
คนรักประชาธิปไตย ต้องช่วยกันขับไล่ เผด็จการ

บทเรียนของประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่ผ่านมาทั้งหมด พิสูจน์ตัวเองแล้วว่า มีคุณค่ามหาศาลกับคนมีหน้าที่บริหารจัดการประเทศเวลานี้ประวัติศาสตร์การเมืองประชาธิปไตย ที่ระหกระเหินบนเส้นทางประชาธิปไตยมา 76 ปี มีบันทึกไว้ชัดเจนว่า จาก 24 มิถุนายน 2475 มาจนถึง 5 มิถุนายน 2551เรามีปฏิวัติ 1 ครั้ง คือ 24 มิถุนายน 2475เรามีรัฐประหาร 10 ครั้งเรามีกบฏ 12 ครั้งทั้งหมดนั้น ถึงแม้ใครจะเรียกว่า“มารผจญระบอบประชาธิปไตย” หรืออะไรก็ตามทีแต่นั่นต้องถือว่า เหตุการณ์ทุกเหตุการณ์เหล่านั้น มันบ่งบอกอารยธรรมและความเจริญเติบโตของระบอบประชาธิปไตย
จะเห็นได้ชัดเจนว่า เหมือนเด็กอยากได้ของเล่น ทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่าจะเล่นเป็นหรือเปล่า ก็ขอให้ได้ร้องไห้เอาของนั้นมาก่อนเถอะ เรียกว่ายังไม่ได้ศึกษารายละเอียดของของที่อยากได้นั้นเปรียบได้กับรัฐธรรมนูญนี่แหละครับประเทศประชาธิปไตยเขามี ก็อยากมีมั่งแล้วก็ไปเอาแม่แบบของประชาธิปไตยของประเทศที่เจริญแล้ว มาใส่ไว้ในรัฐธรรมนูญเพื่อให้ชาวโลกประชาธิปไตยเขาเห็นว่าเราเก่ง เราเจ๋งนั่นคือ สิ่งที่คนไทยทำผิดตลอดมาและความผิดอย่างนี้ นักการเมือง นักเลือกตั้ง นี่แหละครับ เป็นต้นเหตุสร้างขึ้นมา
วันนี้ ผมอยากจะให้คนไทยทั้งหลาย ช่วยเหลียวหลังกลับมาดูพร้อมๆ กันว่านักการเมือง นักเลือกตั้ง ควรทำอะไรก่อนจะพูดถึงรัฐธรรมนูญ แล้วเอาพลังประชาชนข้างหลังตัวเองขึ้นยืนยันและปกป้องและควรทำอะไร ถึงจะให้ประชาธิปไตยของประเทศไทยไปถึงฝั่งฝันเสียทีวันนี้ลองถามตัวเองว่า ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยเหมือนที่คุยที่อวดอ้างหรือเปล่าครับ?พินิจพิจารณาให้ดีจะเห็นว่าเราแปรประชาธิปไตยเฉพาะเปลือกนอก เหมือนเสื้อผ้าที่ใส่เป็นยี่ห้อประชาธิปไตย
แต่ใจพวกเรานั่นน่ะ เป็นประชาธิปไตยจริงหรือเปล่า?ประชาธิปไตยไม่ใช่การประท้วง ไม่ใช่การสร้างม็อบประชาธิปไตยจะเกิดได้โดยการสร้างไม่ใช่ด้วยการทำลายไม่อายคนอื่นก็อายตัวเองบ้างพวกที่อ้างประชาธิปไตยเพื่อชัยชนะของตัวเองนั่นแหละ พวกคุณกำลังทำลายประชาธิปไตยที่บรรพบุรุษช่วยกันสร้างมาด้วยเลือดและชีวิตพวกอกตัญญูต่อประชาธิปไตยทั้งหลาย จงรู้ไว้เถิดว่าพวกท่านนั่นแหละ คือ อุปสรรคของความเจริญก้าวหน้าของประชาธิปไตยของคนไทยทั้งประเทศพวกท่านต่างหากที่จะต้องถูกประชาชนขับไล่ว่า “ให้ออกไป ให้ออกไป” ดังกว่าเสียงจากสะพานมัฆวานรังสรรค์
มด คันไฟ

แปลก..กับการพบปะกันโดยบังเอิญก็ดี หรือจะมีการจัดฉากกันขึ้นมาก็ดี หรือจะเป็นเพราะพระสยามเทวาธิราชท่านจะจุติลงมาจัดการก็ดีแต่การที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เดินเข้าไปไหว้ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ในพิธีศพของมารดา พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา เมื่อปลายสัปดาห์ก่อนนั้น
เป็นไปตามวัฒนธรรมที่ดี ของการอยู่ร่วมกันของพลเมืองแห่งโลกจะเป็นอย่างไร..หากว่า..ในวันนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะไม่เดินเข้าไปไหว้..พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์..ถึงวันนี้..ใครประเมินได้ถึงเสียงดำหนิเสียงด่าที่จะดังขรมกันขึ้นมา จากประดาศัตรูคู่ชีวิตของเขาจะเป็นอย่างไร..หากว่าในวันนั้น พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ จะไม่รับไหว้หรือรับอย่างเสียไม่ได้ และไม่มีการทักทายกันและกัน ท่านจะรับได้หรือ..กับการถูกถากถางจากฟากฝ่ายของคุณทักษิณต้องไม่ลืมว่า..พล.อ.เปรม คือ ประธานองคมนตรี..และ พ.ต.ท.ทักษิณ คือ อดึตนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย
แต่ที่ไม่เข้าใจ..ทำไม..ฝ่ายหรือคนใกล้ชิดกับ พล.อ.เปรม ถึงต้องดาหน้าพากันออกมาปฏิเสธ..วัฒนธรรมอันดี ที่ท่านทั้ง 2 มีสันถวไมตรีต่อกันไม่ว่า พล.อ.พงษ์เทพ เทศประทีป..สุริยะใส กตะศิลา..หรือ พล.ร.ท.พะจุณณ์ ตามประทีป..หรือแม้แต่ นายบัญญัติ บรรทัดฐาน อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์แต่ที่เข้าใจก็คือ..ผู้คนที่อยากเห็นความสงบของบ้านเมือง อยากเห็นการเมืองที่ดำเนินไปตามครรลองของระบอบประชาธิปไตย..ถึงแสดงความดีอกดีใจกับภาพที่ได้เห็น
ดีใจ..เพราะคิดว่าเป็นการเริ่มต้นของอวสาน ที่จะหยุดเหตุ “กาลีชาติอุบาทว์เมือง” ที่กำลังฉายซ้ำกันอยู่ในเวลานี้ดีใจ..จะไม่มีใครแอบอ้าง..เอา “ประธานองคมนตรี” ลงมาเกลือกกลั้วกับ..พฤติกรรมชั่วๆ อีกต่อไปจากวันนั้นถึงวันนี้..จากความรู้สึกดีๆ กับภาพดีๆ และอาการเดือดเนื้อร้อนใจของ..ผู้รุ่มร้อนจากการไปลามาไหว้ของ..ทักษิณ ชินวัตร..เราอาจจะได้คำตอบคำตอบที่ว่า..ใครที่ได้ประโยคจากความล่มสลายของชาติ ในการคงอยู่ของวิกฤคิแห่งแผ่นดิน
พญาไม้

สำนักข่าวไทย 4 มิ.ย. - นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กล่าวใน “ข่าวเช้าโมเดิร์นไนน์” มองว่า คำท้าทายของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้กลุ่มพันธมิตรฯ ลงสมัครรับเลือกตั้ง ถือเป็นเรื่องปกติของนักการเมืองที่ยังงมงายอยู่กับการเมืองแบบเก่า เพราะขณะนี้การเมืองภาคประชาชนรู้เท่าทันและพัฒนาไปไกลมากแล้ว ซึ่งกลุ่มพันธมิตรฯ ยืนยันว่า ไม่มีเป้าหมายเคลื่อนไหวเพื่อแปรสภาพเป็นพรรคการเมือง และย้ำด้วยว่า เงื่อนไขการชุมนุมขณะนี้ เป็นเพราะรัฐบาลบริหารงานล้มเหลว ส่วนจะยุบสภาฯ หรือลาออก เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องพิจารณา “การเมืองขณะนี้ไปไกลมากแล้ว ไม่ได้เป็นเรื่องเฉพาะของนักการเมืองในสภาฯ แล้ว การเมืองภาคประชาชนเป็นสิ่งที่พรรคการเมืองต้องเรียนรู้และเท่าทัน ว่าเป็นพัฒนาการทางการเมืองของประชาชน คำพูดเช่นนี้ดูถูกความคิดอ่านของประชาชนที่เห็นต่างจากพรรคการเมือง กลุ่มพันธมิตรฯ ไม่มีจุดมุ่งหมายที่จะแปรสภาพเป็นพรรคพันธมิตรฯ แย่งตำแหน่งใคร แต่เราต้องการบอกว่า รัฐบาลไม่สามารถแก้ปัญหาได้” นายสุริยะใส กล่าว นายสุริยะใส ยืนยันไม่ย้ายการชุมนุม ถ้าจะให้ย้ายไปที่อื่นคงไม่เรียกการชุมนุม เพราะการชุมนุมทางการเมืองต้องหวังผลกดดันทางการเมือง ซึ่งผลกระทบที่เกิดขึ้นถือเป็นเรื่องธรรมดา ดังนั้น ต้องช่วยกันหาทางแก้ไข ซึ่งกลุ่มพันธมิตรฯ พร้อมที่จะให้ความร่วมมือทางโรงเรียนที่เดือดร้อน และปัญหาก็ไม่ได้รุนแรงอย่างที่เป็นข่าว โดยช่วงบ่ายวันนี้ (4 มิ.ย.) จะคุยกับนครบาลอีกครั้งว่าจะเปิดเส้นทางได้หรือไม่. - สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2008-06-04 09:10:28

นายสมัครตอบข้อซักถามผู้สื่อข่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาลและฝ่ายค้าน มีมติร่วมกันให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษารัฐธรรมนูญปี 2550 ว่า สามารถทำได้ไม่มีปัญหา แต่ควรไปรายงานในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรก่อน ในส่วนของพรรคพลังประชาชนมีกรรมการบริหารพรรคคอยดูแลอยู่แล้ว ผู้สื่อข่าวถามว่า คิดว่าเมื่อทำอย่างนี้แล้วจะสำเร็จหรือไม่ นายสมัครตอบว่า อันนั้นก็เป็นเรื่องของสภา “สมชาย” ย้ำรัฐบาลไม่รีบร้อนแก้ รธน. นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯและ รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า รัฐบาลยังไม่ได้นำเรื่องการตั้งคณะกรรมการวิสามัญศึกษารัฐธรรมนูญ 2550 มาพิจารณา รัฐบาลจะให้เกียรติประธานสภาฯ หากเห็นไปแนวไหนอย่างไร ก็น่าจะทำได้ตามนั้น ตอนนี้ไม่ได้รีบร้อนอะไร เราต้องทำไปตามลำดับขั้นตอน เมื่อสภาฯสรุปว่าจะดำเนินการอย่างนั้นก็เป็นเรื่องที่ดีแล้ว เพราะมีทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านมาประชุมร่วมกัน ผู้สื่อข่าวถามว่า ที่ประชุม ครม.ได้มีการพูดคุยถึงสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯหรือไม่ นายสมชายตอบว่า ในที่ประชุม ครม. ไม่ได้มีการพูดคุยเรื่องการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ นายสมัครอาจจะไปถามเจ้าหน้าที่ที่มีส่วนรับผิดชอบให้ปฏิบัติตามกฎหมาย แต่ไม่ได้พูดในที่ประชุม ครม.เลย อย่างไรก็ตามทุกฝ่ายควรช่วยกันดูแลเพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหา เมื่อถามว่าจำเป็นต้องใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินหรือ พ.ร.บ.ความมั่นคงหรือไม่ นายสมชายตอบว่า ตนไม่ทราบเพราะไม่ได้ดูแลเรื่องนี้ จึงไม่รู้เรื่อง ต่อข้อถามถึงแนวคิดการตั้งรัฐบาลแห่งชาติของ นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส นายสมชายตอบว่า ส่วนตัวไม่ค่อยเข้าใจเรื่องนี้ แต่ระบอบปัจจุบันมาจากการเลือกตั้งของประชาชน มีการตั้งรัฐบาลที่ได้รับการโปรดเกล้าฯมาให้ปฏิบัติหน้าที่อยู่ แล้วจะทำให้เป็นไปในแนวทางที่เสนอมาได้อย่างไร คิดว่าทุกฝ่ายรักบ้านเมือง รักประเทศชาติ ใครที่เสนอความคิดอะไรนั้นก็คงหวังดีกับบ้านเมือง แต่จะทำได้หรือไม่อย่างไรก็ยังไม่รู้ ต้องดูข้อกฎหมายว่าจะสามารถทำอะไรได้หรือไม่ หลายอย่างก็คงยังไม่ถึงขั้นนั้น อ่านรายละเอียดต่อ ไทยรัฐผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เช้าวานนี้ (3 มิ.ย.) นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ด้วยอารมณ์แจ่มใส และใช้เวลากว่า 10 นาที ในการพูดคุยกับดารานักแสดง ที่มารณรงค์แก้ไขปัญหาโลกร้อนและต่อต้านการค้ามนุษย์ ทั้งนี้ นายกฯ ได้รับมอบเข็มกลัดวันสิ่งแวดล้อมโลกประจำปี รณรงค์ลดภาวะโรคร้อนจาก น.ส.เขมนิจ จามิกรณ์ หรือแพนเค้ก รับมอบกล้าไม้ต้นประดู่ป่าจากนายกวี ตันจรารักษ์ หรือบีม และรับเข็มกลัดรณรงค์ประชาสัมพันธ์ พระราชบัญญัติการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ จาก น.ส.ณัฐกานต์ ประสพสาย-พรกุล หรือโน๊ต พิธีกรและนักร้องชื่อดัง พร้อมทั้งร่วมลงนามบนบอร์ดรณรงค์หยุดการค้ามนุษย์ นอกจากนี้ ยังได้รับเครื่องเก็บอุจจาระสุนัข ตามโครงการสิ่งประดิษฐ์คนรุ่นใหม่เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

นายกฯ แจงรัฐมนตรีเรื่องการสลายการชุมนุม
พลตำรวจโทวิเชียรโชติ สุขโชติรัตน์ โฆษกรัฐบาล กล่าวว่า นายกฯ ได้อธิบายให้รัฐมนตรีทุกคนได้เข้าใจถึงสถานการณ์ที่นายกฯได้พูดเมื่อช่วงเช้าวันเสาร์ กรณีการสลายการชุมนุม เพื่อให้รัฐมนตรีแต่ละพรรคได้เข้าใจว่าไม่มีเจตนาที่จะใช้ความรุนแรงในการสลายการชุมนุม
ส่วนการที่ ผบ.ตร.และ ผบ.ทบ.มาหารือกับนายกฯ ไม่เกี่ยวข้องกับการออก พรก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน แต่เป็นการรายงานตัวในฐานะที่ได้ตำแหน่ง ผบ.ตร. และขอบคุณที่ได้รับตำแหน่ง ซึ่งได้มารายงานให้นายกฯ ได้รับทราบในฐานะที่ดำรงตำแหน่ง รมว.กลาโหมด้วย ส่วนกรณีที่คุณพรทิพย์ จาละ เลขาธิการกฤษฎีกา ก็ไม่ได้มีการพูดคุยเรื่องการใช้กฎหมายที่รุนแรง นอกจากนี้นายกฯ ยังเล่าให้ที่ประชุมว่า ให้ ผบ.ตร.คนใหม่เป็นผู้เจรจากับกลุ่มผู้ชุมนุม ว่าให้เปลี่ยนสถานที่ในการชุมนุม เพื่อไม่ให้ประชาชนเดือดร้อนในการชุมนุม
โฆษกรัฐบาลแจงนายกฯ เตรียมลงพื้นที่เชียงใหม่วันที่ 14-15 มิถุนายนนี้ เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจเชียงใหม่ ระบุไม่ใช่ ครม. สัญจร
พลตำรวจโทวิเชียรโชติ สุขโชติรัตน์ บอกว่า นายกฯ จะเดินทางไป
จังหวัดเชียงใหม่ในวันที่ 14-15 นี้ ซึ่งไม่ใช่การประชุม ครม.สัญจร แต่ลงพื้นที่ในครั้งนี้เนื่องจากเศรษฐกิจของจังหวัดเชียงใหม่ไม่ดี เนื่อจากเมื่อช่วงเทศกาลสงกรานต์จะต้องมีนักเที่ยวมาก แต่ปีนี้
เงียบเหงา
ซึ่งทางผู้ประกอบการร้องเรียนมา ซึ่งนายกฯจะไปคุยกับนักธุรกิจในพื้นที่ พร้อมกับประชุมกับข้าราชการในพื้นที่เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ นอกจากนี้ยังได้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมา 1 ชุด โดยมีนายกฯ เป็นประธาน มีกรรมการจากสำนักงบประมาณ ผู้อำนวยการตลาดหลักทรัพย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะมีหน้าที่ในการขับเคลื่อนการลงทุนในภาครัฐและเอกชน นอกจากนี้พิจารณาความพร้อมในการลงทุนของภาครัฐที่สอดคล้องกับนโยบายของรัฐ รวมถึงติดตามความก้าวหน้าในการลงทุนของภาครัฐ และภาครัฐกับเอกชน
สะพานมัฆวานรังสรรค์ 3 มิ.ย. -"สุริยะใส กตะศิลา" ผู้ประสานงานกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เปิดเผยว่า พันธมิตรฯ เตรียมหารือเพื่อขอปิดเส้นทางการจราจร โดยเมื่อช่วงเช้า นายพิภพ ธงไชย แกนนำพันธมิตรฯ ได้ประสานผู้อำนวยการโรงเรียนที่อยู่ในบริเวณที่ชุมนุมว่า กลุ่มผู้ชุมนุมจะขอปิดถนนในพื้นที่ดังกล่าว ไม่ให้มีการจราจรในช่วงเวลาเร่งด่วน ตามที่ได้ตกลงไว้ ส่วนวันพรุ่งนี้ (4 มิ.ย.) จะมีการเปิดการจราจรหรือไม่ จะหารืออีกครั้งกับผู้อำนวยการโรงเรียน และตำรวจ ว่ากลุ่มพันธมิตรฯ ยืนยันที่จะขอปิดถนนในบริเวณดังกล่าว และเสนอให้เปิดเส้นทางถนนเลียบคลองผดุงกรุงเกษม ด้านที่ติดกับทำเนียบรัฐบาลแทน ซึ่งคาดว่าจะได้ข้อสรุปในคืนนี้ สำหรับรูปแบบการปราศรัยจะมีการปรับรูปแบบ ไม่ให้มีการพูดจาหยาบคาย เน้นการเสนอเนื้อหาสาระ ต่อกรณีที่กลุ่มริบบิ้นขาวจะขึ้นเวทีพันธมิตรฯ นายสุริยะใส กล่าวว่า ยินดีพบกลุ่มริบบิ้นขาว แต่ไม่ให้ขึ้นเวที เพราะพันธมิตรฯ เป็นขั้วการเมืองที่มีความชัดเจน ดังนั้น ประชาชนอาจจะสับสน และขอยืนยันว่ากลุ่มพันธมิตรฯ ไม่มีการใช้ความรุนแรง ขอให้กลุ่มริบบิ้นขาวเชื่อมั่น เพราะเรื่องความรุนแรงไม่ใช่เงื่อนไของกลุ่มพันธมิตรฯ ส่วนกรณีที่ กกต.นำกฎหมายประชามติยื่นต่อรัฐสภานั้น นายสุริยะใส กล่าวว่า ตราบใดที่รัฐบาลยังไม่มีชัดเจนว่าจะไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็ยังไม่สามารถสร้างความมั่นใจกับกลุ่มพันธมิตรฯ ได้ และยังอดเป็นห่วงไม่ได้ แม้ว่าจะมีการตั้งคณะกรรมาธิการร่วมระหว่างรัฐบาลและฝ่ายค้าน. - สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2008-06-03 19:42:40

1.พิจารณาระบบความคิด (อุดมการณ์ที่ชี้นำการชุมนุม)
อุดมการณ์ที่ชี้นำการชุมนุมของการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯ คือ การกล่าวอ้างถึงอุดมการณ์ของรัฐชาติ คือ ต้องพิทักษ์ ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยสร้างการกล่าวหาว่าตัวคุณทักษิณคือระบอบ และมีการขายชาติ ปล้นชาติ เป็นทุนนิยมสามานย์ รัฐตำรวจ สร้างสาธารณรัฐ จาบจ้วงเบื้องสูง ซึ่งแนวคิดวิธีคิดของกลุ่มพันธมิตรฯ มีปัญหาในตัวมันเอง คือ การจ้องโค่นล้มรัฐบาล คือมีการยกระดับประเด็นขึ้นเรื่อยๆ จากแถลงการณ์ฉบับที่ 1 เรื่องกลียุค จนถึงเรื่องการขับไล่รัฐบาลชุมนุมยืดเยื้อ ฉบับที่ 12 ซึ่งมีการหยิบยกอ้างอิงประชาชนทั้งประเทศว่า ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลโจรจาบจ้วงนอมินีนี้
ซึ่งวิธีคิดแบบนี้มีปัญหาคือ ไม่ยอมรับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามหลักมติมหาชน ในระบอบประชาธิปไตย และเรียกร้องให้ทหารออกมาร่วมขับไล่รัฐบาลด้วย คือ ไม่ปล่อยให้กระบวนการต่างๆ ดำเนินไปตามกฎหมาย เป็นวิธีคิดที่ผิดพลาด เพราะยืนอยู่บนพื้นฐานที่ไม่ชอบธรรม อธิบายกับสังคมลำบาก เพราะกลุ่มพันธมิตรฯ เองไม่เคยออกมาขับไล่รัฐทหารที่ทำการรัฐประหาร ซึ่งมีแกนนำบางคนได้ไปกินข้าวเย็นร่วมกับคณะรัฐประหาร และคอยให้คำปรึกษากันด้วยซ้ำ
2.พิจารณาดินฟ้าอากาศ
สภาพปัจจุบันเป็นช่วงเข้าสู่กลางฤดูฝน เพื่อไปสู่ปลายฤดูฝน และเข้าต้นฤดูหนาว ซึ่งสภาพแบบนี้ไม่เหมาะอย่างยิ่งที่จะจัดกิจกรรมการชุมนุมกลางแจ้ง เพราะจะทำให้มวลชนอ่อนล้า การจัดการลำบาก เดินทางลำเค็ญ พื้นที่ชุมนุมถูกน้ำท่วม แม่ทัพนายกองไม่สบาย จะนำไปสู่ความวุ่นวายภายในที่ชุมนุม ซึ่งอันนี้เป็นข้อผิดพลาดอีกประการหนึ่ง
3.พิจารณาสภาพพื้นที่
สภาพพื้นที่โดยรอบเป็นศูนย์กลางของหน่วยงานราชการ ด้านหน้าฝั่งซ้ายติด UN และกองทัพบก ด้านหน้าฝั่งขวาติดกองบัญชาการกองทัพภาคที่ 1 และโดยรอบเป็นหน่วยงานราชการ ชุมชน วัด โรงเรียน สนามมวย และป้ายรถเมล์
สภาพแวดล้อมเช่นนี้ การจัดการชุมนุมในพื้นที่แจ้ง และใช้เครื่องขยายเสียงให้ดังไปทั่วบริเวณแบบทั้งวันทั้งคืน ปักหลักยาวนาน ย่อมก่อความเดือดร้อนรำคาญให้แก่หน่วยงานราชการ (จนอาจดึงความสนใจให้อยากรู้อยากเห็น) และยังก่อความเดือดร้อนรำคาญใจแก่คนในชุมชน พระในวัด นักเรียนหรือครูในโรงเรียน และพื้นที่การชุมนุมยังเป็นพื้นถนนคอนกรีต ซึ่งเวลากลางวันผิวถนนจะร้อน เวลากลางคืนจะอุ่น และหากเกิดฝนตกขึ้นมายิ่งยากลำบาก เพราะมีเพียงต้นมะขามใบบางๆ ไม่กี่ต้น และเต็นท์เพียงไม่กี่หลังคอยกันฝน สภาพพื้นที่เช่นนี้อัตคัดมาก ถูกปิดล้อมได้ง่าย และเข้าออกลำบาก เป็นที่กึ่งโล่งกึ่งแจ้ง ซึ่งถือเป็นข้อผิดพลาดในทางพื้นที่
4.พิจารณาแม่ทัพ
ตัวแก่นหลักของแม่ทัพคือ นายสนธิ นายจำลอง และ นายสมเกียรติ ส่วนที่แหลือเป็นแค่องค์ประกอบ เพราะแทบไม่มีน้ำหนักในการเคลื่อนไหวชี้นำมวลชน นายกองและมวลชนที่เข้าร่วมส่วนใหญ่มาจาก 3 ทาง คือ
1.ลูกจ้างสำนักพิมพ์ผู้จัดการ และแฟนรายการเอสเอสทีวี
2.สันติอโศก และกองทัพธรรม
3.สมาชิกพรรคการเมืองเก่าแก่ ทั้งในเมือง และตามหัวเมือง
4.อื่นๆ เอ็นจีโอบางส่วน สหภาพแรงงานบางแห่ง และเหล่าราชนิกูล ฯลฯ
แม่ทัพอย่างสนธิ ประกาศอย่างฮึกเหิม เป็นการทำสงครามครั้งสุดท้าย ตายเป็นตาย เจ๊งเป็นเจ๊ง แม่ทัพที่มีพฤติกรรมเช่นนี้ เล่นหมดหน้าตักแบบนี้ คือ หนึ่ง ต้องมีคนหนุนหลังที่ใหญ่มาก ไม่งั้นคงไม่คะนองฮึกเหิมเช่นนี้ สงครามทางการเมืองครั้งนี้ต้องปักหลักยืดเยื้อยาวนานเพราะอะไร และนำไปสู่อะไร เป็นที่รู้กันได้
แม่ทัพแบบจำลอง พูดสม่ำเสมอว่าทหารและตำรวจบอกตนว่าให้กำลังใจในการชุมนุม และหากมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็จะนำไปสู่การรัฐประหารได้ พฤติกรรมเช่นนี้คือ หนึ่ง ต่อสายกับทหาร และตำรวจบางนาย ซึ่งแน่นอนว่าการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 คือความตั้งใจที่จริงแท้แน่นอนของนายสนธิและนายจำลอง และการทำสงครามครั้งสุดท้ายที่จะชนะได้ก็คือดูตัวอย่าง 19 กันยายน 2549
แม่ทัพแบบสมเกียรติ สมศักดิ์ พิภพ หรือ สุริยะใส แทบไม่ต่างกัน คือ ไม่ค่อยมีน้ำหนัก เพราะไม่มีมวลชนเป็นของตัวเอง และไม่ใช่ผู้ที่เป็นเจ้าของทรัพยากรที่ใช้สำหรับการทำสงครามครั้งสุดท้ายนี้ จะต่างก็เพียงแต่สมเกียรติต่อสายกับพรรคการเมืองเก่าแก่ สนธิต่อสายกับคำนูณ ลูกจ้างตนที่อยู่ในรัฐสภาได้ และลึกๆ แล้ว แนวความคิดของนายสนธิหรือนายจำลอง แตกต่างกับ สมเกียรติ สมศักดิ์ พิภพ หรือ สุริยะใส อย่างสิ้นเชิง แต่สามารถรวมกันได้เพราะเชื่อว่าทักษิณคือผี ดังนั้นต้องออกมาไล่ผี และหาอาคมทุกรูปแบบมาไล่ผี และจัดการกับเครือข่ายของผีที่ตนเชื่อและสร้างขึ้นมาเอง
ข่าวสารเกี่ยวกับประเทศไทยที่คุณไม่อาจหาอ่านได้จากสื่อ
"ปกติการต่อสู้ทางการเมืองที่เกิดขึ้น จนมีการเปลี่ยนแปลงการเมืองครั้งสำคัญไปทั่วโลก ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา เกิดจากการต่อสู้ทางอุดมการณ์และการไม่ได้รับความยุติธรรมทั้งสิ้น ความไม่ยุติธรรมนี่แหละ เป็นเหตุแห่งการที่ประชาชนต้องมารวมตัวกันต่อสู้ เพื่อให้ความยุติธรรมกลับมาสู่สังคมของเขา"
ทักษิณ ชินวัตร
1 พ.ย. 51