
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Friday, June 6, 2008
ฝ่ายค้าน ยื่นญัตติตั้งคณะกมธ.ศึกษาแก้ รธน.ต่อประธานสภาฯแล้ว

นายกฯ ย้ำหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแลสิ่งแวดล้อม โดยไม่มากเกิน จนทำให้ไม่สามารถพัฒนาประเทศได้

อภิรักษ์ ขอหารือกับ กก.บห.พรรค ก่อนตัดสินใจเรื่องชิงผู้ว่าฯ กทม.อีกสมัย
พรรคประชาธิปัตย์ 5 มิ.ย. -“อภิรักษ์” ยังไม่ตัดสินใจว่าจะลงสมัครผู้ว่าฯ กทม.อีกสมัยหรือไม่ รอใกล้วันรับสมัคร จะหารือกรรมการบริหารพรรค ระบุมีผู้เปิดตัวบ้างแล้ว เป็นเรื่องดีให้ประชาชนได้พิจารณา พร้อมทำงานเต็มที่จนหมดวาระ ไม่หนักใจคดีรถ-เรือดับเพลิง เชื่อถึงเวลาเหมาะสม ทุกอย่างจะชัดเจน นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ที่จะมีขึ้นในเดือนสิงหาคมนี้ ว่า ยังไม่ได้คุยกับพรรคอย่างเป็นทางการ เพราะพรรคกำลังมีภารกิจเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมือง และการเปิดประชุมสภาฯ สมัยวิสามัญ จึงจะรอให้ใกล้วันรับสมัคร จึงจะหารือกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค และกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์อย่างเป็นทางการ แล้วจะแจ้งให้ทราบว่าจะลงสมัครผู้ว่าฯ กทม.อีกสมัยหรือไม่ “ส่วนที่ขณะนี้มีหลายคนเริ่มเปิดตัวว่าจะลงสมัครผู้ว่าฯ กทม.แล้วนั้น ผมไม่รู้สึกหนักใจ และเป็นเรื่องที่ดี เพราะประชาชนจะได้มีโอกาสพิจารณาและทราบว่ามีใครที่สนใจลงสมัครผู้ว่าฯ กทม.บ้าง แต่ในส่วนของผม วันนี้ยังทำงานอยู่ และพยายามเร่งทำงานในสิ่งที่เคยประกาศไว้เป็นนโยบาย” ผู้ว่าฯ กทม. กล่าว ส่วนที่มองว่า การทำงานในช่วงสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง จะเป็นการหาเสียงไปในตัวหรือไม่ นายอภิรักษ์ กล่าวว่า ไม่อยากให้มองเช่นนั้น ถือว่าทำงานทุกวันอยู่แล้ว หากเป็นผู้ว่าฯ แล้วไม่ทำงาน น่าจะเป็นปัญหามากกว่า สำหรับกรณีที่ใกล้การเลือกตั้งแล้ว แต่กรณีเรื่องการจัดซื้อรถและเรือดับเพลิงยังไม่ได้ข้อยุตินั้น นายอภิรักษ์ กล่าวว่า ความจริงไม่เกี่ยวกับเรื่องคดี เพราะเป็นเรื่องของกระบวนการตรวจสอบ และเป็นเรื่องที่ว่าประชาชนรู้สึกอย่างไรต่อการที่เราทำงานใกล้หมดวาระ ซึ่งตนจะตั้งใจทำงานเต็มที่ ทั้งนี้ ไม่หนักใจอะไรในเรื่องของคดี เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมจะมีความชัดเจน. -สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2008-06-05 19:13:09
พปช.ยืนยันไม่ยื่นญัตติแก้ไข รธน.จนกว่ารู้ผลประชามติ
เมื่อเวลา 16.00 น. วันนี้ (5 มิ.ย.) นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ได้เรียกประชุมกรรมการบริหารพรรค เพื่อเตรียมรับการเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญ ในวันที่ 9 มิถุนายนนี้ โดยมีแกนนำพรรคเข้าร่วมประชุม อาทิ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ นายชูศักดิ์ ศิรินิล ภายหลังใช้เวลาประชุมเกือบ 2 ชั่วโมง ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน แถลงว่า กรรมการบริหารพรรคมีมติจัดงานระดมทุนในวันที่ 5 กรกฎาคม 2551 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยจะจำหน่ายบัตรชมการเสวนาแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ มีนายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรค นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรค นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพานิชย์ นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ร่วมเสวนา ให้ข้อมูลและแนวทางในการแก้ปัญหาทางด้านเศรษฐกิจและอื่น ๆ ร.ท.กุเทพ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ กรรมการบริหารพรรคยังมีมติจัดสัมมนา ส.ส.ของพรรค ในหัวข้อ “คิดอย่างสร้างสรรค์ ขยันทำงาน ประสานน้ำใจ” ระหว่างวันที่ 26-27 กรกฎาคม 2551 ที่โรงแรมฮอลิเดย์อิน อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ โฆษกพรรคพลังประชาชน กล่าวอีกว่า ที่ประชุมยังมีมติตั้งกรรมการวินัยและจรรยาบรรณของพรรค ตามที่กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองกำหนด 5 คน มีนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นประธาน นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ เป็นรองประธาน นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เป็นเลขานุการ นพ.ประสงค์ บูรณ์พงศ์ และนายสุขุมพงษ์ โง่นคำ เป็นกรรมการ มีอำนาจในการให้คุณให้โทษ ตั้งแต่ตักเตือนไปจนถึงพ้นการเป็นสมาชิกภาพของสมาชิกพรรคที่ทำผิด ส่วนกรณีที่ ส.ส.ของพรรค จะรวบรวมรายชื่อยื่นญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญอีกนั้น ร.ท.กุเทพ กล่าวว่า หากมีการเคลื่อนไหวต้องถือว่าผิดมติพรรค และถูกลงโทษ เชื่อว่าไม่มีการเคลื่อนไหวดังกล่าวแล้ว เพราะที่ประชุมมีมติให้ยุติการยื่นญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยการดำเนินการใด ๆ จะต้องกระทำหลังการลงประชามติ ดังนั้น ขอให้กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยยุติการชุมนุม เพราะไม่มีการยื่นเสนอญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้ว.-สำนักข่าวไทย พรรคพลังประชาชน 5 มิ.ย.- ที่ประชุมกรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน เตรียมจัดงานระดมทุน 5 ก.ค. ก่อนจัดสัมมนา ส.ส.ช่วงปลายเดือน ขณะเดียวกันตั้งกรรมการคุมวินัย ส.ส. คณะผู้บริหารพรรค โฆษกพรรค พร้อมย้ำยังไม่ยื่นญัตติแก้ไข รธน. จนกว่ารู้ผลประชามติ
อัพเดตเมื่อ 2008-06-05 18:50:15
พันธมิตรฯ เดินหน้าดาวกระจายไป ก.ล.ต.-ดีเอสไอ พรุ่งนี้
นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ให้สัมภาษณ์ถึงการประเมินยุทธศาสตร์ดาวกระจาย ช่วงเช้าที่ผ่านมา (5 มิ.ย.) ที่เคลื่อนขบวนไปที่สำนักงานอัยการสูงสุด และกระทรวงมหาดไทย ว่า ได้รับเสียงตอบรับอย่างดี มีประชาชนให้การสนับสนุน ซึ่งถือเป็นความสำเร็จ และพรุ่งนี้ (6 มิ.ย.) จะเดินทางไปที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ก.ล.ต.) และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เพื่อทวงถามเรื่องคดีที่เกี่ยวกับการปกปิดโครงสร้างผู้ถือหุ้นของบริษัทในเครือชินคอร์ป ส่วนเวลาที่ชัดเจนจะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง นายสุริยะใส ยังกล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาลและฝ่ายค้านเห็นตรงกันให้ตั้งกรรมาธิการพิจารณาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยจะเชิญตัวแทนกลุ่มพันธมิตรฯ เข้าร่วมด้วย นายสุริยะใส กล่าวว่า กลุ่มพันธมิตรฯ คงไม่เข้าร่วม เพราะผลการศึกษาไม่ได้บังคับให้ ส.ส.ห้ามยื่นญัตติการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือไม่ให้ทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเรื่องรัฐธรรมนูญควรยุติไว้ก่อน ควรพิสูจน์เกี่ยวกับกรณีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ก่อน กรุงเทพฯ 5 มิ.ย. -กลุ่มพันธมิตรฯ ประเมินผลดาวกระจายวันแรก ประสบความสำเร็จ ประชาชนตอบรับ เตรียมไปดีเอสไอ และ ก.ล.ต.พรุ่งนี้ จี้คดีปกปิดโครงสร้างผู้ถือหุ้น ย้ำชัดไม่เข้าร่วม กมธ.แก้ไขรัฐธรรมนูญ
ส่วนกรณีที่กลุ่มพันธมิตรฯ จะดีเดย์เรื่องการเคลื่อนไหวในวันพรุ่งนี้ (6 มิ.ย.) และวันเสาร์ที่ 7 มิถุนายนนี้ นายสุริยะใส กล่าวว่า มีความเป็นไปได้ แต่ต้องหารือกับแกนนำก่อน เพื่อประเมินสถานการณ์ อาจจะมีการเคลื่อนขบวนไปที่ใดสักแห่ง แต่ยังไม่ได้ตัดสินใจ.-สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2008-06-05 18:44:15
ป.ป.ช.ให้สอบเพิ่มกรณี สมศักดิ์ รับตั๋วดูฟุตบอลที่รัสเซีย
กทม. 5 มิ.ย. - นายกล้านรงค์ จันทิก โฆษกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผยว่า ที่ประชุม ป.ป.ช. ได้พิจารณากรณีของนายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่เดินทางไปดูฟุตบอลนัดชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ ลีก ที่รัสเซีย โดยได้รับบัตรเข้าชมมีมูลค่าเกินกว่า 3,000 บาท ตามที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ ทั้งนี้ ตาม พ.ร.บ.ป.ป.ช. มาตรา 103 ได้กำหนดห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจากบุคคลนอกเหนือจากทรัพย์สินหรือประโยชน์อันควรได้ตามกฎหมาย หรือเว้นแต่จะเป็นการรับทรัพย์สินและประโยชน์ธรรมจรรยาตามหลักเกณฑ์ ตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.กำหนด “ไม่ให้รับทรัพย์สินนอกเหนือจากญาติเกินกว่า 3,000 บาท หากฝ่าฝืนจะมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเรื่องดังกล่าวไม่ได้ร้องเรียนมายัง ป.ป.ช. เพียงแต่ได้รับทราบจากสื่อมวลชน และฝ่ายข้อมูลรวบรวมข้อมูลจากสื่อ จึงไม่สามารถชี้ชัดได้ว่าขัดกฎหมาย ป.ป.ช. มาตรา 103 หรือไม่ ที่ประชุมจึงมีมติให้เจ้าหน้าที่ไปสอบข้อเท็จจริงโดยเร็ว แล้วนำเสนอคณะกรรมการ ป.ป.ช. อีกครั้ง” นายกล้านรงค์ กล่าว. -สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2008-06-05 17:49:34
ป.ป.ช.ตั้งคณะกรรมการไต่สวน จักรภพ
นายกล้านรงค์ จันทิก โฆษกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แถลงผลการประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. ว่า ที่ประชุมมีมติตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนกรณีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และ ส.ส.จำนวน 149 คน ยื่นถอดถอนนายจักรภพ เพ็ญแข อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ออกจากตำแหน่ง กรณีมีความผิด ตามมาตรา 62 และ 63 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 ใช้อำนาจขัดกฎหมายและขัดรัฐธรรมนูญ กรณีการปรับปรุงโครงสร้างและการทำสัญญาว่าจ้างบริษัทดิจิตอล มีเดีย โฮลดิ้ง ร่วมผลิตกับสถานีโทรทัศน์ NBT โฆษกคณะกรรมการ ป.ป.ช.กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ได้สรุปสำนวนแล้วเห็นว่า อยู่ในอำนาจหน้าที่ของ ป.ป.ช. ในการตรวจสอบ และแม้ว่านายจักรภพ จะลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีแล้ว แต่การตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนเอาผิดต้องดำเนินการต่อไป จึงได้มีมติตั้งคณะกรรมการไต่สวน โดยให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ทั้งคณะเป็นคณะกรรมการ และให้นายกล้านรงค์ เป็นเจ้าของสำนวน พร้อมกับให้มีการตั้งกรรมการ 3 คนขึ้นมาดูแล ทั้งนี้ หากมีมติให้ถอดถอนนายจักรภพ ก็จะส่งผลห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี และจะมีการยื่นเรื่องให้อัยการสูงสุด ส่งเรื่องต่อไปยังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเอาผิดทางอาญาด้วย นายกล้านรงค์ กล่าวว่า เรื่องการถอดถอนรัฐมนตรี ถือเป็นเรื่องที่ ป.ป.ช.ให้ความสำคัญจึงต้องให้ ป.ป.ช. ทั้งหมดเข้าร่วมพิจารณาเป็นคณะอนุกรรมการไต่สวน โดยไม่มีเรื่องการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง. -สำนักข่าวไทย สำนักงาน ป.ป.ช. 5 มิ.ย. -“กล้านรงค์” เผย ป.ป.ช. มีมติให้ตั้งคณะกรรมการสอบ “จักรภพ” กรณีว่าจ้างบริษัทร่วมผลิต สถานีโทรทัศน์ NBT เข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ. ป.ป.ช. มาตรา 62 และ 63 ระบุแม้จะลาออกแล้วก็ต้องดำเนินการ
อัพเดตเมื่อ 2008-06-05 17:20:02
โฆษกรัฐบาลเตือนอย่าตกใจ หากพรุ่งนี้เห็นทหารจำนวนมากเข้าทำเนียบฯ
พล.ต.ท.วิเชียรโชติ สุกโชติรัตน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จะมีพิธีลงนามบันทึกความตกลงว่าด้วยการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ ระหว่างปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) และผู้บัญชาการทหารบก ในวันศุกร์ที่ 6 มิถุนายน เวลา 13.00 น. ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งเป็นการดำเนินงานตามพระราชเสาวนีย์สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่ทรงห่วงใยเรื่องนี้ ดังนั้น จะมีกำลังจากทหาร และ รสทป.(ราษฎรอาสาสมัครพิทักษ์ป่าไม้) มาที่ทำเนียบรัฐบาลจำนวนมาก จึงขอให้สื่อมวลชนและกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยอย่าตกใจ พล.ต.ท.วิเชียรโชติ กล่าวว่า การชุมนุมส่งผลกระทบหลายด้าน ทั้งการลงทุน การท่องเที่ยว ตลอดจนประชาชนระดับรากหญ้า ซึ่งที่ผ่านมาเอกอัครราชทูตไทยประจำญี่ปุ่นแจ้งให้ทราบว่า ทัวร์ญี่ปุ่นที่จะเดินทางมาไทยกว่า 80% ได้ยกเลิกการเดินทางแล้ว ขณะที่เอกอัครราชทูตไทยประจำออสเตรเลียแจ้งว่า จากเดิมที่ 4 บริษัทยักษ์ใหญ่ในออสเตรเลียจะเดินทางมาเพื่อประสานการลงทุนมูลค่ากว่า 10,000 ล้านบาท ก็ได้ยกเลิกการเดินทาง เช่นเดียวกับประเทศในยุโรปด้วย ซึ่งการยกเลิกเกิดหลังจากมีการแพร่ข่าวการชุมนุมทั่วโลก “รัฐบาลยืนยันจะพยายามเจรจากับกลุ่มพันธมิตรฯ จนถึงที่สุด รัฐบาลไม่ว่าถ้าจะมีการชุมนุม แต่ขอให้ย้ายสถานที่ ไม่ควรมีประเทศอิสระบนถนนราชดำเนิน เพราะยอมไม่ได้ที่จะให้ประชาชนเดือดร้อนมากกว่านี้ หากไม่มีผลก็เตรียมมาตรการทางกฎหมายที่ไม่รุนแรง โดยย้ำว่าตำรวจต้องดำเนินการก่อน หากไม่เรียบร้อย หรือตำรวจยกธงขาวเมื่อใด หรือเหลือบ่ากว่าแรง ผู้เกี่ยวข้องลำดับถัดไปที่มีหน้าที่ในการดูและกฎหมายที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการต่อ ยืนยันว่าขณะนี้รัฐบาลยังไม่ใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักร” พล.ต.ท.วิเชียรโชติ กล่าว พล.ต.ท.วิเชียรโชติ ยังปฏิเสธกระแสข่าวที่ระบุว่า นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ถอดใจ พร้อมยืนยันว่า นายสมัคร ไม่ถอดใจ ไม่ลาออก และไม่ยุบสภาฯ เพราะรัฐบาลมาถูกต้องตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ถ้าออกก็ต้องออกตามรัฐธรรมนูญ ส่วนการที่กลุ่มพันธมิตรฯ ใช้ยุทธวิธีดาวกระจาย สามารถทำได้ แต่ต้องไม่กระทบสิทธิผู้อื่น แต่เห็นว่าไม่ต้องมาที่ทำเนียบรัฐบาล เพราะไม่ต้อนรับ นอกจากนี้ พล.ต.ท.วิเชียรโชติ ยังกล่าวถึงหนังสือลาออกของนายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่จะมีผลในวันที่ 9 มิถุนายน เพื่อระหว่างนี้นายจักรภพ ได้เก็บข้าวของ และมอบหมายงานให้เรียบร้อย ว่า ที่ผ่านมานายจักรภพ ไม่ได้เซ็นงานใด ๆ ส่วนการปรับคณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีไม่ได้หารือ. -สำนักข่าวไทย ทำเนียบฯ 5 มิ.ย. – โฆษกรัฐบาลแจ้งประชาชน-พันธมิตรฯ อย่าตกใจ หากวันพรุ่งนี้จะมีทหาร-รสทป. เข้าทำเนียบฯ จำนวนมาก เพราะจะมีพิธีลงนามบันทึกความตกลงว่าด้วยการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ ระหว่างปลัด ทส. และ ผบ.ทบ. ย้ำรัฐบาลพร้อมเจรจากับพันธมิตรฯ ให้ถึงที่สุด
อัพเดตเมื่อ 2008-06-05 16:41:57
ส่อขัดรธน.ม็อบป่วนอัยการ* เหนือ-อีสาน ผุดเวทีไล่พันธมิตร
กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ยังคงเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องโดยไม่สนใจไยดีต่อความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน จากการปิดถนนที่ส่งผลให้การจราจรติดขัดอย่างหนักเป็นวงกว้าง และความเดือดร้อนของชุมชน และโรงเรียน และสถานที่ราชการในบริเวณใกล้เคียงกับการชุมนุม โดยล่าสุดยังมีการปรับแผน “ดาวกระจาย” เคลื่อนม็อบกลุ่มย่อยไปยังสถานที่ราชการสำคัญต่างๆ เพื่อกดดันการทำงานของรัฐบาลและกระบวนการยุติธรรม ซึ่งยังส่งผลถึงปัญหาจราจรที่ขยายตัวเป็นวงกว้างมากขึ้นอีกด้วย
ฉะ! พันธมิตรแทรกแซง อสส.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในวันที่ 5 มิถุนายน ที่ผ่านมา กลุ่มพันธมิตรฯ ได้เคลื่อนอาสามัคร 2 ชุด ชุดละประมาณ 100 คน ไปยื่นหนังสือและสอบถามผลการดำเนินงานติดตามเอาผิดกับระบอบทักษิณ โดยเดินทางไปที่กระทรวงมหาดไทย และไปที่สำนักงานอัยการสูงสุด
จากกรณีดังกล่าวได้เป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางว่าจะเป็นความพยายามในการสร้างความวุ่นวายให้ขยายตัวมากยิ่งขึ้น ทั้งยังเป็นการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมอย่างชัดแจ้ง
นพ.เหวง โตจิราการ ประธานสมาพันธ์ประชาธิปไตย กล่าวว่าการบุกกดดันอัยการสูงสุด ถือเป็นการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมอย่างชัดเจนที่สุด ทั้งที่ไม่ควรใช้กำลังข่มขู่อัยการ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ควรปล่อยให้ทางอัยการดำเนินหน้าที่ไป หากเจ้าหน้าที่ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ก็ไปฟ้องเอาตามมาตรา 157 กรณีเจ้าหน้าที่ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งสำนักงานอัยการเป็นองค์การตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 255 มีอิสระในการพิจารณาคดีโดยเที่ยงธรรม
5 ทรราชกำลังใช้อำนาจโจร
“5 ทรราช ฝั่งพันธมารกำลังใช้กฎหมายกู กติกู และอำนาจโจรในการแทรกแซงการทำงานของอัยการ เพราะไม่มีใครมอบหมายอำนาจให้ดำเนินการจึงต้องมีการใช้อำนาจโจรเข้าแทรกแซง”
นพ.เหวง ยังกล่าวถึงกรณีที่กลุ่มพันธมิตรฯ ประกาศสร้างเมืองใหม่เป็นอาณาจักรของกลุ่มพันธมิตรฯ เองว่าจะใช้อำนาจอะไรในการตั้งเมือง หากทำอย่างนี้แปลว่าเป็นการเอาอำนาจถ่อย เถื่อนตั้งเมืองขึ้นมา อีกทั้งยังเป็นการทำผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา 1 ที่เขียนว่าประเทศไทยมีอำนาจเป็นหนึ่งเดียวไม่มีใครสามารถแยกอาณาจักรได้ และต้องดูว่าการอยู่ตรงนี้ถือเป็นปฏิปักษ์หรือไม่ เพราะมีการประกาศชัดว่าจะขับไล่รัฐบาลภายใต้การนำของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เมื่อมีการขับไล่รัฐบาล ประเทศไทยจะอนุญาตให้กลุ่มพันธมิตรฯ อยู่หรือไม่ ทั้งนี้รัฐธรรมนูญได้ประกาศชัดแล้วว่าไม่อนุญาตให้ใครตั้งรัฐขึ้นมาใหม่ในประเทศไทย
จี้หยุดใช้วิธีการอันธพาล
หากดำเนินการอย่างนี้ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้จะอ้างว่าทีกลุ่มพันธมิตรฯ จะตั้งเมืองขึ้นมาใหม่ได้ แล้วทำไม 3 จังหวัดชายแดนใต้จะตั้งขึ้นมาบ้างไม่ได้ ซึ่งการที่กลุ่มพันธมิตรฯ ได้มีการเอาลวดหนามและไม้เบสบอล อีกทั้งมีการฝึกผู้ร่วมชุมนุมในลักษณะฝึกทหาร และอาจมีกองกำลังติดอาวุธ ซึ่งเป็นอันตราย จึงอยากส่งสัญญาณถึงกลุ่มพันธมิตรฯ ให้เลิกคิดเลิกทำ เพราะไม่มีประโยชน์ เพราะจะเข้าข่ายผิดกฎหมาย มาตรา 113
ส่วนการใช้แผนยุทธศาสตร์ดาวกระจายต่อต้านการทำงานของรัฐบาล และมีการแจกเบอร์นายกฯ เพื่อให้โทร.เข้าไปต่อว่านายกนั้น เข้าข่ายทำลายสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 35 ที่เขียนไว้ว่าสิทธิความเป็นอยู่ส่วนบุคคล ต้องได้รับความคุ้มครอง หากจะร้องเรียนต่อ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย ต้องไปร้องเรียนที่ทำเนียบและกระทรวงมหาดไทย การที่กลุ่มพันธมิตรฯ กล่าวหาว่ารัฐบาลฉีกรัฐธรรมนูญ ตนก็จะฟ้องกลับว่ากลุ่มพันธมิตรฯ ได้มีการฉีกรัฐธรรมนูญ มาตรา 35 และมาตรา 255 เพราะพันธมิตรฯ ใช้มาตรการอันธพาล กฎหมายกูไม่ใช่กฎมนุษย์
เอาความเดือดร้อน ปชช.มาต่อรอง
อีกทั้งตอนนี้กลุ่มพันธมิตรฯ กำลังเอาความเดือดร้อนของประชาชนมาต่อรองกับรัฐบาล และเป็นการพยายามกดดันสร้างความเดือดร้อนกับประชาชน ทำให้ประชาชนคิดว่ารัฐบาลไม่แก้ปัญหาเรื่องเศรษฐกิจ ทำให้ประชาชนเบื่อหน่ายรัฐบาล ความคิดของประชาชนที่คิดแบบนี้เกิดขึ้นจากกลุ่มพันธมิตรฯ อย่างที่ ดร.โกร่ง นายวีรพงษ์ รามางกูร อดีตที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ปัจจุบันเป็นนายกสมาคมไทย-ลาวเพื่อมิตรภาพ บอกว่าการชุมนุมทำให้เศรษฐกิจทรุด ทำอย่างนี้ประเทศไม่มีความเจริญ เหมือนในข้อความที่บอกว่าปัญหาการเมืองกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างแรงและโดยตรง เก่งเศรษฐศาสตร์อย่างไรก็เจ๊งเหมือนกัน รัฐบาลจะดีจะร้ายก็มาจากประชาชนเป็นคนเลือกเอง ความเสียหายจะเกิดขึ้นอย่างมหาศาลหากยังมีการชุมนุม
อย่างไรก็ตามหมอเหวง กล่าวทิ้งท้ายว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นของประเทศไทยพันธมิตรฯ ต้องรับผิดชอบ คนที่เกลียดชังรัฐบาลตอนนี้ก็จะเป็นหอกแหลมพุ่งกลับไปเสียบอกของกลุ่มพันธมิตรฯ อย่างแน่นอน
ระบุม็อบเรียกร้องความสนใจ
ด้าน นายจรัล ดิษฐาอภิชัย อดีตคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน กล่าวว่า การสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนของกลุ่มพันธมิตรฯ เป็นยุทธวิธีหนึ่งในการกดดันรัฐบาล เป็นวิธีการของพวกที่ชอบชุมนุมประท้วง เมื่อรัฐบาลไม่ยอมทำตามสิ่งที่เรียกร้อง ก็จะยิ่งสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนมากขึ้น ยิ่งปิดถนนยิ่งทำให้ประชาชนเดือดร้อน
“ความจริงแล้วพันธมิตรฯ ถูกสกัดให้อยู่ตรงสะพานมัฆวานรังสรรค์ไม่สามารถเคลื่อนไปไหนได้ ทั้งที่อยากจะยกขบวนไปหน้าทำเนียบ แต่ทำไม่ได้ จึงพยายามคิดยุทธวิธีต่างๆ ขึ้นมาเพื่อเรียกร้องความสนใจ” นายจรัล กล่าว
ส่วนแนวคิดที่ของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่จะตั้งเมืองใหม่พันธมิตรฯ ให้เกิดขึ้นกลางท้องถนนนั้น นายจรัล แสดงความคิดเห็นว่า เมื่อก่อนภาคเอกชนเคยทำในลักษณะนี้มาแล้ว เมื่อมีการชุมนุมประท้วงกันเป็นเวลานานก็จะสร้างเป็นหมู่บ้านขึ้นมา เช่น หมู่บ้านแม่มูลยั่งยืน ถือเป็นยุทธวิธีพื้นฐานของการไม่ยอมรับอำนาจรัฐบาล แต่การตั้งเมืองใหม่ไม่เหมือนกันเพราะระบุไว้ชัดเจนว่าเป็นเขตปกครองพิเศษ ไม่ขึ้นกับอำนาจรัฐ ถือเป็นการท้าทายเพื่อกดดันรัฐบาล
ซัด! พันธมิตรเหมือนคนบ้า
นายมานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ อดีตอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา กล่าวถึงท่าทีของกลุ่มพันธมิตรฯ ว่า เหมือนพวกคนบ้า ไม่เคยเคารพกฎหมายของบ้านเมืองทั้งกฎหมายรัฐธรรมนูญ และพระราชบัญญัติ ไม่เกรงกลัวต่อความผิดแค่โทษจำคุก เพราะรู้ตัวอยู่แล้วว่าอนาคตต้องถูกประหารชีวิต จึงรวมตัวกันเป็นกบฏมาตั้งแต่ต้น แบ่งงานกันทำเป็นทีมมุ่งหวังที่จะโค่นล้มรัฐบาล
“พยายามทำให้ประชาชนเดือดร้อนเพื่อที่จะกดดันรัฐบาล และไม่กลัวการจับกุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพราะเมื่อใดที่รัฐบาลสั่งให้ตำรวจมาจับกุม ก็เข้าทาง พันธมิตรเองที่จะก่อความรุนแรงขึ้นมาเอง กบฏพวกนี้ได้เตรียมแผนการไว้แล้ว มีสื่ออยู่ในมือก็จะเสนอภาพเฉพาะตอนที่เจ้าหน้าที่กระทำต่อผู้ชุมนุมของพันธมิตรฯ ทั้งๆ ที่พันธมิตรฯ เป็นผู้เริ่มลงมือก่อน ดังนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างมากที่จะต้องกำจัด ASTV ก่อน เพื่อไม่ให้เสนอข่าวบิดเบือน” นายมานิตย์ กล่าว
อดีตอธิบดีผู้พิพากษาฯ กล่าวถึงความพยายามตั้งเมืองใหม่พันธมิตรฯ ว่า ดีแต่พูด ผีเจาะปากมาให้พูดก็พูดไปเรื่อย คนพวกนี้ไม่รู้จักภาษาไทยอย่างถ่องแท้เพราะแกนนำบางคนเป็นเขมร
อย่ากดดันกระบวนการยุติธรรม
นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ศึกษาธิการ กล่าวถึงแผนดาวกระจายที่มีการกดดันกระบวนการยุติธรรมว่า คดีความเป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรมที่มีขั้นตอนในการดำเนินการไม่มีใครไปทำอะไรได้ สุดท้ายต้องส่งเรื่องไปที่ศาล ถึงไม่มีใครไปจัดการ เจ้าหน้าที่ก็ต้องดำเนินการไปตามกระบวนการยุติธรรมอยู่แล้ว ซึ่ง ตนถือว่าคดีความเรื่องใดที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมแล้วไม่ควรไปยุ่งเกี่ยว และ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ไม่มีทางไปแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมได้
ส่วนกรณีพรรคพลังประชาชนเสนอให้มีการเจรจากับกลุ่มพันธมิตรฯ เพื่อหาทางลงและยุติบทบาท เป็นเรื่องที่ผู้ที่เกี่ยวข้องต้องจับตาดูสถานการณ์ แต่หากจะมีการเจรจาก็ถือเป็นเรื่องที่ดีคุยกันด้วยเหตุผลให้เข้าใจกันเพราะเป็นคนไทยเหมือนกัน ทุกคนล้วนแต่รักชาติไทย รักประชาชนคนไทย ดังนั้นจึงควรที่จะหันหน้ามาคุยกันให้เข้าใจ
อีกทั้งที่ผ่านมารัฐบาลได้ประเมินการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรที่จะกระทบต่อเรื่องเศรษฐกิจ เพราะ เท่าที่เห็นก็เป็นเรื่องการจราจร ปัญหาการลงทุนตลาดหุ้นตก จึงบอกว่าควรใช้เหตุผลคุยกันเพื่อรักษาผลประโยชน์ของบ้านเมือง ซึ่งรัฐบาลไม่อยากจะปล่อยให้เหตุการณ์ยืดเยื้อแต่ว่าควรจะมาทำความเข้าใจให้ปัญหาจบลงและประเทศจะได้เดินหน้าต่อไปได้
แกนนำม็อบเตรียมรับหมายศาล
ทางด้าน ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย กล่าวเตือนกลุ่มพันธมิตรฯ หากยังไม่ยุติการชุมนุม หรือมีการเคลื่อนไหวแบบดาวกระจายอาจมีเหตุป่วนจากมือที่ 3 ได้ง่าย เพราะยอมรับว่า ตำรวจไม่สามารถดูแลได้ทั่วถึง พร้อมระบุ จะดำเนินคดีกับแกนนำพันธมิตรฯ ที่พูดจาเข้าข่ายหมิ่นประมาท จึงขอให้เตรียมตัวรับหมายศาลไว้ นอกจากนี้ ยังขอให้พรรคการเมืองบางพรรค หยุดขนคนมาร่วมชุมนุม ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้พันธมิตรยุติการชุมนุมได้
ส่วนกรณีที่ ส.ว. เตรียมยื่นไม่ไว้วางใจรัฐบาลนั้น รมว.มหาดไทย กล่าวว่า ยินดี เพราะต้องการอภิปรายในสภาอยู่แล้ว ส่วนปัญหาความแตกแยกยืนยันไม่ได้เกิดจากรัฐบาลชุดนี้ เพราะเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ จบไปแล้ว
ผบ.ทบ.ชี้ม็อบกระทบเศรษฐกิจ
ด้าน พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.เปิดเผยแก่ผู้สื่อข่าวก่อนเดินทางไปตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานของกำลังพลในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ว่า จะไปติดตามและประเมินการทำงาน อย่างไรก็ตาม จะเน้นเรื่องที่จะต้องคำนึงถึงประชาชนเป็นหลัก เพื่อให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีความปลอดภัย และสามารถแก้ปัญหาได้
พร้อมทั้งกล่าวถึงการชุมนุมของพันธมิตร ว่า มั่นใจเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถดูแลความเรียบร้อยได้ ขณะเดียวกันทั้งสองฝ่ายต้องหาทางออกที่เหมาะสม เพราะปัญหาในขณะนี้ส่งผลกระทบต่อประเทศชาติและเศรษฐกิจ
พล.ต.ท.วิเชียรโชติ สุกโชติรัตน์ โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวถึงกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่ยังคงมีการชุมนุมอย่างต่อเนื่องนั้น โดยตอนนี้รัฐบาลได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปเจรจาเพื่อต้องการให้กลุ่มพันธมิตรฯ ย้ายสถานที่การชุมนุม เนื่องจากได้สร้างความเสียหายให้กับประชาชนโดยรอบ เรื่องการจราจรก็ติดขัด เด็กนักเรียนที่เดินทางมาเรียนในย่านนั้นก็ได้รับความเดือดร้อนไปเหมือนกันหมด
ผบช.น. สั่งคุมสถานที่สำคัญ
ทางด้าน พล.ต.ต.สุรพล ทวนทอง รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า กรณีที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จะใช้ยุทธวิธีดาวกระจาย เดินทางไปยื่นข้อเรียกร้องตามสถานที่สำคัญต่าง ๆ ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ได้มีคำสั่งให้ทุกพื้นที่ที่มีบ้านพักหรือสถานที่ราชการสำคัญ จัดเตรียมกำลัง และเพิ่มความเข้มงวดตรวจตราตามสถานที่เหล่านั้น พร้อมสืบสวนหาข่าวความเคลื่อนไหวต่างๆ อย่างใกล้ชิด รวมถึงบันทึกภาพเหตุการณ์ และสรุปข้อมูล รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบทุกระยะ ซึ่งหากการชุมนุมมีความยืดเยื้อ สามารถประสานขอกำลังจากกองบัญชาการตำรวจนครบาลได้ทันที
นอกจากนี้ พล.ต.ต.สุรพล ยืนยันว่า ตำรวจอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานดำเนินคดีกับกลุ่มพันธมิตรฯ ตามที่มีผู้มาร้องเรียน เพื่อให้หลักฐานครบถ้วนเพียงพอที่อัยการจะสั่งฟ้อง
“พล.ต.ต.ภาณุ”จวกม็อบทำรถติด
ขณะที่วันเดียวกัน พล.ต.ต.สุรพล ทวนทอง รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ต.ภาณุ เกิดลาภผล รองผบช.น.รับผิดชอบงานด้านจราจร นำคณะสื่อมวลชนขึ้นเฮลิคอปเตอร์ เพื่อตรวจสอบการจราจรในช่วงเช้า โดยบินขึ้นตรวจการตั้งแต่บริเวณถนนรัชดาภิเษก ถนนประชานุกูล ถนนจรัญสนิทวงศ์ ถนนบางพลัด สะพานกรุงธนฯ ถนนสิรินทร ถนนตลิ่งชัน ถนนพระปิ่นเกล้า ถนนวงเวียนใหญ่ ถนนพระราม 8 ย่านสาทร สะพานกรุงเทพ ถนนพระราม 5 ย่านประตูน้ำ และ ถนนพระราม 9 โดยใช้เวลาประมาณ 50 นาที
พล.ต.ต.ภาณุ กล่าวว่า สาเหตุการบินสำรวจถนนหลายสายในกรุงเทพฯเนื่องมาจากกลุ่มพันธมิตรฯปิดถนนราชดำเนินนอก จึงทำให้รถที่เกิดการจราจรติดขัดต่อเนื่องจากสะพานปิ่นเกล้า สะพานพระราม 8 ที่มุ่งหน้าเข้าเมืองและต้องใช้ถนนราชดำเนินนอก ต้องเลี่ยงไปใช้ถนนเส้นอื่นแทนจึงทำให้การจราจรติดขัดอย่างต่อเนื่องไปถึงถนนเส้นอื่นๆ
เวทีต้านม็อบที่เชียงรายคึกคัก
ขณะเดียวกันกลุ่มประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ส่งผลบ
ให้ประเทศชาติได้รับความเสียหาย ก็เริ่มมีการออกมาชุมนุมคัดค้านเป็นวงกว้างมากขึ้น จากเวที “สภาสนามหลวง” ที่มีประชาชนเพิ่มจำนวนมากขึ้นทุกวัน ก็เริ่มที่จะขยายตัวไปยังจังหวัดต่างๆ โดยเฉพาะในภาคเหนือและภาคอีสาน
รายงานข่าวจาก จ.เชียงราย แจ้งว่า กลุ่มคนเจียงฮายรักประชาธิปไตย พร้อมด้วยกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย กลุ่มเสียงประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กลุ่มพิทักษ์ประชาธิปไตย กลุ่มพลังเชียงราย รวม 5 กลุ่ม ราว 20 คน นำโดย นายศรีนวล นวลหงษ์ ประธานกลุ่มเสียงประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นายวิทยา ตันติภูวนาท หรือ เป็ด นักธุรกิจเจ้าของฟาร์มนกกระจอกเทศใน จ.เชียงราย น.ส.จิรนันท์ จันทวงค์ นายสมชัย แสงทอง เลขาธิการกลุ่มเสียงประชาชน กับพวก
ได้เปิดเวทีปราศรัย ณ ข้างหอนาฬิกา ตรงข้ามตลาดสดเทศบาลนครเชียงราย อ.เมือง จ.เชียงราย ค่ำวันที่ 4 มิถุนายน ที่ผ่านมา และมีการตระเวนปราศรัยต่อต้านพันธมิตรฯ ต่อเนื่องเป็นวันที่ 3 มีการนำรถติดเครื่องเสียงพร้อมป้ายผ้าขนาดใหญ่เขียนว่า “กลุ่มคนเจียงฮาย ฮักประชาธิปไตย ต้านภัยพันธมิตร” ซึ่งบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก
เปิดเวทีประตูท่าแพ 7 มิ.ย.นี้
ขณะที่กลุ่มต่อต้านพันธมิตรฯ จ.เชียงใหม่ ก็จะมีการเปิดเวทีในวันที่ 7 มิถุนายนนี้ ที่ประตูท่าแพ โดยคาดการณ์ว่าจะมีผู้ร่วมชุมนุมไม่น้อยกว่าหมื่นคน
นายเพชรวรรต วัฒนพงศ์ศิริกุล ประธานสมาพันธ์ชาวเหนือเพื่อประชาธิปไตยและสภาประชาชนภาคเหนือ กล่าวถึงวัตถุประสงค์ในการจัดเวทีที่ จ.เชียงใหม่ โดยใช้ชื่อเวทีว่า “สำแดงพลังขับไล่พันธมิตรฯ” ว่า การจัดงานในครั้งนี้เกิดขึ้นจากการรวมตัวของ 5 กลุ่มสำคัญที่เป็นตัวหลักในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย อาทิ กลุ่มสมาพันธ์ชาวเหนือเพื่อประชาธิปไตย สมาพันธ์คนรากหญ้าและ OTOP กลุ่มคนเดือนตุลาฯ ประชาชนชาวเหนือ กลุ่มหมู่บ้านคนเมือง และสภาประชาชนภาคเหนือ ที่ร่วมมือกันจัดขึ้น โดยต้องการแสดงให้เห็นว่าต้องการต่อต้านการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ยึดเอาถนนราชดำเนินเป็นที่พักถาวร
เตรียมเปิดโปงพวกสื่อเลว
อีกทั้ง ต้องการแฉและเปิดโปงสื่อเลวอย่าง ASTV และหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ที่ให้ข้อมูลผิดๆ กับประชาชนทั่วประเทศ และต้องการรณรงค์ให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 50 โดยผ่านทางการทำประชามติของรัฐบาล และวัตถุประสงค์หลักที่สำคัญคือ ส่งเสริมประชาธิปไตย ต้านเผด็จการและพันธมิตรฯ
โดยกำหนดการที่จะจัดงาน คือวันเสาร์ที่ 7 มิถุนายน ที่จะถึงนี้ ณ ข่วงประตูท่าแพ ซึ่งจะมีนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยมาร่วมหลายท่าน เช่น แกนนำผู้นำท้องถิ่น เชียงราย เชียงใหม่ ลำพูน ซึ่งคาดการว่าจะมีผู้มาร่วมชุมนุมไม่ต่ำกว่า 10,000 คน
นายพรหมศักดิ์ แสนโพธิ์ ประธานสมาพันธ์คนรากหญ้า กล่าวว่า การชุมนุมต้อต้านกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในวันเสาร์นี้ คาดว่าจะมีประชาชนเข้าร่วมไม่ต่ำกว่า 10,000 คน และจะชุมนุมปักหลักจนกว่ากลุ่มพันธมิตรฯ ในกรุงเทพน จะสลายการชุมนุม
พร้อมไปต้านถึง กทม.
นายพรหมศักดิ์ แสนโพธิ์ ประธานสมาพันธ์คนรากหญ้า กล่าวว่า การชุมนุมต้อต้านกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในวันเสาร์นี้ คาดว่าจะมีประชาชนเข้าร่วมไม่ต่ำกว่า 10,000 คน และจะชุมนุมปักหลักจนกว่ากลุ่มพันธมิตรฯ ในกรุงเทพน จะสลายการชุมนุม
นายศรีนวล นวลหงษ์ ประธานกลุ่มเสียงประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แกนนำของกลุ่มกล่าวว่า ในวันที่ 7 มิถุนายนนี้ เวลา 15.00 น. ที่บริเวณถนนท่าแพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ทราบว่า จะมีการรวมตัวกันครั้งใหญ่ของชาวเหนือเพื่อต่อต้านพันธมิตรฯ โดยทราบว่าจะมีนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย นายจักรภพ เพ็ญแข อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ อดีตแกนนำ นปก. มาร่วมด้วยนั้น ในส่วนกลุ่มแกนนำ จ.เชียงราย พร้อมคณะอย่างน้อย 100 คน จะเดินทางไปสมทบ เพื่อเดินหน้าสร้างแนวร่วมให้มากขึ้น
“ต่อไปหากกลุ่มพันธมิตรยังประท้วงปิดถนนที่ กทม. เพื่อไล่รัฐบาลอยู่ไม่เลิก พวกตนจะเดินทางไปต่อต้านแน่นอน จึงขอเตือนให้พันธมิตรฯและ แกนนำ 5 คน เลิกประท้วงได้แล้ว”
นอกจากนี้สมาพันธ์คนรากหญ้าภาคเหนือ ยังช่วยกันเขียนป้ายผ้าโจมตีกลุ่มพันธมิตรฯ ซึ่งชุมนุมอยู่ที่กรุงเทพฯ ซึ่งจะนำป้ายผ้าไปติดรอบเวทีปราศรัยเช่นกัน
ขอนแก่นจ่อตั้งกลุ่มต่อต้าน
ขณะเดียวกันที่ จ.ขอนแก่น ที่โรงเรียนเทศบาลบ้านโนนทัน นายประจักษ์ แกล้วกล้าหาญ และ นายจักริน พัฒน์ดำรงจิตร ส.ส. พรรคพลังประชาชน จ.ขอนแก่น ได้เดินทางไปพบปะกับตัวแทนแกนนำกลุ่มอาสาสมัครป้องกันยาเสพติดชุมชนเทศบาลนครขอนแก่น ซึ่งนัดประชุมการจัดทำแผนโครงการป้องกันยาเสพติดชุมชน ประจำปี 2551
ในช่วงหนึ่งของการประชุมนายประจักษ์ ได้พูดถึงการออกมาชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในขณะนี้ว่า เป็นการชุมนุมที่ไม่มีเหตุผล หวังสร้างความวุ่นวายให้กับประเทศชาติ ไม่มีความชอบธรรมที่จะโค่นล้มอดีตผู้นำ และรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช
“อยากเชิญชวนให้พี่น้องชาวขอนแก่นเรา ใส่ชุดสีขาว เพื่อเป็นสัญลักษณ์เรียกร้องให้บ้านเมืองกลับไปสู่ความสงบ ไม่ต้องมีการชุมนุมทำให้บ้านเมืองวุ่นวาย เพราะสีขาวเป็นสีแห่งความบริสุทธิ์ พวกที่ไปก่อม็อบที่แถวสะพานมัฆวานฯเป็นพวกพาลทะมิด”นายประจักษ์กล่าวพร้อมกับพูดในเชิงหยั่งเสียงอีกว่า บางทีพวกตนอาจต้องตั้งชมรมผู้รักความสงบ พูดจบก็ได้รับเสียงปรบมือเกรียวกราวด้วยความชอบใจของชาวชุมชนที่อยู่ในที่ประชุม
ขีดเส้น7วันคตส.ยุติบทบาท รอวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ
เมื่อตอนสายวันที่ 5 มิถุนายน ที่ผ่านมา กลุ่มพลเมืองภิวัฒน์ นำโดยนางสิริวารี ลำเพย เลขาธิการกลุ่มฯ พร้อมคณะได้เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) เพื่อขอให้ คตส.ทั้ง 11 คน หยุดการทำหน้าที่ ภายใน 7 วัน เพื่อรอฟังผลการวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญก่อนว่า คตส.มีอำนาจหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญหรือไม่
ตามที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองยื่นให้วินิจฉัยไว้ และให้ส่งคดีต่างๆ ที่ยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จให้กับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินการต่อแทน รวมทั้งขอให้ยุติการใช้เงินของรัฐ เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายตามมา นอกจากนี้ หลัง คตส.ยุติการปฏิบัติหน้าที่แล้ว ควรแสดงบัญชีค่าใช้จ่ายตั้งแต่ได้รับการแต่งตั้งจนถึงปัจจุบัน และบัญชีทรัพย์สินให้สาธารณชนรับรู้ด้วย
โดยเนื้อหาของหนังสือระบุโดยสรุปว่า ที่ผ่านมา การทำงานของ คตส.มีวาระแอบแฝง รีบร้อนสรุปคดีต่างๆ เพื่อสั่งฟ้องให้ทันระยะเวลาที่ คตส.จะต้องหมดอายุลงในสิ้นเดือนมิถุนายนนี้ ซึ่งอาจทำให้ผู้ถูกกล่าวหาหลุดคดี และกลายเป็นไม่ให้ความเป็นธรรมกับฝ่ายผู้ถูกกล่าวหา จึงเห็นว่าน่าจะส่งคดีที่ยังคั่งค้างอยู่ทั้งหมดต่อ ป.ป.ช.ดำเนินการต่อ ดังนั้น เพื่อเป็นการป้องกันจากการรีบร้อนเร่งตรวจสอบและไม่ต้องเสียเงินจ้างทนายความส่งฟ้องคดีแทนอัยการ จึงขอให้ยุติการทำหน้าที่และการใช้จ่ายอื่นๆ และเมื่อครบ 7 วันกลุ่มของตนจะมาฟังคำตอบอีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม คตส. ได้ให้ นางสาววิไลรักษ์ อัญมณีรัตน์ รองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน เป็นผู้ออกมารับหนังสือแทน โดยเลขาธิการกลุ่มพลเมืองภิวัฒน์ เปิดเผยภายหลังด้วยว่า เจ้าหน้าที่ผู้ออกมารับหนังสือ ได้กล่าววาจาชอบกล ทั้งที่น่าจะนิ่งเฉยด้วยความยิ้มแย้มแจ่มใส หรือกล่าวต้อนรับมากกว่า แต่กลับย้อนมาว่า ทำไมทางกลุ่มถึงไม่ไปยื่นถอนถอนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ด้วย ซึ่งได้กล่าวตอบไปว่า ส.ส. คือตัวแทนของประชาชนที่ได้การเลือกตั้งมาตามระบอบประชาธิปไตย มีความชอบธรรมในการเสนอกฎหมายหรือขอแก้กฎหมายตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ต่างจาก คตส.
"วันนี้เรามากันไม่มาก เพราะไม่ต้องการให้ดูเป็นเรื่องกดดัน หรือกล่าวร้ายเกิดขึ้น แต่หากยังนิ่งเฉย ไร้คำตอบ ทางกลุ่มจะนำมวลชนไม่ต่ำกว่า 200-300 มาทวงถามอีกครั้ง” นางสิริวารี กล่าว
นอกจากนั้น ในวันเดียวกันนี้ นายสัก กอแสงเรือง โฆษก คตส. ได้ออกมากล่าวถึงการที่กองปราบปรามได้ออกหมายเรียกคดีแจ้งความเท็จว่า ไม่รู้สึกหวั่นไหวหรือกดดัน ขณะเดียวกันก็เชื่อมั่นในชั้นศาลที่จะพิสูจน์ข้อเท็จจริงได้อย่างเป็นธรรม ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่ คตส.จะถูกฟ้องร้องในการปฏิบัติหน้าที่หรือการฟ้องกลับจากผู้ที่ถูกตรวจสอบ แต่การทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี และอดีตคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) รวมถึงอธิบดีผู้พิพากษาศาลต่างๆ เพราะอยากเห็นกระบวนการยุติธรรมที่โปร่งใส และมีบรรทัดฐาน
ด้าน พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข ผบ.ทอ. และอดีตรักษาการประธานคมช. กล่าวถึงหนังสือของ คตส.ที่ส่งมาให้คุ้มครองการทำงานของ คตส. นั้น ขณะนี้ สถานะของ คมช. ได้หมดสิ้นลงไปแล้ว แต่ก็ รู้สึกเป็นห่วงเพราะเป็นส่วนหนึ่งที่ได้เชิญ คตส. เข้ามาทำงาน และส่วนตัวหากมีอะไรที่สามารถช่วยเหลือได้ก็จะช่วยเหลือ
ขณะที่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก กล่าวถึงหนังสือของ คตส.ว่า ยังไม่ทราบเรื่องและเป็นเรื่องของฝ่ายกฎหมาย เพราะขณะนี้ คปค.ได้ประกาศยุติบทบาทไปแล้ว
สำหรับการส่งหนังสือของ คตส. นายสัก ได้ออกแถลงเมื่อวันที่ 4 มิ.ย. ที่ผ่านมาว่า คตส.มีมติทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ผบ.ตร. และ ผบ.เหล่าทัพ ซึ่งเป็นอดีต คปค. ให้ดำเนินการกับพนักงานสอบสวนตามอำนาจหน้าที่ เนื่องจากปรากฏมีเจ้าหน้าที่ของรัฐใช้อำนาจที่น่าจะเป็นการบิดเบือนกฎหมาย เพื่อไม่ให้เกิดความสะดวกในการทำหน้าที่ของ คตส.
ทั้งนี้ สืบเนื่องจากสำนักงานกฎหมายนิติเอกราช ได้ทำหนังสือถึง คตส.ขอให้ยกเลิกคำสั่งอายัดทรัพย์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และครอบครัว 2 ฉบับ แต่ปรากฏว่าถ้อยคำในหนังสือดังกล่าวมีลักษณะดูหมิ่น คตส.ว่าเลือกปฏิบัติ คตส.จึงแจ้งความกลับ ต่อมาสำนักงานกฎหมายแห่งนี้ได้มีการแจ้งความกลับ คตส.ในข้อหาแจ้งความเท็จ
อย่างไรก็ตาม จากนั้นพนักงานสอบสวนได้มีหนังสือออกหมายเรียก คตส.ถึง 2 ครั้ง คือ 30 พ.ค. และ 10 มิ.ย. โดยในหมายเรียกมีการระบุว่า หากไม่มาพบพนักงานสอบสวนตามกำหนด โดยปราศจากเหตุอันควร อาจเป็นเหตุให้ออกหมายจับ ขณะที่ คตส. ทั้ง 11 คน จะไม่ไปพบพนักงานสอบสวน เพราะการทำหนังสือไปถือเป็นการชี้แจงด้วยวาจาแล้ว
ทั้งนี้ อดีตแกนนำ คปค. ที่ คตส.ทำหนังสือถึง ประกอบด้วย พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผบ.สส. พล.อ.วินัย ภัททิยกุล ปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร รองปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข ผบ.ทอ. และ พล.ร.อ.สถิรพันธุ์ เกยานนท์ ผบ.ทร.