WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, June 6, 2008

“เฉลิม” ซัด พันธมิตรฯ พูดพล่ามถึงปล่อย สั่งทนายฟ้องแน่ !

รมว.มหาดไทยงดแสดงความคิดเห็นต่อพันธมิตรฯ สั่งทนายความจัดการหากมีการพาดพิง พร้อมให้ยุติบทบาทกดดันเจ้าหน้าที่ศาล ถือเป็นเรื่องไม่เหมาะสม

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่าจะไม่แสดงความเห็นพาดพิงพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยอีก แต่เชื่อว่าคนไทยด้วยกันจะสามารถเจรจากันได้ และส่วนตัวจะหันไปทำงานในหน้าที่รับผิดชอบให้มากขึ้น ส่วนการชุมนุมของพันธมิตรฯ หากมีการพาดพิงถึงก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของทนายความ หากดำเนินการฟ้องร้องใครได้ก็จะทำ

นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยยังกล่าวถึงม็อบดาวกระจายของพันธมิตรฯ ซึ่งไปกดดันเจ้าหน้าที่ศาลและจุดอื่นๆ ว่าเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่า ไม่มีใครขอร้องให้ยุติบทบาท

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ยังกล่าวถึงกระแสข่าวกรณีที่นายกรัฐมนตรีจะเดินทางไปประชุมที่จังหวัดเชียงใหม่ และอาจมีการพบกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า ไม่เกี่ยวกับเรื่องการปรับคณะรัฐมนตรี เพราะหากจะคุยในเรื่องดังกล่าว คงไม่จำเป็นต้องไปถึงจังหวัดเชียงใหม่



สมาพันธ์คนรากหญ้า เปิดเวทีใหญ่ต้านพันธมิตรฯ พรุ่งนี้


กลุ่มสมาพันธ์คนรากหญ้าภาคเหนือ นำป้ายผ้าเขียนข้อความเชิญชวนประชาชนออกไปร่วมชุมนุมต่อต้านการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ลานเอนกประสงค์ประตูท่าแพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ในวันพรุ่งนี้ โดยนำป้ายไปติดไว้ที่ว่าการอำเภอดอยสะเก็ด และสถานที่ต่างๆ

นายพรหมศักดิ์ แสนโพธิ์ ประธานสมาพันธ์คนรากหญ้าภาคเหนือ เปิดเผยว่า ได้ทำหนังสือขออนุญาตใช้สถานที่ ที่ประตูท่าแพ ไปยังเทศบาลนครเชียงใหม่แล้ว แต่ยังไม่ได้รับคำตอบ หากไม่ได้รับอนุญาตจะย้ายเวทีปราศรัยไปบริเวณอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ หรือหน้าโรงแรมแกรนด์วโรรสแทน พร้อมกับเรียกร้องประชาชนที่ต้องการแสดงพลังประชาธิปไตย ไปร่วมชุมนุมแสดงจุดยืนต่อต้านกลุ่มพันธมิตร


คตส.ยันไม่รอคำชี้ขาดศาลรธน.รั้นเดินหน้าทำงานต่อ

"กล้าณรงค์ " ไม่สนคำท้วงให้พักงาน ยันเหตุ คตส.ยังไม่หมดวาระ หรือศาลรัฐธรรมนูญยังไม่มีคำวินิจฉัย จะไม่หยุดทำงานแน่ อ้างกลัวผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

จากกรณีที่กลุ่มพลเมืองภิวัฒน์ ต้องการให้ คตส.ระงับการปฏิบัติหน้าที่ตามประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ คปค. ฉบับที่ 30 ภายใน 7 วัน พร้อมส่งคดีต่าง ๆ ที่ยังตรวจสอบและไต่สวนไม่เสร็จสิ้นให้กับคณะกรรมการ ป.ป.ช. ดำเนินการต่อ รวมทั้งยุติการใช้เงินของรัฐด้วย เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหาย เนื่องจากการแต่งตั้ง คตส. อยู่ระหว่างรอศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่

ด้าน นายกล้านรงค์ จันทิก กรรมการ คตส. เปิดเผย สำนักข่าว ไอเอ็นเอ็น ถึงกรณีที่ น.ส.ศิริวารี ลำเพย เลขาธิการกลุ่มพลเมืองภิวัฒน์ และพวก เข้ายื่นหนังสือถึงกรรมการ คตส.ทั้ง 11 คนโดยเรียกร้อง คตส.หยุดการปฏิบัติหน้าที่ โดยยืนยันว่า คตส.จะหยุดทำหน้าที่ได้ด้วยเหตุผล 2 ประการเท่านั้นคือ มีคำวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญออกมา หรือ คตส.หมดวาระการทำงาน นอกจากนั้นถือว่าไม่เข้าข่าย ซึ่งหากหยุดไปตอนนี้ก็ถือว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

เมื่อถามถึงกรณีที่มีการเรียกร้องให้ คตส.ชี้แจงบัญชีรายจ่าย นายกล้านรงค์ กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ ฝ่ายสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินต้องปฏิบัติอยู่แล้ว และจะเป็นไปตามเอกสารหลักฐานต่างๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่ฝ่ายธุรการอาจจะไม่ทราบ

ส่วนกรณีที่ คตส.ถูกออกหมายเรียกนั้น นายกล้านรงค์ กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจนอกจากจะมาส่งหมายที่ สำนักงาน คตส.แล้ว และยังใช้รถตำรวจตระเวนส่งหมายไปตามบ้านของคณะกรรมการแต่ละคนด้วยซึ่งก็ทำให้ประชาชนแตกตื่นพอสมควรเช่นกัน

ชี้ เอเอสทีวี แพร่ภาพทำชาติแตกแยก/จับตาพันธมิตรฯดิ้นต่ออายุคุ้มครอง

ประชาชนเหยียบ 2 พันคน เกือบห้าทุ่มยังไม่ถอยเวทีสภาสนามหลวง แกนนำ คปพร.ให้จับตาจันทร์นี้ เอเอสทีวี สิ้นสุดการคุ้มครองชั่วคราว วอนผู้ใหญ่บ้านเมืองสกัดแพร่ภาพ ก่อนยั่วยุทำชาติแตกเป็นเสี่ยง

เมื่อช่วงเวลา 10.30 น. ที่ผ่านมา นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท หนึ่งในคณะกรรมการประชาชนเพื่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 (คปพร.) กล่าวไว้ตอนหนึ่งบนเวทีสภาสนามหลวง ว่า ในวันจันทร์ที่ 9 มิ.ย.นี้ ขอให้ประชาชนติดตามให้ดี เพราะจะถึงวันครบกำหนดที่ศาลปกครองให้การคุ้มครองชั่วคราวสถานีโทรทัศน์ดาวเทียม เอเอสทีวี (ASTV) ในเครือของหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ที่ก็ยังไม่ทราบว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป เพราะเชื่อแน่ว่า กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่มีนายสนธิ ลิ้มทองคงกุล เป็นหัวขบวน และเป็นผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ คงจะไม่ยอมแน่ และคงต้องออกมาใช้เล่ห์เพทุบายทุกวิถีทางเพื่อให้ เอเอสทีวี สามารถเแพร่ภาพได้

อย่างไรก็ตาม นายวิภูแถลง กล่าวด้วยว่า หาก เอเอสทีวี ยังสามารถดำเนินการได้ เชื่อว่าสังคมไทยจะเกิดความแตกแยกขึ้นอย่างไม่สิ้นสุด เพราะการนำเสนอข่าว ยั่วยุให้เกิดความรุนแรง โดยปราศจากมูลความจริงหลายเรื่อง

“จะเห็นได้ว่า ที่ผ่านมา เอเอสทีวี ยอมลงทุนเรื่องจานรับสัญญาณดาวเทียมออกไปทั่วประเทศ ประชาชนบางกลุ่มบางหมู่ เมื่อถูกกรอกหูในสิ่งที่ผิดๆ ทุกวัน ก็หลงเชื่อไปได้ นั่นคือเป้าหมายของ นายสนธิ ที่อาจก่อให้เกิดความแตกแยก เหมือนในอดีตของประเทศอื่นๆ ที่มีฝ่ายเหนือ ฝ่ายใต้ได้ ก็ขอให้ผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมือง รวมทั้งประชาชนในทุกที ตระหนักถึงเรื่องนี้ให้ดี” นายวิภูแถลง กล่าว

อนึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่า ขณะนายวิภูแถลง ขึ้นกล่าวปราศรัย เมื่อช่วงเวลาประมาณ 22.30 น. ประชาชนยังคงยืนหยัดรับฟังอยู่ประมาณ 2 พันคน

จากเสื้อสีเหลืองถึงผ้าพันคอสีฟ้า สัญญาณมรณะถึงสนธิ ลิ้มทองกุล

คนจำนวนไม่น้อยพากันสงสัยว่าทำไมสนธิ ลิ้มทองกุล ต้องผูกพ้าพันคอสีฟ้าขึ้นเวทีพันธมิตรปลุกระดมขับไล่รัฐบาล

สนธิ ต้องการสื่อให้เข้าใจว่าอย่างไร?

ผ้าพันคอสีฟ้าผืนนี้ต้องมีความสำคัญอย่างมาก สำหรับสนธิ ...ผู้พบเห็นทุกคนย่อมคิดไปในทางเดียวกัน เพราะไม่เช่นนั้น สนธิ คงไม่นำมาผูกติดคอแล้วขึ้นโชว์บนเวทีทุกวัน

หากจำกันได้ ก่อนการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 สนธิ เคยผูกพ้าคอสีฟ้าในลักษณะเดียวกันนี้ ออกมานั่งแถลงข่าว พร้อมกับโชว์กระเป๋าถือหนึ่งใบ และบอกว่าได้รับมาพร้อมกับเงิน 2 แสนบาท โดยผู้มอบให้ มีเจตนาที่จะสนับสนุนการชุมนุมขับไล่รัฐบาลทักษิณ ชินวัตร

สนธิ ไม่กล้าพูดชัดว่าได้รับผ้าพันคอสีฟ้ามาจากใคร รวมทั้งกระเป๋า และ เงินสองแสนบาทในกระเป๋า ก็บอกไม่ได้ว่าได้มาจากไหน เพียงแต่แสดงให้เห็นว่าของสองสิ่งและเงินสองแสนที่ได้รับมา มีความหมายสูงสุดสำหรับตนที่จะใช้เป็นสื่อสัญลักษณ์การขับไล่รัฐบาลทักษิณ ชินวัตร

สนธิ เป็นนักสื่อสารมวลชนที่เชี่ยวชาญการใช้สื่อสัญลักษณ์มากที่สุดคนหนึ่ง แต่นำความเก่งกาจ เชี่ยวชาญมาใช้ในทางที่ผิด และทำให้ผู้คนสับสน หลงผิด เข้าใจผิด และทำให้เกิดอุปาทานหมู่

หลังการรัฐประหารผ่านพ้นไป ผ้าพันคอสีฟ้าถูกเก็บไป ไม่มีใครพูดถึงอีก ไม่มีใครได้เห็นอีก แม้แต่สนธิ ก็ไม่เคยนำมาผูก หรือโชว์ให้ใครได้เห็นอีก กระทั่งวันก่อม็อบพันธมิตรปิดถนนราชดำเนิน ขับไล่รัฐบาลสมัคร สุนทรเวช สนธิ จึงปัดฝุ่นผ้าพันคอสีฟ้าแล้วนำมาผูกติดคออีกครั้งหนึ่ง

แม้จะไม่กล้าพูดชัด แต่สนธิ ก็พยายามที่จะสื่อแสดงให้เห็นว่า ผ้าพันคอสีฟ้า มีความหมาย มีความสำคัญอย่างยิ่ง สำหรับการต่อสู้ของตนทั้งสองครั้งสองครา

หากจะพูดกันอย่างไม่เกรงหน้าอินทร์หน้าพรหม ก็ต้องบอกว่าสนธิ พยายามทำให้ผู้พบเห็นผ้าพันคอสีฟ้าผืนนั้น เข้าใจไปเองว่าได้รับพระมหากรุณาธิคุณ เป็นการสร้างภาพว่าตนเองมีความอิงแอบแนบชิดกับสมเด็จพระบรมราชินีนาถ หรือ อย่างน้อยก็ต้องเป็นบุคคลที่ใกล้ชิดกับสถาบันเบื้องสูง ซึ่งเป็นกลอุบายที่สนธิ ใช้มาโดยตลอด นับตั้งแต่เริ่มก่อม็อบปลุกระดมประชาชนให้เข้าใจผิด ว่าได้รับการสนับสนุนจากสถาบันเบื้องสูง ในการออกมาเคลื่อนไหวขับไล่รัฐบาลทักษิณ ชินวัตร เรื่อยมาจนถึงรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช

จะเว้นก็เพียงในช่วงรัฐบาลสุรยุทธ์ จุลานนท์ เท่านั้น ที่สนธิ ไม่กล้าอ้างสถาบันเบื้องสูง ไม่กล้าสร้างภาพให้เห็นว่ามีความอิงแอบแนบชิดกับสถาบัน

แม้ว่าจะไม่พอใจพล.อ.สุรยุทธ์ อยู่หลายครั้ง ที่ไปขัดผลประโยชน์ทางธุรกิจ และไม่ทำตามข้อเรียกร้องของตนเอง แต่สนธิก็ไม่กล้าใช้สัญลักษณ์ ผ้าพันคอสีฟ้า และ เสื้อสีเหลือง เป็นส่วนหนึ่งในการโจมตีกล่าวหาใส่ร้ายพล.อ.สุรยุทธ์ เนื่องเพราะพล.อ.สุรยุทธ์ เป็นอดีตองคมนตรี (ก่อนเป็นนายกรัฐมนตรี) เป็นบุคคลที่มีภาพความสัมพันธ์กับสถาบันเบื้องสูงแจ่มชัด และเชื่อถือได้ มากกว่าตนเอง มากมายหลายเท่า จนเปรียบเทียบกันไม่ได้ และไม่สามารถจะหลอกลวงใครได้ว่า สถาบันเบื้องสูงมีส่วนเกี่ยวข้องกับการแสดงความไม่พอใจของตนที่มีต่อพล.อ.สุรยุทธ์ ดังเช่นที่กระทำต่อรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร

การสร้างภาพให้คลุมเครือ ไม่ชัดเจน ของสนธิ ผ่านสัญลักษณ์ เสื้อสีเหลือง และ ผ้าพันคอสีฟ้า มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ประชาชนเข้าใจผิด และตีความไปต่างๆ นาๆ เช่นที่กำลังเป็นอยู่ในขณะนี้ เป็นบนถนัดของสนธิ เป็นความารถพิเศษของนักสื่อสารมวลชนที่มากเล่ห์คนนี้ ชนิดที่ไม่มีใครกล้าทำ แม้แต่คิดก็ยังหาคนเสมอเท่าได้ยากนัก

ทว่า กลอุบายการสร้างภาพความสัมพันธ์ที่คลุมเครือ ไม่ชัดเจน ระหว่างตนกับสถาบันเบื้องสูง โดยผ่านสื่อสัญลักษณ์ที่ไม่มีที่มาที่ไป ไม่ปรากฎชัดแจ้งถึงผู้มอบให้ ไม่ระบุชัดเจนถึงกระบวนการ และพิธีกรรมการได้มา เช่นนี้ กลับเป็นอุบายที่ทรงอาณุภาพ และมีพลังแห่งการทำลายล้างที่รุนแรงอย่างยิ่ง เมื่อนำมาใช้เป็นเครื่องมือปลุกระดมมวลชนที่ขลาดเขลาเบาปัญญา ไม่ต้องการการพิสูจน์ความจริงหรือความเท็จ ก่อนที่จะเชื่ออย่างหัวปักหัวปำ

กุศโลบาย "หลังพิงวัง" ของสนธิ โดยผ่านสื่อสัญลักษณ์ ผ้าพันคอสีฟ้า และเสื้อสีเหลือง น่าจะเป็นยุทธวิธีที่มีพลังแห่งการทำลายล้าง และเป็นเครื่องมือแห่งการได้มาซึ่งชัยชนะที่มีต่อทุกคน ทุกกลุ่ม ทุกรัฐบาล ที่สนธิ กำหนดสถานะให้เป็นศัตรูที่เขาต้องทำลายล้าง ได้อย่างไม่ยากเย็น หากว่ากุศโลบายนี้ไม่ถูกเปิดเผยความจริงจากศาลสถิตยุติธรรม ซึ่งอ่านคำพิพากษาคดีความคดีหนึ่งที่ สนธิ ลิ้มทองกุล เป็นจำเลย เสียก่อน

ศาลในพระปรมาภิไธยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อ่านคำพิพากษาคดีที่สนธิ ถูก ทักษิณ ชินวัตร ฟ้องหมิ่นประมาท และศาลตัดสินจำคุก 3 ปี โดยไม่รอลงอาญา พร้อมกับชี้แจงเหตุผลของการไม่รอลงอาญา ว่า

"การแต่งการของจำเลยที่ 1 ไม่ว่าสีของเสื้อที่ใช้สีเหลือง อันเป็นสีประจำพระองค์ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และตัวอักษรที่หน้าอกเสื้อคำว่า"เราจะสู้เพื่อในหลวง" ก็ดี ล้วนพยายามสร้างภาพของโจทก์ และผู้สนับสนุนโจทก์ ให้มีภาพยืนอยู่ตรงข้ามกับสถาบันพระมหากษัตริย์ และพยายามสร้างภาพของจำเลยกับพวกให้อิงแอบแนบชิดกับสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นสถาบันสูงสุดที่ประชาชนคนไทยทุกหมู่เหล่าต้องเทิดทูน เพื่อแสดงให้เห็นว่าโจทก์กับพวก ไม่จงรักภักดี ทำตัวเสมอพระมหากษัตริย์ หรือไม่ถวายพระเกียรติพระมหากษัตริย์ เป็นการแยกประชาชนคนไทยที่จงรักภักดีบางส่วน ให้เป็นฝ่ายตรงข้ามสถาบันพระมหากษัตริย์ นับเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อประเทศชาติ

การที่จำเลยที่ 1 พยายามดึงสถาบันพระมหากษัตริย์อันเป็นที่เคารพ เทิดทูนสูงสุดของประชาชนทุกหมู่เหล่า มาเป็นเครื่องมือในการกำจัดโจทก์กับพวก ในทางการเมือง ในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พฤติการณ์แห่งคดีมีลักษณะร้ายแรง และเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่บุคคล หรือคณะบุคคลอื่นๆ อีกต่อไป จึงไม่รอการลงโทษจำเลยที่ 1"

คำพิพากษาของศาล ที่แจ้งเหตุการไม่รอลงอาญาสนธิ ลิ้มทองกุล ระบุชัดว่าพฤติกรรมปลุกระดมประชาชนให้เข้าใจผิดว่า ตนเองมีความใกล้ชิดและอิงแอบแนบชิดกับสถาบันเบื้องสูง เพื่อแสดงให้เห็นว่าคนที่เป็นฝ่ายตรงข้ามกับตนเอง เป็นผู้ไม่จงรักภักดี เป็นฝ่ายตรงข้ามสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นพฤติกรรมที่เป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อประเทศชาติ

คำพิพากษาของศาล ยังทำให้เห็นภาพของสนธิ ชัดเจนยิ่งขึ้นอีกว่าสนธิ พยายามที่จะดึงสถาบันพระมหากษัตริย์ มาเป็นเครื่องมือทางการเมืองของตนเอง เพื่อกำจัดศัตรูฝ่ายตรงข้ามของตนเอง ซึ่งผิดหลักการของการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จัดเป็นพฤติกรรมที่มีลักษณะร้ายแรง ไม่ควรปล่อยไว้ให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่บุคคล หรือ คณะบุคคลอื่นๆ อีกต่อไป จึงเป็นเหตุที่ไม่ควรบรรเทาโทษ หรือรอการลงโทษ

คำพิพากษาของศาลในพระปรมาภิไธยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2550 มีความแจ่มชัดอย่างยิ่ง เป็นยิ่งกว่าแว่นขยายที่ทำให้เห็นพฤติกรรมของสนธิ ชัดเจนโดยทั่วกัน เป็นยิ่งกว่าน้ำยาเช็ดเลนส์ตาของคนไทยทั้งชาติ ที่สนธิ ทำให้ขุ่น พร่ามัว ด้วยน้ำลายอันเป็นพิษ ทำให้ความคลุมเครือ ความไม่ชัดเจนที่สนธิ สร้างไว้เพื่อเป็นกุศโลบาย พังทลายลงโดยพลัน

คำพิพากษาของศาล หากพูดภาษาชาวรากหญ้า ก็ต้องบอกว่า

ที่แท้แล้ว... สนธิ หาใช่ผู้จงรักภักดี ไม่ หากแต่เป็นผู้ใช้ความจงรักภกัดีของประชาชนที่มีต่อพระมหากษํตริย์ มาเป็นเครื่องมือหลอกลวงปลุกระดมประชาชน ให้หลงเชื่อตัวเอง

ที่แท้แล้ว... สนธิ หาใช่ผู้มีความปรารถนาดี เจตนาดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ หากแต่ใช้สถบันพระมหากษัตริย์ เป็นเครื่องมือ เพื่อตอบสนองเจตนาอันชั่วร้าย และความปราราถนาอันบัดซบของตนเอง เป็นสำคัญ

ที่แท้แล้ว... สนธิ หาใช่ผู้ปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ หากแต่เป็นผู้ที่นำสถาบันพระมหาษัตริย์ มาปกป้องและเป็นเครื่องมือทางการเมืองของตนเอง

ที่แท้แล้ว... สนธิ หาใช่ผู้พิทักษ์รักษาระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข หากแต่เป็นผู้ทำลายล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

ที่แท้แล้ว... สนธิ หาใช่บุคคลที่จะเป็นเยี่ยงอย่างแก่บุคคล หรือคณะบุคคลทั่วไปได้ หากแต่เป็นบุคคลที่มีพฤติการณ์ชั่วร้าย ที่ไม่สมควรจะปล่อยไว้เป็นเยี่งอย่างแก่ใครอีกต่อไป

ที่แท้แล้ว... สนธิ หาใช่บุคคลที่สมควรได้รับคำสรรเสริญ เยินยอ เชิดชู หากแต่เป็นบุคคลที่สมควรได้รับกสนลงโทษตามคำพิพากษาของศาล

ที่แท้แล้ว... สนธิ หาใช่บุคคลที่ควรจะมีอิสระเสรีภาพในการทำลายล้างบุคคลอื่นตามความพึงพอใจของตนเอง หากแต่เป็นบุคคลที่ต้องถูกจองจำกักขังควบคุมตัวไว้ในเรือน จำ อันเนื่องแต่พฤติกรรมการกระทำความผิดของตนเองดังที่ศาลได้พิพากษาแล้ว

ที่แท้แล้ว... สถานที่อันเหมาะสมแก่สนธิ จึงไม่ใช่ถนนราชดำเนิน ถนนแห่งการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย หากแต่เป็นเรือนจำ จุดสุดท้ายของเหล่าอาชญากร และผู้ก่อการร้าย กระทำความชั่ว ความผิดต่อแผ่นดิน

จากพฤติการณ์ปลุกระดมประชาชน ด้วยสื่อสัญญลักษณ์ "เสื้อสีเหลือง" อันนำมาสู่คำพิพากษาดังปรากฎข้างต้นนี้ จึงเป็นเหตุให้ต้องพิจารณาให้ดีถึงผ้าพันคอสีฟ้า สื่อสัญญลักษณ์ชิ้นใหม่ที่สนธิ นำมาใช้หลอกลวงประชาชนให้หลงเชื่อ เข้าใจผิด อยู่ในขณะนี้ ว่า เป็นพฤติ การณ์ชั่วร้ายลักษณะเดียวกันหรือไม่ และเป็นพฤติการณ์ที่แสดงให้เห็นถึงความไม่หลาบจำ ไม่สำนึกในการกระทำความผิดของตนเองใช่หรือไม่ เป็นพฤติการณ์ที่ศาลพึงพิจารณาว่าเป็นการท้าทายต่อคำพิพากษาของศาลใช่หรือไม่

อันเป็นที่มาของคำถามที่ท้าทายต่อสนธิ ลิ้มทองกุล ว่า "กล้าพูดหรือไม่ว่า ผ้าพันคอสีฟ้า เป็นของผู้ใด ได้มาอย่างไร และผู้มอบให้มีความเกี่ยวข้องเช่นไรกับการปลุกระดมมวลชนขับไล่รัฐบาลในขณะนี้"

ย้อนกลับไปอ่านคำพิพากษาของศาล เขียนไว้ชัดว่า "สถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นสถาบันสูงสุดที่ประชาชนคนไทยทุกหมู่เหล่าต้องเทิดทูน ...การแยกประชาชนคนไทยที่จงรักภักดีบางส่วน ให้เป็นฝ่ายตรงข้ามสถาบันพระมหากษัตริย์ นับเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อประเทศชาติ"

ด้วยเหตุที่ศาลเป็นสถาบันซึ่งปฏิบัติหน้าที่ ในพระปรมาภิไธยในพระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัว จึ่งย่อมต้องคำนึงสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นสำคัญสูงสุด และเป็นสถาบันซึ่งแสดงออกถึงพระราชประสงค์ ได้เป็นอย่างดีว่า ทรงไม่ต้องการให้คนไทยแตกแยกกัน และไม่ต้องการให้รำสถาบันเบื้องสูง มาเป็นเครื่องมือสร้างความแยก เนื่องจากสถาบันเบื้องสูงเป็นสถาบันที่คนไทยทุกคนเคารพเทิดทูน ไม่มีการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย ว่าใครเคารพ ใครไม่เคารพ

ผมจึงไม่เชื่อว่า ผ้าพันคอสีฟ้า ที่สนธิ ลิ้มทองกุล ผูกโชว์ทุกวัน จะมีความหมายมากไปกว่าผ้าธรรมดาผืนหนึ่ง ที่สนธิ เป็นเครื่องมือ เป็นสื่อสัญญลักษณ์เพื่อให้ประชาชนเข้าใจผิดไปเอง ด้วยเจตนาอันชั่วร้ายของสนธิ ที่พยายามปรักปรำฝ่ายตรงข้ามของตนเอง ว่าไม่จงรักภักดี และยกย่องตนเองเป็นผู้ที่ได้รับความไว้วางใจสูงสุด

ผมไม่เชื่อว่าผ้าพันคอสีฟ้า บนคอสนธิ ลิ้มทองกุล จะเป็นสื่อสัญญลักษณ์ ที่สร้างความแตกแยกให้แก่คนไทย และแผ่นดินไทยได้ และไม่อาจจะทำให้คนไทยเข้าใจผิด ดังที่สนธิ ต้องการ อีกทั้งไม่อาจจะเป็นเครื่องมือที่นำไปสู่การทำลายความเคารพเทิดทูนที่คนไทยทุกคนมีต่อสถาบันเบื้องสูงได้

เหตุที่ผมไม่เชื่อ ก็เพราะ

  1. ผมไม่เชื่อว่าสถาบันเบื้องสูง ต้องการให้คนไทยแตกแยกกันดังเช่นสนธิ กำลังก่อการตอกลิ่มใส่หัวใจและบนแผ่นดินไทย
  2. สถาบันเบื้องสูง เป็นสถาบันที่มีความศักดิ์สิทธิ์ สง่างาม เป็นที่เคารพสักการะเทิดทูน ของคนไทยทั้งชาติ และคนทั่วโลกที่ได้ประจักษ์พระบารมีและพราชจริยาวัตรงดงาม เป็นสถาบันที่ทรงดำเนินการทุกกรณีด้วยเปิดเผย โปร่งใส ไม่ใช่ด้วยความคลุดเครือ ไม่ชัดเจน ดังที่สนธิ กำลังสร้างภาพจนพร่ามัว

แต่ผมเชื่อว่าสักวันหนึ่ง ผ้าพันคอสีฟ้าผืนนั้น จะเป็นผ้าผูกคอตายของนายสนธิ ลิ้มทองกุล

อยู่ที่ว่านายสนธิ ลิ้มทองกุล จะเป็นผู้ผูกด้วยตนเอง หรือ ประชาชนจะร่วมกันผูกให้

เพื่อเป็นจุดจบและอนุสรณ์ให้แก่ผู้ที่มีพฤติการณ์ชั่วร้าย ใช้สถาบันพระมหา กษัตริย์เป็นเครื่องมือทางการเมือง เพื่อประโยชน์แห่งตนเอง มิให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่คนรุ่นหลังอีกต่อไป


ฟ้าฟื้น

จาก thai-grasstoots

อยู่ก็แพ้

เพราะรู้ว่า..หากยังเดินหน้าปิดถนนปล้นความผาสุกของชาวบ้านต่อไปแบบนี้..พันธมิตรเพื่อประชาธิปไตยก็จะมีเส้นทางเดินไปเหมือนกับศูนย์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย

หลังชนะศึกวันมหาวิปโยค

เรื่องของการทำม็อบไม่มีใครรู้ดีเท่ากับคนที่ทำม็อบ..ม็อบก็เหมือนกับการทำฝนเทียม ก่อนอื่นจะต้องมีฐานแห่งการเริ่มต้น หรือจะต้องมีน้ำในบรรยากาศ

จากนั้น ก็จะต้องลงทุนใส่ตัวเร่งปฏิกิริยาเข้าไป จนกลายเป็นเมฆใหญ่แล้วถึงจะให้เป็นฝน

ม็อบ..ก็เช่นกัน จะต้องมีเนื้อเรื่องที่ปลุกได้ จะต้องใช้ม็อบจัดตั้งเป็นตัวเร่ง ก่อนจะกลายเป็นม็อบใหญ่ไว้ใช้พลิกแผ่นดิน

พันธมิตรประชาธิปไตย..ก็เจียนอยู่เจียนไปเมื่อก่อน 19 กันยายน 2549..แต่เพราะมีกองทัพมารับลูกไปก่อน..พันธมิตรประชาธิปไตยจึงรอดพ้นจากการถูกน็อก..

ทันทีที่รัฐบาลใหม่ที่กลายร่างมาจากรัฐบาลเก่าเกิดขึ้นมา..ก็แน่นอนว่าผู้ชนะเมื่อ 19 กันยา ย่อมรับในสิ่งนี้ไม่ได้..การต่อสู้กันใหม่จะต้องเกิดขึ้น ไม่ทางหนึ่งก็ทางใด ไม่เหตุใดก็เหตุหนึ่ง

การดิ้นรนแก้รัฐธรรมนูญ..เป็นสาเหตุ..และเมื่อได้เหยื่ออีกชิ้น คือ จักรภพ เพ็ญแข..ฐานเมฆย่อมเกิดขึ้น พันธมิตรประชาธิปไตย..จึงเปิดศึกหน้าใหม่ ใช้ม็อบสร้างเดินหน้าเหมือนใส่สูตรเคมีใส่เมฆสร้างฝน

แต่น้ำในอากาศมันน้อยเกินไป ใส่ตัวเร่งเข้าไปเท่าไหร่..มันก็ได้เมฆแค่รูปร่าง ยังห่างจากการควบแน่นเป็นแผ่นฝน..ขืนยังบินวนโปรยตัวเร่งเข้าไป มันก็มีแต่รายจ่าย คือ งบประมาณ..

ยังดื้อรั้นต่อไป..มันก็ตายที่งบประมาณ

จะรุกบุกถึงล้มรัฐบาล..ประชาชนก็ยังไม่ร่วมด้วย แถมยังเริ่มปฏิกิริยาตีกลับ..ไม่ยอมรับความวุ่นวาย อยากจะให้แผ่นดินมันสงบ..

ขืนยังอยู่ต่อไป..จะกลายเป็นส่วนเกินของแผ่นดิน..

จึงต้องสร้างหนทางแลนดิ้งขึ้นมา..จะพาม็อบกลับเข้าที่..

แต่ดูเหมือนว่า..ฝ่ายพลังประชาชนจะอ่านแผนออก..จึงสร้างเรื่องจะแก้รัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่ หลอกให้พันธมิตรประชาธิปไตย..ค้างอยู่บนถนนให้ประชาชน..เพิ่มดีกรีความเกลียดชัง..

ยิ่งใส่แผนจะสลายแล้วไม่กล้า..ยิ่งเป็นสุดยอดวิชา..

พันธมิตรประชาธิปไตย..ยิ่งใส่บังเกอร์วางลวดหนามจะยึดถนนเป็นการถาวร..ก็ยิ่งเข้าทางพลังประชาชนคนเป็นรัฐบาล

ก็ต้องดูต่อไป..พล.ต.จำลอง ศรีเมือง จะแก้เกมอย่างไร..เมื่อเขาวางหมากให้..ถอยก็แย่ อยู่ก็แพ้ แบบนี้

พญาไม้

//////////////////////////


คอลัมน์:พญาไม้ทูเดย์...จากหนังสือพิมพ์บางกอกทูเดย์ วันที่ 7 มิ.ย. 2551

พญาไม้


จาก thai-grassroots.com

บทไหว้ครู..จากใจผู้สืบทอด



การจากไปอย่างไม่มีวันกลับของ Hi-thaksin และ การเก็บดาบแบบถาวรของประดาบ เป็นการจำพรากที่สร้างความสะเทือนใจให้แก่ชุมชนประชาธิปไตยไซเบอร์ อยู่ไม่น้อย เพราะสิ่งที่ Hi-thaksin สร้างขึ้นให้ปรากฏต่อสายตาของทุกคนในช่วงเวลา 1 ปีเศษที่ผ่านมา ทำให้ทุกคนที่เคยเข้าไปสืบค้นหาข้อมูล เปิดหู เปิดตา สร้างปัญญา และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเพื่อนคู่คิด มิตรร่วมรบ ยากที่จะลืมเลือนได้ แม้ว่าในวันที่ จะลาจากกันไปแบบไม่หวนกลับคืนมาแล้วก็ตาม

แต่ก็เหมือนกับที่มีคำพูดของนักรบในอดีตที่บอกว่า "ตายสิบเกิดแสน" การล้มหายตายจากของ Hi-thaksin มิได้ทำให้ชุมชนประชาธิปไตยไซเบอร์ ท้อแท้ ถดถอย หรือ ทิ้งอุดมการณ์ หันหลังให้แก่จุดมุ่งหมายของตนแม้แต่น้อย

ตรงกันข้าม ความคึกคัก ฮึกเหิมของผู้คนจำนวนมาก ที่เคยเฝ้ารออ่านบทความของประดาบ ก็กลับกลายมาเป็นผู้นำเสนอบทความ แสดงความคิดเห็น ให้เป็นที่ประจักษ์และเผยแพร่ในเว็บไซต์ต่างๆ อย่างกว้างขวางมากขึ้น ส่งผลให้การแตกกอต่อยอดทางปัญญา เพื่อจุดมุ่งหมายรักษาประชาธิปไตย ให้อยู่ในระยะห่างพ้นภัยจากน้ำมือเผด็จการ มีการนำเสนอแนวคิด แนวทาง และวิธีการต่างๆ มากมาย อันเป็นผลมาจากความตื่นตัวซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่า Hi-thaksin มีส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดบรรยากาศเช่นนี้ขึ้น

ประดาบ ทำให้คนธรรมดาทั่วไปทุกคนมีความมั่นใจว่า แม้เราจะเป็นเพียงคนเล็กๆ คนหนึ่งในสังคมใหญ่ แต่หากตั้งใจจริง ที่สามารถที่จะใช้สองมือเปล่าเขย่าบัลลังก์เผด็จการที่เพียบพร้อมด้วยอาวุธครบมือให้พังทลายล้มครืนลงมาได้

Hi-thaksin ทำให้ผู้คนในชุมชนประชาธิปไตยไซเบอร์ ตระหนักดีว่าเว็บไซต์เล็กๆ เพียงเว็บไซต์เดียว ก็เป็นช่องทางการสื่อสารที่มีพลัง ทรงอิทธิพล ยิ่งกว่าสื่อใดๆ ไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ เคเบิ้ลทีวี ทีวีดาวเทียม ตลอดจนสารพัดสื่อที่มากับเทคโนโลยีทั้งเก่าและใหม่ หากว่ามีความมุ่งมั่นที่จะนำเสนอความจริง อย่างไม่เกรงกลัวต่อภัยอันตรายประดามีทั้งที่เห็นและไม่เห็น

ผมก็เป็นผู้อ่านคนหนึ่งที่ติดตาม Hi-thaksin มาตั้งแต่วันแรกที่เปิด จนกระทั่งวันสุดท้ายที่ ประดาบ แจ้งว่าถึงเวลาต้องเก็บดาบ และกำลังจะจากไป เพื่อคนที่รัก คืออดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ทุกวันที่เข้าไปใน Hi-thaksin ทำให้ผมมีพลัง มีความหวัง ที่จะต่อสู้ตามแนวทางอุดมการณ์ของตัวเอง

จนกระทั่ง Hi-thaksin ปิดตัวเองลงไป พลัง และ ความหวังทั้งหมดทั้งมวลที่เกิดขึ้น จึงได้แปรเปลี่ยนเป็นความตั้งใจที่จะสืบทอดเจตนารมณ์ของ ประดาบ และ Hi-thaksin นั่นคือ การต่อสู้เพื่อรักษาประชาธิปไตย และกำจัดเผด็จการที่เป็นศัตรูของระบอบประชาธิปไตย ให้หมดไป

เรียกได้ว่าการตายจากไปของ Hi-thaksin คือ จุดกำเนิดของ Thai-grassroots ก็ไม่ผิด เพื่อที่จะทำให้เพื่อนคู่คิด มิตรร่วมรบ ได้มารวมตัวกันอีกครั้งหนึ่ง เพราะเราได้เห็นกับตา ได้ยินกับหู ได้ประจักษ์กับตัวแล้วว่า ระบอบประชาธิปไตย ที่เราช่วยกันสร้างขึ้นมาเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550 ยังอ่อนแอง่อนแง่นยิ่งนัก ในขณะที่เผด็จการและบริวาร แม้จะพ่ายแพ้ แต่ก็ไม่ได้หยุดยั้ง ไม่ได้เคารพหลักการและระบอบประชาธิปไตย ตามที่ควรจะเป็น กลับไปซ่องสุมรี้พลแล้วยกพวกเข้ามาก่อกวน ก่อการร้ายต่อระบอบประชาธิปไตย อีกครั้งหนึ่ง ดังที่เห็นกันอยู่ในขณะนี้ ซึ่งผมเห็นว่าเป็นหน้าที่ของพวกเราทุกคนที่จะต้องช่วยกันเป็นเสาค้ำยันระบอบประชาธิปไตย ไม่ให้ถูกทำลายโค่นลงด้วยน้ำมือเผด็จการและบริวาร เช่นที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 อีกแล้ว

ถึงแม้วันนี้ จะไม่มี ประดาบ แต่ผมเชื่อว่า ประดาบ ไม่ได้ละทิ้งภารกิจ และไม่ได้ห่างไปไกลจากพวกเรา แต่ด้วยข้อจำกัดบางประการ จึงทำให้ต้องเก็บดาบ ไป และยังหวังอยู่ลึกๆ ว่าเมื่อพวกเรารวมตัวกันติด จับมือเป็นมิตรร่วมรบกันอีกครั้ง ประดาบ น่าจะย้อนกลับมาช่วยพวกเราอีกแรง ซึ่งผมไม่เกี่ยงเลยว่าจะมาในชื่อไหน นามใด ขอเพียงแต่ให้มา ก็จะเป็นอีกเรี่ยวแรงที่สำคัญสำหรับการต่อสู้ครั้งนี้

ผมจำประโยคที่ ประดาบ พูดติดปาก ได้ว่า "กาลอวสานของประดาบ ยังมาถึงไม่ได้ หากเผด็จการยังไม่ถึงกาสอวสาน" ผมเชื่อ และ คิดว่า ประดาบ ก็ยังเชื่อในคำพูดของตัวเอง ที่พูดไว้กับผู้คนจำนวนมากที่ชื่นชม ศรัทธาการต่อสู้ของ Hi-thaksin ในห้วงเวลา 1 ปีเศษที่ผ่านมา

ผมไม่อาจเอื้อมหรือคิดไปไกลว่าผมตั้งใจสร้าง Thai-grassroots ขึ้นมาแทนที่ Hi-thaksin เพราะผมไม่มีความสามารถเทียบเท่าทีม Hi-thaksin ทั้งด้านเนื้อหา ข้อมูล และ เทคนิกการสร้างเว็บไซต์ ผมเพียงแต่นับถือ Hi-thaksin เป็นครู และเดินตามรอยเท้าของครู ที่บอกว่าจะไม่ย้อนกลับมาอีกแล้ว จึงไม่ต้องแปลกใจหากว่าหลายสิ่งหลายอย่างจะละม้ายคล้ายคลึงกับเว็ปไซต์ที่เป็นครูของผม บทความประเดิมเปิดเว็บไซต์ในวันนี้ จึงเรียกว่าบทไหว้ครู เพื่อให้ทุกคนได้รู้ว่าทำไมจึงมี Thai-grassroots เกิดขึ้น

Thai-grassroots มีจุดมุ่งหมายที่จะเป็นช่องทางการสื่อสารของชนชั้นรากหญ้า สามัญชน คนธรรมดา ทั้งรากหญ้าทางการเมือง รากหญ้าทางสังคม รากหญ้าทางความคิด รากหญ้าทางเศรษฐกิจรากหญ้าทางวัฒนธรรม ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่มีจำนวนมากที่สุด แต่มีพลังน้อยที่สุด เนื่องจากมีเครื่องไม้เครื่องมือสื่อสาร ที่จะเป็นกระบอกเสียงน้อยที่สุด เสียงของรากหญ้าจึงไม่ดังกึกก้องไปทั่วแผ่นดิน ทั้งๆ ที่แผดเสียงออกไปเต็มกำลังแล้วก็ตาม เพราะไม่มีโทรทัศน์ วิทยุ มาช่วยขยายเสียง ไม่มีหนังสือพิมพ์มาช่วยขยายความคิด เหมือนกับพวกพันธมิตรประชาชนล้มล้างประชาธิปไตยที่กำลังเผาบ้านเผาเมืองให้วอดวายอยู่ในขณะนี้ และกลุ่มนักธุรกิจสื่อ ที่กำลังปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง โดยไม่สนใจความทุกข์ร้อนของประชาชน

Thai-grassroots ตั้งใจอย่างยิ่งที่จะเป็นกระบอกเสียงของชนชั้นรากหญ้าของสังคมไทย เพื่อที่จะไม่มีใครมาแอบอ้างชนชั้นรากหญ้า ไปเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มก้อนตัวเอง ด้วยวลีเก่าๆ ที่ว่า "ประชาชนคนทั้งประเทศ" เห็นตรงกันว่า คิดเหมือนกันว่า มีมติร่วมกันว่า ในขณะที่ต้องการหาสมัครพรรคพวกในเชิงปริมาณ เพื่อดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ครั้นได้สิ่งที่ต้องการแล้ว ก็จะถีบหัวส่ง พร้อมกับดูถูกดูแคลนชนชั้นรากหญ้า เป็นคนไม่มีคุณภาพ เป็นภาระของบ้านเมือง

Thai-grassroots ไม่ต้องการให้ใครมาดูถูกคนรากหญ้า ว่าเป็นคนชั้นต่ำ ไม่มีความรู้ ไม่มีการศึกษา ด้อยสติปัญญา เป็นคะแนนเสียงที่ไม่มีคุณภาพ เป็นพวกไม่มีราคาในทางการเมือง เป็นพวกขายสิทธิ ขายเสียง เพราะโดยความเป็นจริงแล้ว คนรากหญ้า มีความรู้ มีความคิด มีสติปัญญา มีหัวใจที่ดีงาม มีเจตนาที่ดี มีอุดมการณ์ความห่วงใยชาติแผ่นดินที่น่ายกย่อง จะด้อยกว่าก็เพียงวุฒิการศึกษา เพราะมีโอกาสน้อยกว่า แต่ไม่ได้หมายความคนรากหญ้ามีความรู้ มีสติปัญญาด้อยกว่าคนชั้นกลาง ที่มักจะยกตนข่มท่านอยู่เสมอ

ประเด็นสำคัญที่ Thai-grassroots ต้องการนำเสนอเป็นที่สุดในขณะนี้ ในวันที่สังคมไทยกำลังขัดแย้งกันอย่างหนัก และแย่งชิงอำนาจปกครองประเทศกันอย่างเป็นเอาตาย ซึ่งกำลังทำให้สังคมไทยแตกสลาย แผ่นดินไทยใกล้แยกเป็นเสี่ยง จนไม่มั่นใจว่าจะหลีกเลี่ยงได้ แต่กระนั้นก็ยังไม่อันตรายเท่ากับการที่มีความพยายามใช้สถาบันพระมหากษัตริย์ มาเป็นเงื่อนไขปลุกระดมประชา ชนให้แตกแยก ด้วยคำแอบอ้างที่ว่าฝ่ายตนจงรักภักดีมากกว่า อีกฝ่ายหนึ่งไม่จงรักภักดี ทั้งยังเลยเถิดไปว่าฝ่ายตรงข้ามคิดทำลายล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ ก็ยังนำมากล่าวหากัน โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับสถาบันพระมหากษัตริย์ เพราะมัวแต่ห่วงใยผลประโยชน์ของตนเอง

Thai-grassroots นำเสนอหน้าแรกของเว็ปไซต์ เป็นพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยพระบรมราโชวาทตอนหนึ่งว่า "ที่ของข้าพเจ้าในโลกนี้ คือการที่ได้อยู่ท่ามกลางประชาชนของข้าพเจ้า นั่นคือ คนไทยทั้งปวง" ซึ่งเป็นพระราชดำรัสที่ประจักษ์ชัดว่า ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณแก่ประชาชนคนไทยทุกคน ไม่แยกฝ่ายหนึ่ง ไม่แยกฝ่ายใด ไม่แยกใคร ไม่แยกข้าง และแสดงให้ประจักษ์ว่าทรงเป็นพระมหากษัตริย์ของคนไทยทุกคน มิใช่พระมหากษัตริย์ของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง จึงไม่บังควรอย่างยิ่งที่จะมีการนำพระองค์ท่าน และสถาบันพระมหากษัตริย์ ไปแอบอ้างเพื่อแบ่งแยก ปลุกระดมประชาชนคนไทยให้เกลียดชังกันเอง ซึ่งขัดพระราชประสงค์ที่ทรงต้องการเห็น คนไทยรู้รักสามัคคี

ข้อเรียกร้องข้อที่หนึ่งของ Thai-grassroots ในวันแรกของการเปิดเว็บไซต์ ก็คือ ขอร้องคนไทยทุกคน ได้โปรดหยุดแอบอ้าง และหยุดใช้สถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นเครื่องมือทำลายล้างคนไทยด้วยกันเอง ทำลายความสามัคคีของคนไทย สร้างความแตกแยกให้แก่แผ่นดิน เพราะผมเชื่อว่าสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับประเทศไทย และ คนไทย ในขณะนี้ เป็นสถานการณ์ที่กระทบต่อพระราชหฤทัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ และทุกพระองค์ เป็นแน่แท้ จึงขอเรียกร้องให้ทุกคนหยุดแอบอ้างสถาบันพระมหากษัตริย์ เพื่อประโยชน์ของตนเองได้แล้ว

ผมใช้ชื่อบทความเปิดตัว Thai-grassroots ในวันนี้ ว่า "บทไหว้ครู จากใจผู้สืบทอด" เป็นการบ่งบอกชัดเจนว่าผมตั้งใจที่จะสืบทอดเจตนารมณ์ของ Hi-thaksin และ ประดาบ เพื่อปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ กำจัดเผด็จการ รักษาการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ให้คงอยู่คู่กับคนไทยตลอดไป

ขอทุกท่านได้โปรดรับการคารวะจากผู้สืบทอด
ขอทุกท่านได้โปรดชี้แนะเพื่อปรับปรุงให้เกิดสิ่งที่ดีงาม และพละกำลังในการต่อสู้ ด้วยเถิด


ฟ้าฟื้น

จาก thai-grassroots.com

ธรรมลายล้าง.

สังคมประชาธิปไตยที่สงบร่มเย็น นอกจากจะต้องยึดหลักกฎหมายแล้ว ยังต้องยึดหลักธรรมที่แท้จริงของศาสนาอีกด้วย

แต่ปัญหาก็คือ ทำไมคนบางกลุ่มในสังคมที่อ้างนักอ้างหนาว่า ยึดหลักธรรมเป็นชีวิตจิตใจ แต่กลับมีพฤติกรรมสร้างความปั่นป่วนโกลาหลให้บ้านเมืองจนเกิดวิกฤตการณ์ ครั้งแล้วครั้งเล่าอยู่ตลอดเวลา

หรือแท้จริงแล้วหลักธรรมก็คือ การสร้างความปั่นป่วนวุ่นวายให้กับสังคม

ผมต้องตั้งสมมติฐานผิดๆเอาไว้เช่นนี้ก่อน เพื่อจะได้หาคำตอบที่ถูกต้องมาหักล้าง โดยเน้นไปที่การค้นหาพระธรรมระดับโลกิยะ ซึ่งเป็นคำสอนเกี่ยวกับจริยธรรมทั่วไปสำหรับผู้ครองเรือน

เมื่อพูดถึงจริยธรรม ก็ต้องนึกถึงศีล เพราะศีลเป็นข้อปฏิบัติที่ส่งผลให้เกิดความสงบสุขในสังคมและศีลสำหรับผู้ครองเรือน ควรรักษาก็มี 3 ประเภท คือ ศีล 5 ศีล 8 และกุศลกรรมบถ 10

พุทธศาสนิกชนทุกคนคงรู้จักศีล 5 และศีล 8 ที่เป็นข้อห้ามการทำชั่วทางกายและวาจากันแล้ว ส่วนกุศลกรรมบถ 10 นั้น เป็นข้อห้าม ที่เพิ่มเติมเรื่องของการทำชั่วทางใจเข้าไปอีกด้วย

โดยเฉพาะกุศลกรรมบถ 10 ซึ่งแปลว่า ครรลองแห่งความดี หรือทางแห่งความดีนั้น แบ่งเป็นกายสุจริต 3 คือ ไม่ฆ่าสัตว์, ไม่ขโมย, ไม่ประพฤติผิดในกาม วจีสุจริต 4 คือ เว้นจากการพูดเท็จ, เว้นจากการพูดส่อเสียด ยุยงให้คนแตกกัน, เว้นจากการพูดคำหยาบ, เว้นจากการพูดเล่นเพ้อเจ้อตลกคะนอง

และมโนสุจริต 3 คือ ไม่คิดโลภอยากได้ของคนอื่น, ไม่คิดพยาบาทอาฆาตคนอื่น, มีความเห็นชอบ คือ ละเว้นความเห็นผิด 10 ประการ

ส่วนธรรมของผู้ครองเรือน เพื่อส่งเสริมความสงบสุขนั้น ธรรมหมวด 6 ในส่วนของสาราณิยธรรม 6 ได้ระบุในข้อ 5 และ 6 ว่า พยายามรักษาระเบียบวินัยของสถาบันเหมือนกับคนอื่น ไม่ทำตนให้เป็นที่ดูหมิ่นของเพื่อนร่วมสถาบัน โดยการทำตัวอยู่เหนือระเบียบวินัย รวมทั้งไม่วิวาทกับผู้อื่นในกรณีที่มีความเห็นไม่ตรงกัน

เนื่องจากพระพุทธเจ้าทรงเล็งเห็นว่า โลกจะสงบสุขได้ก็ต่อเมื่อปัจเจกชนแต่ละคนเคารพในสิทธิของกันและกัน พระองค์จึงทรงให้มีการนำข้อห้ามที่เกี่ยวกับการละเมิดสิทธิของผู้อื่นมาเป็นหลักปฏิบัติในพุทธศาสนา เพื่อทำให้สังคมเกิดความสงบสุขอย่างยั่งยืน

เห็นหรือยังว่า ธรรมที่แท้จริงนั้น บริสุทธิ์ผุดผ่องและสูงสุดเพียงใด

และผมเชื่อว่า ไม่มีศีล หรือธรรมข้อใดเลย ที่ให้สิทธิแก่บุคคลนำเอาไปอ้างเพื่อทำลายล้างกัน จะเห็นได้จากข้อกำหนด วจีสุจริต ที่ให้เว้นจากการพูดส่อเสียด ยุยงให้คนแตกกัน รวมถึงมโนสุจริต ไม่คิดพยาบาทอาฆาตคนอื่น

เพียงแค่นี้ ก็เห็นได้แล้วว่า กลุ่มบุคคลที่อวดอ้างธรรมเพื่อนำไปเข่นฆ่าคนอื่น ทำลายล้างคนอื่นยุยงให้คนในชาติเกิดความเกลียดแค้นชิงชังกัน ทำให้บ้านเมืองล้าหลังไม่สามารถแข่งขันกับประเทศอื่นได้อย่างทัดเทียมกัน พฤติกรรมเยี่ยงนี้ เป็นการกระทำผิดต่อหลักศีลและหลักธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ชัดเจน

จริงๆแล้ว ผมก็สงสัยอยู่นาน ทำไมศีลและธรรมของพวกที่มีความเห็นแตกต่างกันทางการเมือง จึงเต็มไปด้วยกิเลส ต้องการเข่นฆ่าทำลายล้างคนในชาติเดียวกันเสียเหลือเกิน แทนที่คนที่ยึดถือศีลและธรรมเป็นธงนำหน้า จะเรียกร้องให้ผู้คนในสังคมรู้รักสามัคคี รวมแรงรวมใจกันสร้างสังคมที่มีความสงบสุข ร่มเย็น และเจริญรุ่งเรืองแบบสุดๆ

คนเหล่านี้กลับยุยงส่งเสริมให้เกิดความแตกแยกในชาติอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

ผมก็เลยอยากบอกพ่อแม่พี่น้องประชาชนชาวรากหญ้า ซึ่งเป็นเสียงส่วนใหญ่ของแผ่นดินว่าอย่าไปสนใจ “ธรรมลายล้าง” ของพวกกิเลสหนาเลย เราไปเข้าวัดนมัสการคุณพระคุณเจ้า ศึกษาศีลและธรรมที่แท้จริงกันเถอะ จิตใจจะได้ผ่องแผ้วแจ่มใส

ต่างจากพวกที่ชอบทำผิดศีล ผิดธรรม ผิดกฎหมาย ผิดครรลองประชาธิปไตย

คนพวกนี้ ถึงมีชีวิตอยู่ก็เหมือนตกนรกทั้งเป็นอยู่แล้ว.

“เห่าดง”



เสียดายเงิน

ข้อเสนอตั้งรัฐบาลแห่งชาติ เพื่อผ่าทางตันวิกฤติการเมืองไทย ที่คุณหมอประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส เป็นผู้ขายไอเดีย

ถือเป็นข้อเสนอด้วยความปราถนาดีและบริสุทธิ์ใจ

หลักการก็เพื่อป้องกันความขัดแย้ง ไม่ให้ปะทุไปสู่ความรุนแรง

ฉะนั้น ทุกฝ่ายต้องหยุดการต่อสู้ หยุดการเผชิญหน้า หยุดความขัดแย้ง กลับมาแก้ ปัญหาตามแนวทางสันติวิธี

โดยให้พรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านร่วมมือจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติเฉพาะ กิจเป็นเวลา 2 ปี!!

ปรากฏว่าไอเดียของคุณหมอประเวศยังขายไม่ออกตามเคย

เพราะฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านปฏิเสธความหวังดีของ “ราษฎรอาวุโส” ด้วยเหตุผล 5 ประการ

1, สถานการณ์ขณะนี้ยังไม่ใช่วิกฤติร้ายแรง

2, กติกาประชาธิปไตยจำเป็นต้องมีฝ่ายค้านตรวจสอบถ่วงดุล

3, ถ้าตั้งรัฐบาลแห่งชาติก็เท่ากับฝ่ายรัฐบาลกับฝ่ายค้านซูเอี๋ยกัน

4, ถ้าตั้งรัฐบาลแห่งชาติฝ่ายไหนจะเป็นนายกรัฐมนตรี

หรือต้องมีนายกฯ 2 คน เหมือนรัฐบาลเขมรเคยมี??

5, ถ้าจะเอา “คนนอก” เป็นนายกฯคนกลางก็ขัดรัฐธรรมนูญ

เพราะนายกรัฐมนตรีต้องมาจาก ส.ส.อย่างเดียว!!

สรุปว่า ข้อเสนอจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติเพื่อผ่าทางตันก็หลงเข้าซอยตันซะเอง

อย่างไรก็ตาม การที่พรรคพลังประชาชนยอมถอยสุดซอย สั่งเบรกญัตติแก้รัฐธรรม- นูญไม่ให้เข้าไปอาละวาดในสภาฯ

และการที่รัฐบาลยอมตกลงตามข้อเสนอ ของฝ่ายค้านให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญของสภาฯ เพื่อศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ได้ข้อยุติร่วมกัน

ทำให้กระแสต่อต้านการแก้รัฐธรรมนูญลดลงพอสมควร

“แม่ลูกจันทร์” เห็นว่าถ้ามีการตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษารัฐธรรมนูญชุดใหญ่ของสภาฯ ซึ่งประกอบด้วยฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน และนักวิชาการที่เป็นกลางไม่เกิน 60 คน

กำหนดกรอบเวลาศึกษารัฐธรรมนูญไม่เกิน 60 วัน หรือ 90 วัน

ย่อมดีกว่าใช้เสียงข้างมากลากไป

แม้จะทำให้การแก้รัฐธรรมนูญต้องยืดเยื้อไปอีกหลายเดือน

ก็ยังคุ้มที่เสียเวลา

แต่ประเด็นที่ “แม่ลูกจันทร์” ขอเสนอ เพิ่มเติมก็คือ เมื่อมีการตั้งคณะกรรมาธิการร่วมของสภาฯ เพื่อศึกษาการแก้รัฐธรรมนูญ อย่างเป็นทางการ

การจัดออกเสียงประชามติรัฐธรรมนูญก็อาจไม่จำเป็น

ถือว่าคณะกรรมาธิการวิสามัญของสภาฯ ทำหน้าที่แทนประชาชน

จะแก้รัฐธรรมนูญประเด็นใด? ทำไมถึงต้องแก้? และจะแก้เป็นอย่างไร? ก็อยู่ที่ คณะกรรมาธิการ 60 คน จะเป็นผู้ตัดสินใจ

อย่างน้อยก็ประหยัดเงินงบประมาณที่ใช้จัดลงประชามติอีกก้อนโต!!

ข้อสำคัญ...ถ้ามีการจัดออกเสียงประชามติก็ยังรับประกันไม่ได้ว่างบ ประมาณสองพันล้านจะคุ้มค่าที่เสียไป??

เพราะ ก.ม.กำหนดให้ประชาชนออก เสียงประชามติ “ต้องไม่น้อยกว่า 50 เปอร์เซ็นต์” ของจำนวนผู้มีสิทธิออกเสียงทั่วประเทศ 45 ล้านคน

ถ้าประชาชนไปออกเสียงประชามติ “น้อยกว่า 50 เปอร์เซ็นต์” ถือว่าการลงประชามติไม่มีผล...

เงินสองพันล้านบาทก็ต้องสูญฟรี!!

ก็อีหรอบเดียวกับตอนรัฐบาลทักษิณ ประกาศยุบสภาฯ แล้วพรรคประชาธิปัตย์ บอยคอตไม่ลงเลือกตั้ง ฉะนั้นแล

งบเลือกตั้งสองพันล้านบาทที่เสียไป ป่านนี้ยังไม่ได้คืน.

แม่ลูกจันทร์



รัฐบาลเตรียมออกมาตรการทางกฎหมายมาใช้กับกลุ่มผู้ชุมนุมหากตำรวจเจรจาไม่สำเร็จ


รัฐบาลเตรียมออกมาตรการทางกฎหมายมาใช้กับกลุ่มผู้ชุมนุมหากตำรวจเจรจาไม่สำเร็จ
พลตำรวจโทวิเชียรโชติ สุกโชติรัตน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่ารัฐบาลเตรียมใช้มาตรการทางกฎหมายรับมือกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อปรปะชาธิปไตย หากเจ้าหน้าที่ไม่สามารถเจรจาให้กลุ่มผู้ชุมนุม เคลื่นย้ายพื้นที่ชุมนุมได้ ทั้งนี้ยืนยันว่าจะไม่ใช้กฎหมายที่มีความรุนแรง รัฐบาลจะไม่นำพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรและพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินมาใช้
นอกจากนี้ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรียังระบุว่าการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรได้สร้างความเดือดร้อนในด้านการท่องเที่ยวทำให้นักท่องเที่ยวจากประเทศเกาหลีและญี่ปุ่น ซึ่งทำให้รัฐบาลต้องเสียรายได้ถึงร้อยละ 80 รวมถึงนักลงทุนจากประเทศออสเตเลียได้ระงับการเดินทางมาลงทุนในประเทศไทยด้วย เนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบในขณะนี้ และได้กล่าวถึงใบลาออกของนายจักรภพ เพ็ญแข อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีว่ามีผลในวันที่ 9 มิถุนายน เพราะต้องเตรียมงานเพื่อรองรับบุคคลที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งแทน ซึ่งขณะนี้ นายชูศักดิ์ ศิรินิล ทำหน้าที่รักษาการแทน