WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, June 4, 2008

สมัคร อารมณ์ดีก่อนประชุม ครม.

ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เช้าวานนี้ (3 มิ.ย.) นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ด้วยอารมณ์แจ่มใส และใช้เวลากว่า 10 นาที ในการพูดคุยกับดารานักแสดง ที่มารณรงค์แก้ไขปัญหาโลกร้อนและต่อต้านการค้ามนุษย์ ทั้งนี้ นายกฯ ได้รับมอบเข็มกลัดวันสิ่งแวดล้อมโลกประจำปี รณรงค์ลดภาวะโรคร้อนจาก น.ส.เขมนิจ จามิกรณ์ หรือแพนเค้ก รับมอบกล้าไม้ต้นประดู่ป่าจากนายกวี ตันจรารักษ์ หรือบีม และรับเข็มกลัดรณรงค์ประชาสัมพันธ์ พระราชบัญญัติการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ จาก น.ส.ณัฐกานต์ ประสพสาย-พรกุล หรือโน๊ต พิธีกรและนักร้องชื่อดัง พร้อมทั้งร่วมลงนามบนบอร์ดรณรงค์หยุดการค้ามนุษย์ นอกจากนี้ ยังได้รับเครื่องเก็บอุจจาระสุนัข ตามโครงการสิ่งประดิษฐ์คนรุ่นใหม่เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

นายสมัครตอบข้อซักถามผู้สื่อข่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาลและฝ่ายค้าน มีมติร่วมกันให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษารัฐธรรมนูญปี 2550 ว่า สามารถทำได้ไม่มีปัญหา แต่ควรไปรายงานในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรก่อน ในส่วนของพรรคพลังประชาชนมีกรรมการบริหารพรรคคอยดูแลอยู่แล้ว ผู้สื่อข่าวถามว่า คิดว่าเมื่อทำอย่างนี้แล้วจะสำเร็จหรือไม่ นายสมัครตอบว่า อันนั้นก็เป็นเรื่องของสภา

สมชายย้ำรัฐบาลไม่รีบร้อนแก้ รธน.

นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯและ รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า รัฐบาลยังไม่ได้นำเรื่องการตั้งคณะกรรมการวิสามัญศึกษารัฐธรรมนูญ 2550 มาพิจารณา รัฐบาลจะให้เกียรติประธานสภาฯ หากเห็นไปแนวไหนอย่างไร ก็น่าจะทำได้ตามนั้น ตอนนี้ไม่ได้รีบร้อนอะไร เราต้องทำไปตามลำดับขั้นตอน เมื่อสภาฯสรุปว่าจะดำเนินการอย่างนั้นก็เป็นเรื่องที่ดีแล้ว เพราะมีทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านมาประชุมร่วมกัน ผู้สื่อข่าวถามว่า ที่ประชุม ครม.ได้มีการพูดคุยถึงสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯหรือไม่ นายสมชายตอบว่า ในที่ประชุม ครม. ไม่ได้มีการพูดคุยเรื่องการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ นายสมัครอาจจะไปถามเจ้าหน้าที่ที่มีส่วนรับผิดชอบให้ปฏิบัติตามกฎหมาย แต่ไม่ได้พูดในที่ประชุม ครม.เลย อย่างไรก็ตามทุกฝ่ายควรช่วยกันดูแลเพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหา เมื่อถามว่าจำเป็นต้องใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินหรือ พ.ร.บ.ความมั่นคงหรือไม่ นายสมชายตอบว่า ตนไม่ทราบเพราะไม่ได้ดูแลเรื่องนี้ จึงไม่รู้เรื่อง ต่อข้อถามถึงแนวคิดการตั้งรัฐบาลแห่งชาติของ นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส นายสมชายตอบว่า ส่วนตัวไม่ค่อยเข้าใจเรื่องนี้ แต่ระบอบปัจจุบันมาจากการเลือกตั้งของประชาชน มีการตั้งรัฐบาลที่ได้รับการโปรดเกล้าฯมาให้ปฏิบัติหน้าที่อยู่ แล้วจะทำให้เป็นไปในแนวทางที่เสนอมาได้อย่างไร คิดว่าทุกฝ่ายรักบ้านเมือง รักประเทศชาติ ใครที่เสนอความคิดอะไรนั้นก็คงหวังดีกับบ้านเมือง แต่จะทำได้หรือไม่อย่างไรก็ยังไม่รู้ ต้องดูข้อกฎหมายว่าจะสามารถทำอะไรได้หรือไม่ หลายอย่างก็คงยังไม่ถึงขั้นนั้น

อ่านรายละเอียดต่อ ไทยรัฐ


นายกฯ แจงรัฐมนตรีเรื่องการสลายการชุมนุม

นายกฯ แจงรัฐมนตรีเรื่องการสลายการชุมนุม

พลตำรวจโทวิเชียรโชติ สุขโชติรัตน์ โฆษกรัฐบาล กล่าวว่า นายกฯ ได้อธิบายให้รัฐมนตรีทุกคนได้เข้าใจถึงสถานการณ์ที่นายกฯได้พูดเมื่อช่วงเช้าวันเสาร์ กรณีการสลายการชุมนุม เพื่อให้รัฐมนตรีแต่ละพรรคได้เข้าใจว่าไม่มีเจตนาที่จะใช้ความรุนแรงในการสลายการชุมนุม

ส่วนการที่ ผบ.ตร.และ ผบ.ทบ.มาหารือกับนายกฯ ไม่เกี่ยวข้องกับการออก พรก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน แต่เป็นการรายงานตัวในฐานะที่ได้ตำแหน่ง ผบ.ตร. และขอบคุณที่ได้รับตำแหน่ง ซึ่งได้มารายงานให้นายกฯ ได้รับทราบในฐานะที่ดำรงตำแหน่ง รมว.กลาโหมด้วย ส่วนกรณีที่คุณพรทิพย์ จาละ เลขาธิการกฤษฎีกา ก็ไม่ได้มีการพูดคุยเรื่องการใช้กฎหมายที่รุนแรง นอกจากนี้นายกฯ ยังเล่าให้ที่ประชุมว่า ให้ ผบ.ตร.คนใหม่เป็นผู้เจรจากับกลุ่มผู้ชุมนุม ว่าให้เปลี่ยนสถานที่ในการชุมนุม เพื่อไม่ให้ประชาชนเดือดร้อนในการชุมนุม


นายกฯ เตรียมลงพื้นที่เชียงใหม่ ฟื้นฟูเศรษฐกิจ

โฆษกรัฐบาลแจงนายกฯ เตรียมลงพื้นที่เชียงใหม่วันที่ 14-15 มิถุนายนนี้ เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจเชียงใหม่ ระบุไม่ใช่ ครม. สัญจร

พลตำรวจโทวิเชียรโชติ สุขโชติรัตน์ บอกว่า นายกฯ จะเดินทางไป
จังหวัดเชียงใหม่ในวันที่ 14-15 นี้ ซึ่งไม่ใช่การประชุม ครม.สัญจร แต่ลงพื้นที่ในครั้งนี้เนื่องจากเศรษฐกิจของจังหวัดเชียงใหม่ไม่ดี เนื่อจากเมื่อช่วงเทศกาลสงกรานต์จะต้องมีนักเที่ยวมาก แต่ปีนี้
เงียบเหงา

ซึ่งทางผู้ประกอบการร้องเรียนมา ซึ่งนายกฯจะไปคุยกับนักธุรกิจในพื้นที่ พร้อมกับประชุมกับข้าราชการในพื้นที่เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ นอกจากนี้ยังได้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมา 1 ชุด โดยมีนายกฯ เป็นประธาน มีกรรมการจากสำนักงบประมาณ ผู้อำนวยการตลาดหลักทรัพย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะมีหน้าที่ในการขับเคลื่อนการลงทุนในภาครัฐและเอกชน นอกจากนี้พิจารณาความพร้อมในการลงทุนของภาครัฐที่สอดคล้องกับนโยบายของรัฐ รวมถึงติดตามความก้าวหน้าในการลงทุนของภาครัฐ และภาครัฐกับเอกชน


พันธมิตรฯ ยังปักหลักชุมนุม รอรัฐบาลชัดเจนไม่แก้ รธน.


สะพานมัฆวานรังสรรค์ 3 มิ.ย. -"สุริยะใส กตะศิลา" ผู้ประสานงานกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เปิดเผยว่า พันธมิตรฯ เตรียมหารือเพื่อขอปิดเส้นทางการจราจร โดยเมื่อช่วงเช้า นายพิภพ ธงไชย แกนนำพันธมิตรฯ ได้ประสานผู้อำนวยการโรงเรียนที่อยู่ในบริเวณที่ชุมนุมว่า กลุ่มผู้ชุมนุมจะขอปิดถนนในพื้นที่ดังกล่าว ไม่ให้มีการจราจรในช่วงเวลาเร่งด่วน ตามที่ได้ตกลงไว้ ส่วนวันพรุ่งนี้ (4 มิ.ย.) จะมีการเปิดการจราจรหรือไม่ จะหารืออีกครั้งกับผู้อำนวยการโรงเรียน และตำรวจ ว่ากลุ่มพันธมิตรฯ ยืนยันที่จะขอปิดถนนในบริเวณดังกล่าว และเสนอให้เปิดเส้นทางถนนเลียบคลองผดุงกรุงเกษม ด้านที่ติดกับทำเนียบรัฐบาลแทน ซึ่งคาดว่าจะได้ข้อสรุปในคืนนี้ สำหรับรูปแบบการปราศรัยจะมีการปรับรูปแบบ ไม่ให้มีการพูดจาหยาบคาย เน้นการเสนอเนื้อหาสาระ

ต่อกรณีที่กลุ่มริบบิ้นขาวจะขึ้นเวทีพันธมิตรฯ นายสุริยะใส กล่าวว่า ยินดีพบกลุ่มริบบิ้นขาว แต่ไม่ให้ขึ้นเวที เพราะพันธมิตรฯ เป็นขั้วการเมืองที่มีความชัดเจน ดังนั้น ประชาชนอาจจะสับสน และขอยืนยันว่ากลุ่มพันธมิตรฯ ไม่มีการใช้ความรุนแรง ขอให้กลุ่มริบบิ้นขาวเชื่อมั่น เพราะเรื่องความรุนแรงไม่ใช่เงื่อนไของกลุ่มพันธมิตรฯ ส่วนกรณีที่ กกต.นำกฎหมายประชามติยื่นต่อรัฐสภานั้น นายสุริยะใส กล่าวว่า ตราบใดที่รัฐบาลยังไม่มีชัดเจนว่าจะไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็ยังไม่สามารถสร้างความมั่นใจกับกลุ่มพันธมิตรฯ ได้ และยังอดเป็นห่วงไม่ได้ แม้ว่าจะมีการตั้งคณะกรรมาธิการร่วมระหว่างรัฐบาลและฝ่ายค้าน. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-06-03 19:42:40

ไล่ไปให้พ้น พวกขวางทางเสด็จ

กรณีแกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมป่วนเมือง ยังท้าทายอำนาจรัฐต่อไป ด้วยการนำเวทีถาวรมาติดตั้งที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ บริเวณข้างทำเนียบรัฐบาล พร้อมกับนำรั้วลวดหนามมาติดตั้ง โดยมีแนวคิดที่จะสร้าง “รัฐพันธมิตร” ให้เกิดขึ้นกลางท้องถนน ซึ่งเป็นเส้นทางจราจรที่สำคัญของบ้านเมือง

แม้รัฐบาลจะใช้ทุกวิถีทาง ไม่ว่าจะเป็นการบอกกล่าว การประกาศแจ้งเตือนแล้ว แต่ยังดื้อด้านไม่ยอมฟังเหตุฟังผลว่า เป็นเส้นทางที่เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินจะต้องเสด็จฯ ผ่าน และมีกิจกรรมทางสังคมและเศรษฐกิจมากมายที่ต้องผ่านถนนเส้นนี้
แต่แกนนำบางคนไม่มีความรู้สึกรู้สา โดยเฉพาะที่เคยพูดเรื่องความจงรักภักดี เรื่องความรักในสถาบันเบื้องสูง กลับออกมาประกาศว่า “ตำรวจก็รู้ดีว่าสามารถจัดเส้นทางเสด็จฯ ไปเส้นทางอื่นได้”

คำพูดที่ว่ามานี้ เป็นคำพูดที่หากปล่อยไว้ย่อมกระทบกระเทือนใจประชาชนคนไทยทั้งประเทศ!

เป็นที่ประจักษ์ชัดในความคิดของเขาเหล่านั้นว่า แท้จริงแล้วในจิตใจลึกๆ ของเขานั้น เขา รักด้วยปาก หรือรักด้วยจิตใจกันแน่! คนธรรมดาย่อมรู้ได้ดีถึงคำพูดและการกระทำของคนกลุ่มนี้

องค์เหนือหัว เคยรับสั่ง เมื่อครั้งเหตุการณ์ความวุ่นวาย พฤษภาทมิฬ 2535 ความในตอนหนึ่งของพระราชดำรัส

“ฉะนั้นก็ขอให้โดยเฉพาะสองท่าน คือ พล.อ.สุจินดา และ พล.ต.จำลอง ช่วยกันคิด คือหันหน้าเข้าหากัน ไม่ใช่เผชิญหน้ากัน เพราะว่าเป็นประเทศของเรา ไม่ใช่เป็นประเทศของหนึ่งคนสองคน เป็นประเทศของทุกคน เข้าหากันไม่เผชิญหน้ากันแก้ไขปัญหา เพราะปัญหามีอยู่ ที่เวลาเกิดจะใช้คำว่าบ้าเลือด เวลาคนมีการปฏิบัติรุนแรงมันลืมตัว ลงท้ายเขาไม่รู้ว่าตีกันเพราะอะไร แล้วก็จะแก้ปัญหาอะไร

เพียงแต่ว่าจะต้องเอาชนะ แล้วก็ใครจะชนะ ไม่มีทาง อันตรายทั้งนั้น มีแต่แพ้ คือต่างคนต่างแพ้ ผู้ที่เผชิญหน้าก็แพ้ แล้วที่แพ้ที่สุดก็คือประเทศชาติ ประชาชน จะเป็นประชาชนทั้งประเทศ ไม่ใช่ประชาชนเฉพาะในกรุงเทพมหานคร ถ้าสมมติว่าเฉพาะในกรุงเทพมหานครเสียหายไป ประเทศก็เสียหายไปทั้งหมด แล้วก็จะมีประโยชน์อะไรที่จะทะนงตัวว่าชนะ เวลาอยู่บนกองซากปรักหักพัง”

คนไทย ช่วยกันจำไว้ กี่ครั้งแล้วที่คนคนนี้ทำให้องค์เหนือหัว ต้องระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท แล้วเขาคนนั้น ได้จดจำ และนำพา ต่อพระบรมราโชวาทขององค์เหนือหัวบ้างหรือไม่?

เอะอะอะไรก็จะก่อ “ม็อบ” สร้างความปั่นป่วนให้กับบ้านเมือง เสมือนว่าจะ ให้ได้อย่างใจตนเองไปเสียทุกเรื่อง ไม่สนใจความถูกผิด

ประเทศชาติจะพินาศย่อยยับอย่างไรก็ได้ หากตนเองไม่พอใจ

วันนี้ เส้นทางเสด็จพระราชดำเนินถูกปิดกั้น

วันนี้ นักเรียน ครูบาอาจารย์ เดือดร้อน เพราะม็อบใช้วิธีขวางถนน ส่งเสียงดัง

วันนี้ นักท่องเที่ยวยกเลิกการเดินทางเข้ามาท่องเที่ยว ในประเทศไทย ไกด์บอกทัวร์ยุโรปสั่งยกเลิกการบิน เพราะมีการส่งสัญญาณเตือนว่าประเทศไทยมีความวุ่นวายทางการเมืองถึงขั้นจะมีการปฏิวัติรัฐประหารกันอีกรอบ

ประเทศไทยเสียหายยับเยินป่นปี้หมดแล้ว ใครจะยอมก็ยอมไป ประเทศไม่ใช่ของคนคนเดียว หรือคนกลุ่มเดียว ต้องแชร์ผลประโยชน์ร่วมกัน จะปล่อยให้มีคนทำตัวเป็น “เฒ่าทารก” ดื้อด้านแบบนี้ ไม่มีใครกล้าจัดการ! แล้วประเทศจะเป็นอย่างไรต่อไป นึกไม่ออกจริงๆ


แนวทางและวิธีการจัดการ การชุมนุมยืดเยื้อของกลุ่มพันธมิตรฯ (แบบซุนวู) (1)

ภูมิวัฒน์ นุกิจ เขียนบทความเสนอแนวทางและวิธีการจัดการการชุมนุมยืดเยื้อของ กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (แบบซุนวู) มาให้ประชาทรรศน์ รายวัน เผยแพร่เพื่อเสนอต่อนายกรัฐมนตรีและสาธารณะ ดังนี้

ข้อเสนอต่อรัฐบาล นายสมัคร สุนทรเวช อันมาจากการเลือกตั้งตามวิถีทางของระบอบประชาธิปไตย

ผู้เสนอ นายภูมิวัฒน์ นุกิจ ประชาชนชาวไทย

สิ่งที่ต้องพิจารณาฝ่ายตรงข้าม
1.พิจารณาระบบความคิด (อุดมการณ์ที่ชี้นำการชุมนุม)
2.พิจารณา ดินฟ้าอากาศ
3.พิจารณาสภาพพื้นที่
4.พิจารณาแม่ทัพ
5.พิจารณาวิธีการทางการสู้รบ เสบียง และแนวร่วม
6.พิจารณาการสื่อสารกับสาธารณะ
7.พิจารณา (เรา) รัฐบาลผสม

1.พิจารณาระบบความคิด (อุดมการณ์ที่ชี้นำการชุมนุม)
อุดมการณ์ที่ชี้นำการชุมนุมของการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯ คือ การกล่าวอ้างถึงอุดมการณ์ของรัฐชาติ คือ ต้องพิทักษ์ ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยสร้างการกล่าวหาว่าตัวคุณทักษิณคือระบอบ และมีการขายชาติ ปล้นชาติ เป็นทุนนิยมสามานย์ รัฐตำรวจ สร้างสาธารณรัฐ จาบจ้วงเบื้องสูง ซึ่งแนวคิดวิธีคิดของกลุ่มพันธมิตรฯ มีปัญหาในตัวมันเอง คือ การจ้องโค่นล้มรัฐบาล คือมีการยกระดับประเด็นขึ้นเรื่อยๆ จากแถลงการณ์ฉบับที่ 1 เรื่องกลียุค จนถึงเรื่องการขับไล่รัฐบาลชุมนุมยืดเยื้อ ฉบับที่ 12 ซึ่งมีการหยิบยกอ้างอิงประชาชนทั้งประเทศว่า ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลโจรจาบจ้วงนอมินีนี้

ซึ่งวิธีคิดแบบนี้มีปัญหาคือ ไม่ยอมรับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามหลักมติมหาชน ในระบอบประชาธิปไตย และเรียกร้องให้ทหารออกมาร่วมขับไล่รัฐบาลด้วย คือ ไม่ปล่อยให้กระบวนการต่างๆ ดำเนินไปตามกฎหมาย เป็นวิธีคิดที่ผิดพลาด เพราะยืนอยู่บนพื้นฐานที่ไม่ชอบธรรม อธิบายกับสังคมลำบาก เพราะกลุ่มพันธมิตรฯ เองไม่เคยออกมาขับไล่รัฐทหารที่ทำการรัฐประหาร ซึ่งมีแกนนำบางคนได้ไปกินข้าวเย็นร่วมกับคณะรัฐประหาร และคอยให้คำปรึกษากันด้วยซ้ำ

2.พิจารณาดินฟ้าอากาศ
สภาพปัจจุบันเป็นช่วงเข้าสู่กลางฤดูฝน เพื่อไปสู่ปลายฤดูฝน และเข้าต้นฤดูหนาว ซึ่งสภาพแบบนี้ไม่เหมาะอย่างยิ่งที่จะจัดกิจกรรมการชุมนุมกลางแจ้ง เพราะจะทำให้มวลชนอ่อนล้า การจัดการลำบาก เดินทางลำเค็ญ พื้นที่ชุมนุมถูกน้ำท่วม แม่ทัพนายกองไม่สบาย จะนำไปสู่ความวุ่นวายภายในที่ชุมนุม ซึ่งอันนี้เป็นข้อผิดพลาดอีกประการหนึ่ง

3.พิจารณาสภาพพื้นที่
สภาพพื้นที่โดยรอบเป็นศูนย์กลางของหน่วยงานราชการ ด้านหน้าฝั่งซ้ายติด UN และกองทัพบก ด้านหน้าฝั่งขวาติดกองบัญชาการกองทัพภาคที่ 1 และโดยรอบเป็นหน่วยงานราชการ ชุมชน วัด โรงเรียน สนามมวย และป้ายรถเมล์

สภาพแวดล้อมเช่นนี้ การจัดการชุมนุมในพื้นที่แจ้ง และใช้เครื่องขยายเสียงให้ดังไปทั่วบริเวณแบบทั้งวันทั้งคืน ปักหลักยาวนาน ย่อมก่อความเดือดร้อนรำคาญให้แก่หน่วยงานราชการ (จนอาจดึงความสนใจให้อยากรู้อยากเห็น) และยังก่อความเดือดร้อนรำคาญใจแก่คนในชุมชน พระในวัด นักเรียนหรือครูในโรงเรียน และพื้นที่การชุมนุมยังเป็นพื้นถนนคอนกรีต ซึ่งเวลากลางวันผิวถนนจะร้อน เวลากลางคืนจะอุ่น และหากเกิดฝนตกขึ้นมายิ่งยากลำบาก เพราะมีเพียงต้นมะขามใบบางๆ ไม่กี่ต้น และเต็นท์เพียงไม่กี่หลังคอยกันฝน สภาพพื้นที่เช่นนี้อัตคัดมาก ถูกปิดล้อมได้ง่าย และเข้าออกลำบาก เป็นที่กึ่งโล่งกึ่งแจ้ง ซึ่งถือเป็นข้อผิดพลาดในทางพื้นที่

4.พิจารณาแม่ทัพ
ตัวแก่นหลักของแม่ทัพคือ นายสนธิ นายจำลอง และ นายสมเกียรติ ส่วนที่แหลือเป็นแค่องค์ประกอบ เพราะแทบไม่มีน้ำหนักในการเคลื่อนไหวชี้นำมวลชน นายกองและมวลชนที่เข้าร่วมส่วนใหญ่มาจาก 3 ทาง คือ
1.ลูกจ้างสำนักพิมพ์ผู้จัดการ และแฟนรายการเอสเอสทีวี
2.สันติอโศก และกองทัพธรรม
3.สมาชิกพรรคการเมืองเก่าแก่ ทั้งในเมือง และตามหัวเมือง
4.อื่นๆ เอ็นจีโอบางส่วน สหภาพแรงงานบางแห่ง และเหล่าราชนิกูล ฯลฯ

แม่ทัพอย่างสนธิ ประกาศอย่างฮึกเหิม เป็นการทำสงครามครั้งสุดท้าย ตายเป็นตาย เจ๊งเป็นเจ๊ง แม่ทัพที่มีพฤติกรรมเช่นนี้ เล่นหมดหน้าตักแบบนี้ คือ หนึ่ง ต้องมีคนหนุนหลังที่ใหญ่มาก ไม่งั้นคงไม่คะนองฮึกเหิมเช่นนี้ สงครามทางการเมืองครั้งนี้ต้องปักหลักยืดเยื้อยาวนานเพราะอะไร และนำไปสู่อะไร เป็นที่รู้กันได้

แม่ทัพแบบจำลอง พูดสม่ำเสมอว่าทหารและตำรวจบอกตนว่าให้กำลังใจในการชุมนุม และหากมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็จะนำไปสู่การรัฐประหารได้ พฤติกรรมเช่นนี้คือ หนึ่ง ต่อสายกับทหาร และตำรวจบางนาย ซึ่งแน่นอนว่าการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 คือความตั้งใจที่จริงแท้แน่นอนของนายสนธิและนายจำลอง และการทำสงครามครั้งสุดท้ายที่จะชนะได้ก็คือดูตัวอย่าง 19 กันยายน 2549

แม่ทัพแบบสมเกียรติ สมศักดิ์ พิภพ หรือ สุริยะใส แทบไม่ต่างกัน คือ ไม่ค่อยมีน้ำหนัก เพราะไม่มีมวลชนเป็นของตัวเอง และไม่ใช่ผู้ที่เป็นเจ้าของทรัพยากรที่ใช้สำหรับการทำสงครามครั้งสุดท้ายนี้ จะต่างก็เพียงแต่สมเกียรติต่อสายกับพรรคการเมืองเก่าแก่ สนธิต่อสายกับคำนูณ ลูกจ้างตนที่อยู่ในรัฐสภาได้ และลึกๆ แล้ว แนวความคิดของนายสนธิหรือนายจำลอง แตกต่างกับ สมเกียรติ สมศักดิ์ พิภพ หรือ สุริยะใส อย่างสิ้นเชิง แต่สามารถรวมกันได้เพราะเชื่อว่าทักษิณคือผี ดังนั้นต้องออกมาไล่ผี และหาอาคมทุกรูปแบบมาไล่ผี และจัดการกับเครือข่ายของผีที่ตนเชื่อและสร้างขึ้นมาเอง



กระชากหน้ากากทุนเก่า หนุนม็อบพันธมิตรป่วน

ในสถานการร์ขุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชฃาธิปไตย อย่างหาแก่นสารไม่ได้ เป็นประเด็นที่เกิดข้อกังวลสงสัยกันอย่างกวางขวาง ว่ากลุ่มพันธมิตรฯ ออกมาชุมนุมเพื่ออะรกันแน่ และมีใครอยู่เบื้องหลังอย่างไรหรือไม่ และเพราะเหตุใดจึงมีเงินทุนจำนวนมากมาใช้เพื่อการเคล่าอนไหว ซึ่งผนวกรวมไปถึงประเด็นที่มีกระแสข่าวอ้างง่ามีการจ้างคนนับพัน ด้วยค่าตัววันละ 300-500 บาท เพื่อร่วมการชุมนึม

ในประเด็นชวนให้สงสัยและน่าติดตามทั้งหลาย สรุชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ ได้ตั้งข้อสังเกตุและเปิดเผยข้อมูลน่าสนใจหล่ายเรอื่องราว ผ่านเวที “สภาสนามหลวง” เมื่อคืนวันที่ 2 มิถุนายน ที่ผ่านมา

“ก่อนที่จะมาเปิดสภา พี่น้องท้องสนามหลวงก็มีการร่วมตัวกัน แต่ตอนนี้เรายังไม่ผ่านจุดยุทธศาสตร์ตรงนั้นเสียที เราเกลียดไอ้พวกนี้ เกลียดหมาเตะหมาโดยที่ไม่รู้ว่าใครเป็นเจ้าของหมา จึงโดนกัดกันไปหลายคน

ไอ้เวทีโดน้นมีคนมาฟ้องว่ามาจากพัทลุง มันปราศัยว่า สุรชัย กลับภาคใต้ไม่ได้ พวกมันเป็นลูกเขียด มาเห่าช้าง กูสู้มา 30 ปีตั้งแต่พวกมึงยังอยู่ในท้องแม่โน้น รัฐบาลยังไม่กล้าขู่กู

พี่น้องครับใจเย็นๆ พวกเราบ้างคนก็รู้สึกหงุดหงิด บอว่าท่านนายกสมัคร สุนทรเวช ของเราประกาศว่าจะจัดการกับพวกพันธมิตร พวกเราก็คาดหวังรอมาทั้งวัน ว่าเมื่อไหร่ตำรวจจะเข้าไปลุย เพราะเข้าใจไปเองว่าคำว่า จัดการ คือการเข้าไปสลายการชุมนุม ตรงนี้คือสิ่งที่เราเข้าใจผิด เพราะการสลายการชุมนุม พี่น้องก็เห็นอยู่แล้ว 14 ตุลา 16 คนที่สั่งให้มีการสลายการชุมนุมต้องหนีออกจากประเทศไทย พฤษภา 35 สลายการชุมนุมด้วยทหารและตำรวจ พลเอกสุจินดา ต้องลงจากอำนาจ เราสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินไปเท่าไร

เพราะฉะนั้น วันนี้รัฐบาลระบอบประชาธิปไตย ที่มาจากการเลือกตั้ง คำว่าการจัดการกับผู้ละเมิดกฏหมายของบ้านเมือง ไม่ได้หมายความว่า เกณฑ์กำลังทหารและตำรวจพกอาวุธปืนไปไล่ยิงไล่ฆ่า มันไม่ใช่แบบนั้น

ผมถึงบอกว่าดูให้จบ บางคนก็หงุดหงิดถึงขนาดด่านายกสมัคร ประกาศว่าเราแพ้แล้ว หนังมันยังไม่จบครับพี่น้อง หนังยาว เราดูไปครึ่งเรื่องเอง ไม่พอใจก็ด่าพระเอกโง่ฉิบหาย แหมมันน่าจะทำอย่างนั้น น่าจะทำแบบนี้ ถ้าพระเอกมาชนะตั้งแต่ครึ่งเรื่อง แล้วอย่างนี้หนังมันจะยาวได้อย่างไร อย่างนี้ก็ฉายหนังไม่ได้ตังสิครับพี่น้อง

ไอ้เราก็เหมือนคนดูหนังไม่รู้ว่ารัฐบาลนายกสมัคร คิดอะไรอยู่ เขาอาจจะลับ ลวง พราง ตอนนี้กำลังดัง เพราะไอ้บิ๊กบัง มันสอน ลับ ลวง พราง ให้ ถ้าบอกจะบุกขวา ให้ไปซ้าย ถ้าบอกให้เดินหน้า ก็ถอยไปข้างหลัง เพราะฉะนั้นบิ๊กบัง สนธิ บุญยรัตกลิน ก็ใช้วิธี ลับ ลวง พราง หลอกท่านนายกทักษิณมาแล้ว บอกให้นายกไปประชุมสหประชาชาติให้สบายใจ แต่ตัวเองอยู่ทางนี้เรียบร้อยโรงเรียนจีน โดนยึดอำนาจ

ผมก็คิดว่าท่านายกสมัครคงไม่โง่หรอกครับ และผมก็แนะนำอะไรไม่ได้ ต้องปล่อยให้เป็นไปตามกฏหมาย เพราะฉะนั้นเราก็รอดูสถานการณ์ว่ามันจะไปอย่างไร แต่ว่ารัฐบาลนี้นายกสมัครแพ้ให้กับพวกพันธมิตรฯ เหมือนอย่างที่มันออกมาบอกว่าจะโค่นล้มรัฐบาล เท่ากับว่าเป็นการก่อการกบฏ ผิดกฏหมายหลายกระทง ถึงตอนนี้ถ้ารัฐบาลประกาศจะยอมแพ้สภาเราก็ปิด

หลังจากนั้นเราจะอะไร ผมก็จะไปสุ่มกองกำลังอาวุธตั้งแต่ระนองถึงแม่ฮองสอน กลับไปสู้การต่อสู้แบบเก่าและผมไม่ได้พูดเล่น พรรคพวกผมที่เคยต่อสู้รวมกันสมัยอยู่ในป่า ตอนนี้มีสวนอยู่แถวประจวบฯ เต็มไปหมด

วิวัฒนาการของคนไทยที่ผมจะพูด มันไม่มีการถอยหลัง ลำดับมาตั้งแต่ยุคเป็นหมื่นๆ ปี มนุษยพัฒนามาจากยุคที่นุ่งห่มด้วยใบไม้ มาสู่ยุคทาส ต่อมาถึงยุคของระบอบศักดินา จนมาถึงความเจริญของยุคพาณิชย์จนมาสู่สังคมแบบทุนนิยม ในสมัยปัจจุบันนี้ มันไม่อาจกลับไปสู่ยุคทาสได้แล้ว

ยุคสังคมทุนนิยมของไทย เริ่มมาตั้งแต่ สมัยรัชกาลที่ 5 เริ่มตั้งแต่การเข้ามาค้าขายของคนจีน สมัยนั้นก็ขาดแคลนแรงงาน เพราะคนส่วนใหญ่อยู่ในฐานะไพร่ และนี้ก็เป็นเหตุให้รัชกาลที่ 5 ต้องเลิกทาส เพื่อให้หลุดพ้นพันธนาการจากนายทาส

จนมาถึงปัจจุบันได้พัฒนามาเป็นสังคมแบบทุนนิยมยุคใหม่แล้ว เพราะทุนอย่างท่านทักษิณเขาเรียกทุนสื่อสาร ทุนอิเล็กทรอนิกส์ อย่างนายบรรหารขายข่าว ขายไม้ นายทุนเก่าขายดินขายหิน เห็นไหมว่าระหว่างทุนเก่ากับทุนใหม่มันแตกต่างกัน ทุนเก่าเอาแต่ขูดลีดจนชั้นล่าง ขูดรีดด้วยการจ้างถูกๆ ให้อาหารแย่ๆ กิน หาที่อยู่ซมซอให้ มันตายก็ช่างมันทุนเก่ามันทำลายคุณค่าของความเป็นมนุษย์มากกว่าทุนใหม่ ส่วนทุนใหม่เขาถือหลักปรัชญาที่ว่า นายทุนที่ดีต้องสนใจความเป็นอยู่ของลูกจ้าง นายทุนใหม่จะส่งเสริมหู้กจ้างเขาเรียนจบปริญญาตรี โท จนถึงดอกเตอร์ก็มี เพราะคนที่รูหนังสือสามารถผลิตยอดสินค้าได้มากกว่าคนที่ไม่รู้หนังสือ และนี้คือนายทุนยุคใหม่และเป็นเหตุผลทีทำไมเราถึงยืนอยู่ในฝ่ายทักษิณ ทำไมเราไม่ยืนอยู่ข้างทุนเก่า ไดโนเสาร์หลายล้านปี

วันนี้เราเปรียบเทียบแล้วว่าพรรคการเมืองที่เป็น 2 ขั้วก็คือตัวแทนทุนใหม่กับตัวแทนทุนเก่า เพราะวิวัฒนาการของสังคมในวันนี้ มันมาถึงยุคทุนแล้ว เราต้องเอาเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ซึ่งเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วที่ก้าวสู้ความเป็นสากล อย่างประเทศไทยของเราที่ผ่านมาเป็นประเทสด้วยพัฒนา แต่ตอนนี้ก็มีชื่อเรียกที่สวยหรูใหม่ว่าเป็น ประเทศที่กำลังพัฒนา แต่ตอนนี้เราติดอยู่แค่ระบบการเมือง เพราะการเมืองบ้านเรายังไม่เป็นประชาธิปไตย

เราจะทำอย่างไรเพื่อที่จะลดช่องว่างทางสังคม เพราะตอนนี้คนที่ยากจนกลายมาเป็นคนฐานใหญ่ของพีระมิด เป็นลูกคนเล็กที่เราต้องดูแล อาบน้ำป้อนข้าว ชนชั้นกลางก็เป็นลูกคนกลาง ชานชั้นสูงเป็นลูกคนโต แล้วจะให้ลูกคนเล็กมาสู่กับลูกคนโตได้อย่างไร รัฐบาลต้องมายกระดับคนชั้นล่าง เพื่อยกระดับความคิด พัฒนาให้เขามาเป็นคนชั้นกลาง ไม่ใช่มาลดแลกแจกแถมแบบนั้น มันไม่ใช่ ต้องมายกระดับทั้งชีวิตเขาด้วย จะมาหาเงินแต่ในเมืองไทยไม่ได้ ต้องไปหาเงินทั่วโลก

ดูอย่างท่านทักษิณถึงจะไม่ได้เล่นการเมืองแล้วก็ยังส่งเสริมคนชั้นล่าง ไปติดต่อกับต่างประเทศเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะคนชั้นล่าง แต่ไอ้ลูกน้องบรรหารก็หาว่าขายชาติ มันเป็นอย่างนั้น พวกซาอุเขาแค่เข้ามาดูเฉยๆ ว่าเราทำนาอย่างไร มันขายเพชรรวยอยู่แล้วมันมาทำนาให้โง่หรอก

หรืออย่างที่พาพวกกาตาร์มาลงทุน เพื่อที่จะทำโรงงานส่งแก๊ส ก็ออกมากล่าวหาต่างๆ นานา เขาพาต่างประเทศมาลงทุนในบ้านเรา ก็เพื่อช่วยให้ระบบเศรษฐกิจดีขึ้น ก็กลับไปกล่าวหาเขาสารพัด เรื่องดีๆ แบบนี้คนไม่มีเงินทำได้หรอ เรื่งแบบนี้นายชวน หรือนายอภิสิทธิ์ คิดเป็นหรือเปล่า

สมัยที่นายชวนเป็นรัฐบาล ผมไปประท้วงเรื่องราคายางพารา แต่ไม่เห็นจะทำอะไร ได้แต่อ้างว่าเป็นภาวะตลาดโลก หลายปีมาแล้วที่พี่น้องภาคอื่น เขาไม่เอาประชาธิปัตย์ ก็หวังว่าพี่น้องภาคใต้อย่าไปเอาเขานานนะ

ผมอยู่ป่ามา 5 ปี ติดคุกอีก 16 รวมเป็น 21 ปีแล้วมาถูกรัฐบาลนายชวนประกาศให้เป็นบุคคลล้มละลาย แต่มาวันนี้ผมมีบ้าน มีรถ นายชวนยังเช่าบ้านอยู่ แสดงว่านายชวนจนกว่าสุรชัย ปซ่ห่าน ที่เพิ่งออกจากคุก ไม่รู้ว่าจรจริงหรือเปล่า หรือเป็นพระเอกลิเกหลอกแม่ยก มันสร้างภาพ

มาถึงวิวัฒนาการของการพัฒนาสังคมในระบอบทุนนิยมแบบก้าวหน้า ที่ไม่ใช่เป็นการต่อสู่ระหว่างนายสนธิ กับท่านทักษิณ แต่มันไม่ใช่ท่านทักษิณเพียงคนเดียว มันเป็นกลุ่มทุน ทุนสื่อสาร ที่มีความก้าวหน้า กับกลุ่มทุนเก่าไดโนเสาร์ล้านปี ถามว่าถ้ากลุ่มเก่าชนะ เราก็หันมาขี่เกวียน ยกเลิกโทรศัพท์ พี่น้องประชาชนจะเอาอย่างนั้นไหม แต่ถ้าทุนใหม่ชนะ เราก็จะไปสู่ความเป็นสากล เพื่อพัฒนาความเจริญ ถามว่ามันมีประเทศไหนบ้างที่ทุนเก่าชนะทุนใหม่ มันไม่มีหรอก ไม่ว่าสมัครจะชนะหรือแพ้กลุ่มพันธมิตรฯ เพราะว่าพันธมิตรมันมีปลอกคเป็นกลุ่มทุนเก่าอยู่ แต่อย่าเพิ่งตกใจเราเชื่อในยุทธศาสตร์ว่ายังไงทุนเก่าก็แพ้อยู่ดี

ภาระกิจของเราในวันนี้คือรวมมือกับทุนใหม่เพื่อฆ่ากล่มไดโนเสาร์ทิ้ง ทุบกระดองเต่าล้านปีเอาเนื้อมากิน เพื่อสนับสนุนให้ทุนใหม่มาพัฒนาระบบสวัสดิการ เพื่ออุ้มชูลูกคนเล็กให้เติบโตอย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อคนชั้นล่างพัฒนามาเป็นคนชั้นกลาง ที่เป็นคนส่วนใหญ่ในประเทศ เพื่อลดความแบ่งแยก ระหว่างคนจนกับคนรวย ให้เป็นนโยบายสวัสดิการ อย่างที่ทักษิฯทำ คือ นโยบายเอื้อาทร แต่เป็นเพียงการเริ่มต้น ถ้าไทยรักไทยอยู่ต่อไปแน่นอนว่าจะต้องพัฒนาให้เป็นระบบสวัสดิการอย่างถาวรแน่นอน ไม่ใช่ว่าผมจะเชียร์ท่านทักษิณ แต่ถ้าไปเปรียบกับนายชวนกับอภิสิทธิ์มันต่างชั้นกัน

เวลาท่านทักษิณเดินทางไปต่างประเทศไม่ได้ไปเที่ยวนะ เพราะว่าจะไปติดต่อการค้าทั้งนั้น เราขายได้ทั้งคลื่น หรือแม้แต่แสงแดด เราก็ขายได้ เห็นไหมครับ อีกหน่อยเราก็ขายโคลนได้ นี้มันหัวการค้า ไม่เช่นนั้นท่านคงไม่รวยเป็นพันล้าน แต่ไอ้พวกนี้มันขี้อิจฉาเห็นใครดีกว่าไม่ได้ ส่วนใหญ่ตัวแพร่เชื่อเป็นคนตรัง จนตอนนี้รามไปถึงพรรคประชาธิปัตย์ด้วย โรคใจแคบขี้อิจฉา และตอนนี้ก็ระบาดอย่างมากในนายอภิสิทธิ์ เก่งไปทุกเรื่องแนะนำรัฐบาลยังงั้น อย่างนี้ รวมถึงหมอประเวศเขียนหนังสือสอนรัฐบาล รู้ทุกเรื่อง จนตอนนี้คนเขาขี้เกียจอ่านแล้ว เมื่อก่อนผมก็นับถือแก แต่ตอนนี้ผมว่าแกเริ่มเปลี่ยน มาติดเชื่อโรคใจแคบ ขี้อิจฉา โรคนี้มันรักษายาก

เทพเทือก ผมเรียกราชวงศ์เทือก เมื่อก่อนเป็นกำนันแล้วไปเรียนอเมริกากลับมาจากอเมริกา ลงสมัครอะไรก็ชนะ เพราะว่าไปขู่คนอื่นไม่ให้ลง ก็เลยผลออกมาชนะขาดลอย จากนั้นมาลงสมัคร สส. น้องชายก็มาสมัครกำนันแทน เพราะว่าห้ามคนอื่นลงสมัคร ในที่สุดน้องชายไปสมัคร สจ. น้องชายอีกคนก็ไปสมัคร สส. พอตำแหน่งว่างก็ให้พ่ออายุ 80 ปีมาลงสมัครจากตำแหน่งผู้ใหญ่ก่อนชนะขาดลอย แล้วก็มาเป็นกำนัน ปรากฏว่าจะประชุมก็ต้องช่วยกันห่าม ตอนนี้ราชวงศ์เทือก มีทั้ง สส. และนายก อบจ. แต่ไม่รู้ว่าตอนนี้ใครเป็นกำนันอยู่

พี่น้องครับตอนนี้เราต้งใจเย็น เพราะในทางยุทธศาสตร์ เราอยู่ในฝ่ายที่จะมีชัยชนะ ผู้ร้ายต้องตายตอนจบ หนังเรื่องนี้พระเอกไม่ตาย เพราะพระเอกยืนอยู่กับทุนใหม่ อยู่กับฝ่ายที่มีความก้าวหน้ากว่า ไดโนเสาร์ตายแน่นอน เพราะไดโนเสาร์มันสูญพันธ์หมดโลกแล้ว มันมีอยู่แต่ในหนังเท่านั้น วันนี้ที่ยังหลงเหลืออยู่ก็เป็นเพียงแค่นามไดโดนเสาร์ มีแต่เพียงเศษซากไดโนเสาร์ เท่านั้นเอง

เพราะฉะนั้นพวกเราใครก็แล้วแต่ที่คิดว่าตนเองยืนอยู่กับไดโนเสาร์เต่าล้านปี อย่าได้ดีใจเลย เพราะเพื่อสหายเก่าเอย สหายเก่าธีระยุทธ บุญมีเอยมึงกำลังบังแล้วธีระยุทธ ดูสิเราอุตสาห์ให้เป็นวีระบุรุษในสมัยนั้น ผมที่ได้เข้าป่าเพราะนิยมชมชอบธีระยุทธ ผมแก่กว่า แต่ 14 ตุลา 16 เราได้ศึกษาแบบอย่างธีระยุทธต่อสู้กับนักศึกษา จนเพื่อนๆผมหาว่าเป็นญวน กลายเป็นว่าหนีเข้าป่าตามธีระยุทธ ไปด้วย สุดท้ายธีระยุทธ บุญมี เดินออกมาจากป่า ตอนป๋าเปรมเป็นนายก แล้วก็ออกมาพูดว่า ผมหลงผิดไปแล้ว ไอ้พวกบ้าเรียนหนังสือระดับปัญหาจน แล้วเดินเข้าป่า เขาเรียกว่าหลงผิดหรือ

ส่วนผมเดินออกจากป่ามายุคป๋าเปรมเป็นนายก เป็นทูตสันติราช ถูกจับที่จวนผู้ว่าจังหวัดสุราษธานี ส่วนไอ้คนที่จับผมวันนี้กรรมสนองไปแล้ว นายเฉลิม พรหมเลิศ เป็นรองผู้ว่าฯ มันหักหลังไปบอกแม่ทัพกิตติ รัตนะฉายา บอกว่าท่านผู้ว่าสนอง รอดโพธิ์ทอง เชิญคอมมิวนิสต์มาคุยอยู่ในจวนผู้ว่า ท่างด้านแม่ทัพกิตติท่านก็เป็นโรคใจแคบ แกโกรธหาว่าผู้ว่าข้ามหน้า ตกลงวันนั้นเราบอกว่าจะพบกันเงียบๆ ปรากฏว่าเฉลิมเรียกหาเก้าอี้ผู้ว่า ความจริงมันหักหลังทำให้ผมถูกจับ กลายเป็นต้องหา เขาบอกว่าผมไม่ต้องติดคุกหรอกเพราะว่ามีนโยบายของป๋าเปรม แค่สุรชัย พูดคำเดียวว่ามามอบตัว แล้วจะพาไปสูนย์การอบรมสัก 6 เดือน

ทั้งๆ ที่รู้ว่าคดีต้องประหารชีวิต แต่เป็นลูกผู้ชายนักต่อสู้ หรือว่าตอนนั้นยังเรียนไม่สูง ไม่ได้จบปริญญา ไม่ใช่นักศึกษาที่ไหน คำตอบของผม คือไม่ยอม เพราะผมไม่ใช่คนมาเที่ยวแล้วถูกจับ เขาบอกถ้าไม่ยอมก็ติดคุก ผมไม่ยอมหรอก คิดว่าอย่างดีก็แค่ตาย

ผมยอมเป็นราชสีห์ที่อยู่กรง ดีกว่ามีสภาพอย่างหมา เขาก็เลยขึ้นคุกเครื่องบินจากสุราษธานี ตั้งแต่เกิดตอนนั้นผมมีอาชีพเป็นคนซ่อมวิทยุ ไม่เคยขี่เครื่องบินเลยในชีวิต วันนั้นวันแรกที่ได้นั่งเครื่องบิน ผมนั่งเครืองบินจากสุราษธานีมาติดคุกที่บางเขน ค่าเครื่องบินติดคุก 16 ปี นี่คือคนจน

แต่ปรากฏว่านายเฉลิม พรหมเลิศ มันได้ความดีความชอบที่หักหลัง จากการที่ทำให้ผมต้องติดคุกคดีเผาจวนผู้ว่า โดนตัดสินจำคุก 23 ปี ถูกตัดสินประหารชีวิต ตัดสินผมที่นี้กระทรวงกลาโหม ไม่ใช่ที่ศาล ทหารทั้งนั้น ทั้งทหารเรือ ทหารอากาศ ทหารบก ตัดสินผม ไม่มีอุทรณ์ ไม่มีฏีกา มันจะยิงผมให้ได้ เพราะถือว่าผมเป็นคอมมิวนิสต์ชื่อดัง และน่ากลัวที่สุดในภาคใต้

พี่น้องครับนายเฉลิม ได้ความดีความชอบไปเป็นผู้ว่าอยู่ที่ภูเก็ต ร่ำรายได้เลินหลายร้อยล้าน สุดท้ายเกษียณสมัคร สว.ที่สุราษธีก็ใช้เงินไปเยอะ ก็ได้ตำแหน่งเป็นรองประธาน สุดท้ายกรรมสนอง ถูกข้อหารักเด็ก สว.หัวงู พี่น้องจำกันได้ไหม


บุญสร้างตอกพันธมิตรฯ อย่าบังคับทหาร

ดูเหมือนว่าลักษณะ “ได้คืบจะเอาศอก” ของ กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย-ชื่อทางการ หรือ พันธมาร-ในชื่อเล่น

จะไม่ได้สร้างความปวดเศียรเวียนเกล้าให้กับเฉพาะรัฐบาล นายสมัคร สุนทรเวช

และไม่ได้สร้างความรำคาญให้เฉพาะประชาชนผู้กำลังกังวลกับปัญหาปากท้อง

หากแต่ยังส่งสัญญาณ “กดดัน” ไปยัง “ขาใหญ่” อย่างกองทัพ

ออกอาการเรียกร้อง กระสันอย่างเปิดเผย รุนแรง และต่อเนื่องมาโดยตลอด

จริงอยู่ที่ว่า ก่อนการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 การชุมนุมของกลุ่ม นายสนธิ ลิ้มทองกุล จากรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจรที่เติบโตมา รวมกับกลุ่มองค์กรภาคประชาชนหลากหลาย จนกลายเป็นกลุ่มพันธมิตรฯ นั้น อาจจะเคยเป็น “ไม้ผลัด” ชั้นดีให้ทหารบางคนที่รอคอยโอกาสนี้ ได้รีบหยิบฉวยรับไม้ต่อ

เมื่อกระทำการยึดอำนาจได้สำเร็จ “พันธมาร” ที่ตอนนั้นยังเป็นมิตร ก็ได้รับปูนบำเหน็จรางวัลกันถ้วนหน้า

หากแต่ว่าก่อน 19 กันยายน 2549 กับวันนี้ ความสุกงอมยังห่างไกลกันนัก

เงื่อนไขร้อนแรงก็ต่างกันนัก

ช่วงเวลาก็ยังไม่ทิ้งห่าง แม้ลักษณะคนไทยจะคือ ความจำสั้น แต่ก็ยังเห็นทีจะไม่ใช่ตอนนี้ ที่สำคัญ นอกจากร่องรอยสาบโคลนอันเกิดจากการก้าวถอยหลังเมื่อครั้งรัฐประหารครั้งแล้วที่ยังคงอยู่ เสียงก่นด่าสาปแช่งทหารที่เข้ามาถอนรากฝอยประชาธิปไตยให้ขาดกระจุย ก็ยังเพิ่งจะซาหู

ดังนั้น วันนี้ทหารคนไหนที่ยังสติดี จึงย่อมไม่อยากทำอะไรให้เสื่อมเกียรติตัวเองติดๆ กันนัก

จริงอยู่ว่า คนทั่วไปไม่ค่อยมีใครเชื่อน้ำหน้าทหารที่ว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวการเมือง แต่อย่างน้อย ด้วยบทเรียนที่ผ่านมา ด้วยสภาวะปัญหาทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม ที่รอให้รัฐบาลได้ทำงานแก้ไข

ก็ทำให้ยังมองโลกในแง่ดีว่า ทหารย่อมฉลาดจัดวางบทบาทและจังหวะของตัวเอง

หากแต่การ “โชว์แมน” ครั้งนี้ กลับโดนตวาดจากพันธมิตรฯ ผ่านสื่อหนังสือพิมพ์ในมือว่า “ไร้น้ำยา!”

ออกอาการหงุดหงิดงุ่นง่าน ตามประสาคนที่พยายามยั่วเย้าเล้าโลมอย่างถึงขนาดแล้ว ก็ยังไม่ได้รับการตอบสนอง

แต่ถึงจะหงุดหงิดเพียงใด “ทหาร” ก็ยังคือความหวังเดียว ความหวังสุดท้าย ของพันธมิตรฯ

บางจังหวะจึงต้องเอาน้ำเย็นเข้าลูบ ใช้วิธีประจบประแจง หวังปลุกผีรัฐประหาร หว่านล้อมว่าสุดท้ายทหารคงจะ “รู้หน้าที่” ของตัวเอง

โดยลืมไปเสียสนิทว่า ทหารก็คือข้าราชการ และมีรัฐบาลเป็นผู้บังคับบัญชา

การยุแยงให้ทหารออกมาบนเวทีการเมืองครั้งแล้วครั้งเล่า จึงคือการประกาศทางอ้อมว่า ต้องการให้สถาปนารัฐไทยเป็นรัฐเผด็จการทหารไปเสียรู้แล้วรู้รอด

ทั้งน้ำร้อน น้ำเย็น แต่เต็มเปี่ยมไปด้วยนัยแห่งการ “กดดัน” เช่นนี้ ก็สมควรอยู่ที่นายทหารระดับสูงบางคนจะทนไม่ได้

แม้ “ไม่ยุ่งการเมือง” จะ “ไม่ใช่” ลักษณะของทหารไทย

แต่จะยุ่งหรือไม่ จะยุ่งเมื่อไร ก็ไม่ใช่เรื่องที่ “ใคร” จะมา “ชี้นิ้ว” สั่ง

“อยากให้กลุ่มพันธมิตรฯ นึกถึงส่วนรวมของบ้านเมือง อย่าให้เกิดความรุนแรง

อย่าหวังอะไรเกินที่จะหวัง ไม่เช่นนั้นจะเกิดความเดือดร้อนเมื่อใช้วิธีบังคับ...”

คือคำเตือนอย่างเบาจาก พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผบ.สส. ผู้ซึ่งระยะหลังมานี้วางบทบาทตัวเองได้น่าเคารพมากยิ่งกว่านายทหารคนไหน

อย่างน้อยก็มากกว่านายทหารระดับสูง 2-3 นาย ที่พูดจาเบ่งกล้ามตลอดเวลา

หากแต่ว่า ทั้ง พล.อ.บุญสร้าง และนายทหารอวดเบ่งบ้าเลือดนั่น ก็ไม่ใช่คนที่ถูกจับตามองอย่างที่สุด

เพราะที่สุดของการจับสังเกต ย่อมอยู่ที่หน่วยคุมกำลังอย่าง “ทหารบก” ซึ่งมี ผบ.ทบ. ชื่อ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา

แม้จะเป็นอีกคนหนึ่งที่ย้ำเสมอว่า “ทหารไม่ปฏิวัติ” หากแต่การโยกย้ายปรับเปลี่ยนกำลัง และด้วยที่อยู่ ที่ยืน ทั้งอดีต ปัจจุบัน ก็ทำให้ฝ่ายที่ต้องการระบอบประชาธิปไตย ไม่อาจสนิทใจ

แต่กับฝ่ายพันธมิตรฯ ไม่บอกก็นึกภาพออกว่า “ลุ้น” จนตะคริวแทบกิน


รอวัน มารแพ้ภัย

โปรดพิจารณาอย่างถ้วนถี่

การที่ประชาชนหลายกลุ่มหลายฝ่าย ออกอาการ “เซ็ง” รัฐบาลที่ “อ่อนข้อ” อย่างเหลือขนาดให้แก่กลุ่มพันธมิตรฯนั้น

หาใช่เพราะคนส่วนมากนิยมความโหดร้าย รุนแรง หรืออยากเห็นรัฐบาลใช้กำลังปราบปรามผู้ชุมนุมให้ต้องเลือดตกยางออก

หากแต่เป็นเพราะ สถานการณ์แบบนี้ มันได้กลายเป็นความเดือดร้อนอย่างถ้วนหน้ากันของคนไทย ทั้งไกลและใกล้

ที่ใกล้ ก็เดือดร้อนเพราะการจราจรติดขัด น้ำมันขึ้นราคารถก็ยังต้องมาวิ่งอ้อม โรงเรียนทำการเรียนการสอนได้ไม่เต็มที่ คนทำงานก็ลำบาก ฯลฯ

ที่ไกลออกไป แต่กลับได้รับผลกระทบรุนแรงและวงกว้างยิ่งกว่า คือเรื่องเศรษฐกิจ ไม่เพียงแต่สัปดาห์ที่ผ่านมาดัชนีตลาดหุ้นจะร่วงระนาว

ชาวต่างประเทศที่ปกติจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยหอบเงินมากับการท่องเที่ยวใช้จ่ายในบ้านเรา บัดนี้ก็ล้มเลิกแผนการไปเกือบหมดแล้ว

บางกรุ๊ปทัวร์ก็เบนเข็มไปเที่ยวแถวๆ ประเทศเพื่อนบ้านของไทยเสียแทน

ดูเถิดว่า ม็อบนี้เพียงม็อบเดียวก็สร้างผลกระทบอย่างเสียหายแก่ทั้งประเทศได้มากโข

กระนั้น ไม่ได้หมายความว่ามี “ม็อบ” แล้วประเทศจะย่ำแย่ เพราะหากได้ชื่อว่าเป็นประเทศประชาธิปไตย การชุมนุมของประชาชนที่ไม่พอใจนโยบายรัฐบาลย่อมเป็นเรื่องคู่กัน แม้แต่สหรัฐอเมริกาก็ยังมีการชุมนุมประท้วง

เพียงแต่การชุมนุมอื่นๆ เป็นไปอย่างสงบ อยู่บนพื้นฐานรัฐธรรมนูญและหลักสิทธิเสรีภาพอย่างจริงแท้

และไม่มีม็อบไหนจะแข็งกร้าว เอาแต่ใจ ไร้เหตุผล และนิยมการ “ปฏิสนธิ” กับอำนาจนอกระบบได้เท่ากับม็อบ “พันธมิตรเพื่อการรัฐประหาร” นี้อีกแล้ว

แข็งกร้าว เอาแต่ใจ ไร้เหตุผล เพราะเป้าประสงค์ข้อเดียวที่คนกลุ่มนี้ตั้งไว้ก็คือ การ “สั่ง” ให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ลาออกทั้งคณะ

แม้คำว่า “มาจากการเลือกตั้ง” จะหมายถึงการได้รับฉันทามติจากเสียงส่วนใหญ่ของประเทศนี้

แต่เมื่อ “เสียงส่วนน้อย” อย่างกลุ่มพันธมิตรเพื่อการรัฐประหารไม่ถูกใจ ก็จะใช้อำนาจบาตรใหญ่-ระดมเส้นสายที่คิดว่าพอมี ปฏิบัติการสร้างความวุ่นวายเดือดร้อนแก่บ้านเมืองในทันที

และต่อให้รัฐบาลนั้นๆ ต้อง “มีอันเป็นไป” ไปแล้วจริงๆ แต่หากการเลือกตั้งครั้งใหม่ แล้วได้รัฐบาลใหม่ที่ “คนกลุ่มน้อย” นี้ยังไม่ถูกใจอีก...

“คนกลุ่มน้อย” ที่พะยี่ห้อ “มาร” เต็มขั้นพวกนี้ ก็จะ “ผุด” ขึ้นมาตั้งต้นรังควานอีก หวังให้บ้านเมืองฉิบหายแหลกลาญกันไปข้างหนึ่ง

ดังนั้น สิ่งที่ “กลุ่มพันธมิตรเพื่อการรัฐประหาร” กำลังบีฑาย่ำยี แท้จริงจึงไม่ใช่รัฐบาล

หากแต่เป็นการย่ำยีความเป็นมนุษย์ของคนไทยอีกกว่าครึ่งค่อนประเทศ

ประชาชนที่บ้างก็ถูกเรียกว่า “รากหญ้า” บ้างก็ถูกบอกว่าเป็นพวก “เข้าไม่ถึงข้อมูลข่าวสาร” หนักเข้าก็ว่า “เห็นแก่เงิน” หรือ “โง่”

นี่คือข้ออ้างที่ฝ่ายพันธมิตรเพื่อการรัฐประหารนิยมชมชอบนำมาใช้

บิดเบือนทำลายความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น ดูถูกเหยียดหยามสิทธิอันชอบธรรมในการ “เลือก” ของผู้อื่น

คนที่รังเกียจระบอบประชาธิปไตย มักคิดบนพื้นฐานที่ว่าคนส่วนมากโง่ เลว มีแต่ตัวเองและพวกพ้องเท่านั้นที่ฉลาดและดี และสมควรที่จะได้เป็นผู้ผูกขาดการ “คิด” และ “เลือก” แทนพลเมืองคนอื่นๆ

นี่แหละ...คือวิธีคิดของพันธมิตรฯและพวกพ้อง และกำลังสะท้อนผ่านการขับไล่รัฐบาลที่ชนะการเลือกตั้ง

จนเมื่อรัฐบาลเห็นกับตาแล้วว่า ประเทศกำลังเสียหายแค่ไหน

ประชาชนอีกส่วนใหญ่กำลังลำบากเดือดร้อนแค่ไหน

ในระยะยาว จะส่งผลเสียมากแค่ไหน

เมื่อนั้น รัฐบาลจึงได้ออกมาประกาศขอใช้อำนาจชอบธรรมของรัฐในการรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติและคนหมู่มาก

แต่ผลกลับกลายเป็นว่า รัฐบาลโดนข้อหา “เตรียมละเมิดสิทธิมนุษยชน” “จงใจ(จะ)ใช้ความรุนแรง”

ราวกับว่า ประชาชนอีกเกือบทั้งประเทศ ไม่ได้โดนละเมิดอยู่เช่นเดียวกันเสียอย่างนั้น

ส่วนหนึ่ง เข้าใจความลำบากใจของรัฐบาล โดยเฉพาะเมื่อเป็นรัฐบาลที่มีแต่คนจ้องล้มกระดานอยู่อย่างนี้

แต่อีกส่วนหนึ่ง เมื่อมองเห็นแต่ความง่อนแง่นของประเทศก็ยากจะทำใจ

ไม่รู้อีกนานเท่าไร มารจะแพ้ภัยตัวเอง


กลาโหมสหรัฐเยือนไทย ส่งสัญญาณไม่ยอมรับรัฐประหาร

สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานว่า โรเบิร์ต เกตส์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกา ซึ่งเดินทางถึงประเทศไทยวานนี้ (1 มิ.ย.) ได้ส่งสัญญาณชัดเจนต่อผู้นำไทยว่า รัฐบาลวอชิงตันจะไม่ยอมรับความพยายามใดๆ ของบรรดาผู้นำทหารในการยึดอำนาจ

การประท้วงต่อต้านรัฐบาลในกรุงเทพมหานคร เป็นเวลากว่า 1 สัปดาห์ ได้จุดความกลัวว่ากองทัพอาจทำรัฐประหารอีกครั้ง โดย 2 ปีก่อนมีการชุมนุมลักษณะคล้ายกัน เพื่อขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จนทำให้เขาต้องลงจากเก้าอี้หลังเกิดการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549

ขณะที่เมื่อช่วงค่ำที่ผ่านมา นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เลี้ยงต้อนรับ นายโรเบิร์ต เกตส์ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐอเมริกา ที่โรงแรมพลาซ่า แอทธินี ถนนวิทยุ โดยมี พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ตัวแทนเหล่าทัพ และเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศ ให้การต้อนรับ ซึ่งการเดินทางมาเยือนของนายโรเบิร์ตครั้งนี้ เพื่อสร้างความคุ้นเคยและหารือประเด็นต่างๆ ในภูมิภาค คาดว่าจะเกี่ยวข้องกับภารกิจทางการทหารที่ต้องมีความร่วมมือระหว่างกัน รวมทั้งสื่อให้เห็นท่าทีของสหรัฐว่าเป็นห่วงการชุมนุมในประเทศไทย และต้องการเห็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

ทั้งนี้ มีรายงานด้วยว่า นายกรัฐมนตรีได้ตรวจสอบอาหาร เครื่องดื่ม ตลอดจนการแสดงศิลปะของไทยด้วยตนเอง เพื่อให้การต้อนรับเป็นไปอย่างสมเกียรติ

โดยในการพบกันครั้งนี้ เกตส์ กล่าวว่า ระบอบประชาธิปไตยเป็นพื้นฐานความสัมพันธ์ของสหรัฐอเมริกา และกองทัพไทย

เจ้าหน้าที่อาวุโสผู้หนึ่งของกระทรวงกลาโหมสหรัฐ ที่แถลงสรุปกับพวกผู้สื่อข่าว กล่าวว่า “มันเป็นเหตุผลประการหนึ่งในหลายๆ เหตุผลที่ว่าทำไมรัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐถึงได้มาที่นี่ ก็คือ เพื่อยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่า ความสัมพันธ์ทางทหารระหว่างสหรัฐกับไทย วางอยู่บนพื้นฐานของการมีค่านิยมประชาธิปไตยร่วมกัน”

“เขาไม่ได้เที่ยวรังแกคนอื่นนะ” เจ้าหน้าที่ผู้นี้กล่าวถึงรัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐ “แต่สารของท่านความหมายชัดเจน และพึงได้รับความเคารพ”

ทั้งนี้ ก่อนเดินทางมากรุงเทพฯ เกตส์ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวในสิงคโปร์ว่า “จุดยืนของเราไม่เปลี่ยนแปลง เราต้องการเห็นรัฐบาลเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย และเราจะบอกพวกเขาอย่างนั้น”

การเยือนไทยของเกตส์ เป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางที่กำหนดไว้ล่วงหน้า ก่อนหน้าที่จะเกิดการชุมนุมประท้วงต่อต้านรัฐบาลพรรคพลังประชาชน ที่นิยม พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ได้รับเลือกตั้งมาเมื่อเดือนธันวาคม

นายโรเบิร์ต เกตส์ เป็นอดีตผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองกลาง (ซีไอเอ) เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐต่อจาก โดนัลด์ รัมสเฟลด์ ช่วงปลายปี 2549 เขากล่าวยกย่องไทยในฐานะมิตรที่มีความสัมพันธ์แนบแน่น

“ไทยคือพันธมิตรเก่าแก่ของสหรัฐ” นายเกตส์กล่าวที่สิงคโปร์ ซึ่งเขาได้รับเชิญเข้าร่วมการสัมมนาประจำปีเจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านการป้องกันและความมั่นคง แชงกรี-ล่า ไดอะล็อก เมื่อ 31 พฤษภาคม ที่ผ่านมา

ก่อนหน้านี้ สหรัฐอเมริกาตัดลดเงินช่วยเหลือด้านการทหารราว 35 ล้านดอลลาร์ เพื่อประท้วงคณะทหารที่ทำการรัฐประหารแบบไม่เสียเลือดเนื้อ ขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เมื่อปี 2549 ก่อนที่จะยกเลิกมาตรการดังกล่าวในเดือนกุมภาพันธ์ หลังจากได้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเมื่อ 23 ธันวาคม 2550

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (31 พ.ค.) สมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีของไทยขู่ใช้กำลังสลายการกลุ่มผู้ชุมนุมต่อต้านรัฐบาลราว 6,500 คน เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา แต่ตำรวจไม่ได้เคลื่อนย้ายผู้ประท้วงภายหลังนายสมัครเข้าเกียร์ถอย นายสมัครยังกล่าวหาสื่อมวลชนว่า บิดเบือนคำพูดของเขา

ความรุนแรงจากการชุมนุม อาจเพิ่มความกังวลเกี่ยวกับการดึงทหารเข้าสู่การต่อสู้ทางการเมือง โดยเฉพาะหลังจากเกิดการปะทะกันระหว่างฝ่ายสนับสนุนและต่อต้านทักษิณ ระหว่างการชุมนุมเมื่อวันอาทิตย์ก่อน (25 พ.ค.)

โดยแกนนำต่อต้านรัฐบาลเรียกร้องให้ประชาชนออกมาร่วมชุมนุมมากๆ

“เราจะอยู่ที่นี่จนกว่ารัฐบาลจะลาออก” นายสมศักดิ์ โกศัยสุข หนึ่งในแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กล่าวกับผู้สื่อข่าวรอยเตอร์สทางโทรศัพท์ ระหว่างการปักหลักชุมนุมที่เชิงสะพานมัฆวานรังสรรค์ ซึ่งอยู่ใกล้กับเขตพระราชฐานกลางกรุงเทพมหานคร

เจ้าหน้าที่ตำรวจระบุว่า จะไม่มีการยื่นคำขาดกับผู้ชุมนุม ซึ่งลดจำนวนลงเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

“เราจะเจรจาอย่างสันติเมื่อถึงเวลาที่พวกเขาควรจะเคลื่อนย้าย เราจะไม่ใช้ความรุนแรง” พล.ต.ต.สุรพล ทวนทอง รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติระบุ

เจ้าหน้าที่สหรัฐเปิดเผยว่า นายเกตส์ชื่นชมประเทศไทยที่กลับคืนสู่ระบอบประชาธิปไตย ในระหว่างการพบกับ นายสมัคร สุนทรเวช และนายทหารระดับสูงของไทย เจ้าหน้าที่สหรัฐหวังว่ากองทัพไทยจะใส่ใจกับคำพูดที่มาจากผู้บริหารจากเพนตากอน

รอยเตอร์ส ยังระบุว่า ผู้บัญชาการทหารระดับสูงของไทยปฏิเสธรายงานข่าวเมื่อวันพฤหัสบดี (26 พ.ค.) ที่ผ่านมาว่า ทหารอาจทำการรัฐประหารอีกครั้ง ขณะที่ พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ยังกล่าวด้วยว่า ไม่คาดหมายว่านายกรัฐมนตรีจะประกาศภาวะฉุกเฉิน และสั่งทหารไปยังท้องถนน

ที่มา : U.S. tells Thailand it wants democracy, not coup By Andrew Gray (Additional reporting by Apornrath Phoonphongphiphat, Editing by Ed Davies and Elizabeth Piper), Reuters, Sun Jun 1, 8:48 AM ET