WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, June 5, 2008

กระหน่ำด่าม็อบ ถนนของใคร?

นับหมื่นฉะทำรถติดลั่นเว็บไซต์-วิทยุ
รุมถล่มแหลก “พันธมิตร” ตัวการทำการจราจรเป็นอัมพาตทั่วเมือง คนนับหมื่นพร้อมใจตั้งคำถามและก่นด่า ผ่านทั้ง เว็บไซต์-รายการวิทยุ-ศูนย์ฮอตไลน์ ระบุทำไมต้องปิดถนนทำประชาชนเดือดร้อน อยากรู้ “ถนนของใครกันแน่” พร้อมติงรัฐบาลไม่จัดการกับพวกก่อกวนให้เด็ดขาด ชาวบ้านโอดเสียงดังจนนอนไม่หลับ ขายของก็ไม่ได้ ซ้ำยังห่วงความปลอดภัยของลูก-หลาน ขณะที่ครู-นร. เดือดร้อนถ้วนหน้า ต้องเดินไปโรงเรียนแถมเรียนหนังสือไม่รู้เรื่อง ด้าน สนนท. จี้ยุติการชุมนุม หวั่นลากยาวไปสู่การปฏิวัติรัฐประหาร

การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นอกจากจะสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจเป็นจำนวนมหาศาล ฉุดรั้งการทำงานของรัฐบาลที่จะต้องแก้ปัญหาวิกฤติของบ้านเมืองแล้ว ยังได้สร้างความเดือดร้อน ยุ่งยากและความรำคาญให้กับประชาชนอีกจำนวนมาก

โดยเฉพาะปัญหาการจราจรที่กลุ่มพันธมิตรฯ ตกลงใจไม่ทำตามคำร้องขอของฝ่ายเจ้าหน้าที่ตำรวจในการเปิดเส้นทางจราจร ได้ส่งผลกระทบอย่างมากและมีเสียงสะท้อนเป็นวงกว้างผ่านเว็บไซต์ รายการวิทยุจราจรต่างๆ รวมไปถึงฮอตไลน์สายด่วยหลายแห่ง

เวทีม็อบเสียงดัง-นอนไม่หลับ
นางน้อย ชาวบ้านในชุมชนวัดโสมนัส กล่าวว่า ชาวบ้านในชุมชนได้รับความเดือดร้อนมากจากเสียงเครื่องขยายเสียงของกลุ่มผู้ชุมนุมที่มีตลอดทั้งวันทั้งคืน โดยในช่วงกลางคืนถึงกับนอนไม่หลับเลยทีเดียว โดยเฉพาะเด็กๆ มีปัญหามาก บางคืนหลานสาวต้องลุกขึ้นมานั่งร้องไห้ เพราะว่าง่วงนอนแต่นอนไม่หลับ แม้แต่ตนเองก็รู้สึกว่ามีอาการเครียดตลอดเวลาเหมือนกัน

นอกจากนี้ชาวบ้านในชุมชนก็ยังรู้สึกไม่ปลอดภัย และเป็นห่วงเวลาที่ลูกหลานออกไปนอกบ้านและต้องผ่านไปทางกลุ่มผู้ชุมนุม เพราะไม่รู้ว่าใครเป็นใคร และไม่รู้ว่าจะเกิดการปะทะกันเมื่อไร

น้ำมันก็แพงยังต้องขับรถอ้อม
บางบ้านที่ลูกหลานเป็นวัยรุ่น บางคนก็มีจักรยานยนต์ขี่เที่ยวกันเป็นกลุ่มๆ ผู้ใหญ่ก็พยายามสั่งไม่ให้ออกไปนอกบ้าน เพราะเกรงจะถูกกลุ่มผู้ชุมนุมมองว่าเป็นพวกมาก่อกวน และอาจทำร้ายร่างกายได้ เพราะเท่าที่เห็นจากข่าวกลุ่มผู้ชุมนุมมีอาวุธเป็นไม้กระบอง เป็นมีดเต็มไปหมด และยังมีหนังสติ๊กด้วย ซึ่งอันตรายมาก เพราะว่าอยู่ไกลๆ ก็สามารถโดนทำร้ายได้ โดยไม่รู้จะไปจับมือใครดม

ด้านนายตูน อายุ 28 ปี อาชีพขับรถรับจ้าง กล่าวว่าทุกวันนี้น้ำมันก็แพง ยังจะต้องขับรถหลบพวกม็อบไปอ้อมรถไกลมาก เสียน้ำมันไปอีกหลายบาท ใครจะมารับผิดชอบ และที่สำคัญคนที่มาจ้างก็น้อยลงด้วย เพราะไม่มีใครอยากจะมาแถวนี้ในช่วงนี้

เด็กนร.ต้องเดินไปโรงเรียน
ขณะที่เด็กนักเรียนในย่านนั้นระบุว่าลำบากมาก เพราะต้องเดินวันละ 3 ป้ายรถเมล์ ขณะที่อีกคนบอกว่าต้องเดินกลับบ้าน เพราะรถเมล์ไม่สามารถวิ่งผ่านโรงเรียนได้เหมือนแต่ก่อน ทั้งยังบอกด้วยว่าเพื่อนบางคนได้รับความเดือดร้อนมากจนไม่มาเรียนเลยก็มี

เช่นเดียวกับ นายนพพล เหลาโชติ ผอ. โรงเรียนวัดมกุฏกษัตริยาราม กล่าวว่า จากการชุมนุมของม็อบพันธมิตรฯ ทำให้นักเรียนหายไปถึงประมาณ 30% และการเดินทางมาโรงเรียนก็เป็นไปด้วยความยากลำบาก นักเรียนหลายคนมาโรงเรียนสาย แต่ทางโรงเรียนก็ต้องอะลุ้มอล่วยให้ เพราะเข้าใจในปัญหาและอุปสรรค

เสียงดังรบกวนการเรียน-การสอน
นอกจากนี้ครูเองก็ได้รับความเดือดร้อนเช่นกัน บางคนต้องจอดรถไว้ที่บ้านหรือกลางทาง แล้วนั่งรถเมล์มาอีกต่อหนึ่ง เพราะไม่สามารถนำรถเข้าไปจอดในโรงเรียนได้ ซึ่งทั้งหมดนั้นเป็นอุปสรรคมากต่อการเรียนการสอน

ส่วน นายชาญณรงค์ แก้วเล็ก ผอ.โรงเรียนวัดโสมนัส กล่าวว่าการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ นอกจากจะทำให้ครูและนักเรียน เดินทางมาโรงเรียนลำบากแล้ว ก็ยังมีเสียงรบกวนเข้ามาในโรงเรียนด้วย และบางครั้งถึงกับทำให้นักเรียนของโรงเรียนบางคนที่เป็นเด็กพิเศษถึงกับร้องไห้อยู่ตลอดเวลา

ชาวเว็บโพสต์ด่าม็อบกันสนั่น
ขณะเดียวกันก็มีการโพสต์ข้อความเอาไว้ตามเว็บไซต์ต่างๆ ต่อว่ากลุ่มพันธมิตรฯ รวมทั้งระบายความอัดอั้นที่เกิดจากความเดือดร้อนจากการชุมนุม โดยเฉพาะที่เว็บไซต์ชื่อดัง
www.pantip.com มีข้อความที่น่าสนใจหลายต่อหลายข้อความ อาทิ

“ชอบพูดกันว่าการชุมนุมทางประชาธิปไตยเนี่ยทำได้ แต่ชุมนุมแล้วชาวบ้านเดือดร้อน รถติด+ต้องปิดถนน เนี่ยมันไม่ผิดเลย? ทำให้ชาวบ้านเดือดร้อนมากๆ ไม่ผิดเลยเหรอ +แถมยังมีความพยายามสร้างความปั่นป่วน ต้องการให้เกิดความวุ่นวาย ก็ไม่ผิดเลยเหรอ ทำไมคนกลุ่มนี้ ถึงมีสิทธิเหนือกว่าสังคมส่วนรวม...”

ไล่ส่งไปชุมนุม 3 จว.ชายแดน
“ทุกวันนี้รายได้ก็ไม่พอค่าใช้จ่ายแล้ว แล้วพวกแกเนี่ยจะออกมาปิดถนนทำไม ต้องเสียค่ารถเมล์เพิ่มอีกตั้ง 2 ต่อ (จากเดิม 2 ต่อก็ถึงที่หมาย) แต่ตอนนี้ต้องเป็น 4 ต่อ ถ้าจะให้เดินสงสัยว่า 10 โมงก็คงไม่ถึงที่หมายแน่นอน พวกแกเป็นเจ้าของถนนรึไง ถึงได้บังอาจนัก เงินที่พวกนายไปจ้างพวกมานั่งมานอนบนถนนนั่นน่ะ เอามาทำบุญซะจะดีกว่าไหม

แต่เอ! สงสัยว่าจะห่างวัดนะคงไม่รู้จักทำบุญ ยิ่งท่าน...ไม่น่าจะเป็นคนที่มีตัณหาจัด คงอยู่ในอัตตาเหลือเกิน พฤษภาก็ครั้งหนึ่งแล้ว ถ้าให้ดีช่วยเลิกก่อความวุ่นวายเสียที หรือถ้ายังอยากจะชุมนุมช่วยกรุณาไปชุมนุมที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ดีกว่าไหมคะ คนในกทม.จะได้ไม่เดือดร้อน...พิมเสนมัน”

เกลียดมัน!พวกเห็นแก่ตัว
“1.ปิดถนนทำไมครับ ทำไมไม่ชุมนุมที่อื่นที่ไม่สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนล่ะครับ 2. ตอนแรกทำทีชุมนุมต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่เมื่อญัตติการขอยื่นแก้ไขต้องตกไปเพราะเสียงไม่ครบ ก็ควรจะเลิกชุมนุมใช่ป่ะ แต่ดันไม่เลิกเปลี่ยนเรื่องมาไล่รัฐบาลเฉยเลย รัฐบาลนี้มาจากการเลือกตั้งนะครับ มาจากเสียงของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ 3. สมาชิกแกนนำทั้งห้า แต่ละคนเคยทำร้ายประเทศชาติมาตลอดช่วง 2-3 ปี จะไม่ให้ผมเกลียดได้อย่างไร พวกเห็นแก่ตัว… yaigoal”

“ถ้ารัฐบาลทุจริต ฝ่ายค้านมีไว้ทำไม สภามีไว้ทำไม ยื่นญัตติไม่ไว้วางใจสิครับ... ไม่เห็นต้องมาชุมนุมกันเลย พวกคุณขัดขวางการจราจร ทำให้คนอื่นเดือดร้อน สุดท้ายอยากรู้จริงๆ ว่า พันธมิตรฯ มีไว้ทำไม เป็นองค์กรที่อยู่ตรงไหนในรัฐธรรมนูญ ได้คืบจะเอาศอก ยกระดับการชุมนุมเป็นการขับไล่รัฐบาล ทั้งที่รัฐบาลเขาถอยจนสุดตัวแล้ว

สถานการณ์มันเปลี่ยนไปแล้ว คนส่วนใหญ่เขาไม่ได้คิดอย่างพันธมิตรฯ เขาเบื่อการชุมนุมเต็มทน เพราะเขาเดือดร้อน รัฐบาลอยู่แค่ 3 เดือน ก็รีบร้อนจะไล่เขาแล้ว มันเร็วเกินไป เข้าใจไหมว่าสถานการณ์มันยังไม่สุกงอมพอ คนส่วนใหญ่เขาไม่เห็นด้วย ลองเลิกฟัง ASTV แล้วเปิดหูเปิดตาคุยกับพ่อค้าแม่ค้าบ้าง ก็จะรู้ความจริง!... netboyZ”

พวกปิดถนนมีน้ำใจหรือเปล่า
“อยากฝากถึงคนที่ไปร่วมกันทำลายประเทศกับพันธมิตรฯ ว่า ลองตั้งสติทำใจให้เป็นกลางซะหน่อย แล้วคิดสักนิดว่าการกระทำของพวกท่านมันชอบธรรมหรือไม่ ...การทำประชามติว่าจะแก้หรือไม่แก้ รธน. มันเป็นวิธีที่ถูกต้องชัดเจนตามหลักประชาธิปไตยแล้ว แต่พวกท่านกลับไม่ยอมรับ ...กลับจะกอด รธน.50 ไว้ ไม่ยอมให้ใครมาแตะต้อง ทั้งๆที่ไม่ได้มาจากประชาธิปไตยเลย ประชาชนส่วนใหญ่เดือดร้อนเพราะพวกพันธมิตรฯ มามากแล้ว หากหมดสิ้นความอดกลั้นขึ้นมาก็อย่าว่ากัน เพราะพวกคุณสมควรที่จะได้การตอบโต้อย่างสาสม.. Miyako”

“คนส่วนใหญ่เขาไม่ได้ฟังมันหรอกครับ แค่เบื่อหน่ายเลยปล่อยๆมันบ้า จะชุมนุมไม่มีใครว่า เขาขอไม่ให้ปิดการจราจรมันยังไม่ให้ แค่นี้ก็รู้แล้ว ว่ามีน้ำใจหรือเปล่า เถียงกับพวกมันก็เหมือนเถียงกับเด็กที่จะเอาชนะอย่างเดียว คนส่วนใหญ่เลยเงียบๆดีกว่า เพราะมันก็แถไปเรื่อย มันไม่สนใจคนอื่นนอกจากตัวเอง แก่ปูนนี้แล้วคงอยู่ได้อีกไม่นานหรอก...Family Portrait”

ปชช.สงสัย “ถนนของใครกันแน่”
ส่วนสถานีวิทยุจราจรทั้ง จส.100 และ สวพ. 91 ก็ปรากฏว่ามีประชาชนโทรศัพท์เข้ามาตลอดเวลาเช่นกันตลอดทั้งวัน โดยเฉพาะเวลาเร่งด่วนในตอนเช้าที่พากันโทรศัพท์มาบ่นว่ารถติดมาก และบ้างก็บอกว่า “เมื่อไรจะเลิกชุมนุมเสียที เพราะชาวบ้านเขาเดือดร้อน”

รวมทั้งมีผู้โทรศัพท์แจ้งว่าในขณะที่มีการปิดถนน ในบริเวณการชุมนุมกลับมีกลุ่มคนที่ร่วมการชุมนุม ที่น่าจะเป็นพวกการ์ดออกเล่นฟุตบอลกันด้วย โดยไม่สนใจไยดีการจราจรที่ติดขัด และได้ตั้งคำถามว่า “ถนนของใครกันแน่”

ด่าผ่านฮอตไลน์สายแทบไหม้
ส่วนสายฮอตไลน์ร้องทุกข์ของรัฐบาล ทั้ง 1111 ของสำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และ 1374 ของหน่วยความมั่นคงแห่งชาติ ปรากฏว่ามีผู้โทรศัพท์เข้ามาร้องทุกข์วันละนับพันสาย จนถึงขณะนี้รวมแล้วนับหมื่นสาย บ้างก็ระบุว่าอยากให้รัฐบาลรีบปราบปรามพวกที่ชุมนุมกีดขวางการจราจรออกไปให้หมด

บางคนก็ต่อว่าด้วยถ้อยคำรุนแรง และมีบางคนที่ต่อว่าไปถึงนายกรัฐมนตรี และรัฐบาล ที่ไม่ตัดสินใจอย่างเด็ดขาดในการปราบม็อบ

สำหรับในส่วนของหน่วยงานความมั่นคง แหล่งข่าวรายหนึ่งระบุว่า ทหารไม่มีหน้าที่ในการแก้ปัญหาดังกล่าว แต่จะรวบรวมปัญหาที่ได้รับไว้ทั้งหมดส่งต่อไปให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป

สนนท. วางหรีดพันธมิตร
วันเดียวกันนี้ สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) นำโดย นายพงษ์สุวรรณ สิทธิเสนา เลขาธิการ สนนท. พร้อมด้วยนิสิตนักศึกษาประมาณ 20 คน ได้นำพวงหรีดมาวางที่หน้าสำนักงานคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) พร้อมออกแถลงการณ์แสดงจุดยืนและท่าทีต่อกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และ ครป.
โดยเฉพาะ นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานเครือข่ายพันธมิตรฯ เพื่อให้กลุ่มดังกล่าวสร้างทิศทางของสังคมนำไปสู่การแก้ไขวิกฤติทางการเมืองและร่วมสร้างประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ดังนั้น สนนท.จึงแสดงจุดยืนและท่าที 3 ข้อ คือ 1.ไม่เห็นด้วยกับการออกมาเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่มีทิศทางนำไปสู่วิกฤตการณ์ทางการเมืองซึ่งอาจจะกลายเป็นเงื่อนไขที่นำไปสู่การใช้ความรุนแรงของผู้ชุมนุมเอง 2. แกนนำพันธมิตร ฯ ต้องรับผิดชอบต่อประชาชนภายหลังการเคลื่อนไหวที่อาจนำไปสู่การรัฐประหารและใช้ความรุนแรงระหว่างประชาชนด้วยกันเอง3. รัฐบาลต้องแก้วิกฤติทางการเมืองด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยโดยประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจด้วยกลไกของรัฐสภาซึ่งนำรัฐธรรมนูญปี 2540 เป็นต้นร่างทำประชามติและให้ประชาชนลงประชามติระหว่างแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยใช้ปี 2540 เป็นต้นร่างกับไม่ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550

ห่วงพันธมิตรชักนำปฏิวัติ
นายพงษ์สุวรรณ สิทธิเสนา เลขาธิการ สนนท. กล่าวว่ามาวางพวงหรีดที่หน้าสำนักงานคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย หรือ ครป. เพื่อขอให้กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และ ครป. รวมทั้ง นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานเครือข่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ทบทวนท่าที และการชุมนุมในขณะนี้ที่สร้างความสับสนแก่ประชาชน เพราะเป็นการสร้างเงื่อนไขที่จะก่อให้เกิดความรุนแรง ทำให้เศรษฐกิจตกต่ำ ซึ่ง สนนท. ไม่เห็นด้วย เพราะสุ่มเสี่ยงและจะกลายเป็นเงื่อนไขที่นำไปสู่การรัฐประหารได้

นอกจากนี้ สนนท. ยังเรียกร้องให้รัฐบาลต้องแก้วิกฤติทางการเมือง ด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย โดยนำรัฐธรรมนูญปี 2540 เป็นต้นร่างก่อนทำประชามติ โดยให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน

เสธ.หนั่นติงม็อบหยุดได้แล้ว
ด้าน พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ที่ปรึกษาพรรคชาติไทย กล่าวว่า ตอนนี้ไม่มีสถานการณ์อะไรที่น่าเป็นห่วง เนื่องจากท่านนายกฯ ได้มอบหมายให้ทางตำรวจเข้าไปเจรจาเพื่อให้กลุ่มม็อบย้ายเวทีการปราศรัย โดยส่วนตัวมองว่าไม่มีความจำเป็นอะไรที่ตัวท่านนายกฯ เองจะต้องเป็นคนไปพูดคุยกับทางม็อบโดยตรง เพราะว่าต่างคนก็ต่างร้อน ยิ่งตอนนี้ยังอยู่ในสภาวะโลกร้อนอยู่ด้วย

ส่วนกรณีที่จะมีการเสนอให้ นายโคทม อารียา มาเป็นตัวกลางในการพูดคุยกับทางกลุ่มม็อบนั้น มองว่าเป็นทางเลือกอีกทางที่ดี ในประเด็นที่มีข่าวออกมาว่าจะมีการเสนอให้ประกาศว่าประเทศอยู่ในภาวะฉุกเฉิน เพื่อเป็นวิธีการในการคลี่คลายปัญหา มองว่าตอนนี้สถานการณ์ยังไม่ได้รุนแรงถึงขั้นนั้น และประเทศก็อยู่ในระบอบประชาธิปไตยด้วย

อยากฝากถึงกลุ่มพันธมิตรฯ ว่า พอได้แล้ว เพราะว่าเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น ได้มีความชอบธรรมมาก เพราะว่ามีทั้งพรรคฝ่ายค้านและรัฐบาลร่วมหารือในเรื่องดังกล่าวอยู่ ถึงเวลาที่ควรจะรับฟังได้แล้ว

"จำลอง"แบะท่าพร้อมเจรจา
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นับเป็นวันที่ 11 ยังคงมีการผลัดขึ้นปราศรัย ท่ามกลางผู้ชุมนุมไม่คึกคักมากเท่าช่วงดึกที่ผ่านมา โดยได้เน้นเป้าโจมตีไปยังนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ที่บริหารงานแก้ไขปัญหาปากท้องประชาชนผิดพลาด เกิดปัญหาข้าวยากหมากแพง และมุ่งเพียงแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ไม่ใช่ปัญหาเร่งด่วนต่อประชาชน พร้อมกับได้เรียกร้องให้รัฐบาลลาออกจากการบริหารประเทศ

ขณะที่ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง หนึ่งในแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กล่าวว่า พันธมิตรฯยังปิดการจราจร เพราะเป็นห่วงความปลอดภัยของผู้ชุมนุมที่อาจถูกทำร้ายจากกลุ่มต่อต้านที่แฝงตัวเข้ามา นอกจากนี้ยังยืนยันว่า จะปักหลักชุมนุมต่อไป เพื่อต่อต้านรัฐบาล ที่หมดความชอบธรรมในการบริหารประเทศ ทั้งนี้พร้อมเคลื่อนย้ายสถานที่ชุมนุม หากมีเงื่อนไขและเวลาที่เหมาะสม

“การปรับรูปแบบการชุมนุมของพันธมิตร พร้อมที่จะปรับรับฟังความเห็นข้อเสนอของทุกฝ่าย แต่ต้องพิจารณาตามสถานการณ์ ขณะที่การเปิดให้มีการเข้ามาเจราจาทางพันธมิตรฯ ยังเปิดให้มีอยู่ตลอดเวลา แต่ไม่มีใครมาเจรจาแต่อย่างใด ถ้ามีการเจรจา พันธมิตรฯต้องนำมาหารือกับแกนนำพันมิตร และผู้ชุมนุมแล้วสรุปมาเป็นมติตามระบอบประชาธิปไตย ”

ฉะ!จำลองชอบเล่นนอกสถา
ด้าน ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานศูนย์ติดตามและวิเคราะห์การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ หรือ วอร์รูม เปิดเผยว่า ได้ทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี เพื่อสนับสนุนให้รัฐบาลที่มุ่งแก้ปัญหาให้กับประชาชน และเชื่อมั่นว่าการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ จะไม่กระทบการทำงานของรัฐบาล ส่วนการชุมนุมที่ยืดเยื้อ มองว่า พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ถนัดเล่นการเมืองนอกสภาฯ เพราะมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นองเลือดเกือบทุกครั้ง นอกจากนี้ ยังเห็นด้วยกับกลุ่มริบบิ้นสีขาวที่เคลื่อนไหว เพื่อต้องการให้สังคมเจรจาปรองดองด้วยสันติ

ส่วนข้อเสนอของนายแพทย์ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส ที่ว่าจะให้มีรัฐบาลแห่งชาตินั้น เป็นแนวคิดที่ไม่สอดคล้องกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ดี เข้าใจว่านายแพทย์ประเวศ ซึ่งมีต้นทุนทางสังคมสูงต้องการหาทางออกให้บ้านเมือง

จวก "จำลอง" ทำชาติเสียหาย
นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ มั่นใจว่าการที่สำนักข่าวต่างประเทศเริ่มเสนอข่าวการประท้วงของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จะไม่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่น เพราะต่างประเทศมองที่หลักการว่า การเลือกตั้งต้องเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรม แต่ยอมรับว่าหากการชุมนุมยืดเยื้ออาจจะมีผลในเชิงจิตวิทยา รัฐบาลจึงต้องทำงานให้มากขึ้น และกระทรวงฯ ต้องชี้แจงให้ต่างประเทศเห็นว่า รัฐบาลจะไม่ยอมให้ม็อบล้มรัฐบาล เพราะหากวันใดที่กฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย วันนั้นเสรีภาพก็จบสิ้น

อย่างไรก็ตาม นายนพดล กล่าวว่า เวลานี้เป็นที่ชัดเจนแล้วว่า การประท้วงตั้งเป้าล้มรัฐบาลโดยกระบวนการนอกรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นเรื่องผิดกฎหมาย รัฐบาลยอมไม่ได้ รัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง ควรมีอำนาจในการบริหารประเทศ การที่ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ประกาศยึดถนนราชดำเนินอย่างถาวร แสดงให้เห็นถึงวิธีคิดว่าไม่สนใจกฎหมายของประเทศ ยึดตัวกูของกู เอาความเห็นของตัวเองเป็นใหญ่ ซึ่งตนเกรงว่าจะทำให้ประเทศเสียหาย เหมือนสมัยรัฐบาล พล.อ.สุจินดา คราประยูร อย่างไรก็ตาม ต้องการให้แกนนำพันธมิตรฯ ทั้ง 5 คน ไปตั้งพรรคการเมือง และเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยตามปกติ ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นว่าคนกลุ่มน้อยจะทำลายผลประโยชน์ของคนกลุ่มใหญ่ในระยะยาว


ข้อมูลลึก‘จำลอง’หมิ่นสถาบัน แอบอ้างเคลื่อนม็อบเมื่อปี’35

“ลูกสาวอดีตสมุหราชองครักษ์” แฉเอง “จำลอง ศรีเมือง” เคยจาบจ้วงเบื้องสูง โกหกคำโตมาแล้ว บนเวทีเดือนพฤษภา ปี 35 หลอกประชาชนให้เคลื่อนขบวนไปหน้ารัฐสภา โดยอ้างว่าให้สมุหราช องครักษ์นำความกราบบังคมทูลเรียบร้อยแล้ว แถมตอนเข้าเฝ้าฯพร้อม “สุจินดา” ยังไม่ยอมแต่งตัวให้เหมาะสมกับกาลเทศะ ทั้งที่มีคนเตรียมสูทไว้ให้ เหมือนจงใจสื่อความหมายบางอย่าง เผยห่วงมีคนจงใจสร้างสถานการณ์ให้เกิดความรุนแรง

ท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมืองที่หลายฝ่ายเกรงว่าอาจจะนำไปสู่ความรุนแรงและความสูญเสียในบ้านเมือง อันมีชนวนมาจากการปักหลักชุมนุมขับไล่รัฐบาลโดยปราศจากเหตุผลของกลุ่มพันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตย นั้น
ที่ผ่านมาได้มีนิสิตนักศึกษา นักวิชาการ และภาคประชาชน ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นกันอย่างกว้างขวาง ว่าการชุมนุมดังกล่าวเชื่อได้ว่ามีกลุ่มคนที่จงใจจะให้ลุกลามไปสู่ความรุนแรง นำไปสู่การนองเลือด ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกคนไม่อยากจะเห็นคนไทยออกมาเข่นฆ่ากันเอง

รวมทั้งล่าสุดได้มีการโพสต์ข้อเขียนของ ปณีดา สิกขะมณฑล ที่ปรึกษากฎหมายอิสระ ลูกสาวของ พล.อ.ดำรง สิกขะมณฑล อดีตสมุหราชองครักษ์ บนเว็บไซต์หลายแห่ง รวมทั้งที่ www.pantip.com โดยเนื้อหาในข้อเขียนดังกล่าวได้ย้อนกลับไปถึงเหตุการณ์เดือนพฤษภาทมิฬ ที่มีโอกาสได้รับรู้ข้อมูลอีกด้านหนึ่ง ที่หลายคนไม่มีโอกาสได้รับรู้ และบอกเล่าถึงพฤติกรรมของ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง หนึ่งในแกนนำพันธมิตรฯ ในเหตุการณ์ครั้งนั้น ที่ทำให้เชื่อได้ว่าอาจมีความพยายามให้เกิดเหตุการณ์แบบเดียวกันขึ้นอีก

ปณีดา กล่าวว่าเหตุที่ออกมาเขียนเรื่องดังกล่าวเพราะอยากให้สติกับผู้ที่จะออกไปร่วมการชุมนุมว่าควรจะต้องใช้วิจารณญาณให้ดี รวมไปถึงยังเป็นห่วงเด็กๆ ที่พ่อแม่พาไปร่วมการชุมนุมอาจจะต้องพลอยโดนลูกหลงไปด้วย และที่สำคัญที่สุดคือไม่อยากเห็นคนไทยฆ่ากันเอง

ส่วนข้อคิดความเห็นและเรื่องราวต่างๆ ที่น่าจะเป็นบทเรียนสำคัญของการชุมนุมที่กำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้ คุณปณีดา “ดิฉันเป็นลูกสาวของ พล.อ.ดำรง สิกขะมณฑล อดีตสมุหราชองครักษ์ ซึ่งทำงานถวายสถาบันพระมหากษัตริย์มาเป็นเวลากว่า 30 ปี ดิฉันจึงได้มีโอกาสทราบดีว่า ทุกครั้งที่เกิดความวุ่นวายในบ้านเมืองนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ตลอดจนพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์จะทรงมีความไม่สบายพระทัยเป็นอย่างยิ่งในปัญหาของบ้านเมืองทุกครั้ง

เมื่อครั้งที่เกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ในปี พ.ศ. 2535 นั้น คุณพ่อของดิฉันไม่ได้กลับบ้านเลยในช่วงเวลาที่เกิดเหตุการณ์ความขัดแย้งนั้น และท่านก็เล่าให้ฟังว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ก็ไม่ได้ทรงบรรทมเลย ทรงเป็นห่วงประชาชน และทรงฟังข่าวเกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าวอยู่ตลอดเวลา

ในวันที่ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ประท้วงร่วมกับประชาชนอยู่ที่ถนนราชดำเนินกลาง (วันใดจำไม่ได้แน่ชัด) ท่านได้โทร.มาหาบิดาของดิฉันที่บ้าน ดิฉันจึงเรียนว่าบิดาของดิฉันไม่อยู่และไม่สามารถติดต่อได้ เนื่องจากท่านจะต้องปฏิบัติหน้าที่ถวายอารักขาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ อยู่ในพระตำหนัก ซึ่ง พล.ต. จำลอง ก็ขอให้ดิฉันเรียนบิดาว่าขอให้นำความขึ้นกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ว่าหาก พล.อ. สุจินดา คราประยูร ไม่ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ตนก็จะนำขบวนเคลื่อนไปยังลานพระบรมรูปทรงม้า

ดิฉันจึงเรียน พล.ต.จำลอง ว่า ขอได้โปรดงดการเคลื่อนย้ายขบวนประชาชนเพราะอาจเกิดเหตุการณ์ปะทะกับ ตำรวจหรือทหารที่เขามีหน้าที่ยับยั้งป้องกันไม่ให้ขบวนเดินไปใกล้พระราชวังสวนจิตรลดา เพราะเขาเป็นห่วงเรื่องการถวายอารักขา ซึ่ง พล.ต.จำลอง ก็ตอบว่าหาก พล.อ.สุจินดา ไม่ลาออก ก็จะเป็นภัยต่อประเทศเป็นอย่างยิ่ง เพราะจะเกิดการยึดครองอำนาจอย่างถาวรโดยกลุ่มทหาร

ดิฉันจึงได้เรียนท่านว่าดิฉันไม่สามารถติดต่อกับบิดาได้เลย เพราะท่านมีหน้าที่ถวายความปลอดภัยแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นั้นคือการที่ต้องถวายงานอย่างใกล้ชิดติดพระองค์และหมายถึงการต้องปิดโทรศัพท์มือถือในระหว่างปฏิบัติหน้าที่

ซึ่งก่อนที่ดิฉันจะวางโทรศัพท์ลงก็ได้ยินเสียงท่านพูดในเครื่องขยายเสียงว่าได้นำความเรื่องจะนำประชาชนเคลื่อนขบวนไปยังลาน พระบรมรูปทรงม้า เรียนแก่สมุหราชองครักษ์เพื่อนำความกราบบังคมทูลแล้ว ซึ่งไม่เป็นความจริงและดิฉันได้ ย้ำอีกว่าขอความกรุณา พล.ต.จำลอง หยุดการเคลื่อนย้ายขบวนประชาชนเพราะเกรงว่าจะเกิดเหตุการณ์วุ่นวาย ซึ่งอาจจะไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ แต่ท่านก็ไม่ได้ตอบกลับว่าอะไร

วันรุ่งขึ้นดิฉันก็ได้ทราบว่ามีการปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่กับประชาชนที่มาร่วมชุมนุมในขณะที่มีการ เคลื่อนย้ายขบวนไปยังลานพระบรมรูปทรงม้า ซึ่งต่อมา พล.ต.จำลอง และคณะผู้ร่วมเดินขบวนก็ถูกนำตัวไป ควบคุมไว้ที่โรงเรียนพลตำรวจ ถนนวิภาวดี-รังสิต เพราะในระหว่างการเคลื่อนย้ายขบวนดังกล่าวมีประชาชน เสียชีวิตและบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก และสถานที่ราชการหรือกรมสรรพากรก็ถูกทำลายโดยการจุดไฟเผา บ้านเมืองเกิดความปั่นป่วนวุ่นวายอยู่ประมาณ 1 อาทิตย์ เกิดความไม่สงบสุขและกระทบต่อวิถีชีวิตของคนไทย ทุกคน

ในขณะที่เหตุการณ์นั้นได้เกิดความร้ายแรงถึงขั้นวิกฤต และไม่มีเจ้าหน้าที่ของรัฐคนใดหรือหน่วยงาน ใดที่จะทำให้เหตุการณ์คลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น ก็เกิดเหตุการณ์ที่คนไทยทุกคนเฝ้ารอคอยอย่างใจจดใจจ่อว่า เมื่อใดพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงออกมาระงับเหตุวิกฤติครั้งนี้ เพราะในหัวใจส่วนลึกของคนไทย ทุกคนนี้ล้วนตระหนักดีว่า เมื่อพระองค์ทรงออกมาระงับเหตุการณ์วุ่นวายทีไร ก็จะทรงสามารถระงับความวุ่นวายและทำให้บ้านเมืองเกิดความสงบและเข้าสู่สภาวะปกติได้ในทุกครั้ง (นับแต่เหตุการณ์ 16 ตุลาคม 2514 เป็นต้นมา)

ในที่สุดวันที่คนไทยทุกคนเฝ้ารอคอยก็มาถึง หลังจากที่ พล.ต.จำลอง ถูกควบคุมตัวอยู่ประมาณ 1-2 วัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ก็มีพระราชประสงค์ให้ พล.ต.จำลอง และ พล.อ.สุจินดา หาหนทางยุติความขัดแย้งโดยสันติ โดยสถานีโทรทัศน์ทุกช่องก็ได้ถ่ายทอดสดเหตุการณ์ดังกล่าว ประชาชนทุกคนได้เห็นภาพที่ พล.ต.จำลอง และ พล.อ.สุจินดา นั่งพับเพียบอยู่แทบเบื้องพระยุคลบาท โดย พล.อ.สุจินดา มาเข้าเฝ้าฯ ในชุดที่หมาะสมแก่การเข้าเฝ้าฯ พระมหากษัตริย์ ส่วนพล.ต.จำลอง สวมชุดม่อฮ่อมที่คนไทยทุกคนเห็นชินตา

หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงมีพระราชปฏิสันถารและทรงมีพระบรมราโชวาทให้บุคคลทั้งสองหาทางแก้ไขข้อขัดแย้งอย่างสันติ เหตุการณ์ที่ยังคงวุ่นวายอยู่ก็ระงับลงในทันที ประชาชนคนไทยต่างร้องไชโยและบางคนก็ร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี โทรทัศน์หลายช่องรวมทั้ง CNN ได้แพร่ภาพการ สัมภาษณ์ประชาชนหลายคน ซึ่งประชาชนเหล่านั้นต่างก็ชื่นชมและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ที่ทรงมีพระปรีชาสามารถในการระงับเหตุวิกฤติได้เช่นเดียวกับเหตุที่เกิดมาในอดีต และทรงทำให้บ้านเมืองเกิดความสงบสุข ประชาชนได้มีวิถีชีวิตที่เป็นปกติอีกครั้งหนึ่ง

เมื่อบิดาของดิฉันได้กลับมาบ้านหลังจากเสร็จสิ้นการถวายอารักขาในเหตุการณ์ดังกล่าวแล้ว ดิฉันได้ เรียนถามว่าเพราะเหตุใด พล.ต.จำลอง จึงใส่ชุดม่อฮ่อมมาเข้าเฝ้าฯ บิดาตอบว่า ทราบว่ามีเจ้าหน้าที่ได้เตรียมหาชุดสากลไว้ให้ พล.ต.จำลอง ใส่เพื่อการเข้าเฝ้าแล้ว แต่ พล.ต.จำลอง ไม่ใส่ ซึ่งก็มีการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างหนาหูว่า นอกจาก พล.ต.จำลอง จะไม่ถวายพระเกียรติด้วยการสวมชุดเข้าเฝ้าฯ ที่เหมาะสมแล้ว น่าจะมีวัตถุประสงค์ทางการเมืองอื่นที่แอบแฝงด้วย จึงต้องการใส่ชุดม่อฮ่อมเป็นสัญลักษณ์ประจำตัวเมื่อเวลาออกโทรทัศน์

ดิฉันเป็นคนไทยคนหนึ่งที่มีความห่วงใยบ้านเมือง และต้องการเห็นความเจริญรุ่งเรืองของประเทศ อยากให้คนไทยมีความรักความสามัคคีกัน เพื่อที่จะได้นำพาประเทศไทยให้อยู่รอดในท่ามกลางสภาวะการแข่งขันทางการค้าระหว่างประเทศอย่างดุเดือดนี้ ซึ่งแน่นอนสติปัญญาของประชาชนและผู้บริหารประเทศ ตลอดจนทรัพยากรของประเทศก็น่าจะถูกนำมาใช้ให้เกิดประสิทธิภาพอย่างสูงสุด ยิ่งไปกว่านั้น เหนือสิ่งอื่นใดและเหนือความขัดแย้งทั้งปวง

โปรดอย่าลืมว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระชนมายุมากแล้ว ใกล้ 80 พระชันษาแล้ว และในปีนี้รัฐบาลก็จะจัดงานฉลองในวโรกาสที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองสิริราชสมบัติครอบ 60 ปี ซึ่งในวโรกาสนี้นอกจากรัฐบาลจะมีหน้าที่ตระเตรียมในเรื่องของพิธีการในการเป็นเจ้าภาพเชิญบรรดาพระประมุขของประเทศต่างๆ และบุคคลสำคัญของประเทศเหล่านั้น ก็น่าจะเป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคนในการมีส่วนร่วมในงานถวายพระเกียรติดังกล่าว โดยการทำให้บ้านเมืองเกิดความสงบสุขและแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่มีอยู่อย่างสันติ

ความขัดแย้งระหว่าง ฯพณฯ พันตำรวจโททักษิณ นายกรัฐมนตรี และ คุณสนธิ ลิ้มทองกุล ซึ่ง ประกอบไปด้วยผู้สนับสนุนจากหลายองค์กร ตลอดจนกลุ่มสันติอโศกของ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง นั้น ทำท่าจะทวีความรุนแรงขึ้น ซึ่งดิฉันกลัวประวัติศาสตร์ซ้ำร้อยในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ และหากเกิดวิกฤติขึ้นก็ย่อมจะ เป็นอุปสรรคต่องานถวายพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในระหว่างวันที่ 13-14 มิถุนายนที่จะถึงนี้อย่างแน่นอน

จริงอยู่ที่ว่า ความขัดแย้งและการแสดงความคิดเห็นอย่างเสรีเป็นกระบวนการปกติในการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตย แต่ดิฉันอดตั้งคำถามไม่ได้ว่า การเคลื่อนไหวของกลุ่มพลังคัดค้านต่าง ๆ ที่จะนำไปสู่ การชุมนุมในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ที่สนามหลวงนั้น เป็นการกระทำที่เหมาะสมแก่กาลเวลาและสถานการณ์ที่คนไทยทุกคนควรมีส่วนร่วมในการร่วมถวายพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ แล้วหรือ

ดิฉันไม่ได้เห็นด้วยกันนโยบายหรือการกระทำของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีในทุกเรื่องของการบริหาร ราชการแผ่นดิน แต่ดิฉันก็ไม่ไปร่วมชุมนุมกับฝ่ายคุณสนธิ เพราะดิฉันคิดว่าในฐานะคนไทยคนหนึ่งอาจแสดง ความไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลโดยวิถีทางประชาธิปไตย คือ 1) ลงนามร่วมกับสถาบันที่มีส่วนในการรวบรวม รายชื่อประชาชนห้าหมื่นคนเพื่อซักฟอกคณะฯ นายกรัฐมนตรีตามวิถีทางของรัฐธรรมนูญ และ/หรือ 2) ไม่เลือก พรรคไทยรักไทยในการเลือกตั้งในครั้งต่อไป

อย่างไรก็ตาม ดิฉันยังมีความคลางแคลงใจในมูลเหตุจูงใจของคุณสนธิ และพล.ต.จำลองในการเป็น แกนนำในการชุมนุมต่อต้านรัฐบาลและอดตั้งคำถามไม่ได้ว่าในวันที่ 4 ธันวาคม 2548 นั้น บุคคลทั้งสองอาจจะ ไม่ได้ดูโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจที่ถ่ายทอดภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เมื่อในวันเฉลิมพระชนมพรรษา ที่ความในตอนหนึ่งของพระบรมราโชวาท คือ ทรงมีพระราชประสงค์ให้คนไทยรู้รัก สามัคคี และแก้ไขปัญหาความขัดแย้งอย่างสันติวิธี

ซึ่งภายหลังจากที่ได้ฟังพระบรมราโชวาทจบ ดิฉันก็เกิดความโล่งอกว่า น่าจะไม่เกิดเหตุการณ์รุนแรงในวันที่ 9 ธันวาคม ที่ผ่านมา ซึ่งก็เป็นตามคาด แต่ก็ไม่คาดคิดว่าจะเกิดเหตุการณ์ ต่าง ๆ ตามมาอย่างมากมาย และก็ยิ่งจะทวีความรุนแรงขึ้นทุกที คนไทยทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในการถวายพระเกียรติและแสดงความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้โดยการน้อมนำพระบรมราโชวาทมาปฏิบัติ คือแก้ไขปัญหาความขัดแย้งอย่างสันติวิธี ด้วยความรู้รักสามัคคีดังกล่าว เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์วิกฤตรอบใหม่ และเพื่อไม่ต้องรบกวนเบื้องพระยุคลบาทให้มา ทรงทำหน้าที่ระงับเหตุการณ์วุ่นวายในบ้านเมืองเหมือนในอดีตที่ผ่านมา

โดยขอให้คนไทยทุกคนตระหนัก และรู้สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ได้เกิดเป็นคนไทยภายใต้ร่มพระบารมีของพระองค์ ด้วยการนำรัฐธรรมนูญ มาตรา 8 มาใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมอย่างแท้จริง คือ “องค์พระมหากษัตริย์ ทรงดำรงอยู่ในฐานะ อันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดละเมิดมิได้...”

ดังนั้น การมีส่วนร่วมในการก่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยในบ้านเมืองและการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี ด้วยความรู้ รัก สามัคคี เท่านั้น จึงจะถือว่าเป็นการถวายความเคารพสักการะและโดยปราศจากมูลเหตุจูงใจอื่น ใดแอบแฝงอย่างแท้จริง”

ด้าน ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานศูนย์ติดตามและวิเคราะห์การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตร (วอร์รูม) กล่าวถึงการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ โดยเชื่อว่า จะยืดเยื้อ โดยเฉพาะในส่วนของพล.ต.จำลอง ศรีเมือง ที่ไม่ต้องกังวลกับการทำมาหากิน และยังชำนาญเกมนอกสภา ซึ่งจะเห็นว่า ทุกเหตุการณ์ที่นองเลือด พล.ต.จำลอง จะมีส่วนเกี่ยวข้องด้วยทุกครั้ง

นอกจากนี้ ยังสะท้อนให้เห็นว่า มีความพยายามเผยแพร่ ลัทธิจำลอง ซึ่งแกนนำพันธมิตรฯ คนอื่นน่าจะลองกลับไปคิดดู จะยอมเป็นเครื่องมือของลัทธิจำลองหรือไม่ ซึ่งคิดว่าแกนนำที่เหลืออีก 4 คนน่าจะถอนตัวได้แล้ว เพราะขณะนี้จากการประเมินสถานการณ์แกนนำทั้ง 5 คนน่าจะมีความเห็นแตกแยกกันอยู่

ส่วนกรณีที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เสนอให้ พล.ต.มนูญกฤต รูปขจร อดีตประธานวุฒิสภา และ พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี อดีตรองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) ในฐานะเพื่อนเก่า พล.ต.จำลอง เป็นตัวกลางเจรจากับแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ นั้น ร.ท.กุเทพ กล่าวว่า พรรคยึดมั่นในแนวทางเจรจา ซึ่งขณะนี้ก็มีเจ้าหน้าที่ตำรวจปฏิบัติการเจรจาอยู่ ซึ่งมีแนวทางว่าน่าจะได้ผล แต่ถ้าจะมีคนซึ่งเป็นเพื่อนพล.ต.จำลอง เห็นว่าทนไม่ได้กับการกระทำของพล.ต.จำลอง และอยากเจรจาให้ พล.ต.จำลอง เปลี่ยนใจกลับอาศรม หรือจะเป็นใครก็ตามที่ขันอาสามาเจรจาให้ยุติการชุมนุม พรรคพลังประชาชนก็สนับสนุน เพื่อให้สถานการณ์ประเทศกลับสู่ภาวะปกติ หรือหากกลุ่มพันธมิตรฯ อยากเจรจากับระดับใด ไม่ว่าจะเป็นพรรคหรือระดับรัฐบาลก็ให้เสนอมา ตนคิดว่าคงไม่ปฏิเสธและยินดีที่จะหันหน้ามาเจรจา

ขณะที่ นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ พรรคพลังประชาชน กล่าวในวันเดียวกันว่า สิ่งกลุ่มพันธมิตรฯ เรียกร้องนั้นกลับกลอกไปมา ไม่มีจุดยืนที่แน่นอน เหมือนกับเด็กเกเรที่ทำอะไรตามอารมณ์ของตัวเอง อย่างไรก็ตาม เห็นว่าขณะนี้กลุ่มพันธมิตรฯ เริ่มเป็นหมาหัวเน่าแล้ว เพราะสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน โดยเฉพาะกับเด็กนักเรียน ที่เดินทางไปโรงเรียนด้วยความยากลำบาก เพราะกลุ่มพันธมิตรฯ ปิดถนน ซึ่งสร้างความเอือมระอาให้กับคนในประเทศเป็นอย่างมาก ตนจึงขอฝากถามไปถึง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ว่า ไม่กลัวว่าคน กทม. จะเลิกเลือก ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์เลยหรือ

“ขอถามกลุ่มพันธมิตรฯ ว่า ทำไมไม่ไปทำมาหากิน แต่มาขอทานรับบริจาคเขากิน ประชาชนคนอื่นที่ทำมาหากินเขาเดือดร้อนรู้ไหม ผมเห็นว่าพันธมิตรฯ ควรที่จะเลิกชุมนุมแล้วมาลงสมัครรับเลือกตั้งเสีย ในนามพรรคประชาธิปัตย์ เพราะเขาเป็นพวกเดียวกันอยู่แล้ว แต่ก็ยังไม่ทำ ทำไมคนภาคใต้ถึงยังตาบอดหูหนวก เลือกพรรคประชาธิปัตย์อยู่' นายสุรพงษ์ กล่าว

นายสุรพงษ์ ยังกล่าวถึงกรณีที่สภาประชาชนภาคเหนือ เตรียมจัดเวทีต้านกลุ่มพันธมิตรฯ ในวันที่ 7 มิถุนายนนี้ว่า ส.ส.ภาคเหนือและพรรคพลังประชาชนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการดำเนินกิจกรรมดังกล่าว เพราะเป็นการดำเนินงานของกลุ่มที่ได้รับความเดือดร้อนจากการกระทำของกลุ่มพันธมิตรฯ



พรรคประชาธิปัตย์ส่อดึงเกม ยื้อตั้งกมธ.ศึกษารัฐธรรมนูญ

ประธานสภาฯเผย เปิดประชุมนัดแรก 11 มิ.ย. มีเพียงร่าง พ.ร.บ.ประชามติ ถูกบรรจุเข้าวาระแล้ว แต่ไร้วี่แวว ญัตติตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษารัฐธรรมนูญ 2550 ตามที่พรรคประชาธิปัตย์จุดพลุสกัดการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ขณะที่ ชูศักดิ์ เตรียมผลักดันต่อ ไม่ปล่อยให้กลายเป็นแค่ลมปาก คาดเป็นเกมส่อยื้อเวลาสกัดการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ประชาชนต้องการเท่านั้น

ทั้งนี้ ภายหลังจากพรรคประชาธิปัตย์ จุดประเด็น กล่าวอ้างควรให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ด้วยการจัดตั้งคณะกรรมาธิการของสภา เพื่อศึกษาการบังคับใช้รัฐธรรมนูญ 2550 ก่อนดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จนล่าสุดประธานสภาได้จัดให้มีการหารือร่วมกัน และเป็นที่ยอมรับไปแล้ว โดย ส.ส.พรรคพลังประชาชน และ ส.ว.บางส่วน ยอมถอนชื่อสนับสนุนญัตติขอแก้ไข จนต้องตกไปในที่สุดแล้วนั้น ขณะนี้ได้เริ่มส่อแววแล้วว่า ข้อเสนอของพรรคประชาธิปัตย์ดังกล่าว น่าจะเป็นเพียงกลเกมยื้อไม่ให้เกิดการแก้ไขรัฐธรรมนูญขึ้นเท่านั้น

โดยวันนี้ (4 มิ.ย.) นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้เปิดเผยถึงการประชุมรัฐสภา สมัยวิสามัญ ที่จะมีการประชุมวันแรกในวันที่ 11 มิถุนายนนี้ว่า ได้บรรจุวาระการประชุมเรียบร้อยแล้ว ซึ่งมีวาระพิจารณาหลายเรื่อง โดยที่สำคัญคือ ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ขณะที่ญัตติการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาปัญหาการบังคับใช้รัฐธรรมนูญ 2550 นั้น ที่ได้คุยกันไว้ตามข้อเสนอของพรรคประชาธิปัตย์ยังไม่มีใครยื่นเข้ามา ซึ่งคงต้องรอให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ฝ่ายค้าน และรัฐบาลไปประสานภายในพรรคตนเองก่อนจึงจะยื่นญัตติเข้ามา

อย่างไรก็ตาม ต่อกรณีดังกล่าวนี้ ไม่เกิดความเคลื่อนไหวใดๆ ทั้งสิ้นจากพรรคประชาธิปัตย์ ขณะที่ นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จากพรรคพลังประชาชน เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดการสัมมนาเรื่อง “การคุ้มครองสิทธิผู้บริโภค และแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น” ที่โรงแรมเวียงอินทร์ จ.เชียงราย ว่า ตนมีแนวทางร่วมกับกลุ่ม ส.ส.ว่า จะเสนอตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อศึกษาการใช้รัฐธรรมนูญ ปี 2550 ขึ้นมา 1 ชุด เพื่อพิจารณาในเรื่องนี้ โดยวันที่ 9 มิถุนายน 2551 จะมีการเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญ

ทั้งนี้ จะต้องดูวันเวลาที่เหมาะสมในการยื่นญัตติตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเข้าสภาผู้แทนราษฎร หากสภาเห็นชอบให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาการใช้รัฐธรรมนูญ ปี 2550 ก็จะได้เดินหน้าศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญก่อนว่า จะไปในทิศทางไหน จะแก้รัฐธรรมนูญหรือไม่ หรือแก้มาตราใด จะมีการทำประชาพิจารณ์หรือไม่ ก็ให้ดำเนินไปตามนั้น ซึ่งคณะกรรมาธิการฯ จะมาจาก ส.ส.ทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล รวมทั้งคนนอกที่ไม่เป็น ส.ส. ด้วย เพราะขณะนี้มีทั้งผู้คัดค้านและสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550

ส่วนร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ นายประพันธ์ นัยโกวิท กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านบริหารการเลือกตั้ง กล่าวถึงเนื้อหาของร่าง ที่ส่งถึงสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 2 ที่ผ่านมาว่า ขึ้นอยู่กับสภา จะพิจารณาปรับแก้ ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในประชุมสมัยวิสามัญ ทั้งนี้ ในร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวไม่มีถ้อยคำที่กำหนดไว้ว่า หากประเด็นที่ทำประชามติผ่านไปแล้ว ประชาชนไม่เห็นด้วยแล้วกำหนดระยะเวลาไม่ให้นำประเด็นดังกล่าวมาพิจารณาไว้เป็นเวลาเท่าใด เพราะถือเป็นประเด็นปลีกย่อยเกินไป

ทั้งนี้ หากกรณีที่ทำประชามติด้วยการขอคำปรึกษาประชาชน เช่น การทำกาสิโนเสรี เป็นต้น ถ้าประชาชนออกมาใช้สิทธิ์ไม่ถึง 1 ใน 5 ก็ถือว่าการขอคำปรึกษานั้นไม่ผ่าน ดังนั้น รัฐบาลซึ่งเป็นผู้ขอทำประชามติก็คงต้องดูกระแสและสถานการณ์ในการจะหยิบยกมาขอหารือประชาชนอีก เพราะการทำประชามติแต่ละครั้งต้องเสียงบประมาณ โดยประเด็นนี้หากสภา เห็นว่าจำเป็นก็สามารถเขียนลงไปในกฎหมายได้

สมาคมธุรกิจ ห่วงม็อบทำศก.พินาศ นัดถกหาทางออก

ภาคเศรษฐกิจผวาการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ทำเศรษฐกิจชาติเสียหายย่อยยับ ตลาดหุ้นเผยร่วงแล้ว 50 จุด 3 สมาคมทั้ง “แบงก์-อุตสาหกรรม-หอการค้า” นัดถกหาทางออกด่วน พร้อมประชุมรับฟังความเห็นนักลงทุนต่างประเทศเป็นแนวทางแก้ปัญหา

เป็นที่รู้กันว่าการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้สร้างความเดือดร้อนอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะทางด้านเศรษฐกิจที่ส่งผลชัดเจนไปแล้วต่อตลาดหลักทรัพย์ และยังกระทบไปถึงความเชื่อมั่นที่นักลงทุนชะลอเข้ามาลงทุน และยังมีเรื่องของธุรกิจการท่องเที่ยว ซึ่งความเสียหายทั้งหมดมีการประมาณการกันว่ามีมูลค่าหลายแสนล้านบาท

นายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการสมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ เปิดเผยว่า เหตุการณ์ทางการเมืองที่ตึงเครียด คือ การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เป็นสาเหตุหนึ่งทำให้นักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติเทขายหุ้นไทยอย่างหนัก โดยปัจจัยการเมืองกระทบตลาดหุ้นถึงร้อยละ 80 ส่วนอีกร้อยละ 20 เป็นเรื่องเงินเฟ้อ

“ส่วนตัวคาดว่า นักวิเคราะห์หลักทรัพย์มีแนวโน้มที่จะปรับเป้าหมายดัชนีลดลงขึ้นอยู่กับสถานการณ์ทางการเมืองเป็นหลักว่าจะคลี่คลายไปอย่างไร หากการชุมนุมประท้วงมีความรุนแรงขึ้นและเกิดการปะทะกันระหว่างกลุ่มผู้สนับสนุนและกลุ่มต่อต้านรัฐธรรมนูญ จนเหตุการณ์บานปลายเหมือนเดือนพฤษภาคม 2535 ดัชนีหุ้นไทยก็จะปรับตัวลดลงอย่างหนักมากกว่า 50 จุด และอาจถึง 100 จุด ซึ่งรุนแรงกว่าการประกาศใช้มาตรการกันสำรองร้อยละ 30 เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2549 เนื่องจากการใช้มาตรการกันสำรองร้อยละ 30 เป็นเพียงมาตรการชั่วคราวและมีการยกเลิกในภายหลัง แตกต่างจากเหตุความรุนแรงทางการเมืองที่ส่งผลกระทบด้านลบต่อภาพลักษณ์ของประเทศ

นายประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การประท้วงแก้รัฐธรรมนูญและต่อต้านรัฐบาล เบื้องต้นเห็นว่าการเมืองมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ซึ่งเอกชนหวังว่าการเมือง จะไม่เกิดปัญหารุนแรงที่จะกระทบกับเศรษฐกิจ และหวังว่าปัญหาการเมืองจะถูกแก้ไขอย่างประนีประนอม หากการชุมนุมประท้วงไม่รุนแรง คงจะกระทบกับความเชื่อมั่นต่อการลงทุนไม่มาก แต่หากรุนแรงจนนองเลือด จะไปถึงขั้นที่มีทหารเข้ามาแก้ปัญหาหรือไม่ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่นักลงทุนกังวลใจ เห็นได้ชัดจากดัชนีตลาดหลักทรัพย์ สัปดาห์ที่แล้วลดลง แสดงให้เห็นว่านักลงทุนต่างชาติ เริ่มถอยออกไปดูสถานการณ์

หากถึงขั้นประกาศภาวะฉุกเฉินจะส่งผลกระทบกับความเชื่อมั่นการลงทุนแน่นอน เป็นการส่งสัญญาณว่าสถานการณ์มีความรุนแรงเกินปกติ แต่คิดว่าปัญหาที่เกิดขึ้นคงไม่ถึงสถานการณ์ดังกล่าว เท่าที่ติดตามข้อมูล เริ่มเห็นสัญญาณประนีประนอมมากขึ้น โดยฝ่ายรัฐบาลเริ่มถอย เพื่อให้มีเวลาพิจารณาแก้รัฐธรรมนูญมากขึ้น มีโอกาสจะทำประชาพิจารณ์เรื่องนี้ จะทำให้บรรยากาศคลายความตึงเครียดลงได้

นายประมนต์ กล่าวว่า คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วยสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และสมาคมธนาคารไทยมีมติเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ให้จัดสัมมนารับฟังความคิดเห็นของหอการค้าต่างประเทศ ในเดือนมิถุนายนนี้

โดย กกร.ต้องการฟังความเห็นของนักธุรกิจต่างประเทศ ต่อปัญหาที่มีผลกระทบกับการลงทุนในไทย เพราะบางเรื่องอาจจะมองเหมือนนักธุรกิจไทย แต่บางเรื่องอาจจะมองไม่เหมือนนักธุรกิจไทย หากนักธุรกิจต่างชาติมีข้อคิดเห็น ก็จะนำเสนอรัฐบาลต่อไป ซึ่งเท่าที่สอบถามทั้งนักธุรกิจไทยและต่างชาติ ปรากฏว่าเริ่มมีการชะลอการลงทุนเพื่อรอดูสถานการณ์การเมืองแล้ว ซึ่งมีนักธุรกิจบางส่วนวางแผนลงทุนไว้เมื่อปลายปี 2550 ว่าหลังการเลือกตั้งจะเดินหน้าลงทุนต่อไป เห็นได้จากการนำเข้าเครื่องจักรและวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้นมาในไตรมาส 1 ปี 2551

นายประมนต์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กกร.ได้มีการหารือนอกรอบเห็นว่า ถึงเวลาแล้วที่ภาครัฐและภาคเอกชนควรมีการหารือเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจร่วมกัน ซึ่งกกร.จะเข้ามามีบทบาทเพิ่มเติมในช่วงเศรษฐกิจปัจจุบัน ควรมีการปรึกษาการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ในระหว่างกกร.และครม.เศรษฐกิจ เพื่อช่วยกันหาทางพยุงสถานการณ์ค่าครองชีพของประชาชน และต้นทุนที่สูงขึ้นของผู้ประกอบการ ซึ่ง เอกชนและรัฐบาลควรมีหน้าที่พยุงสถานการณ์ปากท้องประชาชนไปจนกว่าประชาชนจะปรับตัวได้

นายสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า สถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศขณะนี้ เผชิญปัญหาจากราคาน้ำมันสูง ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ประกอบปัญหาการเมือง หากการชุมนุมประท้วงการแก้รัฐธรรมนูญยืดเยื้อบานปลาย และมีการปะทะรุนแรง จะเป็นปัจจัยเร่งให้เศรษฐกิจชะลอตัวมากขึ้นในช่วงไตรมาสแรก

ภาคอุตสาหกรรมขยายตัวได้ดี ประกอบกับราคาสินค้าเกษตรสูงขึ้นเกือบทุกรายการ เป็นผลให้จีดีพีไตรมาสแรกขยายตัวถึง 6% แต่ช่วงไตรมาส 2 และ 3 สินค้าราคาแพง ค่าครองชีพเพิ่มขึ้น ผู้บริโภคระมัดระวังการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น ส่งผลให้เศรษฐกิจชะลอตัวลง เพราะสถานการณ์เศรษฐกิจและการเมืองขณะนี้ ต่างจากปี 2549 การเดินขบวนประท้วง หากมีการรายงานออกไปทางสำนักข่าวต่างประเทศ มีเหตุการณ์ลุกลามบานปลาย รัฐบาลต้องดูแลควบคุมสถานการณ์ให้ได้ หากเกิดปะทะขึ้นจะส่งผลกระทบทันที

“จากการหารือกับนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะญี่ปุ่นจะมองประเทศเป็นลำดับแรกในอาเซียนในการลงทุน ขึ้นอยู่กับไทยจะสร้างความมั่นใจได้แค่ไหน นักธุรกิจส่วนใหญ่ห่วงปัญหาราคาน้ำมันเป็นอันดับแรก เพราะน้ำมันเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น และปัจจัยผลักดันให้ค่าไฟฟ้าปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบกับภาคอุตสาหกรรมโดยตรง หากสถานการณ์ยังเป็นอย่างนี้ อัตราการขยายตัวเศรษฐกิจไตรมาส 2-3 จะน้อยกว่าไตรมาสแรกแน่นอน เพราะการบริโภคลด การลงทุนขยายตัวช้าขณะที่การส่งออกไม่ได้ขยายตัวมาก

รวมทั้งราคาสินค้าเกษตรไม่แน่ใจว่าราคาจะยืนตัวสูงนานเพียงใด โดยเฉพาะปัจจัยราคาน้ำมันที่กระทบความสามารถในการแข่งขัน แต่หากสามารถปรับตัวได้เร็ว เชื่อว่าทั้งปีจีดีพียังขยายตัวได้ 5.5%” นายสันติ กล่าว



พ.ต.อ.บรรจบ สับเละ พันธมิตรฯเหิมเกริมหนัก เรียกร้องปชช.แห่แจ้งความเอาผิด

อดีตนายตำรวจประชาธิปไตย สุดทนพันธมิตรฯเหิมเกริม ขึ้นเวทีสภาสนามหลวง แฉเล่ห์ตั้งรัฐบาลแห่งชาติ เตรียมการเป็นสาธารณรัฐ พร้อมเรียกร้อง ประชาชนยกทัพแจ้งความเอาผิดเยอะๆ

ทั้งนี้ เวทีสภาสนามหลวง เมื่อช่วงหัวค่ำที่ผ่านมา บรรยากาศยังคงเป็นไปอย่างคึกคักเช่นเคย โดยเมื่อเวลาประมาณ สองทุ่มเศษๆ มีประชาชนเข้าร่วมรับฟังไม่ต่ำกว่า 2 พันคนแล้ว ขณะที่วิทยากรรับเชิญได้รับเกียรติจากเป็นพิเศษจาก พ.ต.อ.บรรจบ สุดใจ อดีตสารวัตรใหญ่ สน.พญาไท ผู้กำกับการ สน.จักรวรรดิ์ บางซื่อ และอีกหลาย สน.ใน กรุงเทพฯ ในฐานะประธานชมรมผู้พิทักษ์กฎหมายและความยุติธรรม ได้ขึ้นกล่าวให้สัมภาษณ์พิเศษ

โดยตอนหนึ่งได้ระบุถึงกรณีที่ น.พ.ประเวศ วสี เสนอแก้ไขปัญหาความวุ่นวายทางการเมืองขณะนี้ด้วยการขอให้มีการจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติขึ้นนั้น ว่า เป็นข้อเสนอที่รุนแรงเกินจริง เพราะการจะมีรัฐบาลแห่งชาติ สถานการณ์บ้านเมืองต้องเข้าขั้นวิกฤติจนเกินกว่าจะควบคุมได้ จึงสมควรแล้วหรือที่จะออกมาพูดเช่นนั้น

“การตั้งรัฐบาลแห่งชาติ ยังเป็นขั้นตอนช่วงกลางที่จะนำไปสู่ระบอบสาธารณรัฐ ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ แสดงว่า หมอประเวศ ออกมากล่าวเช่นนี้ต้องมีนัยแอบแฝงซ่อนเร้นอยู่เป็นแน่” พ.ต.อ.บรรจบ กล่าว

พ.ต.อ.บรรจบ กล่าวด้วยว่า นับแต่กลุ่มพันธมิตรฯออกมาชุมนุมและกล่าวอ้างเรื่องที่ไม่เหมาะสมหลายเรื่อง กลับไม่เห็นผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมือง โดยเฉพาะนายทหารชั้นผู้ใหญ่ ออกมาตักเตือนว่ากล่าวกลับบอกได้แต่เพียงแค่ให้สมานฉันท์เท่านั้น ซึ่งกลุ่มพันธมิตรฯก็ไม่เคยรับฟังหรือปฏิบัติตามแต่อย่างใด ขณะที่สื่อบ้างฉบับยังนำไปเผยแพร่ขยายความบิดเบือนให้เป็นประโยชน์แก่กลุ่มพันธมิตรฯ จนรัฐบาลถูกมองในแง่ลบ

“ผมอยากถามว่า สื่อทำไม่ต้องทำเรื่องเลวๆ เช่นนี้ เพียงเพื่อการขายข่าวเท่านั้น หรือหาก ผบ.ทบ.ออกมาตักเตือนอย่างตรงไปตรงมาว่าเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง เชื่อว่าเรื่องก็จะจบ และสิ่งที่ผมไปแจ้งความกับสำนักงานตำรวจแห่งชาตินั้นต้องแสดงให้เห็นว่า ถ้าสามารถจับแกนนำพันธมิตรฯได้สักคนเรื่องก็จะสามารถยุติได้โดยเร็วอย่างแน่นอน” พ.ต.อ.บรรจบ กล่าว

พ.ต.อ.บรรจบ ยังกล่าวด้วยว่า การกะทำของกลุ่มพันธมิตรฯ โดยเฉพาะพล.ต.จำลอง ศรีเมือง ถือว่าเหิมเกริมอย่างยิ่ง ที่ประชาชนควรออกมาแจ้งความดำเนินคดีให้มากๆ เพื่อให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ไม่สามารถหลีกเลี่ยงในการทำหน้าที่ให้เป็นไปตามกฎหมายได้

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 3 มิ.ย. ที่ผ่านมา พ.ต.อ.บรรจบ ได้เข้าร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เพื่อให้ดำเนินคดีกับ นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯ พร้อมพวกรวม 9 คน ประกอบด้วย พล.ต.จำลอง ศรีเมือง นายสมศักดิ์ โกศัยสุข นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ นายสุริยะใส กตะศิลา นายเติมศักดิ์ จารุปราณ นางสโรชา พรอุดมศักดิ์ นางอัญชลี ไพรีรักษ์ และบุคคลอื่นๆ ที่ผลการสอบสวนมีพยานหลักฐานพาดพิงถึง

โดยเฉพาะผู้ที่ร่วมปราศรัยบนเวทีทุกคนฐานกระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ 116 รวมถึงความผิดกระทำการที่เป็นการปฏิปักษ์ต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 28

จากกรณีที่นายสนธิ และพวก เป็นแกนนำชุมนุมขับไล่รัฐบาลซึ่งมี นายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง นอกจากนี้ ยังเห็นว่า การชุมนุมดังกล่าวเข้าข่ายยั่วยุ ปลุกระดมประชาชน เพื่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง จึงให้พนักงานสอบสวน รวบรวมพยานหลักฐานดำเนินคดีต่อไป


Wednesday, June 4, 2008

กลุ่มพันธมิตรฯ เรียกร้องพรรคร่วมรัฐบาลทบทวนการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล


กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เรียกร้องให้พรรคร่วมรัฐบาลทบทวนการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล พร้อมเห็นด้วยกับการตั้งรัฐบาลแห่งชาติของนายแพทย์ประเวศ วะสี
กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โดยพลตรี จำลอง ศรีเมือง และนายพิภพ ธงไชย เรียกร้องให้พรรคร่วมรัฐบาลจะร่วมเป็นพรรคร่วมรัฐบาลต่อไปหรือไม่ เนื่องจากเห็นว่า ปัจจุบันไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับประชาชนได้ แต่เห็นด้วยกับแนวคิดของนายแพทย์ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส ที่เสนอให้มีการจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ เนื่องจากเห็นว่า เป็นการดำเนินการที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด และทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมได้ แต่ขอดูรายละเอียดและจุดมุ่งหมายที่แท้จริง
แต่เรื่องปัญหาการจราจรที่คลองผดุงกรุงเกษมนั้น ได้เจรจากับรองผู้อำนวยการโรงเรียนวัดมกุฎกษัตริยาราม และอธิบายเหตุผลที่จำเป็นในการปิดการจราจร เนื่องจากห่วงเรื่องความปลอดภัยและเด็ก

สนนท.ออกแถลงการณ์ไม่เห็นด้วยที่กลุ่มพันธมิตรฯออกมาเคลื่อนไหวทางการเมือง

สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย(สนนท.) ออกแถลงการณ์ไม่เห็นด้วยที่กลุ่มพันธมิตรออกมาเคลื่อนไหวทางการเมือง หวั่นเกิดเหตุปะทะระหว่างประชาชน
สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย หรือ สนนท. นำโดยนางพงษ์สุวรรณ สิทธิเสนา เลขาธิการ สนนท. พร้อมด้วยนิสิตนักศึกษาประมาณ 20 คน นำพวงหรีดมาวางที่หน้าสำนักงานคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) พร้อมออกแถลงการณ์แสดงจุดยืนและท่าทีต่อกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยและ ครป. โดยเฉพาะนายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานเครือข่ายพันธมิตรฯ เพื่อให้กลุ่มดังกล่าวสร้างทิศทางของสังคมนำไปสู่การแก้ไขวิกฤติทางการเมืองและร่วมสร้างประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ดังนั้น สนนท.จึงแสดงจุดยืนและท่าที 3 ข้อ คือ 1.ไม่เห็นด้วยกับการออกมาเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯที่มีทิศทางนำไปสู่วิกฤตการณ์ทางการเมืองซึ่งอาจจะกลายเป็นเงื่อนไขที่นำไปสู่การใช้ความรุนแรงของผู้ชุมนุมเอง 2. แกนนำพันธมิตร ฯ ต้องรับผิดชอบต่อประชาชนภายหลังการเคลื่อนไหวที่อาจนำไปสู่การรัฐประหารและใช้ความรุนแรงระหว่างประชาชนด้วยกันเอง 3. รัฐบาลต้องแก้วิกฤติทางการเมืองด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยโดยประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจด้วยกลไกของรัฐสภาซึ่งนำรัฐธรรมนูญปี 2540 เป็นต้นร่างทำประชามติและให้ประชาชนลงประชามติระหว่างแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยใช้ปี 2540 เป็นต้นร่างกับไม่ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550
อย่างไรก็ตาม ในระหว่างที่กลุ่มนักศึกษากำลังอ่านแถลงการณ์และนำพวงนำวางที่หน้าสำนักงาน ครป. มีประชาชนในละแวกใกล้เคียงไม่เห็นด้วยกับการกระทำดังกล่าวโดยออกมาตะโกนตอบโต้และไม่ยอมให้วางพวงหรีดหน้าสำนักงาน ครป. แต่ก็ไม่ได้มีการปะทะที่รุนแรงจนให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด

ถนนประชาธิปไตย ไม่ได้เริ่มที่สะพานมัฆวาน

บทเรียนของประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่ผ่านมาทั้งหมด พิสูจน์ตัวเองแล้วว่า มีคุณค่ามหาศาลกับคนมีหน้าที่บริหารจัดการประเทศเวลานี้ประวัติศาสตร์การเมืองประชาธิปไตย ที่ระหกระเหินบนเส้นทางประชาธิปไตยมา 76 ปี มีบันทึกไว้ชัดเจนว่า จาก 24 มิถุนายน 2475 มาจนถึง 5 มิถุนายน 2551เรามีปฏิวัติ 1 ครั้ง คือ 24 มิถุนายน 2475เรามีรัฐประหาร 10 ครั้งเรามีกบฏ 12 ครั้งทั้งหมดนั้น ถึงแม้ใครจะเรียกว่า“มารผจญระบอบประชาธิปไตย” หรืออะไรก็ตามทีแต่นั่นต้องถือว่า เหตุการณ์ทุกเหตุการณ์เหล่านั้น มันบ่งบอกอารยธรรมและความเจริญเติบโตของระบอบประชาธิปไตย

จะเห็นได้ชัดเจนว่า เหมือนเด็กอยากได้ของเล่น ทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่าจะเล่นเป็นหรือเปล่า ก็ขอให้ได้ร้องไห้เอาของนั้นมาก่อนเถอะ เรียกว่ายังไม่ได้ศึกษารายละเอียดของของที่อยากได้นั้นเปรียบได้กับรัฐธรรมนูญนี่แหละครับประเทศประชาธิปไตยเขามี ก็อยากมีมั่งแล้วก็ไปเอาแม่แบบของประชาธิปไตยของประเทศที่เจริญแล้ว มาใส่ไว้ในรัฐธรรมนูญเพื่อให้ชาวโลกประชาธิปไตยเขาเห็นว่าเราเก่ง เราเจ๋งนั่นคือ สิ่งที่คนไทยทำผิดตลอดมาและความผิดอย่างนี้ นักการเมือง นักเลือกตั้ง นี่แหละครับ เป็นต้นเหตุสร้างขึ้นมา

วันนี้ ผมอยากจะให้คนไทยทั้งหลาย ช่วยเหลียวหลังกลับมาดูพร้อมๆ กันว่านักการเมือง นักเลือกตั้ง ควรทำอะไรก่อนจะพูดถึงรัฐธรรมนูญ แล้วเอาพลังประชาชนข้างหลังตัวเองขึ้นยืนยันและปกป้องและควรทำอะไร ถึงจะให้ประชาธิปไตยของประเทศไทยไปถึงฝั่งฝันเสียทีวันนี้ลองถามตัวเองว่า ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยเหมือนที่คุยที่อวดอ้างหรือเปล่าครับ?พินิจพิจารณาให้ดีจะเห็นว่าเราแปรประชาธิปไตยเฉพาะเปลือกนอก เหมือนเสื้อผ้าที่ใส่เป็นยี่ห้อประชาธิปไตย

แต่ใจพวกเรานั่นน่ะ เป็นประชาธิปไตยจริงหรือเปล่า?ประชาธิปไตยไม่ใช่การประท้วง ไม่ใช่การสร้างม็อบประชาธิปไตยจะเกิดได้โดยการสร้างไม่ใช่ด้วยการทำลายไม่อายคนอื่นก็อายตัวเองบ้างพวกที่อ้างประชาธิปไตยเพื่อชัยชนะของตัวเองนั่นแหละ พวกคุณกำลังทำลายประชาธิปไตยที่บรรพบุรุษช่วยกันสร้างมาด้วยเลือดและชีวิตพวกอกตัญญูต่อประชาธิปไตยทั้งหลาย จงรู้ไว้เถิดว่าพวกท่านนั่นแหละ คือ อุปสรรคของความเจริญก้าวหน้าของประชาธิปไตยของคนไทยทั้งประเทศพวกท่านต่างหากที่จะต้องถูกประชาชนขับไล่ว่า “ให้ออกไป ให้ออกไป” ดังกว่าเสียงจากสะพานมัฆวานรังสรรค์

มด คันไฟ

คำตอบบนความแปลก

แปลก..กับการพบปะกันโดยบังเอิญก็ดี หรือจะมีการจัดฉากกันขึ้นมาก็ดี หรือจะเป็นเพราะพระสยามเทวาธิราชท่านจะจุติลงมาจัดการก็ดีแต่การที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เดินเข้าไปไหว้ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ในพิธีศพของมารดา พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา เมื่อปลายสัปดาห์ก่อนนั้น

เป็นไปตามวัฒนธรรมที่ดี ของการอยู่ร่วมกันของพลเมืองแห่งโลกจะเป็นอย่างไร..หากว่า..ในวันนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะไม่เดินเข้าไปไหว้..พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์..ถึงวันนี้..ใครประเมินได้ถึงเสียงดำหนิเสียงด่าที่จะดังขรมกันขึ้นมา จากประดาศัตรูคู่ชีวิตของเขาจะเป็นอย่างไร..หากว่าในวันนั้น พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ จะไม่รับไหว้หรือรับอย่างเสียไม่ได้ และไม่มีการทักทายกันและกัน ท่านจะรับได้หรือ..กับการถูกถากถางจากฟากฝ่ายของคุณทักษิณต้องไม่ลืมว่า..พล.อ.เปรม คือ ประธานองคมนตรี..และ พ.ต.ท.ทักษิณ คือ อดึตนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย

แต่ที่ไม่เข้าใจ..ทำไม..ฝ่ายหรือคนใกล้ชิดกับ พล.อ.เปรม ถึงต้องดาหน้าพากันออกมาปฏิเสธ..วัฒนธรรมอันดี ที่ท่านทั้ง 2 มีสันถวไมตรีต่อกันไม่ว่า พล.อ.พงษ์เทพ เทศประทีป..สุริยะใส กตะศิลา..หรือ พล.ร.ท.พะจุณณ์ ตามประทีป..หรือแม้แต่ นายบัญญัติ บรรทัดฐาน อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์แต่ที่เข้าใจก็คือ..ผู้คนที่อยากเห็นความสงบของบ้านเมือง อยากเห็นการเมืองที่ดำเนินไปตามครรลองของระบอบประชาธิปไตย..ถึงแสดงความดีอกดีใจกับภาพที่ได้เห็น

ดีใจ..เพราะคิดว่าเป็นการเริ่มต้นของอวสาน ที่จะหยุดเหตุ “กาลีชาติอุบาทว์เมือง” ที่กำลังฉายซ้ำกันอยู่ในเวลานี้ดีใจ..จะไม่มีใครแอบอ้าง..เอา “ประธานองคมนตรี” ลงมาเกลือกกลั้วกับ..พฤติกรรมชั่วๆ อีกต่อไปจากวันนั้นถึงวันนี้..จากความรู้สึกดีๆ กับภาพดีๆ และอาการเดือดเนื้อร้อนใจของ..ผู้รุ่มร้อนจากการไปลามาไหว้ของ..ทักษิณ ชินวัตร..เราอาจจะได้คำตอบคำตอบที่ว่า..ใครที่ได้ประโยคจากความล่มสลายของชาติ ในการคงอยู่ของวิกฤคิแห่งแผ่นดิน

พญาไม้



สุริยะใส ยืนยันไม่มีแนวคิดให้พันธมิตรเป็นพรรคการเมือง


สำนักข่าวไทย 4 มิ.ย. - นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กล่าวใน “ข่าวเช้าโมเดิร์นไนน์” มองว่า คำท้าทายของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้กลุ่มพันธมิตรฯ ลงสมัครรับเลือกตั้ง ถือเป็นเรื่องปกติของนักการเมืองที่ยังงมงายอยู่กับการเมืองแบบเก่า เพราะขณะนี้การเมืองภาคประชาชนรู้เท่าทันและพัฒนาไปไกลมากแล้ว ซึ่งกลุ่มพันธมิตรฯ ยืนยันว่า ไม่มีเป้าหมายเคลื่อนไหวเพื่อแปรสภาพเป็นพรรคการเมือง และย้ำด้วยว่า เงื่อนไขการชุมนุมขณะนี้ เป็นเพราะรัฐบาลบริหารงานล้มเหลว ส่วนจะยุบสภาฯ หรือลาออก เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องพิจารณา

“การเมืองขณะนี้ไปไกลมากแล้ว ไม่ได้เป็นเรื่องเฉพาะของนักการเมืองในสภาฯ แล้ว การเมืองภาคประชาชนเป็นสิ่งที่พรรคการเมืองต้องเรียนรู้และเท่าทัน ว่าเป็นพัฒนาการทางการเมืองของประชาชน คำพูดเช่นนี้ดูถูกความคิดอ่านของประชาชนที่เห็นต่างจากพรรคการเมือง กลุ่มพันธมิตรฯ ไม่มีจุดมุ่งหมายที่จะแปรสภาพเป็นพรรคพันธมิตรฯ แย่งตำแหน่งใคร แต่เราต้องการบอกว่า รัฐบาลไม่สามารถแก้ปัญหาได้” นายสุริยะใส กล่าว

นายสุริยะใส ยืนยันไม่ย้ายการชุมนุม ถ้าจะให้ย้ายไปที่อื่นคงไม่เรียกการชุมนุม เพราะการชุมนุมทางการเมืองต้องหวังผลกดดันทางการเมือง ซึ่งผลกระทบที่เกิดขึ้นถือเป็นเรื่องธรรมดา ดังนั้น ต้องช่วยกันหาทางแก้ไข ซึ่งกลุ่มพันธมิตรฯ พร้อมที่จะให้ความร่วมมือทางโรงเรียนที่เดือดร้อน และปัญหาก็ไม่ได้รุนแรงอย่างที่เป็นข่าว โดยช่วงบ่ายวันนี้ (4 มิ.ย.) จะคุยกับนครบาลอีกครั้งว่าจะเปิดเส้นทางได้หรือไม่. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-06-04 09:10:28