WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, June 6, 2008

“หมอเหวง” สับพันธมิตรฯบุกกดดันอสส.แทรกแซงกระบวนการยุติธรรม

ประธานสมาพันธ์ประชาธิปไตย ซัด 5 ทรราชพันธมาร ถือกฎกูเหนือกฎหมาย ใช้อำนาจโจรกดดันอัยการสูงสุด แทรกแซงการทำงานของกระบวนการยุติธรรม

นพ.เหวง โตจิราการ ประธานสมาพันธ์ประชาธิปไตย และอดีตแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) กล่าวถึงกรณีกลุ่มพันธมิตรฯบุกกดดันอัยการสูงสุดให้จัดการคดี พล.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ถือเป็นการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมหรือไม่ ว่า เป็นเรื่องที่ชัดเจนที่สุด เพราะเป็นการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม ไม่ควรใช้กำลังข่มขู่อัยการ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง

อีกทั้งควรปล่อยให้ทางอัยการดำเนินหน้าที่ไป หากเจ้าหน้าที่ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ให้ไปฟ้องเองตามมาตรา 157 กรณีเจ้าหน้าที่ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งสำนักงานอัยการเป็นองค์การตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 255 มีอิสระในการพิจารณาคดีโดยเที่ยงธรรม

ทั้งนี้ 5 ทรราชของฝั่งพันธมารกำลังใช้กฎหมายกู กติกากูและอำนาจโจรในการแทรกแซงการทำงานของอัยการ เพราะไม่มีใครมอบหมายอำนาจให้ดำเนินการจึงต้องมีการใช้อำนาจโจรเข้าแทรกแซงการทำงานของอัยการ

กลุ่มพลเมืองภิวัฒน์ เรียกร้อง คตส. ยุติการทำหน้าที่ภายใน 7 วัน

กลุ่มพลเมืองภิวัฒน์ เรียกร้อง คตส. ยุติการทำหน้าที่ภายใน 7 วัน และส่งคดีที่ยังค้างให้ ป.ป.ช.ดำเนินการต่อ เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหาย ระหว่างรอศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย

ทั้งนี้ เมื่อเวลาประมาณ 10.00 น. นางสาวศิริวารี ลำเพย เลขาธิการกลุ่มพลเมืองภิวัฒน์ ได้เดินทางเข้ายื่นหนังสือถึงคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ หรือ คตส. ทั้ง 11 คน โดยมีนางสาววิไลรักษ์ อัญมณีรัตน์ รองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินเป็นผู้รับหนังสือแทน

โดยกลุ่มพลเมืองภิวัฒน์ ต้องการให้ คตส.ระงับการปฏิบัติหน้าที่ตามประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ คปค. ฉบับที่ 30 ภายใน 7 วัน พร้อมส่งคดีต่าง ๆ ที่ยังตรวจสอบและไต่สวนไม่เสร็จสิ้นให้กับคณะกรรมการ ป.ป.ช. ดำเนินการต่อ รวมทั้งยุติการใช้เงินของรัฐด้วย เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหาย เนื่องจากการแต่งตั้ง คตส. อยู่ระหว่างรอศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่

อย่างไรก็ตาม หลัง คตส. ยุติการปฏิบัติหน้าที่แล้ว ควรแสดงบัญชีค่าใช้จ่ายตั้งแต่ได้รับการแต่งตั้งจนถึงปัจจุบัน และบัญชีทรัพย์สินให้สาธารณชนรับรู้ด้วยว่า การทำงานที่ผ่านมาของ คตส. ไม่ได้มีวาระใดแอบแฝง

Thursday, June 5, 2008

กลุ่มที่ 'สมัคร' หลบให้

เป็นไปตามฟอร์ม ข้อเสนอรัฐบาลแห่งชาติของคนกลางอย่างนายแพทย์ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส และประธานมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ ก็มีอันเป็นหมัน

นับไม่ถูกแล้วว่า ฟาวล์เป็นรอบที่เท่าไหร่

หันไปทางนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ศึกษาธิการ ในฐานะรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ออกตัวชิ่งแบบนิ่มๆ การตั้งรัฐบาลแห่งชาติ โดยมีพรรคพลังประชาชนเป็นแกนนำ เป็นแนวคิดที่ดี ที่ต้องการให้ประเทศชาติเกิดความสงบสุข

แต่ในทางปฏิบัติ ไม่ค่อยชัดเจนว่าจะดำเนินการได้หรือไม่ เพราะรัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดไว้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น การตั้งรัฐบาลโดยพรรคพลังประชาชน ก็ถือเป็นความชอบธรรม เพราะมาจากการเลือกตั้ง

พรรคพลังประชาชนบอกปัด

ขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้าน หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ปฏิเสธตรงๆเลยว่า คงเป็นไปไม่ได้ที่จะบอกว่าผมเห็นด้วย

เพราะเท่ากับเป็นการเรียกร้องเข้าไปร่วมรัฐบาล ซึ่งตนเองไม่ได้มีข้อเรียกร้องนี้เลย มีเพียงข้อเรียกร้องให้รัฐบาลหยุดเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เป็นชนวนความขัดแย้ง และมาทำงานร่วมกันในคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาการบังคับใช้รัฐธรรมนูญ

พรรคประชาธิปัตย์ไม่เอาด้วย

และโดยความหวังลึกๆของพรรคประชาธิปัตย์ อ่านจากอาการของนายเทพไท เสนพงศ์ ผู้ช่วยเลขาธิการพรรค ที่ออกมาเล่นลูกตามน้ำ รับมุกข้อเสนอให้พรรคร่วมรัฐบาลถอนตัวหนีพรรคพลังประชาชนไปรวมกับพรรคประชาธิปัตย์จัดตั้งรัฐบาล

รีบชู อภิสิทธิ์มีภาวะผู้นำเหนือกว่านายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี

สบช่องจ้องพลิกเกมเปลี่ยนขั้วกันเลย

แต่มวยมันก็ทันกัน นายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศ อดีตศิษย์เก่าประชาธิปัตย์ รีบออกมาดักคอ ขอให้นายอภิสิทธิ์ดูแลสมาชิกของพรรคที่ขึ้นเวทีปราศรัยกับกลุ่มพันธมิตรฯ เพราะการให้สมาชิกของพรรคกระทำเช่นนี้ ไม่ทราบว่านายอภิสิทธิ์ยังเชื่อมั่นการเมืองในระบบรัฐสภาอยู่หรือไม่

จะทำให้ประชาชนเกิดความสับสนว่า พรรคประชาธิปัตย์ต้องการมีอำนาจผ่านการเลือกตั้งหรือต้องการเป็นรัฐบาล ไม่ว่าจะด้วยวิธีการใดๆก็ตาม

ต่างฝ่ายต่างดักทาง คุมเชิง

โดยยุทธศาสตร์คู่ขนาน ไม่มีวันที่พรรคพลังประชาชนกับพรรคประชาธิปัตย์จะโคจรมาร่วมวงศ์ไพบูลย์กันได้

ที่แน่ๆมีรายงานว่าพรรคประชาธิปัตย์เตรียมแผนดักทางกันไว้แล้ว หากในวันที่ 9 มิถุนายน ที่ประชุม ส.ส.ของพรรคพลังประชาชนยังเดินหน้ายื่นญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญ

พรรคประชาธิปัตย์จะยื่นญัตติเพื่อขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีทันที

ขู่ลุยแตกหักในสภาฯ

แต่ก็เป็นอะไรที่เห็นได้ชัดเลยว่า ในขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ขู่ฮึ่มๆเตรียมเปิดเวทีซักฟอก ม็อบพันธมิตรฯปิดถนนราชดำเนิน ตั้งท่ารบแตกหัก

รัฐบาลไม่ได้ตื่นเต้นสักเท่าไหร่

เทียบกับปรากฏการณ์ล่าสุด ณ ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล รัฐมนตรีหลายกระทรวงถูกเรียกตัวด่วนเข้าพบนายกรัฐมนตรี

โดยไม่มีวาระแจ้งล่วงหน้า

ต่อมาถึงได้เปิดเผยกันว่า นายกรัฐมนตรีได้เรียกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจถกฉุกเฉิน เพื่อแก้ปัญหากลไกราคาข้าว

หลังสมาคมชาวนาไทยขู่ปิดถนน 4 เส้นทางหลักเข้ากรุงเทพฯ

และก็เป็นนายสมัครที่แถลงด้วยตัวเองว่า ที่ประชุมมีมติให้เปิดโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรังที่ราคา 14,000 บาท/ตัน จำนวน 2.5 ล้านตัน โดยมอบหมายให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เป็นผู้ดำเนินการ

เริ่มวันที่ 5 มิถุนายนนี้ทันที

ทั้งนี้ แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับข้อเสนอของกระทรวงพาณิชย์ที่จะให้คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) พิจารณาเปิดโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรัง เพื่อช่วยเหลือชาวนาในช่วงที่ราคาข้าวเปลือกเริ่มตกต่ำลง

แค่ส่งสัญญาณขู่ รัฐบาลถึงกับรีบลนลาน

ม็อบชาวนาต่างหาก ของจริงที่ สมัครแหยง.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน



สภาฯ พิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประชามติ 11 มิ.ย.นี้

รัฐสภา 4 มิ.ย. - ประธานสภาฯ เรียกประชุมสภาฯ นัดพิเศษ 11-12 มิ.ย. พิจารณาร่าง พ.ร.บ.ออกเสียงประชามติ และร่าง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริต ขณะที่ ครม.เสนอร่าง กฎหมายปรับปรุงงาน สนง.วัฒนธรรมแห่งชาติ

ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาแจ้งว่า ตามที่ได้มีพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมสมัยวิสามัญแห่งรัฐสภา พ.ศ. 2551 ตั้งแต่วันที่ 9 มิถุนายนนี้ ประธานสภาผู้แทนราษฎรได้มีคำสั่งให้นัดสมาชิกประชุมสภาฯ เป็นพิเศษในวันที่ 11 และวันที่ 12 มิถุนายนนี้ เวลา 09.30 น. โดยมีวาระสำคัญ พิจารณาเรื่องด่วน ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวีธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง (ฉบับที่...) พ.ศ..... ซึ่งเสนอโดยศาลฎีกา เป็นครั้งแรกที่เปิดช่องให้ศาลและองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญสามารถเสนอร่างกฎหมายเข้าสู่สภาฯ ได้ และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ..... ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นผู้เสนอ ได้ส่งมายังรัฐสภาเมื่อวันที่ 3 มิถุนายนที่ผ่านมา

ทั้งนี้ มีร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต 2 ฉบับ ที่นายพีระพันธ์ สาลีรัฐวิภาค ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ และนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ พร้อมคณะ เป็นผู้เสนอ กับร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน ที่เสนอโดยนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ กับคณะ

ขณะที่คณะรัฐมนตรีภายใต้การนำของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ได้เสนอร่าง พ.ร.บ.เข้ามาเพียง 2 ฉบับ คือ ร่าง พ.ร.บ.วัฒนธรรมแห่งชาติ และร่าง พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม ซึ่งเป็นการปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยวัฒนธรรมแห่งชาติ พ.ศ. 2546 และกฎหมายว่าด้วยสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ พ.ศ. 2522 เพื่อให้เหมาะสมสภาพการณ์ปัจจุบัน

เพื่อให้มีการอนุรักษ์และฟื้นฟูจารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปวัฒนธรรมอันดีของชาติและท้องถิ่น รวมทั้งยกย่องเชิดชูเกียรติแก่ศิลปินแห่งชาติ ผู้ทรงคุณวุฒิทางวัฒนธรรม หรือบุคคลที่มีผลงานดีเด่นทางวัฒนธรรม ซึ่งเป็นการรองรับและสร้างขวัญกำลังใจให้แก่ประชาชนที่มีส่วนร่วมในการสืบสานได้อย่างเหมาะสม และให้หน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงดำเนินการให้เป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องที่ค้างการพิจารณาจากสมัยประชุมที่ผ่านมา คือ การเลือกตั้งคณะกรรมาธิการสามัญประจำสภา ทั้ง 35 คณะด้วย. -สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-06-04 18:39:32




2 แสนล้านหายไปแล้ว


การชุมนุมยืดเยื้อของกลุ่มคนหยิบมือ ที่มีพรรคการเมืองเก่าแก่หนุนหลัง กำลังกลายเป็นความเดือดร้อนไปทั่วทุกหย่อมหญ้าเสียแล้ว เริ่มตั้งแต่ เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน ที่ใช้เส้นทางเสด็จพระราชดำเนินไม่ได้ ไปจนถึง พระสงฆ์องค์เจ้า บิณฑบาตไม่ได้ นักเรียน ไม่ได้รับความสะดวกในการไปโรงเรียน ประชาชนทั่วไป ไม่ได้ใช้เส้นทางสัญจร นักมวย ไม่ได้ชกมวย แม้ค้า ไม่ได้ขายของ... ฯลฯ

หากมองภาพรวมของประเทศไทยในสายตาชาวโลก กิจกรรมทางเศรษฐกิจฉิบหายวายป่วงไปหมด นักลงทุนต่างประเทศที่กำลังจะตีเช็ค-วางเงิน แห่หนีกันไปกระเจิดกระเจิง เห็นได้จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ที่มีคนเข้ามาซื้อขายกันน้อยลง

ข่าววงในบอกว่า เพียง 1 สัปดาห์ของการชุมนุมยืดเยื้อนี้ ส่งผลให้ มูลค่าการลงทุนทั้งหมดนี้หดหายไปกว่า 200,000 ล้านบาท ประเทศไทยเสียโอกาส ถดถอยในการพัฒนา การเพิ่มรายได้ของประชาชน การพัฒนาฝีมือแรงงาน ฯลฯ

ความวุ่นวายปั่นป่วนนี้ ไม่ใช่ความวุ่นวายปั่นป่วนที่ปกติ มีการตั้งใจที่จะทำให้เกิดปัญหา มีความตั้งใจที่อ้างประชาชน ทั้งที่การข่าวของเจ้าหน้าที่ทางการทราบดีว่ามีการจ้างประชาชนให้มาร่วมขบวนการเหล่านี้จากต่างจังหวัด ขนกันมาหัวละ 500 บาท ผ่านเครือข่ายพรรคการเมืองหนึ่ง ที่ขึ้นชื่อว่าเป็น พรรคการเมืองเก่าแก่ ที่มีเครือข่ายทางการเมือง

พรรคการเมือง ไหน ให้ท้าย ม็อบเหล่านี้ ประชาชนคนเมืองกรุง และ ต่างจังหวัด ดูเอาไว้ ในการเลือกตั้งครั้งหน้า อย่าไปเลือกมัน!

วันนี้ “อำนาจรัฐ” อ่อนแอ! จนไม่สามารถจัดการสิ่งที่เป็นปัญหาในการขวางกั้นการพัฒนาประเทศจาก กลุ่มคนดื้อด้าน ไม่กี่คน ที่เกิดขึ้นในบ้านในเมืองได้

ประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับการอ้างสิทธิเสรีภาพในการชุมนุม แต่กีดขวางทางสัญจรไปมา จะทำอย่างไร แจ้งความก็แล้ว...ร้องทุกข์ก็แล้ว...เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องไม่จัดการอะไรให้เป็นโล้เป็นพายในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน ไม่เห็นดำเนินการอะไรให้คืบหน้า หากกลัว ในการที่จะบังคับใช้กฎหมาย หากกลัว ในการที่จะรักษาความสงบสุขของบ้านเมือง หากกลัว ในการรักษากฎเกณฑ์กติกา ยอมให้ กฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย ลาออกไปไม่ดีกว่าหรือ?

ถามจริงๆ ถนนราชดำเนินใครเป็นคนสร้าง? ใครเป็นคนจ่ายเงินบำรุงรักษา? ภาษีอากรของคนทั้งประเทศไม่ใช่หรือ มันต้องให้คนทั้งประเทศได้มีโอกาสใช้สัญจรไปมา ไม่ใช่เอาไปเป็น “สนามเตะฟุตบอล” ขณะที่ชาวบ้านเขาเดือดร้อนเนื่องจากเป็นเวลา “เร่งด่วน” ในการจะไปทำงานและกลับ เคหสถาน จะปล่อยผู้ชุมนุมและผู้สนับสนุนการชุมนุมอ้างได้อย่างไรว่า ผิดเฉพาะ พ.ร.บ.จราจร เพราะเรื่องนี้ ผิดรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศชัดๆ ก่อให้เกิดความเดือดร้อนกับประชาชนทั่วไปเป็นวงกว้าง ทั้งทางตรงและทางอ้อม กระทบสิทธิเสรีภาพของประชาชนเป็นวงกว้าง ทั้งทางตรงและทางอ้อม ใช่หรือไม่?

หากเจ้าหน้าที่รัฐดูแลให้เป็นไปตามตัวบทกฎหมายไม่ได้ แล้วใครจะมาจัดการ

ในเมื่อ อำนาจรัฐ และ เจ้าหน้าที่รัฐ “ไร้น้ำยา” ในการบริหารจัดการเรื่องเหล่านี้ จะต้องให้ ประชาชนที่ไม่พอใจ กลุ่มที่เดือดร้อน กลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุม ลุกขึ้นมาจัดการกันเองใช่หรือไม่?

มีคนโทร.มาบอกว่า ให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมนี้ แก้เผ็ดโดยการนัดหมายกันไปปิดล้อมทุกทิศทาง ให้พวกเขา ขนคน ขนเสบียงกรัง เข้าสู่พื้นที่ชุมนุมไม่ได้บ้าง จะได้รู้สึกว่าเป็นอย่างไร กดดันจนกว่าจะสลายการชุมนุมไปบ้าง หรือให้บอยคอตสินค้าและบริการที่สนับสนุนการชุมนุมนี้อย่างออกหน้าออกตากันบ้าง

กองบรรณาธิการห้ามความคิดนี้ผ่านสายไปแทบไม่ทัน อย่า! อย่า!…(นึกในใจ) อย่า…ช้า! วันไหนดีล่ะ ศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ นี้เลยดีไหม

แนวทางและวิธีการจัดการ การชุมนุมยืดเยื้อของกลุ่มพันธมิตรฯ (แบบซุนวู) (จบ)


5.พิจารณาวิธีการทางการสู้รบ เสบียง และแนวร่วม
วิธีการสู้รบเบื้องต้นคือ มีการแจกเครื่องรับสัญญาณดาวเทียม เพื่อรับชมรายการเอเอสทีวีโดยเฉพาะ จนนำไปสู่การชุมนุมในรูปแบบสัมมนา เพื่ออุ่นเครื่องสองรอบในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และประกาศชุมนุมใหญ่ปักหลักสู้ยืดเยื้อที่หน้าสะพานมัฆวานรังสรรค์ (ติดด้านหลังของทำเนียบรัฐบาล) การสู้รบครั้งนี้ไม่เน้นจำนวนคนและเครือข่ายมากนัก ไม่เหมือนตอนกลางปี 2549 ซึ่งเป็นเพราะคนหลายกลุ่มได้รับรู้ว่าตัวเองถูกหลอกเพื่อรัฐประหาร ส่วนเรื่องเสบียงนั้น ลึกๆ มีการต่อท่อน้ำเลี้ยงกับเครือข่ายอำมาตย์ ราชนิกูล นายทุนบางคน และพรรคการเมืองเก่าแก่ ตลอดถึงประกาศให้มีการบริจาคทั่วไป ซึ่งสามารถพิจารณาได้ว่า การสู้ยาวแสดงว่ามีคนคอยหนุนหลังเรื่องเสบียง จึงไม่มีการกังวลเรื่องนี้

ส่วนแนวร่วมนั้นพิจารณาได้ดังนี้คือ มุ่งสื่อสารอย่างพยายามสุภาพกับชนชั้นกลางในเมืองที่ไม่พอใจรัฐบาลเรื่องการบริหารบ้านเมือง เช่น เรื่องน้ำมันแพง เรื่องปากท้อง เรื่องการกล่าวหาว่ารัฐบาลเป็นตัวแทนของความชั่วร้ายที่ทุจริต ไม่มีจริยธรรม และอาศัยฐานกำลังมวลชนของพรรคการเมืองเก่าแก่จากหัวเมืองต่างๆ เข้าร่วมสมทบ
โดยแนวร่วมสำคัญคือ เครือข่ายอำมาตย์ ขุนนาง ราชนิกูล ขุนศึก สื่อสารมวลชนบางสำนัก เอ็นจีโอบางส่วน นายทุนที่ได้รับผลกระทบจากแนวนโยบายประชานิยม และประชาชนที่ไม่พอใจรัฐบาล

6.พิจารณาการสื่อสารกับสาธารณะ
การชุมนุมเริ่มแรกนั้นเป็นไปอย่างดุเดือด เผ็ดร้อน หยาบคาย เต็มไปด้วยข้อกล่าวหาต่างๆ นานา และข้ออคติที่รัฐบาลมักแก้เกมไม่ทันอยู่เสมอ ระยะหลังเมื่อมีการชุมนุมปักหลักยืดเยื้อ และมีประเด็นเรื่องการที่รัฐบาลจะใช้ความรุนแรง จึงเริ่มสุภาพขึ้น แต่ก็ขึ้นอยู่กับนักพูดแต่ละคนเช่นกัน ส่วนการสื่อสารกันภายในที่ชุมนุม ถูกวางแผนอย่างรัดกุม มีการใช้หลักจิตวิทยามวลชน และหลักนิเทศศาสตร์เวที โดยมีการสื่อสาร โน้มแนว มีจุดเบา มีจุดแรง มีจุดขอร้อง มีจุดปลุกระดม โดยสลับกับการเล่นดนตรีบนเวที ซึ่งมีการจ้างวานมาแทบไม่ซ้ำหน้ากัน

ส่วนการสื่อสารกับสาธารณะนั้น มีทีวีบางช่องคอยให้ความช่วยเหลือ และยังมีจุดแข็งคือ การมีหนังสือพิมพ์ นิตยสาร เว็บไซต์ และสื่อทางดาวเทียมเป็นของตัวเอง ซึ่งในระยะยาวยังสามารถสื่อสารให้สาธารณะเข้าใจในประเด็นของตนได้ อันจะส่งผลต่อรัฐบาลอย่างหนัก และอาจสั่นคลอนรัฐบาลได้

7.พิจารณารัฐบาลผสม
เนื่องจากรัฐบาลภายใต้การนำของนายสมัครนั้นเป็นรัฐบาลผสม ซึ่งไม่มีความเป็นเอกภาพ มักเกิดการแก้ปัญหาแบบติดๆ ขัดๆ เพราะแต่ละพรรคที่มาร่วมกันตั้งรัฐบาล มักแก้ปัญหาหรือนำเสนอแบบให้ภาพลักษณ์กับพรรคที่ตนเคยสังกัด บวกกับปัจจัยปัญหาจากภายนอกที่รุมเร้าไม่สามารถกำหนดได้ เช่น เรื่องราคาน้ำมัน ราคาพืชผลการเกษตร ค่าครองชีพ ฯลฯ การบริหารหรือการเสนอนโยบายให้กับประชาชนของรัฐบาลเป็นไปได้ยาก และพรรคร่วมรัฐบาลบางพรรคยังต่อสายกับพรรคฝ่ายค้าน เพื่อหวังจ้องเล่นงานรัฐบาลสมัครเช่นกัน แม่ทัพสมัครมักมีจุดอ่อนจุดแข็งหลายเรื่อง ส่วนใหญ่มักเป็นเรื่องปัญหาท่าทีท่วงทำนอง และการสื่อสาร

ปัญหาภายในประเทศ ระยะสั้นเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เรื่องการสื่อสารกับสาธารณะ ระยะยาวเรื่องการแก้ไขปัญหาน้ำมัน ราคาพืชผลการเกษตร ค่าครองชีพ และการสร้างความยอมรับจากสังคมในทุกภาคส่วนในการแก้ปัญหาบริหารบ้านเมืองของรัฐบาล

แนวทางการจัดการการชุมนุมยืดเยื้อของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
1.หากข้าศึกฮึกเหิม จงเลี่ยงการเผชิญหน้า และต้องทำให้เขาอ่อนแอเสีย
2.หากข้าศึกเข้มแข็ง จงทำให้เขาต้องอ่อนล้า และยากลำบาก
3.หากข้าศึกพยายามสร้างแนวร่วม ให้ตัดแนวร่วมมิให้สร้างได้
4.หากข้าศึกอยู่ในที่แจ้ง ต้องทำให้เขาอยู่ในที่มืด เสมือนปิดตาย เข้าออกลำบาก ปิดล้อมให้สื่อสาร แบบยากแก่การสื่อสารกับภายนอกได้เข้าใจ
5.เกาะติดทุกความเคลื่อนไหวของฝ่ายข้าศึกทุกขั้นตอน พยายามสร้างความแตกแยกให้เกิดขึ้นภายในแม่ทัพของข้าศึกด้วยกัน และให้พยายามหาประเด็นที่จะโดดเดี่ยวแกนนำ ออกจากมวลชนที่เข้าร่วมชุมนุม
6.ใช้อ่อนสยบแข็ง ทำให้เหมือนรัฐบาลถูกทำร้าย ถูกรังแก ถูกระราน สร้างความเห็นใจจากคนภายในและภายนอกประเทศ

วิธีการจัดการการชุมนุมยืดเยื้อของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
1.อาศัยสื่อในมือของภาครัฐที่มีอยู่ทั้งหมด บอกกับพี่น้องประชาชนว่า รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยของประชาชน ยอมทุกอย่างแล้ว ถ้ากลุ่มพันธมิตรฯ ต้องการขับไล่รัฐบาล ต้องถามคนทั้งประเทศเสียก่อน และคนส่วนใหญ่ทั้งประเทศคงไม่ยอม เพราะเลือกเข้ามาแล้ว ประชาชนอยากให้บ้านเมืองเดินหน้า และรัฐบาลจะเปิดให้ตัวแทนกลุ่มพันธมิตรฯ มาช่วยกันบริหารประเทศ โดยเสนอความคิดเห็นมาได้เลย เพราะรัฐบาลจะรับฟังและเปิดทุกวัน และจะให้การต้อนรับอย่างดี
2.โหมกระพือข่าวเรื่องการรัฐประหาร เพื่อให้คนกลัวทหารมายึดอำนาจ และเป็นการบล็อกทหารเอาไว้ด้วย ให้ทหารที่รัฐบาลคุมได้ออกมาช่วยพูดเรื่องการรัฐประหาร แบบอย่างน้อยอาทิตย์ละหนึ่งครั้ง เพราะมวลชนบางส่วนที่ไม่พอใจรัฐบาลแต่ก็ไม่กล้าเข้ามาร่วมชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรฯ เพราะได้เคยเห็นรัฐประหารมาแล้ว และกลัวนำไปสู่เงื่อนให้มีการรัฐประหารซ้ำๆ อีก
3.ส่งตัวแทนของรัฐบาล เช่น คุณเฉลิม หรือหมอเลี้ยบ หรือคุณมิ่งขวัญ (นายกฯ สมัคร ห้ามไป) พยามยามเข้าไปคุยกับแกนนำพันธมิตรฯ ก่อนจะเข้าไปคุยกับฝ่ายแกนนำพันธมิตรฯ นั้น ต้องกระพือข่าวให้รู้กันไปทั่วก่อน จากนั้นค่อยเดินเข้าไปคุยเจรจาจากทางด้านหลังของเวทีการชุมนุม หากแกนนำพันธมิตรฯ ไม่คุยด้วยยิ่งเป็นฝ่ายเสียเปรียบในทางการเมือง และช่วงนั้นจะมีคนที่ร่วมการชุมนุมในกลุ่มพันธมิตรฯ จะวุ่นวายภายในชั่วขณะ เพราะคนที่อยู่ข้างหลังก็อยากมาฟังข้างหน้าว่าพูดคุยอะไรกัน และจะมีผู้ชุมนุมบางส่วนโกรธแค้น เกิดการด่าทอและขว้างปาอย่างแน่นอน ฝ่ายกลุ่มพันธมิตรฯ ยิ่งจะเสียหายไปใหญ่ เพราะรัฐบาลต้องรู้จักเล่นกับสื่อให้เป็น ถ้าคุณเฉลิมไปเอง การชุมนุมจะเฉาลง เพราะภาพจะเห็นว่ากลุ่มผู้ชุมนุมไม่คุยกับรัฐบาล ภาพจะสื่อออกมาว่าฝ่ายกลุ่มผู้ชุมนุมมีเจตนาที่ร้าย จงใจเปลี่ยนแปลงการปกครองอย่างชัดเจน
4.นำเอาข้อมูลที่แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ เคยพูดพาดพิง พล.อ.เปรม หรือพูดกระทบเบื้องสูง มาโต้กลับ แล้วตีให้เป็นประเด็นเหมือนพรรคการเมืองเก่าแก่ทำ เช่น นายสุริยะใสเคยพูดไว้ตามนี้
http://www.onopen.com/2007/editor-spaces/1424 และถ้าเป็นไปได้ให้เจาะข้อมูลแกนนำรายบุคลออกมาเผยแพร่ด้านลบ ให้มากกว่าด้านบวก แต่ต้องนำเสนอแบบที่สังคมรับได้ ไม่เอียงจนเกินไป
5.ต้องพยามพูดถึงการชุมนุม พูดถึงการสร้างความแตกแยก สร้างความเสียหาย มาถ่ายทอดผ่านสื่อ เพื่อหนึ่ง สังคมจะได้ไม่คล้อยไปตามกลุ่มพันธมิตรฯ กล่าวหารัฐบาล เรื่องการจาบจ้วงเบื้องสูง สอง เป็นการลดระดับความชอบธรรมของกลุ่มพันธมิตรฯ ลง และจะลดลงได้อย่างมาก เพราะความสำคัญของการปักหลักชุมนุมยืดเยื้อคือ การที่ต้องมีคนเข้ามาร่วมชุมนุมถ่ายเทอยู่ตลอดเวลา ถ้ามวลชนไม่เพิ่มขึ้นเลย มีขนาดปกติ ไม่มีการขยายตัว นั่นคือสัญญาณที่กลุ่มพันธมิตรฯ เตรียมนับถอยหลัง และม้วนเสื่อกลับบ้านได้เลย และภาพก็จะปรากฏว่ารัฐบาลไม่ได้เป็นไปตามที่ฝ่ายกลุ่มพันธมิตรฯ กล่าวหา
6.วิธีการสุดท้ายคือ การสลายการชุมนุมอย่างสันติ และละม่อม รัดกุม เพื่อเข้าไปจัดการเฉพาะกับสิ่งของที่กีดขวางถนนและการสัญจรของประชาชน ถ้าเป็นไปได้อย่าตอบโต้กลุ่มผู้ชุมนุม และให้เชิญผู้สื่อข่าวไปเป็นพยาน โดยให้พูดถึงการทำผิดกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และยกกรณีที่ประเทศที่เป็นประชาธิปไตยส่วนใหญ่เขาก็ทำกันอย่างนี้ และที่ต้องทำแบบนี้ก็เพื่อรักษาความมั่นคงของประเทศ ไม่ใช่ความมั่นคงของรัฐบาล ซึ่งจะปล่อยให้คนห้าคน สิบคน มาเป็นตัวแทนของคนทั้งหมดไม่ได้ (โดยส่วนตัวข้าพเจ้าไม่เห็นด้วยกับการสลายการชุมนุม แต่นี่คือวิธีสุดท้าย)

...รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง...


จินตนาการของม็อบ

การชุมนุมประท้วงขับไล่รัฐบาลของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แต่ไม่ยึดหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อ้างแค่ความชอบธรรมการชุมนุมสามารถทำได้ตามรัฐธรรมนูญ แต่ไม่สนใจว่าในระบอบการปกครองประชาธิปไตยนั้น การเปลี่ยนแปลงรัฐบาลต้องใช้ระบบรัฐสภา ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้าน ไม่ใช่ตั้งก๊วนตั้งแก๊งกันข้างถนน สร้างเงื่อนไขให้เกิดความวุ่นวาย เพื่อให้ทหารเข้ามาแก้ปัญหาโดยการทำรัฐประหาร เหมือนที่เคยประสบความสำเร็จ ประกาศเป็นชัยชนะอย่างภาคภูมิใจของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หลังเหตุการณ์รัฐประหารวันที่ 19 กันยายน 2549

ในการขึ้นไปพ่นน้ำลายบนเวทีที่ยึดถนนราชดำเนินเป็นอาณาจักร ให้ถนนราชดำเนินเป็นถนนจำลองเดินไปโดยปริยายนั้น ผู้ขึ้นไปพ่นน้ำลายในคำหยาบคายสารพัดที่นึกขึ้นมาได้ แต่มีเป้าหมายเดียวกันคือ ต้องการจะโค่นระบอบทักษิณ ซึ่งเป็นนามธรรมที่หาคำจำกัดความไม่ได้ว่าหมายถึงอะไร

ทำให้แก๊งข้างถนนสร้างความชอบธรรมให้กับตัวเอง ในการยึดถนนราชดำเนินเป็นอาณาจักรชุมนุมประท้วงขับไล่รัฐบาลของ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี หลังจากที่ญัตติการแก้ไขรัฐธรรมนูญตกไป และ นายจักรภพ เพ็ญแข ลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นเงื่อนไขของแก๊งข้างถนนปลุกระดมให้คนมาชุมนุมประท้วง

ซึ่งหากเป็นการชุมนุมประท้วงของกลุ่มอื่นๆ เมื่อการประท้วงบรรลุผลสำเร็จ ก็ต้องสลายการชุมนุม แต่นี่กลับชุมนุมต่อไป สร้างจินตนาการ สร้างเรื่องกล่าวหาว่า รัฐบาลของ นายสมัคร สุนทรเวช เป็นหุ่นเชิดของระบอบทักษิณ

ทั้งที่รัฐบาลชุดนี้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง และคณะรัฐมนตรีได้เข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณต่อหน้าพระพักตร์ขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก่อนเข้าปฏิบัติหน้าที่บริหารราชการแผ่นดิน

การชุมนุมประท้วงที่ยืดเยื้อนั้น การพ่นน้ำลายบนเวทีแต่ละวันแต่ละคืน ก็สร้างเรื่องใหม่ๆ ขึ้นมา ทั้งจากความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในสังคม และเรื่องที่จินตนาการขึ้นมาเอง เพื่อปั่นหัวให้คนที่ถูกชักชวนมานั่งกรำแดดกรำฝนคล้อยตาม

เช่น กล่าวหาระบอบทักษิณ กำลังจะขายชาติให้กับแขกซาอุดิอาระเบีย โดยการเปิดทางให้แขกซาอุฯ มาเช่าที่นาปลูกข้าวที่ จ.สุพรรณบุรี ทั้งๆ ที่ข้อเท็จจริง เป็นแค่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พามหาเศรษฐีชาวซาอุฯ มาดูการทำนา เพื่อเจรจาซื้อข้าวจากประเทศไทย

ซึ่งข้อเท็จจริงนั้น นายสมัคร สุนทรเวช ได้ชี้แจงไปแล้วทางรายการ “สนทนาประสาสมัคร” แต่นักพ่นน้ำลายไม่วายกล่าวหาว่าขายชาติ

หรือการจินตนาการทันทีที่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ พี่ชายของ คุณหญิงพจมาน ชินวัตร กลับมาดำรงตำแหน่งรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ อาวุโสอันดับ 1 ก็เพื่อสืบทอดระบอบทักษิณ

เพราะ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ จะเกษียณอายุราชการ ในปี 2552 ทำให้ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ซึ่งอาวุโสอันดับ 1 ซึ่งตามประเพณีปฏิบัติก็ต้องขึ้นดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

แต่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย พยายามสร้างภาพสร้างจินตนาการว่า เป็นการสืบทอดอำนาจของระบอบทักษิณ

และ...เมื่อ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ แบ่งงานให้กับรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มอบหมายให้ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ เป็นรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ฝ่ายปราบปราม 1 ก็กล่าวหาว่า แบ่งงานเพื่อเรียนรู้งานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

มันจะบ้ากันไปใหญ่ พวกแก๊งข้างถนน

ทำไมไม่พูดความจริงกันบ้างล่ะว่า พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ นั้นถูกคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ หรือ คมช. ย้ายจากรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ อาวุโสอันดับ 1 ไปประจำสำนักนายกรัฐมนตรี หลังการทำรัฐประหาร เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549

เมื่อ นายสมัคร สุนทรเวช ได้ให้ความเป็นธรรมกับข้าราชการที่ถูกคณะรัฐประหารรังแก ก็จะคืนความชอบธรรมให้

หากไม่มีเหตุการณ์รัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ จะขึ้นดำรงตำแหน่งต่อจาก พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ด้วยซ้ำไป

การแต่งตั้งโยกย้ายนายตำรวจระดับผู้กำกับจำนวนกว่า 300 ตำแหน่ง ก็จะไม่ต้องมาสะสางกันทุกวันนี้ แต่แก๊งข้างถนนกลับชื่นชมคนที่ทำให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติวุ่นวาย ทั้งการปฏิบัติและการบริหาร

นี่คือสิ่งที่แก๊งข้างถนนจินตนาการและสร้างเรื่องขึ้นมาแต่ละวัน ด้วยความที่จินตนาการกันเพลิน ทำให้เรื่องที่กล่าวหาคนอื่นนั้น ก็เป็นฝ่ายทำเสียเอง เช่น กล่าวหาว่ารัฐบาลนายสมัคร จะทำให้ประเทศไทยเป็นสาธารณรัฐ แต่แก๊งพันธมิตรฯ กลับตั้งอาณาจักรซ้อนอาณาจักรขึ้นบนถนนราชดำเนิน

นี่หรือคนที่มีผ้าโพกหัวว่า “กู้ชาติ” แต่กลับตั้งอาณาจักรขึ้นมาซ้อนกับอาณาจักรไทย และไม่ปฏิบัติตามกฎหมายและรัฐธรรมนูญของประเทศไทย

เอกฉัตร


กระหน่ำด่าม็อบ ถนนของใคร?

นับหมื่นฉะทำรถติดลั่นเว็บไซต์-วิทยุ
รุมถล่มแหลก “พันธมิตร” ตัวการทำการจราจรเป็นอัมพาตทั่วเมือง คนนับหมื่นพร้อมใจตั้งคำถามและก่นด่า ผ่านทั้ง เว็บไซต์-รายการวิทยุ-ศูนย์ฮอตไลน์ ระบุทำไมต้องปิดถนนทำประชาชนเดือดร้อน อยากรู้ “ถนนของใครกันแน่” พร้อมติงรัฐบาลไม่จัดการกับพวกก่อกวนให้เด็ดขาด ชาวบ้านโอดเสียงดังจนนอนไม่หลับ ขายของก็ไม่ได้ ซ้ำยังห่วงความปลอดภัยของลูก-หลาน ขณะที่ครู-นร. เดือดร้อนถ้วนหน้า ต้องเดินไปโรงเรียนแถมเรียนหนังสือไม่รู้เรื่อง ด้าน สนนท. จี้ยุติการชุมนุม หวั่นลากยาวไปสู่การปฏิวัติรัฐประหาร

การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นอกจากจะสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจเป็นจำนวนมหาศาล ฉุดรั้งการทำงานของรัฐบาลที่จะต้องแก้ปัญหาวิกฤติของบ้านเมืองแล้ว ยังได้สร้างความเดือดร้อน ยุ่งยากและความรำคาญให้กับประชาชนอีกจำนวนมาก

โดยเฉพาะปัญหาการจราจรที่กลุ่มพันธมิตรฯ ตกลงใจไม่ทำตามคำร้องขอของฝ่ายเจ้าหน้าที่ตำรวจในการเปิดเส้นทางจราจร ได้ส่งผลกระทบอย่างมากและมีเสียงสะท้อนเป็นวงกว้างผ่านเว็บไซต์ รายการวิทยุจราจรต่างๆ รวมไปถึงฮอตไลน์สายด่วยหลายแห่ง

เวทีม็อบเสียงดัง-นอนไม่หลับ
นางน้อย ชาวบ้านในชุมชนวัดโสมนัส กล่าวว่า ชาวบ้านในชุมชนได้รับความเดือดร้อนมากจากเสียงเครื่องขยายเสียงของกลุ่มผู้ชุมนุมที่มีตลอดทั้งวันทั้งคืน โดยในช่วงกลางคืนถึงกับนอนไม่หลับเลยทีเดียว โดยเฉพาะเด็กๆ มีปัญหามาก บางคืนหลานสาวต้องลุกขึ้นมานั่งร้องไห้ เพราะว่าง่วงนอนแต่นอนไม่หลับ แม้แต่ตนเองก็รู้สึกว่ามีอาการเครียดตลอดเวลาเหมือนกัน

นอกจากนี้ชาวบ้านในชุมชนก็ยังรู้สึกไม่ปลอดภัย และเป็นห่วงเวลาที่ลูกหลานออกไปนอกบ้านและต้องผ่านไปทางกลุ่มผู้ชุมนุม เพราะไม่รู้ว่าใครเป็นใคร และไม่รู้ว่าจะเกิดการปะทะกันเมื่อไร

น้ำมันก็แพงยังต้องขับรถอ้อม
บางบ้านที่ลูกหลานเป็นวัยรุ่น บางคนก็มีจักรยานยนต์ขี่เที่ยวกันเป็นกลุ่มๆ ผู้ใหญ่ก็พยายามสั่งไม่ให้ออกไปนอกบ้าน เพราะเกรงจะถูกกลุ่มผู้ชุมนุมมองว่าเป็นพวกมาก่อกวน และอาจทำร้ายร่างกายได้ เพราะเท่าที่เห็นจากข่าวกลุ่มผู้ชุมนุมมีอาวุธเป็นไม้กระบอง เป็นมีดเต็มไปหมด และยังมีหนังสติ๊กด้วย ซึ่งอันตรายมาก เพราะว่าอยู่ไกลๆ ก็สามารถโดนทำร้ายได้ โดยไม่รู้จะไปจับมือใครดม

ด้านนายตูน อายุ 28 ปี อาชีพขับรถรับจ้าง กล่าวว่าทุกวันนี้น้ำมันก็แพง ยังจะต้องขับรถหลบพวกม็อบไปอ้อมรถไกลมาก เสียน้ำมันไปอีกหลายบาท ใครจะมารับผิดชอบ และที่สำคัญคนที่มาจ้างก็น้อยลงด้วย เพราะไม่มีใครอยากจะมาแถวนี้ในช่วงนี้

เด็กนร.ต้องเดินไปโรงเรียน
ขณะที่เด็กนักเรียนในย่านนั้นระบุว่าลำบากมาก เพราะต้องเดินวันละ 3 ป้ายรถเมล์ ขณะที่อีกคนบอกว่าต้องเดินกลับบ้าน เพราะรถเมล์ไม่สามารถวิ่งผ่านโรงเรียนได้เหมือนแต่ก่อน ทั้งยังบอกด้วยว่าเพื่อนบางคนได้รับความเดือดร้อนมากจนไม่มาเรียนเลยก็มี

เช่นเดียวกับ นายนพพล เหลาโชติ ผอ. โรงเรียนวัดมกุฏกษัตริยาราม กล่าวว่า จากการชุมนุมของม็อบพันธมิตรฯ ทำให้นักเรียนหายไปถึงประมาณ 30% และการเดินทางมาโรงเรียนก็เป็นไปด้วยความยากลำบาก นักเรียนหลายคนมาโรงเรียนสาย แต่ทางโรงเรียนก็ต้องอะลุ้มอล่วยให้ เพราะเข้าใจในปัญหาและอุปสรรค

เสียงดังรบกวนการเรียน-การสอน
นอกจากนี้ครูเองก็ได้รับความเดือดร้อนเช่นกัน บางคนต้องจอดรถไว้ที่บ้านหรือกลางทาง แล้วนั่งรถเมล์มาอีกต่อหนึ่ง เพราะไม่สามารถนำรถเข้าไปจอดในโรงเรียนได้ ซึ่งทั้งหมดนั้นเป็นอุปสรรคมากต่อการเรียนการสอน

ส่วน นายชาญณรงค์ แก้วเล็ก ผอ.โรงเรียนวัดโสมนัส กล่าวว่าการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ นอกจากจะทำให้ครูและนักเรียน เดินทางมาโรงเรียนลำบากแล้ว ก็ยังมีเสียงรบกวนเข้ามาในโรงเรียนด้วย และบางครั้งถึงกับทำให้นักเรียนของโรงเรียนบางคนที่เป็นเด็กพิเศษถึงกับร้องไห้อยู่ตลอดเวลา

ชาวเว็บโพสต์ด่าม็อบกันสนั่น
ขณะเดียวกันก็มีการโพสต์ข้อความเอาไว้ตามเว็บไซต์ต่างๆ ต่อว่ากลุ่มพันธมิตรฯ รวมทั้งระบายความอัดอั้นที่เกิดจากความเดือดร้อนจากการชุมนุม โดยเฉพาะที่เว็บไซต์ชื่อดัง
www.pantip.com มีข้อความที่น่าสนใจหลายต่อหลายข้อความ อาทิ

“ชอบพูดกันว่าการชุมนุมทางประชาธิปไตยเนี่ยทำได้ แต่ชุมนุมแล้วชาวบ้านเดือดร้อน รถติด+ต้องปิดถนน เนี่ยมันไม่ผิดเลย? ทำให้ชาวบ้านเดือดร้อนมากๆ ไม่ผิดเลยเหรอ +แถมยังมีความพยายามสร้างความปั่นป่วน ต้องการให้เกิดความวุ่นวาย ก็ไม่ผิดเลยเหรอ ทำไมคนกลุ่มนี้ ถึงมีสิทธิเหนือกว่าสังคมส่วนรวม...”

ไล่ส่งไปชุมนุม 3 จว.ชายแดน
“ทุกวันนี้รายได้ก็ไม่พอค่าใช้จ่ายแล้ว แล้วพวกแกเนี่ยจะออกมาปิดถนนทำไม ต้องเสียค่ารถเมล์เพิ่มอีกตั้ง 2 ต่อ (จากเดิม 2 ต่อก็ถึงที่หมาย) แต่ตอนนี้ต้องเป็น 4 ต่อ ถ้าจะให้เดินสงสัยว่า 10 โมงก็คงไม่ถึงที่หมายแน่นอน พวกแกเป็นเจ้าของถนนรึไง ถึงได้บังอาจนัก เงินที่พวกนายไปจ้างพวกมานั่งมานอนบนถนนนั่นน่ะ เอามาทำบุญซะจะดีกว่าไหม

แต่เอ! สงสัยว่าจะห่างวัดนะคงไม่รู้จักทำบุญ ยิ่งท่าน...ไม่น่าจะเป็นคนที่มีตัณหาจัด คงอยู่ในอัตตาเหลือเกิน พฤษภาก็ครั้งหนึ่งแล้ว ถ้าให้ดีช่วยเลิกก่อความวุ่นวายเสียที หรือถ้ายังอยากจะชุมนุมช่วยกรุณาไปชุมนุมที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ดีกว่าไหมคะ คนในกทม.จะได้ไม่เดือดร้อน...พิมเสนมัน”

เกลียดมัน!พวกเห็นแก่ตัว
“1.ปิดถนนทำไมครับ ทำไมไม่ชุมนุมที่อื่นที่ไม่สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนล่ะครับ 2. ตอนแรกทำทีชุมนุมต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่เมื่อญัตติการขอยื่นแก้ไขต้องตกไปเพราะเสียงไม่ครบ ก็ควรจะเลิกชุมนุมใช่ป่ะ แต่ดันไม่เลิกเปลี่ยนเรื่องมาไล่รัฐบาลเฉยเลย รัฐบาลนี้มาจากการเลือกตั้งนะครับ มาจากเสียงของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ 3. สมาชิกแกนนำทั้งห้า แต่ละคนเคยทำร้ายประเทศชาติมาตลอดช่วง 2-3 ปี จะไม่ให้ผมเกลียดได้อย่างไร พวกเห็นแก่ตัว… yaigoal”

“ถ้ารัฐบาลทุจริต ฝ่ายค้านมีไว้ทำไม สภามีไว้ทำไม ยื่นญัตติไม่ไว้วางใจสิครับ... ไม่เห็นต้องมาชุมนุมกันเลย พวกคุณขัดขวางการจราจร ทำให้คนอื่นเดือดร้อน สุดท้ายอยากรู้จริงๆ ว่า พันธมิตรฯ มีไว้ทำไม เป็นองค์กรที่อยู่ตรงไหนในรัฐธรรมนูญ ได้คืบจะเอาศอก ยกระดับการชุมนุมเป็นการขับไล่รัฐบาล ทั้งที่รัฐบาลเขาถอยจนสุดตัวแล้ว

สถานการณ์มันเปลี่ยนไปแล้ว คนส่วนใหญ่เขาไม่ได้คิดอย่างพันธมิตรฯ เขาเบื่อการชุมนุมเต็มทน เพราะเขาเดือดร้อน รัฐบาลอยู่แค่ 3 เดือน ก็รีบร้อนจะไล่เขาแล้ว มันเร็วเกินไป เข้าใจไหมว่าสถานการณ์มันยังไม่สุกงอมพอ คนส่วนใหญ่เขาไม่เห็นด้วย ลองเลิกฟัง ASTV แล้วเปิดหูเปิดตาคุยกับพ่อค้าแม่ค้าบ้าง ก็จะรู้ความจริง!... netboyZ”

พวกปิดถนนมีน้ำใจหรือเปล่า
“อยากฝากถึงคนที่ไปร่วมกันทำลายประเทศกับพันธมิตรฯ ว่า ลองตั้งสติทำใจให้เป็นกลางซะหน่อย แล้วคิดสักนิดว่าการกระทำของพวกท่านมันชอบธรรมหรือไม่ ...การทำประชามติว่าจะแก้หรือไม่แก้ รธน. มันเป็นวิธีที่ถูกต้องชัดเจนตามหลักประชาธิปไตยแล้ว แต่พวกท่านกลับไม่ยอมรับ ...กลับจะกอด รธน.50 ไว้ ไม่ยอมให้ใครมาแตะต้อง ทั้งๆที่ไม่ได้มาจากประชาธิปไตยเลย ประชาชนส่วนใหญ่เดือดร้อนเพราะพวกพันธมิตรฯ มามากแล้ว หากหมดสิ้นความอดกลั้นขึ้นมาก็อย่าว่ากัน เพราะพวกคุณสมควรที่จะได้การตอบโต้อย่างสาสม.. Miyako”

“คนส่วนใหญ่เขาไม่ได้ฟังมันหรอกครับ แค่เบื่อหน่ายเลยปล่อยๆมันบ้า จะชุมนุมไม่มีใครว่า เขาขอไม่ให้ปิดการจราจรมันยังไม่ให้ แค่นี้ก็รู้แล้ว ว่ามีน้ำใจหรือเปล่า เถียงกับพวกมันก็เหมือนเถียงกับเด็กที่จะเอาชนะอย่างเดียว คนส่วนใหญ่เลยเงียบๆดีกว่า เพราะมันก็แถไปเรื่อย มันไม่สนใจคนอื่นนอกจากตัวเอง แก่ปูนนี้แล้วคงอยู่ได้อีกไม่นานหรอก...Family Portrait”

ปชช.สงสัย “ถนนของใครกันแน่”
ส่วนสถานีวิทยุจราจรทั้ง จส.100 และ สวพ. 91 ก็ปรากฏว่ามีประชาชนโทรศัพท์เข้ามาตลอดเวลาเช่นกันตลอดทั้งวัน โดยเฉพาะเวลาเร่งด่วนในตอนเช้าที่พากันโทรศัพท์มาบ่นว่ารถติดมาก และบ้างก็บอกว่า “เมื่อไรจะเลิกชุมนุมเสียที เพราะชาวบ้านเขาเดือดร้อน”

รวมทั้งมีผู้โทรศัพท์แจ้งว่าในขณะที่มีการปิดถนน ในบริเวณการชุมนุมกลับมีกลุ่มคนที่ร่วมการชุมนุม ที่น่าจะเป็นพวกการ์ดออกเล่นฟุตบอลกันด้วย โดยไม่สนใจไยดีการจราจรที่ติดขัด และได้ตั้งคำถามว่า “ถนนของใครกันแน่”

ด่าผ่านฮอตไลน์สายแทบไหม้
ส่วนสายฮอตไลน์ร้องทุกข์ของรัฐบาล ทั้ง 1111 ของสำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และ 1374 ของหน่วยความมั่นคงแห่งชาติ ปรากฏว่ามีผู้โทรศัพท์เข้ามาร้องทุกข์วันละนับพันสาย จนถึงขณะนี้รวมแล้วนับหมื่นสาย บ้างก็ระบุว่าอยากให้รัฐบาลรีบปราบปรามพวกที่ชุมนุมกีดขวางการจราจรออกไปให้หมด

บางคนก็ต่อว่าด้วยถ้อยคำรุนแรง และมีบางคนที่ต่อว่าไปถึงนายกรัฐมนตรี และรัฐบาล ที่ไม่ตัดสินใจอย่างเด็ดขาดในการปราบม็อบ

สำหรับในส่วนของหน่วยงานความมั่นคง แหล่งข่าวรายหนึ่งระบุว่า ทหารไม่มีหน้าที่ในการแก้ปัญหาดังกล่าว แต่จะรวบรวมปัญหาที่ได้รับไว้ทั้งหมดส่งต่อไปให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป

สนนท. วางหรีดพันธมิตร
วันเดียวกันนี้ สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) นำโดย นายพงษ์สุวรรณ สิทธิเสนา เลขาธิการ สนนท. พร้อมด้วยนิสิตนักศึกษาประมาณ 20 คน ได้นำพวงหรีดมาวางที่หน้าสำนักงานคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) พร้อมออกแถลงการณ์แสดงจุดยืนและท่าทีต่อกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และ ครป.
โดยเฉพาะ นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานเครือข่ายพันธมิตรฯ เพื่อให้กลุ่มดังกล่าวสร้างทิศทางของสังคมนำไปสู่การแก้ไขวิกฤติทางการเมืองและร่วมสร้างประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ดังนั้น สนนท.จึงแสดงจุดยืนและท่าที 3 ข้อ คือ 1.ไม่เห็นด้วยกับการออกมาเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่มีทิศทางนำไปสู่วิกฤตการณ์ทางการเมืองซึ่งอาจจะกลายเป็นเงื่อนไขที่นำไปสู่การใช้ความรุนแรงของผู้ชุมนุมเอง 2. แกนนำพันธมิตร ฯ ต้องรับผิดชอบต่อประชาชนภายหลังการเคลื่อนไหวที่อาจนำไปสู่การรัฐประหารและใช้ความรุนแรงระหว่างประชาชนด้วยกันเอง3. รัฐบาลต้องแก้วิกฤติทางการเมืองด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยโดยประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจด้วยกลไกของรัฐสภาซึ่งนำรัฐธรรมนูญปี 2540 เป็นต้นร่างทำประชามติและให้ประชาชนลงประชามติระหว่างแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยใช้ปี 2540 เป็นต้นร่างกับไม่ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550

ห่วงพันธมิตรชักนำปฏิวัติ
นายพงษ์สุวรรณ สิทธิเสนา เลขาธิการ สนนท. กล่าวว่ามาวางพวงหรีดที่หน้าสำนักงานคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย หรือ ครป. เพื่อขอให้กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และ ครป. รวมทั้ง นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานเครือข่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ทบทวนท่าที และการชุมนุมในขณะนี้ที่สร้างความสับสนแก่ประชาชน เพราะเป็นการสร้างเงื่อนไขที่จะก่อให้เกิดความรุนแรง ทำให้เศรษฐกิจตกต่ำ ซึ่ง สนนท. ไม่เห็นด้วย เพราะสุ่มเสี่ยงและจะกลายเป็นเงื่อนไขที่นำไปสู่การรัฐประหารได้

นอกจากนี้ สนนท. ยังเรียกร้องให้รัฐบาลต้องแก้วิกฤติทางการเมือง ด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย โดยนำรัฐธรรมนูญปี 2540 เป็นต้นร่างก่อนทำประชามติ โดยให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน

เสธ.หนั่นติงม็อบหยุดได้แล้ว
ด้าน พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ที่ปรึกษาพรรคชาติไทย กล่าวว่า ตอนนี้ไม่มีสถานการณ์อะไรที่น่าเป็นห่วง เนื่องจากท่านนายกฯ ได้มอบหมายให้ทางตำรวจเข้าไปเจรจาเพื่อให้กลุ่มม็อบย้ายเวทีการปราศรัย โดยส่วนตัวมองว่าไม่มีความจำเป็นอะไรที่ตัวท่านนายกฯ เองจะต้องเป็นคนไปพูดคุยกับทางม็อบโดยตรง เพราะว่าต่างคนก็ต่างร้อน ยิ่งตอนนี้ยังอยู่ในสภาวะโลกร้อนอยู่ด้วย

ส่วนกรณีที่จะมีการเสนอให้ นายโคทม อารียา มาเป็นตัวกลางในการพูดคุยกับทางกลุ่มม็อบนั้น มองว่าเป็นทางเลือกอีกทางที่ดี ในประเด็นที่มีข่าวออกมาว่าจะมีการเสนอให้ประกาศว่าประเทศอยู่ในภาวะฉุกเฉิน เพื่อเป็นวิธีการในการคลี่คลายปัญหา มองว่าตอนนี้สถานการณ์ยังไม่ได้รุนแรงถึงขั้นนั้น และประเทศก็อยู่ในระบอบประชาธิปไตยด้วย

อยากฝากถึงกลุ่มพันธมิตรฯ ว่า พอได้แล้ว เพราะว่าเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น ได้มีความชอบธรรมมาก เพราะว่ามีทั้งพรรคฝ่ายค้านและรัฐบาลร่วมหารือในเรื่องดังกล่าวอยู่ ถึงเวลาที่ควรจะรับฟังได้แล้ว

"จำลอง"แบะท่าพร้อมเจรจา
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นับเป็นวันที่ 11 ยังคงมีการผลัดขึ้นปราศรัย ท่ามกลางผู้ชุมนุมไม่คึกคักมากเท่าช่วงดึกที่ผ่านมา โดยได้เน้นเป้าโจมตีไปยังนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ที่บริหารงานแก้ไขปัญหาปากท้องประชาชนผิดพลาด เกิดปัญหาข้าวยากหมากแพง และมุ่งเพียงแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ไม่ใช่ปัญหาเร่งด่วนต่อประชาชน พร้อมกับได้เรียกร้องให้รัฐบาลลาออกจากการบริหารประเทศ

ขณะที่ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง หนึ่งในแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กล่าวว่า พันธมิตรฯยังปิดการจราจร เพราะเป็นห่วงความปลอดภัยของผู้ชุมนุมที่อาจถูกทำร้ายจากกลุ่มต่อต้านที่แฝงตัวเข้ามา นอกจากนี้ยังยืนยันว่า จะปักหลักชุมนุมต่อไป เพื่อต่อต้านรัฐบาล ที่หมดความชอบธรรมในการบริหารประเทศ ทั้งนี้พร้อมเคลื่อนย้ายสถานที่ชุมนุม หากมีเงื่อนไขและเวลาที่เหมาะสม

“การปรับรูปแบบการชุมนุมของพันธมิตร พร้อมที่จะปรับรับฟังความเห็นข้อเสนอของทุกฝ่าย แต่ต้องพิจารณาตามสถานการณ์ ขณะที่การเปิดให้มีการเข้ามาเจราจาทางพันธมิตรฯ ยังเปิดให้มีอยู่ตลอดเวลา แต่ไม่มีใครมาเจรจาแต่อย่างใด ถ้ามีการเจรจา พันธมิตรฯต้องนำมาหารือกับแกนนำพันมิตร และผู้ชุมนุมแล้วสรุปมาเป็นมติตามระบอบประชาธิปไตย ”

ฉะ!จำลองชอบเล่นนอกสถา
ด้าน ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานศูนย์ติดตามและวิเคราะห์การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ หรือ วอร์รูม เปิดเผยว่า ได้ทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี เพื่อสนับสนุนให้รัฐบาลที่มุ่งแก้ปัญหาให้กับประชาชน และเชื่อมั่นว่าการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ จะไม่กระทบการทำงานของรัฐบาล ส่วนการชุมนุมที่ยืดเยื้อ มองว่า พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ถนัดเล่นการเมืองนอกสภาฯ เพราะมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นองเลือดเกือบทุกครั้ง นอกจากนี้ ยังเห็นด้วยกับกลุ่มริบบิ้นสีขาวที่เคลื่อนไหว เพื่อต้องการให้สังคมเจรจาปรองดองด้วยสันติ

ส่วนข้อเสนอของนายแพทย์ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส ที่ว่าจะให้มีรัฐบาลแห่งชาตินั้น เป็นแนวคิดที่ไม่สอดคล้องกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ดี เข้าใจว่านายแพทย์ประเวศ ซึ่งมีต้นทุนทางสังคมสูงต้องการหาทางออกให้บ้านเมือง

จวก "จำลอง" ทำชาติเสียหาย
นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ มั่นใจว่าการที่สำนักข่าวต่างประเทศเริ่มเสนอข่าวการประท้วงของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จะไม่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่น เพราะต่างประเทศมองที่หลักการว่า การเลือกตั้งต้องเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรม แต่ยอมรับว่าหากการชุมนุมยืดเยื้ออาจจะมีผลในเชิงจิตวิทยา รัฐบาลจึงต้องทำงานให้มากขึ้น และกระทรวงฯ ต้องชี้แจงให้ต่างประเทศเห็นว่า รัฐบาลจะไม่ยอมให้ม็อบล้มรัฐบาล เพราะหากวันใดที่กฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย วันนั้นเสรีภาพก็จบสิ้น

อย่างไรก็ตาม นายนพดล กล่าวว่า เวลานี้เป็นที่ชัดเจนแล้วว่า การประท้วงตั้งเป้าล้มรัฐบาลโดยกระบวนการนอกรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นเรื่องผิดกฎหมาย รัฐบาลยอมไม่ได้ รัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง ควรมีอำนาจในการบริหารประเทศ การที่ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ประกาศยึดถนนราชดำเนินอย่างถาวร แสดงให้เห็นถึงวิธีคิดว่าไม่สนใจกฎหมายของประเทศ ยึดตัวกูของกู เอาความเห็นของตัวเองเป็นใหญ่ ซึ่งตนเกรงว่าจะทำให้ประเทศเสียหาย เหมือนสมัยรัฐบาล พล.อ.สุจินดา คราประยูร อย่างไรก็ตาม ต้องการให้แกนนำพันธมิตรฯ ทั้ง 5 คน ไปตั้งพรรคการเมือง และเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยตามปกติ ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นว่าคนกลุ่มน้อยจะทำลายผลประโยชน์ของคนกลุ่มใหญ่ในระยะยาว


ข้อมูลลึก‘จำลอง’หมิ่นสถาบัน แอบอ้างเคลื่อนม็อบเมื่อปี’35

“ลูกสาวอดีตสมุหราชองครักษ์” แฉเอง “จำลอง ศรีเมือง” เคยจาบจ้วงเบื้องสูง โกหกคำโตมาแล้ว บนเวทีเดือนพฤษภา ปี 35 หลอกประชาชนให้เคลื่อนขบวนไปหน้ารัฐสภา โดยอ้างว่าให้สมุหราช องครักษ์นำความกราบบังคมทูลเรียบร้อยแล้ว แถมตอนเข้าเฝ้าฯพร้อม “สุจินดา” ยังไม่ยอมแต่งตัวให้เหมาะสมกับกาลเทศะ ทั้งที่มีคนเตรียมสูทไว้ให้ เหมือนจงใจสื่อความหมายบางอย่าง เผยห่วงมีคนจงใจสร้างสถานการณ์ให้เกิดความรุนแรง

ท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมืองที่หลายฝ่ายเกรงว่าอาจจะนำไปสู่ความรุนแรงและความสูญเสียในบ้านเมือง อันมีชนวนมาจากการปักหลักชุมนุมขับไล่รัฐบาลโดยปราศจากเหตุผลของกลุ่มพันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตย นั้น
ที่ผ่านมาได้มีนิสิตนักศึกษา นักวิชาการ และภาคประชาชน ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นกันอย่างกว้างขวาง ว่าการชุมนุมดังกล่าวเชื่อได้ว่ามีกลุ่มคนที่จงใจจะให้ลุกลามไปสู่ความรุนแรง นำไปสู่การนองเลือด ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกคนไม่อยากจะเห็นคนไทยออกมาเข่นฆ่ากันเอง

รวมทั้งล่าสุดได้มีการโพสต์ข้อเขียนของ ปณีดา สิกขะมณฑล ที่ปรึกษากฎหมายอิสระ ลูกสาวของ พล.อ.ดำรง สิกขะมณฑล อดีตสมุหราชองครักษ์ บนเว็บไซต์หลายแห่ง รวมทั้งที่ www.pantip.com โดยเนื้อหาในข้อเขียนดังกล่าวได้ย้อนกลับไปถึงเหตุการณ์เดือนพฤษภาทมิฬ ที่มีโอกาสได้รับรู้ข้อมูลอีกด้านหนึ่ง ที่หลายคนไม่มีโอกาสได้รับรู้ และบอกเล่าถึงพฤติกรรมของ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง หนึ่งในแกนนำพันธมิตรฯ ในเหตุการณ์ครั้งนั้น ที่ทำให้เชื่อได้ว่าอาจมีความพยายามให้เกิดเหตุการณ์แบบเดียวกันขึ้นอีก

ปณีดา กล่าวว่าเหตุที่ออกมาเขียนเรื่องดังกล่าวเพราะอยากให้สติกับผู้ที่จะออกไปร่วมการชุมนุมว่าควรจะต้องใช้วิจารณญาณให้ดี รวมไปถึงยังเป็นห่วงเด็กๆ ที่พ่อแม่พาไปร่วมการชุมนุมอาจจะต้องพลอยโดนลูกหลงไปด้วย และที่สำคัญที่สุดคือไม่อยากเห็นคนไทยฆ่ากันเอง

ส่วนข้อคิดความเห็นและเรื่องราวต่างๆ ที่น่าจะเป็นบทเรียนสำคัญของการชุมนุมที่กำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้ คุณปณีดา “ดิฉันเป็นลูกสาวของ พล.อ.ดำรง สิกขะมณฑล อดีตสมุหราชองครักษ์ ซึ่งทำงานถวายสถาบันพระมหากษัตริย์มาเป็นเวลากว่า 30 ปี ดิฉันจึงได้มีโอกาสทราบดีว่า ทุกครั้งที่เกิดความวุ่นวายในบ้านเมืองนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ตลอดจนพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์จะทรงมีความไม่สบายพระทัยเป็นอย่างยิ่งในปัญหาของบ้านเมืองทุกครั้ง

เมื่อครั้งที่เกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ในปี พ.ศ. 2535 นั้น คุณพ่อของดิฉันไม่ได้กลับบ้านเลยในช่วงเวลาที่เกิดเหตุการณ์ความขัดแย้งนั้น และท่านก็เล่าให้ฟังว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ก็ไม่ได้ทรงบรรทมเลย ทรงเป็นห่วงประชาชน และทรงฟังข่าวเกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าวอยู่ตลอดเวลา

ในวันที่ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ประท้วงร่วมกับประชาชนอยู่ที่ถนนราชดำเนินกลาง (วันใดจำไม่ได้แน่ชัด) ท่านได้โทร.มาหาบิดาของดิฉันที่บ้าน ดิฉันจึงเรียนว่าบิดาของดิฉันไม่อยู่และไม่สามารถติดต่อได้ เนื่องจากท่านจะต้องปฏิบัติหน้าที่ถวายอารักขาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ อยู่ในพระตำหนัก ซึ่ง พล.ต. จำลอง ก็ขอให้ดิฉันเรียนบิดาว่าขอให้นำความขึ้นกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ว่าหาก พล.อ. สุจินดา คราประยูร ไม่ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ตนก็จะนำขบวนเคลื่อนไปยังลานพระบรมรูปทรงม้า

ดิฉันจึงเรียน พล.ต.จำลอง ว่า ขอได้โปรดงดการเคลื่อนย้ายขบวนประชาชนเพราะอาจเกิดเหตุการณ์ปะทะกับ ตำรวจหรือทหารที่เขามีหน้าที่ยับยั้งป้องกันไม่ให้ขบวนเดินไปใกล้พระราชวังสวนจิตรลดา เพราะเขาเป็นห่วงเรื่องการถวายอารักขา ซึ่ง พล.ต.จำลอง ก็ตอบว่าหาก พล.อ.สุจินดา ไม่ลาออก ก็จะเป็นภัยต่อประเทศเป็นอย่างยิ่ง เพราะจะเกิดการยึดครองอำนาจอย่างถาวรโดยกลุ่มทหาร

ดิฉันจึงได้เรียนท่านว่าดิฉันไม่สามารถติดต่อกับบิดาได้เลย เพราะท่านมีหน้าที่ถวายความปลอดภัยแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นั้นคือการที่ต้องถวายงานอย่างใกล้ชิดติดพระองค์และหมายถึงการต้องปิดโทรศัพท์มือถือในระหว่างปฏิบัติหน้าที่

ซึ่งก่อนที่ดิฉันจะวางโทรศัพท์ลงก็ได้ยินเสียงท่านพูดในเครื่องขยายเสียงว่าได้นำความเรื่องจะนำประชาชนเคลื่อนขบวนไปยังลาน พระบรมรูปทรงม้า เรียนแก่สมุหราชองครักษ์เพื่อนำความกราบบังคมทูลแล้ว ซึ่งไม่เป็นความจริงและดิฉันได้ ย้ำอีกว่าขอความกรุณา พล.ต.จำลอง หยุดการเคลื่อนย้ายขบวนประชาชนเพราะเกรงว่าจะเกิดเหตุการณ์วุ่นวาย ซึ่งอาจจะไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ แต่ท่านก็ไม่ได้ตอบกลับว่าอะไร

วันรุ่งขึ้นดิฉันก็ได้ทราบว่ามีการปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่กับประชาชนที่มาร่วมชุมนุมในขณะที่มีการ เคลื่อนย้ายขบวนไปยังลานพระบรมรูปทรงม้า ซึ่งต่อมา พล.ต.จำลอง และคณะผู้ร่วมเดินขบวนก็ถูกนำตัวไป ควบคุมไว้ที่โรงเรียนพลตำรวจ ถนนวิภาวดี-รังสิต เพราะในระหว่างการเคลื่อนย้ายขบวนดังกล่าวมีประชาชน เสียชีวิตและบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก และสถานที่ราชการหรือกรมสรรพากรก็ถูกทำลายโดยการจุดไฟเผา บ้านเมืองเกิดความปั่นป่วนวุ่นวายอยู่ประมาณ 1 อาทิตย์ เกิดความไม่สงบสุขและกระทบต่อวิถีชีวิตของคนไทย ทุกคน

ในขณะที่เหตุการณ์นั้นได้เกิดความร้ายแรงถึงขั้นวิกฤต และไม่มีเจ้าหน้าที่ของรัฐคนใดหรือหน่วยงาน ใดที่จะทำให้เหตุการณ์คลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น ก็เกิดเหตุการณ์ที่คนไทยทุกคนเฝ้ารอคอยอย่างใจจดใจจ่อว่า เมื่อใดพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงออกมาระงับเหตุวิกฤติครั้งนี้ เพราะในหัวใจส่วนลึกของคนไทย ทุกคนนี้ล้วนตระหนักดีว่า เมื่อพระองค์ทรงออกมาระงับเหตุการณ์วุ่นวายทีไร ก็จะทรงสามารถระงับความวุ่นวายและทำให้บ้านเมืองเกิดความสงบและเข้าสู่สภาวะปกติได้ในทุกครั้ง (นับแต่เหตุการณ์ 16 ตุลาคม 2514 เป็นต้นมา)

ในที่สุดวันที่คนไทยทุกคนเฝ้ารอคอยก็มาถึง หลังจากที่ พล.ต.จำลอง ถูกควบคุมตัวอยู่ประมาณ 1-2 วัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ก็มีพระราชประสงค์ให้ พล.ต.จำลอง และ พล.อ.สุจินดา หาหนทางยุติความขัดแย้งโดยสันติ โดยสถานีโทรทัศน์ทุกช่องก็ได้ถ่ายทอดสดเหตุการณ์ดังกล่าว ประชาชนทุกคนได้เห็นภาพที่ พล.ต.จำลอง และ พล.อ.สุจินดา นั่งพับเพียบอยู่แทบเบื้องพระยุคลบาท โดย พล.อ.สุจินดา มาเข้าเฝ้าฯ ในชุดที่หมาะสมแก่การเข้าเฝ้าฯ พระมหากษัตริย์ ส่วนพล.ต.จำลอง สวมชุดม่อฮ่อมที่คนไทยทุกคนเห็นชินตา

หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงมีพระราชปฏิสันถารและทรงมีพระบรมราโชวาทให้บุคคลทั้งสองหาทางแก้ไขข้อขัดแย้งอย่างสันติ เหตุการณ์ที่ยังคงวุ่นวายอยู่ก็ระงับลงในทันที ประชาชนคนไทยต่างร้องไชโยและบางคนก็ร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี โทรทัศน์หลายช่องรวมทั้ง CNN ได้แพร่ภาพการ สัมภาษณ์ประชาชนหลายคน ซึ่งประชาชนเหล่านั้นต่างก็ชื่นชมและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ที่ทรงมีพระปรีชาสามารถในการระงับเหตุวิกฤติได้เช่นเดียวกับเหตุที่เกิดมาในอดีต และทรงทำให้บ้านเมืองเกิดความสงบสุข ประชาชนได้มีวิถีชีวิตที่เป็นปกติอีกครั้งหนึ่ง

เมื่อบิดาของดิฉันได้กลับมาบ้านหลังจากเสร็จสิ้นการถวายอารักขาในเหตุการณ์ดังกล่าวแล้ว ดิฉันได้ เรียนถามว่าเพราะเหตุใด พล.ต.จำลอง จึงใส่ชุดม่อฮ่อมมาเข้าเฝ้าฯ บิดาตอบว่า ทราบว่ามีเจ้าหน้าที่ได้เตรียมหาชุดสากลไว้ให้ พล.ต.จำลอง ใส่เพื่อการเข้าเฝ้าแล้ว แต่ พล.ต.จำลอง ไม่ใส่ ซึ่งก็มีการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างหนาหูว่า นอกจาก พล.ต.จำลอง จะไม่ถวายพระเกียรติด้วยการสวมชุดเข้าเฝ้าฯ ที่เหมาะสมแล้ว น่าจะมีวัตถุประสงค์ทางการเมืองอื่นที่แอบแฝงด้วย จึงต้องการใส่ชุดม่อฮ่อมเป็นสัญลักษณ์ประจำตัวเมื่อเวลาออกโทรทัศน์

ดิฉันเป็นคนไทยคนหนึ่งที่มีความห่วงใยบ้านเมือง และต้องการเห็นความเจริญรุ่งเรืองของประเทศ อยากให้คนไทยมีความรักความสามัคคีกัน เพื่อที่จะได้นำพาประเทศไทยให้อยู่รอดในท่ามกลางสภาวะการแข่งขันทางการค้าระหว่างประเทศอย่างดุเดือดนี้ ซึ่งแน่นอนสติปัญญาของประชาชนและผู้บริหารประเทศ ตลอดจนทรัพยากรของประเทศก็น่าจะถูกนำมาใช้ให้เกิดประสิทธิภาพอย่างสูงสุด ยิ่งไปกว่านั้น เหนือสิ่งอื่นใดและเหนือความขัดแย้งทั้งปวง

โปรดอย่าลืมว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระชนมายุมากแล้ว ใกล้ 80 พระชันษาแล้ว และในปีนี้รัฐบาลก็จะจัดงานฉลองในวโรกาสที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองสิริราชสมบัติครอบ 60 ปี ซึ่งในวโรกาสนี้นอกจากรัฐบาลจะมีหน้าที่ตระเตรียมในเรื่องของพิธีการในการเป็นเจ้าภาพเชิญบรรดาพระประมุขของประเทศต่างๆ และบุคคลสำคัญของประเทศเหล่านั้น ก็น่าจะเป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคนในการมีส่วนร่วมในงานถวายพระเกียรติดังกล่าว โดยการทำให้บ้านเมืองเกิดความสงบสุขและแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่มีอยู่อย่างสันติ

ความขัดแย้งระหว่าง ฯพณฯ พันตำรวจโททักษิณ นายกรัฐมนตรี และ คุณสนธิ ลิ้มทองกุล ซึ่ง ประกอบไปด้วยผู้สนับสนุนจากหลายองค์กร ตลอดจนกลุ่มสันติอโศกของ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง นั้น ทำท่าจะทวีความรุนแรงขึ้น ซึ่งดิฉันกลัวประวัติศาสตร์ซ้ำร้อยในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ และหากเกิดวิกฤติขึ้นก็ย่อมจะ เป็นอุปสรรคต่องานถวายพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในระหว่างวันที่ 13-14 มิถุนายนที่จะถึงนี้อย่างแน่นอน

จริงอยู่ที่ว่า ความขัดแย้งและการแสดงความคิดเห็นอย่างเสรีเป็นกระบวนการปกติในการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตย แต่ดิฉันอดตั้งคำถามไม่ได้ว่า การเคลื่อนไหวของกลุ่มพลังคัดค้านต่าง ๆ ที่จะนำไปสู่ การชุมนุมในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ที่สนามหลวงนั้น เป็นการกระทำที่เหมาะสมแก่กาลเวลาและสถานการณ์ที่คนไทยทุกคนควรมีส่วนร่วมในการร่วมถวายพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ แล้วหรือ

ดิฉันไม่ได้เห็นด้วยกันนโยบายหรือการกระทำของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีในทุกเรื่องของการบริหาร ราชการแผ่นดิน แต่ดิฉันก็ไม่ไปร่วมชุมนุมกับฝ่ายคุณสนธิ เพราะดิฉันคิดว่าในฐานะคนไทยคนหนึ่งอาจแสดง ความไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลโดยวิถีทางประชาธิปไตย คือ 1) ลงนามร่วมกับสถาบันที่มีส่วนในการรวบรวม รายชื่อประชาชนห้าหมื่นคนเพื่อซักฟอกคณะฯ นายกรัฐมนตรีตามวิถีทางของรัฐธรรมนูญ และ/หรือ 2) ไม่เลือก พรรคไทยรักไทยในการเลือกตั้งในครั้งต่อไป

อย่างไรก็ตาม ดิฉันยังมีความคลางแคลงใจในมูลเหตุจูงใจของคุณสนธิ และพล.ต.จำลองในการเป็น แกนนำในการชุมนุมต่อต้านรัฐบาลและอดตั้งคำถามไม่ได้ว่าในวันที่ 4 ธันวาคม 2548 นั้น บุคคลทั้งสองอาจจะ ไม่ได้ดูโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจที่ถ่ายทอดภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เมื่อในวันเฉลิมพระชนมพรรษา ที่ความในตอนหนึ่งของพระบรมราโชวาท คือ ทรงมีพระราชประสงค์ให้คนไทยรู้รัก สามัคคี และแก้ไขปัญหาความขัดแย้งอย่างสันติวิธี

ซึ่งภายหลังจากที่ได้ฟังพระบรมราโชวาทจบ ดิฉันก็เกิดความโล่งอกว่า น่าจะไม่เกิดเหตุการณ์รุนแรงในวันที่ 9 ธันวาคม ที่ผ่านมา ซึ่งก็เป็นตามคาด แต่ก็ไม่คาดคิดว่าจะเกิดเหตุการณ์ ต่าง ๆ ตามมาอย่างมากมาย และก็ยิ่งจะทวีความรุนแรงขึ้นทุกที คนไทยทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในการถวายพระเกียรติและแสดงความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้โดยการน้อมนำพระบรมราโชวาทมาปฏิบัติ คือแก้ไขปัญหาความขัดแย้งอย่างสันติวิธี ด้วยความรู้รักสามัคคีดังกล่าว เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์วิกฤตรอบใหม่ และเพื่อไม่ต้องรบกวนเบื้องพระยุคลบาทให้มา ทรงทำหน้าที่ระงับเหตุการณ์วุ่นวายในบ้านเมืองเหมือนในอดีตที่ผ่านมา

โดยขอให้คนไทยทุกคนตระหนัก และรู้สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ได้เกิดเป็นคนไทยภายใต้ร่มพระบารมีของพระองค์ ด้วยการนำรัฐธรรมนูญ มาตรา 8 มาใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมอย่างแท้จริง คือ “องค์พระมหากษัตริย์ ทรงดำรงอยู่ในฐานะ อันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดละเมิดมิได้...”

ดังนั้น การมีส่วนร่วมในการก่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยในบ้านเมืองและการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี ด้วยความรู้ รัก สามัคคี เท่านั้น จึงจะถือว่าเป็นการถวายความเคารพสักการะและโดยปราศจากมูลเหตุจูงใจอื่น ใดแอบแฝงอย่างแท้จริง”

ด้าน ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานศูนย์ติดตามและวิเคราะห์การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตร (วอร์รูม) กล่าวถึงการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ โดยเชื่อว่า จะยืดเยื้อ โดยเฉพาะในส่วนของพล.ต.จำลอง ศรีเมือง ที่ไม่ต้องกังวลกับการทำมาหากิน และยังชำนาญเกมนอกสภา ซึ่งจะเห็นว่า ทุกเหตุการณ์ที่นองเลือด พล.ต.จำลอง จะมีส่วนเกี่ยวข้องด้วยทุกครั้ง

นอกจากนี้ ยังสะท้อนให้เห็นว่า มีความพยายามเผยแพร่ ลัทธิจำลอง ซึ่งแกนนำพันธมิตรฯ คนอื่นน่าจะลองกลับไปคิดดู จะยอมเป็นเครื่องมือของลัทธิจำลองหรือไม่ ซึ่งคิดว่าแกนนำที่เหลืออีก 4 คนน่าจะถอนตัวได้แล้ว เพราะขณะนี้จากการประเมินสถานการณ์แกนนำทั้ง 5 คนน่าจะมีความเห็นแตกแยกกันอยู่

ส่วนกรณีที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เสนอให้ พล.ต.มนูญกฤต รูปขจร อดีตประธานวุฒิสภา และ พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี อดีตรองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) ในฐานะเพื่อนเก่า พล.ต.จำลอง เป็นตัวกลางเจรจากับแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ นั้น ร.ท.กุเทพ กล่าวว่า พรรคยึดมั่นในแนวทางเจรจา ซึ่งขณะนี้ก็มีเจ้าหน้าที่ตำรวจปฏิบัติการเจรจาอยู่ ซึ่งมีแนวทางว่าน่าจะได้ผล แต่ถ้าจะมีคนซึ่งเป็นเพื่อนพล.ต.จำลอง เห็นว่าทนไม่ได้กับการกระทำของพล.ต.จำลอง และอยากเจรจาให้ พล.ต.จำลอง เปลี่ยนใจกลับอาศรม หรือจะเป็นใครก็ตามที่ขันอาสามาเจรจาให้ยุติการชุมนุม พรรคพลังประชาชนก็สนับสนุน เพื่อให้สถานการณ์ประเทศกลับสู่ภาวะปกติ หรือหากกลุ่มพันธมิตรฯ อยากเจรจากับระดับใด ไม่ว่าจะเป็นพรรคหรือระดับรัฐบาลก็ให้เสนอมา ตนคิดว่าคงไม่ปฏิเสธและยินดีที่จะหันหน้ามาเจรจา

ขณะที่ นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ พรรคพลังประชาชน กล่าวในวันเดียวกันว่า สิ่งกลุ่มพันธมิตรฯ เรียกร้องนั้นกลับกลอกไปมา ไม่มีจุดยืนที่แน่นอน เหมือนกับเด็กเกเรที่ทำอะไรตามอารมณ์ของตัวเอง อย่างไรก็ตาม เห็นว่าขณะนี้กลุ่มพันธมิตรฯ เริ่มเป็นหมาหัวเน่าแล้ว เพราะสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน โดยเฉพาะกับเด็กนักเรียน ที่เดินทางไปโรงเรียนด้วยความยากลำบาก เพราะกลุ่มพันธมิตรฯ ปิดถนน ซึ่งสร้างความเอือมระอาให้กับคนในประเทศเป็นอย่างมาก ตนจึงขอฝากถามไปถึง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ว่า ไม่กลัวว่าคน กทม. จะเลิกเลือก ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์เลยหรือ

“ขอถามกลุ่มพันธมิตรฯ ว่า ทำไมไม่ไปทำมาหากิน แต่มาขอทานรับบริจาคเขากิน ประชาชนคนอื่นที่ทำมาหากินเขาเดือดร้อนรู้ไหม ผมเห็นว่าพันธมิตรฯ ควรที่จะเลิกชุมนุมแล้วมาลงสมัครรับเลือกตั้งเสีย ในนามพรรคประชาธิปัตย์ เพราะเขาเป็นพวกเดียวกันอยู่แล้ว แต่ก็ยังไม่ทำ ทำไมคนภาคใต้ถึงยังตาบอดหูหนวก เลือกพรรคประชาธิปัตย์อยู่' นายสุรพงษ์ กล่าว

นายสุรพงษ์ ยังกล่าวถึงกรณีที่สภาประชาชนภาคเหนือ เตรียมจัดเวทีต้านกลุ่มพันธมิตรฯ ในวันที่ 7 มิถุนายนนี้ว่า ส.ส.ภาคเหนือและพรรคพลังประชาชนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการดำเนินกิจกรรมดังกล่าว เพราะเป็นการดำเนินงานของกลุ่มที่ได้รับความเดือดร้อนจากการกระทำของกลุ่มพันธมิตรฯ



พรรคประชาธิปัตย์ส่อดึงเกม ยื้อตั้งกมธ.ศึกษารัฐธรรมนูญ

ประธานสภาฯเผย เปิดประชุมนัดแรก 11 มิ.ย. มีเพียงร่าง พ.ร.บ.ประชามติ ถูกบรรจุเข้าวาระแล้ว แต่ไร้วี่แวว ญัตติตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษารัฐธรรมนูญ 2550 ตามที่พรรคประชาธิปัตย์จุดพลุสกัดการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ขณะที่ ชูศักดิ์ เตรียมผลักดันต่อ ไม่ปล่อยให้กลายเป็นแค่ลมปาก คาดเป็นเกมส่อยื้อเวลาสกัดการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ประชาชนต้องการเท่านั้น

ทั้งนี้ ภายหลังจากพรรคประชาธิปัตย์ จุดประเด็น กล่าวอ้างควรให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ด้วยการจัดตั้งคณะกรรมาธิการของสภา เพื่อศึกษาการบังคับใช้รัฐธรรมนูญ 2550 ก่อนดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จนล่าสุดประธานสภาได้จัดให้มีการหารือร่วมกัน และเป็นที่ยอมรับไปแล้ว โดย ส.ส.พรรคพลังประชาชน และ ส.ว.บางส่วน ยอมถอนชื่อสนับสนุนญัตติขอแก้ไข จนต้องตกไปในที่สุดแล้วนั้น ขณะนี้ได้เริ่มส่อแววแล้วว่า ข้อเสนอของพรรคประชาธิปัตย์ดังกล่าว น่าจะเป็นเพียงกลเกมยื้อไม่ให้เกิดการแก้ไขรัฐธรรมนูญขึ้นเท่านั้น

โดยวันนี้ (4 มิ.ย.) นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้เปิดเผยถึงการประชุมรัฐสภา สมัยวิสามัญ ที่จะมีการประชุมวันแรกในวันที่ 11 มิถุนายนนี้ว่า ได้บรรจุวาระการประชุมเรียบร้อยแล้ว ซึ่งมีวาระพิจารณาหลายเรื่อง โดยที่สำคัญคือ ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ขณะที่ญัตติการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาปัญหาการบังคับใช้รัฐธรรมนูญ 2550 นั้น ที่ได้คุยกันไว้ตามข้อเสนอของพรรคประชาธิปัตย์ยังไม่มีใครยื่นเข้ามา ซึ่งคงต้องรอให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ฝ่ายค้าน และรัฐบาลไปประสานภายในพรรคตนเองก่อนจึงจะยื่นญัตติเข้ามา

อย่างไรก็ตาม ต่อกรณีดังกล่าวนี้ ไม่เกิดความเคลื่อนไหวใดๆ ทั้งสิ้นจากพรรคประชาธิปัตย์ ขณะที่ นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จากพรรคพลังประชาชน เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดการสัมมนาเรื่อง “การคุ้มครองสิทธิผู้บริโภค และแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น” ที่โรงแรมเวียงอินทร์ จ.เชียงราย ว่า ตนมีแนวทางร่วมกับกลุ่ม ส.ส.ว่า จะเสนอตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อศึกษาการใช้รัฐธรรมนูญ ปี 2550 ขึ้นมา 1 ชุด เพื่อพิจารณาในเรื่องนี้ โดยวันที่ 9 มิถุนายน 2551 จะมีการเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญ

ทั้งนี้ จะต้องดูวันเวลาที่เหมาะสมในการยื่นญัตติตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเข้าสภาผู้แทนราษฎร หากสภาเห็นชอบให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาการใช้รัฐธรรมนูญ ปี 2550 ก็จะได้เดินหน้าศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญก่อนว่า จะไปในทิศทางไหน จะแก้รัฐธรรมนูญหรือไม่ หรือแก้มาตราใด จะมีการทำประชาพิจารณ์หรือไม่ ก็ให้ดำเนินไปตามนั้น ซึ่งคณะกรรมาธิการฯ จะมาจาก ส.ส.ทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล รวมทั้งคนนอกที่ไม่เป็น ส.ส. ด้วย เพราะขณะนี้มีทั้งผู้คัดค้านและสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550

ส่วนร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ นายประพันธ์ นัยโกวิท กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านบริหารการเลือกตั้ง กล่าวถึงเนื้อหาของร่าง ที่ส่งถึงสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 2 ที่ผ่านมาว่า ขึ้นอยู่กับสภา จะพิจารณาปรับแก้ ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในประชุมสมัยวิสามัญ ทั้งนี้ ในร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวไม่มีถ้อยคำที่กำหนดไว้ว่า หากประเด็นที่ทำประชามติผ่านไปแล้ว ประชาชนไม่เห็นด้วยแล้วกำหนดระยะเวลาไม่ให้นำประเด็นดังกล่าวมาพิจารณาไว้เป็นเวลาเท่าใด เพราะถือเป็นประเด็นปลีกย่อยเกินไป

ทั้งนี้ หากกรณีที่ทำประชามติด้วยการขอคำปรึกษาประชาชน เช่น การทำกาสิโนเสรี เป็นต้น ถ้าประชาชนออกมาใช้สิทธิ์ไม่ถึง 1 ใน 5 ก็ถือว่าการขอคำปรึกษานั้นไม่ผ่าน ดังนั้น รัฐบาลซึ่งเป็นผู้ขอทำประชามติก็คงต้องดูกระแสและสถานการณ์ในการจะหยิบยกมาขอหารือประชาชนอีก เพราะการทำประชามติแต่ละครั้งต้องเสียงบประมาณ โดยประเด็นนี้หากสภา เห็นว่าจำเป็นก็สามารถเขียนลงไปในกฎหมายได้