WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, June 6, 2008

ธรรมลายล้าง.

สังคมประชาธิปไตยที่สงบร่มเย็น นอกจากจะต้องยึดหลักกฎหมายแล้ว ยังต้องยึดหลักธรรมที่แท้จริงของศาสนาอีกด้วย

แต่ปัญหาก็คือ ทำไมคนบางกลุ่มในสังคมที่อ้างนักอ้างหนาว่า ยึดหลักธรรมเป็นชีวิตจิตใจ แต่กลับมีพฤติกรรมสร้างความปั่นป่วนโกลาหลให้บ้านเมืองจนเกิดวิกฤตการณ์ ครั้งแล้วครั้งเล่าอยู่ตลอดเวลา

หรือแท้จริงแล้วหลักธรรมก็คือ การสร้างความปั่นป่วนวุ่นวายให้กับสังคม

ผมต้องตั้งสมมติฐานผิดๆเอาไว้เช่นนี้ก่อน เพื่อจะได้หาคำตอบที่ถูกต้องมาหักล้าง โดยเน้นไปที่การค้นหาพระธรรมระดับโลกิยะ ซึ่งเป็นคำสอนเกี่ยวกับจริยธรรมทั่วไปสำหรับผู้ครองเรือน

เมื่อพูดถึงจริยธรรม ก็ต้องนึกถึงศีล เพราะศีลเป็นข้อปฏิบัติที่ส่งผลให้เกิดความสงบสุขในสังคมและศีลสำหรับผู้ครองเรือน ควรรักษาก็มี 3 ประเภท คือ ศีล 5 ศีล 8 และกุศลกรรมบถ 10

พุทธศาสนิกชนทุกคนคงรู้จักศีล 5 และศีล 8 ที่เป็นข้อห้ามการทำชั่วทางกายและวาจากันแล้ว ส่วนกุศลกรรมบถ 10 นั้น เป็นข้อห้าม ที่เพิ่มเติมเรื่องของการทำชั่วทางใจเข้าไปอีกด้วย

โดยเฉพาะกุศลกรรมบถ 10 ซึ่งแปลว่า ครรลองแห่งความดี หรือทางแห่งความดีนั้น แบ่งเป็นกายสุจริต 3 คือ ไม่ฆ่าสัตว์, ไม่ขโมย, ไม่ประพฤติผิดในกาม วจีสุจริต 4 คือ เว้นจากการพูดเท็จ, เว้นจากการพูดส่อเสียด ยุยงให้คนแตกกัน, เว้นจากการพูดคำหยาบ, เว้นจากการพูดเล่นเพ้อเจ้อตลกคะนอง

และมโนสุจริต 3 คือ ไม่คิดโลภอยากได้ของคนอื่น, ไม่คิดพยาบาทอาฆาตคนอื่น, มีความเห็นชอบ คือ ละเว้นความเห็นผิด 10 ประการ

ส่วนธรรมของผู้ครองเรือน เพื่อส่งเสริมความสงบสุขนั้น ธรรมหมวด 6 ในส่วนของสาราณิยธรรม 6 ได้ระบุในข้อ 5 และ 6 ว่า พยายามรักษาระเบียบวินัยของสถาบันเหมือนกับคนอื่น ไม่ทำตนให้เป็นที่ดูหมิ่นของเพื่อนร่วมสถาบัน โดยการทำตัวอยู่เหนือระเบียบวินัย รวมทั้งไม่วิวาทกับผู้อื่นในกรณีที่มีความเห็นไม่ตรงกัน

เนื่องจากพระพุทธเจ้าทรงเล็งเห็นว่า โลกจะสงบสุขได้ก็ต่อเมื่อปัจเจกชนแต่ละคนเคารพในสิทธิของกันและกัน พระองค์จึงทรงให้มีการนำข้อห้ามที่เกี่ยวกับการละเมิดสิทธิของผู้อื่นมาเป็นหลักปฏิบัติในพุทธศาสนา เพื่อทำให้สังคมเกิดความสงบสุขอย่างยั่งยืน

เห็นหรือยังว่า ธรรมที่แท้จริงนั้น บริสุทธิ์ผุดผ่องและสูงสุดเพียงใด

และผมเชื่อว่า ไม่มีศีล หรือธรรมข้อใดเลย ที่ให้สิทธิแก่บุคคลนำเอาไปอ้างเพื่อทำลายล้างกัน จะเห็นได้จากข้อกำหนด วจีสุจริต ที่ให้เว้นจากการพูดส่อเสียด ยุยงให้คนแตกกัน รวมถึงมโนสุจริต ไม่คิดพยาบาทอาฆาตคนอื่น

เพียงแค่นี้ ก็เห็นได้แล้วว่า กลุ่มบุคคลที่อวดอ้างธรรมเพื่อนำไปเข่นฆ่าคนอื่น ทำลายล้างคนอื่นยุยงให้คนในชาติเกิดความเกลียดแค้นชิงชังกัน ทำให้บ้านเมืองล้าหลังไม่สามารถแข่งขันกับประเทศอื่นได้อย่างทัดเทียมกัน พฤติกรรมเยี่ยงนี้ เป็นการกระทำผิดต่อหลักศีลและหลักธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ชัดเจน

จริงๆแล้ว ผมก็สงสัยอยู่นาน ทำไมศีลและธรรมของพวกที่มีความเห็นแตกต่างกันทางการเมือง จึงเต็มไปด้วยกิเลส ต้องการเข่นฆ่าทำลายล้างคนในชาติเดียวกันเสียเหลือเกิน แทนที่คนที่ยึดถือศีลและธรรมเป็นธงนำหน้า จะเรียกร้องให้ผู้คนในสังคมรู้รักสามัคคี รวมแรงรวมใจกันสร้างสังคมที่มีความสงบสุข ร่มเย็น และเจริญรุ่งเรืองแบบสุดๆ

คนเหล่านี้กลับยุยงส่งเสริมให้เกิดความแตกแยกในชาติอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

ผมก็เลยอยากบอกพ่อแม่พี่น้องประชาชนชาวรากหญ้า ซึ่งเป็นเสียงส่วนใหญ่ของแผ่นดินว่าอย่าไปสนใจ “ธรรมลายล้าง” ของพวกกิเลสหนาเลย เราไปเข้าวัดนมัสการคุณพระคุณเจ้า ศึกษาศีลและธรรมที่แท้จริงกันเถอะ จิตใจจะได้ผ่องแผ้วแจ่มใส

ต่างจากพวกที่ชอบทำผิดศีล ผิดธรรม ผิดกฎหมาย ผิดครรลองประชาธิปไตย

คนพวกนี้ ถึงมีชีวิตอยู่ก็เหมือนตกนรกทั้งเป็นอยู่แล้ว.

“เห่าดง”



เสียดายเงิน

ข้อเสนอตั้งรัฐบาลแห่งชาติ เพื่อผ่าทางตันวิกฤติการเมืองไทย ที่คุณหมอประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส เป็นผู้ขายไอเดีย

ถือเป็นข้อเสนอด้วยความปราถนาดีและบริสุทธิ์ใจ

หลักการก็เพื่อป้องกันความขัดแย้ง ไม่ให้ปะทุไปสู่ความรุนแรง

ฉะนั้น ทุกฝ่ายต้องหยุดการต่อสู้ หยุดการเผชิญหน้า หยุดความขัดแย้ง กลับมาแก้ ปัญหาตามแนวทางสันติวิธี

โดยให้พรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านร่วมมือจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติเฉพาะ กิจเป็นเวลา 2 ปี!!

ปรากฏว่าไอเดียของคุณหมอประเวศยังขายไม่ออกตามเคย

เพราะฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านปฏิเสธความหวังดีของ “ราษฎรอาวุโส” ด้วยเหตุผล 5 ประการ

1, สถานการณ์ขณะนี้ยังไม่ใช่วิกฤติร้ายแรง

2, กติกาประชาธิปไตยจำเป็นต้องมีฝ่ายค้านตรวจสอบถ่วงดุล

3, ถ้าตั้งรัฐบาลแห่งชาติก็เท่ากับฝ่ายรัฐบาลกับฝ่ายค้านซูเอี๋ยกัน

4, ถ้าตั้งรัฐบาลแห่งชาติฝ่ายไหนจะเป็นนายกรัฐมนตรี

หรือต้องมีนายกฯ 2 คน เหมือนรัฐบาลเขมรเคยมี??

5, ถ้าจะเอา “คนนอก” เป็นนายกฯคนกลางก็ขัดรัฐธรรมนูญ

เพราะนายกรัฐมนตรีต้องมาจาก ส.ส.อย่างเดียว!!

สรุปว่า ข้อเสนอจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติเพื่อผ่าทางตันก็หลงเข้าซอยตันซะเอง

อย่างไรก็ตาม การที่พรรคพลังประชาชนยอมถอยสุดซอย สั่งเบรกญัตติแก้รัฐธรรม- นูญไม่ให้เข้าไปอาละวาดในสภาฯ

และการที่รัฐบาลยอมตกลงตามข้อเสนอ ของฝ่ายค้านให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญของสภาฯ เพื่อศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ได้ข้อยุติร่วมกัน

ทำให้กระแสต่อต้านการแก้รัฐธรรมนูญลดลงพอสมควร

“แม่ลูกจันทร์” เห็นว่าถ้ามีการตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษารัฐธรรมนูญชุดใหญ่ของสภาฯ ซึ่งประกอบด้วยฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน และนักวิชาการที่เป็นกลางไม่เกิน 60 คน

กำหนดกรอบเวลาศึกษารัฐธรรมนูญไม่เกิน 60 วัน หรือ 90 วัน

ย่อมดีกว่าใช้เสียงข้างมากลากไป

แม้จะทำให้การแก้รัฐธรรมนูญต้องยืดเยื้อไปอีกหลายเดือน

ก็ยังคุ้มที่เสียเวลา

แต่ประเด็นที่ “แม่ลูกจันทร์” ขอเสนอ เพิ่มเติมก็คือ เมื่อมีการตั้งคณะกรรมาธิการร่วมของสภาฯ เพื่อศึกษาการแก้รัฐธรรมนูญ อย่างเป็นทางการ

การจัดออกเสียงประชามติรัฐธรรมนูญก็อาจไม่จำเป็น

ถือว่าคณะกรรมาธิการวิสามัญของสภาฯ ทำหน้าที่แทนประชาชน

จะแก้รัฐธรรมนูญประเด็นใด? ทำไมถึงต้องแก้? และจะแก้เป็นอย่างไร? ก็อยู่ที่ คณะกรรมาธิการ 60 คน จะเป็นผู้ตัดสินใจ

อย่างน้อยก็ประหยัดเงินงบประมาณที่ใช้จัดลงประชามติอีกก้อนโต!!

ข้อสำคัญ...ถ้ามีการจัดออกเสียงประชามติก็ยังรับประกันไม่ได้ว่างบ ประมาณสองพันล้านจะคุ้มค่าที่เสียไป??

เพราะ ก.ม.กำหนดให้ประชาชนออก เสียงประชามติ “ต้องไม่น้อยกว่า 50 เปอร์เซ็นต์” ของจำนวนผู้มีสิทธิออกเสียงทั่วประเทศ 45 ล้านคน

ถ้าประชาชนไปออกเสียงประชามติ “น้อยกว่า 50 เปอร์เซ็นต์” ถือว่าการลงประชามติไม่มีผล...

เงินสองพันล้านบาทก็ต้องสูญฟรี!!

ก็อีหรอบเดียวกับตอนรัฐบาลทักษิณ ประกาศยุบสภาฯ แล้วพรรคประชาธิปัตย์ บอยคอตไม่ลงเลือกตั้ง ฉะนั้นแล

งบเลือกตั้งสองพันล้านบาทที่เสียไป ป่านนี้ยังไม่ได้คืน.

แม่ลูกจันทร์



รัฐบาลเตรียมออกมาตรการทางกฎหมายมาใช้กับกลุ่มผู้ชุมนุมหากตำรวจเจรจาไม่สำเร็จ


รัฐบาลเตรียมออกมาตรการทางกฎหมายมาใช้กับกลุ่มผู้ชุมนุมหากตำรวจเจรจาไม่สำเร็จ
พลตำรวจโทวิเชียรโชติ สุกโชติรัตน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่ารัฐบาลเตรียมใช้มาตรการทางกฎหมายรับมือกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อปรปะชาธิปไตย หากเจ้าหน้าที่ไม่สามารถเจรจาให้กลุ่มผู้ชุมนุม เคลื่นย้ายพื้นที่ชุมนุมได้ ทั้งนี้ยืนยันว่าจะไม่ใช้กฎหมายที่มีความรุนแรง รัฐบาลจะไม่นำพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรและพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินมาใช้
นอกจากนี้ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรียังระบุว่าการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรได้สร้างความเดือดร้อนในด้านการท่องเที่ยวทำให้นักท่องเที่ยวจากประเทศเกาหลีและญี่ปุ่น ซึ่งทำให้รัฐบาลต้องเสียรายได้ถึงร้อยละ 80 รวมถึงนักลงทุนจากประเทศออสเตเลียได้ระงับการเดินทางมาลงทุนในประเทศไทยด้วย เนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบในขณะนี้ และได้กล่าวถึงใบลาออกของนายจักรภพ เพ็ญแข อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีว่ามีผลในวันที่ 9 มิถุนายน เพราะต้องเตรียมงานเพื่อรองรับบุคคลที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งแทน ซึ่งขณะนี้ นายชูศักดิ์ ศิรินิล ทำหน้าที่รักษาการแทน


ฝ่ายค้าน ยื่นญัตติตั้งคณะกมธ.ศึกษาแก้ รธน.ต่อประธานสภาฯแล้ว


ฝ่ายค้าน ยื่นญัตติตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรแล้ว พร้อมเชื่อจะช่วยลดปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นขณะนี้ได้
นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคฝ่ายค้าน หรือ วิปฝ่ายค้าน เป็นตัวแทนยื่นญัตติด่วนต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร ขอให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการใช้และปฎิบัติตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 ต่อนายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยนายสาทิตย์ กล่าวว่า ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ได้เข้าชื่อร่วมกันกว่า 50 คน ขอยื่นญัตติด่วนในเรื่องดังกล่าว เพื่อเป็นการถอดชนวนในวิกฤติการเมืองที่เกิดขึ้นขณะนี้ ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคการเมืองแรกที่ยื่นญัตตินี้ สำหรับสัดส่วนกรรมาธิการจำนวน 60 คน พรรคประชาธิปัตย์ จะเสนอคนนอกเข้ามาร่วมด้วย เช่น นักวิชาการ ตัวแทนจากองค์กรต่าง ๆ ส่วนการเชิญตัวแทนกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย มาร่วมเป็นกรรมาธิการด้วยนั้น ยังไม่มีมติให้เชิญใคร สำหรับกรณีนายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ พรรคยังไม่มีมติเสนอชื่อ แต่ในฐานะ ส.ส.นายสมเกียรติ สามารถเสนอตัวเองได้


นายกฯ ย้ำหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแลสิ่งแวดล้อม โดยไม่มากเกิน จนทำให้ไม่สามารถพัฒนาประเทศได้

นายกรัฐมนตรี เห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลงของโลก ย้ำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแลสิ่งแวดล้อม แต่ต้องไม่มากจนเกินไป ทำให้ไม่สามารถพัฒนาประเทศได้
นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ปาฐกถาพิเศษ เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก ประจำปี 2551 ภายใต้หัวข้อว่า ลดวิกฤตโลกร้อน เปลี่ยนพฤติกรรม ปรับแนวคิด สู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ที่อิมแพคเมืองทองธานี ว่า จากการรับฟังความคิดเห็นกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เห็นด้วยว่าโลกมีการเปลี่ยนแปลง จากผู้ตรวจสอบพบว่าโลกต้องร้อนขึ้น เพราะน้ำแข็งละลายมาก ส่งผลให้น้ำจะท่วมโลก จากพื้นที่ทั่วโลก แบ่งเป็นน้ำ 3 ส่วน แผ่นดิน 1 ส่วน ล่าสุดนายสมิทธ ธรรมสโรช ประ ธานอำนวยการศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ออกมาเตือนว่า อีก 3-4 เดือนจะเกิดน้ำท่วม ที่ไม่ได้เกิดจากฝนตกและน้ำหลาก แต่น้ำท่วมเพราะน้ำทะเลหนุน ซึ่งส่วนตนเองจะติดตามคำเตือนของกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด และเห็นด้วยว่าปัจจุบันโลกมีการเปลี่ยนแปลงจริง
สาเหตุที่ทำให้โลกร้อน มีจากประชาชนทั่วไป ร้อยละ 10 ส่วนที่เหลือมาจากอุตสาหกรรม ร้อยละ 50 เกษตรกรรม ร้อยละ 23 ตัดไม้ทำลายป่า ร้อยละ 17 ซึ่งในส่วนของประเทศไทย รัฐบาลพร้อมสนับสนุนให้มีการปลูกต้นไม้
โอกาสนี้นายกรัฐมนตรี ยังฝากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแลสิ่งแวดล้อม แต่ต้องไม่มากเกินไปจนทำให้ไม่สามารถพัฒนาความเจริญก้าวหน้าของประเทศได้


อภิรักษ์ ขอหารือกับ กก.บห.พรรค ก่อนตัดสินใจเรื่องชิงผู้ว่าฯ กทม.อีกสมัย


พรรคประชาธิปัตย์ 5 มิ.ย. -“อภิรักษ์” ยังไม่ตัดสินใจว่าจะลงสมัครผู้ว่าฯ กทม.อีกสมัยหรือไม่ รอใกล้วันรับสมัคร จะหารือกรรมการบริหารพรรค ระบุมีผู้เปิดตัวบ้างแล้ว เป็นเรื่องดีให้ประชาชนได้พิจารณา พร้อมทำงานเต็มที่จนหมดวาระ ไม่หนักใจคดีรถ-เรือดับเพลิง เชื่อถึงเวลาเหมาะสม ทุกอย่างจะชัดเจน

นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ที่จะมีขึ้นในเดือนสิงหาคมนี้ ว่า ยังไม่ได้คุยกับพรรคอย่างเป็นทางการ เพราะพรรคกำลังมีภารกิจเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมือง และการเปิดประชุมสภาฯ สมัยวิสามัญ จึงจะรอให้ใกล้วันรับสมัคร จึงจะหารือกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค และกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์อย่างเป็นทางการ แล้วจะแจ้งให้ทราบว่าจะลงสมัครผู้ว่าฯ กทม.อีกสมัยหรือไม่

“ส่วนที่ขณะนี้มีหลายคนเริ่มเปิดตัวว่าจะลงสมัครผู้ว่าฯ กทม.แล้วนั้น ผมไม่รู้สึกหนักใจ และเป็นเรื่องที่ดี เพราะประชาชนจะได้มีโอกาสพิจารณาและทราบว่ามีใครที่สนใจลงสมัครผู้ว่าฯ กทม.บ้าง แต่ในส่วนของผม วันนี้ยังทำงานอยู่ และพยายามเร่งทำงานในสิ่งที่เคยประกาศไว้เป็นนโยบาย” ผู้ว่าฯ กทม. กล่าว

ส่วนที่มองว่า การทำงานในช่วงสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง จะเป็นการหาเสียงไปในตัวหรือไม่ นายอภิรักษ์ กล่าวว่า ไม่อยากให้มองเช่นนั้น ถือว่าทำงานทุกวันอยู่แล้ว หากเป็นผู้ว่าฯ แล้วไม่ทำงาน น่าจะเป็นปัญหามากกว่า

สำหรับกรณีที่ใกล้การเลือกตั้งแล้ว แต่กรณีเรื่องการจัดซื้อรถและเรือดับเพลิงยังไม่ได้ข้อยุตินั้น นายอภิรักษ์ กล่าวว่า ความจริงไม่เกี่ยวกับเรื่องคดี เพราะเป็นเรื่องของกระบวนการตรวจสอบ และเป็นเรื่องที่ว่าประชาชนรู้สึกอย่างไรต่อการที่เราทำงานใกล้หมดวาระ ซึ่งตนจะตั้งใจทำงานเต็มที่ ทั้งนี้ ไม่หนักใจอะไรในเรื่องของคดี เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมจะมีความชัดเจน. -สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-06-05 19:13:09



พปช.ยืนยันไม่ยื่นญัตติแก้ไข รธน.จนกว่ารู้ผลประชามติ

พรรคพลังประชาชน 5 มิ.ย.- ที่ประชุมกรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน เตรียมจัดงานระดมทุน 5 ก.ค. ก่อนจัดสัมมนา ส.ส.ช่วงปลายเดือน ขณะเดียวกันตั้งกรรมการคุมวินัย ส.ส. คณะผู้บริหารพรรค โฆษกพรรค พร้อมย้ำยังไม่ยื่นญัตติแก้ไข รธน. จนกว่ารู้ผลประชามติ

เมื่อเวลา 16.00 น. วันนี้ (5 มิ.ย.) นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ได้เรียกประชุมกรรมการบริหารพรรค เพื่อเตรียมรับการเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญ ในวันที่ 9 มิถุนายนนี้ โดยมีแกนนำพรรคเข้าร่วมประชุม อาทิ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ นายชูศักดิ์ ศิรินิล

ภายหลังใช้เวลาประชุมเกือบ 2 ชั่วโมง ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน แถลงว่า กรรมการบริหารพรรคมีมติจัดงานระดมทุนในวันที่ 5 กรกฎาคม 2551 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยจะจำหน่ายบัตรชมการเสวนาแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ มีนายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรค นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรค นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพานิชย์ นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ร่วมเสวนา ให้ข้อมูลและแนวทางในการแก้ปัญหาทางด้านเศรษฐกิจและอื่น ๆ

ร.ท.กุเทพ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ กรรมการบริหารพรรคยังมีมติจัดสัมมนา ส.ส.ของพรรค ในหัวข้อ “คิดอย่างสร้างสรรค์ ขยันทำงาน ประสานน้ำใจ” ระหว่างวันที่ 26-27 กรกฎาคม 2551 ที่โรงแรมฮอลิเดย์อิน อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์

โฆษกพรรคพลังประชาชน กล่าวอีกว่า ที่ประชุมยังมีมติตั้งกรรมการวินัยและจรรยาบรรณของพรรค ตามที่กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองกำหนด 5 คน มีนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นประธาน นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ เป็นรองประธาน นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เป็นเลขานุการ นพ.ประสงค์ บูรณ์พงศ์ และนายสุขุมพงษ์ โง่นคำ เป็นกรรมการ มีอำนาจในการให้คุณให้โทษ ตั้งแต่ตักเตือนไปจนถึงพ้นการเป็นสมาชิกภาพของสมาชิกพรรคที่ทำผิด

ส่วนกรณีที่ ส.ส.ของพรรค จะรวบรวมรายชื่อยื่นญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญอีกนั้น ร.ท.กุเทพ กล่าวว่า หากมีการเคลื่อนไหวต้องถือว่าผิดมติพรรค และถูกลงโทษ เชื่อว่าไม่มีการเคลื่อนไหวดังกล่าวแล้ว เพราะที่ประชุมมีมติให้ยุติการยื่นญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยการดำเนินการใด ๆ จะต้องกระทำหลังการลงประชามติ ดังนั้น ขอให้กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยยุติการชุมนุม เพราะไม่มีการยื่นเสนอญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้ว.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-06-05 18:50:15




พันธมิตรฯ เดินหน้าดาวกระจายไป ก.ล.ต.-ดีเอสไอ พรุ่งนี้

กรุงเทพฯ 5 มิ.ย. -กลุ่มพันธมิตรฯ ประเมินผลดาวกระจายวันแรก ประสบความสำเร็จ ประชาชนตอบรับ เตรียมไปดีเอสไอ และ ก.ล.ต.พรุ่งนี้ จี้คดีปกปิดโครงสร้างผู้ถือหุ้น ย้ำชัดไม่เข้าร่วม กมธ.แก้ไขรัฐธรรมนูญ

นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ให้สัมภาษณ์ถึงการประเมินยุทธศาสตร์ดาวกระจาย ช่วงเช้าที่ผ่านมา (5 มิ.ย.) ที่เคลื่อนขบวนไปที่สำนักงานอัยการสูงสุด และกระทรวงมหาดไทย ว่า ได้รับเสียงตอบรับอย่างดี มีประชาชนให้การสนับสนุน ซึ่งถือเป็นความสำเร็จ และพรุ่งนี้ (6 มิ.ย.) จะเดินทางไปที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ก.ล.ต.) และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เพื่อทวงถามเรื่องคดีที่เกี่ยวกับการปกปิดโครงสร้างผู้ถือหุ้นของบริษัทในเครือชินคอร์ป ส่วนเวลาที่ชัดเจนจะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง

นายสุริยะใส ยังกล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาลและฝ่ายค้านเห็นตรงกันให้ตั้งกรรมาธิการพิจารณาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยจะเชิญตัวแทนกลุ่มพันธมิตรฯ เข้าร่วมด้วย นายสุริยะใส กล่าวว่า กลุ่มพันธมิตรฯ คงไม่เข้าร่วม เพราะผลการศึกษาไม่ได้บังคับให้ ส.ส.ห้ามยื่นญัตติการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือไม่ให้ทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเรื่องรัฐธรรมนูญควรยุติไว้ก่อน ควรพิสูจน์เกี่ยวกับกรณีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ก่อน

ส่วนกรณีที่กลุ่มพันธมิตรฯ จะดีเดย์เรื่องการเคลื่อนไหวในวันพรุ่งนี้ (6 มิ.ย.) และวันเสาร์ที่ 7 มิถุนายนนี้ นายสุริยะใส กล่าวว่า มีความเป็นไปได้ แต่ต้องหารือกับแกนนำก่อน เพื่อประเมินสถานการณ์ อาจจะมีการเคลื่อนขบวนไปที่ใดสักแห่ง แต่ยังไม่ได้ตัดสินใจ.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-06-05 18:44:15




ป.ป.ช.ให้สอบเพิ่มกรณี สมศักดิ์ รับตั๋วดูฟุตบอลที่รัสเซีย


กทม. 5 มิ.ย. - นายกล้านรงค์ จันทิก โฆษกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผยว่า ที่ประชุม ป.ป.ช. ได้พิจารณากรณีของนายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่เดินทางไปดูฟุตบอลนัดชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ ลีก ที่รัสเซีย โดยได้รับบัตรเข้าชมมีมูลค่าเกินกว่า 3,000 บาท ตามที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ ทั้งนี้ ตาม พ.ร.บ.ป.ป.ช. มาตรา 103 ได้กำหนดห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจากบุคคลนอกเหนือจากทรัพย์สินหรือประโยชน์อันควรได้ตามกฎหมาย หรือเว้นแต่จะเป็นการรับทรัพย์สินและประโยชน์ธรรมจรรยาตามหลักเกณฑ์ ตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.กำหนด

“ไม่ให้รับทรัพย์สินนอกเหนือจากญาติเกินกว่า 3,000 บาท หากฝ่าฝืนจะมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเรื่องดังกล่าวไม่ได้ร้องเรียนมายัง ป.ป.ช. เพียงแต่ได้รับทราบจากสื่อมวลชน และฝ่ายข้อมูลรวบรวมข้อมูลจากสื่อ จึงไม่สามารถชี้ชัดได้ว่าขัดกฎหมาย ป.ป.ช. มาตรา 103 หรือไม่ ที่ประชุมจึงมีมติให้เจ้าหน้าที่ไปสอบข้อเท็จจริงโดยเร็ว แล้วนำเสนอคณะกรรมการ ป.ป.ช. อีกครั้ง” นายกล้านรงค์ กล่าว. -สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-06-05 17:49:34




ป.ป.ช.ตั้งคณะกรรมการไต่สวน จักรภพ

สำนักงาน ป.ป.ช. 5 มิ.ย. -“กล้านรงค์” เผย ป.ป.ช. มีมติให้ตั้งคณะกรรมการสอบ “จักรภพ” กรณีว่าจ้างบริษัทร่วมผลิต สถานีโทรทัศน์ NBT เข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ. ป.ป.ช. มาตรา 62 และ 63 ระบุแม้จะลาออกแล้วก็ต้องดำเนินการ

นายกล้านรงค์ จันทิก โฆษกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แถลงผลการประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. ว่า ที่ประชุมมีมติตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนกรณีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และ ส.ส.จำนวน 149 คน ยื่นถอดถอนนายจักรภพ เพ็ญแข อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ออกจากตำแหน่ง กรณีมีความผิด ตามมาตรา 62 และ 63 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 ใช้อำนาจขัดกฎหมายและขัดรัฐธรรมนูญ กรณีการปรับปรุงโครงสร้างและการทำสัญญาว่าจ้างบริษัทดิจิตอล มีเดีย โฮลดิ้ง ร่วมผลิตกับสถานีโทรทัศน์ NBT

โฆษกคณะกรรมการ ป.ป.ช.กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ได้สรุปสำนวนแล้วเห็นว่า อยู่ในอำนาจหน้าที่ของ ป.ป.ช. ในการตรวจสอบ และแม้ว่านายจักรภพ จะลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีแล้ว แต่การตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนเอาผิดต้องดำเนินการต่อไป จึงได้มีมติตั้งคณะกรรมการไต่สวน โดยให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ทั้งคณะเป็นคณะกรรมการ และให้นายกล้านรงค์ เป็นเจ้าของสำนวน พร้อมกับให้มีการตั้งกรรมการ 3 คนขึ้นมาดูแล ทั้งนี้ หากมีมติให้ถอดถอนนายจักรภพ ก็จะส่งผลห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี และจะมีการยื่นเรื่องให้อัยการสูงสุด ส่งเรื่องต่อไปยังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเอาผิดทางอาญาด้วย

นายกล้านรงค์ กล่าวว่า เรื่องการถอดถอนรัฐมนตรี ถือเป็นเรื่องที่ ป.ป.ช.ให้ความสำคัญจึงต้องให้ ป.ป.ช. ทั้งหมดเข้าร่วมพิจารณาเป็นคณะอนุกรรมการไต่สวน โดยไม่มีเรื่องการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง. -สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-06-05 17:20:02