุมนุมจะเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ แต่ต้องคำนึงสิทธิ์ของผู้อื่น ส่วนสถานการณ์การชุมนุมขณะนี้ทางตำรวจก็ไม่ได้หนักใจหรือวิตกกังวล เพราะยังไม่มีความรุนแรง สถานการณ์ที่ดีขึ้นเป็นไปในทางที่ดี

เชื่อรัฐบาลไม่ใช้กฎหมายมั่นคง
ด้าน พล.ท.สุรพล เผื่อนอัยกา เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ เชื่อว่า รัฐบาลจะไม่ใช้ พ.ร.บ. ความมั่นคงในราชอาณาจักร มาจัดการกับผู้ชุมนุม ระบุหากจะนำมาใช้ต้องมีการหารือกันอย่างรอบคอบ ด้าน พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด มั่นใจ รัฐบาลจะไม่ประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ในการแก้ไขปัญหาการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เพราะเชื่อว่าน่าจะส่งผลร้ายมากกว่าผลดีต่อรัฐบาลเอง และยังมีวิธีการอีกมากมายที่ดีกว่าการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

อย่างไรก็ตาม หากมีการประกาศใช้จริง ทหารก็พร้อมจะปฏิบัติหน้าที่ แต่คงจะทำหน้าที่เพียงการดูแลความสงบเท่านั้น และจะไม่ใช้กำลังกับประชาชนอย่างแน่นอน ทั้งนี้ พล.อ.บุญสร้าง ได้เสนอแนะให้ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายพันธมิตรฯ หันหน้าเข้าหารือ เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างจริงจัง เพราะเชื่อมั่นว่า หากทั้งสองฝ่ายมีความตั้งใจจริงที่จะพูดคุยกันโดยสันติวิธี ก็น่าที่จะยุติความขัดแย้งได้

ไล่ “สนธิ” เป็นนายกสมาคมคนคุก
ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ระบุ กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จะทำอะไรก็ทำไป ไม่อยากแสดงความเห็น และนายกรัฐมนตรีก็ไม่ได้มอบหมายให้ดูแล อย่างไรก็ตาม เชื่อว่านายกรัฐมนตรีจะส่งคนไปเจรจากับพันธมิตรฯ ให้ย้ายสถานที่ชุมนุมเพื่อไม่ให้กีดขวางการจราจร เพราะรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตย ต้องแก้ไขปัญหาด้วยความละมุนละม่อม และหากพันธมิตรฯ มั่นใจว่าประชาชนศรัทธาก็ขอให้เปลี่ยนสถานที่ชุมนุมเพราะประชาชนได้รับความเดือดร้อน

พร้อมย้ำให้พันธมิตรฯ ไปตั้งพรรคการเมือง และให้ นายสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ระวังการออกมาเคลื่อนไหวในลักษณะดังกล่าวจะเป็นได้แค่นายกสมาคมคนคุก

ด้าน นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ขอให้กลุ่มพันธมิตรฯ ย้ายสถานที่การชุมนุม ให้เปิดเส้นทางการจราจรอย่างถาวร ไม่ใช่เปิดเฉพาะชั่วโมงเร่งด่วนเท่านั้น เนื่องจากยังมีประชาชนอีกจำนวนมากที่ต้องใช้เส้นทางการจราจรดังกล่าว และไม่มีความจำเป็นต้องเจรจาเพราะเป็นที่ทราบดีแล้วว่าประชาชน ข้าราชการ นักเรียน ต่างได้รับความเดือดร้อนทั้งสิ้น

“ชูศักดิ์”เล็งศึกษามาตรา68
นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ขณะนี้เสถียรภาพรัฐบาลไม่มีปัญหา พร้อมกล่าวถึงการชุมนุมว่า นายสมัครได้มีการหารือกับหลายฝ่ายแล้วเห็นว่า ไม่มีความจำเป็นต้องออก พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ... หรือ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และเชื่อว่าการชุมนุมจะไม่มีปัญหา และเรื่องนี้ควรให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเจรจากับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีที่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจเตรียมจะใช้มาตรการทางกฎหมาย โดยยึดกรอบกฎหมายตามรัฐธรรมนูญด้านการกระทำละเมิดสิทธิเสรีภาพประชาชนมาใช้เป็นเงื่อนไขในการดำเนินการกับกลุ่มพันธมิตรฯ นั้น นายชูศักดิ์ กล่าวว่า ต้องไปดูกฎหมาย เพราะขณะนี้กำลังมีการหารือกันอยู่ ซึ่งคิดว่าควรจะไปเปิดรัฐธรรมนูญดูมาตรา 68

ทั้งนี้ มาตรา 68 ระบุว่า บุคคลจะใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้ หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ มิได้ในกรณีที่บุคคลหรือพรรคการเมืองใดกระทำการตามวรรคหนึ่ง ผู้ทราบการกระทำดังกล่าวย่อมมีสิทธิเสนอเรื่องให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริง และยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการให้เลิกการกระทำดังกล่าว

อังกฤษห่วงการเมืองไทย
ด้าน นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวภายหลังการเดินทางเยือนประเทศอังกฤษว่า มีโอกาสพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอังกฤษ โดยมีการหารือเรื่องฟื้นฟูความสัมพันธ์ของสองประเทศ รวมถึงแผนปฏิบัติการด้านเศรษฐกิจ การศึกษา และวัฒนธรรม ที่คาดว่าได้ข้อสรุป 1-2 เดือนนี้ นอกจากนี้ทางอังกฤษได้สอบถามถึงสถานการณ์การเมืองไทยและแสดงความเห็นว่า น่าจะให้เวลารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งได้บริหารประเทศก่อน ซึ่งตนได้ยืนยันว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นเพียงความเห็นที่แตกต่าง ซึ่งไม่เกี่ยวกับเสถียรภาพของการเมือง และรัฐบาลสามารถแก้ปัญหาได้

นายนพดล กล่าวว่า อังกฤษได้ชื่นชมไทยเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือประเทศพม่า หลังเกิดภัยพิบัติไซโคลนนาร์กีส และอยากให้ไทยช่วยประสานให้เจ้าหน้าที่บรรเทาสาธารณภัยนานาชาติ เข้าไปให้ความช่วยเหลือประชาชนในพม่า ซึ่งตนได้รับปากว่าจะช่วยประสานให้

ตำรวจหน่ายม็อบพูดไม่รู้เรื่อง
ขณะเดียวกันการชุมนุมก็ยังคงสร้างความเดือดร้อนอย่างต่อเนื่อง โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการเจรจาขอให้เปิดเส้นทางอย่างต่อเนื่องแต่ก็ไม่ได้รับการตอบสนอง

พล.ต.ต.ภาณุ เกิดลาภผล รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล กล่าวว่า การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ปิดถนนราชดำเนิน ซึ่งเป็นถนนสายหลัก ทำให้ประชาชนเลี่ยงไปใช้เส้นทางรอง จนเกิดปัญหาติดขัดไปทั่ว เช่น สะพานกรุงธนฯ ปกติการจราจรจะคลี่คลายได้ในเวลา 09.00 น. ขณะนี้ต้องใช้เวลาถึง 11.00 น. การพูดจาหารือกับกลุ่มพันธมิตรฯ เพื่อจะให้เปิดถนนมีมาโดยตลอด ทั้งที่ผิดกฎหมายการจราจรชัดเจน แต่กลุ่มผู้ชุมนุมก็อ้างสิทธิตามรัฐธรรมนูญ และอัยการสั่งไม่ฟ้อง ทำให้การทำงานของตำรวจจราจรยากลำบาก ดังนั้น ตำรวจต้องเพิ่มกำลังมาอำนวยความสะดวก และประชาชนเองต้องตื่นเช้าขึ้น

อย่างไรก็ตามแม้ว่ากลุ่มพันธมิตรฯ จะเปิดเส้นทางชั่วคราวในช่วงเวลาเร่งด่วน บริเวณแยกประชาเกษมและแยกเทวกรรม แต่สภาพการจราจรโดยรวมยังติดขัดอย่างหนัก โดยเฉพาะถนนนครสวรรค์ หลานหลวง สะพานพระปิ่นเกล้า และมีปริมาณรถหนาแน่นเป็นพิเศษ ที่สะพานกรุงธนฯ ซึ่งติดขัดต่อเนื่องจนถึงขณะนี้ รวมทั้งบริเวณสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาทุกเส้นทาง ที่ประสบปัญหาการจราจรติดขัดอย่างหนัก นครบาลจำเป็นต้องเพิ่มตำรวจจราจรตามแยกสำคัญ 13 จุด

พล.ต.ต.ภาณุ กล่าวด้วยว่า การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ส่งผลกระทบด้านการจราจรเป็นลูกโซ่ ทั้งฝั่งธนบุรี และฝั่งกรุงเทพมหานคร วันนี้จึงเรียกทุกพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ เช่น สน.นางเลิ้ง สน.ชนะสงคราม สน.ดุสิต สน.พระราชวัง สน.สำราญราษฎร์ เป็นต้น เพื่อสรุปผลและหาทางแก้ไขอย่างต่อเนื่อง

ในขณะที่ นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานพันธมิตรฯ ยืนยันว่าจะไม่มีการย้ายเวทีการชุมนุมหรือเปิดถนน เพราะหัวใจการชุมนุมอยู่ที่หลังเวที อาจเป็นการเปิดช่องให้มีการเข้ามาทำมิดีมิร้ายกับแกนนำพันธมิตรฯ ได้



ตีข่าวประจานทั่วโลก ม็อบป่วนทำศก.พังยับ

CNN ตีข่าวประจานไทยไปทั่วโลก ระบุสถานการณ์บ้านเมืองที่กลุ่มพันธมิตรฯ ออกมาชุมนุมขับไล่รัฐบาลอย่างไร้เหตุผล ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจแล้วอย่างชัดเจน สอดรับกับความเป็นห่วงของกูรูเศรษฐกิจ “ดร.โกร่ง” ชี้ม็อบเคลื่อนไหวกดดันรัฐบาลนอกสภา กระทบเศรษฐกิจชาติมหาศาล ชี้รัฐบาลจะดีจะชั่วก็มาจากประชาชน ต้องเคารพเสียงประชาชน

สำนักข่าว CNN นำเสนอข่าวเกี่ยวกับการประท้วงต่อต้านรัฐบาลไทย ของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หรือ People's Alliance for Democracy (PAD) ในกรุงเทพมหานคร โดยระบุว่า กลุ่มผู้ประท้วงจำนวนหลายร้อยคนยังคงปักหลักชุมนุมประท้วงต่อต้านรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง พร้อมเรียกร้องให้ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ของไทย ลาออกจากตำแหน่ง

CNN รายงานว่า การประท้วงซึ่งย่างเข้าสู่สัปดาห์ที่ 2 แล้ว ทำให้เกิดความตึงเครียดทางการเมืองระลอกใหม่ในประเทศไทย และทำให้เกิดข่าวลือเรื่องความเป็นไปได้ที่จะเกิดการก่อรัฐประหารขึ้นอีกครั้ง CNN ชี้ว่า ความวุ่นวายทางการเมืองในขณะนี้ ส่งผลต่อเศรษฐกิจของประเทศไทยแล้ว เมื่อดัชนีตลาดหลักทรัพย์ของประเทศไทยร่วงลงมามากกว่า 2 เปอร์เซ็นต์ เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม CNN ได้อ้างคำให้สัมภาษณ์ของ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ของไทย ที่ให้สัมภาษณ์ยอมรับว่า ความวุ่นวายทางการเมืองในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้ทำลายความเชื่อมั่นทางด้านเศรษฐกิจของประเทศไทย แต่อย่างไรก็ตาม ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องยังคงเชื่อมั่นว่า เหตุประท้วงในครั้งนี้จะไม่นำไปสู่เหตุการณ์รุนแรง หรือนำไปสู่การยึดอำนาจอย่างแน่นอน

ทางด้าน นายวีรพงษ์ รามางกูร อดีตรองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง กล่าวในรายการเจาะลึกทั่วไทย จากสถานีวิทยุ 98.0 เมกะเฮิร์ตซ์ ถึงสถานการณ์การเมืองในปัจจุบันว่า ตนไม่นิยมความรุนแรง และไม่นิยมการปฏิวัติรัฐประหาร นิยมให้อยู่ในกรอบของรัฐธรรมนูญ หากไม่ชอบใจรัฐธรรมนูญก็แก้ไขได้ แต่ควรอยู่ในกรอบของกฎหมาย รัฐบาลจะดีจะชั่วก็ขอให้มาจากประชาชน ทำผิดพลาดก็ว่ากันตามกฎหมาย ตามกรอบรัฐธรรมนูญ หากอยู่นอกกรอบ ใช้วิธีกดดันนอกรัฐสภา ความเสียหายจะเกิดขึ้นอย่างมหาศาล

"การเมืองกระทบต่อปัญหาเศรษฐกิจอย่างแรงและโดยตรง เก่งเศรษฐศาสตร์อย่างไร หากการเมืองเป็นอยู่อย่างนี้ก็เจ๊งเหมือนกัน ประชาชนเห็นอย่างไรเราก็ต้องยอมรับอย่างนั้น เราอย่าอ้างว่าเราเป็นประชาชน การกล่าวอ้างอย่างนั้นไม่มีอะไรพิสูจน์ว่าเรามาจากประชาชน เรามีความชอบธรรมแค่ไหน ทุกรัฐบาล ผมก็ไม่ได้ชอบใจทุกเรื่อง แต่ผมก็ต้องยอมรับว่ารัฐบาลมาจากประชาชน ต้องยอมรับในระบบ" นายวีรพงษ์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม ตนไม่เห็นด้วยที่จะใช้ความรุนแรงในการสลายการชุมนุม แต่ในขณะเดียวกัน การชุมนุมโดยสงบ ไม่มีอาวุธ ก็ต้องไม่ไปถึงขั้นกดดันให้มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล ซึ่งถือว่าผิดกฎหมาย ส่วนฝ่ายประชาชนก็อย่าไประแวงรัฐบาลจนเกินไป รัฐบาลทำอะไรโดนสงสัยโดนระแวงไปหมด

ด้าน รศ.ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง เปิดเผยถึงสภาวะผลกระทบทางเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผลกระทบที่มาจากการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ โดยระบุว่า ผลกระทบด้านเศรษฐกิจในช่วงไตรมาส 2 และ 3 ของประเทศได้ถูกกระทบอย่างแรง เนื่องจากภาวะความไม่สงบทางการเมือง ผนวกกับราคาพลังงานและอาหารที่ถีบตัวสูงขึ้น และดัชนีภาวะเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นจากเดิม 10 เปอร์เซ็นต์ โดยประชาชนไม่มีกำลังทรัพย์ที่จะบริโภคสินค้าประเภทอื่นนอกเหนือจากพลังงาน และอาหาร จึงทำให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนสั่นคลอน และเกิดการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ

ทั้งนี้ ปัญหาเศรษฐกิจและสังคมภายในไทย เป็นปัญหาเรื้อรังมานาน โดยเฉพาะในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ทั่วโลกได้รับรู้ถึงปัญหา อย่างไรก็ตาม รัฐบาลมีหน้าที่สร้างความเชื่อมั่น ทางออกที่รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการในระยะสั้นคือ เร่งแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ รวมถึงดูแลฐานะความเป็นอยู่ของประชาชน ให้ปรับเข้าสู่ภาวะดุลยภาพใหม่ และลดดีกรีความเข้มข้นทางการเมืองลง โดยควรปล่อยสถานการณ์ให้เป็นไปตามธรรมชาติ และนำคนกลางที่น่าเชื่อถือมาเป็นตัวเชื่อม มากกว่าที่รัฐบาลจะลงไปเป็นคู่กรณี

ขณะที่ นางภัทรียา เบญจพลชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า ตลท. พร้อมชี้แจงข้อมูลและตอบคำถามเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองให้กับนักลงทุนต่างชาติ ในระหว่างการโรดโชว์ที่มีแผนจะเดินทางไปยังสิงคโปร์ ลอนดอน และนิวยอร์ก ในสัปดาห์หน้า

ขณะนี้ ตลท. ติดตามดูสถานการณ์ทางการเมืองอย่างใกล้ชิดแบบวันต่อวัน ซึ่งเชื่อว่าจะมีผลกระทบต่อการลงทุนในระดับหนึ่งเท่านั้น และเชื่อว่ารัฐบาลจะพยายามคลี่คลายปัญหาได้ ขณะที่ผลตอบแทนการลงทุนในตลาดหุ้นยังอยู่ในเกณฑ์ที่ดี หากนักลงทุนเห็นว่าผลตอบแทนคุ้ม ก็เชื่อว่าจะกลับมาลงทุนเป็นปกติ

"ที่ผานมาดัชนีหุ้นไทยยังมีเสถียรภาพ เพราะหากเทียบกับเพื่อนบ้าน เราปรับลงแค่ 5% แต่เพื่อนบ้านลง 6-7% ส่วนมาตรการ Circuit Breaker ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ แต่ตอนนี้ยังไม่จำเป็น"

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า สหรัฐได้ส่งสัญญาณชัดว่าไม่ยอมรับการรัฐประหาร โดยสำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานว่า โรเบิร์ต เกตส์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกา ซึ่งเดินทางถึงประเทศไทย เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน ที่ผ่านมา ได้ส่งสัญญาณชัดเจนต่อผู้นำไทยว่า รัฐบาลวอชิงตันจะไม่ยอมรับความพยายามใดๆ ของบรรดาผู้นำทหารในการยึดอำนาจ

การประท้วงต่อต้านรัฐบาลในกรุงเทพฯ เป็นเวลากว่า 1 สัปดาห์ ได้จุดความกลัวว่า กองทัพอาจทำรัฐประหารอีกครั้ง โดย 2 ปีก่อนมีการชุมนุมลักษณะคล้ายกัน เพื่อขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จนทำให้เขาต้องลงจากเก้าอี้หลังเกิดการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549

ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่อาวุโสผู้หนึ่งของกระทรวงกลาโหมสหรัฐ ได้แถลงกับผู้สื่อข่าวว่า “มันเป็นเหตุผลประการหนึ่งในหลายๆ เหตุผลที่ว่า ทำไมรัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐถึงได้มาที่นี่ ก็คือ เพื่อยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่า ความสัมพันธ์ทางทหารระหว่างสหรัฐกับไทย วางอยู่บนพื้นฐานของการมีค่านิยมประชาธิปไตยร่วมกัน”

ทั้งนี้ ก่อนเดินทางมากรุงเทพฯ เกตส์ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวในสิงคโปร์ว่า “จุดยืนของเราไม่เปลี่ยนแปลง เราต้องการเห็นรัฐบาลเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย และเราจะบอกพวกเขาอย่างนั้น”

อนึ่ง ก่อนหน้านี้ สหรัฐอเมริกาเคยตัดลดเงินช่วยเหลือด้านการทหารราว 35 ล้านดอลลาร์ เพื่อประท้วงคณะทหารที่ทำการรัฐประหารแบบไม่เสียเลือดเนื้อ ขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เมื่อปี 2549 ก่อนที่จะยกเลิกมาตรการดังกล่าวในเดือนกุมภาพันธ์ หลังจากได้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เมื่อ 23 ธันวาคม 2550



คลอดพ.ร.บ.ประชามติ42มาตรา ผลักดันพิจารณาเสร็จใน23ส.ค.

เดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ หลังร่าง พ.ร.บ.ประชามติ ถึงมือประธานสภาฯ พร้อมเร่งบรรจุเข้าสู่วาระการประชุมสมัยวิสามัญนี้ แต่หวั่นพิจารณาไม่เสร็จทัน 23 ส.ค. เพราะมีมากถึง 42 มาตรา ด้าน “สมชาย” ชี้ต้องให้เกียรติ “ลุงชัย” เป็นผู้ตัดสินใจเลือกแนวทางตั้งกรรมาธิการขึ้นมาศึกษาร่างรัฐธรรมนูญ ขณะที่พรรคร่วมรัฐบาลยังแนบแน่น “ชาติไทย-มัชฌิมาฯ” ยันไม่ถอนตัว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในตอนสายวันที่ 3 มิถุนายน ที่ผ่านมา นายธนิศร์ ศรีประเทศ ผอ.สำนักบริหารการสนับสนุนโดยรัฐ ตัวแทนจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เดินทางเข้ายื่นร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. ... ต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยมี นายธงชัย ดุลยสุข ผอ.สำนักการประชุม เป็นผู้รับแทน

นายธนิศร์ กล่าวว่า ตนเป็นตัวแทนยื่นร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ซึ่งเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 302 ที่ระบุให้กกต.จัดทำร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติเพื่อให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญให้เสร็จภายใน 1 ปี นับตั้งแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ซึ่งทาง กกต.ก็ได้ร่าง พ.ร.บ. เสร็จแล้ว ทั้งสิ้น 42 มาตรา จึงส่งร่างดังกล่าวมายังสภาผู้แทนราษฎรให้ดำเนินการตามขั้นตอนของรัฐธรรมนูญต่อไป

ร่างประชามติถึงมือ “ลุงชัย”
ด้าน นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า ตามกรอบของกฎหมายกำหนดให้ดำเนินการแล้วเสร็จ ภายในวันที่ 23 ส.ค.นี้ ซึ่งตนจะเร่งบรรจุเข้าสู่วาระการประชุมสมัยวิสามัญนี้ แต่ส่วนตัวเห็นว่าอาจไม่แล้วเสร็จภายใน 23 ส.ค.นี้ เพราะมีมาก ถึง 42 มาตรา และการประชุมสมัยนี้ คาดว่าพรรคประชาธิปัตย์อาจจะขอแปรญัตติอีกด้วย ทั้งนี้จะเสร็จทันหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับที่ประชุมสภาฯ ว่าจะเห็นตรงกันหรือไม่ แต่คาดว่าคงเป็นไปไม่ได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเนื้อหาในร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวนี้ มีทั้งหมด 10 ส่วน อาทิ ส่วนที่ 1 บททั่วไป ในมาตรา 5 ระบุว่า ในกรณีที่จะดำเนินการจัดทำประชามติตามมาตรา 165 (1) ของรัฐธรรมนูญ ให้มีการออกประกาศของนายกรัฐมนตรีเพื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษา และกรณีที่จะดำเนินการจัดทำประชามติตามมาตรา 165 (2) ของรัฐธรรมนูญ การประกาศให้มีการออกเสียงให้เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายนั้นหรือหากไม่ได้บัญญัติไว้ให้เป็นไปตามที่ กกต. ประกาศกำหนด

ให้นับคะแนนในที่ออกเสียง
สำหรับมาตรา 8 ระบุว่า การออกเสียงเพื่อมีข้อยุติโดยเสียงข้างมากของผู้มีสิทธิออกเสียง หากปรากฏว่าผู้มาใช้สิทธิออกเสียงป็นจำนวนไม่มากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนผู้มีสิทธิออกเสียง ให้ถือว่าประชาชนในเสียงข้างมากไม่เห็นชอบด้วยกับเรื่องที่จะทำประชามติ ถ้ามีผู้มาใช้สิทธิออกเสียงเกินกึ่งหนึ่งของจำนวนผู้มีสิทธิออกเสียงหากปรากฏว่าผู้ออกเสียงโดยเสียงข้างมากให้ความเห็นชอบให้ถือว่าประชาชนที่มีเสียงข้างมากเห็นชอบ และถือว่าประชาชนให้ความเห็นชอบด้วยกับการจัดทำประชามติ

ทั้งนี้ในส่วนที่ 7 ว่าด้วยการลงคะแนนออกเสียงและนับคะแนน ตามมาตรา 28 เมื่อปิดการลงคะแนนออกเสียงแล้ว ให้คณะกรรมการประจำหน่วยออกเสียงนั้นๆนับคะแนน ณ ที่ออกเสียงนั้น โดยเปิดเผยติดต่อกันจนแล้วเสร็จ มาตรา 30 เมื่อนับคะแนนเสร็จแล้ว คณะกรรมการประจำหน่วยออกเสียงประชามติของผู้มาใช้สิทธิทั้งหมด ใส่ไว้ในหีบบัตรออกเสียง พร้อมทั้งรายงานผลการนับคะแนนแล้วปิดหีบบัตรออกเสียงจัดส่งไปให้คณะกรรมการการออกเสียงประจำเขตออกเสียงตามที่กกต.กำหนด

เข้าสู่การพิจารณาของสภา 9 มิ.ย.
ด้าน นายประพันธ์ นัยโกวิท กรรมการการเลือกตั้ง ด้านบริหารการเลือกตั้ง กล่าวว่า หลังจากที่ กกต. ได้ส่งร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ.2551 ไปยังสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ขั้นตอนต่อจากนี้ เชื่อว่าจะเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรได้ในการประชุมสภาสมัยวิสามัญ วันที่ 9 มิถุนายนนี้

จากนั้นจะเป็นหน้าที่ของสภาที่จะพิจารณา เพราะหมดหน้าที่ของ กกต.แล้ว สำหรับการทำประชามติ ในการยกร่างได้ออกแบบการทำประชามติไว้ 2 แบบ คือ แบบบังคับ ที่ระบุว่า หากประชาชนมีมติเห็นชอบให้ดำเนินการก็จะต้องดำเนินการไปตามนั้น และแบบขอคำปรึกษา หากประชาชนเสียงข้างมากเห็นอย่างไรก็ถือเป็นคำปรึกษาเท่านั้น ซึ่งรัฐบาลจะทำตามหรือไม่ก็ได้

ส่วนประชาชนที่อยู่ในต่างประเทศสามารถออกเสียงประชามติได้ ในกรณีที่เป็นการทำประชามติของประชาชนทั่วประเทศเท่านั้น และตามร่างดังกล่าวผู้ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งไม่มีสิทธิออกเสียงประชามติ ขณะที่ส่วนที่เพิ่มเติมเข้ามา คือ ห้ามไม่ให้ข้าราชการ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ใช้อำนาจหน้าที่กระทำการที่จะทำให้การออกเสียงประชามติไม่สุจริตและเที่ยงธรรม อย่างไรก็ตาม นายประพันธ์ ยอมรับ ไม่แน่ใจว่าการพิจารณาในชั้นของสภาผู้แทนราษฎร จะผ่าน 3 วาระรวดหรือไม่

ยันแก้ตามหลักนิติธรรม
ด้าน นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีระยะเวลาพิจารณาของกรรมาธิการศึกษาร่างรัฐธรรมนูญที่ทางฝ่ายค้านและรัฐสภามีมติศึกษาร่วมกันว่า เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับรัฐสภาว่าจะใช้ระยะเวลานานเท่าใด ซึ่งความจริง ส.ส. พรรคพลังประชาชนก็เคยเสนอญัตตินี้มาแล้ว และเคยบอกว่าสามารถนำคนนอกมาเป็นกรรมาธิการได้ ซึ่งก็ถือว่าเป็นแนวทางหนึ่งในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะว่าจะได้รับฟังความคิดเห็นจากประชาชน ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์มากกว่า

ส่วนกรณีที่ทางกลุ่มพันธมิตรฯไม่สลายการชุมนุมเพราะว่ายังไม่ได้ข้อสรุปว่าทางรัฐบาลจะไม่มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญจริงและจะไม่เป็นการแก้เพื่ออำนวยประโยชน์ให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้ตนขอยืนยันว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้เป็นการแก้เพื่อหลักนิติธรรม เพื่อให้ดีขึ้นไม่ใช่แก้เพื่อตัวเองและประโยชน์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ อดีตนายกรัฐมนตรีอย่างแน่นอน

ขณะที่นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวถึงกรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า ตนไม่ทราบเพราะในที่ประชุมยังไม่มีการพูดคุยถึงเรื่องดังกล่าว ส่วนเรื่องการตั้งกรรมาธิการขึ้นมาศึกษาร่างรัฐธรรมนูญนั้น ต้องให้เกียรติ นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาฯ เป็นผู้ตัดสินใจว่าจะเลือกแนวทางไหน

เชื่อปัญหารธน.จะคลี่คลาย
ด้านนายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รมว.เกษตรและสหกรณ์ พรรคชาติไทย กล่าวถึงเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่น่าจะคลี่คลายลงได้ หลังจากที่ในสภาเห็นสอดคล้องกันให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษารัฐธรรมนูญ ก็น่าจะรอดูผลการศึกษาก่อนมีความเห็นไปสู่กระบวนการแก้ไข

สถานการณ์จากนี้ไป ถ้าทุกฝ่ายยึดมั่นในกรอบของรัฐธรรมนูญ ก็ไม่น่าเกิดอะไร เพราะสถานการณ์ก็คลี่คลาย เมื่อสภาที่ทำหน้าที่เป็นเวทีทางออกสังคมก็กำลังขับเคลื่อน ทุกฝ่ายไม่ว่าฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาลก็ให้ความร่วมมือตั้งในการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษารัฐธรรมนูญปี 2550 ว่ามีปัญหาอะไร เมื่อได้ใช้ไปแล้วช่วงหนึ่งแล้ว

เมื่อถามว่าหลักการทำงาน พรรคพลังประชาชนควรจะหารือกับพรรคร่วมรัฐบาลมากกว่านี้หรือไม่ เช่น การยื่นญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญ นายสมศักดิ์กล่าวว่า การยื่นญัตติเป็นเอกสิทธิ์ ไม่อย่างนั้นแต่ละพรรคการเมืองก็ทำงานไม่คล่องตัว การเสนอกฎหมายหรือพ.ร.บ.อาจมีความเห็นไม่ตรงกัน นั่นก็เป็นการทำงานของพรรค อย่านำมารวมกับรัฐบาล เพราะถ้ามองอย่างนั้นจะนำไปสู่ความไม่เข้าใจระบบ ว่า พรรคคือพรรค รัฐบาลคือรัฐบาล

ต่อข้อถามว่าการที่ส.ส.อีสานใต้จะยื่นญัตติแก้รัฐธรรมนูญอีกครั้ง ไม่กระเทือนพรรคร่วมรัฐบาลใช่หรือไม่ นายสมศักดิ์กล่าวว่า เขามีสิทธิ รัฐธรรมนูญเขียนไว้ชัดเจนว่าถ้าเข้าชื่อ 1 ใน 5 ก็เสนอได้ ไม่ต้องเป็นมติของพรรค ฉะนั้นพรรคพลังประชาชนมีเสียง 200 กว่าเสียง เสนอ 100 กว่าเสียงก็ทำได้ แต่เมื่อเข้าไปจะขอความร่วมมือจากพรรคร่วมก็ต้องคุยกันอีกประเด็น ตรงนั้นค่อยว่ากัน

“โดยหลักการ เมื่อทุกฝ่ายทำความเข้าใจ ไปตกลงกับประธานสภาเมื่อวันที่ 2 มิ.ย. เท่ากับได้รับมอบหมายจากทางพรรคมาแล้ว ตามหลักการควรรอให้คณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาก่อน ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล บุคคลภายนอก ตัวแทนกลุ่มองค์กร มาศึกษาร่วมว่ารัฐธรรมนูญมีปัญหาอุปสรรคตรงไหน ถึงจะนำไปแก้ไข แบบนี้สิ่งที่หวาดวิตกก็ไม่เกิด” นายสมศักดิ์กล่าว

ชาติไทย-มัชฌิมาโต้ข่าวถอนตัว
ส่วนกรณีที่มีคนไม่หวังดีปล่อยข่าวพรรคร่วมรัฐบาลถอนตัวจากพรรคพลังประชาชน อันเนื่องมาจากปัญหาสลายม็อบบ้าง การแก้ไขรัฐธรรมนูญบ้าง

นางอนงค์วรรณ เทพสุทิน ในฐานะหัวหน้าพรรคมัชฌิมาธิปไตย กล่าวว่า สถานการณ์การเมืองที่เกิดขึ้นทุกฝ่ายต้องการช่วยกันแก้ไขปัญหา แต่ข้อเสนอให้สลับขั้วทางการเมืองไปสนับสนุพรรคประชาธิปัตย์ให้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล คงไม่ใช่ทางออก สำหรับรัฐบาลทำงานมา 3 เดือน อาจจะยังไม่ถูกใจหลายฝ่าย แต่เมื่อเทียบกับปัญหาที่สะสมมา ก็ต้องให้เวลานายกรัฐมนตรี

นางอนงค์วรรณ กล่าวด้วยว่า พรรคจะไม่ไปทำให้สถานการณ์เกิดความรุนแรงยิ่งขึ้น และเชื่อว่าในการประชุมคณะรัฐมนตรีวันนี้ นายกรัฐมนตรีจะปรึกษาหารือกับแกนนำพรรคร่วมรัฐบาล

เช่นเดียวกับ น.ส. กัญจนา ศิลปอาชา รองหัวหน้าพรรคชาติไทย กล่าวถึงบทบาทของพรรคชาติไทย หลังมีกระแสข่าวว่าพรรคชาติไทยวางตัวเป็นตัวแปรหลักที่จะถอนตัวจากการร่วมรัฐบาลว่า เรื่องนี้พรรคชาติไทยไม่คิดว่าจะเป็นพรรคตัวแปรใดๆ เพื่อให้ใครมาง้อ แต่คิดว่าการอยู่ด้วยกัน ก็ต้องมีการฟังกันและกัน ไม่ได้เป็นการเล่นตัว สร้างราคา

“ความสัมพันธ์พรรคร่วมกับพรรคแกนนำก็ดีขึ้นเป็นลำดับ เรื่องที่จะสร้างความรุนแรง ใช้กำลังสลายพันธมิตรตอนนี้ก็เห็นว่าเงียบไปแล้ว ณะนี้ระดับผู้ใหญ่ก็พยายามสานความเข้าใจกันอยู่ ทุกอย่างก็น่าจะเข้าใจกันได้ ” น.ส.กัญจนา กล่าว



คุกคามสื่ออาวุโสอดีตผู้สมัครปชป.จี้ขับพ้นวิทยุสภา

อดีตผู้สมัคร ส.ส. ประชาธิปัตย์ หนึ่งในแนวร่วมพันธมิตรฯ กร่างทำหนังสือจี้ปลดสื่อมวลชนอาวุโส “สุคนธ์ ชัยอารีย์” พ้นวิทยุรัฐสภา ข้อหาเป็นกระบอกเสียงรัฐบาล ขณะที่เจ้าตัวลั่นไม่หวั่นไหว และยืนยันนำเสนอข่าวโดยยึดแนวทางประชาธิปไตยต่อไป พร้อมแนะนักข่าวรุ่นใหม่ต้องทำงานด้วยจิตวิญญาณ อย่าเสนอข่าวสร้างความแตกแยกในบ้านเมือง

นายสุคนธ์ ชัยอารีย์ นักหนังสือพิมพ์อาวุโส ในฐานะผู้จัดรายการสถานีวิทยุกระจายเสียงรัฐสภา คลื่นความถี่ FM 87.5 MHz เปิดเผยว่าถูก นายวัชระ เพชรทอง อดีตผู้สมัคร ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ ที่ร่วมเวทีกับกลุ่มพันธมิตรฯ ร้องเรียนต่อเจ้าหน้าที่รัฐสภาให้ปลดตนเองพ้นจากการเป็นนักจัดรายการวิทยุรัฐสภา เพราะนำเสนอเนื้อหาในรายการเข้าข้างรัฐบาล

โดย นายสุคนธ์ กล่าวว่า ตนเองนำเสนอเนื้อหารายการด้วยความเป็นกลาง ยึดมั่นในอุดมการณ์ของสื่อมวลชนที่ดี ไม่มีอคติต่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพราะเท่าที่เห็นสื่อมวลชนในปัจจุบัน ทั้งรายการโทรทัศน์ก็ดี หรือหนังสือพิมพ์ก็ดี คิดว่ามันไม่ใช่แนวทางประชาธิปไตย

เนื่องจากมีการปล่อยให้แสดงความคิดเห็นกันด้านเดียวแบบเลอะเทอะกันไปใหญ่ รุมด่ากันด้านเดียว แทนที่จะเสนอข่าวสองด้านตามหลักนิเทศศาสตร์ หรือตามอุดมการณ์ที่ได้ร่ำเรียนกันมา แต่กลับนำเสนอไปด้วยอคติ หรือทำด้วยความสะใจกันเป็นส่วนใหญ่

นายสุคนธ์ กล่าวว่า เนื้อหาในรายการของตนจะนำเสนอข้อมูลและความคิดเห็นของประชาชนแบบสองด้าน โดยมีชาวบ้าน ทั้งคนทำงานรับจ้าง แท็กซี่ พ่อค้าแม่ค้า แม่บ้าน ข้าราชการ ฯลฯ โทรศัพท์เข้ามาแสดงความคิดเห็นอย่างหลากหลาย โดยส่วนใหญ่เห็นด้วยกับแนวทางประชาธิปไตย และอยากให้ดำเนินการกับม็อบที่เชิงสะพานมัฆวานรังสรรค์ เพราะสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้คนที่สัญจรผ่านไปมา โดยเฉพาะเด็กนักเรียน อีกทั้งนักลงทุนต่างชาติกำลังจับตามองว่าเมืองไทยไม่สงบ ทำให้เศรษฐกิจเสียหาย

นอกจากนี้ นายสุคนธ์ กล่าวย้ำว่า การดำเนินรายการของตนนั้นมีจุดยืนที่ชัดเจนคือ เป็นวิทยุรัฐสภา เป็นสื่อที่ช่วยพัฒนาประชาธิปไตย ไม่ได้ช่วยสนับสนุนการเมืองนอกสภา หรือม็อบข้างถนน

“ผมคิดว่าพอได้แล้ว พวกพันธมิตรฯ ที่ออกมาก่อความวุ่นวายให้ประชาชน ออกมาขับไล่รัฐบาล พวกนี้ได้คืบจะเอาศอก ไม่รู้จักพอ พวกคุณไม่เคยหวังดีต่อประเทศชาติ ไม่จริงใจ พวกคุณทำไปเพื่ออะไร เพื่อใคร ใครอยู่เบื้องหลังพวกคุณ เปิดเผยตัวออกมาเลย ขอร้องเถอะ อย่าทำแบบนี้อีกเลย ไปหาวิธีการอื่นๆ ที่ไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน”

นักหนังสือพิมพ์อาวุโสกล่าวอีกว่า พวกพันธมิตรฯ แอบอ้างประชาธิปไตย แต่ไม่เคารพเสียงส่วนใหญ่ แล้วใครจะไปเชื่อถือ ถ้าจะให้ดีควรประกาศกลางเวทีไปเลยว่าอยากให้ใครเป็นนายกรัฐมนตรี

ส่วนกรณีที่มีผู้ใหญ่ในวงการสื่อสารมวลชนคนหนึ่งออกมากล่าวว่า ความถูกต้องไม่จำเป็นต้องเป็นกลางเสมอไปนั้น นายสุคนธ์กล่าวว่า บ้ากันไปใหญ่แล้ว สื่อไม่ใช่เทวดาที่จะมาชี้ว่าใครผิดใครถูก เพราะตามหลักการแล้วเขาให้นำเสนอข้อมูลรอบด้าน แล้วให้คนอ่านหรือคนฟังเขาตัดสินใจเองว่าจะเชื่อฝ่ายไหน ทุกวันนี้ตนเห็นคอลัมน์ในหนังสือพิมพ์ที่มีนักวิชาการ อาจารย์บางคน มาเขียนแล้วรู้สึกงงว่าเกิดอะไรขึ้นในวงการนี้

“มันไม่ใช่การนำเสนอข่าวเพื่อให้คนรักกัน สามัคคีกัน แต่มันคือการสร้างความแตกแยก แบ่งฝักแบ่งฝ่าย ผมอ่านแล้วมันหดหู่ อย่างที่เขียนกันว่า อยากให้เกิดการปรองดอง แต่ในหน้าหนังสือพิมพ์ส่วนใหญ่กลับเสนอเรื่องความขัดแย้ง ขยายประเด็นให้กลายเป็นเรื่องราวใหญ่โต ทำให้คนอ่านเกิดความฮึกเหิม ผมว่ามันเกินไปแล้ว”

นายสุคนธ์ กล่าวด้วยว่า ตนอยากเห็นนักข่าวรุ่นใหม่ใช้อุดมการณ์ ใช้จิตวิญญาณทำงานกันให้มากขึ้น อย่าเอนเอียง หรือเข้าไปเล่นกับกระแส ต้องมีจุดยืนที่แท้จริง รวมทั้งสนับสนุนระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขด้วย

สำหรับนายวัชระนั้น เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ได้ขึ้นเวทีกลุ่มพันธมิตรฯ และได้ยกหนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ขึ้นมาฉีกบนเวที พร้อมทั้งประกาศว่า หากพบหนังสือเล่มนี้ที่ไหนให้ทุกคนช่วยกันฉีกทิ้งให้หมด

ซึ่งนายวัชระ ปัจจุบันไม่ปรากฏว่ามีอาชีพที่ชัดเจน แต่ในอดีตเคยเป็นสื่อมวลชน เคยเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง กทม. ของพรรคประชาธิปัตย์ แต่สอบตก และยังคงวนเวียนทำกิจกรรมกับพรรคและกลุ่มพันธมิตรฯ มาตั้งแต่การชุมนุมก่อนการปฏิวัติรัฐประหาร 19 กันยายน 2549




นายกแท็กซี่ ฉะ “อภิสิทธิ์” ดูถูกประชาชน ปากเสียด่า “ไพร่อุปถัมถ์”

พร้อมแฉบนเวทีสภาสนามหลวง เบื้องหลังพันธมิตรก่อหวอดไล่นายกฯ เพราะประชาธิปัตย์ต้องการเป็นรัฐบาล ตี 2 หน้า ต่อท่อรับเงินจากแก๊งหาเงินนอกกฎหมาย

นายชินวัตร หาบุญพาด นายกสมาคมพิทักษ์สิทธิประโยชน์ผู้ขับรถแท็กซี่ หนึ่งในแกนนำคณะกรรมการประชาชนเพื่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ (คปพร.) กล่าวบนเวทีสภาสนามหลวง เมื่อช่วงหัวค่ำ (3 มิ.ย.) โดยเปิดเผยว่า เหตุแห่งการขับไล่รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี โดยกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เป็นเพราะกลุ่มพันธมิตรฯต้องการเชิดชูพรรคการเมืองเก่าแก่ ให้ได้ชัยชนะเป็นรัฐบาลโดยไม่คำนึงความชอบธรรมและความถูกต้อง

อย่างไรก็ตาม หากจะพูดถึงพรรคการเมืองเก่าแก่ดังกล่าว จะนี้เห็นได้ว่าที่ผ่านมา พรรคการเมืองพรรคนี้ มีพฤติกรรมและการกระทำ ที่บ่งชี้ได้เลยว่า เป็นพรรคที่ถูกอุปถัมภ์ เลี้ยงดูจากกลุ่มการค้าหวยใต้ดิน กลุ่มมาเฟีย และพวกค้ายาบ้า ที่ร่วมบริจาคเงินให้พันธมิตรฯเพื่อใช้ในการชุมนุมต่อสู้ ซึ่งหากพรรคที่กล่าวถึงได้เป็นรัฐบาล โครงการต่าง ๆ ที่รัฐบาลนายกรัฐมนตรี นายสมัครกำลังดำเนินการอยู่ อาทิเช่น หวยออนไลน์ จะชงักลง หวยใต้ดินจะกลับมายิ่งใหญ่ สินค้าโอท็อปจะไม่ได้รับการส่งเสริม ส่งผลให้ประชาชนขาดรายได้ มาตราการปราบยาเสพติดดจะอ่อนแอ เปิดเส้นทางให้แก๊งค์ค้ายากลับมายิ่งใหญ่ โครงการเอสเอ็มแอล ถูกยกเลิก

“ดังนั้นหากว่า พรรคกการเมืองดังกล่าวได้เป็นรัฐบาล คนกลุ่มนี้จะมีความสุขสบายอันเกิดจากอุปถัมภ์ของพรรคการเมืองเก่าแก่นี้เองจากคำกล่าวของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่พูดถึงไพร่อุปถัมภ์ แสดงว่า กำลังดูถูกประชาชนที่ไม่ได้ไปยืนรายล้อมหน้านายอภิสิทธิ์ ว่าเป็นพวกไพร่ใช่หรือไหม” นายชินวัตร กล่าวในที่สุด



สภาสนามหลวงคึกคักผิดตา แค่หัวค่ำคนแห่ร่วมแล้วกว่า 2 พันคน

แค่ช่วงหัวค่ำ เวทีสภาสนามหลวง คึกคักเกินคาด ทั้งคนฟัง วิทยากรมีชื่อ เข้าร่วมอย่างอบอุ่น หมอเหวง เตรียมอัด พันธมิตร กบฏ แบ่งประเทศ ขณะที่ไฮไลท์ วิภูแถลง เตรียมฉะด้วยหัวข้อ ฝนตกขี่หมูไหล

เวทีสภาสนามหลวงในวันนี้ (3 มิ.ย.) เริ่มขึ้นแล้วตั้งแต่เวลา 17.00 น. โดยมีประชาชนผู้สนใจต่างทยอยเดินทางเข้าร่วมรับฟังการปราศรัยอย่างคับคั่ง ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่า ในวันนี้มีจำนวนผู้ฟังเดินทางมาเร็วขึ้นกว่าทุกวัน โดยเพียงแค่ประมาณ 18.00 น.ประมาณว่า มีประชาชนร่วมนั่งรับฟังแล้วกว่า 1,000 คน คาดว่าเมื่อถึงช่วงไฮไลท์ประมาณ 21.00-23.00 น. จะมีประชาชนมากกว่า 2 พันคน ซึ่งการปราศรัยจะเป็นไปอย่างต่อเนื่องจนถึง 24.00 น.

สำหรับวิทยากรในค่ำคืนนี้ มีผู้รักประชาธิปไตยหลากหลายสาขาวิชาชีพคนร่วมปราศรัย อาทิ เช่น ช่วงเย็น เริ่มต้นที่นายชัยวุฒิ จริยวิโรจน์สกุล พูดเรื่องสื่อ ต่อด้วยการเปิดปูมหลังนายสนธิ ลิ้มทองกุลและนายจำลอง ศรีเมือง โดยนายอุดม แสงชัย และเรื่องทั่ว ๆ ไปของเมืองไทยโดยนายชูพงษ์ ถี่ถ้วน

สำหรับในช่วงเวลา 19.29 น.-20.30 น.นายชินวัตร หาบุญพาด นายกสมาคมผู้พิทักษ์แท็กซี่พูดเรื่องเหตุแห่งการขับไล่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ต่อด้วย น.พ.เหวง โตจิราการ แกนนำคณะกรรมการประชาชนเพื่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ (คปพร.) พูดเรื่อง พันธมิตรฯตั้งประเทศซ้อนประเทศ ถือว่าเป็นกบฏ และไฮไลท์อยู่ที่ช่วงเวลา 21.00 -21.30 น. โดยนายวิภูแถลง พัฒนะภูมิไท พูดเรื่องฝนตกขี้หมูไหล ต่อด้วย แฉกลุ่มพันธมิตรฯ โดยนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข แกนนำกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย

นอกจากนี้ยังมี ผู้รักประชาธิปไตยจากต่างจังหวัดเข้าร่วมด้วย อาทิ นายสมยศ พรหมภา จากจังหวัดอุดรธานี ฯลฯ ขณะที่ นายสุชาติ นาคบางไทร แกนนำกลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ จะพูดเรื่อง 2 หนุ่ม 2 มุม และปิดท้ายเวทีด้วยการขึ้นกล่าวปราศรัยของ ประธานสภาสนามหลวงนายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์

ศูนย์ติดตามม็อบ พปช.อัดพันธมิตรพาชาติล่มจม

“จตุพร” เผย พันธมิตรหมดหนทางปล่อยกดดันตัวเอง สุนัย ถาม สมศักดิ์ ตั้งเมืองพันธมิตร ยังยอมรับ ระบอบ ปชต. อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประทุขอยู่หรือเปล่า ขณะที่ ฐิติมา ถาม จำลอง จะพาคนไปตายกอีกหรือ

เมื่อเวลา13.30 น.ที่พรรคพลังประชาชน คณะทำงานศูนย์ติดตามและวิเคราะห์การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้ร่วมกันแถลง โดยนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วนพรรคพลังประชาชน หนึ่งในคณะทำงานของศูนย์ฯ กล่าวว่า เห็นด้วยที่ไม่ใช้กำลังปราบปรามการชุมนุมของพันธมิตรฯ ซึ่งหลังจากนี้พันธมิตรฯ จะกดดันตัวเอง เพราะข้อเรียกร้อง กลายเป็นเรื่องไร้เหตุผลและไม่มีที่สิ้นสุด เนื่องจาก กรณีแก้ไขรัฐธรรมนูญและกรณีนายจักรภพ เพ็ญแข ได้หมดไปแล้ว

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจะต้องเดินหน้าทำงานต่อไป โดยต้องทำเป็นไม่รู้ ไม่เห็น ไม่ได้ยิน เรื่องของพันธมิตรฯ และปล่อยให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นผู้ดำเนินการ ส่วนหากพันธมิตรฯพูดพาดพิงถึงใครให้ได้รับความเสียหายก็เป็นเรื่องที่ต้องแจ้งความดำเนินคดีไป นายจตุพร กล่าว

นายจตุพร กล่าวเชื่อว่า แม้นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี จะลาออก พันธมิตรฯก็ยังคงเรียกร้องไม่สิ้นสุด เพราะต้องการสลับขั้ว ดึงพรรคร่วมรัฐบาลให้กลับไปรวมกับพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งจะมีเสียงเกินแค่ 7 เสียง โดยหากมีการเปิดอภิปราย ซึ่งรัฐมนตรีจะไม่มีสิทธิ์โหวต ก็จะทำให้เป็นรัฐบาลไม่ได้ ดังนั้น พรรคประชาธิปัตย์เลิกคิดเรื่องนี้ได้แล้ว พร้อมระวังกรรมจะตามทัน

นายจตุพร กล่าวด้วยว่า ทำไมเมื่อตอนรัฐบาล คมช.อยู่มา 15 เดือน พันธมิตรฯกลับไม่ออกมา แต่นี่รัฐบาลอยู่แค่ 3 เดือน กลับออกมาขับไล่ แล้วจะตั้งเป็นเมืองพันธมิตรไม่ขึ้นตรงกับรัฐบาลไทย แต่วิธีคิดอันนี้อันตรายมาก เหมือนเป็นเขตปลดปล่อยซึ่งไทยควรมีหรือเปล่า ยิ่งนานวัน พันธมิตรต้องการให้ใช้กำลังปราบเพื่อให้เกิดการปฎิวัติ แต่เมื่อแม่ทัพได้มีการเจรจาคุยกันก็มีความเข้าใจ ดังนั้น การปฎิวัติจะไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน ส่วนกรณีที่มีข่าวนายจักรภพ ไม่ไปมอบตัวนั้น ขณะนี้ได้การประสานและมีนัดหมายให้ไปรับทราบข้อกล่าวหา ในวันพฤหัสที่ 12 มิ.ย.นี้

ด้านนายสุนัย จุลพงศธร ส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชน แกนนำคณะทำงานติดตามและวิเคราะห์ฯ ในฐานะประธานคณะกรรมการประชาสัมพันธ์การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ของพรรคพลังประชาชน กล่าวถึงประเด็นการตั้งเมืองพันธมิตรว่า มีความละเอียดอ่อนมาก การที่นายสมศักดิ์ โกสัยสุข ได้ประกาศ และเป็นประธานสภา กำลังทำในเรื่องที่ล่อแหลมอย่างมากต่อความวิตกกังวลของคนไทย เพราะการตั้งเขตพันธมิตร ขึงลวดหนามตั้งเป็นแนวเขต ดูภาพแล้วเหมือนกำแพงเบอร์ลิน กลายเป็นเขตปลดปล่อย จึงต้องถามว่า ยังยอมรับการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นองค์ประมุขอยู่หรือไม่ นายสุนัย กล่าว

นางฐิติมา ฉายแสง ส.ส.ฉะเชิงเทรา รองโฆษกพรรคพลังประชาชน ที่ผ่านมา รัฐบาลก็ยอมมาหลายเรื่องแล้ว หรือว่ากลุ่มเหล่านี้ไม่ได้ผลประโยชน์ กลุ่มนี้ไปลงเลือกตั้ง ก็แพ้เลือกตั้ง หรือต้องการให้พรรคประชาธิปัตย์มาเป็นรัฐบาล ส่วนที่ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ประกาศ จะปักหลักชุมนุมถาวรนั้น ขอถามว่าจะพาประเทศไปสู่ความล่มจม ให้เกิดการนองเลือดหรืออย่างไร

สำหรับคณะทำงานศูนย์ติดตามและวิเคราะห์การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ประกอบด้วย1. ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง 2.นายสุนัย จุลพงศธร 3.นายสามารถ แก้วมีชัย 4.นายศุภชัย โพธิ์สุ 5.นายไพจิต ศรีวรขาน 6.นายนิสิต สิธุไพร 7.นายสุทิน คลังแสง 8.นายสงวน พงษ์มณี 9.นายชวลิต วิชยสุทธิ์ 10.ร.ต.ท.เชาวรินทร์ ลัทธศักดิ์ศิริ 11.นายสุชาติ ลายน้ำเงิน 12.นายจตุพร พรหมพันธุ์ 13.นายชลน่าน ศรีแก้ว 14.นายสุรพงษ์ โตวิจักษ์ชัยกุล 15.นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ 16.นางฐิติมา ฉายแสง 17.นายดนุพร ปุณณกันต์ 18.นายศุภชัย ใจสมุทร 19.นายสมาน เลิศวงรัฐ 20.นายกมล บันไดเพชร 21.นายเรืองเดช เหลืองบริบูรณ์

พันธมิตร อย่างหนา ไม่สนคนเดือดร้อน/ล่าสุด ปชช.บุกแจ้งความแล้วกว่า 30 ราย

รองโฆษก ตร.แจง ประชาชนได้รับผลกระทบหนัก หลังพันธมิตรปักหลักชุมนุม เผย มีผู้แจ้งความร้องเรียนแล้วกว่า 300 ราย

เมื่อเวลา15.00 น. วันนี้ (3 มิ.ย.) ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล พล.ต.ต.สุรพล ทวนทอง รอง ผบช.ก.ในฐานะรองโฆษก ตร.กล่าวถึงการดูแลกลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ปักหลักชุมนุมบริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ ถนนราชดำเนิน ว่า ขณะนี้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุม ร้องเรียนมายัง บก.จร. ตั้งแต่วันที่ 26 พ.ค. ถึง 2 มิ.ย. มีจำนวน 193 ราย และมีผู้แจ้งความร้องทุกข์ ตาม สน.ต่าง ๆ จำนวน 160 ราย

พล.ต.ต.สุรพล กล่าวอีกว่า การปิดถนนของกลุ่มพันธมิตรฯนั้น มีการปิดกั้นพื้นที่โดยรอบ ทำให้เกิดปัญหาจราจรติดขัดอย่างหนัก เจ้าหน้าที่ตำรวจมีความพยายามในการเจรจากับแกนนำโดยตลอดหลายครั้ง เพื่อขอให้เปิดการจราจรทั้งหมดหรือแต่บางส่วน รวมถึงยังมีข้อเรียกร้องจากโรงเรียนที่ได้รับผลกระทบ แต่แกนนำขอหารือกันอีกครั้ง และแกนนำบางคนได้ปฏิเสธ โดยจะขอปิดกั้นอย่างถาวร จนกว่ารัฐบาลจะทำตามข้อเรียกร้อง