WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, June 5, 2008

พรรคประชาธิปัตย์ส่อดึงเกม ยื้อตั้งกมธ.ศึกษารัฐธรรมนูญ

ประธานสภาฯเผย เปิดประชุมนัดแรก 11 มิ.ย. มีเพียงร่าง พ.ร.บ.ประชามติ ถูกบรรจุเข้าวาระแล้ว แต่ไร้วี่แวว ญัตติตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษารัฐธรรมนูญ 2550 ตามที่พรรคประชาธิปัตย์จุดพลุสกัดการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ขณะที่ ชูศักดิ์ เตรียมผลักดันต่อ ไม่ปล่อยให้กลายเป็นแค่ลมปาก คาดเป็นเกมส่อยื้อเวลาสกัดการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ประชาชนต้องการเท่านั้น

ทั้งนี้ ภายหลังจากพรรคประชาธิปัตย์ จุดประเด็น กล่าวอ้างควรให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ด้วยการจัดตั้งคณะกรรมาธิการของสภา เพื่อศึกษาการบังคับใช้รัฐธรรมนูญ 2550 ก่อนดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จนล่าสุดประธานสภาได้จัดให้มีการหารือร่วมกัน และเป็นที่ยอมรับไปแล้ว โดย ส.ส.พรรคพลังประชาชน และ ส.ว.บางส่วน ยอมถอนชื่อสนับสนุนญัตติขอแก้ไข จนต้องตกไปในที่สุดแล้วนั้น ขณะนี้ได้เริ่มส่อแววแล้วว่า ข้อเสนอของพรรคประชาธิปัตย์ดังกล่าว น่าจะเป็นเพียงกลเกมยื้อไม่ให้เกิดการแก้ไขรัฐธรรมนูญขึ้นเท่านั้น

โดยวันนี้ (4 มิ.ย.) นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้เปิดเผยถึงการประชุมรัฐสภา สมัยวิสามัญ ที่จะมีการประชุมวันแรกในวันที่ 11 มิถุนายนนี้ว่า ได้บรรจุวาระการประชุมเรียบร้อยแล้ว ซึ่งมีวาระพิจารณาหลายเรื่อง โดยที่สำคัญคือ ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ขณะที่ญัตติการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาปัญหาการบังคับใช้รัฐธรรมนูญ 2550 นั้น ที่ได้คุยกันไว้ตามข้อเสนอของพรรคประชาธิปัตย์ยังไม่มีใครยื่นเข้ามา ซึ่งคงต้องรอให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ฝ่ายค้าน และรัฐบาลไปประสานภายในพรรคตนเองก่อนจึงจะยื่นญัตติเข้ามา

อย่างไรก็ตาม ต่อกรณีดังกล่าวนี้ ไม่เกิดความเคลื่อนไหวใดๆ ทั้งสิ้นจากพรรคประชาธิปัตย์ ขณะที่ นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จากพรรคพลังประชาชน เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดการสัมมนาเรื่อง “การคุ้มครองสิทธิผู้บริโภค และแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น” ที่โรงแรมเวียงอินทร์ จ.เชียงราย ว่า ตนมีแนวทางร่วมกับกลุ่ม ส.ส.ว่า จะเสนอตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อศึกษาการใช้รัฐธรรมนูญ ปี 2550 ขึ้นมา 1 ชุด เพื่อพิจารณาในเรื่องนี้ โดยวันที่ 9 มิถุนายน 2551 จะมีการเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญ

ทั้งนี้ จะต้องดูวันเวลาที่เหมาะสมในการยื่นญัตติตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเข้าสภาผู้แทนราษฎร หากสภาเห็นชอบให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาการใช้รัฐธรรมนูญ ปี 2550 ก็จะได้เดินหน้าศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญก่อนว่า จะไปในทิศทางไหน จะแก้รัฐธรรมนูญหรือไม่ หรือแก้มาตราใด จะมีการทำประชาพิจารณ์หรือไม่ ก็ให้ดำเนินไปตามนั้น ซึ่งคณะกรรมาธิการฯ จะมาจาก ส.ส.ทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล รวมทั้งคนนอกที่ไม่เป็น ส.ส. ด้วย เพราะขณะนี้มีทั้งผู้คัดค้านและสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550

ส่วนร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ นายประพันธ์ นัยโกวิท กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านบริหารการเลือกตั้ง กล่าวถึงเนื้อหาของร่าง ที่ส่งถึงสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 2 ที่ผ่านมาว่า ขึ้นอยู่กับสภา จะพิจารณาปรับแก้ ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในประชุมสมัยวิสามัญ ทั้งนี้ ในร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวไม่มีถ้อยคำที่กำหนดไว้ว่า หากประเด็นที่ทำประชามติผ่านไปแล้ว ประชาชนไม่เห็นด้วยแล้วกำหนดระยะเวลาไม่ให้นำประเด็นดังกล่าวมาพิจารณาไว้เป็นเวลาเท่าใด เพราะถือเป็นประเด็นปลีกย่อยเกินไป

ทั้งนี้ หากกรณีที่ทำประชามติด้วยการขอคำปรึกษาประชาชน เช่น การทำกาสิโนเสรี เป็นต้น ถ้าประชาชนออกมาใช้สิทธิ์ไม่ถึง 1 ใน 5 ก็ถือว่าการขอคำปรึกษานั้นไม่ผ่าน ดังนั้น รัฐบาลซึ่งเป็นผู้ขอทำประชามติก็คงต้องดูกระแสและสถานการณ์ในการจะหยิบยกมาขอหารือประชาชนอีก เพราะการทำประชามติแต่ละครั้งต้องเสียงบประมาณ โดยประเด็นนี้หากสภา เห็นว่าจำเป็นก็สามารถเขียนลงไปในกฎหมายได้

สมาคมธุรกิจ ห่วงม็อบทำศก.พินาศ นัดถกหาทางออก

ภาคเศรษฐกิจผวาการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ทำเศรษฐกิจชาติเสียหายย่อยยับ ตลาดหุ้นเผยร่วงแล้ว 50 จุด 3 สมาคมทั้ง “แบงก์-อุตสาหกรรม-หอการค้า” นัดถกหาทางออกด่วน พร้อมประชุมรับฟังความเห็นนักลงทุนต่างประเทศเป็นแนวทางแก้ปัญหา

เป็นที่รู้กันว่าการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้สร้างความเดือดร้อนอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะทางด้านเศรษฐกิจที่ส่งผลชัดเจนไปแล้วต่อตลาดหลักทรัพย์ และยังกระทบไปถึงความเชื่อมั่นที่นักลงทุนชะลอเข้ามาลงทุน และยังมีเรื่องของธุรกิจการท่องเที่ยว ซึ่งความเสียหายทั้งหมดมีการประมาณการกันว่ามีมูลค่าหลายแสนล้านบาท

นายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการสมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ เปิดเผยว่า เหตุการณ์ทางการเมืองที่ตึงเครียด คือ การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เป็นสาเหตุหนึ่งทำให้นักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติเทขายหุ้นไทยอย่างหนัก โดยปัจจัยการเมืองกระทบตลาดหุ้นถึงร้อยละ 80 ส่วนอีกร้อยละ 20 เป็นเรื่องเงินเฟ้อ

“ส่วนตัวคาดว่า นักวิเคราะห์หลักทรัพย์มีแนวโน้มที่จะปรับเป้าหมายดัชนีลดลงขึ้นอยู่กับสถานการณ์ทางการเมืองเป็นหลักว่าจะคลี่คลายไปอย่างไร หากการชุมนุมประท้วงมีความรุนแรงขึ้นและเกิดการปะทะกันระหว่างกลุ่มผู้สนับสนุนและกลุ่มต่อต้านรัฐธรรมนูญ จนเหตุการณ์บานปลายเหมือนเดือนพฤษภาคม 2535 ดัชนีหุ้นไทยก็จะปรับตัวลดลงอย่างหนักมากกว่า 50 จุด และอาจถึง 100 จุด ซึ่งรุนแรงกว่าการประกาศใช้มาตรการกันสำรองร้อยละ 30 เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2549 เนื่องจากการใช้มาตรการกันสำรองร้อยละ 30 เป็นเพียงมาตรการชั่วคราวและมีการยกเลิกในภายหลัง แตกต่างจากเหตุความรุนแรงทางการเมืองที่ส่งผลกระทบด้านลบต่อภาพลักษณ์ของประเทศ

นายประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การประท้วงแก้รัฐธรรมนูญและต่อต้านรัฐบาล เบื้องต้นเห็นว่าการเมืองมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ซึ่งเอกชนหวังว่าการเมือง จะไม่เกิดปัญหารุนแรงที่จะกระทบกับเศรษฐกิจ และหวังว่าปัญหาการเมืองจะถูกแก้ไขอย่างประนีประนอม หากการชุมนุมประท้วงไม่รุนแรง คงจะกระทบกับความเชื่อมั่นต่อการลงทุนไม่มาก แต่หากรุนแรงจนนองเลือด จะไปถึงขั้นที่มีทหารเข้ามาแก้ปัญหาหรือไม่ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่นักลงทุนกังวลใจ เห็นได้ชัดจากดัชนีตลาดหลักทรัพย์ สัปดาห์ที่แล้วลดลง แสดงให้เห็นว่านักลงทุนต่างชาติ เริ่มถอยออกไปดูสถานการณ์

หากถึงขั้นประกาศภาวะฉุกเฉินจะส่งผลกระทบกับความเชื่อมั่นการลงทุนแน่นอน เป็นการส่งสัญญาณว่าสถานการณ์มีความรุนแรงเกินปกติ แต่คิดว่าปัญหาที่เกิดขึ้นคงไม่ถึงสถานการณ์ดังกล่าว เท่าที่ติดตามข้อมูล เริ่มเห็นสัญญาณประนีประนอมมากขึ้น โดยฝ่ายรัฐบาลเริ่มถอย เพื่อให้มีเวลาพิจารณาแก้รัฐธรรมนูญมากขึ้น มีโอกาสจะทำประชาพิจารณ์เรื่องนี้ จะทำให้บรรยากาศคลายความตึงเครียดลงได้

นายประมนต์ กล่าวว่า คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วยสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และสมาคมธนาคารไทยมีมติเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ให้จัดสัมมนารับฟังความคิดเห็นของหอการค้าต่างประเทศ ในเดือนมิถุนายนนี้

โดย กกร.ต้องการฟังความเห็นของนักธุรกิจต่างประเทศ ต่อปัญหาที่มีผลกระทบกับการลงทุนในไทย เพราะบางเรื่องอาจจะมองเหมือนนักธุรกิจไทย แต่บางเรื่องอาจจะมองไม่เหมือนนักธุรกิจไทย หากนักธุรกิจต่างชาติมีข้อคิดเห็น ก็จะนำเสนอรัฐบาลต่อไป ซึ่งเท่าที่สอบถามทั้งนักธุรกิจไทยและต่างชาติ ปรากฏว่าเริ่มมีการชะลอการลงทุนเพื่อรอดูสถานการณ์การเมืองแล้ว ซึ่งมีนักธุรกิจบางส่วนวางแผนลงทุนไว้เมื่อปลายปี 2550 ว่าหลังการเลือกตั้งจะเดินหน้าลงทุนต่อไป เห็นได้จากการนำเข้าเครื่องจักรและวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้นมาในไตรมาส 1 ปี 2551

นายประมนต์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กกร.ได้มีการหารือนอกรอบเห็นว่า ถึงเวลาแล้วที่ภาครัฐและภาคเอกชนควรมีการหารือเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจร่วมกัน ซึ่งกกร.จะเข้ามามีบทบาทเพิ่มเติมในช่วงเศรษฐกิจปัจจุบัน ควรมีการปรึกษาการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ในระหว่างกกร.และครม.เศรษฐกิจ เพื่อช่วยกันหาทางพยุงสถานการณ์ค่าครองชีพของประชาชน และต้นทุนที่สูงขึ้นของผู้ประกอบการ ซึ่ง เอกชนและรัฐบาลควรมีหน้าที่พยุงสถานการณ์ปากท้องประชาชนไปจนกว่าประชาชนจะปรับตัวได้

นายสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า สถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศขณะนี้ เผชิญปัญหาจากราคาน้ำมันสูง ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ประกอบปัญหาการเมือง หากการชุมนุมประท้วงการแก้รัฐธรรมนูญยืดเยื้อบานปลาย และมีการปะทะรุนแรง จะเป็นปัจจัยเร่งให้เศรษฐกิจชะลอตัวมากขึ้นในช่วงไตรมาสแรก

ภาคอุตสาหกรรมขยายตัวได้ดี ประกอบกับราคาสินค้าเกษตรสูงขึ้นเกือบทุกรายการ เป็นผลให้จีดีพีไตรมาสแรกขยายตัวถึง 6% แต่ช่วงไตรมาส 2 และ 3 สินค้าราคาแพง ค่าครองชีพเพิ่มขึ้น ผู้บริโภคระมัดระวังการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น ส่งผลให้เศรษฐกิจชะลอตัวลง เพราะสถานการณ์เศรษฐกิจและการเมืองขณะนี้ ต่างจากปี 2549 การเดินขบวนประท้วง หากมีการรายงานออกไปทางสำนักข่าวต่างประเทศ มีเหตุการณ์ลุกลามบานปลาย รัฐบาลต้องดูแลควบคุมสถานการณ์ให้ได้ หากเกิดปะทะขึ้นจะส่งผลกระทบทันที

“จากการหารือกับนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะญี่ปุ่นจะมองประเทศเป็นลำดับแรกในอาเซียนในการลงทุน ขึ้นอยู่กับไทยจะสร้างความมั่นใจได้แค่ไหน นักธุรกิจส่วนใหญ่ห่วงปัญหาราคาน้ำมันเป็นอันดับแรก เพราะน้ำมันเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น และปัจจัยผลักดันให้ค่าไฟฟ้าปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบกับภาคอุตสาหกรรมโดยตรง หากสถานการณ์ยังเป็นอย่างนี้ อัตราการขยายตัวเศรษฐกิจไตรมาส 2-3 จะน้อยกว่าไตรมาสแรกแน่นอน เพราะการบริโภคลด การลงทุนขยายตัวช้าขณะที่การส่งออกไม่ได้ขยายตัวมาก

รวมทั้งราคาสินค้าเกษตรไม่แน่ใจว่าราคาจะยืนตัวสูงนานเพียงใด โดยเฉพาะปัจจัยราคาน้ำมันที่กระทบความสามารถในการแข่งขัน แต่หากสามารถปรับตัวได้เร็ว เชื่อว่าทั้งปีจีดีพียังขยายตัวได้ 5.5%” นายสันติ กล่าว



พ.ต.อ.บรรจบ สับเละ พันธมิตรฯเหิมเกริมหนัก เรียกร้องปชช.แห่แจ้งความเอาผิด

อดีตนายตำรวจประชาธิปไตย สุดทนพันธมิตรฯเหิมเกริม ขึ้นเวทีสภาสนามหลวง แฉเล่ห์ตั้งรัฐบาลแห่งชาติ เตรียมการเป็นสาธารณรัฐ พร้อมเรียกร้อง ประชาชนยกทัพแจ้งความเอาผิดเยอะๆ

ทั้งนี้ เวทีสภาสนามหลวง เมื่อช่วงหัวค่ำที่ผ่านมา บรรยากาศยังคงเป็นไปอย่างคึกคักเช่นเคย โดยเมื่อเวลาประมาณ สองทุ่มเศษๆ มีประชาชนเข้าร่วมรับฟังไม่ต่ำกว่า 2 พันคนแล้ว ขณะที่วิทยากรรับเชิญได้รับเกียรติจากเป็นพิเศษจาก พ.ต.อ.บรรจบ สุดใจ อดีตสารวัตรใหญ่ สน.พญาไท ผู้กำกับการ สน.จักรวรรดิ์ บางซื่อ และอีกหลาย สน.ใน กรุงเทพฯ ในฐานะประธานชมรมผู้พิทักษ์กฎหมายและความยุติธรรม ได้ขึ้นกล่าวให้สัมภาษณ์พิเศษ

โดยตอนหนึ่งได้ระบุถึงกรณีที่ น.พ.ประเวศ วสี เสนอแก้ไขปัญหาความวุ่นวายทางการเมืองขณะนี้ด้วยการขอให้มีการจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติขึ้นนั้น ว่า เป็นข้อเสนอที่รุนแรงเกินจริง เพราะการจะมีรัฐบาลแห่งชาติ สถานการณ์บ้านเมืองต้องเข้าขั้นวิกฤติจนเกินกว่าจะควบคุมได้ จึงสมควรแล้วหรือที่จะออกมาพูดเช่นนั้น

“การตั้งรัฐบาลแห่งชาติ ยังเป็นขั้นตอนช่วงกลางที่จะนำไปสู่ระบอบสาธารณรัฐ ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ แสดงว่า หมอประเวศ ออกมากล่าวเช่นนี้ต้องมีนัยแอบแฝงซ่อนเร้นอยู่เป็นแน่” พ.ต.อ.บรรจบ กล่าว

พ.ต.อ.บรรจบ กล่าวด้วยว่า นับแต่กลุ่มพันธมิตรฯออกมาชุมนุมและกล่าวอ้างเรื่องที่ไม่เหมาะสมหลายเรื่อง กลับไม่เห็นผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมือง โดยเฉพาะนายทหารชั้นผู้ใหญ่ ออกมาตักเตือนว่ากล่าวกลับบอกได้แต่เพียงแค่ให้สมานฉันท์เท่านั้น ซึ่งกลุ่มพันธมิตรฯก็ไม่เคยรับฟังหรือปฏิบัติตามแต่อย่างใด ขณะที่สื่อบ้างฉบับยังนำไปเผยแพร่ขยายความบิดเบือนให้เป็นประโยชน์แก่กลุ่มพันธมิตรฯ จนรัฐบาลถูกมองในแง่ลบ

“ผมอยากถามว่า สื่อทำไม่ต้องทำเรื่องเลวๆ เช่นนี้ เพียงเพื่อการขายข่าวเท่านั้น หรือหาก ผบ.ทบ.ออกมาตักเตือนอย่างตรงไปตรงมาว่าเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง เชื่อว่าเรื่องก็จะจบ และสิ่งที่ผมไปแจ้งความกับสำนักงานตำรวจแห่งชาตินั้นต้องแสดงให้เห็นว่า ถ้าสามารถจับแกนนำพันธมิตรฯได้สักคนเรื่องก็จะสามารถยุติได้โดยเร็วอย่างแน่นอน” พ.ต.อ.บรรจบ กล่าว

พ.ต.อ.บรรจบ ยังกล่าวด้วยว่า การกะทำของกลุ่มพันธมิตรฯ โดยเฉพาะพล.ต.จำลอง ศรีเมือง ถือว่าเหิมเกริมอย่างยิ่ง ที่ประชาชนควรออกมาแจ้งความดำเนินคดีให้มากๆ เพื่อให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ไม่สามารถหลีกเลี่ยงในการทำหน้าที่ให้เป็นไปตามกฎหมายได้

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 3 มิ.ย. ที่ผ่านมา พ.ต.อ.บรรจบ ได้เข้าร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เพื่อให้ดำเนินคดีกับ นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯ พร้อมพวกรวม 9 คน ประกอบด้วย พล.ต.จำลอง ศรีเมือง นายสมศักดิ์ โกศัยสุข นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ นายสุริยะใส กตะศิลา นายเติมศักดิ์ จารุปราณ นางสโรชา พรอุดมศักดิ์ นางอัญชลี ไพรีรักษ์ และบุคคลอื่นๆ ที่ผลการสอบสวนมีพยานหลักฐานพาดพิงถึง

โดยเฉพาะผู้ที่ร่วมปราศรัยบนเวทีทุกคนฐานกระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ 116 รวมถึงความผิดกระทำการที่เป็นการปฏิปักษ์ต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 28

จากกรณีที่นายสนธิ และพวก เป็นแกนนำชุมนุมขับไล่รัฐบาลซึ่งมี นายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง นอกจากนี้ ยังเห็นว่า การชุมนุมดังกล่าวเข้าข่ายยั่วยุ ปลุกระดมประชาชน เพื่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง จึงให้พนักงานสอบสวน รวบรวมพยานหลักฐานดำเนินคดีต่อไป


Wednesday, June 4, 2008

กลุ่มพันธมิตรฯ เรียกร้องพรรคร่วมรัฐบาลทบทวนการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล


กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เรียกร้องให้พรรคร่วมรัฐบาลทบทวนการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล พร้อมเห็นด้วยกับการตั้งรัฐบาลแห่งชาติของนายแพทย์ประเวศ วะสี
กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โดยพลตรี จำลอง ศรีเมือง และนายพิภพ ธงไชย เรียกร้องให้พรรคร่วมรัฐบาลจะร่วมเป็นพรรคร่วมรัฐบาลต่อไปหรือไม่ เนื่องจากเห็นว่า ปัจจุบันไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับประชาชนได้ แต่เห็นด้วยกับแนวคิดของนายแพทย์ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส ที่เสนอให้มีการจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ เนื่องจากเห็นว่า เป็นการดำเนินการที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด และทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมได้ แต่ขอดูรายละเอียดและจุดมุ่งหมายที่แท้จริง
แต่เรื่องปัญหาการจราจรที่คลองผดุงกรุงเกษมนั้น ได้เจรจากับรองผู้อำนวยการโรงเรียนวัดมกุฎกษัตริยาราม และอธิบายเหตุผลที่จำเป็นในการปิดการจราจร เนื่องจากห่วงเรื่องความปลอดภัยและเด็ก

สนนท.ออกแถลงการณ์ไม่เห็นด้วยที่กลุ่มพันธมิตรฯออกมาเคลื่อนไหวทางการเมือง

สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย(สนนท.) ออกแถลงการณ์ไม่เห็นด้วยที่กลุ่มพันธมิตรออกมาเคลื่อนไหวทางการเมือง หวั่นเกิดเหตุปะทะระหว่างประชาชน
สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย หรือ สนนท. นำโดยนางพงษ์สุวรรณ สิทธิเสนา เลขาธิการ สนนท. พร้อมด้วยนิสิตนักศึกษาประมาณ 20 คน นำพวงหรีดมาวางที่หน้าสำนักงานคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) พร้อมออกแถลงการณ์แสดงจุดยืนและท่าทีต่อกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยและ ครป. โดยเฉพาะนายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานเครือข่ายพันธมิตรฯ เพื่อให้กลุ่มดังกล่าวสร้างทิศทางของสังคมนำไปสู่การแก้ไขวิกฤติทางการเมืองและร่วมสร้างประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ดังนั้น สนนท.จึงแสดงจุดยืนและท่าที 3 ข้อ คือ 1.ไม่เห็นด้วยกับการออกมาเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯที่มีทิศทางนำไปสู่วิกฤตการณ์ทางการเมืองซึ่งอาจจะกลายเป็นเงื่อนไขที่นำไปสู่การใช้ความรุนแรงของผู้ชุมนุมเอง 2. แกนนำพันธมิตร ฯ ต้องรับผิดชอบต่อประชาชนภายหลังการเคลื่อนไหวที่อาจนำไปสู่การรัฐประหารและใช้ความรุนแรงระหว่างประชาชนด้วยกันเอง 3. รัฐบาลต้องแก้วิกฤติทางการเมืองด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยโดยประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจด้วยกลไกของรัฐสภาซึ่งนำรัฐธรรมนูญปี 2540 เป็นต้นร่างทำประชามติและให้ประชาชนลงประชามติระหว่างแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยใช้ปี 2540 เป็นต้นร่างกับไม่ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550
อย่างไรก็ตาม ในระหว่างที่กลุ่มนักศึกษากำลังอ่านแถลงการณ์และนำพวงนำวางที่หน้าสำนักงาน ครป. มีประชาชนในละแวกใกล้เคียงไม่เห็นด้วยกับการกระทำดังกล่าวโดยออกมาตะโกนตอบโต้และไม่ยอมให้วางพวงหรีดหน้าสำนักงาน ครป. แต่ก็ไม่ได้มีการปะทะที่รุนแรงจนให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด

ถนนประชาธิปไตย ไม่ได้เริ่มที่สะพานมัฆวาน

บทเรียนของประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่ผ่านมาทั้งหมด พิสูจน์ตัวเองแล้วว่า มีคุณค่ามหาศาลกับคนมีหน้าที่บริหารจัดการประเทศเวลานี้ประวัติศาสตร์การเมืองประชาธิปไตย ที่ระหกระเหินบนเส้นทางประชาธิปไตยมา 76 ปี มีบันทึกไว้ชัดเจนว่า จาก 24 มิถุนายน 2475 มาจนถึง 5 มิถุนายน 2551เรามีปฏิวัติ 1 ครั้ง คือ 24 มิถุนายน 2475เรามีรัฐประหาร 10 ครั้งเรามีกบฏ 12 ครั้งทั้งหมดนั้น ถึงแม้ใครจะเรียกว่า“มารผจญระบอบประชาธิปไตย” หรืออะไรก็ตามทีแต่นั่นต้องถือว่า เหตุการณ์ทุกเหตุการณ์เหล่านั้น มันบ่งบอกอารยธรรมและความเจริญเติบโตของระบอบประชาธิปไตย

จะเห็นได้ชัดเจนว่า เหมือนเด็กอยากได้ของเล่น ทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่าจะเล่นเป็นหรือเปล่า ก็ขอให้ได้ร้องไห้เอาของนั้นมาก่อนเถอะ เรียกว่ายังไม่ได้ศึกษารายละเอียดของของที่อยากได้นั้นเปรียบได้กับรัฐธรรมนูญนี่แหละครับประเทศประชาธิปไตยเขามี ก็อยากมีมั่งแล้วก็ไปเอาแม่แบบของประชาธิปไตยของประเทศที่เจริญแล้ว มาใส่ไว้ในรัฐธรรมนูญเพื่อให้ชาวโลกประชาธิปไตยเขาเห็นว่าเราเก่ง เราเจ๋งนั่นคือ สิ่งที่คนไทยทำผิดตลอดมาและความผิดอย่างนี้ นักการเมือง นักเลือกตั้ง นี่แหละครับ เป็นต้นเหตุสร้างขึ้นมา

วันนี้ ผมอยากจะให้คนไทยทั้งหลาย ช่วยเหลียวหลังกลับมาดูพร้อมๆ กันว่านักการเมือง นักเลือกตั้ง ควรทำอะไรก่อนจะพูดถึงรัฐธรรมนูญ แล้วเอาพลังประชาชนข้างหลังตัวเองขึ้นยืนยันและปกป้องและควรทำอะไร ถึงจะให้ประชาธิปไตยของประเทศไทยไปถึงฝั่งฝันเสียทีวันนี้ลองถามตัวเองว่า ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยเหมือนที่คุยที่อวดอ้างหรือเปล่าครับ?พินิจพิจารณาให้ดีจะเห็นว่าเราแปรประชาธิปไตยเฉพาะเปลือกนอก เหมือนเสื้อผ้าที่ใส่เป็นยี่ห้อประชาธิปไตย

แต่ใจพวกเรานั่นน่ะ เป็นประชาธิปไตยจริงหรือเปล่า?ประชาธิปไตยไม่ใช่การประท้วง ไม่ใช่การสร้างม็อบประชาธิปไตยจะเกิดได้โดยการสร้างไม่ใช่ด้วยการทำลายไม่อายคนอื่นก็อายตัวเองบ้างพวกที่อ้างประชาธิปไตยเพื่อชัยชนะของตัวเองนั่นแหละ พวกคุณกำลังทำลายประชาธิปไตยที่บรรพบุรุษช่วยกันสร้างมาด้วยเลือดและชีวิตพวกอกตัญญูต่อประชาธิปไตยทั้งหลาย จงรู้ไว้เถิดว่าพวกท่านนั่นแหละ คือ อุปสรรคของความเจริญก้าวหน้าของประชาธิปไตยของคนไทยทั้งประเทศพวกท่านต่างหากที่จะต้องถูกประชาชนขับไล่ว่า “ให้ออกไป ให้ออกไป” ดังกว่าเสียงจากสะพานมัฆวานรังสรรค์

มด คันไฟ

คำตอบบนความแปลก

แปลก..กับการพบปะกันโดยบังเอิญก็ดี หรือจะมีการจัดฉากกันขึ้นมาก็ดี หรือจะเป็นเพราะพระสยามเทวาธิราชท่านจะจุติลงมาจัดการก็ดีแต่การที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เดินเข้าไปไหว้ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ในพิธีศพของมารดา พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา เมื่อปลายสัปดาห์ก่อนนั้น

เป็นไปตามวัฒนธรรมที่ดี ของการอยู่ร่วมกันของพลเมืองแห่งโลกจะเป็นอย่างไร..หากว่า..ในวันนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะไม่เดินเข้าไปไหว้..พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์..ถึงวันนี้..ใครประเมินได้ถึงเสียงดำหนิเสียงด่าที่จะดังขรมกันขึ้นมา จากประดาศัตรูคู่ชีวิตของเขาจะเป็นอย่างไร..หากว่าในวันนั้น พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ จะไม่รับไหว้หรือรับอย่างเสียไม่ได้ และไม่มีการทักทายกันและกัน ท่านจะรับได้หรือ..กับการถูกถากถางจากฟากฝ่ายของคุณทักษิณต้องไม่ลืมว่า..พล.อ.เปรม คือ ประธานองคมนตรี..และ พ.ต.ท.ทักษิณ คือ อดึตนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย

แต่ที่ไม่เข้าใจ..ทำไม..ฝ่ายหรือคนใกล้ชิดกับ พล.อ.เปรม ถึงต้องดาหน้าพากันออกมาปฏิเสธ..วัฒนธรรมอันดี ที่ท่านทั้ง 2 มีสันถวไมตรีต่อกันไม่ว่า พล.อ.พงษ์เทพ เทศประทีป..สุริยะใส กตะศิลา..หรือ พล.ร.ท.พะจุณณ์ ตามประทีป..หรือแม้แต่ นายบัญญัติ บรรทัดฐาน อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์แต่ที่เข้าใจก็คือ..ผู้คนที่อยากเห็นความสงบของบ้านเมือง อยากเห็นการเมืองที่ดำเนินไปตามครรลองของระบอบประชาธิปไตย..ถึงแสดงความดีอกดีใจกับภาพที่ได้เห็น

ดีใจ..เพราะคิดว่าเป็นการเริ่มต้นของอวสาน ที่จะหยุดเหตุ “กาลีชาติอุบาทว์เมือง” ที่กำลังฉายซ้ำกันอยู่ในเวลานี้ดีใจ..จะไม่มีใครแอบอ้าง..เอา “ประธานองคมนตรี” ลงมาเกลือกกลั้วกับ..พฤติกรรมชั่วๆ อีกต่อไปจากวันนั้นถึงวันนี้..จากความรู้สึกดีๆ กับภาพดีๆ และอาการเดือดเนื้อร้อนใจของ..ผู้รุ่มร้อนจากการไปลามาไหว้ของ..ทักษิณ ชินวัตร..เราอาจจะได้คำตอบคำตอบที่ว่า..ใครที่ได้ประโยคจากความล่มสลายของชาติ ในการคงอยู่ของวิกฤคิแห่งแผ่นดิน

พญาไม้



สุริยะใส ยืนยันไม่มีแนวคิดให้พันธมิตรเป็นพรรคการเมือง


สำนักข่าวไทย 4 มิ.ย. - นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กล่าวใน “ข่าวเช้าโมเดิร์นไนน์” มองว่า คำท้าทายของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้กลุ่มพันธมิตรฯ ลงสมัครรับเลือกตั้ง ถือเป็นเรื่องปกติของนักการเมืองที่ยังงมงายอยู่กับการเมืองแบบเก่า เพราะขณะนี้การเมืองภาคประชาชนรู้เท่าทันและพัฒนาไปไกลมากแล้ว ซึ่งกลุ่มพันธมิตรฯ ยืนยันว่า ไม่มีเป้าหมายเคลื่อนไหวเพื่อแปรสภาพเป็นพรรคการเมือง และย้ำด้วยว่า เงื่อนไขการชุมนุมขณะนี้ เป็นเพราะรัฐบาลบริหารงานล้มเหลว ส่วนจะยุบสภาฯ หรือลาออก เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องพิจารณา

“การเมืองขณะนี้ไปไกลมากแล้ว ไม่ได้เป็นเรื่องเฉพาะของนักการเมืองในสภาฯ แล้ว การเมืองภาคประชาชนเป็นสิ่งที่พรรคการเมืองต้องเรียนรู้และเท่าทัน ว่าเป็นพัฒนาการทางการเมืองของประชาชน คำพูดเช่นนี้ดูถูกความคิดอ่านของประชาชนที่เห็นต่างจากพรรคการเมือง กลุ่มพันธมิตรฯ ไม่มีจุดมุ่งหมายที่จะแปรสภาพเป็นพรรคพันธมิตรฯ แย่งตำแหน่งใคร แต่เราต้องการบอกว่า รัฐบาลไม่สามารถแก้ปัญหาได้” นายสุริยะใส กล่าว

นายสุริยะใส ยืนยันไม่ย้ายการชุมนุม ถ้าจะให้ย้ายไปที่อื่นคงไม่เรียกการชุมนุม เพราะการชุมนุมทางการเมืองต้องหวังผลกดดันทางการเมือง ซึ่งผลกระทบที่เกิดขึ้นถือเป็นเรื่องธรรมดา ดังนั้น ต้องช่วยกันหาทางแก้ไข ซึ่งกลุ่มพันธมิตรฯ พร้อมที่จะให้ความร่วมมือทางโรงเรียนที่เดือดร้อน และปัญหาก็ไม่ได้รุนแรงอย่างที่เป็นข่าว โดยช่วงบ่ายวันนี้ (4 มิ.ย.) จะคุยกับนครบาลอีกครั้งว่าจะเปิดเส้นทางได้หรือไม่. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-06-04 09:10:28

สมัคร อารมณ์ดีก่อนประชุม ครม.

ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เช้าวานนี้ (3 มิ.ย.) นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ด้วยอารมณ์แจ่มใส และใช้เวลากว่า 10 นาที ในการพูดคุยกับดารานักแสดง ที่มารณรงค์แก้ไขปัญหาโลกร้อนและต่อต้านการค้ามนุษย์ ทั้งนี้ นายกฯ ได้รับมอบเข็มกลัดวันสิ่งแวดล้อมโลกประจำปี รณรงค์ลดภาวะโรคร้อนจาก น.ส.เขมนิจ จามิกรณ์ หรือแพนเค้ก รับมอบกล้าไม้ต้นประดู่ป่าจากนายกวี ตันจรารักษ์ หรือบีม และรับเข็มกลัดรณรงค์ประชาสัมพันธ์ พระราชบัญญัติการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ จาก น.ส.ณัฐกานต์ ประสพสาย-พรกุล หรือโน๊ต พิธีกรและนักร้องชื่อดัง พร้อมทั้งร่วมลงนามบนบอร์ดรณรงค์หยุดการค้ามนุษย์ นอกจากนี้ ยังได้รับเครื่องเก็บอุจจาระสุนัข ตามโครงการสิ่งประดิษฐ์คนรุ่นใหม่เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

นายสมัครตอบข้อซักถามผู้สื่อข่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาลและฝ่ายค้าน มีมติร่วมกันให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษารัฐธรรมนูญปี 2550 ว่า สามารถทำได้ไม่มีปัญหา แต่ควรไปรายงานในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรก่อน ในส่วนของพรรคพลังประชาชนมีกรรมการบริหารพรรคคอยดูแลอยู่แล้ว ผู้สื่อข่าวถามว่า คิดว่าเมื่อทำอย่างนี้แล้วจะสำเร็จหรือไม่ นายสมัครตอบว่า อันนั้นก็เป็นเรื่องของสภา

สมชายย้ำรัฐบาลไม่รีบร้อนแก้ รธน.

นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯและ รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า รัฐบาลยังไม่ได้นำเรื่องการตั้งคณะกรรมการวิสามัญศึกษารัฐธรรมนูญ 2550 มาพิจารณา รัฐบาลจะให้เกียรติประธานสภาฯ หากเห็นไปแนวไหนอย่างไร ก็น่าจะทำได้ตามนั้น ตอนนี้ไม่ได้รีบร้อนอะไร เราต้องทำไปตามลำดับขั้นตอน เมื่อสภาฯสรุปว่าจะดำเนินการอย่างนั้นก็เป็นเรื่องที่ดีแล้ว เพราะมีทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านมาประชุมร่วมกัน ผู้สื่อข่าวถามว่า ที่ประชุม ครม.ได้มีการพูดคุยถึงสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯหรือไม่ นายสมชายตอบว่า ในที่ประชุม ครม. ไม่ได้มีการพูดคุยเรื่องการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ นายสมัครอาจจะไปถามเจ้าหน้าที่ที่มีส่วนรับผิดชอบให้ปฏิบัติตามกฎหมาย แต่ไม่ได้พูดในที่ประชุม ครม.เลย อย่างไรก็ตามทุกฝ่ายควรช่วยกันดูแลเพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหา เมื่อถามว่าจำเป็นต้องใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินหรือ พ.ร.บ.ความมั่นคงหรือไม่ นายสมชายตอบว่า ตนไม่ทราบเพราะไม่ได้ดูแลเรื่องนี้ จึงไม่รู้เรื่อง ต่อข้อถามถึงแนวคิดการตั้งรัฐบาลแห่งชาติของ นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส นายสมชายตอบว่า ส่วนตัวไม่ค่อยเข้าใจเรื่องนี้ แต่ระบอบปัจจุบันมาจากการเลือกตั้งของประชาชน มีการตั้งรัฐบาลที่ได้รับการโปรดเกล้าฯมาให้ปฏิบัติหน้าที่อยู่ แล้วจะทำให้เป็นไปในแนวทางที่เสนอมาได้อย่างไร คิดว่าทุกฝ่ายรักบ้านเมือง รักประเทศชาติ ใครที่เสนอความคิดอะไรนั้นก็คงหวังดีกับบ้านเมือง แต่จะทำได้หรือไม่อย่างไรก็ยังไม่รู้ ต้องดูข้อกฎหมายว่าจะสามารถทำอะไรได้หรือไม่ หลายอย่างก็คงยังไม่ถึงขั้นนั้น

อ่านรายละเอียดต่อ ไทยรัฐ


นายกฯ แจงรัฐมนตรีเรื่องการสลายการชุมนุม

นายกฯ แจงรัฐมนตรีเรื่องการสลายการชุมนุม

พลตำรวจโทวิเชียรโชติ สุขโชติรัตน์ โฆษกรัฐบาล กล่าวว่า นายกฯ ได้อธิบายให้รัฐมนตรีทุกคนได้เข้าใจถึงสถานการณ์ที่นายกฯได้พูดเมื่อช่วงเช้าวันเสาร์ กรณีการสลายการชุมนุม เพื่อให้รัฐมนตรีแต่ละพรรคได้เข้าใจว่าไม่มีเจตนาที่จะใช้ความรุนแรงในการสลายการชุมนุม

ส่วนการที่ ผบ.ตร.และ ผบ.ทบ.มาหารือกับนายกฯ ไม่เกี่ยวข้องกับการออก พรก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน แต่เป็นการรายงานตัวในฐานะที่ได้ตำแหน่ง ผบ.ตร. และขอบคุณที่ได้รับตำแหน่ง ซึ่งได้มารายงานให้นายกฯ ได้รับทราบในฐานะที่ดำรงตำแหน่ง รมว.กลาโหมด้วย ส่วนกรณีที่คุณพรทิพย์ จาละ เลขาธิการกฤษฎีกา ก็ไม่ได้มีการพูดคุยเรื่องการใช้กฎหมายที่รุนแรง นอกจากนี้นายกฯ ยังเล่าให้ที่ประชุมว่า ให้ ผบ.ตร.คนใหม่เป็นผู้เจรจากับกลุ่มผู้ชุมนุม ว่าให้เปลี่ยนสถานที่ในการชุมนุม เพื่อไม่ให้ประชาชนเดือดร้อนในการชุมนุม