00 หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ สื่อทางเลือกของประชาชน เพื่อประชาธิปไตย สนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับหน้าแหลมฟันดำ กากเดนของเผด็จการ ฉบับวันศุกร์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ.2551
00 นับเป็นยุทธศาสตร์ ทำลายความเชื่อถือ หรือที่เรียกกันว่า ดิสเครดิต กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เมื่อ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เรียกประชุม มินิ ครม. แก้ไขปัญหาราคาข้าวตกต่ำ ได้อย่างเฉียบพลัน พลิกเกมให้ เลี้ยบกิมฮวง นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งใช้สมองทำงานมากกว่าปาก เป็นเจ้าภาพ ให้ ธ.ก.ส. รับจำนำข้าวเปลือกราคาตันละ 14,000 บาท ทันทีตั้งแต่วันวาน แถมแจกโบนัสหากราคาขึ้นไปอีก ก็จะจ่ายเงินให้กับชาวนาตามราคาข้าวส่วนต่างที่ขึ้นสูงไป
00 ในยุทธศาสตร์นี้ เสียดายอยู่นิดตรงที่ นายกฯ สมัคร สุนทรเวช แสดงอาการ เกรงใจพ่อค้าข้าวส่งออก แทนที่จะ ฉีกหน้ากาก ตัวการทำให้ราคาข้าวในเมืองลดลง ขณะที่ราคาข้าวในตลาดโลกยังสูงคงเดิม แต่ยังไม่สายหากจะนำไปแฉกันให้เห็นจะจะในรายการ “สนทนาประสาสมัคร” วันอาทิตย์ที่จะถึง ดีกว่าไปข้องแวะกับกลุ่มพันธมิตรพันธมาร
00 แน่นอน วิพากษ์วิจารณ์กันสนุกปากที่กระทรวงพาณิชย์ การประชุมมินิ ครม. แก้ไขปัญหาราคาข้าวให้ชาวนา เพื่อตัดปัญหาชาวนาชุมนุมประท้วงปิดถนน เป็นการหักหน้า นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งเคยเป็นเจ้าภาพแก้ไขปัญหาราคาข้าว แต่ไม่ได้นั่งร่วมประชุม เพราะติดประชุมอยู่ที่ประเทศเปรู ก็แล้วแต่มุมมอง รมต.มิ่งขวัญ ต้องยอมรับความจริงเหมือนกัน การแก้ปัญหาราคาพืชผลการเกษตรของไทย ต้องทำมากกว่าพูด เพราะเส้นสนกลในของพ่อค้าส่งออกมีทั้ง นักการเมือง และข้าราชการกระทรวงพาณิชย์ พูดก่อนทำ เข้าทางพ่อค้าหัวใส มีวิธีพิสดารมากมายที่จะกดราคาสินค้าไม่ให้โงหัว เพื่อกำไรเต็มพิกัด กลับถึงเมืองไทยวันไหน คนใกล้ชิดต้องรีบไปสะกิดบอก รองนายกฯ มิ่งขวัญ ต้องทำใจ ยังมีอีกหลายเรื่องที่ นายกฯ สมัคร จะต้องเล่นบทล้วงลูกเร่งแก้ปัญหา ก่อนสภาจะเปิดประชุมสมัยสามัญ ปิดทางการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล
00 เมื่อ รัฐบาลพลิกเกมเข้าเกียร์เดินหน้าเต็มสูบ แก้ปัญหาให้กับประชาชน เลิกตอแยกับขบวนการป่วนเมือง ปล่อยให้ธรรมชาติลงโทษ เหี่ยวเฉาไปเอง ไม่มีน้ำเลี้ยง จะใช้อะไรเป็นตัวล่อไปเกณฑ์คนให้มานั่งตากแดดตากฝนบนเวทีพันธมิตรพันธมาร นับวันยิ่งหาสาระการปราศรัยไม่ได้ นอกจาก ใช้คำหยาบคายเพื่อความสะใจของคนพ่นน้ำลาย แล้วยังมีหน้ามาพูดว่าเป็นการให้ความรู้กับประชาชน เอกฉัตร ไม่เถียงหรอกถ้าเป็นการสอนภาษาไทยสมัยพ่อขุนรามคำแหง แล้วยังมีหน้าประกาศจะตั้งมหาวิทยาลัยราชดำเนินขึ้นมาสอนความรู้ให้กับประชาชน ถ้าสอนให้ใช้คำว่า มึง กู ไอ้ อี ไม่ต้องถึงกับตั้งเป็นมหาวิทยาลัยหรอก ดูหนังตลกของไทยก็ได้ยินคำพวกนี้คุ้นหู
00 ถ้าจะให้ การดิสเครดิตกลุ่มพันธมิตรพันธมาร สมบูรณ์แบบ เอกฉัตร เสนอให้ นายกฯ สมัคร สุนทรเวช สั่งการ ร.ต.อ.ดร.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ไปปฏิบัติหน้าที่ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ สัก 1 สัปดาห์ เชื่อว่าสถานการณ์น่าจะดีขึ้น แถมยังทำให้เจ้าหน้าที่ในพื้นที่มีขวัญกำลังใจ ในแต่ละวันจะมี ผู้ว่าราชการ 14 จังหวัดในภาคใต้ ไปเยี่ยมเยียน เพื่อเข้าคิวพบรัฐมนตรีมหาดไทยวันละ 2 คน 7 วัน ครบ 14 คนพอดี ตัวเลขลงตัวเป๊ะ
00 เพื่อเป็นสิ่งจูงใจให้ ดอกเตอร์เหลิม กล้าที่จะลงไปอยู่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เลิกกังวล นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ จะสร้างอนุสาวรีย์ให้ ก็มอบงาน ให้รับผิดชอบกำกับควบคุมดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติส่วนหน้า ที่ จ.ยะลา สัก 1 สัปดาห์ ในเมื่ออยากจะคุมสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะได้คุมตำรวจสมใจอยาก ส่งผลให้ตำรวจทั่วไปเลิกสับสนเสียที วันนี้ใครกันแน่กำกับควบคุมดูแลงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ นายกฯ สมัคร หรือ รมต.เฉลิม
00 หากข้อเสนอของ เอกฉัตร ได้รับการขานรับ จะทำให้บนเวทีพันธมิตรพันธมาร นายสนธิ ลิ้มทองกุล จะหมดมุกปราศรัยไปโดยปริยาย ถ้าไม่มีเรื่อง สิงห์เหลิมรายวัน ก็ไม่รู้จะหยิบเรื่องอะไรขึ้นมาพูดให้คนฟังปรบมือโห่ฮา อุตส่าห์ใช้เวลาถึง 6 ปี ทำปริญญาเอกเป็นดอกเตอร์ทางด้านกฎหมาย ยังถูกสบประมาทว่า ได้มาได้อย่างไร ในเมื่อ สิงห์เหลิมพูดภาษาอังกฤษ เป็นแค่คำว่า เยส โน โอเค โคคาโคลา ฟังแล้วเจ็บแทน ดูถูกกันเกินไป พับผ่าเหอะ
00 อีกเด้งหนึ่งที่จะต้องได้รับแน่นอน ร.ต.ดวง อยู่บำรุง ได้โชว์ผลงานปราบปรามยาเสพติดในพื้นที่ภาคใต้ ประเภทยาแก้ไอผสมใบกระท่อม ที่เรียกกันว่า สี่คูณร้อย ซึ่งระบาดหนักในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ ถ้าปราบปรามได้ ภาพจะต้องดีกว่าพากำลังเฉพาะกิจไปตรวจผับตรวจบาร์ ตรวจยาเสพติด จะได้เลิกนินทากระแนะกระแหนกันเสียที
00 ตลอดชีวิตราชการตำรวจ รับบทบู๊มากกว่าบุ๋น เป็นฝ่ายรุกมากกว่าตั้งรับ เห็นอาการของ พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล น่าเห็นใจ เกือบครึ่งเดือนที่อดหลับอดนอน เป็นใครก็ต้องเครียด ยิ่งม็อบที่พูดภาษาคนกันไม่รู้เรื่อง ยิ่งเครียดทวีคูณ กำลังตำรวจชั้นประทวนสามารถสับเปลี่ยนกำลังกันได้ทุกสัปดาห์ แต่ตัวผู้บัญชาการตำรวจนครบาลเปลี่ยนไม่ได้ น่าเห็นใจครับ เห็นที เพื่อนร่วมรุ่น นรต.30 ที่ทำงานใกล้ตัว พ.ต.อ.ปรีชา ธิมามนตรี หัวหน้าศูนย์สืบสวนนครบาล ต้องหาทางคลายเครียดให้เพื่อนที่เป็นผู้บังคับบัญชา
00 คงเห็นประชาชนเริ่มหาเส้นทางอื่นได้แล้ว ไม่ต้องผ่านถนนราชดำเนิน ความเดือดร้อนผ่อนคลายไปเยอะ กลุ่มพันธมิตรพันธมาร กำหนดยุทธศาสตร์ใหม่ให้ชาวบ้านเดือดร้อน ตั้งยุทธการดาวกระจาย ยกกำลังไปป่วนสถานที่ราชการ สร้างความยุติธรรมให้กับสังคม คนกรุงเทพ จะได้ เผชิญกับปัญหารถติด เหมือนๆ กันกับคนที่ต้องผ่านถนนราชดำเนิน
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Friday, June 6, 2008
คอลัมน์ : สามเหลี่ยมดินแดง
ขั้นแตกหัก
“กลียุคมาแล้ว”
“สงครามประชาชน”
“สงครามศักดิ์สิทธิ์”
“ไม่ชนะไม่เลิก”
“ตายเป็นตาย เจ๊งเป็นเจ๊ง”
ถ้อยคำสวยหรูของกลุ่ม พันธมารประชาธิปไตย ที่นำมาใช้ปลุกระดม เพื่อเรียก เรตติ้ง ในการทำม็อบ ดูจะเป็นเรื่องที่ธรรมดา ใครได้ยิน ใครได้ฟัง ในครั้งแรกๆ อาจจะดูตื่นเต้น หวือหวา มันจะทำอะไรกัน ต้องไปดูซะหน่อย กลายเป็นพฤติกรรม ไทยมุง ซะมากกว่า
ส่วนคนที่ดูเยอะแยะนั้นก็ล้วนเกณฑ์กันมาดังที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า เคลื่อนมาจากที่แห่งหนตำบลใด จาก เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ระยอง ชลบุรี และพิษณุโลก
เกมเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา บอกได้ว่า เหนือชั้น ขนาดเซียนเหยียบเมฆ เพราะแค่พูดยังไม่ทันลงมือ ก็กลัวกันหัวหด ขนาดต้องไปนั่งให้ประชาชนห้อมล้อม เห็นธาตุแท้ของผู้นำหรือยังล่ะ
ผู้นำ นักรบ เขาต้องอยู่แถวหน้า ไม่ใช่ไปมุดอยู่ในวงล้อมของประชาชน
ผู้นำจะต้องออกหน้า-กล้าตายแทนประชาชน แต่กลับกลัวอะไรไม่เข้าท่า! ไปมุดอยู่ในฝูงชน ใช้ประชาชนเป็นโล่กำบัง
การระดมคน เมื่อ วันเสาร์ ที่ผ่านมา หลังจากที่มีการประกาศเตือนครั้งที่ 1 นั้น ฝ่ายมอนิเตอร์ ซึ่งต้องหาข่าวตามปกติ ได้พบข้อมูลสำคัญหลายอย่าง มีการติดตามตรวจสอบถี่ยิบ ทำให้ทราบถึงขีดความสามารถในการระดมคนของคนกลุ่มนี้ ชักดิ้นชักงอเพื่อความอยู่รอด จึงทำทุกวิถีทาง
ผ่านเครือข่ายใด
ผ่านจังหวัดใด
ผ่านเงินจากใคร
ทั้งหมดนี้จะถูกนำไปรวบรวม เรียบเรียง เพื่อที่จะนำข้อมูลไปใช้เป็นประโยชน์ต่อไปภายภาคหน้า
อย่างน้อยๆ ส่วนราชการจะได้บันทึก จะ ได้เห็น ถึงความไม่ปกติ ความไม่ชอบมาพากลของ ม็อบพันธมารประชาธิปไตย ไม่เหมือน!! ม็อบอื่นทั่วๆ ไป ที่มีความเดือดร้อนด้านต่างๆ ที่เขามาด้วยความบริสุทธิ์ใจ เช่น ราคาพืชผลการเกษตรตกต่ำ การขอขึ้นค่าโดยสารรถประจำทาง เป็นต้น เพราะคนพวกนี้ ไม่ใช่ม็อบที่มีภารกิจแอบแฝงทางด้านการเมือง การปกครอง ดังที่เห็นและเป็นอยู่ทุกวันนี้
ทางออกอีกวิธีหนึ่ง เมื่อ รัฐไร้ปัญญาบริหารจัดการ ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของ ภาคประชาชน จะต้องลุกขึ้นมาช่วยกันจัดการเสียทีได้แล้ว ปล่อยเอาไว้ยิ่ง ทำให้บ้านเมืองฉิบหายป่นปี้
คนเดือดร้อนจากการปิดท้องถนน ไม่ว่าจะเป็น พระภิกษุ สามเณร สมณะ ชี พราหมณ์ นักเรียน นักศึกษา ข้าราชการ พ่อค้า นักมวย และประชาชนทั่วๆ ไป จะต้องทำตัว “เสียงดัง” บ้าง ไม่ใช่ปล่อยให้คนไม่กี่คนทำตัวเสียงดังเพียงฝ่ายเดียว โดยไม่เคารพยำเกรงกฎหมายบ้านเมือง กระทำการรุกล้ำก้ำเกินในสิทธิเสรีภาพของผู้อื่นเป็นเนืองนิตย์
จะได้รู้กันเสียทีว่า ประเทศนี้ต้องการประชากรที่ทำตัวเป็นจิ๊กโก๋กลางถนน “ส่งเสียงดัง” นี่แหละ! จะได้เป็นอภิสิทธิ์ชน เจ้าหน้าที่รัฐไม่กล้าทำอะไร ทั้งที่ทำผิดกฎหมายเห็นๆ
คตส. ยิ่งดิ้น...ยิ่งทุเรศ
ดังนั้น คตส. จึงมีสายเลือดของเผด็จการอำนาจนิยมพันธุ์แท้ ที่หาได้ยากยิ่งแล้วบนผืนโลกแห่งนี้ หน้าตาเป็นอย่างไรก็ลองนึกภาพกันดู 1.นายนาม ยิ้มแย้ม ประธานกรรมการตรวจสอบ 2.นายแก้วสรร อติโพธิ เลขานุการคณะกรรมการตรวจสอบ 3.นายสัก กอแสงเรือง โฆษกคณะกรรมการตรวจสอบ 4.นายกล้านรงค์ จันทิก 5.คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา 6.นายจิรนิติ หะวานนท์ 7.นายบรรเจิด สิงคะเนติ 8.นายวิโรจน์ เลาหะพันธุ์ 9.นายสวัสดิ์ โชติพานิช (ลาออกภายหลัง) 10.นางเสาวนีย์ อัศวโรจน์ 11.นายอุดม เฟื่องฟุ้ง และ 12.นายอำนวย ธันธรา
หลังคลอด คตส. ออกมาแล้ว พฤติกรรมเผด็จการก็โผล่ให้เห็น ด้วยการทดแทนคุณพ่อ คมช. อย่างสุดลิ่ม ก็คือ พลิกหน้ามือเป็นหลังตีนต่อกระบวนการสอบสวนในทันที เพื่อเอาเรื่องกับอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และคณะรัฐมนตรีของรัฐบาลไทยรักไทย ว่าเป็นคนโกงชาติ ให้ได้
เรียกว่าไม่ต้องยึดถือกระบวนการยุติธรรมอะไรมาก หาเรื่องที่พอจะเบี่ยงเบนได้ก็ตั้งธงฟ้องเลย...???
เพราะนั่นคือ 1 ใน 4 ข้อกล่าวหาที่คุณพ่อ คมช. ใช้เป็นข้ออ้างในการยึดอำนาจมาจากรัฐบาลของประชาชน และเป็นการล้มล้างระบอบประชาธิปไตย
ที่ปัจจุบัน ปรากฏชัดแล้วว่า 3 ข้อที่นำมาอ้าง ไม่มีมูลความจริงแต่ประการใด โดยเฉพาะการกล่าวหาว่า พ.ต.ท.ทักษิณ หมิ่นเบื้องสูง เมื่ออัยการมีหน้าที่ต้องดำเนินการ ไม่ใช่ คตส. ข้อกล่าวหาถูกยกฟ้องไม่มีมูล เช่นเดียวกับอีก 2 ข้อหา
ดังนั้น จึงเหลือเพียงข้อหาเดียว นั่นก็คือ การทุจริตของคณะรัฐบาลภายใต้การนำของ พ.ต.ท.ทักษิณ เท่านั้น ที่จะรักษาหน้าคุณพ่อ คมช. ไว้ได้...!!!
คตส. ที่เป็นลูกกตัญญู จึงต้องตอบแทนบุญคุณ ด้วยการหาข้อมูลตะแบงกล่าวหาส่งฟ้องให้เกิดเป็นภาพของการโกงกินในยุคนั้นให้มากๆ เพื่อทำให้เกิดความชอบธรรมต่อคุณพ่อ คมช. ที่กระทำการข่มเหงประชาชน
นอกจากนี้ หลังคุณพ่อ คมช. หมดอายุลง ได้ทิ้งมรดกให้ คตส. ทำหน้าที่ต่อไปอีก ด้วยการต่ออายุให้ ซึ่งจะมาสิ้นสุดในเดือนมิถุนายนนี้แล้ว
ผลพวงจึงทำให้ คตส. ลนลาน ส่งฟ้องคดีความที่ค้างคาอยู่อย่างสะเปะสะปะไปหมด แม้จะมีสัญญาณออกมาจากอัยการสูงสุดแล้วก็ตาม แต่ คตส. ก็ยังแสดงอิทธิฤทธิ์ ไม่รับฟังแม้แต่ประการใด
สังคมก็เริ่มเห็นพฤติกรรมของ คตส. มากขึ้นเป็นลำดับ จนท้ายสุดประชาชนที่รักความยุติธรรมก็สุดอดทน มีทั้งการเข้าแจ้งความดำเนินคดี
และล่าสุดก็จากกลุ่มพลเมืองภิวัฒน์ ก็เข้ายื่นหนังสือให้ คตส. หยุดทำหน้าที่จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยอำนาจของ คตส. ออกมาให้ชัดเจนก่อน หลังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความให้ชัดเจนก่อน
เรื่องก็ควรจะดำเนินการไปตามขั้นตอนของกฎหมาย แต่แล้วจู่ๆ คตส. ก็แสดงอิทธิฤทธิ์เหนือผู้อื่นอีก จนเป็นเรื่องเป็นราว ให้สังคมวิพากษ์วิจารณ์ฉาวกันไปทั่วบ้านทั่วเมือง
แต่เรื่องนี้เอาเป็นว่า ผมอยากสละเนื้อที่ที่เหลือ นำความคิดเห็นของประชาชนคนอื่นๆ มาแสดงไว้ให้เห็นเพิ่มเติม เผื่อ คตส. จะได้สำเหนียกเสียบ้างว่า สังคมเขามองกันอย่างไร
ที่เว็บบอร์ด พันทิป ห้องราชดำเนิน โดย คุณชัยเสถียร ได้โพสต์ความคิดเห็นไว้อย่างนี้ครับ
“นายสัก กอแสงเรือง โฆษก คตส. แถลงเมื่อเวลา 19.40 น. วันที่ 4 มิถุนายนว่า คตส. ได้มีมติทำหนังสือถึง นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รวมทั้งผู้บัญชาการเหล่าทัพ อดีตคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ในฐานะที่แต่งตั้ง คตส. ตามประกาศ คปค. ฉบับที่ 30
ให้ดำเนินการกับพนักงานสอบสวนตามอำนาจหน้าที่ เนื่องจากปรากฏมีเจ้าหน้าที่ของรัฐใช้อำนาจรัฐที่น่าจะเป็นการบิดเบือนกฎหมาย เพื่อไม่ให้เกิดความสะดวกในการทำหน้าที่ของ คตส.
สืบเนื่องมาจากกรณีที่สำนักงานกฎหมายนิติเอกราช จำกัด ได้ แจ้งความกลับ คตส. ในข้อหาแจ้งความเท็จ และพนักงานสอบสวนกองปราบปรามได้มีหนังสือ ออกหมายเรียก คตส. ถึง 2 ครั้ง ในวันที่ 30 พฤษภาคม และ 10 มิถุนายน โดยในหมายเรียกมีการระบุว่า หากไม่มาพบพนักงานสอบสวนตามกำหนด โดยปราศจากเหตุอันควร อาจเป็นเหตุให้ออกหมายจับ
อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 10 มิถุนายน คตส. ทั้ง 11 คน จะไม่ไปพบพนักงานสอบสวน เพราะว่า การทำหนังสือไปนั้นถือเป็นการชี้แจงด้วยวาจาแล้ว โฆษก คตส. กล่าวต่อว่า
คตส. ยังได้ทำหนังสือถึงทุกศาล ในส่วนกลางและปริมณฑล เหตุที่ต้องมีหนังสือไป เพราะไม่ทราบว่าพนักงานสอบสวนจะดำเนินการขอหมายศาลที่ใด จึงต้องกราบเรียนข้อเท็จจริงให้ศาล ที่มีอำนาจออกหมายอาญา ได้ทราบว่า
ไม่มีความเชื่อมั่นในการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานสอบสวน และเพื่อแสดงความประสงค์ว่า หากพนักงานสอบสวนมีคำร้องขอออกหมายจับ คตส. ทาง คตส. จะแต่งตั้งทนายความในชั้นไต่สวนคำร้อง ขอออกหมายจับ เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมในคดีต่อไป”
คุณชัยเสถียร โพสต์ต่อไปด้วยข้อความร้องว่า “โอ้โฮ...ไม่อายน้ำหน้าบ้างหรือครับ ยางอายน่ะมีไหม นายสัก กอแสงเรือง
ขอถามหน่อยเถอะ พวกคุณอยู่เหนือกฎหมายหรือไง มีคนกล่าวหาคุณว่าแจ้งความเท็จ ตำรวจออกหมายเรียกคุณตามอำนาจหน้าที่...
ผิดถูกอย่างไร คุณทำไมไม่ไปต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรม คุณจะไปร้องเรียนอะไร ขั้นตอนตามกฎหมายทำไมไม่ทำครับ
ขออนุญาตสอนวิชา ป.วิอาญา ให้คุณสัก กับคณะ คตส. เป็นวิทยาทานสักเล็กน้อยนะครับว่า การที่ คตส. ทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีหรือ ผบ.ตร. นั้น เป็นไปตาม ป.วิอาญา มาตราไหนเอ่ย
ยิ่งกลุ่มอดีต คมช. ยิ่งแล้วใหญ่ มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายที่ไหน...???
แล้วที่ คตส. ทำหนังสือถึงศาลทุกศาล ทั้งที่คดีนี้ยังอยู่ในชั้นสอบสวน ก็แสดงให้เห็นว่า คตส. กลัวจนเบลอแล้ว
อำนาจออกหมายเรียกผู้ต้องหา เป็นอำนาจของพนักงานสอบสวนโดยตรง ไม่เกี่ยวกับศาลตรงไหน มันยังไม่ถึงชั้นศาล เมื่อพนักงานสอบสวนออกหมายเรียก คตส. ไปรับทราบข้อหาและให้ปากคำ
พวกท่านเป็นอภิสิทธิ์ชนเหนือประชาชนคนไทยตรงไหนมิทราบ...???
คณะ คตส. ทำไมไม่ไปพบพนักงานสอบสวนเพื่อชี้แจงว่า ที่ถูกกล่าวหานั้นน่ะ มันไม่ใช่ หรือไม่ถูกต้องตรงไหน นอกจากนี้หากพิสูจน์ได้ว่าไม่เป็นจริง คณะ คตส. ก็สามารถดำเนินคดีกับผู้กล่าวหาว่า กลั่นแกล้งให้ผู้อื่นต้องรับโทษทางอาญา
กฎหมายมันมีขั้นตอนของมันอยู่ การมาร้องแรกแหกกระเชอ ดิ้นพราดเหมือนสุกรถูกน้ำร้อนอย่างนี้ มิใช่การแก้ปัญหาของนักกฎหมาย
ถ้าต่อสู้โดยวิธีดิสเครดิตองค์กรที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายอย่างพวกท่านเช่นนี้ ผมว่าน่าจะติดคุกตอนแก่ทั้งคณะแน่ๆ ครับ
โชคดีนะครับ คณะ คตส. (ไม่รู้แปลว่า คณะคอยดูตอนอวสานหรือเปล่า)”
ครับ เมื่อคุณชัยเสถียรลงท้ายไว้อย่างนี้ ผมก็คงต้องคอยดูเช่นเดียวกันครับ...
พร ภัทร
นักมวยแจ้งตร.จับพันธมิตร ทำขาดทุนกว่า2 แสนต่อวัน
นายหิรัญ จารึกสม อายุ 48 ปี ตัวแทนนักมวยเวทีราชดำเนิน และในฐานะประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนของกลุ่มผ้ชุมชุมพร้อมด้วยนักมวยกว่า 20 คน ค่ายจ๊อกกี้ยิมเข้าแจ้งความกับ พ.ต.ท.สุวรรณ ผลอินทร์ พงส.สบ.3 สน.นางเลิ้ง ให้ดำเนินคดีกับแกนนำกลุ่มพันธมิตรทั้ง 5 คน แกนนำของกลุ่มชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ได้ร่วมกันบุกรุกทางสาธารณะ ปิดกั้นการจราจร วางสิ่งกีดขวางทางสาธารณะ ใช้เครื่องเสียงส่งเสียงดังรบกวนการเรียนของนักเรียนที่อยู่ในละแวกนั้น ทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนตั้งแต่วันที่ 25 พ.ค.ที่ผ่านมา การกระทำดังกล่าวเป็นการละเมิดกฏหมายแผ่นดิน ในฐานะประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจึงขอแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อให้ดำเนินคดีกับกลุ่ม 5 แกนนำ
นายหิรัญ จารึกสม ตัวแทนกลุ่มนักมวย เปิดเผยแทนนักมวยกว่า 20 ชีวิตว่า ในฐานะที่อยู่วงการมวย ตั้งแต่เริ่มมีการชุมชุมทำให้เวทีมวยราชดำเนิน ขายบัตรขาดทุนวันละกว่า 2 แสนบาท โปรโมเตอร์ต้องเอามวยคู่เอกที่เป็นแม่เหล็ก เพื่อเรียกคนดูส่วนมวยที่เริ่มไต่เต้าอย่างลูกน้องถูกยกเลิก ทั้งที่ซ้อมเตรียมพร้อมเป็นอย่างดี มีค่าใช้จ่ายตั้งแต่พี่เลี้ยง ซ้อมหลายวันก่อนที่จะขึ้นชกกลับมาไม่ได้ชกมันเสียอารมณ์ หมดกำลังใจรายได้ก็ไม่มี เด็กนักเรียน ก็ได้รับผลกระทบไปด้วย รวมถึงผที่ทำงานในละแวกนี้ อยากให้พันธมิตรเลิกชุมนุมเสียที
ด้านพนักงานสอบสวนสน.นางเลิ้งได้รับแจ้งลงบันทึกประจำวันเอาไว้ก่อนที่จะนำเสนอผ้บังคับบัญชาว่าจะออกหมายเรียกกลุ่มแกนนำพันธมิตรทั้ง 5 คนมารับทราบข้อกล่าวหา ตามที่ทัวแทนเข้าแจ้งความไว้หรือไม่ทางผ้บังคับบัญชาจะเป็นผู้ตัดสินใจ
นักธุรกิจเยอรมนีชะลอการลงทุน หวันเหตุการณ์ชุมนุมบานปลาย !
นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า การเดินทางมาที่กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี ได้พบทั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเยอรมนี และนักธุรกิจ ซึ่งต่างก็เป็นห่วงสถานการณ์การเมืองไทย โดยนักธุรกิจเยอรมนี ระบุว่า ต้องชะลอการลงทุนในประเทศไทยออกไปก่อน
เนื่องจากปัญหาสถานการณ์ในประเทศ ซึ่งกลุ่มผู้ชุมนุมอาจไม่รู้ตัวว่าทำลายประเทศ เพราะสื่อต่างประเทศได้กระจายข่าวไปทั่วโลก ดังนั้น จึงขอวิงวอนให้กลุ่มผู้ชุมนุมย้ายไปชุมนุมที่อื่นโดยไม่กีดขวางการจราจร และชุมนุมอย่างสงบ ถ้ารักประเทศชาติจริงก็ต้องยุติการชุมนุม หรือไม่สร้างความรุนแรง
ขณะที่การหารือกับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเยอรมนี นายนพดล เปิดเผยว่า ไทยและเยอรมนีเห็นชอบทำแผนปฏิบัติการร่วมกันในด้านการศึกษา รถไฟ และระบบโลจิสติกส์
นอกจากนี้ ยังมีความร่วมมือในด้านพลังงานทดแทน รวมทั้งยังรับปากที่จะหาทุนการศึกษาให้กับเยาวชนภาคใต้ เพื่อให้เยาวชนเหล่านั้นมีโอกาสได้เรียนรู้และศึกษาในด้านอื่น ๆ บ้าง นอกจากด้านศาสนา อีกทั้งยังมีการลงนามว่าด้วยความร่วมมือไตรภาคีไทย-เยอรมนี เพื่อให้ความช่วยเหลือลดช่องว่างระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนใหม่และเก่าในด้านการศึกษา ทรัพยากรมนุษย์ และพัฒนาขีดความสามารถ
ศุภชัย เตรียมยื่นหลักฐานให้ กกต.เอาผิดปชป.ฐานผิดต่อ พรบ.พรรคการเมือง
นายศุภชัย ใจสมุทร รองโฆษกพรรคพลังประชาชน กล่าวถึงการเตรียมการยื่นหลักฐานให้กับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ เนื่องจากมี ส.ส.ของพรรคบางท่านร่วมขึ้นปราศรัยในเวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
และได้มีการเตรียมหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อที่จะยื่นให้กับ กกต. เพื่อให้ทาง กกต. พิจารณายุบพรรคประชาธิปัตย์เนื่องจากได้กระทำความผิด พ.ร.บ.พรรคการเมือง เพราะมี ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ไปร่วมกับเวทีพันธมิตร
โดยหนึ่งในจำนวนนั้นคือ นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ส.ส.สัดส่วน และมีการตั้งข้อสงสัยว่า ส.ส.และพรรคประชาธิปัตย์ มีส่วนสนับสนุนด้วยหรือไม่ ประกอบกับอดีตผู้สมัคร ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์หลายคนขึ้นเวทีพันธมิตร ด้วย อาทิ นายประพันธ์ คูณมี และนายสำราญ รอดเพชร อดีตผู้สมัคร ส.ส.กทม. จึงอยากให้พรรคประชาธิปัตย์แสดงความชัดเจนว่ายังเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตยอยู่ โดยการขับ ส.ส.ที่เกี่ยวข้องกับพันธมิตรออกจากพรรค
ทั้งนี้ ตนมีหลักฐานว่า ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์อีกหลายคนได้ให้การสนับสนุนกลุ่มพันธมิตรอยู่เบื้องหลัง
“เฉลิม” ซัด พันธมิตรฯ พูดพล่ามถึงปล่อย สั่งทนายฟ้องแน่ !
ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่าจะไม่แสดงความเห็นพาดพิงพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยอีก แต่เชื่อว่าคนไทยด้วยกันจะสามารถเจรจากันได้ และส่วนตัวจะหันไปทำงานในหน้าที่รับผิดชอบให้มากขึ้น ส่วนการชุมนุมของพันธมิตรฯ หากมีการพาดพิงถึงก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของทนายความ หากดำเนินการฟ้องร้องใครได้ก็จะทำ
นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยยังกล่าวถึงม็อบดาวกระจายของพันธมิตรฯ ซึ่งไปกดดันเจ้าหน้าที่ศาลและจุดอื่นๆ ว่าเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่า ไม่มีใครขอร้องให้ยุติบทบาท
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ยังกล่าวถึงกระแสข่าวกรณีที่นายกรัฐมนตรีจะเดินทางไปประชุมที่จังหวัดเชียงใหม่ และอาจมีการพบกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า ไม่เกี่ยวกับเรื่องการปรับคณะรัฐมนตรี เพราะหากจะคุยในเรื่องดังกล่าว คงไม่จำเป็นต้องไปถึงจังหวัดเชียงใหม่
สมาพันธ์คนรากหญ้า เปิดเวทีใหญ่ต้านพันธมิตรฯ พรุ่งนี้
กลุ่มสมาพันธ์คนรากหญ้าภาคเหนือ นำป้ายผ้าเขียนข้อความเชิญชวนประชาชนออกไปร่วมชุมนุมต่อต้านการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ลานเอนกประสงค์ประตูท่าแพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ในวันพรุ่งนี้ โดยนำป้ายไปติดไว้ที่ว่าการอำเภอดอยสะเก็ด และสถานที่ต่างๆ
นายพรหมศักดิ์ แสนโพธิ์ ประธานสมาพันธ์คนรากหญ้าภาคเหนือ เปิดเผยว่า ได้ทำหนังสือขออนุญาตใช้สถานที่ ที่ประตูท่าแพ ไปยังเทศบาลนครเชียงใหม่แล้ว แต่ยังไม่ได้รับคำตอบ หากไม่ได้รับอนุญาตจะย้ายเวทีปราศรัยไปบริเวณอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ หรือหน้าโรงแรมแกรนด์วโรรสแทน พร้อมกับเรียกร้องประชาชนที่ต้องการแสดงพลังประชาธิปไตย ไปร่วมชุมนุมแสดงจุดยืนต่อต้านกลุ่มพันธมิตร
คตส.ยันไม่รอคำชี้ขาดศาลรธน.รั้นเดินหน้าทำงานต่อ
จากกรณีที่กลุ่มพลเมืองภิวัฒน์ ต้องการให้ คตส.ระงับการปฏิบัติหน้าที่ตามประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ คปค. ฉบับที่ 30 ภายใน 7 วัน พร้อมส่งคดีต่าง ๆ ที่ยังตรวจสอบและไต่สวนไม่เสร็จสิ้นให้กับคณะกรรมการ ป.ป.ช. ดำเนินการต่อ รวมทั้งยุติการใช้เงินของรัฐด้วย เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหาย เนื่องจากการแต่งตั้ง คตส. อยู่ระหว่างรอศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่
ด้าน นายกล้านรงค์ จันทิก กรรมการ คตส. เปิดเผย สำนักข่าว ไอเอ็นเอ็น ถึงกรณีที่ น.ส.ศิริวารี ลำเพย เลขาธิการกลุ่มพลเมืองภิวัฒน์ และพวก เข้ายื่นหนังสือถึงกรรมการ คตส.ทั้ง 11 คนโดยเรียกร้อง คตส.หยุดการปฏิบัติหน้าที่ โดยยืนยันว่า คตส.จะหยุดทำหน้าที่ได้ด้วยเหตุผล 2 ประการเท่านั้นคือ มีคำวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญออกมา หรือ คตส.หมดวาระการทำงาน นอกจากนั้นถือว่าไม่เข้าข่าย ซึ่งหากหยุดไปตอนนี้ก็ถือว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่
เมื่อถามถึงกรณีที่มีการเรียกร้องให้ คตส.ชี้แจงบัญชีรายจ่าย นายกล้านรงค์ กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ ฝ่ายสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินต้องปฏิบัติอยู่แล้ว และจะเป็นไปตามเอกสารหลักฐานต่างๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่ฝ่ายธุรการอาจจะไม่ทราบ
ส่วนกรณีที่ คตส.ถูกออกหมายเรียกนั้น นายกล้านรงค์ กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจนอกจากจะมาส่งหมายที่ สำนักงาน คตส.แล้ว และยังใช้รถตำรวจตระเวนส่งหมายไปตามบ้านของคณะกรรมการแต่ละคนด้วยซึ่งก็ทำให้ประชาชนแตกตื่นพอสมควรเช่นกัน
ชี้ เอเอสทีวี แพร่ภาพทำชาติแตกแยก/จับตาพันธมิตรฯดิ้นต่ออายุคุ้มครอง
เมื่อช่วงเวลา 10.30 น. ที่ผ่านมา นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท หนึ่งในคณะกรรมการประชาชนเพื่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 (คปพร.) กล่าวไว้ตอนหนึ่งบนเวทีสภาสนามหลวง ว่า ในวันจันทร์ที่ 9 มิ.ย.นี้ ขอให้ประชาชนติดตามให้ดี เพราะจะถึงวันครบกำหนดที่ศาลปกครองให้การคุ้มครองชั่วคราวสถานีโทรทัศน์ดาวเทียม เอเอสทีวี (ASTV) ในเครือของหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ที่ก็ยังไม่ทราบว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป เพราะเชื่อแน่ว่า กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่มีนายสนธิ ลิ้มทองคงกุล เป็นหัวขบวน และเป็นผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ คงจะไม่ยอมแน่ และคงต้องออกมาใช้เล่ห์เพทุบายทุกวิถีทางเพื่อให้ เอเอสทีวี สามารถเแพร่ภาพได้
อย่างไรก็ตาม นายวิภูแถลง กล่าวด้วยว่า หาก เอเอสทีวี ยังสามารถดำเนินการได้ เชื่อว่าสังคมไทยจะเกิดความแตกแยกขึ้นอย่างไม่สิ้นสุด เพราะการนำเสนอข่าว ยั่วยุให้เกิดความรุนแรง โดยปราศจากมูลความจริงหลายเรื่อง
“จะเห็นได้ว่า ที่ผ่านมา เอเอสทีวี ยอมลงทุนเรื่องจานรับสัญญาณดาวเทียมออกไปทั่วประเทศ ประชาชนบางกลุ่มบางหมู่ เมื่อถูกกรอกหูในสิ่งที่ผิดๆ ทุกวัน ก็หลงเชื่อไปได้ นั่นคือเป้าหมายของ นายสนธิ ที่อาจก่อให้เกิดความแตกแยก เหมือนในอดีตของประเทศอื่นๆ ที่มีฝ่ายเหนือ ฝ่ายใต้ได้ ก็ขอให้ผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมือง รวมทั้งประชาชนในทุกที ตระหนักถึงเรื่องนี้ให้ดี” นายวิภูแถลง กล่าว
อนึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่า ขณะนายวิภูแถลง ขึ้นกล่าวปราศรัย เมื่อช่วงเวลาประมาณ 22.30 น. ประชาชนยังคงยืนหยัดรับฟังอยู่ประมาณ 2 พันคน