WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, June 6, 2008

เปิดตัวเว็บไซต์ “รากหญ้าไทย” ปกป้องสถาบัน-ต้านเผด็จการ

เปิดตัวเว็บไซต์ “รากหญ้าไทย” ประกาศจุดยืนชัดเจน ปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ รักษาการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข บทไหว้ครูระบุขอยึด Hi-thaksin เป็นครู และสืบทอดเจตนารมณ์ “ประดาบ” นามปากกาดังที่ยืนหยัดต่อสู้อำนาจเผด็จการหลังรัฐประหาร 19 กันยา

ท่ามกลางสถานการณ์การเมืองไทยที่ดีกรีความร้อนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ล่าสุดได้มีการเปิดตัวเว็บไซต์ "รากหญ้าไทย " www.thai-grassroots.com" ที่มีเรื่องราวการต่อสู่เพื่อประชาธิปไตยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน พร้อมๆ กับการประกาศจุดยืนและแนวทางอย่างชัดเจน

รายงานข่าวแจ้งว่าได้มีการเปิดตัวเว็บไซต์ "รากหญ้าไทย "
http://www.thai-grassroots.com" ขึ้นมาตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน ที่ผ่านมา โดยผู้จัดทำเว็บดังกล่าวใช้นามปากกาว่า "ฟ้าฟื้น" โดยชี้แจงถึงวัตถุประสงค์ว่าตั้งใจสืบทอดเจตนารมณ์ของ Hi-thaksin และ “ประดาบ” เพื่อปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ กำจัดเผด็จการ รักษาการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

โดยบทความชิ้นแรกของเว็บไซต์ "รากหญ้าไทย" นั้นมีชื่อว่า “บทไหว้ครู...จากใจผู้สืบทอด” มีรายละเอียดชี้แจงถึงการกำเนิดและอุดมการณ์ของการจัดทำเว็บไซต์นี้ว่าการจากไปอย่างไม่มีวันกลับของ Hi-thaksin และการเก็บดาบแบบถาวรของประดาบ เป็นการจำพรากที่สร้างความสะเทือนใจให้แก่ชุมชนประชาธิปไตยไซเบอร์ อยู่ไม่น้อย เพราะสิ่งที่ Hi-thaksin สร้างขึ้นให้ปรากฏต่อสายตาของทุกคนในช่วงเวลา 1 ปีเศษที่ผ่านมา ทำให้ทุกคนที่เคยเข้าไปสืบค้นหาข้อมูล เปิดหู เปิดตา สร้างปัญญา และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเพื่อนคู่คิด มิตรร่วมรบ ยากที่จะลืมเลือนได้ แม้ว่าในวันที่ จะลาจากกันไปแบบไม่หวนกลับคืนมาแล้วก็ตาม แต่ก็เหมือนกับที่มีคำพูดของนักรบในอดีตที่บอกว่า "ตายสิบเกิดแสน" การล้มหายตายจากของ Hi-thaksin มิได้ทำให้ชุมชนประชาธิปไตยไซเบอร์ ท้อแท้ ถดถอย หรือ ทิ้งอุดมการณ์ หันหลังให้แก่จุดมุ่งหมายของตนแม้แต่น้อย

บทความชิ้นนี้ระบุอีกว่า ในทางตรงกันข้าม ความคึกคัก ฮึกเหิมของผู้คนจำนวนมาก ที่เคยเฝ้ารออ่านบทความของประดาบ ก็กลับกลายมาเป็นผู้นำเสนอบทความ แสดงความคิดเห็น ให้เป็นที่ประจักษ์และเผยแพร่ในเว็บไซต์ต่างๆ อย่างกว้างขวางมากขึ้น ส่งผลให้การแตกกอต่อยอดทางปัญญา เพื่อจุดมุ่งหมายรักษาประชาธิปไตย ให้อยู่ในระยะห่างพ้นภัยจากน้ำมือเผด็จการ มีการนำเสนอแนวคิด แนวทาง และวิธีการต่างๆ มากมาย อันเป็นผลมาจากความตื่นตัวซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่า Hi-thaksin มีส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดบรรยากาศเช่นนี้ขึ้น ประดาบ ทำให้คนธรรมดาทั่วไปทุกคนมีความมั่นใจว่า แม้เราจะเป็นเพียงคนเล็กๆ คนหนึ่งในสังคมใหญ่ แต่หากตั้งใจจริง ที่สามารถที่จะใช้สองมือเปล่าเขย่าบัลลังก์เผด็จการที่เพียบพร้อมด้วยอาวุธครบมือให้พังทลายล้มครืนลงมาได้

* ต่อสู้รักษาประชาธิปไตย
บทความชิ้นแรกของเว็บไซต์ "รากหญ้าไทย ยังเน้นย้ำอีกว่า Hi-thaksin ทำให้ผู้คนในชุมชนประชาธิปไตยไซเบอร์ ตระหนักดีว่าเว็บไซต์เล็กๆ เพียงเว็บไซต์เดียว ก็เป็นช่องทางการสื่อสารที่มีพลัง ทรงอิทธิพล ยิ่งกว่าสื่อใดๆ ไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ เคเบิลทีวี ทีวีดาวเทียม ตลอดจนสารพัดสื่อที่มากับเทคโนโลยีทั้งเก่าและใหม่ หากว่ามีความมุ่งมั่นที่จะนำเสนอความจริง อย่างไม่เกรงกลัวต่อภัยอันตรายประดามีทั้งที่เห็นและไม่เห็น

“ผมก็เป็นผู้อ่านคนหนึ่งที่ติดตาม Hi-thaksin มาตั้งแต่วันแรกที่เปิด จนกระทั่งวันสุดท้ายที่ ประดาบ แจ้งว่าถึงเวลาต้องเก็บดาบ และกำลังจะจากไป เพื่อคนที่รัก คืออดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ทุกวันที่เข้าไปใน Hi-thaksin ทำให้ผมมีพลัง มีความหวัง ที่จะต่อสู้ตามแนวทางอุดมการณ์ของตัวเอง จนกระทั่ง Hi-thaksin ปิดตัวเองลงไป พลัง และ ความหวังทั้งหมดทั้งมวลที่เกิดขึ้น จึงได้แปรเปลี่ยนเป็นความตั้งใจที่จะสืบทอดเจตนารมณ์ของ ประดาบ และ Hi-thaksin นั่นคือ การต่อสู้เพื่อรักษาประชาธิปไตย และกำจัดเผด็จการที่เป็นศัตรูของระบอบประชาธิปไตย ให้หมดไปเรียกได้ว่าการตายจากไปของ Hi-thaksin คือ จุดกำเนิดของ Thai-grassroots ก็ไม่ผิด เพื่อที่จะทำให้เพื่อนคู่คิด มิตรร่วมรบ ได้มารวมตัวกันอีกครั้งหนึ่ง เพราะเราได้เห็นกับตา ได้ยินกับหู ได้ประจักษ์กับตัวแล้วว่า ระบอบประชาธิปไตย ที่เราช่วยกันสร้างขึ้นมาเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550 ยังอ่อนแอง่อนแง่นยิ่งนัก

ในขณะที่เผด็จการและบริวาร แม้จะพ่ายแพ้ แต่ก็ไม่ได้หยุดยั้ง ไม่ได้เคารพหลักการและระบอบประชาธิปไตย ตามที่ควรจะเป็น กลับไปซ่องสุมรี้พลแล้วยกพวกเข้ามาก่อกวน ก่อการร้ายต่อระบอบประชาธิปไตย อีกครั้งหนึ่ง ดังที่เห็นกันอยู่ในขณะนี้ ซึ่งผมเห็นว่าเป็นหน้าที่ของพวกเราทุกคนที่จะต้องช่วยกันเป็นเสาค้ำยันระบอบประชาธิปไตย ไม่ให้ถูกทำลายโค่นลงด้วยน้ำมือเผด็จการและบริวาร เช่นที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 อีกแล้ว”

* หวังเดินตามรอยเท้าครู
บทความระบุด้วยว่า ถึงแม้วันนี้จะไม่มีประดาบ แต่เชื่อว่า ประดาบไม่ได้ละทิ้งภารกิจ และไม่ได้ห่างไปไกลจากพวกเรา แต่ด้วยข้อจำกัดบางประการจึงทำให้ต้องเก็บดาบ ไป และยังหวังอยู่ลึกๆ ว่าเมื่อพวกเรารวมตัวกันติดจับมือเป็นมิตรร่วมรบกันอีกครั้ง ประดาบ น่าจะย้อนกลับมาช่วยพวกเราอีกแรง ซึ่งไม่เกี่ยงเลยว่าจะมาในชื่อไหน นามใด ขอเพียงแต่ให้มา ก็จะเป็นอีกเรี่ยวแรงที่สำคัญสำหรับการต่อสู้ครั้งนี้

“ผมจำประโยคที่ ประดาบ พูดติดปาก ได้ว่า "กาลอวสานของประดาบ ยังมาถึงไม่ได้ หากเผด็จการยังไม่ถึงกาลอวสาน" ผมเชื่อ และคิดว่าประดาบ ก็ยังเชื่อในคำพูดของตัวเอง ที่พูดไว้กับผู้คนจำนวนมากที่ชื่นชม ศรัทธาการต่อสู้ของ Hi-thaksin ในห้วงเวลา 1 ปีเศษที่ผ่านมา ผมไม่อาจเอื้อมหรือคิดไปไกลว่าผมตั้งใจสร้าง Thai-grassroots ขึ้นมาแทนที่ Hi-thaksin เพราะผมไม่มีความสามารถเทียบเท่าทีม Hi-thaksin ทั้งด้านเนื้อหา ข้อมูล และ เทคนิคการสร้างเว็บไซต์ ผมเพียงแต่นับถือ Hi-thaksin เป็นครู และเดินตามรอยเท้าของครู ที่บอกว่าจะไม่ย้อนกลับมาอีกแล้ว จึงไม่ต้องแปลกใจหากว่าหลายสิ่งหลายอย่างจะละม้ายคล้ายคลึงกับเว็บไซต์ที่เป็นครูของผม บทความประเดิมเปิดเว็บไซต์ในวันนี้ จึงเรียกว่าบทไหว้ครู เพื่อให้ทุกคนได้รู้ว่าทำไมจึงมี Thai-grassroots เกิดขึ้น”

ผู้ใช้นามปากกาว่า "ฟ้าฟื้น" กล่าวว่า การจัดทำเว็บไซต์ดังกล่าวมีจุดมุ่งหมายที่จะเป็นช่องทางการสื่อสารของชนชั้นรากหญ้า สามัญชน คนธรรมดา ทั้งรากหญ้าทางการเมือง รากหญ้าทางสังคม รากหญ้าทางความคิด รากหญ้าทางเศรษฐกิจรากหญ้าทางวัฒนธรรม ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่มีจำนวนมากที่สุด แต่มีพลังน้อยที่สุด เนื่องจากมีเครื่องไม้เครื่องมือสื่อสาร ที่จะเป็นกระบอกเสียงน้อยที่สุด เสียงของรากหญ้าจึงไม่ดังกึกก้องไปทั่วแผ่นดิน ทั้งๆ ที่แผดเสียงออกไปเต็มกำลังแล้วก็ตาม เพราะไม่มีโทรทัศน์ วิทยุ มาช่วยขยายเสียง ไม่มีหนังสือพิมพ์มาช่วยขยายความคิด เหมือนกับพวกพันธมิตรประชาชนล้มล้างประชาธิปไตยที่กำลังเผาบ้านเผาเมืองให้วอดวายอยู่ในขณะนี้ และกลุ่มนักธุรกิจสื่อ ที่กำลังปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง โดยไม่สนใจความทุกข์ร้อนของประชาชน

* ปกป้องชาวรากหญ้า
ฟ้าฟื้น ระบุอีกว่า เว็บไซต์ Thai-grassroots ไม่ต้องการให้ใครมาดูถูกคนรากหญ้า ว่าเป็นคนชั้นต่ำ ไม่มีความรู้ ไม่มีการศึกษา ด้อยสติปัญญา เป็นคะแนนเสียงที่ไม่มีคุณภาพ เป็นพวกไม่มีราคาในทางการเมือง เป็นพวกขายสิทธิ ขายเสียง เพราะโดยความเป็นจริงแล้ว คนรากหญ้า มีความรู้ มีความคิด มีสติปัญญา มีหัวใจที่ดีงาม มีเจตนาที่ดี มีอุดมการณ์ความห่วงใยชาติ-แผ่นดินที่น่ายกย่อง จะด้อยกว่าก็เพียงวุฒิการศึกษา เพราะมีโอกาสน้อยกว่า แต่ไม่ได้หมายความว่าคนรากหญ้ามีความรู้ มีสติปัญญาด้อยกว่าคนชั้นกลาง ที่มักจะยกตนข่มท่านอยู่เสมอ

นอกจากนี้ยังระบุถึงประเด็นสำคัญที่ Thai-grassroots ต้องการนำเสนอเป็นที่สุดในขณะนี้ ในวันที่สังคมไทยกำลังขัดแย้งกันอย่างหนัก และแย่งชิงอำนาจปกครองประเทศกันอย่างเอาเป็นเอาตาย ซึ่งกำลังทำให้สังคมไทยแตกสลาย แผ่นดินไทยใกล้แยกเป็นเสี่ยง จนไม่มั่นใจว่าจะหลีกเลี่ยงได้ แต่กระนั้นก็ยังไม่อันตรายเท่ากับการที่มีความพยายามใช้สถาบันพระมหากษัตริย์ มาเป็นเงื่อนไขปลุกระดมประชา ชนให้แตกแยก ด้วยคำแอบอ้างที่ว่าฝ่ายตนจงรักภักดีมากกว่า อีกฝ่ายหนึ่งไม่จงรักภักดี ทั้งยังเลยเถิดไปว่าฝ่ายตรงข้ามคิดทำลายล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ ก็ยังนำมากล่าวหากัน โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับสถาบันพระมหากษัตริย์ เพราะมัวแต่ห่วงใยผลประโยชน์ของตนเอง

“ผมใช้ชื่อบทความเปิดตัว Thai-grassroots ในวันนี้ ว่า "บทไหว้ครู จากใจผู้สืบทอด" เป็นการบ่งบอกชัดเจนว่าผมตั้งใจที่จะสืบทอดเจตนารมณ์ของ Hi-thaksin และ ประดาบ เพื่อปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ กำจัดเผด็จการ รักษาการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ให้คงอยู่คู่กับคนไทยตลอดไป ขอทุกท่านได้โปรดรับการคารวะจากผู้สืบทอด ขอทุกท่านได้โปรดชี้แนะเพื่อปรับปรุงให้เกิดสิ่งที่ดีงาม และพละกำลังในการต่อสู้ ด้วยเถิด” ฟ้าฟื้น ระบุ

* ชาวเว็บแห่ต้อนรับคึกคัก
สำหรับบรรยากาศการต้อนรับเว็บไซต์น้องใหม่นั้น ปรากฏว่าได้มีกลุ่มคนที่สนับสนุนประชาธิปไตยเข้ามาแสดงความคิดเห็นและแสดงความยินดีกันอย่างคับคั่ง อาทิ

“ดีใจมากครับ ที่ได้มีสายใยแห่งความคิด ร่วมอุดมการณ์เกิดขึ้น ช่วยกันรวบรวมเป็นพลังมหาศาล ที่จะถ่ายทอดให้ชาวรากหญ้าได้มีโอกาสเทียบเทียม และก้าวหน้าในสังคมของประเทศ”

“ยินดีที่มีเว็บไต์สำหรับคนรากหญ้า รวมทั้งคนด้อยโอกาสทางสังคม ที่มีช่องทางให้ได้แสดงความคิดเห็น”

“มาให้กำลังใจครับ รออยู่แล้วว่า เมื่อไรจะมีสื่อเพื่อประชาธิปไตยกลับมาให้พวกเราอีก เพราะสื่อกลุ่มอื่น โดนยึดไปเกือบหมดแล้ว”



วอดหลายหมื่นล้าน นักธุรกิจต่างชาติหนี ผวาม็อบลากปฏิวัติ

เศรษฐกิจฉิบหายวายวอด! เผยผลจากการชุมนุมยืดเยื้อของพันธมิตรฯ ทำเอาทัวร์ญี่ปุ่น-เกาหลี ยกเลิกการท่องเที่ยวเมืองไทย ทำชาติขาดรายได้ไปกว่า 80% แถมนักธุรกิจ 4 ยักษ์ใหญ่จากออสเตรเลีย ที่จ่อจะมาลงทุนมูลค่าหลายหมื่นล้านถอนตัวเรียบร้อยแล้ว เหตุต่างชาติเชื่อว่าการชุมนุมจะนำไปสู่การปฏิวัติรัฐประหารอีกครั้ง

การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่กลุ่มนักธุรกิจหลายฝ่ายได้ออกมาแสดงความเป็นห่วงว่า ได้เริ่มส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ทั้งการลงทุนในภาคอุตสาหกรรม ตลาดหลักทรัพย์ ไปจนถึงธุรกิจการท่องเที่ยว เป็นจำนวนมหาศาลแล้ว นั้น

ล่าสุดในวันที่ 5 มิถุนายนที่ผ่านมา พล.ต.ท.วิเชียรโชติ สุกโชติรัตน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการชุมนุมอย่างต่อเนื่องว่า รัฐบาลได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปเจรจาเพื่อต้องการให้กลุ่มพันธมิตรฯ ย้ายสถานที่การชุมนุม เนื่องจากได้สร้างความเสียหายให้กับประชาชนโดยรอบ เรื่องการจราจรก็ติดขัด เด็กนักเรียนที่เดินทางมาเรียนในย่านนั้นก็ได้รับความเดือดร้อนเหมือนกันไปหมด

ขณะเดียวกันการชุมนุม ยังส่งผลเสียหายต่อรายได้ด้านการท่องเที่ยว เนื่องจากได้รับหนังสือจากบริษัททัวร์ของประเทศเกาหลี และประเทศญี่ปุ่นว่าได้ยกเลิกทัวร์ที่จะมาเที่ยวในเมืองไทย เนื่องจากหวั่นวิตกเกี่ยวกับสถานการณ์ความสงบที่เกิดขึ้น เพราะว่าการออกมาชุมนุมประท้วงของกลุ่มพันธมิตรฯ ได้มีการถ่ายทอดไปทั่วโลก ทำให้ประเทศไทยขาดรายได้ไปกว่า 80%

นอกจากนี้ยังได้รับข่าวจากเอกอัครราชทูตที่ประจำอยู่ ณ ประเทศออสเตรเลีย ที่จะมีบริษัท 4 แห่งจะมาร่วมลงทุนในเมืองไทยเพื่อขยายกิจการ รวมมูลค่านับหลายหมื่นล้าน ในวันนี้ก็ได้ยกเลิกสัญญาไปแล้ว เนื่องจากความไม่สงบจากการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ

ขณะที่นางสาวอุสรา วิไลพิชญ์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารสแตนดาร์ด ชาร์เตอร์ด (ประเทศไทย) กล่าวว่า ปัญหาการเมืองส่งผลลบต่อเศรษฐกิจทั้งในแง่ของความเชื่อมั่น การบริโภคและการลงทุน ส่งผลด้านลบต่อราคาสินทรัพย์ในประเทศ เช่น ราคาหุ้น และค่าเงินบาท และความเสี่ยงจากภาวะสุญญากาศทางการเมือง

“จากที่คุยกับนักลงทุนต่างประเทศ ตอนนี้สิ่งที่ห่วงคือ ความขัดแย้งทางการเมือง มากกว่าปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ เพราะพื้นฐานเศรษฐกิจไทยถือว่าค่อนข้างแข็งแกร่ง แต่ในช่วงสั้นอาจจะไม่สามารถโตได้เต็มที่ เพราะถูกกดดันจากปัจจัยด้านราคาและความไม่แน่นอนทางการเมือง” นางสาวอุสรากล่าว

ด้าน นายวิทวัส ชัยปาณี นายกสมาคมโฆษณาธุรกิจแห่งประเทศไทย กล่าวว่า 2 ปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมโฆษณาอยู่ในภาวะซบเซา จากการชะลอแผนลงทุนของภาคธุรกิจ เพราะไม่มั่นใจรัฐบาลชั่วคราว แต่หลังจากมีรัฐบาลจากการเลือกตั้ง ยังไม่ได้ทำงานเต็มที่ ก็เกิดปัญหาการชุมนุมไม่พอใจรัฐบาลขึ้นอีก หากเหตุการณ์การชุมนุม นำไปสู่ความรุนแรง จะยิ่งส่งผลกระทบต่อความมั่นใจในการลงทุน

"อุตสาหกรรมโฆษณาอยู่ในภาวะหดตัว จากสินค้าชะลอแผนการทำตลาด เริ่มมีแนวโน้มดีขึ้นในเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา แต่หากเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมือง เชื่อว่าปีนี้ภาพรวมโฆษณาจะติดลบถึง 10% จากมูลค่ากว่า 9 หมื่นล้านบาท จากเดิมที่น่าจะขยายตัวได้ 4-5%" นายวิทวัสกล่าว



เชียงใหม่ประชาธิปไตยบานสะพรั่ง/ คนเหนือ-อีสาน ยกทัพจัดรวด 2 เวที 5-8 มิ.ย.

5-8 มิย.นี้ เชียงใหม่ คึกครื้นเป็นพิเศษ เวทีคนประชาธิปไตยผุดต่อเนื่อง 2 กลุ่ม ส.ส.พปช.อีสาน จัดสัมมนา"รัฐธรรมนูญทำไมต้องแก้" ขณะที่สหพันธ์ประชาชนรากหญ้าฯจัดเวทีคัดค้านพันธมิตร

ทั้งนี้ มีรายงานข่าวเปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 5-8 มิ.ย. ที่จังหวัดเชียงใหม่ บรรยากาศคนรักประชาธิปไตยบานสะพรั่งไปทั่ว เนื่องจากมีการจัดกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการธำรงค์ไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษตริญ์เป็นประมุขถึง 2 กลุ่มด้วยกัน

โดยกลุ่มแรก เป็นกิจกรรมของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) พรรคพลังประชาชน (พปช.) ภาคอีสาน ที่ยกขบวน ส.ส.ของภาคขึ้นมาจัดสัมมนามนหัวข้อ “รัฐธรรมนูญทำไมต้องแก้” โดยในวันที่ 6 มิ.ย. นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร แกนนำ ส.ส.ภาคอีสาน จะเดินทางมาเป็นประธานเปิดการสัมมนา

ขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งคือ สหพันธ์ประชาชนรากหญ้าเครือข่ายภาคเหนือ โดยนายพรหมศักดิ์ แสนโพธิ์ ประธานสหพันธ์ฯ เตรียมจัดเวทีต้านกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยขึ้นที่ประตูท่าแพร ในวันที่ 7 มิ.ย. ตั้งแต่ 15.00 น. เป็นต้นไ

ทั้งนี้ นายพรหมศักดิ์ กล่าว่า วัตถุประสงค์ของสหพันธ์ในการชุมนุมครั้งนี้ เพื่อต้องการแสดงออกถึงการคัดค้านการชุมนุม โดยไม่สงบ และปิดกั้นเส้นทางจราจรและเป็นเส้นทางการเสด็จพระราชดำเนินที่เกิดขึ้นจากกลุ่มพันธมิตรฯ โดยจะเรียกร้องขอให้ย้ายไปชุมนุมในที่อื่นแทน

สำหรับกิจกรรมในวันเสาร์ที่ 7 มิ.ย. จะประกอบด้วยการปราศรัยโดยอดีตแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผ็จการ (นปก.) เช่น นายจักรภพ เพ็ญแข อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและนายแพทย์เหวง โตจิราการ เป็นต้น นอกจากนี้ จะมีการเขียนป้ายขึ้นข้อความข้างรถประมาณ 10 คัน ขอร้องกลุ่มพันธมิตรฯให้เคลื่อนย้ายที่ชุมนุมด้วย

“หมอเหวง” สับพันธมิตรฯบุกกดดันอสส.แทรกแซงกระบวนการยุติธรรม

ประธานสมาพันธ์ประชาธิปไตย ซัด 5 ทรราชพันธมาร ถือกฎกูเหนือกฎหมาย ใช้อำนาจโจรกดดันอัยการสูงสุด แทรกแซงการทำงานของกระบวนการยุติธรรม

นพ.เหวง โตจิราการ ประธานสมาพันธ์ประชาธิปไตย และอดีตแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) กล่าวถึงกรณีกลุ่มพันธมิตรฯบุกกดดันอัยการสูงสุดให้จัดการคดี พล.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ถือเป็นการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมหรือไม่ ว่า เป็นเรื่องที่ชัดเจนที่สุด เพราะเป็นการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม ไม่ควรใช้กำลังข่มขู่อัยการ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง

อีกทั้งควรปล่อยให้ทางอัยการดำเนินหน้าที่ไป หากเจ้าหน้าที่ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ให้ไปฟ้องเองตามมาตรา 157 กรณีเจ้าหน้าที่ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งสำนักงานอัยการเป็นองค์การตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 255 มีอิสระในการพิจารณาคดีโดยเที่ยงธรรม

ทั้งนี้ 5 ทรราชของฝั่งพันธมารกำลังใช้กฎหมายกู กติกากูและอำนาจโจรในการแทรกแซงการทำงานของอัยการ เพราะไม่มีใครมอบหมายอำนาจให้ดำเนินการจึงต้องมีการใช้อำนาจโจรเข้าแทรกแซงการทำงานของอัยการ

กลุ่มพลเมืองภิวัฒน์ เรียกร้อง คตส. ยุติการทำหน้าที่ภายใน 7 วัน

กลุ่มพลเมืองภิวัฒน์ เรียกร้อง คตส. ยุติการทำหน้าที่ภายใน 7 วัน และส่งคดีที่ยังค้างให้ ป.ป.ช.ดำเนินการต่อ เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหาย ระหว่างรอศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย

ทั้งนี้ เมื่อเวลาประมาณ 10.00 น. นางสาวศิริวารี ลำเพย เลขาธิการกลุ่มพลเมืองภิวัฒน์ ได้เดินทางเข้ายื่นหนังสือถึงคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ หรือ คตส. ทั้ง 11 คน โดยมีนางสาววิไลรักษ์ อัญมณีรัตน์ รองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินเป็นผู้รับหนังสือแทน

โดยกลุ่มพลเมืองภิวัฒน์ ต้องการให้ คตส.ระงับการปฏิบัติหน้าที่ตามประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ คปค. ฉบับที่ 30 ภายใน 7 วัน พร้อมส่งคดีต่าง ๆ ที่ยังตรวจสอบและไต่สวนไม่เสร็จสิ้นให้กับคณะกรรมการ ป.ป.ช. ดำเนินการต่อ รวมทั้งยุติการใช้เงินของรัฐด้วย เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหาย เนื่องจากการแต่งตั้ง คตส. อยู่ระหว่างรอศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่

อย่างไรก็ตาม หลัง คตส. ยุติการปฏิบัติหน้าที่แล้ว ควรแสดงบัญชีค่าใช้จ่ายตั้งแต่ได้รับการแต่งตั้งจนถึงปัจจุบัน และบัญชีทรัพย์สินให้สาธารณชนรับรู้ด้วยว่า การทำงานที่ผ่านมาของ คตส. ไม่ได้มีวาระใดแอบแฝง

Thursday, June 5, 2008

กลุ่มที่ 'สมัคร' หลบให้

เป็นไปตามฟอร์ม ข้อเสนอรัฐบาลแห่งชาติของคนกลางอย่างนายแพทย์ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส และประธานมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ ก็มีอันเป็นหมัน

นับไม่ถูกแล้วว่า ฟาวล์เป็นรอบที่เท่าไหร่

หันไปทางนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ศึกษาธิการ ในฐานะรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ออกตัวชิ่งแบบนิ่มๆ การตั้งรัฐบาลแห่งชาติ โดยมีพรรคพลังประชาชนเป็นแกนนำ เป็นแนวคิดที่ดี ที่ต้องการให้ประเทศชาติเกิดความสงบสุข

แต่ในทางปฏิบัติ ไม่ค่อยชัดเจนว่าจะดำเนินการได้หรือไม่ เพราะรัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดไว้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น การตั้งรัฐบาลโดยพรรคพลังประชาชน ก็ถือเป็นความชอบธรรม เพราะมาจากการเลือกตั้ง

พรรคพลังประชาชนบอกปัด

ขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้าน หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ปฏิเสธตรงๆเลยว่า คงเป็นไปไม่ได้ที่จะบอกว่าผมเห็นด้วย

เพราะเท่ากับเป็นการเรียกร้องเข้าไปร่วมรัฐบาล ซึ่งตนเองไม่ได้มีข้อเรียกร้องนี้เลย มีเพียงข้อเรียกร้องให้รัฐบาลหยุดเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เป็นชนวนความขัดแย้ง และมาทำงานร่วมกันในคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาการบังคับใช้รัฐธรรมนูญ

พรรคประชาธิปัตย์ไม่เอาด้วย

และโดยความหวังลึกๆของพรรคประชาธิปัตย์ อ่านจากอาการของนายเทพไท เสนพงศ์ ผู้ช่วยเลขาธิการพรรค ที่ออกมาเล่นลูกตามน้ำ รับมุกข้อเสนอให้พรรคร่วมรัฐบาลถอนตัวหนีพรรคพลังประชาชนไปรวมกับพรรคประชาธิปัตย์จัดตั้งรัฐบาล

รีบชู อภิสิทธิ์มีภาวะผู้นำเหนือกว่านายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี

สบช่องจ้องพลิกเกมเปลี่ยนขั้วกันเลย

แต่มวยมันก็ทันกัน นายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศ อดีตศิษย์เก่าประชาธิปัตย์ รีบออกมาดักคอ ขอให้นายอภิสิทธิ์ดูแลสมาชิกของพรรคที่ขึ้นเวทีปราศรัยกับกลุ่มพันธมิตรฯ เพราะการให้สมาชิกของพรรคกระทำเช่นนี้ ไม่ทราบว่านายอภิสิทธิ์ยังเชื่อมั่นการเมืองในระบบรัฐสภาอยู่หรือไม่

จะทำให้ประชาชนเกิดความสับสนว่า พรรคประชาธิปัตย์ต้องการมีอำนาจผ่านการเลือกตั้งหรือต้องการเป็นรัฐบาล ไม่ว่าจะด้วยวิธีการใดๆก็ตาม

ต่างฝ่ายต่างดักทาง คุมเชิง

โดยยุทธศาสตร์คู่ขนาน ไม่มีวันที่พรรคพลังประชาชนกับพรรคประชาธิปัตย์จะโคจรมาร่วมวงศ์ไพบูลย์กันได้

ที่แน่ๆมีรายงานว่าพรรคประชาธิปัตย์เตรียมแผนดักทางกันไว้แล้ว หากในวันที่ 9 มิถุนายน ที่ประชุม ส.ส.ของพรรคพลังประชาชนยังเดินหน้ายื่นญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญ

พรรคประชาธิปัตย์จะยื่นญัตติเพื่อขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีทันที

ขู่ลุยแตกหักในสภาฯ

แต่ก็เป็นอะไรที่เห็นได้ชัดเลยว่า ในขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ขู่ฮึ่มๆเตรียมเปิดเวทีซักฟอก ม็อบพันธมิตรฯปิดถนนราชดำเนิน ตั้งท่ารบแตกหัก

รัฐบาลไม่ได้ตื่นเต้นสักเท่าไหร่

เทียบกับปรากฏการณ์ล่าสุด ณ ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล รัฐมนตรีหลายกระทรวงถูกเรียกตัวด่วนเข้าพบนายกรัฐมนตรี

โดยไม่มีวาระแจ้งล่วงหน้า

ต่อมาถึงได้เปิดเผยกันว่า นายกรัฐมนตรีได้เรียกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจถกฉุกเฉิน เพื่อแก้ปัญหากลไกราคาข้าว

หลังสมาคมชาวนาไทยขู่ปิดถนน 4 เส้นทางหลักเข้ากรุงเทพฯ

และก็เป็นนายสมัครที่แถลงด้วยตัวเองว่า ที่ประชุมมีมติให้เปิดโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรังที่ราคา 14,000 บาท/ตัน จำนวน 2.5 ล้านตัน โดยมอบหมายให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เป็นผู้ดำเนินการ

เริ่มวันที่ 5 มิถุนายนนี้ทันที

ทั้งนี้ แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับข้อเสนอของกระทรวงพาณิชย์ที่จะให้คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) พิจารณาเปิดโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรัง เพื่อช่วยเหลือชาวนาในช่วงที่ราคาข้าวเปลือกเริ่มตกต่ำลง

แค่ส่งสัญญาณขู่ รัฐบาลถึงกับรีบลนลาน

ม็อบชาวนาต่างหาก ของจริงที่ สมัครแหยง.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน



สภาฯ พิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประชามติ 11 มิ.ย.นี้

รัฐสภา 4 มิ.ย. - ประธานสภาฯ เรียกประชุมสภาฯ นัดพิเศษ 11-12 มิ.ย. พิจารณาร่าง พ.ร.บ.ออกเสียงประชามติ และร่าง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริต ขณะที่ ครม.เสนอร่าง กฎหมายปรับปรุงงาน สนง.วัฒนธรรมแห่งชาติ

ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาแจ้งว่า ตามที่ได้มีพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมสมัยวิสามัญแห่งรัฐสภา พ.ศ. 2551 ตั้งแต่วันที่ 9 มิถุนายนนี้ ประธานสภาผู้แทนราษฎรได้มีคำสั่งให้นัดสมาชิกประชุมสภาฯ เป็นพิเศษในวันที่ 11 และวันที่ 12 มิถุนายนนี้ เวลา 09.30 น. โดยมีวาระสำคัญ พิจารณาเรื่องด่วน ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวีธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง (ฉบับที่...) พ.ศ..... ซึ่งเสนอโดยศาลฎีกา เป็นครั้งแรกที่เปิดช่องให้ศาลและองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญสามารถเสนอร่างกฎหมายเข้าสู่สภาฯ ได้ และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ..... ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นผู้เสนอ ได้ส่งมายังรัฐสภาเมื่อวันที่ 3 มิถุนายนที่ผ่านมา

ทั้งนี้ มีร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต 2 ฉบับ ที่นายพีระพันธ์ สาลีรัฐวิภาค ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ และนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ พร้อมคณะ เป็นผู้เสนอ กับร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน ที่เสนอโดยนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ กับคณะ

ขณะที่คณะรัฐมนตรีภายใต้การนำของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ได้เสนอร่าง พ.ร.บ.เข้ามาเพียง 2 ฉบับ คือ ร่าง พ.ร.บ.วัฒนธรรมแห่งชาติ และร่าง พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม ซึ่งเป็นการปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยวัฒนธรรมแห่งชาติ พ.ศ. 2546 และกฎหมายว่าด้วยสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ พ.ศ. 2522 เพื่อให้เหมาะสมสภาพการณ์ปัจจุบัน

เพื่อให้มีการอนุรักษ์และฟื้นฟูจารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปวัฒนธรรมอันดีของชาติและท้องถิ่น รวมทั้งยกย่องเชิดชูเกียรติแก่ศิลปินแห่งชาติ ผู้ทรงคุณวุฒิทางวัฒนธรรม หรือบุคคลที่มีผลงานดีเด่นทางวัฒนธรรม ซึ่งเป็นการรองรับและสร้างขวัญกำลังใจให้แก่ประชาชนที่มีส่วนร่วมในการสืบสานได้อย่างเหมาะสม และให้หน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงดำเนินการให้เป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องที่ค้างการพิจารณาจากสมัยประชุมที่ผ่านมา คือ การเลือกตั้งคณะกรรมาธิการสามัญประจำสภา ทั้ง 35 คณะด้วย. -สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-06-04 18:39:32




2 แสนล้านหายไปแล้ว


การชุมนุมยืดเยื้อของกลุ่มคนหยิบมือ ที่มีพรรคการเมืองเก่าแก่หนุนหลัง กำลังกลายเป็นความเดือดร้อนไปทั่วทุกหย่อมหญ้าเสียแล้ว เริ่มตั้งแต่ เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน ที่ใช้เส้นทางเสด็จพระราชดำเนินไม่ได้ ไปจนถึง พระสงฆ์องค์เจ้า บิณฑบาตไม่ได้ นักเรียน ไม่ได้รับความสะดวกในการไปโรงเรียน ประชาชนทั่วไป ไม่ได้ใช้เส้นทางสัญจร นักมวย ไม่ได้ชกมวย แม้ค้า ไม่ได้ขายของ... ฯลฯ

หากมองภาพรวมของประเทศไทยในสายตาชาวโลก กิจกรรมทางเศรษฐกิจฉิบหายวายป่วงไปหมด นักลงทุนต่างประเทศที่กำลังจะตีเช็ค-วางเงิน แห่หนีกันไปกระเจิดกระเจิง เห็นได้จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ที่มีคนเข้ามาซื้อขายกันน้อยลง

ข่าววงในบอกว่า เพียง 1 สัปดาห์ของการชุมนุมยืดเยื้อนี้ ส่งผลให้ มูลค่าการลงทุนทั้งหมดนี้หดหายไปกว่า 200,000 ล้านบาท ประเทศไทยเสียโอกาส ถดถอยในการพัฒนา การเพิ่มรายได้ของประชาชน การพัฒนาฝีมือแรงงาน ฯลฯ

ความวุ่นวายปั่นป่วนนี้ ไม่ใช่ความวุ่นวายปั่นป่วนที่ปกติ มีการตั้งใจที่จะทำให้เกิดปัญหา มีความตั้งใจที่อ้างประชาชน ทั้งที่การข่าวของเจ้าหน้าที่ทางการทราบดีว่ามีการจ้างประชาชนให้มาร่วมขบวนการเหล่านี้จากต่างจังหวัด ขนกันมาหัวละ 500 บาท ผ่านเครือข่ายพรรคการเมืองหนึ่ง ที่ขึ้นชื่อว่าเป็น พรรคการเมืองเก่าแก่ ที่มีเครือข่ายทางการเมือง

พรรคการเมือง ไหน ให้ท้าย ม็อบเหล่านี้ ประชาชนคนเมืองกรุง และ ต่างจังหวัด ดูเอาไว้ ในการเลือกตั้งครั้งหน้า อย่าไปเลือกมัน!

วันนี้ “อำนาจรัฐ” อ่อนแอ! จนไม่สามารถจัดการสิ่งที่เป็นปัญหาในการขวางกั้นการพัฒนาประเทศจาก กลุ่มคนดื้อด้าน ไม่กี่คน ที่เกิดขึ้นในบ้านในเมืองได้

ประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับการอ้างสิทธิเสรีภาพในการชุมนุม แต่กีดขวางทางสัญจรไปมา จะทำอย่างไร แจ้งความก็แล้ว...ร้องทุกข์ก็แล้ว...เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องไม่จัดการอะไรให้เป็นโล้เป็นพายในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน ไม่เห็นดำเนินการอะไรให้คืบหน้า หากกลัว ในการที่จะบังคับใช้กฎหมาย หากกลัว ในการที่จะรักษาความสงบสุขของบ้านเมือง หากกลัว ในการรักษากฎเกณฑ์กติกา ยอมให้ กฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย ลาออกไปไม่ดีกว่าหรือ?

ถามจริงๆ ถนนราชดำเนินใครเป็นคนสร้าง? ใครเป็นคนจ่ายเงินบำรุงรักษา? ภาษีอากรของคนทั้งประเทศไม่ใช่หรือ มันต้องให้คนทั้งประเทศได้มีโอกาสใช้สัญจรไปมา ไม่ใช่เอาไปเป็น “สนามเตะฟุตบอล” ขณะที่ชาวบ้านเขาเดือดร้อนเนื่องจากเป็นเวลา “เร่งด่วน” ในการจะไปทำงานและกลับ เคหสถาน จะปล่อยผู้ชุมนุมและผู้สนับสนุนการชุมนุมอ้างได้อย่างไรว่า ผิดเฉพาะ พ.ร.บ.จราจร เพราะเรื่องนี้ ผิดรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศชัดๆ ก่อให้เกิดความเดือดร้อนกับประชาชนทั่วไปเป็นวงกว้าง ทั้งทางตรงและทางอ้อม กระทบสิทธิเสรีภาพของประชาชนเป็นวงกว้าง ทั้งทางตรงและทางอ้อม ใช่หรือไม่?

หากเจ้าหน้าที่รัฐดูแลให้เป็นไปตามตัวบทกฎหมายไม่ได้ แล้วใครจะมาจัดการ

ในเมื่อ อำนาจรัฐ และ เจ้าหน้าที่รัฐ “ไร้น้ำยา” ในการบริหารจัดการเรื่องเหล่านี้ จะต้องให้ ประชาชนที่ไม่พอใจ กลุ่มที่เดือดร้อน กลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุม ลุกขึ้นมาจัดการกันเองใช่หรือไม่?

มีคนโทร.มาบอกว่า ให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมนี้ แก้เผ็ดโดยการนัดหมายกันไปปิดล้อมทุกทิศทาง ให้พวกเขา ขนคน ขนเสบียงกรัง เข้าสู่พื้นที่ชุมนุมไม่ได้บ้าง จะได้รู้สึกว่าเป็นอย่างไร กดดันจนกว่าจะสลายการชุมนุมไปบ้าง หรือให้บอยคอตสินค้าและบริการที่สนับสนุนการชุมนุมนี้อย่างออกหน้าออกตากันบ้าง

กองบรรณาธิการห้ามความคิดนี้ผ่านสายไปแทบไม่ทัน อย่า! อย่า!…(นึกในใจ) อย่า…ช้า! วันไหนดีล่ะ ศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ นี้เลยดีไหม

แนวทางและวิธีการจัดการ การชุมนุมยืดเยื้อของกลุ่มพันธมิตรฯ (แบบซุนวู) (จบ)


5.พิจารณาวิธีการทางการสู้รบ เสบียง และแนวร่วม
วิธีการสู้รบเบื้องต้นคือ มีการแจกเครื่องรับสัญญาณดาวเทียม เพื่อรับชมรายการเอเอสทีวีโดยเฉพาะ จนนำไปสู่การชุมนุมในรูปแบบสัมมนา เพื่ออุ่นเครื่องสองรอบในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และประกาศชุมนุมใหญ่ปักหลักสู้ยืดเยื้อที่หน้าสะพานมัฆวานรังสรรค์ (ติดด้านหลังของทำเนียบรัฐบาล) การสู้รบครั้งนี้ไม่เน้นจำนวนคนและเครือข่ายมากนัก ไม่เหมือนตอนกลางปี 2549 ซึ่งเป็นเพราะคนหลายกลุ่มได้รับรู้ว่าตัวเองถูกหลอกเพื่อรัฐประหาร ส่วนเรื่องเสบียงนั้น ลึกๆ มีการต่อท่อน้ำเลี้ยงกับเครือข่ายอำมาตย์ ราชนิกูล นายทุนบางคน และพรรคการเมืองเก่าแก่ ตลอดถึงประกาศให้มีการบริจาคทั่วไป ซึ่งสามารถพิจารณาได้ว่า การสู้ยาวแสดงว่ามีคนคอยหนุนหลังเรื่องเสบียง จึงไม่มีการกังวลเรื่องนี้

ส่วนแนวร่วมนั้นพิจารณาได้ดังนี้คือ มุ่งสื่อสารอย่างพยายามสุภาพกับชนชั้นกลางในเมืองที่ไม่พอใจรัฐบาลเรื่องการบริหารบ้านเมือง เช่น เรื่องน้ำมันแพง เรื่องปากท้อง เรื่องการกล่าวหาว่ารัฐบาลเป็นตัวแทนของความชั่วร้ายที่ทุจริต ไม่มีจริยธรรม และอาศัยฐานกำลังมวลชนของพรรคการเมืองเก่าแก่จากหัวเมืองต่างๆ เข้าร่วมสมทบ
โดยแนวร่วมสำคัญคือ เครือข่ายอำมาตย์ ขุนนาง ราชนิกูล ขุนศึก สื่อสารมวลชนบางสำนัก เอ็นจีโอบางส่วน นายทุนที่ได้รับผลกระทบจากแนวนโยบายประชานิยม และประชาชนที่ไม่พอใจรัฐบาล

6.พิจารณาการสื่อสารกับสาธารณะ
การชุมนุมเริ่มแรกนั้นเป็นไปอย่างดุเดือด เผ็ดร้อน หยาบคาย เต็มไปด้วยข้อกล่าวหาต่างๆ นานา และข้ออคติที่รัฐบาลมักแก้เกมไม่ทันอยู่เสมอ ระยะหลังเมื่อมีการชุมนุมปักหลักยืดเยื้อ และมีประเด็นเรื่องการที่รัฐบาลจะใช้ความรุนแรง จึงเริ่มสุภาพขึ้น แต่ก็ขึ้นอยู่กับนักพูดแต่ละคนเช่นกัน ส่วนการสื่อสารกันภายในที่ชุมนุม ถูกวางแผนอย่างรัดกุม มีการใช้หลักจิตวิทยามวลชน และหลักนิเทศศาสตร์เวที โดยมีการสื่อสาร โน้มแนว มีจุดเบา มีจุดแรง มีจุดขอร้อง มีจุดปลุกระดม โดยสลับกับการเล่นดนตรีบนเวที ซึ่งมีการจ้างวานมาแทบไม่ซ้ำหน้ากัน

ส่วนการสื่อสารกับสาธารณะนั้น มีทีวีบางช่องคอยให้ความช่วยเหลือ และยังมีจุดแข็งคือ การมีหนังสือพิมพ์ นิตยสาร เว็บไซต์ และสื่อทางดาวเทียมเป็นของตัวเอง ซึ่งในระยะยาวยังสามารถสื่อสารให้สาธารณะเข้าใจในประเด็นของตนได้ อันจะส่งผลต่อรัฐบาลอย่างหนัก และอาจสั่นคลอนรัฐบาลได้

7.พิจารณารัฐบาลผสม
เนื่องจากรัฐบาลภายใต้การนำของนายสมัครนั้นเป็นรัฐบาลผสม ซึ่งไม่มีความเป็นเอกภาพ มักเกิดการแก้ปัญหาแบบติดๆ ขัดๆ เพราะแต่ละพรรคที่มาร่วมกันตั้งรัฐบาล มักแก้ปัญหาหรือนำเสนอแบบให้ภาพลักษณ์กับพรรคที่ตนเคยสังกัด บวกกับปัจจัยปัญหาจากภายนอกที่รุมเร้าไม่สามารถกำหนดได้ เช่น เรื่องราคาน้ำมัน ราคาพืชผลการเกษตร ค่าครองชีพ ฯลฯ การบริหารหรือการเสนอนโยบายให้กับประชาชนของรัฐบาลเป็นไปได้ยาก และพรรคร่วมรัฐบาลบางพรรคยังต่อสายกับพรรคฝ่ายค้าน เพื่อหวังจ้องเล่นงานรัฐบาลสมัครเช่นกัน แม่ทัพสมัครมักมีจุดอ่อนจุดแข็งหลายเรื่อง ส่วนใหญ่มักเป็นเรื่องปัญหาท่าทีท่วงทำนอง และการสื่อสาร

ปัญหาภายในประเทศ ระยะสั้นเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เรื่องการสื่อสารกับสาธารณะ ระยะยาวเรื่องการแก้ไขปัญหาน้ำมัน ราคาพืชผลการเกษตร ค่าครองชีพ และการสร้างความยอมรับจากสังคมในทุกภาคส่วนในการแก้ปัญหาบริหารบ้านเมืองของรัฐบาล

แนวทางการจัดการการชุมนุมยืดเยื้อของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
1.หากข้าศึกฮึกเหิม จงเลี่ยงการเผชิญหน้า และต้องทำให้เขาอ่อนแอเสีย
2.หากข้าศึกเข้มแข็ง จงทำให้เขาต้องอ่อนล้า และยากลำบาก
3.หากข้าศึกพยายามสร้างแนวร่วม ให้ตัดแนวร่วมมิให้สร้างได้
4.หากข้าศึกอยู่ในที่แจ้ง ต้องทำให้เขาอยู่ในที่มืด เสมือนปิดตาย เข้าออกลำบาก ปิดล้อมให้สื่อสาร แบบยากแก่การสื่อสารกับภายนอกได้เข้าใจ
5.เกาะติดทุกความเคลื่อนไหวของฝ่ายข้าศึกทุกขั้นตอน พยายามสร้างความแตกแยกให้เกิดขึ้นภายในแม่ทัพของข้าศึกด้วยกัน และให้พยายามหาประเด็นที่จะโดดเดี่ยวแกนนำ ออกจากมวลชนที่เข้าร่วมชุมนุม
6.ใช้อ่อนสยบแข็ง ทำให้เหมือนรัฐบาลถูกทำร้าย ถูกรังแก ถูกระราน สร้างความเห็นใจจากคนภายในและภายนอกประเทศ

วิธีการจัดการการชุมนุมยืดเยื้อของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
1.อาศัยสื่อในมือของภาครัฐที่มีอยู่ทั้งหมด บอกกับพี่น้องประชาชนว่า รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยของประชาชน ยอมทุกอย่างแล้ว ถ้ากลุ่มพันธมิตรฯ ต้องการขับไล่รัฐบาล ต้องถามคนทั้งประเทศเสียก่อน และคนส่วนใหญ่ทั้งประเทศคงไม่ยอม เพราะเลือกเข้ามาแล้ว ประชาชนอยากให้บ้านเมืองเดินหน้า และรัฐบาลจะเปิดให้ตัวแทนกลุ่มพันธมิตรฯ มาช่วยกันบริหารประเทศ โดยเสนอความคิดเห็นมาได้เลย เพราะรัฐบาลจะรับฟังและเปิดทุกวัน และจะให้การต้อนรับอย่างดี
2.โหมกระพือข่าวเรื่องการรัฐประหาร เพื่อให้คนกลัวทหารมายึดอำนาจ และเป็นการบล็อกทหารเอาไว้ด้วย ให้ทหารที่รัฐบาลคุมได้ออกมาช่วยพูดเรื่องการรัฐประหาร แบบอย่างน้อยอาทิตย์ละหนึ่งครั้ง เพราะมวลชนบางส่วนที่ไม่พอใจรัฐบาลแต่ก็ไม่กล้าเข้ามาร่วมชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรฯ เพราะได้เคยเห็นรัฐประหารมาแล้ว และกลัวนำไปสู่เงื่อนให้มีการรัฐประหารซ้ำๆ อีก
3.ส่งตัวแทนของรัฐบาล เช่น คุณเฉลิม หรือหมอเลี้ยบ หรือคุณมิ่งขวัญ (นายกฯ สมัคร ห้ามไป) พยามยามเข้าไปคุยกับแกนนำพันธมิตรฯ ก่อนจะเข้าไปคุยกับฝ่ายแกนนำพันธมิตรฯ นั้น ต้องกระพือข่าวให้รู้กันไปทั่วก่อน จากนั้นค่อยเดินเข้าไปคุยเจรจาจากทางด้านหลังของเวทีการชุมนุม หากแกนนำพันธมิตรฯ ไม่คุยด้วยยิ่งเป็นฝ่ายเสียเปรียบในทางการเมือง และช่วงนั้นจะมีคนที่ร่วมการชุมนุมในกลุ่มพันธมิตรฯ จะวุ่นวายภายในชั่วขณะ เพราะคนที่อยู่ข้างหลังก็อยากมาฟังข้างหน้าว่าพูดคุยอะไรกัน และจะมีผู้ชุมนุมบางส่วนโกรธแค้น เกิดการด่าทอและขว้างปาอย่างแน่นอน ฝ่ายกลุ่มพันธมิตรฯ ยิ่งจะเสียหายไปใหญ่ เพราะรัฐบาลต้องรู้จักเล่นกับสื่อให้เป็น ถ้าคุณเฉลิมไปเอง การชุมนุมจะเฉาลง เพราะภาพจะเห็นว่ากลุ่มผู้ชุมนุมไม่คุยกับรัฐบาล ภาพจะสื่อออกมาว่าฝ่ายกลุ่มผู้ชุมนุมมีเจตนาที่ร้าย จงใจเปลี่ยนแปลงการปกครองอย่างชัดเจน
4.นำเอาข้อมูลที่แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ เคยพูดพาดพิง พล.อ.เปรม หรือพูดกระทบเบื้องสูง มาโต้กลับ แล้วตีให้เป็นประเด็นเหมือนพรรคการเมืองเก่าแก่ทำ เช่น นายสุริยะใสเคยพูดไว้ตามนี้
http://www.onopen.com/2007/editor-spaces/1424 และถ้าเป็นไปได้ให้เจาะข้อมูลแกนนำรายบุคลออกมาเผยแพร่ด้านลบ ให้มากกว่าด้านบวก แต่ต้องนำเสนอแบบที่สังคมรับได้ ไม่เอียงจนเกินไป
5.ต้องพยามพูดถึงการชุมนุม พูดถึงการสร้างความแตกแยก สร้างความเสียหาย มาถ่ายทอดผ่านสื่อ เพื่อหนึ่ง สังคมจะได้ไม่คล้อยไปตามกลุ่มพันธมิตรฯ กล่าวหารัฐบาล เรื่องการจาบจ้วงเบื้องสูง สอง เป็นการลดระดับความชอบธรรมของกลุ่มพันธมิตรฯ ลง และจะลดลงได้อย่างมาก เพราะความสำคัญของการปักหลักชุมนุมยืดเยื้อคือ การที่ต้องมีคนเข้ามาร่วมชุมนุมถ่ายเทอยู่ตลอดเวลา ถ้ามวลชนไม่เพิ่มขึ้นเลย มีขนาดปกติ ไม่มีการขยายตัว นั่นคือสัญญาณที่กลุ่มพันธมิตรฯ เตรียมนับถอยหลัง และม้วนเสื่อกลับบ้านได้เลย และภาพก็จะปรากฏว่ารัฐบาลไม่ได้เป็นไปตามที่ฝ่ายกลุ่มพันธมิตรฯ กล่าวหา
6.วิธีการสุดท้ายคือ การสลายการชุมนุมอย่างสันติ และละม่อม รัดกุม เพื่อเข้าไปจัดการเฉพาะกับสิ่งของที่กีดขวางถนนและการสัญจรของประชาชน ถ้าเป็นไปได้อย่าตอบโต้กลุ่มผู้ชุมนุม และให้เชิญผู้สื่อข่าวไปเป็นพยาน โดยให้พูดถึงการทำผิดกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และยกกรณีที่ประเทศที่เป็นประชาธิปไตยส่วนใหญ่เขาก็ทำกันอย่างนี้ และที่ต้องทำแบบนี้ก็เพื่อรักษาความมั่นคงของประเทศ ไม่ใช่ความมั่นคงของรัฐบาล ซึ่งจะปล่อยให้คนห้าคน สิบคน มาเป็นตัวแทนของคนทั้งหมดไม่ได้ (โดยส่วนตัวข้าพเจ้าไม่เห็นด้วยกับการสลายการชุมนุม แต่นี่คือวิธีสุดท้าย)

...รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง...


จินตนาการของม็อบ

การชุมนุมประท้วงขับไล่รัฐบาลของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แต่ไม่ยึดหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อ้างแค่ความชอบธรรมการชุมนุมสามารถทำได้ตามรัฐธรรมนูญ แต่ไม่สนใจว่าในระบอบการปกครองประชาธิปไตยนั้น การเปลี่ยนแปลงรัฐบาลต้องใช้ระบบรัฐสภา ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้าน ไม่ใช่ตั้งก๊วนตั้งแก๊งกันข้างถนน สร้างเงื่อนไขให้เกิดความวุ่นวาย เพื่อให้ทหารเข้ามาแก้ปัญหาโดยการทำรัฐประหาร เหมือนที่เคยประสบความสำเร็จ ประกาศเป็นชัยชนะอย่างภาคภูมิใจของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หลังเหตุการณ์รัฐประหารวันที่ 19 กันยายน 2549

ในการขึ้นไปพ่นน้ำลายบนเวทีที่ยึดถนนราชดำเนินเป็นอาณาจักร ให้ถนนราชดำเนินเป็นถนนจำลองเดินไปโดยปริยายนั้น ผู้ขึ้นไปพ่นน้ำลายในคำหยาบคายสารพัดที่นึกขึ้นมาได้ แต่มีเป้าหมายเดียวกันคือ ต้องการจะโค่นระบอบทักษิณ ซึ่งเป็นนามธรรมที่หาคำจำกัดความไม่ได้ว่าหมายถึงอะไร

ทำให้แก๊งข้างถนนสร้างความชอบธรรมให้กับตัวเอง ในการยึดถนนราชดำเนินเป็นอาณาจักรชุมนุมประท้วงขับไล่รัฐบาลของ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี หลังจากที่ญัตติการแก้ไขรัฐธรรมนูญตกไป และ นายจักรภพ เพ็ญแข ลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นเงื่อนไขของแก๊งข้างถนนปลุกระดมให้คนมาชุมนุมประท้วง

ซึ่งหากเป็นการชุมนุมประท้วงของกลุ่มอื่นๆ เมื่อการประท้วงบรรลุผลสำเร็จ ก็ต้องสลายการชุมนุม แต่นี่กลับชุมนุมต่อไป สร้างจินตนาการ สร้างเรื่องกล่าวหาว่า รัฐบาลของ นายสมัคร สุนทรเวช เป็นหุ่นเชิดของระบอบทักษิณ

ทั้งที่รัฐบาลชุดนี้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง และคณะรัฐมนตรีได้เข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณต่อหน้าพระพักตร์ขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก่อนเข้าปฏิบัติหน้าที่บริหารราชการแผ่นดิน

การชุมนุมประท้วงที่ยืดเยื้อนั้น การพ่นน้ำลายบนเวทีแต่ละวันแต่ละคืน ก็สร้างเรื่องใหม่ๆ ขึ้นมา ทั้งจากความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในสังคม และเรื่องที่จินตนาการขึ้นมาเอง เพื่อปั่นหัวให้คนที่ถูกชักชวนมานั่งกรำแดดกรำฝนคล้อยตาม

เช่น กล่าวหาระบอบทักษิณ กำลังจะขายชาติให้กับแขกซาอุดิอาระเบีย โดยการเปิดทางให้แขกซาอุฯ มาเช่าที่นาปลูกข้าวที่ จ.สุพรรณบุรี ทั้งๆ ที่ข้อเท็จจริง เป็นแค่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พามหาเศรษฐีชาวซาอุฯ มาดูการทำนา เพื่อเจรจาซื้อข้าวจากประเทศไทย

ซึ่งข้อเท็จจริงนั้น นายสมัคร สุนทรเวช ได้ชี้แจงไปแล้วทางรายการ “สนทนาประสาสมัคร” แต่นักพ่นน้ำลายไม่วายกล่าวหาว่าขายชาติ

หรือการจินตนาการทันทีที่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ พี่ชายของ คุณหญิงพจมาน ชินวัตร กลับมาดำรงตำแหน่งรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ อาวุโสอันดับ 1 ก็เพื่อสืบทอดระบอบทักษิณ

เพราะ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ จะเกษียณอายุราชการ ในปี 2552 ทำให้ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ซึ่งอาวุโสอันดับ 1 ซึ่งตามประเพณีปฏิบัติก็ต้องขึ้นดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

แต่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย พยายามสร้างภาพสร้างจินตนาการว่า เป็นการสืบทอดอำนาจของระบอบทักษิณ

และ...เมื่อ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ แบ่งงานให้กับรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มอบหมายให้ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ เป็นรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ฝ่ายปราบปราม 1 ก็กล่าวหาว่า แบ่งงานเพื่อเรียนรู้งานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

มันจะบ้ากันไปใหญ่ พวกแก๊งข้างถนน

ทำไมไม่พูดความจริงกันบ้างล่ะว่า พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ นั้นถูกคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ หรือ คมช. ย้ายจากรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ อาวุโสอันดับ 1 ไปประจำสำนักนายกรัฐมนตรี หลังการทำรัฐประหาร เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549

เมื่อ นายสมัคร สุนทรเวช ได้ให้ความเป็นธรรมกับข้าราชการที่ถูกคณะรัฐประหารรังแก ก็จะคืนความชอบธรรมให้

หากไม่มีเหตุการณ์รัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ จะขึ้นดำรงตำแหน่งต่อจาก พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ด้วยซ้ำไป

การแต่งตั้งโยกย้ายนายตำรวจระดับผู้กำกับจำนวนกว่า 300 ตำแหน่ง ก็จะไม่ต้องมาสะสางกันทุกวันนี้ แต่แก๊งข้างถนนกลับชื่นชมคนที่ทำให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติวุ่นวาย ทั้งการปฏิบัติและการบริหาร

นี่คือสิ่งที่แก๊งข้างถนนจินตนาการและสร้างเรื่องขึ้นมาแต่ละวัน ด้วยความที่จินตนาการกันเพลิน ทำให้เรื่องที่กล่าวหาคนอื่นนั้น ก็เป็นฝ่ายทำเสียเอง เช่น กล่าวหาว่ารัฐบาลนายสมัคร จะทำให้ประเทศไทยเป็นสาธารณรัฐ แต่แก๊งพันธมิตรฯ กลับตั้งอาณาจักรซ้อนอาณาจักรขึ้นบนถนนราชดำเนิน

นี่หรือคนที่มีผ้าโพกหัวว่า “กู้ชาติ” แต่กลับตั้งอาณาจักรขึ้นมาซ้อนกับอาณาจักรไทย และไม่ปฏิบัติตามกฎหมายและรัฐธรรมนูญของประเทศไทย

เอกฉัตร