WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, June 6, 2008

นักมวยแจ้งตร.จับพันธมิตร ทำขาดทุนกว่า2 แสนต่อวัน

ตัวแทนนักมวยเวทีราชดำเนินแจ้งความขอให้ ตร. ดำเนินคดีกับ 5 แกนนำพันธมิตรฐานส่งเสียงรบกวน ปิดกั้นการจราจร ทำให้ขายบัตรไม่ได้ขาดทุนกว่าวันละ 2 แสนบาท

นายหิรัญ จารึกสม อายุ 48 ปี ตัวแทนนักมวยเวทีราชดำเนิน และในฐานะประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนของกลุ่มผ้ชุมชุมพร้อมด้วยนักมวยกว่า 20 คน ค่ายจ๊อกกี้ยิมเข้าแจ้งความกับ พ.ต.ท.สุวรรณ ผลอินทร์ พงส.สบ.3 สน.นางเลิ้ง ให้ดำเนินคดีกับแกนนำกลุ่มพันธมิตรทั้ง 5 คน แกนนำของกลุ่มชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ได้ร่วมกันบุกรุกทางสาธารณะ ปิดกั้นการจราจร วางสิ่งกีดขวางทางสาธารณะ ใช้เครื่องเสียงส่งเสียงดังรบกวนการเรียนของนักเรียนที่อยู่ในละแวกนั้น ทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนตั้งแต่วันที่ 25 พ.ค.ที่ผ่านมา การกระทำดังกล่าวเป็นการละเมิดกฏหมายแผ่นดิน ในฐานะประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจึงขอแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อให้ดำเนินคดีกับกลุ่ม 5 แกนนำ

นายหิรัญ จารึกสม ตัวแทนกลุ่มนักมวย เปิดเผยแทนนักมวยกว่า 20 ชีวิตว่า ในฐานะที่อยู่วงการมวย ตั้งแต่เริ่มมีการชุมชุมทำให้เวทีมวยราชดำเนิน ขายบัตรขาดทุนวันละกว่า 2 แสนบาท โปรโมเตอร์ต้องเอามวยคู่เอกที่เป็นแม่เหล็ก เพื่อเรียกคนดูส่วนมวยที่เริ่มไต่เต้าอย่างลูกน้องถูกยกเลิก ทั้งที่ซ้อมเตรียมพร้อมเป็นอย่างดี มีค่าใช้จ่ายตั้งแต่พี่เลี้ยง ซ้อมหลายวันก่อนที่จะขึ้นชกกลับมาไม่ได้ชกมันเสียอารมณ์ หมดกำลังใจรายได้ก็ไม่มี เด็กนักเรียน ก็ได้รับผลกระทบไปด้วย รวมถึงผที่ทำงานในละแวกนี้ อยากให้พันธมิตรเลิกชุมนุมเสียที

ด้านพนักงานสอบสวนสน.นางเลิ้งได้รับแจ้งลงบันทึกประจำวันเอาไว้ก่อนที่จะนำเสนอผ้บังคับบัญชาว่าจะออกหมายเรียกกลุ่มแกนนำพันธมิตรทั้ง 5 คนมารับทราบข้อกล่าวหา ตามที่ทัวแทนเข้าแจ้งความไว้หรือไม่ทางผ้บังคับบัญชาจะเป็นผู้ตัดสินใจ



นักธุรกิจเยอรมนีชะลอการลงทุน หวันเหตุการณ์ชุมนุมบานปลาย !

นักธุรกิจเยอรมนี ชะลอการลงทุนในไทย เนื่องจากห่วงสถานการณ์การเมือง ที่ยังมีการชุมนุมปิดถนนของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ขณะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ วิงวอนให้แกนนำฯเห็นแก่ประเทศโดยให้ยุติการชุมนุม

นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า การเดินทางมาที่กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี ได้พบทั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเยอรมนี และนักธุรกิจ ซึ่งต่างก็เป็นห่วงสถานการณ์การเมืองไทย โดยนักธุรกิจเยอรมนี ระบุว่า ต้องชะลอการลงทุนในประเทศไทยออกไปก่อน

เนื่องจากปัญหาสถานการณ์ในประเทศ ซึ่งกลุ่มผู้ชุมนุมอาจไม่รู้ตัวว่าทำลายประเทศ เพราะสื่อต่างประเทศได้กระจายข่าวไปทั่วโลก ดังนั้น จึงขอวิงวอนให้กลุ่มผู้ชุมนุมย้ายไปชุมนุมที่อื่นโดยไม่กีดขวางการจราจร และชุมนุมอย่างสงบ ถ้ารักประเทศชาติจริงก็ต้องยุติการชุมนุม หรือไม่สร้างความรุนแรง

ขณะที่การหารือกับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเยอรมนี นายนพดล เปิดเผยว่า ไทยและเยอรมนีเห็นชอบทำแผนปฏิบัติการร่วมกันในด้านการศึกษา รถไฟ และระบบโลจิสติกส์

นอกจากนี้ ยังมีความร่วมมือในด้านพลังงานทดแทน รวมทั้งยังรับปากที่จะหาทุนการศึกษาให้กับเยาวชนภาคใต้ เพื่อให้เยาวชนเหล่านั้นมีโอกาสได้เรียนรู้และศึกษาในด้านอื่น ๆ บ้าง นอกจากด้านศาสนา อีกทั้งยังมีการลงนามว่าด้วยความร่วมมือไตรภาคีไทย-เยอรมนี เพื่อให้ความช่วยเหลือลดช่องว่างระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนใหม่และเก่าในด้านการศึกษา ทรัพยากรมนุษย์ และพัฒนาขีดความสามารถ

ศุภชัย เตรียมยื่นหลักฐานให้ กกต.เอาผิดปชป.ฐานผิดต่อ พรบ.พรรคการเมือง

พลังประชาชนยืนกรานให้ ประชาธิปัตย์ ขับไล่ สส.ที่ขึ้นปราศรัยในเวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เป็นการกระทำที่ผิดหลักของ พรบ.พรรคการเมือง และอยากขอความชัดเจนจากพรรคประชาธิปัตย์ ถึงจุดยืนทางการเมืองที่ชัดเจน และไม่ได้อยู่เบื้องหลังของม็อบผู้ชุมนุม

นายศุภชัย ใจสมุทร รองโฆษกพรรคพลังประชาชน กล่าวถึงการเตรียมการยื่นหลักฐานให้กับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ เนื่องจากมี ส.ส.ของพรรคบางท่านร่วมขึ้นปราศรัยในเวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

และได้มีการเตรียมหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อที่จะยื่นให้กับ กกต. เพื่อให้ทาง กกต. พิจารณายุบพรรคประชาธิปัตย์เนื่องจากได้กระทำความผิด พ.ร.บ.พรรคการเมือง เพราะมี ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ไปร่วมกับเวทีพันธมิตร

โดยหนึ่งในจำนวนนั้นคือ นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ส.ส.สัดส่วน และมีการตั้งข้อสงสัยว่า ส.ส.และพรรคประชาธิปัตย์ มีส่วนสนับสนุนด้วยหรือไม่ ประกอบกับอดีตผู้สมัคร ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์หลายคนขึ้นเวทีพันธมิตร ด้วย อาทิ นายประพันธ์ คูณมี และนายสำราญ รอดเพชร อดีตผู้สมัคร ส.ส.กทม. จึงอยากให้พรรคประชาธิปัตย์แสดงความชัดเจนว่ายังเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตยอยู่ โดยการขับ ส.ส.ที่เกี่ยวข้องกับพันธมิตรออกจากพรรค

ทั้งนี้ ตนมีหลักฐานว่า ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์อีกหลายคนได้ให้การสนับสนุนกลุ่มพันธมิตรอยู่เบื้องหลัง

“เฉลิม” ซัด พันธมิตรฯ พูดพล่ามถึงปล่อย สั่งทนายฟ้องแน่ !

รมว.มหาดไทยงดแสดงความคิดเห็นต่อพันธมิตรฯ สั่งทนายความจัดการหากมีการพาดพิง พร้อมให้ยุติบทบาทกดดันเจ้าหน้าที่ศาล ถือเป็นเรื่องไม่เหมาะสม

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่าจะไม่แสดงความเห็นพาดพิงพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยอีก แต่เชื่อว่าคนไทยด้วยกันจะสามารถเจรจากันได้ และส่วนตัวจะหันไปทำงานในหน้าที่รับผิดชอบให้มากขึ้น ส่วนการชุมนุมของพันธมิตรฯ หากมีการพาดพิงถึงก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของทนายความ หากดำเนินการฟ้องร้องใครได้ก็จะทำ

นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยยังกล่าวถึงม็อบดาวกระจายของพันธมิตรฯ ซึ่งไปกดดันเจ้าหน้าที่ศาลและจุดอื่นๆ ว่าเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่า ไม่มีใครขอร้องให้ยุติบทบาท

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ยังกล่าวถึงกระแสข่าวกรณีที่นายกรัฐมนตรีจะเดินทางไปประชุมที่จังหวัดเชียงใหม่ และอาจมีการพบกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า ไม่เกี่ยวกับเรื่องการปรับคณะรัฐมนตรี เพราะหากจะคุยในเรื่องดังกล่าว คงไม่จำเป็นต้องไปถึงจังหวัดเชียงใหม่



สมาพันธ์คนรากหญ้า เปิดเวทีใหญ่ต้านพันธมิตรฯ พรุ่งนี้


กลุ่มสมาพันธ์คนรากหญ้าภาคเหนือ นำป้ายผ้าเขียนข้อความเชิญชวนประชาชนออกไปร่วมชุมนุมต่อต้านการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ลานเอนกประสงค์ประตูท่าแพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ในวันพรุ่งนี้ โดยนำป้ายไปติดไว้ที่ว่าการอำเภอดอยสะเก็ด และสถานที่ต่างๆ

นายพรหมศักดิ์ แสนโพธิ์ ประธานสมาพันธ์คนรากหญ้าภาคเหนือ เปิดเผยว่า ได้ทำหนังสือขออนุญาตใช้สถานที่ ที่ประตูท่าแพ ไปยังเทศบาลนครเชียงใหม่แล้ว แต่ยังไม่ได้รับคำตอบ หากไม่ได้รับอนุญาตจะย้ายเวทีปราศรัยไปบริเวณอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ หรือหน้าโรงแรมแกรนด์วโรรสแทน พร้อมกับเรียกร้องประชาชนที่ต้องการแสดงพลังประชาธิปไตย ไปร่วมชุมนุมแสดงจุดยืนต่อต้านกลุ่มพันธมิตร


คตส.ยันไม่รอคำชี้ขาดศาลรธน.รั้นเดินหน้าทำงานต่อ

"กล้าณรงค์ " ไม่สนคำท้วงให้พักงาน ยันเหตุ คตส.ยังไม่หมดวาระ หรือศาลรัฐธรรมนูญยังไม่มีคำวินิจฉัย จะไม่หยุดทำงานแน่ อ้างกลัวผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

จากกรณีที่กลุ่มพลเมืองภิวัฒน์ ต้องการให้ คตส.ระงับการปฏิบัติหน้าที่ตามประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ คปค. ฉบับที่ 30 ภายใน 7 วัน พร้อมส่งคดีต่าง ๆ ที่ยังตรวจสอบและไต่สวนไม่เสร็จสิ้นให้กับคณะกรรมการ ป.ป.ช. ดำเนินการต่อ รวมทั้งยุติการใช้เงินของรัฐด้วย เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหาย เนื่องจากการแต่งตั้ง คตส. อยู่ระหว่างรอศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่

ด้าน นายกล้านรงค์ จันทิก กรรมการ คตส. เปิดเผย สำนักข่าว ไอเอ็นเอ็น ถึงกรณีที่ น.ส.ศิริวารี ลำเพย เลขาธิการกลุ่มพลเมืองภิวัฒน์ และพวก เข้ายื่นหนังสือถึงกรรมการ คตส.ทั้ง 11 คนโดยเรียกร้อง คตส.หยุดการปฏิบัติหน้าที่ โดยยืนยันว่า คตส.จะหยุดทำหน้าที่ได้ด้วยเหตุผล 2 ประการเท่านั้นคือ มีคำวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญออกมา หรือ คตส.หมดวาระการทำงาน นอกจากนั้นถือว่าไม่เข้าข่าย ซึ่งหากหยุดไปตอนนี้ก็ถือว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

เมื่อถามถึงกรณีที่มีการเรียกร้องให้ คตส.ชี้แจงบัญชีรายจ่าย นายกล้านรงค์ กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ ฝ่ายสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินต้องปฏิบัติอยู่แล้ว และจะเป็นไปตามเอกสารหลักฐานต่างๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่ฝ่ายธุรการอาจจะไม่ทราบ

ส่วนกรณีที่ คตส.ถูกออกหมายเรียกนั้น นายกล้านรงค์ กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจนอกจากจะมาส่งหมายที่ สำนักงาน คตส.แล้ว และยังใช้รถตำรวจตระเวนส่งหมายไปตามบ้านของคณะกรรมการแต่ละคนด้วยซึ่งก็ทำให้ประชาชนแตกตื่นพอสมควรเช่นกัน

ชี้ เอเอสทีวี แพร่ภาพทำชาติแตกแยก/จับตาพันธมิตรฯดิ้นต่ออายุคุ้มครอง

ประชาชนเหยียบ 2 พันคน เกือบห้าทุ่มยังไม่ถอยเวทีสภาสนามหลวง แกนนำ คปพร.ให้จับตาจันทร์นี้ เอเอสทีวี สิ้นสุดการคุ้มครองชั่วคราว วอนผู้ใหญ่บ้านเมืองสกัดแพร่ภาพ ก่อนยั่วยุทำชาติแตกเป็นเสี่ยง

เมื่อช่วงเวลา 10.30 น. ที่ผ่านมา นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท หนึ่งในคณะกรรมการประชาชนเพื่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 (คปพร.) กล่าวไว้ตอนหนึ่งบนเวทีสภาสนามหลวง ว่า ในวันจันทร์ที่ 9 มิ.ย.นี้ ขอให้ประชาชนติดตามให้ดี เพราะจะถึงวันครบกำหนดที่ศาลปกครองให้การคุ้มครองชั่วคราวสถานีโทรทัศน์ดาวเทียม เอเอสทีวี (ASTV) ในเครือของหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ที่ก็ยังไม่ทราบว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป เพราะเชื่อแน่ว่า กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่มีนายสนธิ ลิ้มทองคงกุล เป็นหัวขบวน และเป็นผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ คงจะไม่ยอมแน่ และคงต้องออกมาใช้เล่ห์เพทุบายทุกวิถีทางเพื่อให้ เอเอสทีวี สามารถเแพร่ภาพได้

อย่างไรก็ตาม นายวิภูแถลง กล่าวด้วยว่า หาก เอเอสทีวี ยังสามารถดำเนินการได้ เชื่อว่าสังคมไทยจะเกิดความแตกแยกขึ้นอย่างไม่สิ้นสุด เพราะการนำเสนอข่าว ยั่วยุให้เกิดความรุนแรง โดยปราศจากมูลความจริงหลายเรื่อง

“จะเห็นได้ว่า ที่ผ่านมา เอเอสทีวี ยอมลงทุนเรื่องจานรับสัญญาณดาวเทียมออกไปทั่วประเทศ ประชาชนบางกลุ่มบางหมู่ เมื่อถูกกรอกหูในสิ่งที่ผิดๆ ทุกวัน ก็หลงเชื่อไปได้ นั่นคือเป้าหมายของ นายสนธิ ที่อาจก่อให้เกิดความแตกแยก เหมือนในอดีตของประเทศอื่นๆ ที่มีฝ่ายเหนือ ฝ่ายใต้ได้ ก็ขอให้ผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมือง รวมทั้งประชาชนในทุกที ตระหนักถึงเรื่องนี้ให้ดี” นายวิภูแถลง กล่าว

อนึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่า ขณะนายวิภูแถลง ขึ้นกล่าวปราศรัย เมื่อช่วงเวลาประมาณ 22.30 น. ประชาชนยังคงยืนหยัดรับฟังอยู่ประมาณ 2 พันคน

จากเสื้อสีเหลืองถึงผ้าพันคอสีฟ้า สัญญาณมรณะถึงสนธิ ลิ้มทองกุล

คนจำนวนไม่น้อยพากันสงสัยว่าทำไมสนธิ ลิ้มทองกุล ต้องผูกพ้าพันคอสีฟ้าขึ้นเวทีพันธมิตรปลุกระดมขับไล่รัฐบาล

สนธิ ต้องการสื่อให้เข้าใจว่าอย่างไร?

ผ้าพันคอสีฟ้าผืนนี้ต้องมีความสำคัญอย่างมาก สำหรับสนธิ ...ผู้พบเห็นทุกคนย่อมคิดไปในทางเดียวกัน เพราะไม่เช่นนั้น สนธิ คงไม่นำมาผูกติดคอแล้วขึ้นโชว์บนเวทีทุกวัน

หากจำกันได้ ก่อนการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 สนธิ เคยผูกพ้าคอสีฟ้าในลักษณะเดียวกันนี้ ออกมานั่งแถลงข่าว พร้อมกับโชว์กระเป๋าถือหนึ่งใบ และบอกว่าได้รับมาพร้อมกับเงิน 2 แสนบาท โดยผู้มอบให้ มีเจตนาที่จะสนับสนุนการชุมนุมขับไล่รัฐบาลทักษิณ ชินวัตร

สนธิ ไม่กล้าพูดชัดว่าได้รับผ้าพันคอสีฟ้ามาจากใคร รวมทั้งกระเป๋า และ เงินสองแสนบาทในกระเป๋า ก็บอกไม่ได้ว่าได้มาจากไหน เพียงแต่แสดงให้เห็นว่าของสองสิ่งและเงินสองแสนที่ได้รับมา มีความหมายสูงสุดสำหรับตนที่จะใช้เป็นสื่อสัญลักษณ์การขับไล่รัฐบาลทักษิณ ชินวัตร

สนธิ เป็นนักสื่อสารมวลชนที่เชี่ยวชาญการใช้สื่อสัญลักษณ์มากที่สุดคนหนึ่ง แต่นำความเก่งกาจ เชี่ยวชาญมาใช้ในทางที่ผิด และทำให้ผู้คนสับสน หลงผิด เข้าใจผิด และทำให้เกิดอุปาทานหมู่

หลังการรัฐประหารผ่านพ้นไป ผ้าพันคอสีฟ้าถูกเก็บไป ไม่มีใครพูดถึงอีก ไม่มีใครได้เห็นอีก แม้แต่สนธิ ก็ไม่เคยนำมาผูก หรือโชว์ให้ใครได้เห็นอีก กระทั่งวันก่อม็อบพันธมิตรปิดถนนราชดำเนิน ขับไล่รัฐบาลสมัคร สุนทรเวช สนธิ จึงปัดฝุ่นผ้าพันคอสีฟ้าแล้วนำมาผูกติดคออีกครั้งหนึ่ง

แม้จะไม่กล้าพูดชัด แต่สนธิ ก็พยายามที่จะสื่อแสดงให้เห็นว่า ผ้าพันคอสีฟ้า มีความหมาย มีความสำคัญอย่างยิ่ง สำหรับการต่อสู้ของตนทั้งสองครั้งสองครา

หากจะพูดกันอย่างไม่เกรงหน้าอินทร์หน้าพรหม ก็ต้องบอกว่าสนธิ พยายามทำให้ผู้พบเห็นผ้าพันคอสีฟ้าผืนนั้น เข้าใจไปเองว่าได้รับพระมหากรุณาธิคุณ เป็นการสร้างภาพว่าตนเองมีความอิงแอบแนบชิดกับสมเด็จพระบรมราชินีนาถ หรือ อย่างน้อยก็ต้องเป็นบุคคลที่ใกล้ชิดกับสถาบันเบื้องสูง ซึ่งเป็นกลอุบายที่สนธิ ใช้มาโดยตลอด นับตั้งแต่เริ่มก่อม็อบปลุกระดมประชาชนให้เข้าใจผิด ว่าได้รับการสนับสนุนจากสถาบันเบื้องสูง ในการออกมาเคลื่อนไหวขับไล่รัฐบาลทักษิณ ชินวัตร เรื่อยมาจนถึงรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช

จะเว้นก็เพียงในช่วงรัฐบาลสุรยุทธ์ จุลานนท์ เท่านั้น ที่สนธิ ไม่กล้าอ้างสถาบันเบื้องสูง ไม่กล้าสร้างภาพให้เห็นว่ามีความอิงแอบแนบชิดกับสถาบัน

แม้ว่าจะไม่พอใจพล.อ.สุรยุทธ์ อยู่หลายครั้ง ที่ไปขัดผลประโยชน์ทางธุรกิจ และไม่ทำตามข้อเรียกร้องของตนเอง แต่สนธิก็ไม่กล้าใช้สัญลักษณ์ ผ้าพันคอสีฟ้า และ เสื้อสีเหลือง เป็นส่วนหนึ่งในการโจมตีกล่าวหาใส่ร้ายพล.อ.สุรยุทธ์ เนื่องเพราะพล.อ.สุรยุทธ์ เป็นอดีตองคมนตรี (ก่อนเป็นนายกรัฐมนตรี) เป็นบุคคลที่มีภาพความสัมพันธ์กับสถาบันเบื้องสูงแจ่มชัด และเชื่อถือได้ มากกว่าตนเอง มากมายหลายเท่า จนเปรียบเทียบกันไม่ได้ และไม่สามารถจะหลอกลวงใครได้ว่า สถาบันเบื้องสูงมีส่วนเกี่ยวข้องกับการแสดงความไม่พอใจของตนที่มีต่อพล.อ.สุรยุทธ์ ดังเช่นที่กระทำต่อรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร

การสร้างภาพให้คลุมเครือ ไม่ชัดเจน ของสนธิ ผ่านสัญลักษณ์ เสื้อสีเหลือง และ ผ้าพันคอสีฟ้า มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ประชาชนเข้าใจผิด และตีความไปต่างๆ นาๆ เช่นที่กำลังเป็นอยู่ในขณะนี้ เป็นบนถนัดของสนธิ เป็นความารถพิเศษของนักสื่อสารมวลชนที่มากเล่ห์คนนี้ ชนิดที่ไม่มีใครกล้าทำ แม้แต่คิดก็ยังหาคนเสมอเท่าได้ยากนัก

ทว่า กลอุบายการสร้างภาพความสัมพันธ์ที่คลุมเครือ ไม่ชัดเจน ระหว่างตนกับสถาบันเบื้องสูง โดยผ่านสื่อสัญลักษณ์ที่ไม่มีที่มาที่ไป ไม่ปรากฎชัดแจ้งถึงผู้มอบให้ ไม่ระบุชัดเจนถึงกระบวนการ และพิธีกรรมการได้มา เช่นนี้ กลับเป็นอุบายที่ทรงอาณุภาพ และมีพลังแห่งการทำลายล้างที่รุนแรงอย่างยิ่ง เมื่อนำมาใช้เป็นเครื่องมือปลุกระดมมวลชนที่ขลาดเขลาเบาปัญญา ไม่ต้องการการพิสูจน์ความจริงหรือความเท็จ ก่อนที่จะเชื่ออย่างหัวปักหัวปำ

กุศโลบาย "หลังพิงวัง" ของสนธิ โดยผ่านสื่อสัญลักษณ์ ผ้าพันคอสีฟ้า และเสื้อสีเหลือง น่าจะเป็นยุทธวิธีที่มีพลังแห่งการทำลายล้าง และเป็นเครื่องมือแห่งการได้มาซึ่งชัยชนะที่มีต่อทุกคน ทุกกลุ่ม ทุกรัฐบาล ที่สนธิ กำหนดสถานะให้เป็นศัตรูที่เขาต้องทำลายล้าง ได้อย่างไม่ยากเย็น หากว่ากุศโลบายนี้ไม่ถูกเปิดเผยความจริงจากศาลสถิตยุติธรรม ซึ่งอ่านคำพิพากษาคดีความคดีหนึ่งที่ สนธิ ลิ้มทองกุล เป็นจำเลย เสียก่อน

ศาลในพระปรมาภิไธยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อ่านคำพิพากษาคดีที่สนธิ ถูก ทักษิณ ชินวัตร ฟ้องหมิ่นประมาท และศาลตัดสินจำคุก 3 ปี โดยไม่รอลงอาญา พร้อมกับชี้แจงเหตุผลของการไม่รอลงอาญา ว่า

"การแต่งการของจำเลยที่ 1 ไม่ว่าสีของเสื้อที่ใช้สีเหลือง อันเป็นสีประจำพระองค์ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และตัวอักษรที่หน้าอกเสื้อคำว่า"เราจะสู้เพื่อในหลวง" ก็ดี ล้วนพยายามสร้างภาพของโจทก์ และผู้สนับสนุนโจทก์ ให้มีภาพยืนอยู่ตรงข้ามกับสถาบันพระมหากษัตริย์ และพยายามสร้างภาพของจำเลยกับพวกให้อิงแอบแนบชิดกับสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นสถาบันสูงสุดที่ประชาชนคนไทยทุกหมู่เหล่าต้องเทิดทูน เพื่อแสดงให้เห็นว่าโจทก์กับพวก ไม่จงรักภักดี ทำตัวเสมอพระมหากษัตริย์ หรือไม่ถวายพระเกียรติพระมหากษัตริย์ เป็นการแยกประชาชนคนไทยที่จงรักภักดีบางส่วน ให้เป็นฝ่ายตรงข้ามสถาบันพระมหากษัตริย์ นับเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อประเทศชาติ

การที่จำเลยที่ 1 พยายามดึงสถาบันพระมหากษัตริย์อันเป็นที่เคารพ เทิดทูนสูงสุดของประชาชนทุกหมู่เหล่า มาเป็นเครื่องมือในการกำจัดโจทก์กับพวก ในทางการเมือง ในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พฤติการณ์แห่งคดีมีลักษณะร้ายแรง และเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่บุคคล หรือคณะบุคคลอื่นๆ อีกต่อไป จึงไม่รอการลงโทษจำเลยที่ 1"

คำพิพากษาของศาล ที่แจ้งเหตุการไม่รอลงอาญาสนธิ ลิ้มทองกุล ระบุชัดว่าพฤติกรรมปลุกระดมประชาชนให้เข้าใจผิดว่า ตนเองมีความใกล้ชิดและอิงแอบแนบชิดกับสถาบันเบื้องสูง เพื่อแสดงให้เห็นว่าคนที่เป็นฝ่ายตรงข้ามกับตนเอง เป็นผู้ไม่จงรักภักดี เป็นฝ่ายตรงข้ามสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นพฤติกรรมที่เป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อประเทศชาติ

คำพิพากษาของศาล ยังทำให้เห็นภาพของสนธิ ชัดเจนยิ่งขึ้นอีกว่าสนธิ พยายามที่จะดึงสถาบันพระมหากษัตริย์ มาเป็นเครื่องมือทางการเมืองของตนเอง เพื่อกำจัดศัตรูฝ่ายตรงข้ามของตนเอง ซึ่งผิดหลักการของการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จัดเป็นพฤติกรรมที่มีลักษณะร้ายแรง ไม่ควรปล่อยไว้ให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่บุคคล หรือ คณะบุคคลอื่นๆ อีกต่อไป จึงเป็นเหตุที่ไม่ควรบรรเทาโทษ หรือรอการลงโทษ

คำพิพากษาของศาลในพระปรมาภิไธยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2550 มีความแจ่มชัดอย่างยิ่ง เป็นยิ่งกว่าแว่นขยายที่ทำให้เห็นพฤติกรรมของสนธิ ชัดเจนโดยทั่วกัน เป็นยิ่งกว่าน้ำยาเช็ดเลนส์ตาของคนไทยทั้งชาติ ที่สนธิ ทำให้ขุ่น พร่ามัว ด้วยน้ำลายอันเป็นพิษ ทำให้ความคลุมเครือ ความไม่ชัดเจนที่สนธิ สร้างไว้เพื่อเป็นกุศโลบาย พังทลายลงโดยพลัน

คำพิพากษาของศาล หากพูดภาษาชาวรากหญ้า ก็ต้องบอกว่า

ที่แท้แล้ว... สนธิ หาใช่ผู้จงรักภักดี ไม่ หากแต่เป็นผู้ใช้ความจงรักภกัดีของประชาชนที่มีต่อพระมหากษํตริย์ มาเป็นเครื่องมือหลอกลวงปลุกระดมประชาชน ให้หลงเชื่อตัวเอง

ที่แท้แล้ว... สนธิ หาใช่ผู้มีความปรารถนาดี เจตนาดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ หากแต่ใช้สถบันพระมหากษัตริย์ เป็นเครื่องมือ เพื่อตอบสนองเจตนาอันชั่วร้าย และความปราราถนาอันบัดซบของตนเอง เป็นสำคัญ

ที่แท้แล้ว... สนธิ หาใช่ผู้ปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ หากแต่เป็นผู้ที่นำสถาบันพระมหาษัตริย์ มาปกป้องและเป็นเครื่องมือทางการเมืองของตนเอง

ที่แท้แล้ว... สนธิ หาใช่ผู้พิทักษ์รักษาระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข หากแต่เป็นผู้ทำลายล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

ที่แท้แล้ว... สนธิ หาใช่บุคคลที่จะเป็นเยี่ยงอย่างแก่บุคคล หรือคณะบุคคลทั่วไปได้ หากแต่เป็นบุคคลที่มีพฤติการณ์ชั่วร้าย ที่ไม่สมควรจะปล่อยไว้เป็นเยี่งอย่างแก่ใครอีกต่อไป

ที่แท้แล้ว... สนธิ หาใช่บุคคลที่สมควรได้รับคำสรรเสริญ เยินยอ เชิดชู หากแต่เป็นบุคคลที่สมควรได้รับกสนลงโทษตามคำพิพากษาของศาล

ที่แท้แล้ว... สนธิ หาใช่บุคคลที่ควรจะมีอิสระเสรีภาพในการทำลายล้างบุคคลอื่นตามความพึงพอใจของตนเอง หากแต่เป็นบุคคลที่ต้องถูกจองจำกักขังควบคุมตัวไว้ในเรือน จำ อันเนื่องแต่พฤติกรรมการกระทำความผิดของตนเองดังที่ศาลได้พิพากษาแล้ว

ที่แท้แล้ว... สถานที่อันเหมาะสมแก่สนธิ จึงไม่ใช่ถนนราชดำเนิน ถนนแห่งการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย หากแต่เป็นเรือนจำ จุดสุดท้ายของเหล่าอาชญากร และผู้ก่อการร้าย กระทำความชั่ว ความผิดต่อแผ่นดิน

จากพฤติการณ์ปลุกระดมประชาชน ด้วยสื่อสัญญลักษณ์ "เสื้อสีเหลือง" อันนำมาสู่คำพิพากษาดังปรากฎข้างต้นนี้ จึงเป็นเหตุให้ต้องพิจารณาให้ดีถึงผ้าพันคอสีฟ้า สื่อสัญญลักษณ์ชิ้นใหม่ที่สนธิ นำมาใช้หลอกลวงประชาชนให้หลงเชื่อ เข้าใจผิด อยู่ในขณะนี้ ว่า เป็นพฤติ การณ์ชั่วร้ายลักษณะเดียวกันหรือไม่ และเป็นพฤติการณ์ที่แสดงให้เห็นถึงความไม่หลาบจำ ไม่สำนึกในการกระทำความผิดของตนเองใช่หรือไม่ เป็นพฤติการณ์ที่ศาลพึงพิจารณาว่าเป็นการท้าทายต่อคำพิพากษาของศาลใช่หรือไม่

อันเป็นที่มาของคำถามที่ท้าทายต่อสนธิ ลิ้มทองกุล ว่า "กล้าพูดหรือไม่ว่า ผ้าพันคอสีฟ้า เป็นของผู้ใด ได้มาอย่างไร และผู้มอบให้มีความเกี่ยวข้องเช่นไรกับการปลุกระดมมวลชนขับไล่รัฐบาลในขณะนี้"

ย้อนกลับไปอ่านคำพิพากษาของศาล เขียนไว้ชัดว่า "สถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นสถาบันสูงสุดที่ประชาชนคนไทยทุกหมู่เหล่าต้องเทิดทูน ...การแยกประชาชนคนไทยที่จงรักภักดีบางส่วน ให้เป็นฝ่ายตรงข้ามสถาบันพระมหากษัตริย์ นับเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อประเทศชาติ"

ด้วยเหตุที่ศาลเป็นสถาบันซึ่งปฏิบัติหน้าที่ ในพระปรมาภิไธยในพระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัว จึ่งย่อมต้องคำนึงสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นสำคัญสูงสุด และเป็นสถาบันซึ่งแสดงออกถึงพระราชประสงค์ ได้เป็นอย่างดีว่า ทรงไม่ต้องการให้คนไทยแตกแยกกัน และไม่ต้องการให้รำสถาบันเบื้องสูง มาเป็นเครื่องมือสร้างความแยก เนื่องจากสถาบันเบื้องสูงเป็นสถาบันที่คนไทยทุกคนเคารพเทิดทูน ไม่มีการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย ว่าใครเคารพ ใครไม่เคารพ

ผมจึงไม่เชื่อว่า ผ้าพันคอสีฟ้า ที่สนธิ ลิ้มทองกุล ผูกโชว์ทุกวัน จะมีความหมายมากไปกว่าผ้าธรรมดาผืนหนึ่ง ที่สนธิ เป็นเครื่องมือ เป็นสื่อสัญญลักษณ์เพื่อให้ประชาชนเข้าใจผิดไปเอง ด้วยเจตนาอันชั่วร้ายของสนธิ ที่พยายามปรักปรำฝ่ายตรงข้ามของตนเอง ว่าไม่จงรักภักดี และยกย่องตนเองเป็นผู้ที่ได้รับความไว้วางใจสูงสุด

ผมไม่เชื่อว่าผ้าพันคอสีฟ้า บนคอสนธิ ลิ้มทองกุล จะเป็นสื่อสัญญลักษณ์ ที่สร้างความแตกแยกให้แก่คนไทย และแผ่นดินไทยได้ และไม่อาจจะทำให้คนไทยเข้าใจผิด ดังที่สนธิ ต้องการ อีกทั้งไม่อาจจะเป็นเครื่องมือที่นำไปสู่การทำลายความเคารพเทิดทูนที่คนไทยทุกคนมีต่อสถาบันเบื้องสูงได้

เหตุที่ผมไม่เชื่อ ก็เพราะ

  1. ผมไม่เชื่อว่าสถาบันเบื้องสูง ต้องการให้คนไทยแตกแยกกันดังเช่นสนธิ กำลังก่อการตอกลิ่มใส่หัวใจและบนแผ่นดินไทย
  2. สถาบันเบื้องสูง เป็นสถาบันที่มีความศักดิ์สิทธิ์ สง่างาม เป็นที่เคารพสักการะเทิดทูน ของคนไทยทั้งชาติ และคนทั่วโลกที่ได้ประจักษ์พระบารมีและพราชจริยาวัตรงดงาม เป็นสถาบันที่ทรงดำเนินการทุกกรณีด้วยเปิดเผย โปร่งใส ไม่ใช่ด้วยความคลุดเครือ ไม่ชัดเจน ดังที่สนธิ กำลังสร้างภาพจนพร่ามัว

แต่ผมเชื่อว่าสักวันหนึ่ง ผ้าพันคอสีฟ้าผืนนั้น จะเป็นผ้าผูกคอตายของนายสนธิ ลิ้มทองกุล

อยู่ที่ว่านายสนธิ ลิ้มทองกุล จะเป็นผู้ผูกด้วยตนเอง หรือ ประชาชนจะร่วมกันผูกให้

เพื่อเป็นจุดจบและอนุสรณ์ให้แก่ผู้ที่มีพฤติการณ์ชั่วร้าย ใช้สถาบันพระมหา กษัตริย์เป็นเครื่องมือทางการเมือง เพื่อประโยชน์แห่งตนเอง มิให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่คนรุ่นหลังอีกต่อไป


ฟ้าฟื้น

จาก thai-grasstoots

อยู่ก็แพ้

เพราะรู้ว่า..หากยังเดินหน้าปิดถนนปล้นความผาสุกของชาวบ้านต่อไปแบบนี้..พันธมิตรเพื่อประชาธิปไตยก็จะมีเส้นทางเดินไปเหมือนกับศูนย์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย

หลังชนะศึกวันมหาวิปโยค

เรื่องของการทำม็อบไม่มีใครรู้ดีเท่ากับคนที่ทำม็อบ..ม็อบก็เหมือนกับการทำฝนเทียม ก่อนอื่นจะต้องมีฐานแห่งการเริ่มต้น หรือจะต้องมีน้ำในบรรยากาศ

จากนั้น ก็จะต้องลงทุนใส่ตัวเร่งปฏิกิริยาเข้าไป จนกลายเป็นเมฆใหญ่แล้วถึงจะให้เป็นฝน

ม็อบ..ก็เช่นกัน จะต้องมีเนื้อเรื่องที่ปลุกได้ จะต้องใช้ม็อบจัดตั้งเป็นตัวเร่ง ก่อนจะกลายเป็นม็อบใหญ่ไว้ใช้พลิกแผ่นดิน

พันธมิตรประชาธิปไตย..ก็เจียนอยู่เจียนไปเมื่อก่อน 19 กันยายน 2549..แต่เพราะมีกองทัพมารับลูกไปก่อน..พันธมิตรประชาธิปไตยจึงรอดพ้นจากการถูกน็อก..

ทันทีที่รัฐบาลใหม่ที่กลายร่างมาจากรัฐบาลเก่าเกิดขึ้นมา..ก็แน่นอนว่าผู้ชนะเมื่อ 19 กันยา ย่อมรับในสิ่งนี้ไม่ได้..การต่อสู้กันใหม่จะต้องเกิดขึ้น ไม่ทางหนึ่งก็ทางใด ไม่เหตุใดก็เหตุหนึ่ง

การดิ้นรนแก้รัฐธรรมนูญ..เป็นสาเหตุ..และเมื่อได้เหยื่ออีกชิ้น คือ จักรภพ เพ็ญแข..ฐานเมฆย่อมเกิดขึ้น พันธมิตรประชาธิปไตย..จึงเปิดศึกหน้าใหม่ ใช้ม็อบสร้างเดินหน้าเหมือนใส่สูตรเคมีใส่เมฆสร้างฝน

แต่น้ำในอากาศมันน้อยเกินไป ใส่ตัวเร่งเข้าไปเท่าไหร่..มันก็ได้เมฆแค่รูปร่าง ยังห่างจากการควบแน่นเป็นแผ่นฝน..ขืนยังบินวนโปรยตัวเร่งเข้าไป มันก็มีแต่รายจ่าย คือ งบประมาณ..

ยังดื้อรั้นต่อไป..มันก็ตายที่งบประมาณ

จะรุกบุกถึงล้มรัฐบาล..ประชาชนก็ยังไม่ร่วมด้วย แถมยังเริ่มปฏิกิริยาตีกลับ..ไม่ยอมรับความวุ่นวาย อยากจะให้แผ่นดินมันสงบ..

ขืนยังอยู่ต่อไป..จะกลายเป็นส่วนเกินของแผ่นดิน..

จึงต้องสร้างหนทางแลนดิ้งขึ้นมา..จะพาม็อบกลับเข้าที่..

แต่ดูเหมือนว่า..ฝ่ายพลังประชาชนจะอ่านแผนออก..จึงสร้างเรื่องจะแก้รัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่ หลอกให้พันธมิตรประชาธิปไตย..ค้างอยู่บนถนนให้ประชาชน..เพิ่มดีกรีความเกลียดชัง..

ยิ่งใส่แผนจะสลายแล้วไม่กล้า..ยิ่งเป็นสุดยอดวิชา..

พันธมิตรประชาธิปไตย..ยิ่งใส่บังเกอร์วางลวดหนามจะยึดถนนเป็นการถาวร..ก็ยิ่งเข้าทางพลังประชาชนคนเป็นรัฐบาล

ก็ต้องดูต่อไป..พล.ต.จำลอง ศรีเมือง จะแก้เกมอย่างไร..เมื่อเขาวางหมากให้..ถอยก็แย่ อยู่ก็แพ้ แบบนี้

พญาไม้

//////////////////////////


คอลัมน์:พญาไม้ทูเดย์...จากหนังสือพิมพ์บางกอกทูเดย์ วันที่ 7 มิ.ย. 2551

พญาไม้


จาก thai-grassroots.com

บทไหว้ครู..จากใจผู้สืบทอด



การจากไปอย่างไม่มีวันกลับของ Hi-thaksin และ การเก็บดาบแบบถาวรของประดาบ เป็นการจำพรากที่สร้างความสะเทือนใจให้แก่ชุมชนประชาธิปไตยไซเบอร์ อยู่ไม่น้อย เพราะสิ่งที่ Hi-thaksin สร้างขึ้นให้ปรากฏต่อสายตาของทุกคนในช่วงเวลา 1 ปีเศษที่ผ่านมา ทำให้ทุกคนที่เคยเข้าไปสืบค้นหาข้อมูล เปิดหู เปิดตา สร้างปัญญา และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเพื่อนคู่คิด มิตรร่วมรบ ยากที่จะลืมเลือนได้ แม้ว่าในวันที่ จะลาจากกันไปแบบไม่หวนกลับคืนมาแล้วก็ตาม

แต่ก็เหมือนกับที่มีคำพูดของนักรบในอดีตที่บอกว่า "ตายสิบเกิดแสน" การล้มหายตายจากของ Hi-thaksin มิได้ทำให้ชุมชนประชาธิปไตยไซเบอร์ ท้อแท้ ถดถอย หรือ ทิ้งอุดมการณ์ หันหลังให้แก่จุดมุ่งหมายของตนแม้แต่น้อย

ตรงกันข้าม ความคึกคัก ฮึกเหิมของผู้คนจำนวนมาก ที่เคยเฝ้ารออ่านบทความของประดาบ ก็กลับกลายมาเป็นผู้นำเสนอบทความ แสดงความคิดเห็น ให้เป็นที่ประจักษ์และเผยแพร่ในเว็บไซต์ต่างๆ อย่างกว้างขวางมากขึ้น ส่งผลให้การแตกกอต่อยอดทางปัญญา เพื่อจุดมุ่งหมายรักษาประชาธิปไตย ให้อยู่ในระยะห่างพ้นภัยจากน้ำมือเผด็จการ มีการนำเสนอแนวคิด แนวทาง และวิธีการต่างๆ มากมาย อันเป็นผลมาจากความตื่นตัวซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่า Hi-thaksin มีส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดบรรยากาศเช่นนี้ขึ้น

ประดาบ ทำให้คนธรรมดาทั่วไปทุกคนมีความมั่นใจว่า แม้เราจะเป็นเพียงคนเล็กๆ คนหนึ่งในสังคมใหญ่ แต่หากตั้งใจจริง ที่สามารถที่จะใช้สองมือเปล่าเขย่าบัลลังก์เผด็จการที่เพียบพร้อมด้วยอาวุธครบมือให้พังทลายล้มครืนลงมาได้

Hi-thaksin ทำให้ผู้คนในชุมชนประชาธิปไตยไซเบอร์ ตระหนักดีว่าเว็บไซต์เล็กๆ เพียงเว็บไซต์เดียว ก็เป็นช่องทางการสื่อสารที่มีพลัง ทรงอิทธิพล ยิ่งกว่าสื่อใดๆ ไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ เคเบิ้ลทีวี ทีวีดาวเทียม ตลอดจนสารพัดสื่อที่มากับเทคโนโลยีทั้งเก่าและใหม่ หากว่ามีความมุ่งมั่นที่จะนำเสนอความจริง อย่างไม่เกรงกลัวต่อภัยอันตรายประดามีทั้งที่เห็นและไม่เห็น

ผมก็เป็นผู้อ่านคนหนึ่งที่ติดตาม Hi-thaksin มาตั้งแต่วันแรกที่เปิด จนกระทั่งวันสุดท้ายที่ ประดาบ แจ้งว่าถึงเวลาต้องเก็บดาบ และกำลังจะจากไป เพื่อคนที่รัก คืออดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ทุกวันที่เข้าไปใน Hi-thaksin ทำให้ผมมีพลัง มีความหวัง ที่จะต่อสู้ตามแนวทางอุดมการณ์ของตัวเอง

จนกระทั่ง Hi-thaksin ปิดตัวเองลงไป พลัง และ ความหวังทั้งหมดทั้งมวลที่เกิดขึ้น จึงได้แปรเปลี่ยนเป็นความตั้งใจที่จะสืบทอดเจตนารมณ์ของ ประดาบ และ Hi-thaksin นั่นคือ การต่อสู้เพื่อรักษาประชาธิปไตย และกำจัดเผด็จการที่เป็นศัตรูของระบอบประชาธิปไตย ให้หมดไป

เรียกได้ว่าการตายจากไปของ Hi-thaksin คือ จุดกำเนิดของ Thai-grassroots ก็ไม่ผิด เพื่อที่จะทำให้เพื่อนคู่คิด มิตรร่วมรบ ได้มารวมตัวกันอีกครั้งหนึ่ง เพราะเราได้เห็นกับตา ได้ยินกับหู ได้ประจักษ์กับตัวแล้วว่า ระบอบประชาธิปไตย ที่เราช่วยกันสร้างขึ้นมาเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550 ยังอ่อนแอง่อนแง่นยิ่งนัก ในขณะที่เผด็จการและบริวาร แม้จะพ่ายแพ้ แต่ก็ไม่ได้หยุดยั้ง ไม่ได้เคารพหลักการและระบอบประชาธิปไตย ตามที่ควรจะเป็น กลับไปซ่องสุมรี้พลแล้วยกพวกเข้ามาก่อกวน ก่อการร้ายต่อระบอบประชาธิปไตย อีกครั้งหนึ่ง ดังที่เห็นกันอยู่ในขณะนี้ ซึ่งผมเห็นว่าเป็นหน้าที่ของพวกเราทุกคนที่จะต้องช่วยกันเป็นเสาค้ำยันระบอบประชาธิปไตย ไม่ให้ถูกทำลายโค่นลงด้วยน้ำมือเผด็จการและบริวาร เช่นที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 อีกแล้ว

ถึงแม้วันนี้ จะไม่มี ประดาบ แต่ผมเชื่อว่า ประดาบ ไม่ได้ละทิ้งภารกิจ และไม่ได้ห่างไปไกลจากพวกเรา แต่ด้วยข้อจำกัดบางประการ จึงทำให้ต้องเก็บดาบ ไป และยังหวังอยู่ลึกๆ ว่าเมื่อพวกเรารวมตัวกันติด จับมือเป็นมิตรร่วมรบกันอีกครั้ง ประดาบ น่าจะย้อนกลับมาช่วยพวกเราอีกแรง ซึ่งผมไม่เกี่ยงเลยว่าจะมาในชื่อไหน นามใด ขอเพียงแต่ให้มา ก็จะเป็นอีกเรี่ยวแรงที่สำคัญสำหรับการต่อสู้ครั้งนี้

ผมจำประโยคที่ ประดาบ พูดติดปาก ได้ว่า "กาลอวสานของประดาบ ยังมาถึงไม่ได้ หากเผด็จการยังไม่ถึงกาสอวสาน" ผมเชื่อ และ คิดว่า ประดาบ ก็ยังเชื่อในคำพูดของตัวเอง ที่พูดไว้กับผู้คนจำนวนมากที่ชื่นชม ศรัทธาการต่อสู้ของ Hi-thaksin ในห้วงเวลา 1 ปีเศษที่ผ่านมา

ผมไม่อาจเอื้อมหรือคิดไปไกลว่าผมตั้งใจสร้าง Thai-grassroots ขึ้นมาแทนที่ Hi-thaksin เพราะผมไม่มีความสามารถเทียบเท่าทีม Hi-thaksin ทั้งด้านเนื้อหา ข้อมูล และ เทคนิกการสร้างเว็บไซต์ ผมเพียงแต่นับถือ Hi-thaksin เป็นครู และเดินตามรอยเท้าของครู ที่บอกว่าจะไม่ย้อนกลับมาอีกแล้ว จึงไม่ต้องแปลกใจหากว่าหลายสิ่งหลายอย่างจะละม้ายคล้ายคลึงกับเว็ปไซต์ที่เป็นครูของผม บทความประเดิมเปิดเว็บไซต์ในวันนี้ จึงเรียกว่าบทไหว้ครู เพื่อให้ทุกคนได้รู้ว่าทำไมจึงมี Thai-grassroots เกิดขึ้น

Thai-grassroots มีจุดมุ่งหมายที่จะเป็นช่องทางการสื่อสารของชนชั้นรากหญ้า สามัญชน คนธรรมดา ทั้งรากหญ้าทางการเมือง รากหญ้าทางสังคม รากหญ้าทางความคิด รากหญ้าทางเศรษฐกิจรากหญ้าทางวัฒนธรรม ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่มีจำนวนมากที่สุด แต่มีพลังน้อยที่สุด เนื่องจากมีเครื่องไม้เครื่องมือสื่อสาร ที่จะเป็นกระบอกเสียงน้อยที่สุด เสียงของรากหญ้าจึงไม่ดังกึกก้องไปทั่วแผ่นดิน ทั้งๆ ที่แผดเสียงออกไปเต็มกำลังแล้วก็ตาม เพราะไม่มีโทรทัศน์ วิทยุ มาช่วยขยายเสียง ไม่มีหนังสือพิมพ์มาช่วยขยายความคิด เหมือนกับพวกพันธมิตรประชาชนล้มล้างประชาธิปไตยที่กำลังเผาบ้านเผาเมืองให้วอดวายอยู่ในขณะนี้ และกลุ่มนักธุรกิจสื่อ ที่กำลังปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง โดยไม่สนใจความทุกข์ร้อนของประชาชน

Thai-grassroots ตั้งใจอย่างยิ่งที่จะเป็นกระบอกเสียงของชนชั้นรากหญ้าของสังคมไทย เพื่อที่จะไม่มีใครมาแอบอ้างชนชั้นรากหญ้า ไปเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มก้อนตัวเอง ด้วยวลีเก่าๆ ที่ว่า "ประชาชนคนทั้งประเทศ" เห็นตรงกันว่า คิดเหมือนกันว่า มีมติร่วมกันว่า ในขณะที่ต้องการหาสมัครพรรคพวกในเชิงปริมาณ เพื่อดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ครั้นได้สิ่งที่ต้องการแล้ว ก็จะถีบหัวส่ง พร้อมกับดูถูกดูแคลนชนชั้นรากหญ้า เป็นคนไม่มีคุณภาพ เป็นภาระของบ้านเมือง

Thai-grassroots ไม่ต้องการให้ใครมาดูถูกคนรากหญ้า ว่าเป็นคนชั้นต่ำ ไม่มีความรู้ ไม่มีการศึกษา ด้อยสติปัญญา เป็นคะแนนเสียงที่ไม่มีคุณภาพ เป็นพวกไม่มีราคาในทางการเมือง เป็นพวกขายสิทธิ ขายเสียง เพราะโดยความเป็นจริงแล้ว คนรากหญ้า มีความรู้ มีความคิด มีสติปัญญา มีหัวใจที่ดีงาม มีเจตนาที่ดี มีอุดมการณ์ความห่วงใยชาติแผ่นดินที่น่ายกย่อง จะด้อยกว่าก็เพียงวุฒิการศึกษา เพราะมีโอกาสน้อยกว่า แต่ไม่ได้หมายความคนรากหญ้ามีความรู้ มีสติปัญญาด้อยกว่าคนชั้นกลาง ที่มักจะยกตนข่มท่านอยู่เสมอ

ประเด็นสำคัญที่ Thai-grassroots ต้องการนำเสนอเป็นที่สุดในขณะนี้ ในวันที่สังคมไทยกำลังขัดแย้งกันอย่างหนัก และแย่งชิงอำนาจปกครองประเทศกันอย่างเป็นเอาตาย ซึ่งกำลังทำให้สังคมไทยแตกสลาย แผ่นดินไทยใกล้แยกเป็นเสี่ยง จนไม่มั่นใจว่าจะหลีกเลี่ยงได้ แต่กระนั้นก็ยังไม่อันตรายเท่ากับการที่มีความพยายามใช้สถาบันพระมหากษัตริย์ มาเป็นเงื่อนไขปลุกระดมประชา ชนให้แตกแยก ด้วยคำแอบอ้างที่ว่าฝ่ายตนจงรักภักดีมากกว่า อีกฝ่ายหนึ่งไม่จงรักภักดี ทั้งยังเลยเถิดไปว่าฝ่ายตรงข้ามคิดทำลายล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ ก็ยังนำมากล่าวหากัน โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับสถาบันพระมหากษัตริย์ เพราะมัวแต่ห่วงใยผลประโยชน์ของตนเอง

Thai-grassroots นำเสนอหน้าแรกของเว็ปไซต์ เป็นพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยพระบรมราโชวาทตอนหนึ่งว่า "ที่ของข้าพเจ้าในโลกนี้ คือการที่ได้อยู่ท่ามกลางประชาชนของข้าพเจ้า นั่นคือ คนไทยทั้งปวง" ซึ่งเป็นพระราชดำรัสที่ประจักษ์ชัดว่า ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณแก่ประชาชนคนไทยทุกคน ไม่แยกฝ่ายหนึ่ง ไม่แยกฝ่ายใด ไม่แยกใคร ไม่แยกข้าง และแสดงให้ประจักษ์ว่าทรงเป็นพระมหากษัตริย์ของคนไทยทุกคน มิใช่พระมหากษัตริย์ของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง จึงไม่บังควรอย่างยิ่งที่จะมีการนำพระองค์ท่าน และสถาบันพระมหากษัตริย์ ไปแอบอ้างเพื่อแบ่งแยก ปลุกระดมประชาชนคนไทยให้เกลียดชังกันเอง ซึ่งขัดพระราชประสงค์ที่ทรงต้องการเห็น คนไทยรู้รักสามัคคี

ข้อเรียกร้องข้อที่หนึ่งของ Thai-grassroots ในวันแรกของการเปิดเว็บไซต์ ก็คือ ขอร้องคนไทยทุกคน ได้โปรดหยุดแอบอ้าง และหยุดใช้สถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นเครื่องมือทำลายล้างคนไทยด้วยกันเอง ทำลายความสามัคคีของคนไทย สร้างความแตกแยกให้แก่แผ่นดิน เพราะผมเชื่อว่าสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับประเทศไทย และ คนไทย ในขณะนี้ เป็นสถานการณ์ที่กระทบต่อพระราชหฤทัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ และทุกพระองค์ เป็นแน่แท้ จึงขอเรียกร้องให้ทุกคนหยุดแอบอ้างสถาบันพระมหากษัตริย์ เพื่อประโยชน์ของตนเองได้แล้ว

ผมใช้ชื่อบทความเปิดตัว Thai-grassroots ในวันนี้ ว่า "บทไหว้ครู จากใจผู้สืบทอด" เป็นการบ่งบอกชัดเจนว่าผมตั้งใจที่จะสืบทอดเจตนารมณ์ของ Hi-thaksin และ ประดาบ เพื่อปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ กำจัดเผด็จการ รักษาการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ให้คงอยู่คู่กับคนไทยตลอดไป

ขอทุกท่านได้โปรดรับการคารวะจากผู้สืบทอด
ขอทุกท่านได้โปรดชี้แนะเพื่อปรับปรุงให้เกิดสิ่งที่ดีงาม และพละกำลังในการต่อสู้ ด้วยเถิด


ฟ้าฟื้น

จาก thai-grassroots.com